-
เจาะลึกประวัติศาสตร์ Isuzu จากอู่ต่อเรือสู่ราชาดีเซลโลก
ในโลกของพลวัตทางธุรกิจ การที่แบรนด์หนึ่งสามารถดำรงอยู่และครองความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคได้ยาวนานกว่าศตวรรษไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สำหรับ Isuzu (อีซูซุ) นี่คือการเดินทางที่ผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณวิศวกรรมญี่ปุ่นและการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม จนกลายเป็นชื่อที่หยั่งรากลึกลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก
จากอู่เรือสู่ถนน: จุดกำเนิดและวิกฤตแผ่นดินไหวที่เปลี่ยนโชคชะตา
ในปี 1916 ท่ามกลางยุคสมัยที่ญี่ปุ่นกำลังกระหายเทคโนโลยีใหม่ Tokyo Ishikawajima Shipbuilding and Engineering ได้จับมือกับ Tokyo Gas and Electric Industrial เพื่อสร้างรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นภายใต้ความร่วมมือทางเทคนิคกับ Wolseley Motors Limited จากอังกฤษ รถยนต์นั่งคันแรกที่ผลิตในญี่ปุ่นคือรุ่น Wolseley Fifteen (A9) ในปี 1919 ทว่า DNA ที่แท้จริงของ Isuzu เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อพวกเขาผลิตรถบรรทุกรุ่น CP Truck ในปี 1921
จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้มาจากห้องประชุม แต่มาจากภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่คันโต (1923) ได้ทำลายระบบรางรถไฟซึ่งเป็นหัวใจของโลจิสติกส์จนเป็นอัมพาต รัฐบาลญี่ปุ่นต้องนำเข้ารถบรรทุกจากอเมริกามาเพื่อกู้ภัย เหตุการณ์นี้คือบทเรียนสำคัญที่ทำให้ Isuzu ตระหนักว่า “รถเก๋งอาจเป็นความฝัน แต่รถบรรทุกคือความจริงที่ช่วยกู้ชาติ” พวกเขาจึงทิ้งค้อนต่อเรือมาจับเครื่องยนต์เพื่อการใช้งานจริง จนกำเนิดเป็นรถบรรทุก 2 ตันรุ่น “Sumida P-type” และรถบัส “Sumida M-type No. 1” ในปี 1927 โดยชื่อ “Sumida” ตั้งตามแม่น้ำที่ไหลผ่านโรงงาน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเดินเครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนประเทศ
ศาสตร์แห่งชื่อและการสร้างอัตลักษณ์: จาก Sumida สู่ “ระฆัง 50 ใบ”
การตั้งชื่อแบรนด์ในเชิงสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและจิตวิญญาณ ตามบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อถึงปี 1989 แผนกผลิตรถยนต์ของ Ishikawajima ได้แยกตัวออกมาและควบรวมกับ DAT Automobile Manufacturing (ต้นกำเนิด Nissan) จนเกิดเป็น Jidosha Kogyo พวกเขาได้ใช้ชื่อแบรนด์อย่าง “Sumida” และ “Chiyoda” (ชื่อเขตพระราชวังอิมพีเรียล) เพื่อแสดงจุดยืนในฐานะผู้ผลิตหลักเพื่อความมั่นคงของชาติ
ในปี 1949 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Isuzu Motors อย่างเป็นทางการ โดยหยิบยกชื่อ “แม่น้ำอีซูซุ” ที่ไหลผ่านศาลเจ้าอิเสะ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่นมาใช้ ตัวคันจิของชื่อนี้ (五十鈴) แปลว่า “ระฆัง 50 ใบ” สื่อถึงความสะอาดบริสุทธิ์และการไหลเวียนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความน่าสนใจในอดีตคือ Hino Heavy Industries เคยแยกตัวออกมาจากบริษัทนี้ในปี 1942 ทำให้ยักษ์ใหญ่สองรายในตลาดรถบรรทุกไทยแท้จริงแล้วคือ “พี่น้อง” ที่มีรากเหง้าเดียวกัน
ยุคทองของรถบรรทุกและการสถาปนา “เจ้าแห่งดีเซล”
หลังปี 1945 ญี่ปุ่นที่บอบช้ำจากสงครามต้องการการฟื้นฟู Isuzu ได้รับอนุญาตพิเศษให้ผลิตรถบรรทุกซีรีส์ TX40 และ TU60 เพื่อขนส่งปัจจัยพื้นฐาน
จนกระทั่งปี 1959 คือปีที่โลกได้รู้จักกับ “Isuzu Elf” ความอัจฉริยะของ Isuzu Elf คือการออกแบบในรูปแบบ “Cab-over” (เครื่องยนต์อยู่ใต้ที่นั่ง) ซึ่งพลิกโฉมการขนส่งในเมืองที่ถนนแคบของญี่ปุ่น ช่วยเพิ่มพื้นที่บรรทุกโดยไม่ต้องเพิ่มความยาวตัวรถ ความคล่องตัวนี้คือ “จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Isuzu กลายเป็นบรรทัดฐานของระบบโลจิสติกส์ในเมืองทั่วโลก (Global Standard)” มาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมา Isuzu ไม่หยุดแค่รถเล็ก เพราะในปี 1966 พวกเขาส่ง Isuzu TY หรือก็คือรถ Forward ในปัจจุบันลงตลาดเพื่อตอบโจทย์งานบรรทุกที่หนักขึ้น และเริ่มขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทุกความต้องการของขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์ จนเราได้เห็นชื่อรุ่นระดับตำนานอย่าง Isuzu Cubic, Gala, และ Erga ซึ่งเป็นรถบัสโดยสารที่เห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น และ Isuzu Giga ยักษ์ใหญ่หัวลากสิบล้อที่เราเห็นกันบนทางหลวงบ้านเราบ่อยๆ
พันธสัญญา GM และกลยุทธ์ “รถนานาชาติ”

Hillman Minx หลังจากเชี่ยวชาญเรื่องรถบรรทุกแล้ว Isuzu ก็อยากกลับมาทำรถเก๋ง แต่เขารู้ตัวว่าทรัพยากรและเทคโนโลยีในตอนนั้นยังจำกัด วิธีที่เร็วที่สุดคือการหาพันธมิตร Isuzu จึงไปเซ็นสัญญากับ Rootes Group จากอังกฤษ เพื่อผลิตรถเก๋งรุ่น Hillman Minx ในญี่ปุ่นภายใต้ลิขสิทธิ์ของตัวเองในปี 1953 การทำแบบนี้ทำให้ Isuzu มีรถเก๋งไปสู้กับค่ายอื่นในตลาดได้ทันที และเป็นการเก็บเกี่ยววิชาเพื่อสร้างรถของตัวเองในอนาคตเมื่อวิชาแกร่งกล้าพอ ในปี 1961 Isuzu ก็เปิดตัว Isuzu Bellel ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งที่ Isuzu ออกแบบเองรุ่นแรก และตามมาด้วยรถสปอร์ตสุดคลาสสิกอย่าง Isuzu 117 Coupé แต่ปัญหาคือ Isuzu ในตอนนั้นเป็นผู้ผลิตรายเล็กรถที่ทำออกมาดัน “ใหญ่เกินไป” และ “แพงเกินไป” สำหรับตลาดญี่ปุ่นในยุคนั้น ทำให้ยอดขายไม่ได้หวือหวาอย่างที่คิด
ทศวรรษที่ 1970 คือยุคที่ Isuzu ต้องการขยายตัวสู่ระดับสากล การพบกันกับยักษ์ใหญ่อเมริกันอย่าง General Motors (GM) ในปี 1971 จึงเป็นจุดเริ่มของความสัมพันธ์ที่ยาวนานถึง 35 ปี ผลลัพธ์แรกคือรถกระบะ “Chevrolet LUV” ซึ่งผลิตโดย Isuzu แต่แปะตราเชฟโรเลตเพื่อรุกตลาดอเมริกา
ในปี 1974 Isuzu เริ่มใช้โลโก้ “เสาสองต้น” ซึ่งมีที่มาจากตัวอักษรฮิรางานะ “อิ” (い) สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ที่มั่นคง
ในปีเดียวกันนี้เอง Isuzu เปิดตัวรุ่น Gemini ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ GM รถรุ่นนี้กลายเป็น “รถนานาชาติ” เพราะมันถูกเอาไปเปลี่ยนชื่อขายทั่วโลก เช่นในตลาดอเมริกาย ขายในชื่อ Buick Opel หรือ Opel by Isuzu ในออสเตรเลียขายในชื่อ Holden Gemini หรือแม้แต่ในตลาดไทยเองก็ใช้ชี่อว่า Opel Gemini ในสมัยที่ Opel ยังทำตลาดอยู่… การร่วมมือนี้ทำให้ยอดส่งออกของ Isuzu พุ่งกระฉูดจากไม่ถึง 1% ในปี 1973 กลายเป็น 35% ภายในเวลาแค่ 3 ปี! ยอดผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว
พอถึงปี 1981 Isuzu เลิกเป็น “ผู้รับจ้างผลิต” อย่างเดียว แล้วเริ่มขายรถในอเมริกาด้วยชื่อแบรนด์ “Isuzu” ของตัวเองเป็นครั้งแรก รถรุ่นแรกที่ใช้ชื่อ Isuzu ขายคือรถกระบะรุ่น Isuzu P’Up หรือก็คือ Isuzu Faster โฉมที่ 2 และรถสปอร์ต Isuzu Piazza นอกจากนี้ Isuzu ยังไปจับมือกับ Suzuki เพื่อช่วย GM พัฒนารถเล็ก (S-Car) และขยายฐานการผลิตไปถึงอังกฤษในนาม IBC Vehicles ผลิตรถตู้ส่งขายทั่วยุโรป อย่าง Isuzu Fargo และ Suzuki Carry โฉมที่ 7
ในช่วงนี้เองที่โลกยอมรับว่า “ถ้าเครื่องยนต์ดีเซลต้องยกให้ Isuzu” เพราะเครื่องยนต์ของพวกเขาถูกนำไปใช้ในรถยนต์ยี่ห้อดังๆ ทั่วโลก ทั้ง Opel, Vauxhall, Land Rover และ Hindustan แม้แต่รถกระบะจิ๋วของเชฟโรเลตอย่างรุ่น S10 หรือก็คือ Colorado ในเวลาต่อมา ก็ยังต้องใช้ขุมพลังจาก Isuzu
ยุคแลกเปลี่ยน DNA กับ Honda
Isuzu Impulse (ซ้าย) กับ Isuzu Stylus (ขวา)
ในช่วงต้นยุค 90 Isuzu ที่เผชิญกับสถานการณ์บีบคั้นทางการเงิน เริ่มถอยจากตลาดรถนั่ง พวกเขาหยุดขายรุ่น Impulse และตามด้วย Stylus ในปี 1993 ซึ่งถือเป็นรถเก๋งรุ่นสุดท้ายที่ Isuzu ผลิตเองและวางขายในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการปิดตำนานรถเก๋ง Isuzu ในแดนลุงแซมอย่างเป็นทางการ… เมื่อไม่มีรถเก๋งเป็นของตัวเอง แต่ตลาดต้องการความหลากหลาย Isuzu จึงทำดีลสุดแปลกกับ Honda เป็นการแลกเปลี่ยนรถกันดื้อๆ
Honda Passport (ซ้าย) กับ Acura SLX (ขวา)
โดยที่ Honda ในเวลานั้นอยากได้รถ SUV มาขายจึงเอา Isuzu Rodeo ไปแปะตราเป็น Honda Passport และเอา Isuzu Trooper ไปทำเป็น Acura SLX ในขณะที่ Isuzu ที่ไม่มีรถครอบครัวขาย เลยเอา Honda Odyssey (มินิแวน) มาแปะตราขายในชื่อ Isuzu Oasis ในตลาดญี่ปุ่นเองก็แลกกันเยอะมากทั้ง Isuzu Gemini ที่แปลงมาจาก Honda Domani, Isuzu Aska ที่แปลงมาจาก Honda Accord, Isuzu Vertex ที่แปลงมาจาก Honda Civic EG โฉมตาโต
Isuzu Oasis (Honda Odyssey)
Isuzu Gemini (Honda Domani)
Isuzu Aska (Honda Accord)
Isuzu Vertex (Honda Civic)
Isuzu Axiom
Joe Isuzu
Isuzu เคยทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในอเมริกาเมื่อปี 1996 จากการเปิดตัวรถกระบะ Isuzu Hombre (ซึ่งจริงๆ คือร่างจำแลงของ Chevy S10 รุ่นที่ขายในบราซิล) ต่อมาในปี 2001 พวกเขาพยายามปลุกกระแสด้วยการเข็นรุ่น Axiom ออกมา พร้อมกับดึง “Joe Isuzu” ตัวละครเซลส์แมนสมมุติ แสดงโดยนักแสดงตลกชื่อดัง David Leisure มีจุดเด่นคือการพูดจาเกินจริงหรือโกหกหน้าตายเพื่อโปรโมทรถ กลับมาทำโฆษณาอีกครั้งเพื่อสร้างสีสัน
แม้จะพยายามแค่ไหน แต่ด้วยความที่รถรุ่นหลักอย่าง Rodeo และ Trooper เริ่มล้าสมัย ประกอบกับการบริหารที่ผิดพลาด ยอดขาย Isuzu ก็เริ่มดิ่งลงเหว ในปี 1999 General Motors (GM) ขยับเข้ามาถือหุ้นเพิ่มเป็น 49% และส่งผู้บริหารชาวอเมริกันเข้ามาคุม Isuzu North America เป็นครั้งแรก… ช่วงนี้เองที่ Isuzu กับ GM ร่วมกันตั้งบริษัท DMAX เพื่อผลิตเครื่องยนต์ดีเซลร่วมกัน ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ต่อมาได้กลายเป็นหัวใจหลักของรถกระบะ Full-size ในอเมริกาหลายรุ่น
“จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่การกำเนิด Isuzu D-Max และ Mu-7
ในช่วงปลายยุค 90 ถึงต้นปี 2000 Isuzu ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ยอดขายในอเมริกาเริ่มดิ่งลง รถเก๋งสู้คู่แข่งไม่ได้ จนต้องตัดสินใจ “เลิกผลิตรถยนต์นั่ง (Passenger Cars) อย่างถาวร” ในปี 2002 เพื่อทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่สิ่งที่พวกเขาเก่งที่สุดคือ “เครื่องยนต์ดีเซล” และ “รถเพื่อการพาณิชย์”
ผลงานหลังจากนั้นต่อมานั่นก็คือ Isuzu D-Max ที่มาทำตลาดต่อจาก Isuzu Faster มีอายุในประวัติศาสตร์มากว่า 50 ปีแล้ว เจ้า D-Max โฉมแรกนี้ เปลี่ยนภาพลักษณ์รถกระบะจากรถบรรทุกของ ให้กลายเป็นรถที่ดูทันสมัย ขับง่าย และประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์ตระกูล 4JJ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน
หลังจากความสำเร็จของ D-Max เพียงไม่กี่ปี ในปี 2004 Isuzu ก็ได้ส่ง Mu-7 เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นการต่อยอดจากพื้นฐานของ D-Max ให้กลายเป็นรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ซึ่งกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จส่งต่อมาถึง Mu-X ในปัจจุบัน
อีกหนึ่งแง่มุมที่ทำให้ Isuzu แข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ นั่นคือ “กลยุทธ์พันธมิตร” ที่จับมือกับคู่แข่งทางการค้า เริ่มต้นที่ Toyota แม้บนถนนเมืองไทย Toyota Hilux กับ Isuzu D-Max จะสู้กันยิบตา แต่ในระดับโครงสร้างธุรกิจ ทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งโดย Toyota เคยเข้ามาถือหุ้นใน Isuzu เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูง และแม้ว่าในเวลาต่อมา Toyota จะมีการขายหุ้นออกไปบ้าง แต่ทั้งสองค่ายก็ยังเป็นพันธมิตรในกลุ่มเทคโนโลยี CASE (Connected, Autonomous, Shared, Electric) เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าและไร้คนขับร่วมกัน
ส่วน Mitsubishi ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำรถร่วมกัน แต่เป็นเรื่องของระบบธุรกิจที่เรียกว่า “เคเร็ตสึ” (Keiretsu) โดยทาง Mitsubishi Corporation ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Isuzu โดยถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนประมาณ 10-12% ความเจ๋งคือ Mitsubishi Corporation ใช้เครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งทั่วโลก มาช่วย Isuzu ในเรื่องการวางแผนกลยุทธ์การตลาดและการจัดจำหน่ายในหลายประเทศ ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไม Isuzu ถึงเติบโตได้อย่างมั่นคงในตลาดโลก แม้จะไม่มีไลน์ผลิตภัณฑ์รถเก๋งมาดึงดูดลูกค้าเหมือนค่ายอื่น
และอีกไฮไลท์คือ การขยับตัวเข้าหา UD Trucks แบรนด์รถบรรทุกยักษ์ใหญ่ที่เกิดจากการก่อตั้งร่วมกันระหว่าง Subaru กับ Nissan… ในปี 2021 Isuzu ได้ทำการซื้อกิจการ UD Trucks จากกลุ่ม Volvo Group ด้วยมูลค่ามหาศาล การรวมร่างครั้งนี้ทำให้ Isuzu กลายเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งในตลาดรถบรรทุกหนักอย่างเต็มตัว โดย Isuzu ได้นำเทคโนโลยีและฐานการผลิตของ UD Trucks มาอุดช่องว่างในส่วนที่ตัวเองยังขาด ถึงแม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกันแล้ว แต่ UD Trucks ยังคงขายในชื่อแบรนด์เดิม เพียงแต่มีการแชร์เทคโนโลยีเครื่องยนต์และแพลตฟอร์มร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต
วิสัยทัศน์สีเขียว: Isuzu D-Max EV และก้าวต่อไปสู่พลังงานสะอาด
โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Isuzu จึงเผยโฉม Isuzu D-Max EV ในงาน Motor Show 2026 ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบ Isuzu Elf EV ในไทย เพื่อยืนยันว่าแม้พลังงานจะเปลี่ยนไป แต่ “หัวใจของการบรรทุก” ยังคงเดิม
บทบาทในสนามแข่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะหยิบมาเล่า เชื่อได้ว่าหลายๆ คนคาดไม่ถึง กับบทบาทของ Isuzu ในวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่ได้มีประวัติแค่แข่งแต่รถกระบะอย่างเดียว
ย้อนกลับไปในยุค 60s – 70s Isuzu เคยมีโปรเจกต์รถแข่งที่ล้ำสมัยมากอย่าง รถแข่งรุ่น Bellett R6 รถต้นแบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อลงชิงชัยภายใต้กติกา Group 6 ในรายการ Japan Grand Prix ในช่วงปลายยุค 60s ความโดดเด่นที่สุด คือการฉีกกฎจากรถ Isuzu ทั่วไปในยุคนั้น โดยการวางเครื่องยนต์ไว้กลางลำตัวรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุลที่สุดสำหรับการแข่งเซอร์กิต มาพร้อมหัวใจรหัส G200 แบบ 4 สูบ แคมคู่ 1.6 ลิตร ปรับแต่งจนมีพละกำลังสูงถึงประมาณ 140-150 แรงม้า
แม้จะไม่ได้คว้าแชมป์รายการใหญ่มาครองได้อย่างต่อเนื่อง แต่ Bellett R6 คือ “ห้องแล็บเคลื่อนที่” ที่ Isuzu ใช้ทดสอบเทคโนโลยีเครื่องยนต์ DOHC และระบบช่วงล่าง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังรถสปอร์ตถนนอย่าง Isuzu Bellett GT-R ในเวลาต่อมา
อีกคันหนึ่งคือ Isuzu R7 รถรุ่นใหญ่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลงแข่งในคลาสที่ใหญ่ขึ้นและโหดขึ้น อย่าง Group 7 ขยับขึ้นมาใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีการนำเครื่องยนต์ V8 มาทดลองติดตั้งในบางรุ่น หรือใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร DOHC ที่ปรับแต่งจนมีแรงม้ามากกว่า 200 ตัว ดีไซน์มีลักษณะเปิดประทุน ตัวถังกว้างและยาวขึ้น เพื่อสร้างแรงกด ในย่านความเร็วสูง
แต่ที่ “พีค” ที่สุด และเป็นตำนานที่คนรักรถสปอร์ตเสียดายกันมากที่สุด คือโปรเจกต์ Isuzu 4200R มันคือรถ Concept Super Car ที่ Isuzu เผยโฉมในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ปี 1989 ดีไซน์ล้ำยุคมากเหมือนยานอวกาศ และตั้งใจจะใช้เครื่องยนต์วางกลางเพื่อสู้กับค่ายอื่นอย่างเต็มตัว แต่น่าเสียดายที่ในเวลาต่อมา Isuzu ตัดสินใจยุติการพัฒนารถเก๋งและรถสปอร์ตตามนโยบายธุรกิจ เพื่อไปเน้นรถกระบะและ SUV แทน
ในปัจจุบัน Isuzu มีบทบาทในสนามแข่งมากมายทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ อย่างในประเทศไทยก็อย่างเช่น Isuzu One Make Race, PT Maxnitron Racing Series, Idemitsu Super Turbo Thailand และ Thailand Super Series ที่เป็นสนามเซอร์กิต
ในส่วนของสนาม Drag ในปัจจุบันก็มีเยอะมากเช่น Bangkok Drag Record, All Stars Drag, Kingdrag Star Racing Thailand หรือแม้แต่ Souped Up Thailand
และยังมีการแข่งขัน Isuzu The One & Only Gymkhana Challenge เน้นความคล่องตัวและการควบคุมรถ โดยใช้ตัว 2.2 Maxforce ใหม่เป็นตัวชูโรงอีกด้วย
ส่วนในรายการแข่งขันที่ Isuzu มักจะไปปรากฎตัวในต่างประเทศมักจะไปในสาย Cross Country Rally หรือการแข่งแรลลี่ระยะไกลที่เน้นความทนทานเป็นหลักเช่น
Asia Cross Country Rally (AXCR) รายการแรลลี่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งมักจะเริ่มจากไทยไปเพื่อนบ้าน Isuzu มักจะส่งทีมโรงงานและทีมอิสระลงแข่งมาโดยตลอด เพื่อพิสูจน์ความทนทานของเครื่องยนต์และช่วงล่างในสภาพถนนที่โหดหิน
FIA European Baja Cup ในยุโรป มีทีมแข่งอย่าง Santag Racing ที่นำ Isuzu D-Max ลงแข่งในรุ่น Stock Category เช่นในรายการ Baja TT Cuenca 2026 ที่สเปน ซึ่งเป็นการแข่งแรลลี่ความเร็วสูงแบบ Off-road
และสนามที่โหดหินและต้องมาสักครั้งให้ได้ในชีวิตอย่าง Dakar Rally แม้ในปัจจุบันทีมโรงงานจะไม่ได้ลงเต็มตัวเหมือนสมัยก่อน แต่ยังมีทีมอิสระในต่างประเทศที่นำโครงสร้างของ D-Max มาดัดแปลงเป็นรถแข่งในรุ่น T1 หรือ T2 เพื่อลงแข่งรายการที่โหดที่สุดในโลกนี้อยู่บ้าง
เรื่องราวของ Isuzu สอนให้เราเห็นว่า “การปรับตัว” และ “การโฟกัส” คือหัวใจสำคัญของการอยู่รอด Isuzu อาจไม่ได้มีรถซูเปอร์คาร์วางขายในโชว์รูม แต่พวกเขาเลือกที่จะเป็น “หัวใจ” ของการขนส่งทั่วโลก เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็นรถคู่ใจของครอบครัวไทยมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าในอนาคต โลกของยานยนต์จะเปลี่ยนไปสู่ไฟฟ้า (EV) หรือพลังงานไฮโดรเจนมากแค่ไหน เชื่อได้ว่าชื่อของ Isuzu หรือ “แม่น้ำระฆัง 50 ใบ” สายนี้ จะยังคงไหลผ่านเส้นทางสายยานยนต์ไปอีกนานแสนนาน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP CAR / SCOOP MOTOCYCLE2 Min Read
ประวัติ Soichiro Honda ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮอนด้าที่ลุกขึ้นยืนได้เพราะความรักเมีย

“ความสำเร็จของผมที่คนอื่นเห็นมีเพียง 1% อีก 99% ที่เหลือมาจากความล้มเหลว” นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งจากปากของชายคนหนึ่งซึ่งในเวลาต่อมา ก็กลายมาเป็นผู้ก่อตั้งหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ชายคนนี้คือ Soichiro Honda

ย้อนกลับไปในวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี 1906 ที่จังหวัดชิซูโอกะ คู่สามีภรรยา Gihei Honda และ Mika Honda ได้ให้กำเนิดเด็กชาย Soichiro Honda ขึ้นมา โดยนาย Gihei ผู้เป็นพ่อทำงานเป็นช่างตีเหล็ก และซ่อมจักรยานเก่ามาขาย ส่วน Mika ผู้เป็นแม่ก็ทำงานเป็นช่างทอผ้า Soichiro ในวัยเด็กมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน และได้คลุกคลีกับเครื่องยนต์กลไกต่างๆ จากการช่วยพ่อซ่อมจักรยาน
จนกระทั่งมีรถ Ford Model T คันหนึ่งขับผ่านหมู่บ้านที่ Soichiro อาศัยอยู่ ทำให้เขาตื่นเต้นมากถึงกับวิ่งไล่ตามรถคันนั้นจนหายลับสายตาไป นับได้ว่าเป็นความทรงจำที่อยู่กับ Soichiro ไปทั้งชีวิต และจุดประกายความฝันที่อยากจะออกแบบ และสร้างรถยนต์ของตัวเอง
วีรกรรมแรกๆ ของ Soichiro ค่อนข้างจะแสบมาก เมื่อเขาแอบจิ๊กเงินจากกล่อง และจักรยานของพ่อ เพื่อเอาไปเข้าชมงานแอร์โชว์ที่สนามบิน ห่างจากบ้านไปประมาณ 20 กม. แต่ว่า ค่าตั๋วดันแพงกว่าที่คิด และเงินที่เอามาก็มีไม่พอ แต่ในเมื่องานแอร์โชว์เป็นงานแสดงบินผาดโผน เขาจึงยืนรอชมนอกสนามบินแทน
ในเรื่องของการเรียนหนังสือ Soichiro เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการอ่านการเขียนในตำราสักเท่าไร เขากลับชอบในการสร้างสรรค์ในงานประดิษฐ์มากกว่า จนเมื่อเขาอายุ 15 ปี Soichiro เห็นโฆษณาประกาศรับสมัครงานของอู่รถยนต์ชั้นนำ Art Shokai บนนิตยสาร Bicycle World Magazine เขาจึงไม่ลังเลที่จะลาออกจากโรงเรียน และส่งจดหมายสมัครงานทันที ในปี 1922

ซึ่งในช่วงเดือนแรกๆ งานที่เขาได้รับจาก Yuzo Sakakibara ผู้เป็นเจ้าของอู่ มีเพียงแค่ทำงานจิปาถะ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกของ Sakakibara ซักอย่างงั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Soichiro ถอดใจเลยสักนิด เขาทุ่มเทและไม่เกี่ยงงานเลยแม้แต่นิดเดียว จนในที่สุดก็ได้เรียนรู้งานช่างซ่อมรถยนต์อย่างที่ตั้งใจไว้ และกลายเป็นช่างยอดฝีมือของอู่ ในปี 1923 Sakakibara ฟอร์มทีมแข่งรถขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของ Soichiro และทีมช่างคนอื่นๆ
13 พฤศจิกายน ปี 1924 ทีมแข่งจากอู่ Art Shokai เข้าแข่งขันในรายการ Japan Motor Car Championship และคว้าชัยชนะมาได้สำเร็จ โดยที่มี Shinichi Sakakibara น้องชายของ Yuzo Sakakibara เป็นนักขับ และ Soichiro Honda เป็นช่างเครื่องนั่งประกบข้างไปด้วยกัน

หลังจากที่ทำงานอยู่ได้ 6 ปี Soichiro ในวัย 21 ปี ที่สำเร็จวิชาจาก Sakakibara ก็ได้รับความไว้วางใจ และส่งเขาไปเปิดสาขาที่บ้านเกิดในปี 1928 ตลอดเวลาที่เขาทำงานอยู่ในอู่นี้เขาได้รับอิสระในการทำงานค่อนข้างมาก จึงทำให้เขามีโอกาสที่จะได้ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ จนได้รับฉายาว่า “เอดิสันแห่งเมืองฮามะมัตซึ” ผลงานของเขาในช่วงเวลานั้นก็มีทั้งรถยนต์ดัดแปลง รถแข่ง หรือแม้กระทั่งเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงาน อย่างเช่น แท่นยกรถยนต์

เดือนตุลาคม ปี 1935 Soichiro ก็ได้แต่งงานกับ Sachi Isobe และในเวลาต่อมา เธอทำงานบัญชีให้กับอู่ Art Shokai สาขาฮามะมัตสึ ที่เติบโตจนมีพนักงานมากกว่า 30 คน
วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ปี 1936 Soichiro ประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันเปิดสนาม Tamagawa Speedway สนามแข่งรถแห่งแรกของญี่ปุ่น อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ Soichiro บาดเจ็บที่ตาซ้าย แต่ Benjiro ผู้เป็นน้องชายและเป็นช่างเครื่องที่ประกบคู่มาด้วยกัน บาดเจ็บรุนแรงกว่า เพราะกระดูกสันหลังหัก แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดความบ้าระห่ำของ Soichiro ได้ เพราะต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Soichiro เข้าแข่งขันรถยนต์ต่อ และจะเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายในชีวิต ตามคำขอร้องทั้งน้ำตาของ Sachi ภรรยาสุดที่รัก

หลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นเป็นต้นมา Soichiro ก็เริ่มคิดว่า งานซ่อมรถยนต์ที่ทำๆ อยู่เริ่มไม่ตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาได้อีกต่อไป ณ เวลานั้น เขาอยากผลิตอะไหล่รถยนต์ขาย แต่ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนสนับสนุน เพราะมองว่า แค่ซ่อมรถขนาดนี้ก็ทำเงินได้เหลือเฟือแล้ว จะคิดการใหญ่กว่านั้นให้เกินตัวทำไม เขาไม่สนใจคำสบประมาทและได้ก่อตั้ง บริษัท Tokai Seiki Heavy Industries เพื่อผลิตแหวนลูกสูบให้กับ Toyota พร้อมกับเข้าศึกษาใน” สถาบันอุตสาหกรรมฮามะมัตสึ” เป็นเวลา 2 ปี สถาบันนี้ก็ได้กลายมาเป็น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิซุโอกะในปัจจุบัน
การผลิตแหวนลูกสูบ เป็นไปด้วยความน่าผิดหวังมาก เพราะแหวนลูกสูบที่ผลิตส่งไปให้กับทาง Toyota จำนวน 50 ชิ้น กลับผ่านมาตรฐานโรงงานเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้เกิดจากความเชื่อมั่นว่า “ถ้าทฤษฎีทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ตอนนี้พวกอาจารย์คงเป็นนักประดิษฐ์กันหมดแล้ว” บวกกับว่า เขามีความมั่นใจในฝีมือมากเกินไปอีกด้วย
ทำให้เขาต้องลดอีโก้ของตัวเอง และศึกษาดูงานตามโรงงานทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้การควบคุมคุณภาพการผลิตให้มีมาตรฐานมากขึ้น และกลับมาบริหารโรงงานใหม่ ผลิตแหวนลูกสูบได้ทีละเยอะๆ และผ่านมาตรฐานของ Toyota ในที่สุด นอกจากนี้เขายังได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย อย่าง Nakajima Aircraft บริษัทผลิตเครื่องบินที่เวลาต่อมาก็จะกลายมาเป็นแบรนด์รถยนต์ Subaru นั่นเอง

ความท็อปฟอร์มในครั้งนี้ทำให้ บริษัท Tokai Seiki เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีพนักงานมากกว่า 2 พันคน ในขณะที่อนาคตกำลังรุ่งอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นรุ่งริ่งภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน เพราะจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี 1937 ก่อนที่ต่อมาภายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไปห้าวกับสหรัฐอเมริกาด้วยการบุกโจมตีฐานทัพเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941
บริษัท Tokai Seiki ในขณะนั้นก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงยุทโธปกรณ์ ในตอนนั้น Kaichi Kawakami ประธานบริษัท Nippon Gakki หรือ Yamaha ในปัจจุบันก็ร้องขอให้ Soichiro คิดค้นเครื่องจักรที่ช่วยในการผลิตใบพัดเครื่องบินรบได้จำนวนนึง ด้วยอัตราการผลิต 4 ชิ้นต่อชั่วโมง
จากเดิมที่ผลิตด้วยมือกว่าจะได้ชิ้นนึงก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ จนในปี 1942 Toyota เข้ามาถือหุ้นของ Tokai Seiki มากกว่า 40% และ Soichiro โดนลดขั้นจากประธานบริษัท มาเป็น กรรมการผู้จัดการอาวุโส หนำซ้ำยังต้องเสียพนักงานชายไปเกือบหมด เพราะถูกเกณฑ์ไปรบในกองทัพ ในขณะที่ผู้หญิงและนักเรียนหญิงก็ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัคร เพื่อทำงานในโรงงานแทนผู้ชาย Soichiro จึงต้องออกแบบเครื่องจักรที่ช่วยให้ผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์สามารถทำงาน ผลิตได้ง่ายขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

ในปี 1944 โรงงาน Tokai Seiki ที่ย่านยามะชิตะ โดนลูกหลงจากการที่ เครื่องบิน B-29 ทิ้งระเบิดใส่ จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ก่อนที่จะซวยซ้ำซวยซ้อนต่อในวันที่ 13 มกราคม ปี 1945 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในเขตมิคาวะ จนทำให้โรงงานในเมืองอิวาตะ พังทลายอีก เป็นเวลา 7 เดือนก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะบึ้มญี่ปุ่นด้วยระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก
เกร็ดน่ารู้ : สำหรับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลา 03:38 น. มีจุดศูนย์เกิดอยู่ที่ปากอ่าวมิคาวะ ลึกลงไปถึง 11 กม. วัดระดับความรุนแรงได้ถึง 6.8 ริกเตอร์ และกินรัศมีความเสียหายราว 50 กม.เสียชีวิต 1,180 คน บาดเจ็บ 3,866 คน สูญหาย 1,126 คน อาคารบ้านเรือนพังทลายไปทั้งหมด 7,221 หลัง, เสียหายหนัก 16,555 หลัง และเกิดไฟไหม้ 2 หลัง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้มันหนักหนาเกินกว่าจะฟื้นฟูไหว จนต้องตัดสินใจขายโรงงานที่ปั้นมากับมือให้กับ Toyota ด้วยจำนวนเงินกว่า 450,000 เยน หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทในปัจจุบัน บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรง ประชาชนอดอยากปากแห้ง เพราะความพ่ายแพ้ในสงคราม
Soichiro ที่เริ่มท้อและสิ้นหวังก็เริ่มใช้ชีวิต ติดเหล้า เมาหัวราน้ำ ไม่ทำงานทำการอะไรเลยเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

ในเดือนตุลาคม ปี 1946 Soichiro ก่อตั้งศูนย์วิจัยขนาดเล็กพื้นที่ 16 ตารางเมตร ในชื่อว่า Honda Gijutsu Kenkyu Sho (Honda Technical Research Laboratory) ( 本田技術研究所) ที่เมืองฮามะมัตสึ ด้วยจำนวนพนักงานเพียง 12 คน เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน และเครื่องจักรต่างๆ

สภาพการคมนาคมในญี่ปุ่นหลังสงครามนั้นเป็นไปด้วยความย่ำแย่มาก เพราะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางด้วยการเดิน หรือปั่นจักรยาน เมื่อ Soichiro เห็น Sachi ที่ต้องลำบากลำบนขี่จักรยานกลับจากซื้อกับข้าว เขาจึงเดินไปรื้อหาของเก่าๆ จนเจอเข้ากับเครื่องปั่นไฟของกองทัพญี่ปุ่นที่ใช้จ่ายพลังงานให้กับวิทยุไร้สาย ก็นำมา DIY เป็นเครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 50 cc ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มาติดตั้งบนจักรยานของ Sachi และยังนำขวดน้ำมาติดตั้งเป็นถังน้ำมัน
Soichiro เอาจักรยานดัดแปลงคันนี้มาให้ Sachi ลองขี่ไปข้างนอก ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากให้เหนื่อยกับการที่ต้องออกแรงปั่นไปซื้อกับข้าวมาเลี้ยงครอบครัว เพราะความรักที่มีต่อภรรยาทำให้ Soichiro ทุ่มสุดหัวใจ เมื่อ Sachi ลองขี่ไปได้สักพักแล้วกลับมาถึงบ้านก็ได้ชี้ข้อบกพร่องต่างๆ ให้ Soichiro ได้แก้ไขก่อนจะปล่อยออกสู่ท้องตลาดในชื่อว่า Pon-Pon นั่นจึงทำให้ Sachi เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ของฮอนด้านับแต่นั้นมา

หลังจากที่ Soichiro แก้ไขจนเสร็จสมบูรณ์ เขาก็ได้กว้านซื้อเครื่องปั่นไฟเหลือทิ้งมาผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดจักรยานขาย ซึ่งก็ขายดีมาก เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างจนตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่น แห่มาสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก

Honda A-Type

Honda Dream D-Type
เมื่อวัตถุดิบอย่างเครื่องปั่นไฟเก่าๆ พวกนี้เริ่มหมดลง Soichiro ก็หันมาออกแบบเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง ออกมาเป็น Honda A-Type หรือในชื่อเล่นว่า Bata Bata และก่อตั้งบริษัท Honda Motors ในวันที่ 24 กันยายน ปี 1948 ด้วยเงินทุน 1 ล้านเยน หรือ ประมาณ 17 ล้านบาท พร้อมจ้างพนักงานจำนวน 34 คน ผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งจักรยาน ที่กำลังบูมในญี่ปุ่น ก่อนที่ต่อมาในเดือนสิงหาคมปี 1949 Honda Dream D-Type ถูกผลิตขึ้นมาในฐานะรถมอเตอร์ไซค์อย่างเต็มตัว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1 สูบ 2 จังหวะขนาด 98 cc พละกำลังสูงสุด 3 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 4.27 Nm นับได้ว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จของ Honda ที่ Soichiro วาดฝันเอาไว้ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ Dream นั่นเอง

Soichiro Honda (ซ้าย) และ Takeo Fujisawa (ขวา)
ภายในปีเดียวกันนี้เอง Takeo Fujisawa ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อช่วยเหลือ Soichiro ในเรื่องการเงิน การตลาด และการวางแผนธุรกิจ ถือได้ว่าช่วยเติมเต็มในส่วนที่ Soichiro ไม่ถนัดจริงๆ
ในปี 1950 เกิดสงครามเกาหลีขึ้นทำให้กองกำลังสหประชาชาติ ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา มีความต้องการในการสั่งซื้อเครื่องยนต์ติดจักรยานของฮอนด้ามากขึ้น ทาง Honda จึงต้องเปิดโรงงานและสำนักงานใหม่ในกรุงโตเกียว

ในเดือนมีนาคม 1951 Honda เปิดตัว Dream E-Type รถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะรุ่นแรกของฮอนด้า และกลายมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นที่ทำยอดขายได้เยอะที่สุด ณ เวลานั้น

ในปี 1952 Honda เปิดตัวเครื่องยนต์ติดจักรยานรุ่นใหม่ Cub F ที่มาพร้อมสโลแกน “ถังขาวเครื่องแดง” กลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม เป็นมิตรกับผู้หญิง
Takeo เองก็ริเริ่มแผนการตลาดใหม่เพื่อให้สามารถแซงคู่แข่งได้ ด้วยการหว่านจดหมายประชาสัมพันธ์ไปยังร้านขายจักรยานกว่า 5 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งก็มีร้านจำนวน 30,000 แห่งให้ความสนใจ Takeo จึงดำเนินแผนการต่อโดยการเสนอขายเครื่อง Cub F จำนวน 1 เครื่องต่อ 1ร้านตามลำดับ และเมื่อร้านไหนต้องการสั่งซื้อเพิ่มก็สามารถจ่ายได้ด้วยการโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทโดยตรง ถือว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น และทำให้ Takeo ประสบความสำเร็จในเรื่องของการสร้างเครือข่ายการขายแบบอิสระ และทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ Takeo ยังเป็นคนที่วางรากฐานการในเรื่องของการ “เช่า-ซื้อ” ให้ผู้บริโภคสามารถผ่อนจ่ายกับศูนย์ได้เป็นเวลา 1 ปีอีกด้วย โดยภายในปีนั้น Honda Cub F สามารถทำยอดขายไปได้ 6,000 เครื่องในเดือนตุลาคม และ 9,000 เครื่องในเดือนธันวาคม

Honda Motor ประสบความสำเร็จจนขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตอันดับต้นๆในประเทศ แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วยังตามหลังอยู่ ซึ่ง Soichiro เองก็ยอมรับไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะเขาต้องการจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้วยการผลิตจำนวนมาก แต่คุณภาพต้องไม่ดรอป และราคาต้องสมเหตุสมผล จึงสั่งนำเข้าเครื่องจักรจากยุโรปและอเมริกา ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 450 ล้านเยน หรือ 1,600 ล้านบาทในปัจจุบัน ด้วยความกล้าได้กล้าเสียนี้เองก็ทำให้สามารถผลิตรถมอเตอร์ไซค์ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ และมีมาตรฐานมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมสร้างโรงงานใหม่ และจ้างพนักงานเพิ่มจาก 214 คนเป็น 1,337 คน เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่มากขึ้น และยังมีการออกชุดเครื่องแบบสีขาวสะอาดตา ที่ไม่ว่าจะพนักงานหรือ ผู้บริหารทุกคนต้องใส่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน และดูแลโรงงานให้สะอาดอยู่เสมอ
ในปี 1953 Soichiro ปลูกฝังนโยบายให้กับพนักงานว่า “คุณภาพของรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ต้องอยู่เหนือความคาดหวังของลูกค้าเกิน 100% เสมอ” เพราะหากผิดพลาดแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียวย่อมส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้ ซึ่งนโยบายนี้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขาย ไปจนถึงบริการหลังการขาย

เดือนมิถุนายนปี 1954 Soichiro เดินทางไปศึกษาการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ในยุโรป และไฮไลต์สำคัญคือไปชมการแข่งขัน Isle of Man TT เมื่อกลับมาที่ญี่ปุ่น Soichiro ที่ยังไม่หายตื่นเต้นกับวงการมอเตอร์สปอร์ตก็เริ่มลงมือออกแบบรถสำหรับแข่งขัน และลั่นว่าจะต้องส่งรถเข้าแข่งขัน Isle of Man TT ให้ได้
วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 1958 Honda Motor ก็ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ต่อมาจะกลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาล นั่นก็คือ Super Cub และยังกลายมาเป็นบรรพบุรุษของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น Monkey, Dream หรือแม้กระทั่งรุ่นยอดฮิตในประเทศไทยอย่าง นานาสารพัด Wave เลย

ในปีต่อมา ปี 1959 บริษัท American Honda Motor ถูกก่อตั้งขึ้นในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา พร้อมสโลแกนว่า “You meet the nicest people on a Honda” หรือ “คนดีขี่ Honda” ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ที่สดใส ดูเป็นมิตร ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อเมริกันที่ถูกจดจำในภาพลักษณ์ของ รถมอเตอร์ไซค์คันโตๆ ที่คนขี่ใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนัง ดูดิบๆ เถื่อนๆ มากกว่า ทำให้ Honda Motor ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์เบอร์ 1 ของโลกในที่สุด

ภายในปีเดียวกันนี้เอง Honda RC142 กลายมาเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ได้เข้าแข่งขันใน Isle of Man TT และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในปี 1961ถึง 2 รุ่นรวด ทั้ง Lightweight และ Ultra-Lightweight รวมถึงยังคว้าแชมป์ในรายการ World Grand Prix หรือก็คือ MotoGP ในปัจจุบัน ทั้งรุ่น 125cc และ 250cc ผลงานที่ผ่านมานี้ทำให้ Honda เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก และมีการตั้งฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกขึ้นที่ประเทศเบลเยียม

ถึงแม้ว่ารถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกไปแล้วก็ตาม แต่ Soichiro ก็ยังไม่ได้สานต่อความฝันที่เคยวาดไว้มาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือการเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ ซึ่งคนรอบข้างเองก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย และอยากให้เขาทุ่มเทกับรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า เพราะ ณ เวลานั้น ค่ายรถต่างๆ มากมายในญี่ปุ่นขับเคี่ยวกันมานานมากแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ ย่างเท้าก้าวเข้าสู่สายการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัวในปี 1963 ด้วยการผลิตรถ Kei-Truck รุ่นแรกในชื่อ T360 ตามมาด้วยรถสปอร์ตเปิดประทุน S500

Honda RA272
จนกระทั่งในปี 1964 Honda Motor ตอบสนองความฝันของ Soichiro ด้วยการพัฒนา และส่งรถแข่งรุ่นแรก RA271 ไปแจ้งเกิดในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนาม German Grand Prix และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในสนาม Mexican Grand Prix ปี 1965 ด้วยรถ RA272

ก่อนที่ต่อมาในปี 1972 Soichiro ก็อนุมัติให้พัฒนา และปล่อย Honda Civic ออกสู่ท้องตลาด ก่อนที่ในปีต่อมา Soichiro Honda และ Takeo Fujisawa ก็เกษียณไปพร้อมๆ กันในปี 1973 ด้วยวัย 77 ปี แถมยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในคอลัมน์ “25 บุคคลที่น่าสนใจที่สุดแห่งปี” บนนิตยสาร People Magazine นอกจากนี้ยังได้รับฉายาว่า “Henry Ford แห่งญี่ปุ่น” อีกด้วย
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 Honda กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าแรกที่ตั้งฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกาในปี 1982 ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์รถยนต์อันดับ 3 ของโลกในช่วงปลายทศวรรษ นอกจากนี้ทาง American Society of Mechanical Engineers ยังเอาชื่อของ Soichiro Honda มาเป็นชื่อเหรียญรางวัลสาขาการออกแบบและผลิตยานยนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาอีกด้วย
ต่อมาในปี 1989 ชื่อของ Soichiro Honda ก็ได้รับการบรรจุอยู่ใน Automotive Hall of Fame ที่เมือง Dearborn รัฐมิชิแกน ใกล้ๆ กับกรุง Detroit

ในส่วนของชีวิตหลังเกษียณของ Soichiro เขาใช้ชีวิตตามใจอยากกับครอบครัว ทั้งการเล่นสกี ตีกอล์ฟ แข่งรถ ร่อนแฮงค์ไกลเดอร์ หรือแม้กระทั่ง นั่งบอลลูน นอกจากนี้ทั้งตัวเขา และ Takeo ยังทำข้อตกลงด้วยกันว่าจะไม่บังคับให้ลูกชายของตัวเองมาสานต่อธุรกิจของตัวเองอีกด้วยครับ ซึ่งลูกชายของ Soichiro ที่พูดถึงอยู่นี้เขาก็คือ Hirotoshi Honda ผู้ก่อตั้งสำนักแต่ง และทีมแข่ง Mugen Motorsport นั่นเอง

Ayrton Senna (Hungarian Grand Prix ปี 1991)
และแล้วในวันที่ 5 สิงหาคม ปี 1991 Soichiro Honda ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัย 84 ปี จากอาการตับวาย เป็นเวลา 1 วันก่อนการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนามฮังการี ซึ่งต่อมา Ayrton Senna นักแข่งฟอร์มูล่าวันทีม McLaren ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Honda ก็สามารถคว้าแชมป์เปรียบเสมือนของขวัญอำลา Soichiro ผู้ล่วงลับมาได้สำเร็จ และนอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัยชั้นที่ 1 หรือ เคียวกุจิสึ ไดจูโช อีกด้วย
นี่คือเรื่องราวชีวิตของ Soichiro Honda จากเด็กชายตัวน้อยผู้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ผ่านความยากลำบาก ความล้มเหลว และความเจ็บปวดมามากมาย จนกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์อันดับต้นๆ ของโลก อย่างที่ Soichiro ได้กล่าวไว้ “คุณไม่ควรละทิ้งความฝันของตัวเอง” เพราะความสำเร็จล้วนเกิดมาจากความคาดหวัง หากพบเจออุปสรรคแล้วต้องทิ้งความฝันไป ความสำเร็จย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นจริง สำหรับสกู๊ปนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
เปิดวิวัฒนาการซูเปอร์เอสยูวีแห่งแบรนด์ลัมโบร์กินี สัมผัสตำนานแห่งสมรรถนะ นวัตกรรม และเหตุการณ์สำคัญในห้วงประวัติศาสตร์
การเดินทางของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เข้าสู่ตลาดรถเอสยูวี เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษก่อน ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บุกเบิกที่กำหนดแนวทางใหม่ในยุคสมัยนั้น เรื่องราวเริ่มต้นจากการรังสรรค์ Cheetah รถต้นแบบที่เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำภารกิจทางทหาร และนำไปสู่รุ่น Urus SE ซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของคอนเซ็ปต์ซูเปอร์เอสยูวีลัมโบร์กินี และยังเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่ดีเยี่ยมที่สุดในคลาสเดียวกัน
Cheetah เปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show ปี 1977 โดยในครั้งนั้น ทั้งรถยนต์รุ่นนี้และรุ่น LM001 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอด ยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบ แต่ต่อมาโครงการได้ถูกยุติลง จนกระทั่งจูลิโอ อัลฟิเอรี ได้ใช้ความปราดเปรื่องพลิกโฉมคอนเซ็ปต์เดิม ด้วยการย้ายเครื่องยนต์ V12 ในรุ่น Countach Quattrovalvole มาไว้ด้านหน้า นำไปสู่การถือกำเนิดของรุ่น LM002 ในปี 1986 โดย LM002 นั้นเป็นมากกว่ารถออฟโรดสุดเอ็กซ์ตรีม แต่ได้กลายเป็นจุดกำเนิดที่แท้จริงของแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีของแบรนด์ลัมโบร์กินีในเวลาต่อมา
ด้วยความสามารถในการทำความเร็วเกิน 200 กม./ชม. และพิชิตเนินทรายในทะเลทรายได้อย่างง่ายดายด้วยยางจาก Pirelli ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้ LM002 คือส่วนผสมแห่งความเป็นเลิศที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งในด้านภาพลักษณ์อันหรูหรา คุณสมบัติเฉพาะตัว และสมรรถนะอันโดดเด่น โดยมีการผลิตดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปี 1992 รวมจำนวนทั้งสิ้น 301 คัน และใน 25 ปีต่อมา มรดกของรถยนต์รุ่นนี้ก็ถูกสานต่อในรุ่น Urus
Urus เปิดตัวครั้งแรกเป็นรถต้นแบบในปี 2012 ก่อนเปิดตัวเวอร์ชันผลิตจริงในปี 2017 ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของทั้งแบรนด์และอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบรุ่นแรกของลัมโบร์กินี ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีสมรรถนะเหนือชั้นเท่านั้น แต่บริษัทยังได้สร้างนิยามใหม่ให้กับพลวัตการขับขี่ที่ก้าวไปไกลการขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังและระบบเลือกพลศาสตร์การขับขี่ Tamburo ทำให้ Urus ผสานจิตวิญญาณในสนามแข่งของซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เข้ากับความอเนกประสงค์ของรถเอสยูวีได้อย่างลงตัว สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ และขับเคลื่อนให้ฐานการผลิตลัมโบร์กินีในเมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส เกิดการขยายตัวครั้งสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชื่อรุ่น Urus นำมาจากคำภาษาละติน โดย Urus หมายถึงชื่อวัวออรอช (aurochs) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษยุคดึกดำบรรพ์ของสายพันธุ์วัวในปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านไป รถยนต์ตระกูล Urus ได้วิวัฒนาการผ่านการตีความแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีในรูปแบบต่าง ๆ โดยแต่ละรุ่นต่างนำเสนอเอกลักษณ์ทางเทคนิคและสไตล์ที่โดดเด่นเป็นของตนเอง โดยเฉพาะรุ่น Urus Performante ที่นำเสนอพลศาสตร์การขับขี่และสมรรถนะขั้นสูงสุด เห็นได้จากความสำเร็จในการสร้างสถิติใหม่ในการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb ในขณะที่รุ่น Urus S ได้ตีความคอนเซ็ปต์ซูเปอร์เอสยูวีและนำเสนอในรูปลักษณ์อันสมดุลอย่างลงตัว ระหว่างสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์
เส้นทางแห่งนวัตกรรมอันไม่หยุดนิ่ง นำไปสู่การเปิดตัวรุ่น Urus SE ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชันแรกของแบรนด์ และนับเป็นรถรุ่นที่ 2 ที่เปิดตัวภายใต้กลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ของบริษัท โดย Urus SE ไม่ได้เป็น Urus ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยผลิตมาเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอนของแบรนด์ลัมโบร์กินี ด้วยการนำระบบไฟฟ้ามาเสริมสมรรถนะ ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของนักขับ และมอบประสบการณ์อันเร้าใจซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ลัมโบร์กินี
รถตระกูล Urus ได้สะท้อนถึงปรัชญาของลัมโบร์กินีได้อย่างสมบูรณ์และยังมีขอบเขตที่เหนือล้ำกว่าความเป็นเลิศทางเทคนิคและสมรรถนะ ด้วยการนำเสนอโปรแกรม Ad Personam และรุ่นพิเศษอีกมากมาย ทำให้ซูเปอร์เอสยูวีรุ่นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเอ็กซ์คลูซีฟ สไตล์อันโดดเด่น และการตกแต่งแบบเฉพาะบุคคล ตั้งแต่คอลเลกชัน Pearl Capsule และ Graphite Capsule ไปจนถึง Urus SE รุ่นพิเศษที่เปิดตัวในงาน Art Basel Miami Beach 2024 และล่าสุด กับรุ่น Urus SE “Tettonero” Capsule ซึ่งเผยโฉมเร็ว ๆ นี้ในงาน Milan Design Week 2026
สุดท้ายคือ Urus รุ่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นสำหรับตำรวจรัฐบาลกลางของอิตาลี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเป็นเลิศด้าน ยนตรกรรมของลัมโบร์กินีสามารถนำมาใช้สนับสนุนภารกิจสำคัญได้ ทั้งการขนส่งอวัยวะและพลาสมาในกรณีเร่งด่วน
LM002
ประวัติศาสตร์เอสยูวีของลัมโบร์กินี สามารถย้อนกลับไปเมื่อปี 1977 เมื่อบริษัทซึ่งมีฐานการดำเนินงานในเมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่น Cheetah ในงาน Geneva Motor Show โดยเป็นรถต้นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่พัฒนาขึ้นเพื่อภารกิจทางทหาร รถคันนี้สร้างขึ้นโดยความร่วมมือกับบริษัท MTI ของสหรัฐอเมริกา ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ไครสเลอร์แบบวางท้าย แชสซีเหล็กแบบทูบูลาร์ และตัวถังไฟเบอร์กลาสแบบเปิด แม้จะเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัย แต่ในท้ายที่สุด Cheetah ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการทำสัญญากับภาครัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนา
ต่อมา โครงการได้พัฒนารุ่น LM001 ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ V12 จากรุ่น Countach ของลัมโบร์กินี โดยยังคงวางเครื่องยนต์ไว้ด้านหลังเหมือนเดิม อย่างไรก็ดี การทดสอบในภูมิประเทศแบบทะเลทรายทำให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านการกระจายน้ำหนัก ทำให้วิศวกร จูลิโอ อัลฟิเอรี กลับมาทบทวนการออกแบบสถาปัตยกรรมของตัวรถใหม่ทั้งหมด ด้วยการพัฒนารถต้นแบบ LMA (Lamborghini Militaria Anteriore) ซึ่งได้ย้ายระบบส่งกำลังไปไว้ด้านหน้า พร้อมเพิ่มเกียร์ธรรมดา ZF 5 สปีดและออปชันการเลือกปลดการขับเคลื่อนล้อหน้า การพัฒนาในเฟสนี้ยังครอบคลุมรุ่น LM003 เวอร์ชันทดลอง ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลแบบ VM และรุ่น LM004 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ V12 ขนาด 7.0 ลิตรซึ่งพัฒนามาจากเครื่องยนต์เรือ
โครงการได้นำเสนอผลงานที่สมบูรณ์แบบขั้นสุดในงาน Brussels Motor Show ปี 1986 ด้วยการเปิดตัวรุ่น LM002 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นซูเปอร์เอสยูวีคันแรกของโลก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.2 ลิตรที่นำมาจากรุ่น Countach Quattrovalvole ให้กำลัง 450 แรงม้า สามารถบรรทุกน้ำหนัก 2.7 ตันพร้อมทำความได้เร็วเกิน 200 กม./ชม. และเพื่อการันตีสมรรถนะอันยอดเยี่ยมแม้ในสภาพการขับขี่ที่ท้าทายที่สุด Pirelli ยังได้พัฒนายางรุ่น Scorpion BK ขึ้นสำหรับรุ่น LM002 โดยเฉพาะ
การออกแบบห้องโดยสารมอบความสมดุลอันเป็นเอกลักษณ์ ระหว่างขีดความสามารถในการลุยแบบออฟโรดและรายละเอียดของงานฝีมืออันหรูหรา ทั้งเบาะหนัง การใช้งานไม้ตกแต่ง เครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์ตกแต่งระดับเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย การผลิตรถรุ่นนี้สิ้นสุดลงในปี 1992 หลังจากผลิตไปแล้วทั้งสิ้น 301 คัน รวมถึงรุ่น LM/American ที่เปิดตัวในปี 1989 สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา
Urus
ณ สำนักงานใหญ่ในเมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส ปี 2017 ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ได้สร้างหมุดหมายสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ด้วยการเปิดตัว Urus ซูเปอร์เอสยูวียุคใหม่คันแรกของแบรนด์ และเพื่อรองรับการพัฒนาแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ทั้งในด้านเทคโนโลยีและระบบอุตสาหกรรม บริษัทจึงขยายพื้นที่โรงงานจาก 80,000 เป็น 160,000 ตารางเมตร พร้อมเปิดโรงพ่นสีใหม่อันล้ำสมัยอีกหนึ่งแห่ง
หัวใจของรถรุ่นนี้คือเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบขนาด 4.0 ลิตร นับเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของลัมโบร์กินี พัฒนาขึ้นเพื่อมอบแรงบิดที่ยอดเยี่ยมได้แม้ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ โดย Urus มีกำลังเครื่อง 650 แรงม้าและแรงบิด 850 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. เสริมสมรรถนะด้วยระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก พร้อมจานเบรกหน้าขนาด 440 มม. ซึ่งเป็นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยใช้ในรถยนต์รุ่นผลิตจำหน่ายจริงในช่วงเวลาที่เปิดตัว
การออกแบบซูเปอร์เอสยูวีรุ่นนี้นำแรงบันดาลใจมาจากมรดกของลัมโบร์กินีโดยตรง สัดส่วนต่าง ๆ ของตัวรถใช้อัตราส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยตัวถังใช้อัตราส่วนสองในสาม และพื้นที่กระจกใช้แบบหนึ่งในสาม ในขณะที่ซุ้มล้อใช้รูปทรงหกเหลี่ยมเพื่อเชิดชูรุ่น LM002 และ Countach ส่วนในด้านพลศาสตร์การขับขี่ ควบคุมผ่านตัวเลือกโหมด Tamburo ที่ให้ผู้ขับเลือกได้ทั้งโหมด Strada, Sport, Corsa, Neve, Terra และ Sabbia เสริมจากโหมด Ego ที่สามารถปรับการตั้งค่าได้ตามต้องการ
Urus ยังยกระดับความคล่องตัวด้วยระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังและเหล็กกันโคลงแบบแอ็กทีฟ ในขณะที่ห้องโดยสารสะท้อนปรัชญา “Feel like a pilot” ของลัมโบร์กินีได้อย่างชัดเจน ผ่านการออกแบบที่กำหนดให้ผู้ขับเป็นศูนย์กลาง โดยมาพร้อมระบบ Lamborghini Infotainment System III พร้อมหน้าจอสัมผัสคู่
องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ Urus ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว สามารถดึงดูดลูกค้าใหม่จำนวนมากให้เข้ามาสัมผัสกับแบรนด์ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของลัมโบร์กินีทั่วโลก
Urus Performante
Urus Performante ยกระดับคอนเซ็ปต์ของซูเปอร์เอสยูวีไปอีกขั้น ทั้งด้านสมรรถนะ พลศาสตร์การขับขี่ และความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของนักขับ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นมาตรฐาน พัฒนาการทางเทคนิคที่สำคัญจะอยู่ที่ระบบกันสะเทือน เพราะ Performante เลือกใช้ชุดกันสะเทือนที่เน้นความแม่นยำเชิงพลศาสตร์ระดับสูงสุด โดยเปลี่ยนจากระบบกันสะเทือนถุงลมแบบปรับได้ มาเป็นระบบสปริงเหล็กที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ โซลูชันทางเทคนิคนี้การันตีการตอบสนองที่แม่นยำกว่า มอบการควบคุมรถได้อย่างเหมาะสมที่สุด พร้อมช่วยลดการโคลงตัวในสภาพการขับขี่สุดท้าทาย
เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ให้กำลังเครื่อง 666 แรงม้าและแรงบิด 850 นิวตันเมตร มอบสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ และด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในหลายองค์ประกอบและการลดภาระน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้รถรุ่นนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 3.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดถึง 306 กม./ชม.
ระบบอากาศพลศาสตร์ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่และสปอยเลอร์หลังที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Aventador SVJ ซึ่งพัฒนามาเพื่อเพิ่มแรงกดช่วงท้ายรถ โดยในปี 2022 Urus Performante ยังสร้างสถิติในกลุ่มเอสยูวีรุ่นผลิตจำหน่ายจริง จากการเข้าร่วมการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb โดยสามารถทำเวลาที่ 10:32.064 นาที
ทุกรายละเอียดของ Urus Performante นับตั้งแต่ระบบท่อไอเสียไทเทเนียมแบบ Akrapovič ไปจนถึงยาง Pirelli P Zero Trofeo R ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ล้วนตอกย้ำถึงสมรรถนะอันเหนือชั้น ซึ่งผสานดีเอ็นเอของซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เข้ากับความอเนกประสงค์ของซูเปอร์เอสยูวีได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Urus S
Urus S เปิดตัวในปี 2022 โดยเป็นซูเปอร์เอสยูวีของลัมโบร์กินีที่ออกแบบโดยการผสานสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์เข้าไว้ด้วยกัน นำเสนอเสริมจากรุ่น Urus Performante เพื่อขยายไลน์อัปของตระกูล Urus ให้ครอบคลุม โดย Urus S ใช้เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 666 แรงม้าเหมือนกับ Performante ซึ่งมอบสมรรถนะขั้นสูง ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม.
Urus S โดดเด่นด้วยระบบกันสะเทือนถุงลมแบบปรับได้ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ พัฒนามาเพื่อมอบสมดุลที่ลงตัวระหว่างความสบาย พลศาสตร์การขับขี่ และความอเนกประสงค์ในทุกสภาพการใช้งาน
การออกแบบรถยนต์รุ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสไตล์ที่โฉบเฉี่ยวและประณีตยิ่งขึ้นในหลายส่วน ทั้งกันชนหน้าแบบใหม่พร้อมแผ่นปิดใต้ท้องรถสเตนเลสสตีลสีดำด้าน และฝากระโปรงพร้อมช่องลมเข้าที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ โดยมีออปชันวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ให้เลือก
Urus S นำเสนอตัวเลือกโทนสีและการตกแต่งมากมาย ผ่านโปรแกรมการตกแต่ง Ad Personam แนวใหม่ ด้วยเฉดสีภายนอกและภายในกว่า 60 เฉด พร้อมลายเย็บตะเข็บแบบ Sophisticated และ Sportivo ใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์ลัมโบร์กินี ทั้งในด้านงานดีไซน์ งานฝีมือขั้นสูง และการตกแต่งรถสำหรับลูกค้าเฉพาะรายบุคคล
Urus SE
การนำเสนอรุ่น Urus SE ทำให้ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ก้าวเข้าสู่ยุคของระบบไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดอย่างเป็นทางการด้วยการเปิดตัว Urus รุ่นที่ทรงพลังที่สุดในไลน์อัป โดย Urus SE เปิดตัวในปี 2024 ที่งาน Auto China Beijing ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในกลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ด้วยการผสานเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 141 kW ซึ่งทำให้ระบบนี้ให้กำลังเครื่องรวม 800 แรงม้าและแรงบิด 950 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 312 กม./ชม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที
ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 25.9 kWh ทำให้ซูเปอร์เอสยูวีรุ่นนี้สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า 60 กม. ส่วนในด้านเทคนิค Urus SE นำเสนอชุดกระจายแรงบิดกลางแบบอิเล็กทรอนิกส์ และเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปหลังที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและมีไดนามิกมากขึ้น
ระบบอากาศพลศาสตร์ของ Urus SE ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายความร้อนของระบบส่งกำลังและระบบเบรก ฝากระโปรงแบบยกลอยดีไซน์ใหม่ได้แรงบันดาลใจจาก Revuelto[2] ส่วนช่วงท้ายมาพร้อมดิฟฟิวเซอร์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มแรงกดเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง
สำหรับห้องโดยสาร ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์พร้อมจอแสดงผลแบบใหม่ที่สามารถจัดการพลังงานแบบไฮบริดและการแสดงข้อมูลเทเลเมทรีโดยเฉพาะ การตกแต่งสำหรับลูกค้าเฉพาะรายได้รับการยกระดับ ด้วยการนำเสนอตัวเลือกสีตัวถังมากกว่า 100 สี และการผสมผสานรูปแบบการตกแต่งภายในกว่า 47 แบบ เสริมด้วยยาง Pirelli P Zero พร้อมเทคโนโลยี Elect™ ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับรุ่นไฮบริด
Lamborghini Urus ST-X
ในเดือนพฤศจิกายน 2018 Lamborghini Squadra Corse ได้เปิดตัวรุ่น Urus ST-X Concept ซึ่งเป็นการตีความซูเปอร์เอสยูวีของลัมโบร์กินีในสไตล์รถแข่งเป็นครั้งแรก
ST-X โดดเด่นด้วยตัวถังสีเขียวด้าน Verde Mantis โดยมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นที่ใช้งานบนท้องถนนทั่วไปถึง 25% และมาพร้อมกับอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FIA ซึ่งรวมถึงโครงเหล็กนิรภัย ระบบดับเพลิง และถังน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน FT3
รถรุ่นนี้ขับเคลื่อนขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ที่ให้กำลังเครื่องถึง 650 แรงม้า มาพร้อมกับโซลูชันสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะมากมาย อาทิ ท่อไอเสียด้านข้างรูปทรงหกเหลี่ยม ปีกหลังแบบยึดตายตัว และล้อขนาด 21 นิ้วแบบน็อตยึดตัวเดียว พร้อมยาง Pirelli ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุดของ Lamborghini Squadra Corse มาสู่รถซูเปอร์เอสยูวีอย่างแท้จริง
รุ่นพิเศษ
ความเอกซ์คลูซีฟของซูเปอร์เอสยูวีลัมโบร์กินี สะท้อนผ่านคอลเลกชันที่พัฒนาโดยแผนก Ad Personam ช่วยยกระดับทั้งงานดีไซน์และการตกแต่งรถให้ตรงกับความต้องการเฉพาะรายมากขึ้น โดยคอลเลกชัน Pearl Capsule ที่เปิดตัวในปี 2020 โดดเด่นด้วยสีมุกแบบหลายชั้น ผสานกับรายละเอียดสีดำเงาและการตกแต่งภายในแบบทูโทนพร้อมลวดลายการเย็บเบาะแบบ Q-Citura ในขณะที่คอลเลกชัน Graphite Capsule ซึ่งตามมาในภายหลัง นำเสนอเฉดสีแบบด้าน จับคู่กับสีสันที่ใช้เน้นรายละเอียดเฉพาะจุด
ที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ Urus Performante “Essenza SCV12” รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่สงวนไว้สำหรับเจ้าของไฮเปอร์คาร์สำหรับใช้ในสนามแข่งชื่อเดียวกัน โดยมาพร้อมรายละเอียดการตกแต่งแบบ Ad Personam สุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ต
ภายในงาน Art Basel Miami Beach 2024 ลัมโบร์กินียังนำเสนอรถยนต์ Urus SE รุ่นพิเศษที่นำแรงบันดาลใจมาจากเมืองไมแอมี มาพร้อมการผสมสีอันประณีตด้วยการตกแต่งสี Blu Glauco และรายละเอียดงานฝีมือที่ใช้เวลานานถึง 230 ชั่วโมง
และสุดท้ายในงาน Milan Design Week 2026 แบรนด์ยังได้เผยโฉม Urus SE “Tettonero” Capsule รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันผลิตเพียง 630 คัน โดดเด่นด้วยการตัดกันระหว่างดีไซน์ตัวถังกับหลังคาสีดำเงา ผสานการตกแต่งพร้อมรายละเอียดอันประณีตที่ช่วยขับเน้นตัวตนความเป็นซูเปอร์เอสยูวีของลัมโบร์กินีได้อย่างโดดเด่น
Lamborghini Urus รุ่นสำหรับหน่วยงานตำรวจรัฐบาลกลาง
ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและนวัตกรรมเทคโนโลยีของลัมโบร์กินี ยังถูกนำมาใช้เพื่อบริการสาธารณะ ผ่านความร่วมมืออันยาวนานกับตำรวจรัฐบาลกลางอิตาลี ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ได้ส่งมอบรถยนต์จำนวนหลายคันสำหรับการทำภารกิจพิเศษ รวมถึงรุ่น Urus Performante ที่เข้าประจำการในปี 2023
รถรุ่นนี้ตกแต่งโดย Centro Stile Lamborghini ด้วยลวดลายสีน้ำเงินและขาวตามแบบฉบับดั้งเดิม และติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการขนส่งอวัยวะเร่งด่วนและภารกิจทางการแพทย์ พร้อมคุณสมบัติเฉพาะ อาทิ ระบบทำความเย็นแบบพกพา เครื่องกระตุกหัวใจ และอุปกรณ์ฉุกเฉิน
ภายใต้บริบทนี้ สมรรถนะเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 666 แรงม้า จึงพร้อมแปรเปลี่ยนเป็นขุมพลังในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างรวดเร็วฉับไว เพื่อร่วมปกป้องและรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ประวัติศาสตร์ NASCAR การแข่งรถที่มีอะไรมากกว่าแค่วิ่งเป็นวงรี
หากคุณมองการแข่งขัน NASCAR (National Association for Stock Car Auto Racing) เป็นเพียงแค่กลุ่มรถแข่งหน้าตาคล้ายๆ กัน วิ่งวนซ้ายเป็นวงกลมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานับชั่วโมง… คุณกำลังพลาดเรื่องราวที่สนุก ดิบ และเร้าใจที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตโลกไปอย่างน่าเสียดาย
เพราะภายใต้เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 และยางที่ไหม้เกรียมบนแทร็กแอสฟัลต์ NASCAR ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่เป็นเรื่องราวของวัฒนธรรม จิตวิญญาณนักสู้ ความขัดแย้ง และประวัติศาสตร์ที่เริ่มต้นจากจุดที่ไม่มีใครคาดคิด: การหนีตำรวจของคนขนเหล้าเถื่อน
จาก “คนขนเหล้าเถื่อน” (Bootleggers) สู่สังเวียนความเร็ว
ย้อนกลับไปในยุค 1920s – 1930s ช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกามีกฎหมายห้ามจำหน่ายสุรา พื้นที่แถบภูเขาของรัฐนอร์ทแคโรไลนาและจอร์เจียกลายเป็นแหล่งต้มเหล้าเถื่อนชั้นดี บรรดา “Bootleggers” หรือคนขนเหล้าเถื่อน จำเป็นต้องลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ไปส่งให้ถึงมือลูกค้าในเมืองโดยไม่ให้ถูกตำรวจจับ… สิ่งเดียวที่จะช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากซังเตได้ก็คือ “ความเร็ว”
คนขนเหล้าเถื่อนเริ่มนำรถยนต์บ้านๆ (Stock Car) ที่ดูธรรมดาที่สุดภายนอก เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยของเจ้าหน้าที่ มาดัดแปลงไส้ในอย่างลับๆ พวกเขาถอดเบาะนั่งออกเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกแกลลอนเหล้า เสริมแชสซีและระบบช่วงล่างให้รับน้ำหนักได้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการโมดิฟายเครื่องยนต์ให้แรงกว่ารถตำรวจหลายเท่าตัว การขับรถหนีการไล่ล่าของตำรวจตามทางหลวงสายเปลี่ยวและโค้งหักศอกบนภูเขาในยามค่ำคืน กลายเป็นกิจวัตรที่ต้องใช้ทักษะการขับขี่ขั้นสูงและจิตใจที่นิ่งราวกับหิน
เมื่อว่างเว้นจากการหนีตำรวจ… พวกเขาก็มาแข่งกันเอง
นักขนเหล้าเถื่อนเริ่มท้าทายกันว่า “รถของใครแรงกว่ากัน” และ “ใครเจ๋งกว่ากัน” พวกเขาเริ่มนัดเจอกันตามลานดินหรือทุ่งหญ้าเพื่อประลองความเร็ว การแข่งรถสต็อกคาร์จึงถือกำเนิดขึ้นจากความคึกคะนองและศักดิ์ศรี จนกระทั่ง Bill France Sr. นักกลศาสตร์และโปรโมเตอร์ เล็งเห็นว่าความมันส์ระดับนี้สามารถเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจกีฬาที่ถูกกฎหมายและยิ่งใหญ่ได้ เขาจึงรวบรวมเหล่านักขับ ช่างเครื่อง และโปรโมเตอร์ มาร่วมกันก่อตั้งสมาคม NASCAR ขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ปี 1947
ธงเขียวสะบัดครั้งแรกที่ Daytona
หลังจากการเซ็ตระบบและวางกฎระเบียบ ฤดูกาลแรกของ NASCAR ก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1948 ณ สนาม Daytona Beach and Road Course รัฐฟลอริดา ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ใช่สนามปิดแบบปิดล้อม (Superspeedway) อย่างในปัจจุบัน แต่เป็นสนามลูกผสมที่ใช้ชายหาดริมทะเลเดย์โทนาเป็นทางตรง และใช้ถนนหลวงเลียบชายหาดเป็นทางตรงอีกฝั่ง เชื่อมต่อกันด้วยโค้งทรายอันลื่นไถล
การแข่งขันครั้งนั้นเต็มไปด้วยความทุลักทุเลและฝุ่นตลบ รถยนต์ที่เข้าแข่งคือรถที่ชาวบ้านใช้กันจริงๆ ในยุคนั้น และผู้ที่จารึกชื่อเป็น แชมป์คนแรกในประวัติศาสตร์ NASCAR คือ Robert Nold “Red” Byron อดีตนักบินทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ได้รับบาดเจ็บที่ขาอย่างรุนแรงจนต้องยึดขาเทียมเข้ากับแป้นคลัตช์รถแข่ง
“Red” Byron ควบรถ Ford หมายเลข 22 คู่ใจ ผ่านทั้งผืนทรายและพื้นคอนกรีต เข้าเส้นชัยเป็นคันแรก จุดประกายให้กีฬานี้กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ไปทั่วอเมริกาในเวลาต่อมา
สเน่ห์ของ NASCAR
หากสูตรสำเร็จของรถสูตรหนึ่ง (Formula 1) คือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและไลน์การขับที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ สเน่ห์ของ NASCAR กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้ง
ความคาดเดาไม่ได้ระดับมิลลิวินาที – การวิ่งในทางวงรี (Oval Track) ด้วยความเร็วทะลุ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีรถแข่งอีก 40 คันเบียดเสียดกันห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว หมายความว่าความผิดพลาดเพียงนิดเดียวของรถคันหน้าสามารถส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ได้ทันที ไม่มีใครเดาได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะจนกว่าจะถึงรอบสุดท้าย ยิ่งไปกว่านั้น กฎการแข่งขันที่เรียกว่า “Drafting” หรือการขับจี้ท้ายเพื่ออาศัยแรงดูดทางพลศาสตร์ ทำให้เกิดการพลิกผันตลอดเวลา
ทีมเวิร์คสำคัญไม่แพ้กึ๋นของนักขับ – บนสนามวงรีที่ยางรถยนต์ฝั่งขวาต้องรับภาระหนักหน่วงตลอดเวลา การเข้าจุดพิท (Pit Stop) คือจุดเปลี่ยนเกม ทีมงานพิทครู (Pit Crew) ต้องเปลี่ยนยาง 4 เส้น เติมน้ำมันเต็มถัง และปรับแต่งตัวถังภายในเวลา ต่ำกว่า 10 วินาที หากช่างคนใดคนหนึ่งทำน็อตล้อหลุดไปเพียงตัวเดียว หมายถึงโอกาสชนะที่ปลิวหายไปทันที นักขับอาจเป็นหน้าตาของทีม แต่คนในพิทคือผู้กำหนดชะตากรรม
โมเม้นท์ชนกันตูมตาม วินาศสันตะโร (The Big One) – ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟนกีฬาความเร็วส่วนหนึ่งรอดู NASCAR เพราะอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “The Big One” การเฉี่ยวชนกันเพียงเล็กน้อยที่ความเร็วสูง สามารถเปลี่ยนรถแข่งมูลค่าหลายล้านให้กลายเป็นเศษเหล็กปลิวว่อนเต็มแทร็ก… มีสถิติที่น่าสนใจระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุชนยับวินาศสันตะโรจนกรรมการต้องโบก “ธงแดง” (Red Flag) เพื่อหยุดการแข่งขัน เรทติ้งการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์จะพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 2.3% ทันที มันคือความสะใจ ความลุ้นระทึก และความโล่งใจที่เห็นนักขับก้าวออกมาจากซากรถได้อย่างปลอดภัยด้วยระบบเซฟตี้ที่ทันสมัย เป็นสเน่ห์สำคัญที่ทำให้ชาวอเมริกันหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น
คิดบัญชีรวบยอด: มวยหลังแข่ง – ความกดดันระดับสูงบวกกับอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านจากการขับเบียดขับกระแทกกันตลอด 3-4 ชั่วโมง มักทำให้ความอดทนของนักขับสิ้นสุดลง หลายครั้งที่การกระทบกระทั่งกันจากคดีเก่าในสนามก่อนๆ หรือการโดน “Slam” (เบียดชน) ในสนามปัจจุบัน กลายเป็นการอัดอั้นสะสม และเมื่อรถจอดสนิทในเลนพิท แฟนๆ ก็มักจะได้เห็น “มวยคู่เอก” นอกรอบ นักขับเปิดฉากสาวหมัดใส่กัน ช่างภาพรุมล้อม ทีมงานเข้าห้ามทัพอย่างชุลมุน ซึ่งแทนที่ NASCAR จะลงโทษแบนอย่างรุนแรง พวกเขากลับมองว่านี่คืออารมณ์ร่วมที่แท้จริงของกีฬา และกลายเป็นไฮไลต์ที่แฟนๆ ทั่วโลกตั้งตารอ
NASCAR จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเลี้ยวซ้ายไปเรื่อยๆ แต่มันคือสงครามทางจิตวิทยา การวางกลยุทธ์ที่เฉียบคม การทำงานเป็นทีมที่ไร้ที่ติ และประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมชนชั้นแรงงานของอเมริกาอย่างแท้จริง จากคนขนเหล้าเถื่อนที่ขับรถหนีตำรวจในอดีต สู่กีฬาความเร็วที่มีมูลค่าพันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ทุกๆ โค้งวงรีมีเรื่องราวซ่อนอยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมกีฬาชนิดนี้ถึงยังคงครองใจแฟนๆ ความเร็วมานานกว่า 7 ทศวรรษ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย สั่งรีคอล EX30 กว่า 1,600 คัน หลังเกิดเหตุไฟไหม้ต่อเนื่อง สคบ. จ่อฟ้องแพ่งเรียกเงินคืนให้ผู้บริโภค
จากกรณีเหตุการณ์ระทึกขวัญที่มีรายงานรถยนต์ไฟฟ้า Volvo EX30 เกิดเหตุเพลิงไหม้ในประเทศไทยถึง 2 ครั้งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตัดสินใจถอดข้อมูลรถรุ่นดังกล่าวออกจากเว็บไซต์หลัก และเตรียมเรียกคืนรถยนต์ที่เข้าข่ายความเสี่ยงจำนวน 1,668 คัน เพื่อเข้ารับการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ชุดใหม่
ไทม์ไลน์เหตุการณ์และสาเหตุเบื้องต้น ปัญหาดังกล่าวเริ่มมีการส่งสัญญาณตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2569 เมื่อวอลโว่ได้ออกประกาศเตือนลูกค้าบางกลุ่มว่าไม่ควรชาร์จไฟเกิน 70% เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้
อย่างไรก็ตาม ยังคงเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นจริง โดยคันแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 และคันที่สองเมื่อวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2569 ขณะกำลังชาร์จไฟอยู่ที่บ้าน

Volvo EX30 Single Motor Extended Range Ultra ทางวอลโว่ชี้แจงว่า รถที่เกิดเหตุทั้ง 2 คันอยู่ในกลุ่มลอตที่มีปัญหา “แบตเตอรี่เกิดความร้อนสูง” (เฉพาะรุ่น Single Motor Extended Range และ Twin Motor Performance) และจากการตรวจสอบพบว่ามีการชาร์จแบตเตอรี่สูงเกินกว่าระดับ 70% ที่บริษัทได้แนะนำไว้ก่อนหน้า
สคบ. รุดตรวจสอบ เตรียมฟ้องแพ่งเรียกเงินคืน ทางด้านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ภายใต้คำสั่งของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เรียกบริษัท วอลโว่ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวกับแผนการเรียกคืนและมาตรการเยียวยา
ปัจจุบันมีผู้บริโภคยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อ สคบ. แล้ว 45 ราย ซึ่งสคบ. เตรียมเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการฯ เพื่อดำเนินคดีแพ่งเพื่อบังคับคืนเงินค่ารถยนต์พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ เนื่องจากมองว่ามาตรการเพียงแค่ “ห้ามชาร์จเกิน 70%” นั้นไม่เพียงพอต่อความปลอดภัย
แนวทางการแก้ไขสำหรับเจ้าของรถ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ยืนยันว่าจะเริ่มติดต่อลูกค้าที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบเพื่อเข้ารับการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ชุดใหม่ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยกระบวนการเปลี่ยนจะใช้เวลาประมาณ 3 วันต่อคัน เพื่อตรวจสอบคุณภาพและระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้มาตรฐานสากล
สำหรับเจ้าของรถ Volvo EX30 ที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ บริษัทฯ เน้นย้ำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยจำกัดการชาร์จไฟไว้ไม่เกิน 70% เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างรอการซ่อมบำรุง ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของ สคบ. ได้ทันที
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Itasha (痛車) ศิลปะอนิเมะบนรถซิ่ง
Itasha (痛車) หรือที่แฟน ๆ อนิเมะคุ้นเคยกันในชื่อ “รถแต่งลายอนิเมะ” คือหนึ่งในวัฒนธรรมย่อย (Subculture) จากประเทศญี่ปุ่นที่เปลี่ยนยานพาหนะสี่ล้อให้กลายเป็นผืนผ้าใบเคลื่อนที่ จากเดิมที่เคยเป็นเพียงงานอดิเรกเฉพาะกลุ่มในมุมมืด ปัจจุบัน Itasha ได้ยกระดับสู่ “งานศิลปะบนรถซิ่ง” และก้าวเข้าสู่โลกมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่างเต็มตัว
คำว่า Itasha (痛車) มีจุดเริ่มต้นมาจากอารมณ์ขันและการเล่นคำของชาวญี่ปุ่นอย่างชาญฉลาด โดยรากศัพท์เดิมแบ่งออกเป็นสองความหมายตามยุคสมัย ในอดีตช่วงยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ของญี่ปุ่น คำว่า Itasha มาจากการรวมคำระหว่า Italy กับ Sha (車) ที่หมายถึง “รถจากอิตาลี” เพื่อแสดงถึงความรวยและรสนิยมสูง จนกระทั่งในปัจจุบัน เมื่อกลุ่มโอตาคุเริ่มนำสติกเกอร์ตัวละครอนิเมะมาแปะรอบรถ คำว่า Itasha จึงถูกสลับความหมายไปพ้องเสียงกับคำว่า Itai (痛い) ที่แปลว่า “เจ็บปวด” กลายเป็น “รถที่เห็นแล้วรู้สึกเจ็บ (แทนเจ้าของ)” ความเจ็บนี้มีอยู่ 3 นัยยะด้วยกัน คือ เจ็บกระเป๋าตังค์กับค่าแต่งลาย, เจ็บปวดสายตาแก่ผู้พบเห็นที่ไม่ได้อินกับอนิเมะ และความรู้สึก “หน้าชา/อับอาย” (Cringe) ที่กล้าขับรถลายนี้ออกไปบนท้องถนนสาธารณะ
เมื่อวัฒนธรรมนี้ขยายตัว มันไม่ได้หยุดอยู่แค่รถยนต์ (Itasha) อีกต่อไป แต่มีการแตกแขนงคำศัพท์ออกไปตามประเภทพาหนะ เช่น
-
Itansha (痛単車) มอเตอร์ไซค์แต่งลายอนิเมะ (Itai + Tansha)
-
Itachari (痛チャリ) จักรยานแต่งลายอนิเมะ โดยมักจะแต่งที่แผ่นครอบล้อหลัง (Itai + Jitensha)
-
Itaseiko (痛飛行機) เครื่องบินแต่งลายอนิเมะ (มักเห็นในสายการบินพาณิชย์ที่ร่วมคอลแลบส์)
ประวัติศาสตร์และก้าวสำคัญสู่สายตาสาธารณชน
จุดเริ่มต้นของ Itasha เกิดจากการที่แฟนคลับอนิเมะและเกมในยุค 80s-90s เริ่มนำสติกเกอร์เล็ก ๆ หรือตัดตัวอักษรคันจิชื่อตัวละครมาแปะกระจกหลังรถ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีการพิมพ์สติกเกอร์ขนาดใหญ่ (Vinyl Wrapping) พัฒนาขึ้น ทำให้การเปลี่ยนโฉมรถทั้งคันทำได้ง่ายและสวยงามขึ้น
ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของ Itasha ที่ถูกพบเห็นตามงานต่างๆ เป็นครั้งแรกๆ คือในงาน Comiket 68 เดือนสิงหาคม (ปี 2005) ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดพื้นที่แสดงรถ Itasha อย่างเป็นทางการในพื้นที่จอดรถของงาน ถือเป็นการประกาศศักดาของเหล่าโอตาคุสายซิ่งต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นมา จากงานสายอนิเมะ Itasha ได้ข้ามฝั่งมาสู่โลกยานยนต์กระแสหลักในงาน Tokyo Auto Salon 2007 (งานแสดงรถแต่งที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น) การที่มีรถลายอนิเมะเข้าไปจอดเคียงข้างกับรถแต่งระดับสำนักแข่งชื่อดัง เป็นการพิสูจน์ว่า Itasha ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปะการตกแต่งรถยนต์” รูปแบบหนึ่งอย่างเป็นทางการ
ในปัจจุบันวัฒนธรรม Itasha ได้เติบโตและขยายตัวไปทั่วโลก จนเกิดเป็นงานเทศกาลแสดงรถอนิเมะโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่แค่การโชว์รถ แต่เป็นพื้นที่รวมตัวของคนรักป๊อปคัลเจอร์, คอสเพลย์, และดีเจเปิดเพลงอนิเมะ (Anisong DJ) เช่น
Itasha Tengoku (痛車天国 แปลว่า สวรรค์ของรถเจ็บ) จัดขึ้นที่เกาะโอไดบะ กรุงโตเกียว ถือเป็นงานมหกรรม Itasha ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยรวบรวมรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และจักรยานจากทั่วประเทศญี่ปุ่นมาจอดรวมกันมากกว่า 1,000 คัน! ภายในงานจะมีการประกวดรางวัลหลากหลายสาขา และเป็นจุดนัดพบของช่างภาพคอสเพลย์ระดับท็อป
Day Dream (DayDream 痛車展示) งานแสดงรถ Itasha สายซิ่งที่เน้นจัดในสนามแข่งรถชื่อดังอย่าง Fuji Speedway งานนี้จะเน้นไปที่รถ Itasha สาย Performance หรือรถสปอร์ตแต่งซิ่งเต็มระบบ (JDM สไตล์) นอกจากการจอดโชว์นิ่ง ๆ แล้ว ไฮไลท์ของงานนี้คือการเปิดแทร็กให้นำรถ Itasha ลงไปวิ่งซิ่งโชว์เสียงเครื่องยนต์ในสนามแข่งจริง ๆ
Itasha Alliance Showcase (ในงาน Anime Expo) งานรวมตัวของคนรักรถแต่งอนิเมะในสหรัฐฯ จัดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย รถที่นำมาโชว์ในงานนี้มักจะเป็นรถสปอร์ตฝั่งอเมริกา (Mustang, Corvette) หรือรถนำเข้าสไตล์ JDM ที่แรปเปอร์ลายอนิเมะแบบจัดเต็มตามเทรนด์ตะวันตก
Anime Frontier / Anime NYC จัดขึ้นในรัฐเท็กซัส และนิวยอร์ก รถแข่งฝั่งอเมริกาจะเน้นการมิกซ์กันระหว่างวัฒนธรรม Stance (รถโหลดเตี้ย ล้อแบะล้น ๆ) เข้ากับลายกราฟิกอนิเมะที่ดูดุดัน
Dokomi Itasha Expo หนึ่งในงานวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป จัดขึ้นในเมืองดึสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเมืองแห่งยานยนต์อยู่แล้ว โซน Itasha ของที่นี่จึงพิเศษมาก เพราะเราจะได้เห็นรถยุโรปหรู ๆ หรือรถหรูสมรรถนะสูง (Euro Tuner) เช่น BMW, Porsche, Audi หรือ Volkswagen ถูกแปลงโฉมเป็นลายอนิเมะ ซึ่งให้กลิ่นอายที่แปลกตาและเท่ไปอีกแบบ
Itasha ในประเทศไทย

ภาพจาก : Itasha Club Thailand สำหรับในประเทศไทย วัฒนธรรม Itasha ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานอดิเรกทางเลือกอีกต่อไป แต่ได้เติบโตจนมีคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง มีระบบ และมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น โดยมีกลุ่ม Itasha Club Thailand เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนและสร้างสรรค์พื้นที่ให้คนรักอนิเมะและรถแต่งได้มาเจอกัน พวกเขาจะมีการจัดงานมิตติ้งประจำกรุงที่รู้กันในกลุ่มคือ ทุกๆ วันเสาร์ที่สองของเดือน ณ ลานจอดรถศูนย์การค้า CDC (Crystal Design Center) เลียบทางด่วนรามอินทรา เป็นการนัดรวมตัวกันช่วงค่ำ ๆ บรรยากาศเป็นกันเอง เจ้าของรถจะนำรถมาจอดเรียงราย เปิดไฟโชว์ลวดลายอนิเมะ บางคันเปิดเพลงอนิเมะคลอสร้างบรรยากาศ พร้อมเปิดท้ายรถที่แต่งเป็นตู้โชว์ฟิกเกอร์และของสะสม ถือเป็นพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยนเทคนิคการแรปรถ และต้อนรับสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการ หรืออาจมีการย้ายไปจัดมีตติ้งในสถานที่อื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ก็สามารถติดตามการนัดรวมตัวได้ที่เพจ Itasha Club Thailand บนเฟสบุ๊ค

ภาพจาก : Itasha Club Thailand ไม่เพียงแต่การรวมตัวกันเองเท่านั้น แต่กลุ่ม Itasha ในไทยยังได้รับความสนใจจากผู้จัดงานยานยนต์กระแสหลัก จนได้เข้าไปจัดแสดงในงาน Motor Show ระดับประเทศ ซึ่งช่วยพิสูจน์ว่าผลงานของพวกเขาก็คือ “ศาสตร์แห่งการแต่งรถ” ที่สังคมยอมรับ เรามักจะเห็นพวกเขานำรถไปจอดเฉิดฉายในโซนรถแต่งของงานใหญ่อย่าง Motor Show, Motor Expo และงานสายโมดิฟายโดยตรงอย่าง Bangkok Auto Salon ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความเร็วและโลก 2D ได้อย่างลงตัว
Sunday Ride & Drive (ถนนข้าวสาร) งานคาร์มิตติ้งสุดชิคที่เปลี่ยนถนนข้าวสารให้กลายเป็นรันเวย์รถแต่ง ซึ่งรถ Itasha ก็ได้เข้าร่วมสร้างสีสัน สลับลวดลายอนิเมะสุดล้ำตัดกับบรรยากาศตึกเก่าและแสงสีของถนนข้าวสารได้อย่างมีเสน่ห์
รถซิ่งขึ้นตึก งานคอมมูนิตี้สายซิ่งแนว Underground ที่รวมรถแต่งไปมิตติ้งกันบนลานจอดรถชั้นดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้าหรือตึกต่าง ๆ ซึ่ง Itasha สายเพอร์ฟอร์มานซ์ (แต่งเครื่องยนต์-จัดทรงซิ่ง) ก็ไม่พลาดที่จะไปร่วมแจม ควันยาง และแสงไฟนีออน
งาน Tofuya งานรวมพลคนรักรถซิ่งยุคเก่าและวัฒนธรรม JDM สไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ (กลิ่นอายแบบการ์ตูน Initial D) ซึ่งแน่นอนว่า รถ Itasha ย่อมไม่พลาดที่จะไปร่วมแจม เพื่อเติมเต็มภาพลักษณ์ความเป็น “เจแปนนิสคาร์คัลเจอร์” ให้สมบูรณ์แบบที่สุด
Itasha กับวงการมอเตอร์สปอร์ต
ปัจจุบัน Itasha ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนท้องถนนหรือลานจอดรถมิตติ้งเท่านั้น แต่ได้กลายร่างเป็นลวดลายกราฟิก (Livery) บนรถแข่งสมรรถนะสูงในรายการมอเตอร์สปอร์ตระดับอาชีพของญี่ปุ่น สร้างสีสันและความตื่นตาตื่นใจให้แฟนความเร็วทั่วโลก
หากพูดถึง Itasha ในสนามแข่ง ทีมแรกที่ต้องนึกถึงคือ GOODSMILE Racing ในศึก Super GT ที่ส่งรถลาย Hatsune Miku (Racing Miku) ลงบดบี้กับคู่แข่งมาอย่างยาวนาน พวกเขาไม่ได้มาวิ่งโชว์ขำ ๆ แต่เคยคว้าแชมป์ประจำปีในรุ่น GT300 มาแล้วหลายสมัย ลบล้างคำสบประมาทว่า “รถการ์ตูนจะไปสู้รถแข่งจริง ๆ ได้อย่างไร” ลงได้อย่างราบคาบ
อีกหนึ่งทีมแถวหน้าอย่าง PACIFIC RACING TEAM ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการคอลแลบส์กับอนิเมะดัง (เช่น Love Live!, Girls und Panzer) ในฤดูกาลล่าสุดพวกเขาได้จับมือกับเกม/อนิเมะสุดฮิตอย่าง Umamusume: Pretty Derby นำเหล่าม้าสาวนักวิ่งมาอยู่บนตัวถังรถแข่ง BMW M4 GT3 EVO ปลุกกระแสให้แฟนเกมหันมาเชียร์มอเตอร์สปอร์ตกันอย่างล้นหลาม
ในรายการแข่งรถประเภทเอนดูรานซ์ (วิ่งระยะยาว) อย่าง Super Taikyu Series ทีม TKRI ได้สร้างความฮือฮาด้วยการส่งรถ Mercedes-AMG GT3 แรปตัวถังเป็นลาย Kitagawa Marin นางเอกสาวนักคอสเพลย์จากอนิเมะชื่อดัง My Dress-Up Darling (หนุ่มเย็บผ้ากับสาวนักคอสเพลย์) ลงสนาม สะท้อนให้เห็นว่าวงการมอเตอร์สปอร์ตญี่ปุ่นพร้อมเปิดรับกระแสป๊อปคัลเจอร์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ
Itasha ในวันนี้ จึงข้ามผ่านยุคแห่งความ “น่าอาย” กลายมาเป็นวัฒนธรรมการแต่งรถที่สะท้อนถึงความหลงใหลอันแรงกล้า ความคิดสร้างสรรค์ และการลงทุนระดับสูง มันคือสะพานเชื่อมระหว่างโลกแห่งจินตนาการ (2D) และโลกแห่งความเร็วบนความเป็นจริง (3D) ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนอนิเมะหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่า… รถแต่งเหล่านี้เจ็บและเท่สุด ๆ จริง ๆ!
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
-
วิสัยทัศน์ใหม่แห่งความหรูหรา: เจาะลึก Vision BMW Alpina และอนาคตของแบรนด์ภายใต้ชายคา BMW Group
ท่ามกลางบรรยากาศอันเหนือกาลเวลาของงาน Concorso d’Eleganza Villa d’Este ประจำปี 2026 ณ ริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี โลกยานยนต์ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการเผยโฉม “Vision BMW Alpina” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่รถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัย แต่คือการประกาศแถลงการณ์ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ นับตั้งแต่ Alpina ก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์ย่อย (Subbrand) อย่างเป็นทางการภายใต้ BMW Group นี่คือ “Design Study” ที่จะกำหนดทิศทางของรถยนต์รุ่นโปรดักชันคันแรกซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในปี 2027
Vision BMW Alpina เปรียบเสมือนหัวเรือที่ดุดันซึ่งกำลังทะยานแหวกอากาศด้วยเจตจำนงแห่งบาวาเรียน (Bavarian intent) ตัวรถทำหน้าที่สื่อสารถึงอัตลักษณ์ใหม่ที่ผสานความดั้งเดิมของสำนักแต่งระดับตำนานเข้ากับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรระดับมหาศาลของ BMW การปรากฏตัวครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่ฝังรากลึกอยู่ในปรัชญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
ตำนานแห่ง Buchloe: เมื่อความสบายคืออาวุธลับของความเร็ว
การจะถอดรหัสความอัจฉริยะของ Vision BMW Alpina ได้นั้น เราต้องย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ที่ Burkard Bovensiepen ได้สถาปนาขึ้นในปี 1965 ในยุคนั้นเขาคือผู้มองการณ์ไกลที่เปลี่ยนจากธุรกิจเครื่องพิมพ์ดีดมาสู่การรังสรรค์ “นิยามใหม่” ของ BMW ในขณะที่สำนักแต่งอื่นหมกมุ่นอยู่กับการรีดพละกำลังและลดน้ำหนักจนละเลยความสบาย Bovensiepen กลับเลือกที่จะเป็น “ผู้พิทักษ์เจตนารมณ์ที่ถูกลืมเลือน” (Custodian of a lost truth) โดยยึดถือปรัชญาที่ว่า “ผู้ขับขี่ที่รู้สึกสบายคือผู้ขับขี่ที่สามารถทำความเร็วได้มากกว่า” (A comfortable driver is a faster driver)ความลุ่มลึกนี้พิสูจน์ได้จากเรื่องราวในสนามแข่ง Endurance เมื่อครั้งอดีต ในขณะที่คู่แข่งเลือกใช้เบาะนั่งที่บางและเบาหวิวเพื่อลดพิกัดรถ Bovensiepen กลับเลือกสั่งให้เพิ่มนวมบุในเบาะนั่งของผู้ขับขี่ เพราะเขาทราบดีว่า “ความล้า” คือศัตรูตัวฉกาจที่ทำลายศักยภาพในการทำความเร็ว ซึ่งแนวคิดนี้ได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของ BMW Alpina ยุคใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักสำคัญ:- Extreme Capability (สมรรถนะขั้นสูง): พละกำลังที่พร้อมระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ และหัวใจสำคัญคือความเป็นรถ “Unrestricted” หรือการไร้ซึ่งพันธนาการในการจำกัดความเร็วสูงสุด ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของแบรนด์
- Sophistication (ความซับซ้อนที่เหนือระดับ): ความประณีตในงานวิศวกรรมที่ไม่ตะโกนก้อง แต่แฝงไว้ด้วยรายละเอียดที่ต้องใช้การพิจารณาอย่างลุ่มลึก
- Dual Mastery of Performance and Comfort (ความเป็นเลิศทั้งความเร็วและความสบาย): การหลอมรวมขั้วตรงข้ามให้กลายเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ
จิตวิญญาณเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงนามธรรม แต่ถูกจารึกไว้ในทุกเส้นสายที่ปรากฏอยู่บนตัวถังภายนอกจิตวิญญาณ Shark-nose: สถาปัตยกรรมแห่งความแรงที่ไร้พันธนาการ
Vision BMW Alpina มาพร้อมกับความโอ่อ่าของตัวถังคูเป้ขนาด 5.2 เมตร เปรียบเสมือนเรือยอชท์ทางบกที่มีจิตวิญญาณของนักวิ่งระยะสั้น (Land-yacht with the soul of a sprinter) การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นอมตะอย่าง Alpina B7 Coupé (รหัส E24) ในยุค 70 โดยเฉพาะส่วนหน้าแบบ “Shark-nose” ที่โน้มไปข้างหน้าอย่างทระนง พร้อมการตีความกระจังหน้าไตคู่ใหม่ให้เป็นประติมากรรม 3 มิติที่ทรงพลัง
องค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ Vision คันนี้เป็น BMW Alpina อย่างแท้จริง ประกอบด้วย
- Speed Feature Line: เส้นนำสายตาที่เริ่มต้นจากมุมล่างด้านหน้าและพุ่งทะยานขึ้นในมุม 6 องศา พาดผ่านตัวถังไปจนถึงส่วนท้าย สร้างความรู้สึกของ “ความเคลื่อนไหว” แม้ในยามหยุดนิ่ง
- Deco-lines: แถบเส้นสัญลักษณ์จากปี 1974 ถูกนำมาตีความใหม่ด้วยความละเมียดละไมสูงสุด โดยใช้วิธีการพ่นสีลงใต้ชั้นแล็กเกอร์เคลือบเงา (Clear coat) เพื่อความเรียบเนียนที่เป็นเนื้อเดียวกับตัวรถ
- Classic Wheels: ล้ออัลลอยลาย 20 ก้าน (20-spoke) ซึ่งเป็นอัตลักษณ์มาตั้งแต่ปี 1971 ในรถต้นแบบคันนี้ถูกขยายขนาดเป็น 22 นิ้วที่ด้านหน้า และ 23 นิ้วที่ด้านหลัง
- Exhaust Layout: ปลายท่อไอเสียรูปวงรี 4 ท่อ (Elliptical quad-pipes) ที่จัดวางอย่างสุขุมแต่พร้อมจะคำรามด้วยเสียง V8 ที่กังวานและทรงพลัง
ปรัชญา “Second Read”: ความหรูหราคือการค้นพบ มิใช่การประกาศ
ความหรูหราที่แท้จริงของ BMW Alpina อยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า “Second Read” (การรับรู้ในระดับที่สอง) ซึ่งเน้นย้ำถึงความถ่อมตัวอย่างสง่างาม (Restraint) รายละเอียดสำคัญจะถูกเปิดเผยต่อผู้ที่ใส่ใจพิจารณาเท่านั้น เช่น พื้นผิวที่โค้งกลับเข้าด้านใน (Inward-facing return surfaces) ซึ่งถูกเคลือบด้วยโลหะสีเข้ม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานอย่าง BMW 507 ที่เลือกใช้โครเมียมเฉพาะบริเวณ “ด้านใน” ของกระจังหน้าเท่านั้น เพื่อสร้างมิติและความลุ่มลึกที่แตกต่างจากรถทั่วไปที่เน้นความฉูดฉาดภายนอก
ในส่วนของขุมพลัง BMW Alpina เลือกที่จะสวนกระแสด้วยการใช้เครื่องยนต์ V8 Combustion Engine ในรูปแบบ “Non-hybrid” และ “Non-plug” (ไร้การเสียบปลั๊ก) นี่คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของประสบการณ์การขับขี่ โดยเน้นไปที่แรงบิดอันมหาศาลและความต่อเนื่องของพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มลูกค้าผู้หลงใหลในกลิ่นอายดั้งเดิมถวิลหา
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบด้วยแนวคิด “Architectural Clarity” โดยเน้นการจัดวางรูปทรงแบบ Standalone forms ที่ให้ความรู้สึกโปร่งเบาแต่แข็งแกร่ง ประสบการณ์การขับขี่ถูกยกระดับด้วยโหมดการทำงานใหม่ โดยโหมด “Comfort+” ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดของความนุ่มนวล ในขณะที่โหมด Sport แบบเดิมถูกแทนที่ด้วยโหมด “Speed” และ “Speed+” ซึ่งจะปรับเปลี่ยนสีสันบนหน้าจอ BMW Panoramic iDrive เป็นสี Heritage Blue และ Green เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณความแรง
รายละเอียดงานหัตถกรรมระดับ Masterpiece ประกอบด้วย:- หนัง Full-grain: คัดสรรอย่างพิถีพิถันจากภูมิภาคเทือกเขาแอลป์ (Alpine region) เพื่อสัมผัสที่เนียนนุ่มและทนทาน
- Bridge stitch: เทคนิคการเย็บที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพวงมาลัยรถคลาสสิก ปรากฏให้เห็นในโทนสีน้ำเงินและเขียวอันเป็นเอกลักษณ์
- Magnetized crystal glass: กลไกการจัดเก็บแก้วคริสตัลที่ยึดด้วยแม่เหล็ก พร้อมการแกะสลักเส้น Deco-line 20 เส้นลงบนเนื้อแก้วอย่างวิจิตร
- Digital Background: ภาพทัศนียภาพในระบบดิจิทัลที่จำลองเทือกเขาแอลป์ เมื่อมองไปทางทิศใต้ (South) จากเมือง Buchloe ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์ เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณระหว่างผู้ขับขี่และมรดกของ Alpina
บทใหม่ของ BMW Alpina: การเติมเต็มช่องว่างระหว่าง BMW และ Rolls-Royce
ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ของ BMW Group แบรนด์ Alpina ถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในจุดที่ “Filling the gap” หรือการเติมเต็มช่องว่างระหว่างรถยนต์ระดับสูงสุดของ BMW และความหรูหราแบบประณีตสูงสุดของ Rolls-Royce ซึ่งเป็นตลาดที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพและกำไรมหาศาล (Rarefied and profitable world) เช่นเดียวกับตลาดของ Ferrari หรือ Bentley โดย BMW ได้เตรียมยกระดับโชว์รูมและบริการเพื่อรองรับการสั่งทำพิเศษ (Individualization) ในระดับที่เข้มข้นขึ้น
Adrian van Hooydonk ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ BMW Group ระบุว่าบทบาทของเขาคือการเป็น “ผู้ดูแล” ที่จะนำพาจิตวิญญาณของ Alpina มาปรับใช้ในบริบทสมัยใหม่ (Contemporary context) ขณะที่ Oliver Viellechner ยืนยันว่า BMW Alpina จะยังคงรักษาความโดดเด่นในฐานะรถที่ทำความเร็วได้โดยไร้การล็อกความเร็ว (Unrestricted)
สำหรับปี 2027 รถยนต์รุ่นโปรดักชันคันแรกที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก BMW 7 Series จะปรากฏตัวขึ้นในฐานะ “Unmistakably BMW Alpina” (เป็น BMW Alpina อย่างไม่ผิดเพี้ยน) โดย “Vision BMW Alpina” คันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ฝันกลางวัน แต่มันคือคำประกาศศักดาว่าแบรนด์ที่เคยอยู่ชายขอบแห่งความเร็วได้ “กลับบ้าน” มาอยู่กับครอบครัว BMW อย่างสมศักดิ์ศรี โดยที่ยังมีจิตวิญญาณอันเป็นอิสระและทรงพลังเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ที่มา : Top Gear, BMW Group, Car and Driver
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลยWebsite : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
Daimler Reitwagen: จุดกำเนิดความเร็วบนสองล้อ กับมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลก
หากพูดถึงมอเตอร์ไซค์ในยุคปัจจุบัน เราคงนึกถึงดีไซน์โฉบเฉี่ยว เครื่องยนต์คำรามดุดัน หรือเทคโนโลยีไฟฟ้าที่เงียบกริบ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในปี 1885 (พ.ศ. 2428) ต้นกำเนิดของความเท่เหล่านี้มีหน้าตาเหมือน “จักรยานไม้” ที่พ่วงด้วยเครื่องจักรขนาดจิ๋ว… วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ Daimler Reitwagen ยานพาหนะที่ถูกบันทึกว่าเป็น “รถมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลก” อย่างเป็นทางการ

Gottlieb Daimler (ซ้าย) และ Wilhelm Maybach (ขวา) ผลงานชิ้นประวัติศาสตร์นี้เกิดจากมันสมองของสองวิศวกรชาวเยอรมันผู้พลิกโฉมโลกยานยนต์ นั่นคือ Gottlieb Daimler และ Wilhelm Maybach โดยพวกเขามีชื่อเรียกสิ่งประดิษฐ์นี้อย่างเป็นทางการว่า “Einspur” ในภาษาเยอรมันแปลว่า “รอยทางเดียว” (Single Track) ซึ่งเป็นการนิยามลักษณะของยานพาหนะสองล้อที่วิ่งไปบนเส้นทางเดียวกัน ต่างจากรถม้าหรือรถยนต์ที่มีสองรอยล้อขนานกัน
ส่วนชื่อ Reitwagen ที่เราคุ้นหูกันนั้น แปลตรงตัวได้ว่า “Riding Wagon” หรือ “รถสำหรับขี่” ซึ่งสื่อถึงการขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัวรถเหมือนกับการขี่ม้านั่นเอง
ตัวรถทำจากไม้ Hickory (ไม้เนื้อแข็งที่นิยมใช้ทำด้ามเครื่องมือ) เสริมความแข็งแรงด้วยเหล็ก ติดตั้งเครื่องยนต์ 1 สูบ 4 จังหวะ ฉายา “Grandfather Clock” เพราะหน้าตาเหมือนนาฬิกาตั้งพื้น ให้กำลังประมาณ 0.5 แรงม้า ที่ 600 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 11-12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีล้อหลัก 2 ล้อ และมี “ล้อพยุง” เล็กๆ ด้านข้างอีก 2 ล้อ เพื่อช่วยการทรงตัว
Daimler Reitwagen ถูกนำมาทดสอบครั้งแรกในวันที่ 10 พฤศจิกายน 1885 โดย Paul Daimler ลูกชายของ Gottlieb ได้ทำหน้าที่เป็นนักบิดคนแรกของโลก เขาขับเจ้า Einspur คันนี้เดินทางจากเมือง Cannstatt ไปยัง Untertürkheim ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร… แม้เบาะนั่งหนังจะเกือบไหม้จากความร้อนของเครื่องยนต์ที่อยู่ใต้ที่นั่งพอดี แต่นั่นคือก้าวแรกที่พิสูจน์ว่า “เครื่องยนต์น้ำมัน” คืออนาคตของมวลมนุษยชาติ
แม้ Daimler Reitwagen หรือเจ้า Einspur จะดูห่างไกลจากคำว่า Superbike ในปัจจุบัน แต่ถ้าไม่มีความกล้าที่จะนำเครื่องยนต์มาวางบนโครงไม้เพื่อสร้าง “รอยทางเดียว” ในวันนั้น เราอาจจะไม่มีนวัตกรรมสองล้อที่มอบอิสระในการเดินทางเหมือนทุกวันนี้
มันไม่ใช่แค่รถเก่า แต่มันคือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่เรียกว่า “มอเตอร์ไซค์”
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
7 ปี “MotoGP สนามประเทศไทย” ปรากฏการณ์สุดกระหึ่ม จาก “มหกรรมกีฬา” สู่การขับเคลื่อน Thai Power ระดับโลก
จบไปแล้วกับอีเว้นต์กีฬาสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ศึกรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” รายการ “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” (PT Grand Prix of Thailand 2026) โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ การทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล หรือ Pre-Season Test วันที่ 21-22 ก.พ. และ สนามที่ 1 เปิดฤดูกาล ระหว่าง วันที่ 27 ก.พ. – 1 มี.ค. 2569 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ รัฐบาลไทย นำโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นแม่งาน ผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชนและภาคประชาชน
เปิดสถิติความสำเร็จ 7 ปีแห่งความภาคภูมิใจ
จากจุดเริ่มต้นในปี 2561 จนถึงการก้าวขึ้นเป็น “สนามเปิดฤดูกาล” 2 ปีต่อเนื่อง ภาพรวมความสำเร็จตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขที่ยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น มูลค่าทางเศรษฐกิจสะสม สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยรวมแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท ต้อนรับแฟนความเร็วจากทั่วทุกมุมโลกรวมกว่า 1.3 ล้านคน การประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดสด 207 ประเทศ เข้าถึงผู้ชมกว่า 800 ล้านครัวเรือนทั่วโลก
ปี 2569 ทุบสถิติใหม่จำนวนผู้ชมสูงสุดในรอบ 7 ปี
เมื่อวันที่ 1 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานเปิดการแข่งขัน “PT Grand Prix of Thailand 2026” ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักทุบสถิติใหม่
สร้างสถิติใหม่ ด้วยยอดผู้ชม 228,228 คน (คนไทย 82% และต่างชาติ 18%) โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติมีอัตราสูงขึ้น 3% เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 36,636 บาท/คน/ทริป
More Than Buriram ปลุกการท่องเที่ยวต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยนักแข่ง ทีมแข่ง ทีมงานและแฟนคลับไม่ได้อยู่แค่ในบุรีรัมย์ แต่ใช้เวลาช่วงก่อนและหลังแข่งเดินทางไปพักผ่อน ยังแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ ทั้งทะเลภาคใต้ วัดวาอารามในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในภาคเหนือ สร้างรายได้หมุนเวียนไปทั่วทุกภูมิภาค
ที่พักถูกจองเต็ม 100% ในบุรีรัมย์และใกล้เคียง อาทิ สุรินทร์ นครราชสีมา และชัยภูมิ สินค้า OTOP และร้านอาหารมียอดขายพุ่งสูงกว่าปกติถึง 5 เท่า ก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่และส่วนกลางรวม 7,983 ตำแหน่งงาน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,139 ล้านบาท โดยรัฐได้รับรายได้ในรูปแบบภาษีไม่น้อยกว่า 358 ล้านบาท
More Than a Race ครั้งแรกของโลกกับ “Tuk Tuk Challenge”
ไวรัลกระหึ่มโลก การนำนักบิดซูเปอร์สตาร์ระดับโลก 21 คน ลงมาซิ่ง “รถตุ๊กตุ๊กไทย” แข่งกันกลางสนามช้างฯ กลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกส่งต่อมากที่สุดในโลกโซเชียล มีคนเห็นภาพและแชร์ต่อกันไปมากกว่าพันล้านคน
สนุกยิ่งกว่าการแข่งจริง แฟนๆ ทั่วโลกต่างคอมเมนต์ว่าความฮาและความมันส์ของกิจกรรมนี้ “แย่งซีน” เมนเรซไปแบบเต็มๆ สร้างภาพจำใหม่ให้ไทยว่าไม่ใช่แค่จัดงานเก่ง แต่จัดงานได้ “โคตรสนุก” และเข้าถึงง่าย
พลังที่เหนือกว่าโฆษณา จุดสำคัญคือแม้แต่คนที่ไม่เคยดูแข่งก็ยังหยุดดู เพราะความ “เรียล” แบบไม่มีสคริปต์ ทั้งตลก น่ารัก และมีความเป็นไทยชัดเจน เป็นการส่งออก ไทยพาวเวอร์ (Thai Power) ที่ทรงพลังที่สุด ทำให้คนทั่วโลกรู้จักโมโตจีพีสนามประเทศไทย อยากมาชมในปีต่อไป รวมถึงอยากมาลองนั่งตุ๊กๆ เที่ยวประเทศไทยสักครั้ง
เกมการแข่งขันที่ “สนุกเข้มข้น” ทุกวินาทีบนแทร็ก
ดุเดือดทุกโค้ง ตั้งแต่รอบ Sprint Race ไปจนถึง Main Race นักบิดทุกคนใส่กันเต็มสูบแบบไม่มีใครยอมใคร พลิกสถานการณ์กันทุกรอบการแข่งขัน โดยเฉพาะการชิงจังหวะใน “โค้ง 12” โค้งปราบเซียนที่ตัดสินชัยชนะ
มาร์โก เบซเซคคี จากอพริเลีย เรซซิ่ง บิดนำม้วนเดียวจบคว้าแชมป์สนามแรกของปีไปครอง ท่ามกลางดราม่าของยอดนักบิดอย่าง มาร์ค มาร์เกซ ที่ต้องเจอวิกฤตยางแตกในช่วงท้ายเกม สร้างความตกตะลึงให้แฟนๆ อย่างมาก
มากกว่ากีฬา คือ “พลังเสน่ห์แห่งวิถีไทย” ที่โลกหลงรัก
เสน่ห์ที่ทำให้ “ThaiGP” แตกต่างจากสนามอื่นทั่วโลกคือ การสร้าง “มอเตอร์สปอร์ต เฟสติวัล” และการนำ “ไทยพาวเวอร์” มาผสมผสานกับกีฬาระดับโลกได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นภาพจำที่ประทับใจคนทั้งโลก
ศึกมวยไทย วิถีถิ่นไทย ไฮไลต์เด็ดที่หน้าสนาม ช้าง อารีนา ถูกเนรมิตเป็นสังเวียนมวยไทยระดับโลก จัดคู่มวยคุณภาพรวม 8 คู่ โชว์ศิลปะการต่อสู้ที่เป็นรากเหง้าของไทยสู่สายตาแฟนความเร็วนับแสนคน, Shuttle แต๋น รถอีแต๋นภูมิปัญญาไทยที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ระดับโลก, เซาะกราว ซิมโฟนี ออเคสตรา การร้องและบรรเลงเพลงชาติไทยเปิดสนามจากเยาวชนท้องถิ่น รวมทั้งการแสดงหนังใหญ่ สะท้อนถึง พลังเสน่ห์แห่งวิถีไทยและพลังของลูกหลาน “ฅนบุรีรัมย์”
ครบเครื่องที่สุดในโลก: ช้อป ชิม ชม จบในที่เดียว
เสน่ห์ที่ทำให้สนามประเทศไทยแตกต่างคือความ “ครบเครื่อง” ที่ไม่มีสนามไหนในโลกเทียบได้ เป็นสวรรค์ของคนรักความเร็ว มีทั้งบูธสินค้ามอเตอร์สปอร์ต อุปกรณ์แต่งรถ และสินค้าคอลเลกชันพิเศษที่ยกกองทัพมาให้ช้อปแบบจัดเต็มในราคาพิเศษ, คอนเสิร์ตและความบันเทิงปิดท้ายวันอย่างสุดมันส์จากศิลปินแถวหน้า สร้างบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่เปลี่ยนสนามแข่งรถให้เป็นเทศกาลดนตรีสุดสนุก และยังมีมหกรรม OTOP และของดีทั่วไทยที่ผนึกกำลังกับ กระทรวงมหาดไทย ขนสินค้าของดีของดังจากทั่วประเทศมาให้ช้อปให้ชิมถึงหน้าสนาม ทั้งงานหัตถศิลป์ระดับพรีเมียมและอาหารรสเลิศที่คัดมาแล้วว่าดีที่สุด
บทสรุป 7 ปี ชัยชนะของ “ไทยพาวเวอร์” (Thai Power)
ตลอด 7 ปีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ “โมโตจีพี” (MotoGP) ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2569 เราได้พิสูจน์ให้โลกจดจำว่านี่ไม่ใช่เพียงการแข่งขันชิงเจ้าความเร็ว (More Than a Race) แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพการจัดอีเวนต์ระดับโลกของคนไทยในการจัดมหกรรมกีฬาระดับโลกได้อย่างน่าประทับใจ ความเชื่อมั่นจากนักแข่ง ทีมงาน สื่อมวลชน และแฟนความเร็วที่ยกให้ไทยเป็นหนึ่งในสนามที่บรรยากาศดีที่สุด-มีเสน่ห์ที่สุดของโลก การจัดการแข่งขันครั้งนี้ให้ผลตอบแทนมหาศาล ปักหมุดประเทศไทยให้ผงาดบนแผนที่กีฬาระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ และเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สร้างแรงดึงดูดผ่าน “พลังเสน่ห์แห่งวิถีไทย” สู่สายตาชาวโลกได้อย่างงดงาม
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
default -
สัญญาณไฟจราจรสีที่สี่ “สีขาว” นวัตกรรมใหม่เพื่อยานยนต์ไร้คนขับ
ในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles – AVs) กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการจราจรก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย North Carolina State (NC State) ได้เสนอแนวคิดที่ปฏิวัติวงการ นั่นคือการเพิ่มสัญญาณไฟจราจรสีที่สี่: “สีขาว” โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรและลดความแออัดบริเวณทางแยก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรถยนต์ไร้คนขับเข้ามามีบทบาท
สัญญาณไฟจราจรสีขาวที่เสนอขึ้นมานี้จะไม่มาแทนที่สีแดง สีเหลือง หรือสีเขียว แต่จะเป็นการเพิ่ม “ช่วงสัญญาณสีขาว” (White Phase) เข้ามาในระบบควบคุมการจราจรแบบเดิม โดยมีหลักการทำงานที่สำคัญดังนี้:
- การประสานงานของ AVs: แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถของยานยนต์ไร้คนขับในการสื่อสารแบบไร้สายระหว่างกันเอง (V2V) และสื่อสารกับระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจร (V2I)
- การเปิดใช้งาน: เมื่อมีจำนวนยานยนต์ไร้คนขับที่กำลังเข้าใกล้ทางแยกถึงเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะเปิดใช้งาน “ช่วงสัญญาณสีขาว” ขึ้น
- การควบคุมแบบกระจาย (Distributed Computing): งานวิจัยฉบับปรับปรุงนี้ใช้แนวคิดการประมวลผลแบบกระจาย โดยใช้ทรัพยากรการคำนวณของกลุ่มรถยนต์ไร้คนขับที่อยู่บริเวณทางแยกในการกำหนดทิศทางการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะพึ่งพาคอมพิวเตอร์กลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความล้มเหลวในการสื่อสาร
- ความหมายสำหรับคนขับ:
- ไฟแดง ยังคงหมายถึง หยุด
- ไฟเขียว ยังคงหมายถึง ไป
- ไฟขาว จะเป็นสัญญาณบอกให้คนขับรถที่ควบคุมด้วยมนุษย์ “ให้ปฏิบัติตามรถคันหน้า” โดยรถยนต์ไร้คนขับที่ได้รับการประสานงานจะนำทางผ่านทางแยกอย่างราบรื่น
ศาสตราจารย์ Ali Hajbabaie นักวิศวกรรมโยธา การก่อสร้าง และสิ่งแวดล้อมจาก North Carolina State University ผู้เป็นหัวหน้าคณะวิจัย ได้เผยแพร่ผลการจำลองทางคอมพิวเตอร์ที่ยืนยันถึงประโยชน์ของแนวคิดนี้ว่า การมีรถยนต์ไร้คนขับเพียงอย่างเดียวก็ช่วยให้การจราจรดีขึ้น แต่การเพิ่ม “ช่วงสัญญาณสีขาว” เข้าไปจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการลดความล่าช้าในการเดินทางและการลดการหยุดและออกตัวซ้ำ ๆ (Stop-and-Go Traffic), การจราจรที่ไหลลื่นขึ้นยังส่งผลดีต่อการประหยัดเชื้อเพลิง และถึงแม้จะมีรถยนต์ไร้คนขับเพียง 10% ในทางแยกที่มี “ช่วงสัญญาณสีขาว” ความล่าช้าในการจราจรก็ลดลงได้ถึง ประมาณ 3% และเมื่อสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% ความล่าช้าลดลงได้ถึง 10.7% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบนี้สามารถให้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับยังไม่แพร่หลายมากนัก
แนวคิด “สัญญาณไฟจราจรสีขาว” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิม เพื่อรองรับอนาคตที่มนุษย์และรถยนต์ไร้คนขับต้องใช้ถนนร่วมกัน โดยที่ไฟสีขาวทำหน้าที่เป็น “สัญญาณความไว้ใจ” (Trust Signal) ให้กับคนขับรถมนุษย์ ได้ทราบว่าขณะนั้นการจราจรกำลังอยู่ภายใต้การประสานงานที่มีประสิทธิภาพของระบบอัตโนมัติ
นักวิจัยเน้นย้ำว่า การเลือกใช้สีขาวเป็นไปเพื่อความสามารถในการมองเห็นและส่งสัญญาณที่ชัดเจน แต่ก็ยังเปิดรับการใช้สีอื่นที่เหมาะสม หากการทดสอบภาคสนามแสดงผลที่ดียิ่งกว่า
การพัฒนาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความติดขัด แต่ยังเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการจัดการจราจรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการสื่อสาร ทำให้ถนนมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากขึ้นสำหรับทุกคนในอนาคต
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine































































































































































































