Lotus รถแข่งที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเบา!
นับว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่หลายๆ คน ก็น่าจะรู้กันดีว่า กว่าจะปั้นรถแข่งมาได้สักคันหนึ่งมันไม่ได้จบแค่เรื่องของกำลังเครื่องยนต์ ไม่ได้จบที่ช่วงล่าง หรือยางที่ต้องยึดเกาะพื้นได้ดี… อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความเร็ว และทุกๆ ทีมแข่งต่างก็พยายามหาจุดที่ลงตัวที่สุดแทบตาย ก็คือเรื่องของ “น้ำหนักที่ต้องเบา” สกู๊ปนี้เราก็ อยากจะหยิบเรื่องราวของแบรนด์รถยนต์ แบรนด์หนึ่งที่บ้าคลั่งในเรื่องของการ “ไล่เบา” ให้เบาที่สุดขนาดที่ว่า ยอมแลกทุกอย่าง ทั้งความสะดวกสบาย พื้นที่ใช้สอย หรือแม้กระทั่งความทนทาน นั่นก็คือแบรนด์ Lotus
จุดเริ่มต้นความเพี้ยนของ “รถดอกบัว”
สำหรับเรื่องราวของ Lotus เริ่มต้นจาก Colin Chapman โดยชื่อเต็มของเขาก็คือ Anthony Colin Bruce Chapman เขาเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ปี 1928 ที่เมือง Richmond ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตและโตอยู่ในบ้านเลขที่ 44 ถนน Beech Drive ใกล้ๆ กับย่าน Muswell Hill ซึ่งพ่อของเขาทำธุรกิจเปิดโรงแรมและผับชื่อ The Railway Hotel ติดๆ กับสถานีรถไฟ Hornsey
เขาเข้าเรียนมัธยมที่ Stationers’ Company’s School ในลอนดอน จนกระทั่งในปี 1945 Chapman ในวัย 17 ปีก็เข้าเรียนต่อสาขาวิชา วิศวกรรมโครงสร้าง (Structural Engineering) และวิศวกรรมโยธา (Civil Engineering) ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง University College London (UCL) และได้เข้าร่วมหน่วยบินของมหาวิทยาลัย (University of London Air Squadron) ทำให้เขาได้เรียนรู้การขับเครื่องบิน และศึกษาทฤษฎีการออกแบบ/โครงสร้างของอากาศยาน (Aircraft Construction) ทั้งในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ และเรื่องความแข็งแรงของโครงสร้างที่น้ำหนักเบา
ระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ Chapman ก็เริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ กับเพื่อนของเขาที่ชื่อ Colin Dare ด้วยการซื้อรถมือสองสภาพผ่านศึกมาซ่อม ปรับปรุง และดัดแปลงให้สมรรถนะที่ดีขึ้น ก่อนจะเอาไปขายต่อ แต่เมื่อรถมือสองเริ่มเยอะขึ้นจนไม่มีที่จอด Chapman กับ Dare จึงไปขอใช้พื้นที่โรงรถหลังบ้านของ Hazel Williams แฟนของ Chapman เป็นที่เก็บรถ ซึ่งในเวลาต่อมา Hazel Williams คนนี้นี่เองที่จะกลายมาเป็นภรรยา และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Lotus ในอนาคต
หลังจากนั้นมาในช่วงปลายปี 1947 ถึงต้นปี 1948 Chapman ในวัย 19 ปีที่กำลังจะเรียนจบก็หาซื้อโครงสร้างรถ Austin Seven ปี 1930 ในราคาถูกๆ มารื้อและสร้างตัวถังใหม่จากไม้และอะลูมิเนียมเพื่อให้น้ำหนักเบาที่สุด ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ ออกมาเป็นรถแข่งไต่ทางชัน Lotus Mk I
หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี Chapman ก็เข้ารับราชการทหารในกองทัพอากาศอังกฤษอยู่พักหนึ่งก่อนจะปลดประจำการ มาทำงานเป็นวิศวกรโยธาให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และย้ายไปอยู่บริษัท British Aluminium ซึ่งเขาควบงานประจำเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับการสร้างรถ Lotus รุ่นถัดๆ ไป (Mk2, Mk3) ในเวลาว่าง จนกระทั่งเปิดบริษัท Lotus Engineering อย่างเป็นทางการในปี 1952
ปริศนาที่มาของชื่อแบรนด์ Lotus
สำหรับที่มาของชื่อแบรนด์ Lotus ที่แปลว่า ดอกบัว นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความลับที่โลกยานยนต์ไม่มีโอกาสได้รู้เลย เพราะจนถึงวันที่ทั้ง Colin Chapman และคุณนาย Hazel จากโลกนี้ไป ทั้งคู่ก็ไม่เคยเปิดเผยที่มาที่แท้จริงของชื่อแบรนด์นี้เลย จนเกิด 3 ทฤษฎีหลักๆ ที่พูดถึงกันมากที่สุดตามนี้
ทฤษฎีแรก Lotus มาจากฉายาของ Hazel ที่ Chapman ตั้งให้เธอว่า Lotus Blossom หรือ “แม่ดอกบัวน้อย” และเมื่อเขาสร้างรถแข่ง Mk I สำเร็จ เขาจึงเอาฉายาของ Hazel มาตั้งเป็นชื่อรถ ถือได้ว่าเป็นทฤษฎีที่มีน้ำหนักมากที่สุด คนใกล้ชิด และนักประวัติศาสตร์ยานยนต์ค่อนข้างปักใจเชื่อในข้อนี้มากที่สุด (ส่วนตัวก็ชอบทฤษฎีนี้อยู่เหมือนกัน โรแมนติกดี)
ทฤษฎีที่สอง คาดกันว่ามาจากเนื้อหาวรรณกรรมกรีกโบราณเรื่อง มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ ซึ่งมีตอนที่กล่าวถึง “เกาะคนกินบัว” โดยในเรื่องเล่าว่า ใครก็ตามที่ได้ลิ้มลองรสชาติของผลหรือดอกบัวบนเกาะนี้ จะเกิดอาการเคลิบเคลิ้ม มีความสุขจนลืมความทุกข์ และลืมทางกลับบ้าน ไม่อยากจากเกาะนี้ไปไหนอีกเลย สันนิษฐานว่า Chapman อาจจงใจใช้สื่อความหมายถึงรถของเขาว่า “ถ้าใครได้ลองขับรถ Lotus สักครั้ง จะเสพติดความสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้น และไม่อยากกลับไปขับรถแบรนด์อื่นอีกเลย”
ทฤษฎีที่สาม คือ นัยยะของดอกบัว เพราะในทางพฤกษศาสตร์แล้ว ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่เติบโตและโผล่พ้นขึ้นมาจากโคลนตม แต่เมื่อมันเบ่งบานกลับกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงาม สื่อถึงจุดเริ่มต้นของ Chapman ที่เริ่มสร้างรถแข่งจากโครงรถเก่าๆ ราคาถูกในโรงรถสังกะสีแคบๆ หลังบ้าน แต่สามารถพัฒนาจนกลายมาเป็นรถสปอร์ตระดับโลกที่สวยงามและชนะการแข่งขัน Formula 1
ยุคสมัยของ Kit Car
หลังจากที่ Colin Chapman ก่อตั้งบริษัท Lotus ขึ้นมาก็เกิดรถคันหนึ่งตามมาที่เป็นเสมือน “สะพาน” เชื่อมเขาสู่โลกธุรกิจ… นั่นคือ Lotus Mark IV (Mk4) นับได้ว่าเป็นรถรุ่นแรกหลังจากการก่อตั้งแบรนด์ก็ว่าได้โดยที่ยังคงคอนเซ็ปท์เรื่องของน้ำหนักเบาไว้เหมือนเดิม ซึ่ง Chapman เคยพูดเอาไว้ว่า
“Adding power makes you faster on the straights. Subtracting weight makes you faster everywhere.”
“ถ้าคุณเพิ่มแรงม้า คุณจะเร็วขึ้นในทางตรง แต่ถ้าคุณลดน้ำหนัก คุณจะเร็วขึ้นในทุกๆ ที่”
และความสำเร็จของ Mk4 นี่เอง ที่ทำให้ชื่อของ Lotus เริ่มเตะตานักแข่งทั่วอังกฤษ
แต่ถ้าถามว่า รถรุ่นไหนที่เป็นรากฐาน DNA ของ Lotus ยุคปัจจุบันจริงๆ? คำตอบคือ Lotus Mk6 นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของ Lotus ที่ทำขายเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว จุดเด่นที่สำคัญของ Mk6 คือการที่มันเป็นรถที่ขายในรูปแบบ Kit Car หรือ รถประกอบเอง หมายความว่าเราจ่ายเงินซื้อไปเราจะได้เพียงแค่ โครง ตัวถัง และชิ้นส่วนระบบช่วงล่าง แล้วเราก็ไปหาเครื่องยนต์กับเกียร์มาวางเอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักจะใส่เครื่องยนต์ของ Ford หรือ MG เป็นหลัก นั่นจึงทำให้สามารถเลี่ยงภาษี Purchase Tax และอีกข้อดีคือน้ำหนักที่เบาด้วยโครงสร้าง Spaceframe ที่หนักแค่ 25 กก. เมื่อรวมกับชิ้นส่วนต่างๆ หลังประกอบเสร็จจะมีน้ำหนักเพียงแค่ราวๆ 400 กก. เท่านั้นเอง ซึ่งเบากว่ารถ Eco Car ในสมัยนี้เกินครึ่ง
ความหมายของ Purchase Tax
สำหรับภาษี Purchase Tax คืออะไร เราก็ต้องขอขยายความสักนิดหนึ่ง ให้เข้าใจบริบทของสังคมอังกฤษยุคนั้นก่อน ในยุคทศวรรษที่ 1950 ประเทศอังกฤษเขายังไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT แบบที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ยุคนั้นเขาใช้ภาษีที่ชื่อว่า Purchase Tax (ภาษีการจัดซื้อ) ซึ่งมันมีความ “หน้าเลือด” มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ…
VAT (Value Added Tax) ที่เราใช้กันในปัจจุบัน มันคือการเก็บภาษีจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นลำดับการผลิต” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทุกคนโดนเฉลี่ยเท่าๆ กันตามสัดส่วน
แต่ Purchase Tax ในยุคนั้น มันคือภาษีสรรพสามิตที่เน้นเก็บจาก “สินค้าฟุ่มเฟือย” โดยเฉพาะ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่สินค้าฟุ่มเฟือยระดับท็อป ซึ่งอัตราภาษีบางช่วงพุ่งสูงถึง 33% ไปจนถึง 66% ของราคารถทั้งคันเรียกได้ว่าซื้อรถหนึ่งคัน จ่ายภาษีเกือบครึ่งคัน
แต่… กฎหมายอังกฤษยุคนั้นมันมีช่องโหว่ชิ้นโตอยู่ข้อหนึ่ง คือระบุไว้ว่า “ถ้าสินค้าชิ้นนั้นขายเป็นชิ้นส่วน (Component) หรือขายเป็นชุดคิทเพื่อให้ลูกค้าไปประกอบเอง จะไม่ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำเร็จรูป และจะไม่ถูกเรียกเก็บ Purchase Tax!” ทำให้ในยุคนั้นการผลิตรถ Kit Car ออกมาขายจึงเฟื่องฟูมากนั่นเอง
และชะตากรรมของภาษี Purchase Tax ก็ลากยาวมาจนถึง ปี 1973 เมื่อสหราชอาณาจักรตัดสินใจเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) จึงได้ทำการยกเลิกระบบภาษีนี้ไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 1973 แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบ VAT เริ่มต้นที่อัตรา 10% ในวันรุ่งขึ้นแทน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นก็ทำให้เทรนด์ของรถยนต์ Kit Car ค่อยๆ หายไปตามกาลเวลานั่นเอง
Lotus 7 ตำนาน Kit Car ที่ยังมีลมหายใจ
หลังจากที่ Colin Chapman ประสบความสำเร็จถล่มทลายกับการขายรถชุดคิทอย่าง Mk6 ไปแล้ว ในปี 1957 เขาก็ได้ปล่อย ทายาทสายตรงที่กลายเป็น “ไอคอน” ตลอดกาลของวงการรถยนต์ นั่นคือ Lotus 7 โดยยังคงคอนเซ็ปท์จาก Mk6 ตัวถังอลูมิเนียม น้ำหนักเบาหวิว และขายเป็น Kit Car ประกอบเองเหมือนเดิม แต่ขับดีขึ้น ขับสนุกขึ้น หน้าตาสวยขึ้น และราคาย่อมเยาขึ้น
แต่พอเวลาผ่านไป… Lotus เริ่มเติบโตขึ้น เริ่มเบนเข็มไปทางรถสปอร์ตที่หรูหราขึ้น แพงขึ้น และมีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อไปฟัดกับ Ferrari หรือ Porsche ในตลาดโลก ทำให้ในยุค 1970s Lotus ตัดสินใจที่จะ “เลิกผลิต” Lotus Seven ไปในที่สุด นั่นจึงทำให้ Caterham Cars หนึ่งในดีลเลอร์ของ Lotus ตัดสินใจขอซื้อ พิมพ์เขียว สิทธิ์ในการผลิต และเครื่องจักรทั้งหมดของ Lotus 7 มาทำต่อขายในชื่อแบรนด์ Caterham 7 จนถึงปัจจุบันทุกวันนี้นี่เอง
หลังจากนั้นมา Colin Chapman ก็ตั้งเป้าหมายไปสู่เวทีระดับโลกอย่าง 24 Hrs of Le Mans โดยในปี 1954 Chapman ต้องการสร้างรถแข่งที่เร็วกว่าเดิม แต่หลักการของเขาเหมือนเดิมเป๊ะ คือ “ไม่ต้องเพิ่มม้า แต่ให้ลดน้ำหนัก” คราวนี้เขาไม่ได้ทำคนเดียว เขาไปดึงตัว Frank Costin วิศวกรด้านการบินมาช่วยออกแบบตัวถัง สิ่งที่ได้ออกมาคือ Lotus Mk8 รถแข่งที่หน้าตาหลุดมาจากอนาคต! มันมีตัวถังอะลูมิเนียมที่โค้งมน ครอบล้อทั้งหมดมิดชิดเพื่อให้อากาศไหลผ่านได้ดีที่สุด ส่วนขุมพลังด้านในเลือกใช้เครื่องยนต์ของ MG ขนาด 1.5 ลิตร
แต่มาติดตรงที่ทาง Lotus ไม่มั่นใจว่าจะชนะได้หรือไม่จึงเอามาทดลองแข่งในสนาม Outpost Circuit ก่อน ซึ่งก็ระเบิดฟอร์มได้ยอดเยี่ยม ทำเวลาต่อรอบได้ดีที่สุดในสนาม! ทุกคนในทีมยิ้มหวาน คิดว่าทริป Le Mans หวานเจี๊ยบแน่นอน แต่พอแข่งจริงไปได้สักพัก… สวรรค์ล่ม! รถแข่งไม่จบการแข่งขัน เพราะฝาสูบมีปัญหา จนต้องถอนตัวไปอย่างน่าเสียดาย
แต่คนอย่าง Colin Chapman ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หลังจากอกหักจากปัญหาเครื่องยนต์พัง เขารีบกลับไปปรับปรุงรถทันที และโอกาสล้างตาก็มาถึงที่สนาม Silverstone ในรายการแข่งขัน British Grand Prix และทำในสิ่งหลายๆ คนต้องอ้าปากค้าง เพราะ Lotus Mk8 จากอู่เล็กๆ สามารถแซง Porsche 550 Spyder รถแข่งระดับโรงงานที่ทั้งแรงและเพียบพร้อมกว่าทุกอย่าง คว้าชัยชนะไปครอง! นั่นจึงทำให้ชื่อของ Lotus กลายเป็นที่พูดถึงในวงการมอเตอร์สปอร์ตทันทีว่า “เห้ย… ไอ้อู่รถจากอังกฤษคันนี้มันไม่ธรรมดาว่ะ!”
ความผิดพลาดน่าอายใน Le Mans
พอได้ใจจากชัยชนะครั้งนั้น Chapman ไม่รอช้าพัฒนาต่อยอดทันทีจนกลายมาเป็น Lotus Mk9 คันนี้แหละที่เป็นตั๋วเบิกทางให้ Lotus ได้ไปเยือนสนาม Le Mans อย่างเป็นทางการสมใจอยากในปี 1955
ตัวรถ Mk9 สั้นลง คล่องตัวขึ้น และรอบนี้ Chapman มั่นใจมาก มั่นใจจนอาจจะ… ลนลานไปหน่อยในวันแข่งจริง
ในระหว่างการแข่งขันที่ Le Mans Chapman เป็นคนขับเอง จังหวะนั้นเขากำลังซิ่งรถลงมาด้วยความเร็วสูงเพื่อจะเข้าโค้ง Arnage แต่ด้วยทัศนวิสัยหรือความเร็วที่มากเกินไป ทำให้เขาพลาดหลุดโค้งออกไปนอกแทร็ก!
ตามกฎความปลอดภัยของ Le Mans ถ้าคุณหลุดโค้ง คุณต้องจอดรอจนกว่าเจ้าหน้าที่สนาม (Marshal) จะให้สัญญาณว่าปลอดภัย ถึงจะกลับเข้าสู่สนามได้ แต่ด้วยความใจร้อนและสัญชาตญาณนักแข่งของ Chapman ที่ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว พอเขาเห็นว่าไม่มีรถสวนมา เขาก็กดคันเร่ง ถอยหลังรถกลับเข้าแทร็กแล้วซิ่งต่อทันทีโดยไม่ได้รอสัญญาณจากเจ้าหน้าที่!
ความดื้อนี้ส่งผลทันที… กรรมการมองว่านี่คือการทำผิดกฎความปลอดภัยอย่างร้ายแรง ผลการแข่งขันในวันนั้น Lotus Mk9 ถูกโบกธงดำ และโดนปรับ Disqualified หน้าแตกหมอไม่รับเย็บทันที เหตุเกิดเพราะความใจร้อนล้วนๆ
จุดเริ่มต้นของกฎตัว “E”
หลังจากทำรถตระกูล Mk (Mark) มาตั้งแต่ 1 จนถึง 10 พอมาถึงปี 1956 Chapman ก็สร้างรถแข่งคันใหม่ขึ้นมาเพื่อเตรียมล้างตา ซึ่งตามคิวแล้ว มันต้องชื่อว่า “Lotus Mk11”
แต่ Chapman ดันไปสะดุดกับเรื่องของ “สิทธิบัตรและการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” เพราะคำว่า “Mark” กับตัวเลขเนี่ย ใครๆ เขาก็ใช้กัน มันไม่มีเอกลักษณ์เอาเสียเลย แถมในภาษาเขียน การเขียนคำว่า “Lotus 11” ด้วยตัวเลขสองตัว (11) มันดูไม่ทรงพลัง
Chapman เลยปิ๊งไอเดียว่าเขียนเป็นตัวหนังสือไปเลย และนี่คือ “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุด” ของแบรนด์ เพราะ Chapman ดันไปสังเกตว่า คำว่า Eleven มันขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “E” ซึ่งพอนำไปเรียกแล้วมันดูหรูหรา ลื่นหู และมีเอกลักษณ์มาก ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา Chapman เลยตั้งกฎเหล็กของบริษัทไว้เลยว่า “รถยนต์คันต่อไปของ Lotus ทุกคันที่ผลิตเพื่อขาย… ต้องขึ้นต้นด้วยตัว E เท่านั้น!” ไม่ว่าจะเป็น Elise, Exige, Evora หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้าในยุคนี้อย่าง Eletre และ Emeya ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเจ้า Lotus Eleven คันนี้
ถัดมาในปี 1957 หลังจากที่ทำแต่รถแข่งเปิดประทุนมานาน Chapman อยากทำรถสปอร์ตแบบมีหลังคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อไปขับบนถนนได้จริงๆ บ้าง รถคันนั้นถูกตั้งชื่อตามกฎตัว E ว่า Lotus Elite และขึ้นชื่อว่า Colin Chapman เขาไม่เคยทำอะไรธรรมดา Elite ไม่ใช่แค่รถมีหลังคาทั่วไป แต่มันคือรถคันแรกของโลกที่ใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Fiberglass Monocoque หรือพูดง่ายๆ คือ รถทั้งคันแทบจะทำมาจากพลาสติกเสริมใยแก้ว! ไม่มีแชสซีส์เหล็กหนักๆ อยู่ข้างล่างเลย
ในยุคนั้นทุกคนมองว่า Chapman บ้าไปแล้ว! รถที่ไม่มีโครงเหล็กมันจะไปแข็งแรงได้ยังไง? แต่วิศวกรการบินคู่ใจของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า โครงสร้างนี้มันทั้งเหนียว แข็งแรง และที่สำคัญคือ… มันเบาหวิวราวกับขนนก! รถทั้งคันมีน้ำหนักแค่ประมาณ 500 กว่ากิโลกรัมเท่านั้นเอง
ด้วยความเบาและแอโรไดนามิกของ Elite แม้ว่ามันจะใช้เครื่องยนต์เล็กขนาดแค่ 1.2 ลิตร แต่พอมันถูกส่งไปวิ่งในสนามแข่งที่เน้นความอึดและความเร็วปลายอย่าง 24Hr of Le Mans มันกลับวิ่งผ่านโค้งได้เร็ว กินน้ำมันน้อย ยางก็สึกหรอช้าเพราะรถมันเบามาก ผลลัพธ์คือ Lotus Elite สามารถคว้าชัยชนะในรุ่นเครื่องยนต์เล็กได้สำเร็จ ติดต่อกัน 6 ปีซ้อน
หลังจากผ่านยุคสมัยของ Kit Car ในช่วงปลายยุค 60s Chapman รู้ว่าถ้าอยากอัปเกรดแบรนด์ให้หรูหราท้าชนกับ Ferrari หรือ Porsche เขาต้องเลิกทำ Kit Car และรถคันแรกที่ Lotus ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงานแบบเต็มคันออกมาขายเพื่อเจาะกลุ่มตลาดครอบครัวกระเป๋าหนักก็คือ Lotus Elan+2 รถสปอร์ตคูเป้ขยายร่างที่นั่งได้ 4 คน ซึ่งทำยอดขายและสร้างชื่อให้แบรนด์ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์กระแสหลักได้อย่างงดงาม
แต่ถ้าพูดถึงความพีคสูงสุดของ Lotus ในยุคนั้น คงหนีไม่พ้นปี 1976 กับการกำเนิดของ Lotus Esprit รถสปอร์ตทรงลิ่ม เหลี่ยมล้ำยุคฝีมือการออกแบบของ Giorgetto Giugiaro
เจ้า Esprit คันนี้แหละ ที่ไปเตะตาทีมสร้างภาพยนตร์ James Bond 007 จนถูกนำไปใช้ในภาค The Spy Who Loved Me กลายเป็น “รถดำน้ำได้” ที่ซิ่งหนีวายร้ายลงทะเลแล้วแปลงร่างเป็นเรือดำน้ำยิงมิสไซล์ใส่เฮลิคอปเตอร์! ฉากนั้นฉากเดียวทำให้ Lotus Esprit กลายเป็นรถในฝันของเด็กและผู้ชายทั่วโลกในข้ามคืนเลย
จุดจบของ Lotus ยุค Colin Chapman
ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ใช่ไหมครับ? แต่พอเข้าสู่ปี 1980 โลกเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจ Lotus ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ยอดขายตกลงฮวบฮาบจนบริษัทเกือบล้มละลาย
แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส… ช่วงต้นปี 1982 ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Toyota กำลังอยากจะอัปเกรดภาพลักษณ์รถสปอร์ตของตัวเองให้ขับสนุกระดับโลก เลยเดินสายมาหา Colin Chapman เพื่อขอซื้อเทคโนโลยีระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวอันเลื่องชื่อของ Lotus เพื่อเอาไปใส่ในรถของพวกเขา ซึ่งก็คือ Toyota Celica XX หรือที่เป็นต้นกำเนิดของตำนานอย่าง Toyota Supra ในเวลาต่อมา
การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้ Lotus ได้ทั้งเงินทุน และได้ชิ้นส่วนวิศวกรรมกับระบบไฟฟ้าที่เสถียรสุดๆ ของ Toyota กลับมาด้วย Chapman เลยเอาชิ้นส่วนเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอดจนกลายมาเป็นรถรุ่น Lotus Excel ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Lotus ที่อึด ถึก ทน และสมบูรณ์แบบที่สุดรุ่นหนึ่ง เพราะมีหัวใจและชิ้นส่วนของ Toyota ซ่อนอยู่ข้างใน

แต่ในระหว่างที่ร่วมมือกับ Toyota นั้น Chapman ก็เอาตัวเองไปพัวพันกับโปรเจกต์อื้อฉาวระดับโลกอย่าง DeLorean DMC-12 โดย John DeLorean เจ้าของบริษัทได้จ้าง Chapman และทีมวิศวกร Lotus ให้เข้ามาช่วยรื้อและเซ็ตอัปแชสซีส์กับช่วงล่างของรถ DeLorean ใหม่ทั้งหมด เพราะดีไซน์ดั้งเดิมมันขับแย่มาก
โปรเจกต์นี้เต็มไปด้วยดราม่า ทั้งเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษที่หายไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ และการบริหารที่ล้มเหลว และก่อนที่ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดโปงว่า Colin Chapman มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะ “ผู้สมรู้ร่วมคิดในการยักยอกเงิน” เขากลับเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวายในวัยเพียง 54 ปี ในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1982 ทำให้เขาหลุดพ้นจากกระบวนการยุติธรรมไปโดยปริยาย
จนในปีในปี 1992 (หลัง Chapman เสียชีวิตไป 10 ปี) ศาลสูงแห่ง Belfast โดยผู้พิพากษา Lord Justice Murray ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ โดยระบุว่าพฤติกรรมของ Chapman เป็นการ “ฉ้อโกงอย่างหน้าไม่อาย ร้ายแรง และมหาศาล” และศาลได้ระบุชัดเจนว่า หาก Colin Chapman ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปี ในขณะที่ John DeLorean รอดพ้นคดีในสหรัฐฯ และรอดจากการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีเพียง Fred Bushell มือขวาด้านการเงินของ Chapman เท่านั้นที่ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกง
Lotus ย้ายบ้าน…
หลังจากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ Colin Chapman ทิ้งไว้เพียงมรดกทางวิศวกรรมอันยิ่งใหญ่และความอื้อฉาวระดับโลก ชะตากรรมของ Lotus หลังจากนั้นก็ดิ่งลงเหวทันที บริษัทถูกเปลี่ยนมือและควบรวมกิจการไปมามั่วซั่ว สับสนวุ่นวายจนแทบจะกู่ไม่กลับ
ขณะที่ Lotus กำลังจะล้มละลายย่อยยับในปี 1983 แบรนด์ได้รับความช่วยเหลือจาก David Wickins ผู้ก่อตั้ง British Car Auctions ที่เข้ามาซื้อกิจการและนั่งเก้าอี้ประธานบริหารตามคำชักชวนของ Mark Thatcher ลูกชายของ “หญิงเหล็ก” Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในเวลานั้น Wickins พยายามยื้อชีวิตของ Lotus อยู่ 3 ปี แต่ก็ไม่สามารถทำกำไรให้แบรนด์ได้เลย จนกระทั่งยักษ์ใหญ่ฝั่งอเมริกาอย่าง General Motors (GM) ตัดสินใจเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการไปในที่สุด
เมื่อได้ GM มาเป็นท่อน้ำเลี้ยง Lotus ก็พยายามหันไปทำรถสปอร์ตขนาดเล็กที่จับต้องได้ง่ายขึ้น จนเกิดเป็น Lotus Elan M100 รถสปอร์ตเปิดประทุนที่ทำเอาแฟนเดนตายของ Lotus ถึงกับเกาหัว เพราะมันฉีกกฎทุกอย่างด้วยการเป็นรถ Lotus ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) แถมยังใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตรจาก Isuzu แม้ตัวรถจะยังคงคอนเซ็ปต์ความเบาด้วยน้ำหนักเพียง 990 กิโลกรัม แต่มันกลับไม่ถูกใจนักเลงรถยุคนั้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์คือ Elan M100 ขายไม่ออก
พอรถเล็กขายไม่ดี Lotus เลยลองหันไปทำรถซีดานบ้าพลังร่วมกับ GM ออกมาเป็น Lotus Omega (หรือในชื่อ Vauxhall Carlton) จับรถบ้านมาระเบิดพลังจนมี Performance เหนือกว่า BMW M5 หรือแม้กระทั่ง Ferrari 348 ในยุคนั้นเสียอีก! ฟังดูน่าจะรุ่งใช่ไหมครับ? แต่ความจริงคือมันแป้กสนิท เพราะราคาตั้งไว้แพงหูฉี่จนไม่มีใครยอมควักเงินซื้อ ท้ายที่สุดรถรุ่นนี้ทำยอดขายทั่วโลกได้เพียงแค่ 950 คันเท่านั้น
เมื่อทำอะไรก็ไม่รุ่ง ในวันที่ 27 สิงหาคม ปี 1993 General Motors จึงตัดสินใจตัดหางปล่อยวัด ขาย Lotus เป็นมูลค่า 30 ล้านปอนด์ (หรือคิดเป็นเงินไทยในยุคนั้นราวๆ 1,200 ล้านบาท) ให้กับ Romano Artioli มหาเศรษฐีชาวอิตาลีผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Bugatti ณ เวลานั้น
และการเปลี่ยนมือครั้งนี้เอง ที่ทำให้ Lotus ได้ให้กำเนิดไอคอนยุคใหม่อย่าง Lotus Elise โดยชื่อ “Elise” นี้ Artioli ตั้งตามชื่อของ Elisa หลานสาวตัวน้อยของเขาเอง
และเจ้า Elise คันนี้แหละครับที่ดึงเอา DNA “ความเบา” ของ Colin Chapman กลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ วิศวกรของ Lotus คิดค้นโครงสร้างตัวถังแบบปฏิวัติวงการ พวกเขาไม่ใช้วิธีเชื่อมอะลูมิเนียมแบบเดิมๆ เพราะการเชื่อมจะทำให้เนื้ออะลูมิเนียมสูญเสียความแข็งแรง และถ้าจะทำให้แข็งแรงเท่าเดิมก็ต้องเพิ่มเนื้ออะลูมิเนียมเข้าไป ซึ่งนั่นหมายถึงน้ำหนักที่ต้องเพิ่มขึ้น
วิศวกร Lotus เลยแก้ปัญหาด้วยการใช้ชิ้นส่วนอะลูมิเนียมมาทากาวปะติดกัน ซึ่งเป็นกาวพิเศษเกรดอากาศยานทาตัวถังให้ติดกันแล้วยึดซ้ำด้วยน็อตหมุดรีเวท ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างที่แข็งแกร่งเป็นกรด แต่น้ำหนักรวมทั้งคันเบาหวิวเหลือเพียงแค่ 725 กิโลกรัมเท่านั้น
พอรถมันเบาขนาดนี้ Lotus เลยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์ใหญ่โตอะไรเลยแค่หยิบเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 4 สูบ เรียงธรรมดาๆ ไม่มีเทอร์โบ (NA) ของ Rover ที่มีแรงม้าแค่ 118 ตัวมาวาง แต่มันสามารถพุ่งทะยานจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาแค่ 5.9 วินาที! เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากในยุคนั้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเบาล้วนๆ ตามปรัชญาดั้งเดิมของแบรนด์
Lotus Elise โฉมแรก กลายเป็นรถที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ทำยอดขายได้สูงถึง 12,000 คันทั่วโลก เป็นรถที่กู้ชื่อเสียงและทำให้คนรู้ว่า Lotus ที่แท้จริงกลับมาแล้ว
แต่ก็น่าเสียดายที่ความสำเร็จของ Elise เพียงรุ่นเดียว ไม่สามารถช่วยกลบหนี้สินมหาศาลของ Romano Artioli ได้เลย เพราะเขาไปล้มเหลวกับการบริหารแบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่าง Bugatti จนล้มละลาย ในที่สุดปี 1996 หุ้นส่วนใหญ่ของ Lotus จึงถูกขายต่อไปให้กับ Proton ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย ย้ายฐานอำนาจทุนมาสู่ฝั่งเอเชีย… แม้ทิศทางของแบรนด์จะดูไม่หวือหวาหวือหวาเหมือนยุคก่อนๆ แต่ก็นับว่าเป็นยุคประคองตัวที่สร้างรถยนต์รุ่นน่าจดจำออกมาไม่น้อย
ยุค Proton

ในยุคนี้ Lotus หันมาจับมือกับอู่ข้าวอู่น้ำเก่าอย่าง Toyota อีกครั้ง โดยการหยิบเอาเครื่องยนต์และเกียร์ของ Toyota มาแมตช์เข้ากับโครงสร้างไล่เบาเกิดเป็นรถสปอร์ตดิบๆ ขับสนุกหลายรุ่น ไล่มาตั้งแต่ Elise Series 2 และ Series 3, Lotus Exige ร่างจำแลงของ Elise ที่อัปเกรดเป็นรถคูเป้สายสนามแท้ๆ, Lotus Europa S รถสปอร์ตที่พยายามจะแต่งตัวให้หรูหราขับสบายขึ้น และ Lotus Evora รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางแบบ ที่นั่ง รวมไปถึง Lotus Emira รถสปอร์ตสันดาปรุ่นสุดท้ายของแบรนด์ ที่ยังคงใช้ขุมพลัง V6 Supercharge จาก Toyota ควบคู่ไปกับเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบจาก AMG
แต่ก็น่าแปลก… เพราะไม่ว่า Lotus จะออกรถรุ่นใหม่ๆ ที่ทรงพลังหรือโมเดิร์นแค่ไหน ก็ไม่มีรถรุ่นไหนเลยที่จะสามารถทำยอดขายถล่มทลายและประสบความสำเร็จได้เทียบเท่ากับตระกูล Elise ต้นตำรับได้เลย

แต่ความเจ๋งของโครงสร้าง Elise ในยุค Proton มันไปเตะตาบุรุษคนหนึ่งที่ชื่อ Elon Musk! เพราะในช่วงปี 2008-2012 Tesla Roadster รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่สร้างชื่อให้ Tesla ก็ถูกสร้างขึ้นโดยหยิบเอาโครงสร้างและตัวถังพื้นฐานของ Lotus Elise ไปดัดแปลงใส่แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า เรียกได้ว่าถ้าไม่มี Lotus ในวันนั้น ก็อาจไม่มี Tesla ในวันนี้เลยก็ว่าได้
ยุค Geely
เมื่อโลกยานยนต์หมุนเข้าสู่ “ยุคสมัยของรถไฟฟ้า” ปัญหาคือ Proton ไม่มี Know-How หรือเทคโนโลยีในการผลิตรถไฟฟ้าเลย และการจะพัฒนาเองก็ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ท้ายที่สุดในวันที่ 24 พฤษภาคม 2017 Proton จึงตัดสินใจแบ่งขายหุ้น Lotus จำนวน 51% ให้กับ Geely กลุ่มทุนยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่เพิ่งซื้อ Volvo ไปไม่กี่ปีก่อน
พอได้เงินทุนหนาและความเชี่ยวชาญด้าน EV ของ Geely มาเติมเต็ม ในปี 2019 Lotus ก็ช็อกโลกด้วยการเผยโฉม Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของแบรนด์ที่บ้าพลังสุดๆ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 4 ตัว รีดกำลังรวมกันออกมาได้มากกว่า 2,000 แรงม้า พ่วงด้วยแบตเตอรี่ความจุ 93 kWh แต่อาจจะวิ่งได้ระยะทางไม่ไกลนักอยู่ที่ประมาณ 346 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เน้นเอาแรงไม่เน้นวิ่งยาว
หลังจากนั้น Geely ก็เดินหน้าลุยไฟฟ้ายกแผง เริ่มจาก มกราคม 2021 Geely ประกาศร่วมทุนกับกลุ่มพันธมิตรยักษ์ใหญ่ฝั่งฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นอย่าง Renault-Nissan-Mitsubishi เพื่อจับมือกันพัฒนารถไฟฟ้าสมรรถนะสูงร่วมกัน
เมษายน 2021 Lotus ประกาศหักดิบแผนครั้งใหญ่ โดยยืนยันว่า จะผลิตแต่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% เท่านั้น ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป พร้อมตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่ผลิตรถได้แค่ปีละประมาณ 1,500 คัน พุ่งทะยานไปสู่หลักหลายหมื่นคันต่อปี โดยโปรเจกต์ยักษ์นี้ได้รับเงินลงทุนร่วมกันระหว่าง Geely และ Etika Automotive (ผู้ถือหุ้นฝั่ง Proton) สูงถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
กุมภาพันธ์ 2024 มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ Lotus Technology ขึ้นมาเพื่อเป็นแผนกย่อยคอยดูแลเรื่องรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยมี Etika ลงทุน 30% และที่เหลือเป็นการจับมือกันของ Geely และ Nio (แบรนด์รถไฟฟ้าพรีเมียมจากจีน) ก่อนจะนำบริษัทนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของอเมริกาได้สำเร็จ
แน่นอนว่าพอ Lotus ย้ายมาอยู่ร่วมชายคากับ Geely และมุ่งสู่รถไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ปรัญชารถเบาเท่ากับแรง และการตัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรีดน้ำหนักของ Colin Chapman มันเริ่มเลือนรางและจางหายไปอย่างปฏิเสธไม่ได้

เห็นได้ชัดจากการมาของ Lotus Eletre รถ Hyper-SUV ไฟฟ้าคันเร่งโต และ Lotus Emeya รถสปอร์ตซีดานไฟฟ้าซาลูนหรูหรา 4 ประตู ซึ่งรถทั้งสองรุ่นนี้อัดแน่นไปด้วยความสะดวกสบาย หน้าจอล้ำสมัย ระบบขับขี่อัตโนมัติ และแบตเตอรี่ลูกใหญ่โตมโหฬาร จนทำให้น้ำหนักตัวถังพุ่งทะลุไปเกิน 2 ตัน ซึ่งห่างไกลจากคำว่า “รถไล่เบา” ในอดีตไปไกลลิบตา
แต่สำหรับแฟนคลับยุคดั้งเดิมที่กำลังโหยหา DNA แบบเก่า… ล่าสุดมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างหนาหูว่า Lotus อาจจะยอมติสต์แตกอีกครั้ง โดยเล็งที่จะ คืนชีพซูเปอร์คาร์ในตำนานอย่าง Lotus Esprit ขึ้นมาใหม่ เพื่อส่งไปงัดกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Ferrari โดยคาดกันว่า Esprit ยุคใหม่นี้จะมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ไฮบริด ซึ่งดูทรงแล้วรอบนี้ Lotus น่าจะเอาจริงเสียด้วย
ทว่าในมุมของฝ่ายบริหาร Feng Qingfeng CEO คนปัจจุบันของ Lotus ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อแบบแบ่งรับแบ่งสู้ โดยเขาปฏิเสธที่จะคอนเฟิร์มว่าจะใช้ชื่อ “Esprit” ในการทำตลาดหรือไม่… งานนี้แฟนๆ ดอกบัวคงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ซูเปอร์คาร์เครื่องสันดาปพ่วงระบบไฮบริดคันนี้ จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร และจะยังหลงเหลือจิตวิญญาณความบ้าคลั่งของ Colin Chapman อยู่มากน้อยแค่ไหน
ศรีธนญชัยแห่งโลก F1
ในเรื่องของวงการมอเตอร์สปอร์ต เรื่องราวที่หลายๆ คนน่าจะต้องรู้จักหรือคุ้นเคยกันดีก็คือเรื่องของ Formula 1 เพราะ Colin Chapman และทีม Lotus คือนิยามของคำว่า “ศรีธนญชัยแห่งโลกความเร็ว” ปรัชญาของ Chapman ไม่ใช่แค่การทำรถให้เบาและแอโรไดนามิกดีเท่านั้น แต่คือการ “อ่านกฎเกณฑ์เพื่อหาช่องโหว่” อะไรที่กฎไม่ได้ห้าม แปลว่าทำได้!
เรื่องราวเริ่มจากที่ว่า Colin Chapman ตัดสินใจก่อตั้ง Team Lotus ขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี 1958 โดยส่งรถแข่งรุ่น Lotus 16 ลงสนามเป็นตัวชูโรง แต่ผลลัพธ์แรกเริ่มกลับบูดสนิท รถมีแต่ปัญหาจุกจิกวิ่งไม่ค่อยจบ เพราะตอนนั้นยังใช้พิมพ์เขียวแบบเก่าคือ “เครื่องยนต์วางหน้า” ขณะที่คู่แข่งอย่าง Cooper T43 ได้สร้างรากฐานใหม่ด้วยการเอาเครื่องยนต์ไปวางไว้ข้างหลังคนขับแล้ววิ่งฉลุย Chapman เห็นท่าไม่ดีเลยไม่ดื้อ เปลี่ยนทิศทางหันมาทำรถเครื่องยนต์วางหลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จนกระทั่งในปี 1960 ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผลในรุ่น Lotus 18 เมื่อยอดนักแข่งอย่าง Stirling Moss คว้าชัยชนะครั้งแรกให้กับทีมได้สำเร็จที่สนามโมนาโกกรังด์ปรีซ์ ปลดล็อกความสำเร็จหน้าแรกใน F1
พอเข้าสู่ปี 1963 Lotus ก็ระเบิดฟอร์มเทพด้วยรถแข่ง Lotus 25 ซึ่งได้นักแข่งคู่บุญอย่าง Jim Clark มาสับเกียร์เร่งความเร็ว ฟาดแชมป์ไปเหนาะๆ ถึง 7 สนามในฤดูกาลเดียว สะสมคะแนนจนคว้าแชมป์โลกประเภทนักแข่งมาครอง พร้อมพาทีม Lotus คว้าแชมป์โลกประเภทผู้ผลิต (Constructors’ Championship) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แต่ในเดือนเมษายน ปี 1968 แฟนความเร็วทั่วโลกต้องช็อก เมื่อ Jim Clark ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างกะทันหันระหว่างการแข่งขัน Formula 2 (ขณะขับรถ Lotus 48) ที่สนาม Hockenheimring ประเทศเยอรมนี สาเหตุเกิดจากยางล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะจนควบคุมรถไม่ได้ เหตุการณ์นี้สร้างความโศกเศร้าให้ทีมอย่างมาก จนทำให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง Graham Hill ที่ฮึดสู้จนคว้าแชมป์โลกในปีนั้นมาครอง ต้องฉลองชัยชนะทั้งน้ำตาด้วยความขมขื่นลึกๆ ในใจ
และถ้าถามว่า Lotus ทรงอิทธิพลต่อ F1 ในยุคปัจจุบันขนาดไหน? ต้องบอกว่าระบบโครงสร้างและสปอนเซอร์ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ Lotus เป็นคนเริ่มแทบทั้งสิ้น!
เริ่มจาก Lotus 49 นี่คือรถแข่งรุ่นแรกที่ได้ใช้เครื่องยนต์ Ford Cosworth DFV V8 และยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นรถแข่งคันแรกใน F1 ที่ริเริ่ม “ติดสติกเกอร์สปอนเซอร์และทำสีรถตามแบรนด์สินค้า” (จากเดิมที่รถแข่งยุคเก่าจะพ่นสีตามประเทศต้นสังกัด) จากเดิมที่เป็นสีเขียว-เหลือง กลายมาเป็นสีแดง-ขาว-ทอง ของยาสูบยี่ห้อ Gold Leaf และเมื่ออัปเกรดมาเป็นรถรุ่น Lotus 49B แขนงวิชาอากาศพลศาสตร์ใน F1 เริ่มต้นที่นี่ เพราะมันคือรถ F1 คันแรกของโลกที่ริเริ่มการพัฒนา “ปีกหน้าและปีกหลัง” (Wings) เพื่อสร้างแรงกด (Downforce) ให้รถยึดเกาะถนนในทางโค้งได้ดีขึ้น
ต่อมา ความบ้าพลังของ Chapman ไม่หยุดแค่นั้น ด้วยการสร้างรถ Lotus 56 ที่ใส่ เครื่องยนต์กังหันแก๊ส (Gas-Turbine) แบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องบิน แถมยังพ่วงด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ลงสนามแข่งมาแล้ว
จนมาถึงยุคของ Lotus 72 ที่ผลิกโฉมดีไซน์หน้ารถมาเป็นแบบที่เราเห็นในทุกวันนี้ เพราะรถแข่งยุคเก่าชอบเอาหม้อน้ำไปกระจุกไว้ตรงจมูกหน้ารถเหมือนรถบ้าน แต่ Lotus 72 ฉีกตำราด้วยการ ย้ายหม้อน้ำไปไว้ด้านข้างลำตัว เพื่อทำให้จมูกหน้ารถแบนราบและรีดอากาศได้ดีที่สุด
และแล้วก็มาถึงจุดพีคสุดของความหัวหมอในรุ่น Lotus 78 และ Lotus 79 เมื่อในปี 1978 Colin Chapman ได้ปิ๊งไอเดียเรื่อง Ground Effect เขาออกแบบใต้ท้องรถให้มีลักษณะเหมือนปีกเครื่องบินกลับหัว แถมยังติด “สเกิร์ตข้างแบบยืดหดได้” แนบสนิทไปกับพื้นแทร็ก
หลักการคือ เมื่อรถวิ่งเร็วๆ อากาศใต้ท้องรถจะถูกรีดออกอย่างรวดเร็ว เกิดเป็น สุญญากาศ ดูดรถให้ติดหนึบอยู่กับพื้นสนามผลคือรถ Lotus สามารถสาดโค้งด้วยความเร็วที่รถคันอื่นทำไม่ได้ รถคันอื่นต้องแตะเบรก แต่ Lotus กดคันเร่งมิด! ส่งผลให้ Mario Andretti นักแข่งของทีม ขับรถพลังดูดคันนี้ไล่ทุบคู่แข่งร่วมยุคอย่าง James Hunt และ Niki Lauda จนราบคาบ คว้าแชมป์โลกปี 1978 ไปแบบสบายๆ จนทีมคู่แข่งร้องเรียนกันระงม ทำให้ FIA ต้องรีบออกกฎ “แบน” ระบบ Ground Effect นี้เพราะมันเร็วและอันตรายเกินไป (ก่อนที่กติกาจะวนกลับมาอนุญาตให้ใช้ระเบียบคล้ายๆ กันอีกครั้งในยุคหลัง)
หลังจากยุคศรีธนญชัยพลังดูดพื้นผ่านไป ในช่วงปี 1985-1987 Team Lotus ก็กลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งเมื่อได้เซ็นสัญญากับดาวรุ่งพุ่งแรงชาวบราซิลเลียนที่ชื่อว่า Ayrton Senna ในยุคนั้น แม้ว่ารถ Lotus จะไม่ได้มีงบประมาณหนาหรือสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อเทียบกับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง McLaren หรือ Williams แต่ด้วยทักษะการขับระดับเทพของ Senna โดยเฉพาะเวลาที่ “ฝนตก” เขาสามารถควบรถ Lotus ฝ่าสายฝนคว้าชัยชนะอันน่าทึ่งได้หลายต่อหลายครั้ง พร้อมเก็บสถิติ Pole Position (ออกตัวคันแรก) ได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้ชื่อของ Lotus ในโทนสีดำ-ทองของสปอนเซอร์ John Player Special (JPS) กลายเป็นหนึ่งในภาพจำคลาสสิกตลอดกาลของแฟนความเร็วทั่วยุค 80s ก่อนที่ Senna จะย้ายทีมและ Lotus ค่อยๆ ลดบทบาทจนยุบทีม F1 ไปในที่สุด
ในช่วงปี 1991-1994 ทีมต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด และในเวลานั้นเองที่พวกเขาได้ต้อนรับนักแข่งชาวอิตาลีหัวใจนักสู้อย่าง Alex Zanardi แม้ว่าเขาจะเป็นนักแข่งที่มีฝีมือฉกาจ แต่ด้วยสภาพรถแข่ง Lotus ในยุคนั้นที่ไร้ซึ่งความพร้อมและขาดงบประมาณ ทำให้เขาบาดเจ็บบ่อย และไม่สามารถพาทีมไปถึงฝั่งฝันได้ และ Zanardi ก็ได้กลายเป็นนักแข่งอย่างเป็นทางการคนสุดท้ายของ Team Lotus
จนกระทั่งจบฤดูกาล 1994 หนี้สินที่พอกพูนจนเกินเยียวยาก็บีบคั้นให้ทีมต้องปิดฉากลง David Hunt น้องชายของ James Hunt อดีตแชมป์โลก F1 ผู้ล่วงลับ ได้เข้ามาซื้อกิจการและสิทธิ์ในชื่อทีมที่เหลืออยู่ โดยหวังจะชุบชีวิตทีมขึ้นมาใหม่ด้วยการควบรวมกิจการเข้ากับทีม Pacific Racing ในฤดูกาล 1995 แต่อาการก็ร่อแร่เกินเยียวยา ท้ายที่สุดโปรเจกต์นี้ก็ไปไม่รอด และต้องโบกมือลาขาดจากวงการ F1 ไปอย่างถาวรในปี 1995 นั้นเอง ปิดฉากตำนาน Team Lotus ที่ Colin Chapman สร้างมากับมือลงอย่างเป็นทางการ
หลังจากหายหน้าหายตาไปนานถึง 15 ปี จู่ๆ ชื่อของ Lotus ก็กลับมาโลดแล่นในแทร็ก F1 อีกครั้งในปี 2010 ภายใต้ทุนหนุนหลังสัญชาติมาเลเซียในชื่อทีม Lotus Racing (ซึ่งในเวลาต่อมาได้สิทธิ์ใช้ชื่อ Team Lotus) นำโดย Tony Fernandes (เจ้าของสายการบิน AirAsia)
เรื่องมันควรจะราบรื่นใช่ไหมครับ? แต่ความวุ่นวายมันเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปี 2010 เมื่อฝั่ง Lotus Cars ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Proton เกิดอยากทำทีมแข่งขึ้นมาเองบ้าง โดยจับมือกับทีม Renault เกิดเป็นทีมแข่งที่ชื่อว่า Lotus Renault GP ขึ้นมาในกริด!
ลองจินตนาการดูครับ แฟนๆ F1 ยุคนั้นถึงกับงงตาแตก เพราะเปิดทีวีดูแข่งรถทีไร จะเห็นรถแข่งชื่อ “Lotus” วิ่งอยู่ในสนามพร้อมกันถึง 2 ทีม! ทีมหนึ่งเป็นทีมมาเลเซีย อีกทีมหนึ่งเป็นทีมฝรั่งเศสพ่นสีดำ-ทอง ตีกันนัวเนียจนเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
ท้ายที่สุดในเดือนพฤษภาคม ปี 2011 ศาลสูงอังกฤษต้องลงมาแจกใบสั่งระงับศึก โดยมีคำตัดสินว่า ทีมฝั่งมาเลเซียของ Tony Fernandes ยังคงมีสิทธิ์ใช้ชื่อ Team Lotus ในการแข่งรถต่อไปได้ แต่ Lotus Group จะมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการใช้ชื่อแบรนด์ Lotus ห้วนๆ ในเชิงพาณิชย์และสินค้าอื่นๆ
เมื่อศาลสั่งมาแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาความสับสนของแฟนความเร็วทั่วโลก ในปี 2012 ทั้งสองทีมจึงตัดสินใจเคลียร์บ้านใครบ้านมันให้ชัดเจน โดย ทีม Lotus Renault GP ได้สิทธิ์เปลี่ยนชื่อเป็น Lotus F1 Team อย่างเป็นทางการ และตัวรถแข่งก็ได้ติดโลโก้แบรนด์ Lotus สีทองอร่ามลงสนามแบบเท่ๆ (ซึ่งทีมนี้แหละครับที่พา Kimi Räikkönen คว้าแชมป์สนามได้ในเวลาต่อมา)
ส่วนทีม Team Lotus ของฝั่งมาเลเซีย ก็ยอมถอย ย้ายไปเปลี่ยนชื่อทีมใหม่เป็น Caterham F1 Team ซึ่งก็ประจวบเหมาะเพราะ Tony Fernandes ไปซื้อแบรนด์รถ Caterham มาพอดี ยุติมหากาพย์ Lotus แฝดผีในโลกความเร็วลงแต่เพียงเท่านี้
และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของ Lotus ที่เรานำมาฝากครับเราคงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า แบรนด์นี้ คือศูนย์รวมของ “ความเพี้ยนที่น่ากราบขอบพระคุณ” ของวงการยานยนต์โลกจริงๆ
ในโลกที่ทุกคนพยายาม “เพิ่ม” เพื่อเอาชนะโลกกลับได้เรียนรู้ปรัชญาที่สวนทางจาก Colin Chapman ว่า “การลด… ก็สร้างความทรงพลังได้ไม่แพ้กัน” สอนให้รู้ว่า บางครั้งในชีวิตเราไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้ แค่เลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นแท้ แล้วตัดสิ่งรกรุงรังออกไป เราก็สามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้เร็วและคล่องตัวที่สุด
สุดท้ายนี้… แม้ในปัจจุบัน Lotus ยุคใหม่ภายใต้ร่มเงาของ Geely จะเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี และตัวรถเริ่มหนักขึ้นจนอาจจะดูขัดกับปรัชญาดั้งเดิมไปบ้าง แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ถ้าวันนั้นไม่มี “ความบ้าคลั่งและความเพี้ยน” ของผู้ชายที่ชื่อ Colin Chapman โลกยานยนต์และวงการ Motorsport ก็คงจะจืดชืดกว่านี้ และเราก็คงจะไม่มีแบรนด์รถสปอร์ตดิบๆ ซาดิสม์ๆ ที่ขับสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้นไว้ประดับโลกใบนี้อย่างแน่นอน!
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine









































