• จะมาจริงใช่มั้ย? Tesla Roadster โฉมที่สอง นับถอยหลังเปิดตัวครั้งแรกในโลก 15 ตุลาคมนี้

    1 Min Read

    จะมาจริงใช่มั้ย? Tesla Roadster โฉมที่สอง นับถอยหลังเปิดตัวครั้งแรกในโลก 15 ตุลาคมนี้

    ข่าวเด็ดวงการยานยนต์ไฟฟ้าที่สายรอนานจนลืมต้องเหลียวมอง! หลังจากปล่อยให้สาวกตั้งตารอกันมานานเกือบทศวรรษ ตั้งแต่เปิดตัวคอนเซปต์ครั้งแรกเมื่อปี 2017 ล่าสุดบนหน้าเว็บไซต์ทางการของ Tesla ได้สร้างความฮือฮาด้วยการขึ้น “หน้าเพจนาฬิกานับถอยหลัง” (Countdown Clock) อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำว่าซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าพลังจรวด Tesla Roadster Generation 2 กำลังจะเผยโฉมจริงสู่สายตาชาวโลกในเร็วๆ นี้!

     

    โรคเลื่อนระดับตำนาน… แต่คราวนี้มีตัวเลขวิ่งจริง!

    หากใครติดตามข่าวสารของ Tesla คงทราบดีว่า Roadster โฉมใหม่นี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีการเลื่อนเปิดตัวและผลิตบ่อยที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากเดิมที่ตั้งเป้าจะวางขายในปี 2020 ก็ถูกขยับมาเรื่อยๆ เป็น 2022, 2023, 2024 และ 2025 จนแฟนคลับเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือยานแม่จากอนาคตกันแน่

    ทว่าการปรากฏขึ้นของนาฬิกานับถอยหลังบนหน้าเว็บ Tesla Roadster ในรอบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา ถึงแม้ตอนแรกกระแสข่าวจะระบุวัน D-Day ไว้วันที่ 1 ตุลาคม แต่รายงานล่าสุดยืนยันว่ากำหนดการเปิดตัวจริงถูกเคาะไปเป็น วันที่ 15 ตุลาคมนี้ ณ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา (เนื่องจากต้องจัดงานกลางแจ้ง และมีการปรับเปลี่ยนตามสภาพอากาศ)

    สเปกในตำนานที่โลกต้องจับตา

    สิ่งที่ทำให้แฟนๆ ยังคงเฝ้ารอแม้จะโดนดึงเชือกมาหลายปี คือคำสัญญาอันเหนือชั้นของ Elon Musk:

    • อัตราเร่งสุดขั้ว: 0-96 กม./ชม. (0-60 mph) ในเวลาต่ำกว่า 1.9 วินาที (และอ้างว่าแพ็กเกจพิเศษอาจทำได้ไวกว่านั้น)

    • ความเร็วสูงสุด: ทะลุ 400 กม./ชม.

    • ระยะทางวิ่ง: แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่ลากยาวได้ถึง 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

    • เทคโนโลยี SpaceX: ข่าวลือและภาพทีเซอร์ยังคงหยอดลูกเล่นเรื่องชุดขับดันก๊าซเย็น (Cold-gas thrusters) จากเทคโนโลยีจรวด SpaceX

     

    สรุปแล้วจะมาจริง หรือ “แกง” รอบใหม่?

    การขึ้นนาฬิกานับถอยหลังบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าครั้งนี้ Tesla เอาจริง! มาร่วมลุ้นไปพร้อมกันว่าในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ เราจะได้เห็นคันจริงที่พร้อมลงสายการผลิต หรือจะยังคงเป็นโปรโตไทป์ระดับไฮเอนด์ที่ต้องร้องเพลงรอสายการประกอบกันต่อไป

    ผู้ที่สนใจและใจถึง สามารถเข้าไปดูตัวเลขนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังกดดันตัวเองได้แล้ววันนี้ที่หน้าเว็บทางการของ Tesla!


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • CEER Exobot: ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าพันม้าจากซาอุฯ เขย่าวงการ EV โลกตะวันออกกลาง

    1 Min Read

    CEER Exobot: ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าพันม้าจากซาอุฯ เขย่าวงการ EV โลกตะวันออกกลาง

    วงการยานยนต์ไฟฟ้าโลกกำลังเผชิญกับการสั่นคลอนครั้งสำคัญ เมื่อ CEER แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุฯ (PIF) และ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Foxconn ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกอย่าง Exobot ซึ่งมาในสองตัวถังหลักคือซีดานและเอสยูวี รถยนต์รุ่นนี้นับเป็นหลักสำคัญตามแผนยุทธศาสตร์ Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย ที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ำมันและสร้างฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตในประเทศ

    สิ่งที่ทำให้ CEER Exobot ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกคือเรื่องสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ ในรุ่นท็อปสุด ตัวรถมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้กำลังสูงสุดทะลุ 1,111 แรงม้า (1,000+ bhp) พร้อมแรงบิดมหาศาล 1,500 นิวตันเมตร ตัวถังซีดานสามารถทำความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.1 วินาที ขณะที่เวอร์ชัน SUV ตามมาติดๆ ที่ 2.4 วินาที สำหรับรุ่นเริ่มต้นหรือ First Edition จะเปิดตัวด้วยพละกำลัง 850 แรงม้า ซึ่งยังคงแรงพอที่จะทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ต่ำกว่า 3 วินาที

    นอกจากความแรงแล้ว งานออกแบบของ Exobot ยังล้ำอนาคตเหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์ไซไฟ ตัวรถใช้ทรงลิ่ม (Wedge Shape) ที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์ จุดเด่นสำคัญคือกระจกบังลมหน้าที่ได้รับการบันทึกว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดถึง 2.4 เมตร วางเอียงทำมุม 15 องศาเพื่อลดแรงต้านอากาศ ไฮไลท์เด็ดอยู่ที่ประตูปีกเหยี่ยว หรือ Shahin Wing Doors ความยาวเกือบ 3 เมตร ซึ่งเปิดยกขึ้นแบบไร้เสากลาง (B-pillar) ช่วยให้ผู้โดยสารเข้าออกได้อย่างราบรื่น ยิ่งไปกว่านั้น กระจกประตูส่วนล่างยังสามารถปรับความเข้มสว่างได้ทันทีด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว

    ภายในห้องโดยสารของ Exobot ผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยีระดับท็อป โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผลความละเอียด 8K แบบโค้งยาว 48 นิ้ว พาดผ่านคอนโซลหน้า พวงมาลัยควบคุมมาในสไตล์ Yoke ที่เน้นความสปอร์ต ระบบแบตเตอรี่ NCM ขนาด 112 kWh บนสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800 โวลต์ รองรับการชาร์จเร็วแบบ DC สูงสุด 250 kW ทำให้ชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาไม่ถึง 30 นาที สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสูงสุดกว่า 670 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC)

    ด้วยการออกแบบและทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย CEER ได้พัฒนาวิศวกรรมของ Exobot ให้ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนจัดของตะวันออกกลางเป็นพิเศษ ระบบปรับอากาศสามารถลดอุณหภูมิห้องโดยสารจาก 65 องศาเซลเซียส ลงเหลือ 32 องศาเซลเซียสได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที CEER Exobot จะเริ่มสายการผลิตที่โรงงานใน King Abdullah Economic City ประเทศซาอุดีอาระเบีย และพร้อมส่งมอบสู่ตลาดในตะวันออกกลางช่วงต้นปี 2027 ก่อนมีแผนขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นๆ ในอนาคต


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • McLaren เผยโฉมโลโก้ใหม่ ถอดแบบฟอนต์ดั้งเดิมจากป้ายหน้าอู่ซ่อมรถของครอบครัว Bruce McLaren

    1 Min Read

    McLaren เผยโฉมโลโก้ใหม่ ถอดแบบฟอนต์ดั้งเดิมจากป้ายหน้าอู่ซ่อมรถของครอบครัว Bruce McLaren

    McLaren แบรนด์ซูเปอร์คาร์และทีมแข่งระดับตำนาน ประกาศปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์แบรนด์ (Corporate Identity) ครั้งสำคัญ ด้วยการปรับดีไซน์ตัวอักษรโลโก้ใหม่ ย้อนเวลากลับไปดึงแรงบันดาลใจจากจุดเริ่มต้นอันเงียบสงบในนิวซีแลนด์

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จุดเด่นอยู่ที่ตัวหนังสือ McLaren ที่ถูกปรับให้ดูคลาสสิก สมส่วน และมีความโค้งมนละมุนตามากขึ้น โดยแบบฟอนต์ดังกล่าวถูกถอดแบบมาจากป้ายชื่อร้านอู่ซ่อมรถและสถานีบริการน้ำมันของครอบครัว Bruce McLaren ผู้ก่อตั้งทีม ในเมืองออกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดแพสชันด้านยานยนต์และการแข่งรถของเขาในวัยเด็ก

    ย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้น ตัวหนังสือสไตล์นี้เคยปรากฏบนรถแข่งระดับตำนานอย่าง M8A ที่ลุยศึก Can-Am และรถแข่ง M19A ในเวที Formula 1 ยุคปี 1970 ก่อนที่บริษัทจะเปลี่ยนไปใช้ฟอนต์ตัวหนารูปทรงเหลี่ยมแข็งแกร่งอย่างคุ้นตาในยุคต่อๆ มา

    สำหรับเครื่องหมาย “Speedmark” หรือสัญลักษณ์สวูช (Swoosh) สีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่ท้ายชื่อ McLaren ยังคงถูกเก็บไว้เช่นเดิม แต่มีการปรับสัดส่วนและรายละเอียดให้ดูสะอาดตา สมูท และทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้ากับการใช้งานในยุคดิจิทัล

    การรีแบรนด์ครั้งนี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่าง “จิตวิญญาณแห่งมรดกอันยิ่งใหญ่” (Heritage) เข้ากับ “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” โดยโลโก้ใหม่จะเริ่มปรากฏบนรถแข่ง สื่อประชาสัมพันธ์ และซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ๆ ของ McLaren ต่อจากนี้


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • รู้ใจ เปิดอินไซต์เคลมรถยนต์ไฟฟ้าช่วงหน้าฝน พร้อมแนะแนวทางดูแลแบตเตอรี่ EV เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

    1 Min Read

    รู้ใจ เปิดอินไซต์เคลมรถยนต์ไฟฟ้าช่วงหน้าฝน พร้อมแนะแนวทางดูแลแบตเตอรี่ EV เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

    ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมและสภาพถนนเปียกลื่น ขณะเดียวกันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รู้ใจ จึงขอแบ่งปันข้อมูลจากประสบการณ์การให้บริการสินไหม เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ EV เข้าใจความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าของรถได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแนะนำแนวทางในการป้องกันและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม และการรักษามูลค่าของรถในระยะยาว

     

    แม้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยุคใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัยพร้อมการปกป้องแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าจากน้ำและความชื้นตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการใช้งานในสภาพอากาศที่หลากหลาย แต่เหตุการณ์น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน หรืออุบัติเหตุจากการขับขี่บนถนนเปียกลื่น ยังคงอาจก่อให้เกิดความเสียหายภายในต่อแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูงได้ ความเสียหายเหล่านี้บางครั้งอาจไม่แสดงอาการผิดปกติในทันที แต่สามารถส่งผลต่อความปลอดภัย ประสิทธิภาพการใช้งาน และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

     

    ด้วยประสบการณ์การดูแลสินไหมรถยนต์ไฟฟ้าและองค์ความรู้จากเครือข่ายพันธมิตรศูนย์ซ่อมและอู่ซ่อมมาตรฐาน รู้ใจจึงขอนำเสนอข้อมูลและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยให้เจ้าของรถ EV เข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูงได้อย่างรอบด้าน สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ พร้อมเตรียมความพร้อมในการปกป้องรถยนต์จากผลกระทบของสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่ไม่คาดคิด และรักษาความปลอดภัยรวมถึงมูลค่าของรถในระยะยาว

     

    ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและอุบัติเหตุในช่วงฤดูฝน ปัจจัยสำคัญที่ผู้ใช้ EV ไม่ควรมองข้าม

     

    ในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย ผู้ใช้รถยนต์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง ทัศนวิสัยที่จำกัด และสภาพถนนที่ลื่นกว่าปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือความเสียหายต่อรถยนต์ได้ แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จะได้รับการพัฒนาด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัยและสามารถรองรับการใช้งานในสภาพอากาศเปียกชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เหตุการณ์น้ำท่วมในระดับรุนแรง หรืออุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกสูง ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าได้เช่นกัน

     

    แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าแรงดันสูงของรถยนต์ไฟฟ้าบางกรณีอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอกทันทีหลังเกิดเหตุน้ำท่วมหรืออุบัติเหตุรุนแรง แต่ผลกระทบที่ซ่อนอยู่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและสมรรถนะของรถในอนาคตได้ รู้ใจจึงแนะนำให้เจ้าของรถ EV เข้ารับการตรวจสอบโดยศูนย์บริการหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญทุกครั้ง เมื่อรถผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมในระดับรุนแรงหรือได้รับแรงกระแทกจากอุบัติเหตุ การตรวจสอบเชิงลึกจะช่วยค้นหาความเสียหายที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นในทันที และช่วยให้เจ้าของรถสามารถตัดสินใจซ่อมบำรุงหรือดำเนินการที่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและการรักษาประสิทธิภาพการใช้งานของรถในระยะยาว

     

    สำหรับการประเมินความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า รู้ใจดำเนินการพิจารณาสินไหมภายใต้แนวทางและหลักเกณฑ์ของ คปภ. ควบคู่กับมาตรฐานการซ่อมและข้อแนะนำด้านความปลอดภัยที่กำหนดโดยผู้ผลิตรถยนต์แต่ละแบรนด์ โดยเฉพาะการตรวจสอบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า แนวทางดังกล่าวช่วยให้การประเมินความเสียหายและการซ่อมแซมเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนของการจัดการสินไหมทดแทน

     

    การซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า: ความซับซ้อนที่มาพร้อมเทคโนโลยีและต้นทุนที่สูงขึ้น

     

    แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีข้อดีในด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการขับขี่ และการลดมลพิษ แต่เมื่อเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดคิด การซ่อมแซมรถ EV มักมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากต้องตรวจสอบทั้งโครงสร้างตัวรถ ระบบแบตเตอรี่ และระบบไฟฟ้าแรงดันสูงอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงใช้งานได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานของผู้ผลิต

     

    จากข้อมูลสินไหมของรู้ใจ พบว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉลี่ยสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีความเสียหายใกล้เคียงกันประมาณ 40% เนื่องจาก EV มีแบตเตอรี่มูลค่าสูง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน รวมถึงต้องอาศัยอุปกรณ์และช่างเทคนิคเฉพาะทางในการตรวจสอบและซ่อมแซม

     

    คุณกุมภาพรรณ คำแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินไหมทดแทน กลุ่มบริษัทรู้ใจ กล่าวว่า “ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ควรให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะจากน้ำท่วมและอุบัติเหตุบนถนนเปียกลื่น แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จะได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและสามารถใช้งานได้ในสภาพอากาศเปียกชื้น แต่ความเสียหายต่อแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าแรงดันสูงบางกรณีอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอกในทันทีหลังเกิดเหตุ

     

    รู้ใจจึงแนะนำให้เจ้าของรถนำรถเข้ารับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งหลังประสบเหตุน้ำท่วมหรืออุบัติเหตุรุนแรง เพื่อประเมินความเสียหายที่อาจซ่อนอยู่และช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว นอกจากนี้ การดูแลรถตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยเฉพาะการชาร์จแบตเตอรี่อย่างเหมาะสม จะช่วยรักษาประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายแนะนำให้ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานประจำวันในระดับประมาณ 80% เพื่อช่วยรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ หรือ State of Health (SOH) ให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในระยะยาว”

     

    “หลายคนยังมีความเข้าใจว่าหากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย จะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชุดเสมอ แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีสามารถซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่ได้รับผลกระทบได้ตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ เราจึงให้ความสำคัญกับการประเมินความเสียหายอย่างรอบด้าน เพื่อเลือกแนวทางที่ปลอดภัย เหมาะสม และคุ้มค่าสูงสุดสำหรับลูกค้าในแต่ละกรณี” คุณกุมภาพรรณ กล่าวเสริม

     

    เคล็ดลับดูแลรถยนต์ไฟฟ้าให้พร้อมรับหน้าฝน

     

    รู้ใจ แนะนำแนวทางดูแลรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงหน้าฝน ดังนี้

    • หลีกเลี่ยงการขับรถผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมสูงหรือน้ำไหลเชี่ยวให้มากที่สุด
    • นำรถเข้ารับการตรวจเช็กโดยผู้เชี่ยวชาญ หลังเผชิญเหตุน้ำท่วมในระดับรุนแรง
    • หมั่นตรวจสอบไฟเตือนและประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่หลังประสบเหตุน้ำท่วมหรืออุบัติเหตุ
    • ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตในการชาร์จและดูแลรักษาแบตเตอรี่
    • สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายแนะนำให้ชาร์จแบตเตอรี่ไว้ที่ประมาณ 80% เพื่อช่วยรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ (State of Health: SOH) และยืดอายุการใช้งานในระยะยาว
    • เลือกใช้ศูนย์บริการหรือช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า
    • ตรวจสอบความคุ้มครองประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าครอบคลุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่และระบบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า

     

     

    ความคุ้มครองครอบคลุม หัวใจสำคัญของประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า

    เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย การมีความคุ้มครองที่เหมาะสมสำหรับแบตเตอรี่และระบบสำคัญของรถ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้งานรถ EV ได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจยิ่งขึ้น

     

    ด้วยมูลค่าของแบตเตอรี่ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า การเลือกความคุ้มครองประกันภัยที่เหมาะสมจึงช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากความเสียหายที่ไม่คาดคิด พร้อมเพิ่มความอุ่นใจในการใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและอุบัติเหตุมีแนวโน้มสูงขึ้น


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


     

    No Comment
  • สนามแข่งต้องลุกเป็นไฟ! Uma Musume จับมือเป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการกับ MotoGP Grand Prix of Japan 2026

    1 Min Read

    สนามแข่งต้องลุกเป็นไฟ! Uma Musume จับมือเป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการกับ MotoGP Grand Prix of Japan 2026

    มิติใหม่แห่งวงการมอเตอร์สปอร์ตและอนิเมะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อโปรเจกต์มัลติมีเดียยอดฮิตอย่าง Uma Musume Pretty Derby ได้ประกาศความร่วมมือเป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการกับศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก MotoGP 2026 ในรายการ Motul Grand Prix of Japan ซึ่งจะจัดขึ้น ณ สนาม Mobility Resort Motegi ประเทศญี่ปุ่น

    การร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้นำตัวละครสาวม้าสุดน่ารักมาผสมผสานกับความเร็วระดับโลก สร้างสีสันและบรรยากาศสุดตื่นตาตื่นใจให้แฟนๆ ทั้งสองวงการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีไฮไลต์สำคัญภายในงาน ดังนี้:

    ป้ายข้างแทร็กสุดอลังการ ยาว 155 เมตร: ตลอดเส้นทางแข่งขันในสนาม Motegi จะได้รับการประดับประดาด้วยป้ายข้างแทร็กขนาดใหญ่ยักษ์ความยาวรวมถึง 155 เมตร โดดเด่นด้วยภาพอาร์ตของเหล่าสาวม้าชื่อดัง ได้แก่ Daiwa Scarlet, Vodka, Oguri Cap, Tamamo Cross, Jungle Pocket, Agnes Tachyon รวมถึงตัวละครใหม่อย่าง Almond Eye และ Lucky Lilac

    ป้ายต้อนรับบริเวณทางเข้าอัฒจันทร์: บริเวณประตู 6 (Gate 6) ทางเข้าหลักสู่ส่วนอัฒจันทร์ จะได้รับการตกแต่งด้วยป้ายขนาดใหญ่พิเศษ ความกว้าง 3.6 เมตร และสูงถึง 4 เมตร ต้อนรับแฟนๆ ที่เดินทางเข้าชมการแข่งขัน

    จุดถ่ายภาพความทรงจำ 360 องศา: บริเวณสนามหญ้าทางเข้าหลัก มีการติดตั้งแบ็คดรอปถ่ายภาพขนาดใหญ่ กว้าง 6.1 เมตร × สูง 2.3 เมตร แบบ 4 ด้าน ให้ผู้เข้าชมได้ร่วมเก็บภาพความประทับใจคู่กับเหล่าสาวม้าคนโปรดได้อย่างเต็มที่

    แขกรับเชิญพิเศษบนกริดสตาร์ท: อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่แฟนๆ รอคอย คือการปรากฏตัวของ คุณ Tomoyo Takayanagi ผู้ให้เสียงพากย์สาวม้ากินดุ “Oguri Cap” ที่จะมารับหน้าที่สุดสำคัญในการลงสนามไปโบกธงตาหมากรุก (Chequered Flag) ให้กับการแข่งขันรุ่น Moto2™ และ Moto3™ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2026

    ศึก Motul Grand Prix of Japan 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นสนามประชันความเร็วของเหล่านักบิดระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเทศกาลแห่งความบันเทิงที่เชื่อมโลกของเกม อนิเมะ และกีฬาเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ https://www.mr-motegi.jp/motogp/umamusume/


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • Max Verstappen ปรากฏการณ์ “Mad Max” จากเด็กอัจฉริยะสู่ราชันผู้ไร้เทียมทานแห่ง Formula 1

    1 Min Read

    Max Verstappen ปรากฏการณ์ “Mad Max” จากเด็กอัจฉริยะสู่ราชันผู้ไร้เทียมทานแห่ง Formula 1

    ในโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตระดับสูงสุดที่ทุกเศษเสี้ยววินาทีคือการตัดสินระหว่างชัยชนะและความพ่ายแพ้ ชื่อของ Max Verstappen ไม่ได้ถูกจารึกไว้ในฐานะนักแข่งผู้ประสบความสำเร็จทั่วไป แต่เขาคือ “ปรากฏการณ์” ที่เปลี่ยนบรรทัดฐานของ Formula 1 ไปตลอดกาล จากเด็กหนุ่มที่สร้างความตื่นตะลึงด้วยสไตล์การขับที่ดุดัน สู่การเป็นแชมป์โลกผู้สุขุมที่มีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและสมาธิที่แม่นยำดุจเครื่องจักร

    Max Verstappen เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน ปี 1997 ที่เมือง Hasselt ประเทศเบลเยียม เขาได้รับถ่ายทอด “DNA นักแข่ง” มาจากทั้งสองฝั่งของครอบครัว โดยมี Jos Verstappen พ่อผู้ผ่านสมรภูมิ F1 มาอย่างโชกโชน และ Sophie Kumpen แม่ผู้เป็นยอดนักแข่งโกคาร์ทระดับแถวหน้าของยุโรป แต่ชีวิตวัยเด็กของเขาอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบเพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเล็ก

    จุดเริ่มต้นของ Max นั้นเหนือชั้นเกินกว่าเด็กทั่วไป เขาเริ่มขับรถโกคาร์ทตั้งแต่วัยเพียง 4 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สัญชาตญาณความเร็วเริ่มซึมซับเข้าสู่เซลล์ประสาทก่อนที่เขาจะเริ่มเดินได้อย่างคล่องแคล่วเสียด้วยซ้ำ สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความกดดันตั้งแต่เยาว์วัยได้สร้าง “ฐานข้อมูลจิตใต้สำนึก” (Unconscious Database) ที่ทำให้เขาสามารถตอบสนองต่อตัวรถได้ในระดับสัญชาตญาณดิบ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่ออาชีพนักแข่งในอนาคต
    ตั้งแต่ปี 2005 – 2009 Max ครองความเป็นเจ้าแห่งโกคาร์ทระดับภูมิภาคและระดับประเทศตั้งแต่อายุ 7 ขวบ คว้าแชมป์ Mini Junior และ VAS Championship ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
    จนในปี 2010-2012 เขาก็ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ เชือดเฉือนกับคู่ปรับอย่าง Alexander Albon และ Charles Leclerc ในรุ่น KF3 และ KF2 และในปี 2013 เขาสร้างปรากฏการณ์คว้า 3 แชมป์ใหญ่ในฤดูกาลเดียว (World & European Championships) ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์โกคาร์ทโลก
    หนึ่งในเหตุการณ์ที่ “ถอดรหัส” จิตวิทยาความแข็งแกร่งของ Max ได้ดีที่สุดคือเหตุการณ์ ณ ปั๊มน้ำมันในอิตาลีหลังพ่ายแพ้การแข่งขันโกคาร์ทรายการสำคัญ Max ได้ให้สัมภาษณ์ในสื่อกีฬาชั้นนำระดับดลกอย่าง ESPN ว่า ในวัยเด็กเขาถูกพ่อของเขาทิ้งไว้เพียงลำพังเพื่อเป็นบทลงโทษต่อความผิดพลาดบนแทร็ก ความโดดเดี่ยวในวันนั้นไม่ได้ทำลายเขา แต่มันกลับสร้าง “เกราะเหล็กทางจิตใจ” ที่ทำให้เขาเกลียดความพ่ายแพ้ยิ่งกว่าสิ่งใด ทัศนคติ “I Hate Losing!” กลายเป็นเข็มทิศหลักที่ทำให้เขามีสไตล์การขับแบบ No-holds-barred ในปัจจุบัน เขาจะไม่ยอมผ่อนคันเร่งแม้ในรอบซ้อม และจะดุดันใส่ทุกคนที่ขวางทาง เพราะสำหรับเขา ความพ่ายแพ้คือสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม
    ในปี 2014 Max ก้าวกระโดดจากโกคาร์ทสู่ Formula 3 และคว้าชัยชนะถึง 10 ครั้ง จน Scuderia Toro Rosso (Racing Bull ในปัจจุบัน) ต้องรีบตะครุบตัวเขาเข้าสู่ทีม การก้าวเข้าสู่ F1 ของเขาเป็นการตบหน้าขนบธรรมเนียมเดิมๆ อย่างรุนแรง จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของกีฬาชนิดนี้ในวงกว้าง
    เขาเริ่มลงแข่งในรุ่น Formula 1 ครั้งแรกด้วยอายุ 17 ปี 166 วัน ทำให้ FIA ต้องออกกฎห้ามนักแข่งอายุต่ำกว่า 18 ลงแข่ง (Super Licence Rule) ในเวลาต่อมา
    เขาทำแต้มได้ครั้งแรกด้วยอายุ 17 ปี 180 วัน เป็นข้อพิสูจน์ว่า วุฒิภาวะทางการแข่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุบนบัตรประชาชน
    เขาคว้าแชมป์รายการแรกอย่าง Spanish Grand Prix ตอนอายุ 18 ปี 228 วัน กลายเป็นนักแข่งที่อายุน้อยที่สุด และจะยังคงสถิตินี้ไปตลอดกาลจากกฎใหม่ที่ถูกบังคับใช้
    และ สิ่งที่น่าจดจำที่สุดคือ Max สามารถควบคุมรถแข่ง F1 ที่ความเร็วทะลุ 300 กม./ชม. ได้อย่างช่ำชอง ทั้งที่ในโลกความเป็นจริงเขา ยังไม่มีใบขับขี่รถยนต์ทั่วไป จนกระทั่งอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์
    ยุคทองของเขาสุกงอมที่สุดในปี 2023 เมื่อเขาทำสถิติ ชนะ 19 จาก 23 สนาม ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกือบจะเป็นความสมบูรณ์แบบ (Perfection) อย่างไรก็ตาม วิถีของ Max คือการเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างไม่หยุดยั้ง ในปี 2024 แม้รถ Red Bull จะเริ่มมีปัญหา แต่เขาก็ยังโชว์ฟอร์ม “Regenmeister” (Rain Master) คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 มาครองได้สำเร็จ
    แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในปี 2025 เขาต้องเผชิญกับการขับเคี่ยวที่ดุเดือดที่สุดในชีวิต และต้องพ่ายแพ้ให้กับ Lando Norris ไปเพียง 2 คะแนน หลังจากการไล่ล่าแต้มอย่างบ้าคลั่งในช่วงท้ายฤดูกาล ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขาอ่อนแอลง แต่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในปี 2026 เมื่อเขาตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้หมายเลข 3 บนรถแข่งลำใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Red Bull Ford ท่ามกลางอุปสรรคของกฎระเบียบใหม่และปัญหาความเสถียรของเครื่องยนต์ที่ทำให้เขาถึงกับเอ่ยปากว่า “อาจจะพิจารณาเรื่องการอำลาวงการ”
    Max Verstappen คือมนุษย์ที่หายใจเป็นความเร็วตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะอยู่นอกสนามแข่ง F1 เขาก็ยังสวมวิญญาณนักแข่งจำลอง (Sim Racing) ในนามแฝง “Franz Hermann” เพื่อลงแข่งในรายการระดับโลกอย่าง Nürburgring ความจริงจังของเขาสูงส่งถึงขนาดที่สามารถแข่งเกมโต้รุ่งจนถึงตี 3 ก่อนจะตื่นไปคว้าชัยชนะในเรซจริงวันรุ่งขึ้น
    ความหลงใหลของเขาไม่จำกัดเพียงแค่ในโลกเสมือน เขาคือแฟนบอลตัวยงของ PSV Eindhoven และ Barcelona และยังสร้างเกียรติประวัติด้วยการเป็นนักแข่งคนแรกนับตั้งแต่ Keke Rosberg (1983) ที่ลงแข่งในซีรีส์อื่น (เช่น GT3) ขณะที่ยังครองตำแหน่งแชมป์โลก F1 อยู่ นอกจากนี้เขายังมีทัศนคติที่เป็นตัวของตัวเองสูง (Authentic Self) โดยไม่ลังเลที่จะวิจารณ์สื่อที่มีอคติ (British Bias) ด้วยประโยคที่แสบทรวงว่า “ผมแค่ถือพาสปอร์ตผิดเล่ม”
    มรดกที่ Max Verstappen มอบให้กับโลกกีฬาไม่ใช่เพียงแค่ถ้วยรางวัล แต่คือความสม่ำเสมอที่น่ากลัวและจิตวิญญาณที่ไม่ยอมศิโรราบต่อโชคชะตา การได้รับการแต่งตั้งเป็น Officer of the Order of Orange-Nassau และการติดอันดับ 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสาร Time คือเครื่องยืนยันว่าเขาได้ก้าวข้ามขอบเขตของนักแข่งรถไปสู่การเป็นไอคอนระดับโลก
    ด้วยการต่อสัญญาฉบับล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2026 ที่ยาวไปจนถึงปี 2030 Max ยังคงมีเวลาอีกมากในการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ แม้จะมีข่าวลือเรื่องการเลิกแข่ง แต่ตราบใดที่เขายังนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียวคือ “ขีดสุด” ดังคำกล่าวที่สรุปตัวตนของเขาได้ดีที่สุด:
    “He’s Max by name, and max by nature… The sky’s the limit.”

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • รู้จักกับ “รถพลังสาวม้า” เมื่อ Pacific Racing Team คว้าชัยครั้งแรกของ Super GT

    1 Min Read

    รู้จักกับ “รถพลังสาวม้า” เมื่อ Pacific Racing Team คว้าชัยครั้งแรกของ Super GT

    ใครที่ติดตามการแข่งขัน Super GT ก็น่าจะทราบข่าวกันมาสักพักแล้ว… เรื่องของรุ่น GT300 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา กับการคว้าชัยชนะครั้งแรกของทีม Pacific Racing Team ในรอบศึกใหญ่ประจำปี ที่สนาม Suzuka Circuit นับได้ว่าเป็นความสำเร็จก้าวหนึ่งของทีมที่รอคอย

    สำหรับทีม Pacific Racing เป็นทีมแข่งอิสระจากญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงด้านการเชื่อมโลกมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ (Pop Culture) โดยเน้นสร้างสีสันผ่านคอลแลปส์พิเศษในทุกๆ ฤดูกาล และในครั้งนี้ ชัยชนะที่ได้มาก็ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้มีดีแค่กระแส แต่มีฝีมือระดับแชมป์

    จุดเด่นที่สร้างเสียงฮือฮาตลอดซีซั่นนี้คือการคอลแลปส์ร่วมกับแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Uma Musume Pretty Derby เปลี่ยนตัวรถให้กลายเป็น “รถพลังสาวม้า” เต็มรูปแบบ ด้วยลวดลายสุดน่ารักของเหล่าสาวม้าแข่ง ลวดลายนี้ไม่ได้เพียงแต่ดึงดูดสายตาแฟนๆ อนิเมะและเกมทั่วโลก แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความรวดเร็วบนสนามแข่งจริง

    ภาพจาก : X

    อาวุธหนักที่พา Pacific Racing Team พุ่งทะยานเข้าเส้นชัยคือรถแข่ง BMW M4 GT3 EVO ตัวแรง
    • เครื่องยนต์ BMW M TwinPower Turbo 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พละกำลังสูงสุดราว 590 แรงม้า
    • ระบบเกียร์ Xtrac 6-Speed Sequential
    • มีการปรับปรุงระบบแอโรไดนามิกส์ กระจกมองข้าง ดีไซน์ช่องระบายอากาศ และระบบระบายความร้อนเบรกเพื่อเพิ่มความเสถียรและความนิ่งในการเข้าโค้งความเร็วสูง
    เบื้องหลังความสมบูรณ์แบบของรถแข่ง BMW M4 GT3 EVO เครื่องนี้ ต้องยกเคดิตให้กับ Nakanihon Automotive College (NAC) หรือวิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์นากานิฮอน ที่ได้ส่งทีมอาจารย์และนักศึกษาเข้าร่วมเป็นทีมงานพิต (Pit Crew) และทีมช่างเครื่องยนต์ การทำงานหนักตลอดทั้งสุดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนยาง การเติมน้ำมัน หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยความแม่นยำและรวดเร็ว คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทีมรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้จนจบการแข่งขัน
    ชัยชนะครั้งแรกในรุ่น GT300 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของนักแข่งเท่านั้น แต่คือชัยชนะของความร่วมมือระหว่างทีมแข่งอาชีพ พลังสนับสนุนจากแฟนคลับสาวม้า และศักยภาพของบุคลากรรุ่นใหม่จากวิทยาลัยยานยนต์ NAC ที่ร่วมกันสร้างตำนานบทใหม่บนแท่นโพเดียม Super GT


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • Lotus รถแข่งที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเบา!

    4 Min Read

    Lotus รถแข่งที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเบา!

    นับว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่หลายๆ คน ก็น่าจะรู้กันดีว่า กว่าจะปั้นรถแข่งมาได้สักคันหนึ่งมันไม่ได้จบแค่เรื่องของกำลังเครื่องยนต์ ไม่ได้จบที่ช่วงล่าง หรือยางที่ต้องยึดเกาะพื้นได้ดี… อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความเร็ว และทุกๆ ทีมแข่งต่างก็พยายามหาจุดที่ลงตัวที่สุดแทบตาย ก็คือเรื่องของ “น้ำหนักที่ต้องเบา” สกู๊ปนี้เราก็ อยากจะหยิบเรื่องราวของแบรนด์รถยนต์ แบรนด์หนึ่งที่บ้าคลั่งในเรื่องของการ “ไล่เบา” ให้เบาที่สุดขนาดที่ว่า ยอมแลกทุกอย่าง ทั้งความสะดวกสบาย พื้นที่ใช้สอย หรือแม้กระทั่งความทนทาน นั่นก็คือแบรนด์ Lotus

    จุดเริ่มต้นความเพี้ยนของ “รถดอกบัว”

    สำหรับเรื่องราวของ Lotus เริ่มต้นจาก Colin Chapman โดยชื่อเต็มของเขาก็คือ Anthony Colin Bruce Chapman เขาเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ปี 1928 ที่เมือง Richmond ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตและโตอยู่ในบ้านเลขที่ 44 ถนน Beech Drive ใกล้ๆ กับย่าน Muswell Hill ซึ่งพ่อของเขาทำธุรกิจเปิดโรงแรมและผับชื่อ The Railway Hotel ติดๆ กับสถานีรถไฟ Hornsey

    เขาเข้าเรียนมัธยมที่ Stationers’ Company’s School ในลอนดอน จนกระทั่งในปี 1945 Chapman ในวัย 17 ปีก็เข้าเรียนต่อสาขาวิชา วิศวกรรมโครงสร้าง (Structural Engineering) และวิศวกรรมโยธา (Civil Engineering) ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง University College London (UCL) และได้เข้าร่วมหน่วยบินของมหาวิทยาลัย (University of London Air Squadron) ทำให้เขาได้เรียนรู้การขับเครื่องบิน และศึกษาทฤษฎีการออกแบบ/โครงสร้างของอากาศยาน (Aircraft Construction) ทั้งในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ และเรื่องความแข็งแรงของโครงสร้างที่น้ำหนักเบา

    ระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ Chapman ก็เริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ กับเพื่อนของเขาที่ชื่อ Colin Dare ด้วยการซื้อรถมือสองสภาพผ่านศึกมาซ่อม ปรับปรุง และดัดแปลงให้สมรรถนะที่ดีขึ้น ก่อนจะเอาไปขายต่อ แต่เมื่อรถมือสองเริ่มเยอะขึ้นจนไม่มีที่จอด Chapman กับ Dare จึงไปขอใช้พื้นที่โรงรถหลังบ้านของ Hazel Williams แฟนของ Chapman เป็นที่เก็บรถ ซึ่งในเวลาต่อมา Hazel Williams คนนี้นี่เองที่จะกลายมาเป็นภรรยา และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Lotus ในอนาคต

    หลังจากนั้นมาในช่วงปลายปี 1947 ถึงต้นปี 1948 Chapman ในวัย 19 ปีที่กำลังจะเรียนจบก็หาซื้อโครงสร้างรถ Austin Seven ปี 1930 ในราคาถูกๆ มารื้อและสร้างตัวถังใหม่จากไม้และอะลูมิเนียมเพื่อให้น้ำหนักเบาที่สุด ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ ออกมาเป็นรถแข่งไต่ทางชัน Lotus Mk I

    หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี Chapman ก็เข้ารับราชการทหารในกองทัพอากาศอังกฤษอยู่พักหนึ่งก่อนจะปลดประจำการ มาทำงานเป็นวิศวกรโยธาให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และย้ายไปอยู่บริษัท British Aluminium ซึ่งเขาควบงานประจำเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับการสร้างรถ Lotus รุ่นถัดๆ ไป (Mk2, Mk3) ในเวลาว่าง จนกระทั่งเปิดบริษัท Lotus Engineering อย่างเป็นทางการในปี 1952

    ปริศนาที่มาของชื่อแบรนด์ Lotus

    สำหรับที่มาของชื่อแบรนด์ Lotus ที่แปลว่า ดอกบัว นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความลับที่โลกยานยนต์ไม่มีโอกาสได้รู้เลย เพราะจนถึงวันที่ทั้ง Colin Chapman และคุณนาย Hazel จากโลกนี้ไป ทั้งคู่ก็ไม่เคยเปิดเผยที่มาที่แท้จริงของชื่อแบรนด์นี้เลย จนเกิด 3 ทฤษฎีหลักๆ ที่พูดถึงกันมากที่สุดตามนี้

    ทฤษฎีแรก Lotus มาจากฉายาของ Hazel ที่ Chapman ตั้งให้เธอว่า Lotus Blossom หรือ “แม่ดอกบัวน้อย” และเมื่อเขาสร้างรถแข่ง Mk I สำเร็จ เขาจึงเอาฉายาของ Hazel มาตั้งเป็นชื่อรถ ถือได้ว่าเป็นทฤษฎีที่มีน้ำหนักมากที่สุด คนใกล้ชิด และนักประวัติศาสตร์ยานยนต์ค่อนข้างปักใจเชื่อในข้อนี้มากที่สุด (ส่วนตัวก็ชอบทฤษฎีนี้อยู่เหมือนกัน โรแมนติกดี)

    ทฤษฎีที่สอง คาดกันว่ามาจากเนื้อหาวรรณกรรมกรีกโบราณเรื่อง มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ ซึ่งมีตอนที่กล่าวถึง “เกาะคนกินบัว” โดยในเรื่องเล่าว่า ใครก็ตามที่ได้ลิ้มลองรสชาติของผลหรือดอกบัวบนเกาะนี้ จะเกิดอาการเคลิบเคลิ้ม มีความสุขจนลืมความทุกข์ และลืมทางกลับบ้าน ไม่อยากจากเกาะนี้ไปไหนอีกเลย สันนิษฐานว่า Chapman อาจจงใจใช้สื่อความหมายถึงรถของเขาว่า “ถ้าใครได้ลองขับรถ Lotus สักครั้ง จะเสพติดความสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้น และไม่อยากกลับไปขับรถแบรนด์อื่นอีกเลย”

    ทฤษฎีที่สาม คือ นัยยะของดอกบัว เพราะในทางพฤกษศาสตร์แล้ว ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่เติบโตและโผล่พ้นขึ้นมาจากโคลนตม แต่เมื่อมันเบ่งบานกลับกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงาม สื่อถึงจุดเริ่มต้นของ Chapman ที่เริ่มสร้างรถแข่งจากโครงรถเก่าๆ ราคาถูกในโรงรถสังกะสีแคบๆ หลังบ้าน แต่สามารถพัฒนาจนกลายมาเป็นรถสปอร์ตระดับโลกที่สวยงามและชนะการแข่งขัน Formula 1

    ยุคสมัยของ Kit Car

    หลังจากที่ Colin Chapman ก่อตั้งบริษัท Lotus ขึ้นมาก็เกิดรถคันหนึ่งตามมาที่เป็นเสมือน “สะพาน” เชื่อมเขาสู่โลกธุรกิจ… นั่นคือ Lotus Mark IV (Mk4) นับได้ว่าเป็นรถรุ่นแรกหลังจากการก่อตั้งแบรนด์ก็ว่าได้โดยที่ยังคงคอนเซ็ปท์เรื่องของน้ำหนักเบาไว้เหมือนเดิม ซึ่ง Chapman เคยพูดเอาไว้ว่า

    “Adding power makes you faster on the straights. Subtracting weight makes you faster everywhere.”
    “ถ้าคุณเพิ่มแรงม้า คุณจะเร็วขึ้นในทางตรง แต่ถ้าคุณลดน้ำหนัก คุณจะเร็วขึ้นในทุกๆ ที่”

    และความสำเร็จของ Mk4 นี่เอง ที่ทำให้ชื่อของ Lotus เริ่มเตะตานักแข่งทั่วอังกฤษ

    แต่ถ้าถามว่า รถรุ่นไหนที่เป็นรากฐาน DNA ของ Lotus ยุคปัจจุบันจริงๆ? คำตอบคือ Lotus Mk6 นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของ Lotus ที่ทำขายเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว จุดเด่นที่สำคัญของ Mk6 คือการที่มันเป็นรถที่ขายในรูปแบบ Kit Car หรือ รถประกอบเอง หมายความว่าเราจ่ายเงินซื้อไปเราจะได้เพียงแค่ โครง ตัวถัง และชิ้นส่วนระบบช่วงล่าง แล้วเราก็ไปหาเครื่องยนต์กับเกียร์มาวางเอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักจะใส่เครื่องยนต์ของ Ford หรือ MG เป็นหลัก นั่นจึงทำให้สามารถเลี่ยงภาษี Purchase Tax  และอีกข้อดีคือน้ำหนักที่เบาด้วยโครงสร้าง Spaceframe ที่หนักแค่ 25 กก. เมื่อรวมกับชิ้นส่วนต่างๆ หลังประกอบเสร็จจะมีน้ำหนักเพียงแค่ราวๆ 400 กก. เท่านั้นเอง ซึ่งเบากว่ารถ Eco Car ในสมัยนี้เกินครึ่ง

    ความหมายของ Purchase Tax

    สำหรับภาษี Purchase Tax คืออะไร เราก็ต้องขอขยายความสักนิดหนึ่ง ให้เข้าใจบริบทของสังคมอังกฤษยุคนั้นก่อน ในยุคทศวรรษที่ 1950 ประเทศอังกฤษเขายังไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT แบบที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ยุคนั้นเขาใช้ภาษีที่ชื่อว่า Purchase Tax (ภาษีการจัดซื้อ) ซึ่งมันมีความ “หน้าเลือด” มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

    ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ…

    VAT (Value Added Tax) ที่เราใช้กันในปัจจุบัน มันคือการเก็บภาษีจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นลำดับการผลิต” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทุกคนโดนเฉลี่ยเท่าๆ กันตามสัดส่วน

    แต่ Purchase Tax ในยุคนั้น มันคือภาษีสรรพสามิตที่เน้นเก็บจาก “สินค้าฟุ่มเฟือย” โดยเฉพาะ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่สินค้าฟุ่มเฟือยระดับท็อป ซึ่งอัตราภาษีบางช่วงพุ่งสูงถึง 33% ไปจนถึง 66% ของราคารถทั้งคันเรียกได้ว่าซื้อรถหนึ่งคัน จ่ายภาษีเกือบครึ่งคัน

    แต่… กฎหมายอังกฤษยุคนั้นมันมีช่องโหว่ชิ้นโตอยู่ข้อหนึ่ง คือระบุไว้ว่า “ถ้าสินค้าชิ้นนั้นขายเป็นชิ้นส่วน (Component) หรือขายเป็นชุดคิทเพื่อให้ลูกค้าไปประกอบเอง จะไม่ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำเร็จรูป และจะไม่ถูกเรียกเก็บ Purchase Tax!” ทำให้ในยุคนั้นการผลิตรถ Kit Car ออกมาขายจึงเฟื่องฟูมากนั่นเอง

    และชะตากรรมของภาษี Purchase Tax ก็ลากยาวมาจนถึง ปี 1973 เมื่อสหราชอาณาจักรตัดสินใจเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) จึงได้ทำการยกเลิกระบบภาษีนี้ไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 1973 แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบ VAT เริ่มต้นที่อัตรา 10% ในวันรุ่งขึ้นแทน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นก็ทำให้เทรนด์ของรถยนต์ Kit Car ค่อยๆ หายไปตามกาลเวลานั่นเอง

    Lotus 7 ตำนาน Kit Car ที่ยังมีลมหายใจ

    หลังจากที่ Colin Chapman ประสบความสำเร็จถล่มทลายกับการขายรถชุดคิทอย่าง Mk6 ไปแล้ว ในปี 1957 เขาก็ได้ปล่อย ทายาทสายตรงที่กลายเป็น “ไอคอน” ตลอดกาลของวงการรถยนต์ นั่นคือ Lotus 7  โดยยังคงคอนเซ็ปท์จาก Mk6 ตัวถังอลูมิเนียม น้ำหนักเบาหวิว และขายเป็น Kit Car ประกอบเองเหมือนเดิม แต่ขับดีขึ้น ขับสนุกขึ้น หน้าตาสวยขึ้น และราคาย่อมเยาขึ้น

    แต่พอเวลาผ่านไป… Lotus เริ่มเติบโตขึ้น เริ่มเบนเข็มไปทางรถสปอร์ตที่หรูหราขึ้น แพงขึ้น และมีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อไปฟัดกับ Ferrari หรือ Porsche ในตลาดโลก ทำให้ในยุค 1970s Lotus ตัดสินใจที่จะ “เลิกผลิต” Lotus Seven ไปในที่สุด นั่นจึงทำให้ Caterham Cars หนึ่งในดีลเลอร์ของ Lotus ตัดสินใจขอซื้อ พิมพ์เขียว สิทธิ์ในการผลิต และเครื่องจักรทั้งหมดของ Lotus 7 มาทำต่อขายในชื่อแบรนด์ Caterham 7 จนถึงปัจจุบันทุกวันนี้นี่เองหลังจากนั้นมา Colin Chapman ก็ตั้งเป้าหมายไปสู่เวทีระดับโลกอย่าง 24 Hrs of Le Mans โดยในปี 1954 Chapman ต้องการสร้างรถแข่งที่เร็วกว่าเดิม แต่หลักการของเขาเหมือนเดิมเป๊ะ คือ “ไม่ต้องเพิ่มม้า แต่ให้ลดน้ำหนัก” คราวนี้เขาไม่ได้ทำคนเดียว เขาไปดึงตัว Frank Costin วิศวกรด้านการบินมาช่วยออกแบบตัวถัง สิ่งที่ได้ออกมาคือ Lotus Mk8 รถแข่งที่หน้าตาหลุดมาจากอนาคต! มันมีตัวถังอะลูมิเนียมที่โค้งมน ครอบล้อทั้งหมดมิดชิดเพื่อให้อากาศไหลผ่านได้ดีที่สุด ส่วนขุมพลังด้านในเลือกใช้เครื่องยนต์ของ MG ขนาด 1.5 ลิตร

    แต่มาติดตรงที่ทาง Lotus ไม่มั่นใจว่าจะชนะได้หรือไม่จึงเอามาทดลองแข่งในสนาม Outpost Circuit ก่อน ซึ่งก็ระเบิดฟอร์มได้ยอดเยี่ยม ทำเวลาต่อรอบได้ดีที่สุดในสนาม! ทุกคนในทีมยิ้มหวาน คิดว่าทริป Le Mans หวานเจี๊ยบแน่นอน แต่พอแข่งจริงไปได้สักพัก… สวรรค์ล่ม! รถแข่งไม่จบการแข่งขัน เพราะฝาสูบมีปัญหา จนต้องถอนตัวไปอย่างน่าเสียดาย

    แต่คนอย่าง Colin Chapman ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ  หลังจากอกหักจากปัญหาเครื่องยนต์พัง เขารีบกลับไปปรับปรุงรถทันที และโอกาสล้างตาก็มาถึงที่สนาม Silverstone ในรายการแข่งขัน British Grand Prix และทำในสิ่งหลายๆ คนต้องอ้าปากค้าง เพราะ Lotus Mk8 จากอู่เล็กๆ สามารถแซง Porsche 550 Spyder รถแข่งระดับโรงงานที่ทั้งแรงและเพียบพร้อมกว่าทุกอย่าง คว้าชัยชนะไปครอง! นั่นจึงทำให้ชื่อของ Lotus กลายเป็นที่พูดถึงในวงการมอเตอร์สปอร์ตทันทีว่า “เห้ย… ไอ้อู่รถจากอังกฤษคันนี้มันไม่ธรรมดาว่ะ!”

    ความผิดพลาดน่าอายใน Le Mans

    พอได้ใจจากชัยชนะครั้งนั้น Chapman ไม่รอช้าพัฒนาต่อยอดทันทีจนกลายมาเป็น Lotus Mk9 คันนี้แหละที่เป็นตั๋วเบิกทางให้ Lotus ได้ไปเยือนสนาม Le Mans อย่างเป็นทางการสมใจอยากในปี 1955

    ตัวรถ Mk9 สั้นลง คล่องตัวขึ้น และรอบนี้ Chapman มั่นใจมาก มั่นใจจนอาจจะ… ลนลานไปหน่อยในวันแข่งจริง

    ในระหว่างการแข่งขันที่ Le Mans Chapman เป็นคนขับเอง จังหวะนั้นเขากำลังซิ่งรถลงมาด้วยความเร็วสูงเพื่อจะเข้าโค้ง Arnage แต่ด้วยทัศนวิสัยหรือความเร็วที่มากเกินไป ทำให้เขาพลาดหลุดโค้งออกไปนอกแทร็ก!

    ตามกฎความปลอดภัยของ Le Mans ถ้าคุณหลุดโค้ง คุณต้องจอดรอจนกว่าเจ้าหน้าที่สนาม (Marshal) จะให้สัญญาณว่าปลอดภัย ถึงจะกลับเข้าสู่สนามได้ แต่ด้วยความใจร้อนและสัญชาตญาณนักแข่งของ Chapman ที่ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว พอเขาเห็นว่าไม่มีรถสวนมา เขาก็กดคันเร่ง ถอยหลังรถกลับเข้าแทร็กแล้วซิ่งต่อทันทีโดยไม่ได้รอสัญญาณจากเจ้าหน้าที่!

    ความดื้อนี้ส่งผลทันที… กรรมการมองว่านี่คือการทำผิดกฎความปลอดภัยอย่างร้ายแรง ผลการแข่งขันในวันนั้น Lotus Mk9 ถูกโบกธงดำ และโดนปรับ Disqualified หน้าแตกหมอไม่รับเย็บทันที เหตุเกิดเพราะความใจร้อนล้วนๆ

    จุดเริ่มต้นของกฎตัว “E”

    หลังจากทำรถตระกูล Mk (Mark) มาตั้งแต่ 1 จนถึง 10 พอมาถึงปี 1956 Chapman ก็สร้างรถแข่งคันใหม่ขึ้นมาเพื่อเตรียมล้างตา ซึ่งตามคิวแล้ว มันต้องชื่อว่า “Lotus Mk11”

    แต่ Chapman ดันไปสะดุดกับเรื่องของ “สิทธิบัตรและการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” เพราะคำว่า “Mark” กับตัวเลขเนี่ย ใครๆ เขาก็ใช้กัน มันไม่มีเอกลักษณ์เอาเสียเลย แถมในภาษาเขียน การเขียนคำว่า “Lotus 11” ด้วยตัวเลขสองตัว (11) มันดูไม่ทรงพลัง

    Chapman เลยปิ๊งไอเดียว่าเขียนเป็นตัวหนังสือไปเลย และนี่คือ “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุด” ของแบรนด์ เพราะ Chapman ดันไปสังเกตว่า คำว่า Eleven มันขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “E” ซึ่งพอนำไปเรียกแล้วมันดูหรูหรา ลื่นหู และมีเอกลักษณ์มาก ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา Chapman เลยตั้งกฎเหล็กของบริษัทไว้เลยว่า “รถยนต์คันต่อไปของ Lotus ทุกคันที่ผลิตเพื่อขาย… ต้องขึ้นต้นด้วยตัว E เท่านั้น!” ไม่ว่าจะเป็น Elise, Exige, Evora หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้าในยุคนี้อย่าง Eletre และ Emeya ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเจ้า Lotus Eleven คันนี้

    ถัดมาในปี 1957 หลังจากที่ทำแต่รถแข่งเปิดประทุนมานาน Chapman อยากทำรถสปอร์ตแบบมีหลังคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อไปขับบนถนนได้จริงๆ บ้าง รถคันนั้นถูกตั้งชื่อตามกฎตัว E ว่า Lotus Elite และขึ้นชื่อว่า Colin Chapman เขาไม่เคยทำอะไรธรรมดา Elite ไม่ใช่แค่รถมีหลังคาทั่วไป แต่มันคือรถคันแรกของโลกที่ใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Fiberglass Monocoque หรือพูดง่ายๆ คือ รถทั้งคันแทบจะทำมาจากพลาสติกเสริมใยแก้ว! ไม่มีแชสซีส์เหล็กหนักๆ อยู่ข้างล่างเลย

    ในยุคนั้นทุกคนมองว่า Chapman บ้าไปแล้ว! รถที่ไม่มีโครงเหล็กมันจะไปแข็งแรงได้ยังไง? แต่วิศวกรการบินคู่ใจของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า โครงสร้างนี้มันทั้งเหนียว แข็งแรง และที่สำคัญคือ… มันเบาหวิวราวกับขนนก! รถทั้งคันมีน้ำหนักแค่ประมาณ 500 กว่ากิโลกรัมเท่านั้นเอง

    ด้วยความเบาและแอโรไดนามิกของ Elite แม้ว่ามันจะใช้เครื่องยนต์เล็กขนาดแค่ 1.2 ลิตร แต่พอมันถูกส่งไปวิ่งในสนามแข่งที่เน้นความอึดและความเร็วปลายอย่าง 24Hr of Le Mans มันกลับวิ่งผ่านโค้งได้เร็ว กินน้ำมันน้อย ยางก็สึกหรอช้าเพราะรถมันเบามาก ผลลัพธ์คือ Lotus Elite สามารถคว้าชัยชนะในรุ่นเครื่องยนต์เล็กได้สำเร็จ ติดต่อกัน 6 ปีซ้อน

    หลังจากผ่านยุคสมัยของ Kit Car ในช่วงปลายยุค 60s Chapman รู้ว่าถ้าอยากอัปเกรดแบรนด์ให้หรูหราท้าชนกับ Ferrari หรือ Porsche เขาต้องเลิกทำ Kit Car และรถคันแรกที่ Lotus ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงานแบบเต็มคันออกมาขายเพื่อเจาะกลุ่มตลาดครอบครัวกระเป๋าหนักก็คือ Lotus Elan+2 รถสปอร์ตคูเป้ขยายร่างที่นั่งได้ 4 คน ซึ่งทำยอดขายและสร้างชื่อให้แบรนด์ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์กระแสหลักได้อย่างงดงาม

    แต่ถ้าพูดถึงความพีคสูงสุดของ Lotus ในยุคนั้น คงหนีไม่พ้นปี 1976 กับการกำเนิดของ Lotus Esprit รถสปอร์ตทรงลิ่ม เหลี่ยมล้ำยุคฝีมือการออกแบบของ Giorgetto Giugiaro

    เจ้า Esprit คันนี้แหละ ที่ไปเตะตาทีมสร้างภาพยนตร์ James Bond 007 จนถูกนำไปใช้ในภาค The Spy Who Loved Me กลายเป็น “รถดำน้ำได้” ที่ซิ่งหนีวายร้ายลงทะเลแล้วแปลงร่างเป็นเรือดำน้ำยิงมิสไซล์ใส่เฮลิคอปเตอร์! ฉากนั้นฉากเดียวทำให้ Lotus Esprit กลายเป็นรถในฝันของเด็กและผู้ชายทั่วโลกในข้ามคืนเลย

    จุดจบของ Lotus ยุค Colin Chapman

    ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ใช่ไหมครับ? แต่พอเข้าสู่ปี 1980 โลกเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจ Lotus ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ยอดขายตกลงฮวบฮาบจนบริษัทเกือบล้มละลาย

    แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส… ช่วงต้นปี 1982 ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Toyota กำลังอยากจะอัปเกรดภาพลักษณ์รถสปอร์ตของตัวเองให้ขับสนุกระดับโลก เลยเดินสายมาหา Colin Chapman เพื่อขอซื้อเทคโนโลยีระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวอันเลื่องชื่อของ Lotus เพื่อเอาไปใส่ในรถของพวกเขา ซึ่งก็คือ Toyota Celica XX หรือที่เป็นต้นกำเนิดของตำนานอย่าง Toyota Supra ในเวลาต่อมา

    การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้ Lotus ได้ทั้งเงินทุน และได้ชิ้นส่วนวิศวกรรมกับระบบไฟฟ้าที่เสถียรสุดๆ ของ Toyota กลับมาด้วย Chapman เลยเอาชิ้นส่วนเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอดจนกลายมาเป็นรถรุ่น Lotus Excel ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Lotus ที่อึด ถึก ทน และสมบูรณ์แบบที่สุดรุ่นหนึ่ง เพราะมีหัวใจและชิ้นส่วนของ Toyota ซ่อนอยู่ข้างใน

    Delorean DMC-12 กับ John Delorean

    แต่ในระหว่างที่ร่วมมือกับ Toyota นั้น Chapman ก็เอาตัวเองไปพัวพันกับโปรเจกต์อื้อฉาวระดับโลกอย่าง DeLorean DMC-12 โดย John DeLorean เจ้าของบริษัทได้จ้าง Chapman และทีมวิศวกร Lotus ให้เข้ามาช่วยรื้อและเซ็ตอัปแชสซีส์กับช่วงล่างของรถ DeLorean ใหม่ทั้งหมด เพราะดีไซน์ดั้งเดิมมันขับแย่มาก

    โปรเจกต์นี้เต็มไปด้วยดราม่า ทั้งเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษที่หายไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ และการบริหารที่ล้มเหลว และก่อนที่ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดโปงว่า Colin Chapman มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะ “ผู้สมรู้ร่วมคิดในการยักยอกเงิน” เขากลับเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวายในวัยเพียง 54 ปี ในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1982 ทำให้เขาหลุดพ้นจากกระบวนการยุติธรรมไปโดยปริยาย

    จนในปีในปี 1992 (หลัง Chapman เสียชีวิตไป 10 ปี) ศาลสูงแห่ง Belfast โดยผู้พิพากษา Lord Justice Murray ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ โดยระบุว่าพฤติกรรมของ Chapman เป็นการ “ฉ้อโกงอย่างหน้าไม่อาย ร้ายแรง และมหาศาล” และศาลได้ระบุชัดเจนว่า หาก Colin Chapman ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปี ในขณะที่ John DeLorean รอดพ้นคดีในสหรัฐฯ และรอดจากการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีเพียง Fred Bushell มือขวาด้านการเงินของ Chapman เท่านั้นที่ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกง

    Lotus ย้ายบ้าน…

    หลังจากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ Colin Chapman ทิ้งไว้เพียงมรดกทางวิศวกรรมอันยิ่งใหญ่และความอื้อฉาวระดับโลก ชะตากรรมของ Lotus หลังจากนั้นก็ดิ่งลงเหวทันที บริษัทถูกเปลี่ยนมือและควบรวมกิจการไปมามั่วซั่ว สับสนวุ่นวายจนแทบจะกู่ไม่กลับ

    ขณะที่ Lotus กำลังจะล้มละลายย่อยยับในปี 1983 แบรนด์ได้รับความช่วยเหลือจาก David Wickins ผู้ก่อตั้ง British Car Auctions ที่เข้ามาซื้อกิจการและนั่งเก้าอี้ประธานบริหารตามคำชักชวนของ Mark Thatcher ลูกชายของ “หญิงเหล็ก” Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในเวลานั้น Wickins พยายามยื้อชีวิตของ Lotus อยู่ 3 ปี แต่ก็ไม่สามารถทำกำไรให้แบรนด์ได้เลย จนกระทั่งยักษ์ใหญ่ฝั่งอเมริกาอย่าง General Motors (GM) ตัดสินใจเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการไปในที่สุด

    เมื่อได้ GM มาเป็นท่อน้ำเลี้ยง Lotus ก็พยายามหันไปทำรถสปอร์ตขนาดเล็กที่จับต้องได้ง่ายขึ้น จนเกิดเป็น Lotus Elan M100 รถสปอร์ตเปิดประทุนที่ทำเอาแฟนเดนตายของ Lotus ถึงกับเกาหัว เพราะมันฉีกกฎทุกอย่างด้วยการเป็นรถ Lotus ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) แถมยังใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตรจาก Isuzu แม้ตัวรถจะยังคงคอนเซ็ปต์ความเบาด้วยน้ำหนักเพียง 990 กิโลกรัม แต่มันกลับไม่ถูกใจนักเลงรถยุคนั้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์คือ Elan M100 ขายไม่ออก

    พอรถเล็กขายไม่ดี Lotus เลยลองหันไปทำรถซีดานบ้าพลังร่วมกับ GM ออกมาเป็น Lotus Omega (หรือในชื่อ Vauxhall Carlton) จับรถบ้านมาระเบิดพลังจนมี Performance เหนือกว่า BMW M5 หรือแม้กระทั่ง Ferrari 348 ในยุคนั้นเสียอีก! ฟังดูน่าจะรุ่งใช่ไหมครับ? แต่ความจริงคือมันแป้กสนิท เพราะราคาตั้งไว้แพงหูฉี่จนไม่มีใครยอมควักเงินซื้อ ท้ายที่สุดรถรุ่นนี้ทำยอดขายทั่วโลกได้เพียงแค่ 950 คันเท่านั้น

    เมื่อทำอะไรก็ไม่รุ่ง ในวันที่ 27 สิงหาคม ปี 1993 General Motors จึงตัดสินใจตัดหางปล่อยวัด ขาย Lotus เป็นมูลค่า 30 ล้านปอนด์ (หรือคิดเป็นเงินไทยในยุคนั้นราวๆ 1,200 ล้านบาท) ให้กับ Romano Artioli มหาเศรษฐีชาวอิตาลีผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Bugatti ณ เวลานั้น

    และการเปลี่ยนมือครั้งนี้เอง ที่ทำให้ Lotus ได้ให้กำเนิดไอคอนยุคใหม่อย่าง Lotus Elise โดยชื่อ “Elise” นี้ Artioli ตั้งตามชื่อของ Elisa หลานสาวตัวน้อยของเขาเอง

    และเจ้า Elise คันนี้แหละครับที่ดึงเอา DNA “ความเบา” ของ Colin Chapman กลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ วิศวกรของ Lotus คิดค้นโครงสร้างตัวถังแบบปฏิวัติวงการ พวกเขาไม่ใช้วิธีเชื่อมอะลูมิเนียมแบบเดิมๆ เพราะการเชื่อมจะทำให้เนื้ออะลูมิเนียมสูญเสียความแข็งแรง และถ้าจะทำให้แข็งแรงเท่าเดิมก็ต้องเพิ่มเนื้ออะลูมิเนียมเข้าไป ซึ่งนั่นหมายถึงน้ำหนักที่ต้องเพิ่มขึ้น

    วิศวกร Lotus เลยแก้ปัญหาด้วยการใช้ชิ้นส่วนอะลูมิเนียมมาทากาวปะติดกัน ซึ่งเป็นกาวพิเศษเกรดอากาศยานทาตัวถังให้ติดกันแล้วยึดซ้ำด้วยน็อตหมุดรีเวท ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างที่แข็งแกร่งเป็นกรด แต่น้ำหนักรวมทั้งคันเบาหวิวเหลือเพียงแค่ 725 กิโลกรัมเท่านั้น

    พอรถมันเบาขนาดนี้ Lotus เลยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์ใหญ่โตอะไรเลยแค่หยิบเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 4 สูบ เรียงธรรมดาๆ ไม่มีเทอร์โบ (NA) ของ Rover ที่มีแรงม้าแค่ 118 ตัวมาวาง แต่มันสามารถพุ่งทะยานจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาแค่ 5.9 วินาที! เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากในยุคนั้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเบาล้วนๆ ตามปรัชญาดั้งเดิมของแบรนด์

    Lotus Elise โฉมแรก กลายเป็นรถที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ทำยอดขายได้สูงถึง 12,000 คันทั่วโลก เป็นรถที่กู้ชื่อเสียงและทำให้คนรู้ว่า Lotus ที่แท้จริงกลับมาแล้ว

    แต่ก็น่าเสียดายที่ความสำเร็จของ Elise เพียงรุ่นเดียว ไม่สามารถช่วยกลบหนี้สินมหาศาลของ Romano Artioli ได้เลย เพราะเขาไปล้มเหลวกับการบริหารแบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่าง Bugatti จนล้มละลาย ในที่สุดปี 1996 หุ้นส่วนใหญ่ของ Lotus จึงถูกขายต่อไปให้กับ Proton ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย ย้ายฐานอำนาจทุนมาสู่ฝั่งเอเชีย… แม้ทิศทางของแบรนด์จะดูไม่หวือหวาหวือหวาเหมือนยุคก่อนๆ แต่ก็นับว่าเป็นยุคประคองตัวที่สร้างรถยนต์รุ่นน่าจดจำออกมาไม่น้อย

    ยุค Proton

    Lotus Elise Series 2 (ซ้ายบน) Lotus Elise Series 3 (กลางบน) Lotus Exige (ขวาบน) Lotus Europa S (ซ้ายล่าง) Lotus Evora (กลางล่าง) Lotus Emira (ขวาล่าง)

    ในยุคนี้ Lotus หันมาจับมือกับอู่ข้าวอู่น้ำเก่าอย่าง Toyota อีกครั้ง โดยการหยิบเอาเครื่องยนต์และเกียร์ของ Toyota มาแมตช์เข้ากับโครงสร้างไล่เบาเกิดเป็นรถสปอร์ตดิบๆ ขับสนุกหลายรุ่น ไล่มาตั้งแต่ Elise Series 2 และ Series 3, Lotus Exige ร่างจำแลงของ Elise ที่อัปเกรดเป็นรถคูเป้สายสนามแท้ๆ, Lotus Europa S รถสปอร์ตที่พยายามจะแต่งตัวให้หรูหราขับสบายขึ้น และ Lotus Evora รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางแบบ  ที่นั่ง รวมไปถึง Lotus Emira รถสปอร์ตสันดาปรุ่นสุดท้ายของแบรนด์ ที่ยังคงใช้ขุมพลัง V6 Supercharge จาก Toyota ควบคู่ไปกับเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบจาก AMG

    แต่ก็น่าแปลก… เพราะไม่ว่า Lotus จะออกรถรุ่นใหม่ๆ ที่ทรงพลังหรือโมเดิร์นแค่ไหน ก็ไม่มีรถรุ่นไหนเลยที่จะสามารถทำยอดขายถล่มทลายและประสบความสำเร็จได้เทียบเท่ากับตระกูล Elise ต้นตำรับได้เลย

    Tesla Roadster

    แต่ความเจ๋งของโครงสร้าง Elise ในยุค Proton มันไปเตะตาบุรุษคนหนึ่งที่ชื่อ Elon Musk! เพราะในช่วงปี 2008-2012 Tesla Roadster รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่สร้างชื่อให้ Tesla ก็ถูกสร้างขึ้นโดยหยิบเอาโครงสร้างและตัวถังพื้นฐานของ Lotus Elise ไปดัดแปลงใส่แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า เรียกได้ว่าถ้าไม่มี Lotus ในวันนั้น ก็อาจไม่มี Tesla ในวันนี้เลยก็ว่าได้

    ยุค Geely

    เมื่อโลกยานยนต์หมุนเข้าสู่ “ยุคสมัยของรถไฟฟ้า” ปัญหาคือ Proton ไม่มี Know-How หรือเทคโนโลยีในการผลิตรถไฟฟ้าเลย และการจะพัฒนาเองก็ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ท้ายที่สุดในวันที่ 24 พฤษภาคม 2017 Proton จึงตัดสินใจแบ่งขายหุ้น Lotus จำนวน 51% ให้กับ Geely กลุ่มทุนยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่เพิ่งซื้อ Volvo ไปไม่กี่ปีก่อน

    พอได้เงินทุนหนาและความเชี่ยวชาญด้าน EV ของ Geely มาเติมเต็ม ในปี 2019 Lotus ก็ช็อกโลกด้วยการเผยโฉม Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของแบรนด์ที่บ้าพลังสุดๆ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 4 ตัว รีดกำลังรวมกันออกมาได้มากกว่า 2,000 แรงม้า พ่วงด้วยแบตเตอรี่ความจุ 93 kWh แต่อาจจะวิ่งได้ระยะทางไม่ไกลนักอยู่ที่ประมาณ 346 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เน้นเอาแรงไม่เน้นวิ่งยาว

    หลังจากนั้น Geely ก็เดินหน้าลุยไฟฟ้ายกแผง เริ่มจาก มกราคม 2021 Geely ประกาศร่วมทุนกับกลุ่มพันธมิตรยักษ์ใหญ่ฝั่งฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นอย่าง Renault-Nissan-Mitsubishi เพื่อจับมือกันพัฒนารถไฟฟ้าสมรรถนะสูงร่วมกัน

    เมษายน 2021 Lotus ประกาศหักดิบแผนครั้งใหญ่ โดยยืนยันว่า จะผลิตแต่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% เท่านั้น ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป พร้อมตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่ผลิตรถได้แค่ปีละประมาณ 1,500 คัน พุ่งทะยานไปสู่หลักหลายหมื่นคันต่อปี โดยโปรเจกต์ยักษ์นี้ได้รับเงินลงทุนร่วมกันระหว่าง Geely และ Etika Automotive (ผู้ถือหุ้นฝั่ง Proton) สูงถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    กุมภาพันธ์ 2024 มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ Lotus Technology ขึ้นมาเพื่อเป็นแผนกย่อยคอยดูแลเรื่องรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยมี Etika ลงทุน 30% และที่เหลือเป็นการจับมือกันของ Geely และ Nio (แบรนด์รถไฟฟ้าพรีเมียมจากจีน) ก่อนจะนำบริษัทนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของอเมริกาได้สำเร็จ

    แน่นอนว่าพอ Lotus ย้ายมาอยู่ร่วมชายคากับ Geely และมุ่งสู่รถไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ปรัญชารถเบาเท่ากับแรง และการตัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรีดน้ำหนักของ Colin Chapman มันเริ่มเลือนรางและจางหายไปอย่างปฏิเสธไม่ได้

    Lotus Emeya & Eletre

    เห็นได้ชัดจากการมาของ Lotus Eletre รถ Hyper-SUV ไฟฟ้าคันเร่งโต และ Lotus Emeya รถสปอร์ตซีดานไฟฟ้าซาลูนหรูหรา 4 ประตู ซึ่งรถทั้งสองรุ่นนี้อัดแน่นไปด้วยความสะดวกสบาย หน้าจอล้ำสมัย ระบบขับขี่อัตโนมัติ และแบตเตอรี่ลูกใหญ่โตมโหฬาร จนทำให้น้ำหนักตัวถังพุ่งทะลุไปเกิน 2 ตัน ซึ่งห่างไกลจากคำว่า “รถไล่เบา” ในอดีตไปไกลลิบตา

    แต่สำหรับแฟนคลับยุคดั้งเดิมที่กำลังโหยหา DNA แบบเก่า… ล่าสุดมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างหนาหูว่า Lotus อาจจะยอมติสต์แตกอีกครั้ง โดยเล็งที่จะ คืนชีพซูเปอร์คาร์ในตำนานอย่าง Lotus Esprit ขึ้นมาใหม่ เพื่อส่งไปงัดกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Ferrari โดยคาดกันว่า Esprit ยุคใหม่นี้จะมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ไฮบริด ซึ่งดูทรงแล้วรอบนี้ Lotus น่าจะเอาจริงเสียด้วย

    ทว่าในมุมของฝ่ายบริหาร Feng Qingfeng CEO คนปัจจุบันของ Lotus ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อแบบแบ่งรับแบ่งสู้ โดยเขาปฏิเสธที่จะคอนเฟิร์มว่าจะใช้ชื่อ “Esprit” ในการทำตลาดหรือไม่… งานนี้แฟนๆ ดอกบัวคงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ซูเปอร์คาร์เครื่องสันดาปพ่วงระบบไฮบริดคันนี้ จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร และจะยังหลงเหลือจิตวิญญาณความบ้าคลั่งของ Colin Chapman อยู่มากน้อยแค่ไหน

    ศรีธนญชัยแห่งโลก F1

    ในเรื่องของวงการมอเตอร์สปอร์ต เรื่องราวที่หลายๆ คนน่าจะต้องรู้จักหรือคุ้นเคยกันดีก็คือเรื่องของ Formula 1 เพราะ Colin Chapman และทีม Lotus คือนิยามของคำว่า “ศรีธนญชัยแห่งโลกความเร็ว” ปรัชญาของ Chapman ไม่ใช่แค่การทำรถให้เบาและแอโรไดนามิกดีเท่านั้น แต่คือการ “อ่านกฎเกณฑ์เพื่อหาช่องโหว่” อะไรที่กฎไม่ได้ห้าม แปลว่าทำได้!

    เรื่องราวเริ่มจากที่ว่า Colin Chapman ตัดสินใจก่อตั้ง Team Lotus ขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี 1958 โดยส่งรถแข่งรุ่น Lotus 16 ลงสนามเป็นตัวชูโรง แต่ผลลัพธ์แรกเริ่มกลับบูดสนิท รถมีแต่ปัญหาจุกจิกวิ่งไม่ค่อยจบ เพราะตอนนั้นยังใช้พิมพ์เขียวแบบเก่าคือ “เครื่องยนต์วางหน้า” ขณะที่คู่แข่งอย่าง Cooper T43 ได้สร้างรากฐานใหม่ด้วยการเอาเครื่องยนต์ไปวางไว้ข้างหลังคนขับแล้ววิ่งฉลุย Chapman เห็นท่าไม่ดีเลยไม่ดื้อ เปลี่ยนทิศทางหันมาทำรถเครื่องยนต์วางหลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    จนกระทั่งในปี 1960 ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผลในรุ่น Lotus 18 เมื่อยอดนักแข่งอย่าง Stirling Moss คว้าชัยชนะครั้งแรกให้กับทีมได้สำเร็จที่สนามโมนาโกกรังด์ปรีซ์ ปลดล็อกความสำเร็จหน้าแรกใน F1

    พอเข้าสู่ปี 1963 Lotus ก็ระเบิดฟอร์มเทพด้วยรถแข่ง Lotus 25 ซึ่งได้นักแข่งคู่บุญอย่าง Jim Clark มาสับเกียร์เร่งความเร็ว ฟาดแชมป์ไปเหนาะๆ ถึง 7 สนามในฤดูกาลเดียว สะสมคะแนนจนคว้าแชมป์โลกประเภทนักแข่งมาครอง พร้อมพาทีม Lotus คว้าแชมป์โลกประเภทผู้ผลิต (Constructors’ Championship) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    แต่ในเดือนเมษายน ปี 1968 แฟนความเร็วทั่วโลกต้องช็อก เมื่อ Jim Clark ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างกะทันหันระหว่างการแข่งขัน Formula 2 (ขณะขับรถ Lotus 48) ที่สนาม Hockenheimring ประเทศเยอรมนี สาเหตุเกิดจากยางล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะจนควบคุมรถไม่ได้ เหตุการณ์นี้สร้างความโศกเศร้าให้ทีมอย่างมาก จนทำให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง Graham Hill ที่ฮึดสู้จนคว้าแชมป์โลกในปีนั้นมาครอง ต้องฉลองชัยชนะทั้งน้ำตาด้วยความขมขื่นลึกๆ ในใจ

    และถ้าถามว่า Lotus ทรงอิทธิพลต่อ F1 ในยุคปัจจุบันขนาดไหน? ต้องบอกว่าระบบโครงสร้างและสปอนเซอร์ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ Lotus เป็นคนเริ่มแทบทั้งสิ้น!

    เริ่มจาก Lotus 49 นี่คือรถแข่งรุ่นแรกที่ได้ใช้เครื่องยนต์ Ford Cosworth DFV V8 และยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นรถแข่งคันแรกใน F1 ที่ริเริ่ม “ติดสติกเกอร์สปอนเซอร์และทำสีรถตามแบรนด์สินค้า” (จากเดิมที่รถแข่งยุคเก่าจะพ่นสีตามประเทศต้นสังกัด) จากเดิมที่เป็นสีเขียว-เหลือง กลายมาเป็นสีแดง-ขาว-ทอง ของยาสูบยี่ห้อ Gold Leaf และเมื่ออัปเกรดมาเป็นรถรุ่น Lotus 49B แขนงวิชาอากาศพลศาสตร์ใน F1 เริ่มต้นที่นี่ เพราะมันคือรถ F1 คันแรกของโลกที่ริเริ่มการพัฒนา “ปีกหน้าและปีกหลัง” (Wings) เพื่อสร้างแรงกด (Downforce) ให้รถยึดเกาะถนนในทางโค้งได้ดีขึ้น

    ต่อมา ความบ้าพลังของ Chapman ไม่หยุดแค่นั้น ด้วยการสร้างรถ Lotus 56 ที่ใส่ เครื่องยนต์กังหันแก๊ส (Gas-Turbine) แบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องบิน แถมยังพ่วงด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ลงสนามแข่งมาแล้ว

    จนมาถึงยุคของ Lotus 72 ที่ผลิกโฉมดีไซน์หน้ารถมาเป็นแบบที่เราเห็นในทุกวันนี้ เพราะรถแข่งยุคเก่าชอบเอาหม้อน้ำไปกระจุกไว้ตรงจมูกหน้ารถเหมือนรถบ้าน แต่ Lotus 72 ฉีกตำราด้วยการ ย้ายหม้อน้ำไปไว้ด้านข้างลำตัว เพื่อทำให้จมูกหน้ารถแบนราบและรีดอากาศได้ดีที่สุด

    และแล้วก็มาถึงจุดพีคสุดของความหัวหมอในรุ่น Lotus 78 และ Lotus 79 เมื่อในปี 1978 Colin Chapman ได้ปิ๊งไอเดียเรื่อง Ground Effect เขาออกแบบใต้ท้องรถให้มีลักษณะเหมือนปีกเครื่องบินกลับหัว แถมยังติด “สเกิร์ตข้างแบบยืดหดได้” แนบสนิทไปกับพื้นแทร็ก

    หลักการคือ เมื่อรถวิ่งเร็วๆ อากาศใต้ท้องรถจะถูกรีดออกอย่างรวดเร็ว เกิดเป็น สุญญากาศ ดูดรถให้ติดหนึบอยู่กับพื้นสนามผลคือรถ Lotus สามารถสาดโค้งด้วยความเร็วที่รถคันอื่นทำไม่ได้ รถคันอื่นต้องแตะเบรก แต่ Lotus กดคันเร่งมิด! ส่งผลให้ Mario Andretti นักแข่งของทีม ขับรถพลังดูดคันนี้ไล่ทุบคู่แข่งร่วมยุคอย่าง James Hunt และ Niki Lauda จนราบคาบ คว้าแชมป์โลกปี 1978 ไปแบบสบายๆ จนทีมคู่แข่งร้องเรียนกันระงม ทำให้ FIA ต้องรีบออกกฎ “แบน” ระบบ Ground Effect นี้เพราะมันเร็วและอันตรายเกินไป (ก่อนที่กติกาจะวนกลับมาอนุญาตให้ใช้ระเบียบคล้ายๆ กันอีกครั้งในยุคหลัง)

    หลังจากยุคศรีธนญชัยพลังดูดพื้นผ่านไป ในช่วงปี 1985-1987 Team Lotus ก็กลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งเมื่อได้เซ็นสัญญากับดาวรุ่งพุ่งแรงชาวบราซิลเลียนที่ชื่อว่า Ayrton Senna ในยุคนั้น แม้ว่ารถ Lotus จะไม่ได้มีงบประมาณหนาหรือสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อเทียบกับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง McLaren หรือ Williams แต่ด้วยทักษะการขับระดับเทพของ Senna โดยเฉพาะเวลาที่ “ฝนตก” เขาสามารถควบรถ Lotus ฝ่าสายฝนคว้าชัยชนะอันน่าทึ่งได้หลายต่อหลายครั้ง พร้อมเก็บสถิติ Pole Position (ออกตัวคันแรก) ได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้ชื่อของ Lotus ในโทนสีดำ-ทองของสปอนเซอร์ John Player Special (JPS) กลายเป็นหนึ่งในภาพจำคลาสสิกตลอดกาลของแฟนความเร็วทั่วยุค 80s ก่อนที่ Senna จะย้ายทีมและ Lotus ค่อยๆ ลดบทบาทจนยุบทีม F1 ไปในที่สุด

    ในช่วงปี 1991-1994 ทีมต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด และในเวลานั้นเองที่พวกเขาได้ต้อนรับนักแข่งชาวอิตาลีหัวใจนักสู้อย่าง Alex Zanardi แม้ว่าเขาจะเป็นนักแข่งที่มีฝีมือฉกาจ แต่ด้วยสภาพรถแข่ง Lotus ในยุคนั้นที่ไร้ซึ่งความพร้อมและขาดงบประมาณ ทำให้เขาบาดเจ็บบ่อย และไม่สามารถพาทีมไปถึงฝั่งฝันได้ และ Zanardi ก็ได้กลายเป็นนักแข่งอย่างเป็นทางการคนสุดท้ายของ Team Lotus

    จนกระทั่งจบฤดูกาล 1994 หนี้สินที่พอกพูนจนเกินเยียวยาก็บีบคั้นให้ทีมต้องปิดฉากลง David Hunt น้องชายของ James Hunt อดีตแชมป์โลก F1 ผู้ล่วงลับ ได้เข้ามาซื้อกิจการและสิทธิ์ในชื่อทีมที่เหลืออยู่ โดยหวังจะชุบชีวิตทีมขึ้นมาใหม่ด้วยการควบรวมกิจการเข้ากับทีม Pacific Racing ในฤดูกาล 1995 แต่อาการก็ร่อแร่เกินเยียวยา ท้ายที่สุดโปรเจกต์นี้ก็ไปไม่รอด และต้องโบกมือลาขาดจากวงการ F1 ไปอย่างถาวรในปี 1995 นั้นเอง ปิดฉากตำนาน Team Lotus ที่ Colin Chapman สร้างมากับมือลงอย่างเป็นทางการ

    หลังจากหายหน้าหายตาไปนานถึง 15 ปี จู่ๆ ชื่อของ Lotus ก็กลับมาโลดแล่นในแทร็ก F1 อีกครั้งในปี 2010 ภายใต้ทุนหนุนหลังสัญชาติมาเลเซียในชื่อทีม Lotus Racing (ซึ่งในเวลาต่อมาได้สิทธิ์ใช้ชื่อ Team Lotus) นำโดย Tony Fernandes (เจ้าของสายการบิน AirAsia)

    เรื่องมันควรจะราบรื่นใช่ไหมครับ? แต่ความวุ่นวายมันเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปี 2010 เมื่อฝั่ง Lotus Cars ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Proton เกิดอยากทำทีมแข่งขึ้นมาเองบ้าง โดยจับมือกับทีม Renault เกิดเป็นทีมแข่งที่ชื่อว่า Lotus Renault GP ขึ้นมาในกริด!

    ลองจินตนาการดูครับ แฟนๆ F1 ยุคนั้นถึงกับงงตาแตก เพราะเปิดทีวีดูแข่งรถทีไร จะเห็นรถแข่งชื่อ “Lotus” วิ่งอยู่ในสนามพร้อมกันถึง 2 ทีม! ทีมหนึ่งเป็นทีมมาเลเซีย อีกทีมหนึ่งเป็นทีมฝรั่งเศสพ่นสีดำ-ทอง ตีกันนัวเนียจนเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

    ท้ายที่สุดในเดือนพฤษภาคม ปี 2011 ศาลสูงอังกฤษต้องลงมาแจกใบสั่งระงับศึก โดยมีคำตัดสินว่า ทีมฝั่งมาเลเซียของ Tony Fernandes ยังคงมีสิทธิ์ใช้ชื่อ Team Lotus ในการแข่งรถต่อไปได้ แต่ Lotus Group จะมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการใช้ชื่อแบรนด์ Lotus ห้วนๆ ในเชิงพาณิชย์และสินค้าอื่นๆ

    เมื่อศาลสั่งมาแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาความสับสนของแฟนความเร็วทั่วโลก ในปี 2012 ทั้งสองทีมจึงตัดสินใจเคลียร์บ้านใครบ้านมันให้ชัดเจน โดย ทีม Lotus Renault GP ได้สิทธิ์เปลี่ยนชื่อเป็น Lotus F1 Team อย่างเป็นทางการ และตัวรถแข่งก็ได้ติดโลโก้แบรนด์ Lotus สีทองอร่ามลงสนามแบบเท่ๆ (ซึ่งทีมนี้แหละครับที่พา Kimi Räikkönen คว้าแชมป์สนามได้ในเวลาต่อมา)

    ส่วนทีม Team Lotus ของฝั่งมาเลเซีย ก็ยอมถอย ย้ายไปเปลี่ยนชื่อทีมใหม่เป็น Caterham F1 Team ซึ่งก็ประจวบเหมาะเพราะ Tony Fernandes ไปซื้อแบรนด์รถ Caterham มาพอดี ยุติมหากาพย์ Lotus แฝดผีในโลกความเร็วลงแต่เพียงเท่านี้

    และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของ Lotus ที่เรานำมาฝากครับเราคงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า แบรนด์นี้ คือศูนย์รวมของ “ความเพี้ยนที่น่ากราบขอบพระคุณ” ของวงการยานยนต์โลกจริงๆ

    ในโลกที่ทุกคนพยายาม “เพิ่ม” เพื่อเอาชนะโลกกลับได้เรียนรู้ปรัชญาที่สวนทางจาก Colin Chapman ว่า “การลด… ก็สร้างความทรงพลังได้ไม่แพ้กัน” สอนให้รู้ว่า บางครั้งในชีวิตเราไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้ แค่เลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นแท้ แล้วตัดสิ่งรกรุงรังออกไป เราก็สามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้เร็วและคล่องตัวที่สุด

    สุดท้ายนี้… แม้ในปัจจุบัน Lotus ยุคใหม่ภายใต้ร่มเงาของ Geely จะเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี และตัวรถเริ่มหนักขึ้นจนอาจจะดูขัดกับปรัชญาดั้งเดิมไปบ้าง แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ถ้าวันนั้นไม่มี “ความบ้าคลั่งและความเพี้ยน” ของผู้ชายที่ชื่อ Colin Chapman โลกยานยนต์และวงการ Motorsport ก็คงจะจืดชืดกว่านี้ และเราก็คงจะไม่มีแบรนด์รถสปอร์ตดิบๆ ซาดิสม์ๆ ที่ขับสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้นไว้ประดับโลกใบนี้อย่างแน่นอน!


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • เจาะลึกประวัติศาสตร์ Isuzu จากอู่ต่อเรือสู่ราชาดีเซลโลก

    3 Min Read

    เจาะลึกประวัติศาสตร์ Isuzu จากอู่ต่อเรือสู่ราชาดีเซลโลก

    ในโลกของพลวัตทางธุรกิจ การที่แบรนด์หนึ่งสามารถดำรงอยู่และครองความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคได้ยาวนานกว่าศตวรรษไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สำหรับ Isuzu (อีซูซุ) นี่คือการเดินทางที่ผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณวิศวกรรมญี่ปุ่นและการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม จนกลายเป็นชื่อที่หยั่งรากลึกลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก

    จากอู่เรือสู่ถนน: จุดกำเนิดและวิกฤตแผ่นดินไหวที่เปลี่ยนโชคชะตา

    ในปี 1916 ท่ามกลางยุคสมัยที่ญี่ปุ่นกำลังกระหายเทคโนโลยีใหม่ Tokyo Ishikawajima Shipbuilding and Engineering ได้จับมือกับ Tokyo Gas and Electric Industrial เพื่อสร้างรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นภายใต้ความร่วมมือทางเทคนิคกับ Wolseley Motors Limited จากอังกฤษ รถยนต์นั่งคันแรกที่ผลิตในญี่ปุ่นคือรุ่น Wolseley Fifteen (A9) ในปี 1919 ทว่า DNA ที่แท้จริงของ Isuzu เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อพวกเขาผลิตรถบรรทุกรุ่น CP Truck ในปี 1921

    จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้มาจากห้องประชุม แต่มาจากภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่คันโต (1923) ได้ทำลายระบบรางรถไฟซึ่งเป็นหัวใจของโลจิสติกส์จนเป็นอัมพาต รัฐบาลญี่ปุ่นต้องนำเข้ารถบรรทุกจากอเมริกามาเพื่อกู้ภัย เหตุการณ์นี้คือบทเรียนสำคัญที่ทำให้ Isuzu ตระหนักว่า “รถเก๋งอาจเป็นความฝัน แต่รถบรรทุกคือความจริงที่ช่วยกู้ชาติ” พวกเขาจึงทิ้งค้อนต่อเรือมาจับเครื่องยนต์เพื่อการใช้งานจริง จนกำเนิดเป็นรถบรรทุก 2 ตันรุ่น “Sumida P-type” และรถบัส “Sumida M-type No. 1” ในปี 1927 โดยชื่อ “Sumida” ตั้งตามแม่น้ำที่ไหลผ่านโรงงาน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเดินเครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

    ศาสตร์แห่งชื่อและการสร้างอัตลักษณ์: จาก Sumida สู่ “ระฆัง 50 ใบ”

    การตั้งชื่อแบรนด์ในเชิงสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและจิตวิญญาณ ตามบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อถึงปี 1989 แผนกผลิตรถยนต์ของ Ishikawajima ได้แยกตัวออกมาและควบรวมกับ DAT Automobile Manufacturing (ต้นกำเนิด Nissan) จนเกิดเป็น Jidosha Kogyo พวกเขาได้ใช้ชื่อแบรนด์อย่าง “Sumida” และ “Chiyoda” (ชื่อเขตพระราชวังอิมพีเรียล) เพื่อแสดงจุดยืนในฐานะผู้ผลิตหลักเพื่อความมั่นคงของชาติ

    ในปี 1949 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Isuzu Motors อย่างเป็นทางการ โดยหยิบยกชื่อ “แม่น้ำอีซูซุ” ที่ไหลผ่านศาลเจ้าอิเสะ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่นมาใช้ ตัวคันจิของชื่อนี้ (五十鈴) แปลว่า “ระฆัง 50 ใบ” สื่อถึงความสะอาดบริสุทธิ์และการไหลเวียนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความน่าสนใจในอดีตคือ Hino Heavy Industries เคยแยกตัวออกมาจากบริษัทนี้ในปี 1942 ทำให้ยักษ์ใหญ่สองรายในตลาดรถบรรทุกไทยแท้จริงแล้วคือ “พี่น้อง” ที่มีรากเหง้าเดียวกัน

    ยุคทองของรถบรรทุกและการสถาปนา “เจ้าแห่งดีเซล”

    หลังปี 1945 ญี่ปุ่นที่บอบช้ำจากสงครามต้องการการฟื้นฟู Isuzu ได้รับอนุญาตพิเศษให้ผลิตรถบรรทุกซีรีส์ TX40 และ TU60 เพื่อขนส่งปัจจัยพื้นฐาน

    จนกระทั่งปี 1959 คือปีที่โลกได้รู้จักกับ “Isuzu Elf” ความอัจฉริยะของ Isuzu Elf คือการออกแบบในรูปแบบ “Cab-over” (เครื่องยนต์อยู่ใต้ที่นั่ง) ซึ่งพลิกโฉมการขนส่งในเมืองที่ถนนแคบของญี่ปุ่น ช่วยเพิ่มพื้นที่บรรทุกโดยไม่ต้องเพิ่มความยาวตัวรถ ความคล่องตัวนี้คือ “จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Isuzu กลายเป็นบรรทัดฐานของระบบโลจิสติกส์ในเมืองทั่วโลก (Global Standard)” มาจนถึงปัจจุบัน

    ต่อมา Isuzu ไม่หยุดแค่รถเล็ก เพราะในปี 1966 พวกเขาส่ง Isuzu TY หรือก็คือรถ Forward ในปัจจุบันลงตลาดเพื่อตอบโจทย์งานบรรทุกที่หนักขึ้น และเริ่มขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทุกความต้องการของขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์ จนเราได้เห็นชื่อรุ่นระดับตำนานอย่าง Isuzu Cubic, Gala, และ Erga ซึ่งเป็นรถบัสโดยสารที่เห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น และ Isuzu Giga ยักษ์ใหญ่หัวลากสิบล้อที่เราเห็นกันบนทางหลวงบ้านเราบ่อยๆ

    พันธสัญญา GM และกลยุทธ์ “รถนานาชาติ”

    Hillman Minx
    หลังจากเชี่ยวชาญเรื่องรถบรรทุกแล้ว Isuzu ก็อยากกลับมาทำรถเก๋ง แต่เขารู้ตัวว่าทรัพยากรและเทคโนโลยีในตอนนั้นยังจำกัด วิธีที่เร็วที่สุดคือการหาพันธมิตร Isuzu จึงไปเซ็นสัญญากับ Rootes Group จากอังกฤษ เพื่อผลิตรถเก๋งรุ่น Hillman Minx ในญี่ปุ่นภายใต้ลิขสิทธิ์ของตัวเองในปี 1953 การทำแบบนี้ทำให้ Isuzu มีรถเก๋งไปสู้กับค่ายอื่นในตลาดได้ทันที และเป็นการเก็บเกี่ยววิชาเพื่อสร้างรถของตัวเองในอนาคต

    เมื่อวิชาแกร่งกล้าพอ ในปี 1961 Isuzu ก็เปิดตัว Isuzu Bellel ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งที่ Isuzu ออกแบบเองรุ่นแรก และตามมาด้วยรถสปอร์ตสุดคลาสสิกอย่าง Isuzu 117 Coupé แต่ปัญหาคือ Isuzu ในตอนนั้นเป็นผู้ผลิตรายเล็กรถที่ทำออกมาดัน “ใหญ่เกินไป” และ “แพงเกินไป” สำหรับตลาดญี่ปุ่นในยุคนั้น ทำให้ยอดขายไม่ได้หวือหวาอย่างที่คิด

    ทศวรรษที่ 1970 คือยุคที่ Isuzu ต้องการขยายตัวสู่ระดับสากล การพบกันกับยักษ์ใหญ่อเมริกันอย่าง General Motors (GM) ในปี 1971 จึงเป็นจุดเริ่มของความสัมพันธ์ที่ยาวนานถึง 35 ปี ผลลัพธ์แรกคือรถกระบะ “Chevrolet LUV” ซึ่งผลิตโดย Isuzu แต่แปะตราเชฟโรเลตเพื่อรุกตลาดอเมริกา

    ในปี 1974 Isuzu เริ่มใช้โลโก้ “เสาสองต้น” ซึ่งมีที่มาจากตัวอักษรฮิรางานะ “อิ” (い) สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ที่มั่นคง

    ในปีเดียวกันนี้เอง Isuzu เปิดตัวรุ่น Gemini ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ GM รถรุ่นนี้กลายเป็น “รถนานาชาติ” เพราะมันถูกเอาไปเปลี่ยนชื่อขายทั่วโลก เช่นในตลาดอเมริกาย ขายในชื่อ Buick Opel หรือ Opel by Isuzu ในออสเตรเลียขายในชื่อ Holden Gemini หรือแม้แต่ในตลาดไทยเองก็ใช้ชี่อว่า Opel Gemini ในสมัยที่ Opel ยังทำตลาดอยู่… การร่วมมือนี้ทำให้ยอดส่งออกของ Isuzu พุ่งกระฉูดจากไม่ถึง 1% ในปี 1973 กลายเป็น 35% ภายในเวลาแค่ 3 ปี! ยอดผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว

    พอถึงปี 1981 Isuzu เลิกเป็น “ผู้รับจ้างผลิต” อย่างเดียว แล้วเริ่มขายรถในอเมริกาด้วยชื่อแบรนด์ “Isuzu” ของตัวเองเป็นครั้งแรก รถรุ่นแรกที่ใช้ชื่อ Isuzu ขายคือรถกระบะรุ่น Isuzu P’Up หรือก็คือ Isuzu Faster โฉมที่ 2 และรถสปอร์ต Isuzu Piazza นอกจากนี้ Isuzu ยังไปจับมือกับ Suzuki เพื่อช่วย GM พัฒนารถเล็ก (S-Car) และขยายฐานการผลิตไปถึงอังกฤษในนาม IBC Vehicles ผลิตรถตู้ส่งขายทั่วยุโรป อย่าง Isuzu Fargo และ Suzuki Carry โฉมที่ 7

    ในช่วงนี้เองที่โลกยอมรับว่า “ถ้าเครื่องยนต์ดีเซลต้องยกให้ Isuzu” เพราะเครื่องยนต์ของพวกเขาถูกนำไปใช้ในรถยนต์ยี่ห้อดังๆ ทั่วโลก ทั้ง Opel, Vauxhall, Land Rover และ Hindustan แม้แต่รถกระบะจิ๋วของเชฟโรเลตอย่างรุ่น S10 หรือก็คือ Colorado ในเวลาต่อมา ก็ยังต้องใช้ขุมพลังจาก Isuzu

    ยุคแลกเปลี่ยน DNA กับ Honda

    Isuzu Impulse (ซ้าย) กับ Isuzu Stylus (ขวา)

    ในช่วงต้นยุค 90 Isuzu ที่เผชิญกับสถานการณ์บีบคั้นทางการเงิน เริ่มถอยจากตลาดรถนั่ง พวกเขาหยุดขายรุ่น Impulse และตามด้วย Stylus ในปี 1993 ซึ่งถือเป็นรถเก๋งรุ่นสุดท้ายที่ Isuzu ผลิตเองและวางขายในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการปิดตำนานรถเก๋ง Isuzu ในแดนลุงแซมอย่างเป็นทางการ… เมื่อไม่มีรถเก๋งเป็นของตัวเอง แต่ตลาดต้องการความหลากหลาย Isuzu จึงทำดีลสุดแปลกกับ Honda เป็นการแลกเปลี่ยนรถกันดื้อๆ

    Honda Passport (ซ้าย) กับ Acura SLX (ขวา)

    โดยที่ Honda ในเวลานั้นอยากได้รถ SUV มาขายจึงเอา Isuzu Rodeo ไปแปะตราเป็น Honda Passport และเอา Isuzu Trooper ไปทำเป็น Acura SLX ในขณะที่ Isuzu ที่ไม่มีรถครอบครัวขาย เลยเอา Honda Odyssey (มินิแวน) มาแปะตราขายในชื่อ Isuzu Oasis ในตลาดญี่ปุ่นเองก็แลกกันเยอะมากทั้ง Isuzu Gemini ที่แปลงมาจาก Honda Domani, Isuzu Aska ที่แปลงมาจาก Honda Accord, Isuzu Vertex ที่แปลงมาจาก Honda Civic EG โฉมตาโต

    Isuzu Oasis (Honda Odyssey)

    Isuzu Gemini (Honda Domani)

    Isuzu Aska (Honda Accord)

    Isuzu Vertex (Honda Civic)

    Isuzu Axiom

    Joe Isuzu

    Isuzu เคยทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในอเมริกาเมื่อปี 1996 จากการเปิดตัวรถกระบะ Isuzu Hombre (ซึ่งจริงๆ คือร่างจำแลงของ Chevy S10 รุ่นที่ขายในบราซิล) ต่อมาในปี 2001 พวกเขาพยายามปลุกกระแสด้วยการเข็นรุ่น Axiom ออกมา พร้อมกับดึง “Joe Isuzu” ตัวละครเซลส์แมนสมมุติ แสดงโดยนักแสดงตลกชื่อดัง David Leisure มีจุดเด่นคือการพูดจาเกินจริงหรือโกหกหน้าตายเพื่อโปรโมทรถ กลับมาทำโฆษณาอีกครั้งเพื่อสร้างสีสัน

    แม้จะพยายามแค่ไหน แต่ด้วยความที่รถรุ่นหลักอย่าง Rodeo และ Trooper เริ่มล้าสมัย ประกอบกับการบริหารที่ผิดพลาด ยอดขาย Isuzu ก็เริ่มดิ่งลงเหว ในปี 1999 General Motors (GM) ขยับเข้ามาถือหุ้นเพิ่มเป็น 49% และส่งผู้บริหารชาวอเมริกันเข้ามาคุม Isuzu North America เป็นครั้งแรก… ช่วงนี้เองที่ Isuzu กับ GM ร่วมกันตั้งบริษัท DMAX เพื่อผลิตเครื่องยนต์ดีเซลร่วมกัน ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ต่อมาได้กลายเป็นหัวใจหลักของรถกระบะ Full-size ในอเมริกาหลายรุ่น

    “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่การกำเนิด Isuzu D-Max และ Mu-7

    ในช่วงปลายยุค 90 ถึงต้นปี 2000 Isuzu ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ยอดขายในอเมริกาเริ่มดิ่งลง รถเก๋งสู้คู่แข่งไม่ได้ จนต้องตัดสินใจ “เลิกผลิตรถยนต์นั่ง (Passenger Cars) อย่างถาวร” ในปี 2002 เพื่อทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่สิ่งที่พวกเขาเก่งที่สุดคือ “เครื่องยนต์ดีเซล” และ “รถเพื่อการพาณิชย์”

    ผลงานหลังจากนั้นต่อมานั่นก็คือ Isuzu D-Max ที่มาทำตลาดต่อจาก Isuzu Faster มีอายุในประวัติศาสตร์มากว่า 50 ปีแล้ว เจ้า D-Max โฉมแรกนี้ เปลี่ยนภาพลักษณ์รถกระบะจากรถบรรทุกของ ให้กลายเป็นรถที่ดูทันสมัย ขับง่าย และประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์ตระกูล 4JJ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน

    หลังจากความสำเร็จของ D-Max เพียงไม่กี่ปี ในปี 2004 Isuzu ก็ได้ส่ง Mu-7 เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นการต่อยอดจากพื้นฐานของ D-Max ให้กลายเป็นรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ซึ่งกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จส่งต่อมาถึง Mu-X ในปัจจุบัน

    อีกหนึ่งแง่มุมที่ทำให้ Isuzu แข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ นั่นคือ “กลยุทธ์พันธมิตร” ที่จับมือกับคู่แข่งทางการค้า เริ่มต้นที่ Toyota แม้บนถนนเมืองไทย Toyota Hilux กับ Isuzu D-Max จะสู้กันยิบตา แต่ในระดับโครงสร้างธุรกิจ ทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งโดย Toyota เคยเข้ามาถือหุ้นใน Isuzu เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูง และแม้ว่าในเวลาต่อมา Toyota จะมีการขายหุ้นออกไปบ้าง แต่ทั้งสองค่ายก็ยังเป็นพันธมิตรในกลุ่มเทคโนโลยี CASE (Connected, Autonomous, Shared, Electric) เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าและไร้คนขับร่วมกัน

    ส่วน Mitsubishi ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำรถร่วมกัน แต่เป็นเรื่องของระบบธุรกิจที่เรียกว่า “เคเร็ตสึ” (Keiretsu) โดยทาง Mitsubishi Corporation ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Isuzu โดยถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนประมาณ 10-12% ความเจ๋งคือ Mitsubishi Corporation ใช้เครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งทั่วโลก มาช่วย Isuzu ในเรื่องการวางแผนกลยุทธ์การตลาดและการจัดจำหน่ายในหลายประเทศ ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไม Isuzu ถึงเติบโตได้อย่างมั่นคงในตลาดโลก แม้จะไม่มีไลน์ผลิตภัณฑ์รถเก๋งมาดึงดูดลูกค้าเหมือนค่ายอื่น

    และอีกไฮไลท์คือ การขยับตัวเข้าหา UD Trucks แบรนด์รถบรรทุกยักษ์ใหญ่ที่เกิดจากการก่อตั้งร่วมกันระหว่าง Subaru กับ Nissan… ในปี 2021 Isuzu ได้ทำการซื้อกิจการ UD Trucks จากกลุ่ม Volvo Group ด้วยมูลค่ามหาศาล การรวมร่างครั้งนี้ทำให้ Isuzu กลายเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งในตลาดรถบรรทุกหนักอย่างเต็มตัว โดย Isuzu ได้นำเทคโนโลยีและฐานการผลิตของ UD Trucks มาอุดช่องว่างในส่วนที่ตัวเองยังขาด ถึงแม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกันแล้ว แต่ UD Trucks ยังคงขายในชื่อแบรนด์เดิม เพียงแต่มีการแชร์เทคโนโลยีเครื่องยนต์และแพลตฟอร์มร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต

    วิสัยทัศน์สีเขียว: Isuzu D-Max EV และก้าวต่อไปสู่พลังงานสะอาด

    โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Isuzu จึงเผยโฉม Isuzu D-Max EV ในงาน Motor Show 2026 ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบ Isuzu Elf EV ในไทย เพื่อยืนยันว่าแม้พลังงานจะเปลี่ยนไป แต่ “หัวใจของการบรรทุก” ยังคงเดิม

    บทบาทในสนามแข่ง

    อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะหยิบมาเล่า เชื่อได้ว่าหลายๆ คนคาดไม่ถึง กับบทบาทของ Isuzu ในวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่ได้มีประวัติแค่แข่งแต่รถกระบะอย่างเดียว

    ย้อนกลับไปในยุค 60s – 70s Isuzu เคยมีโปรเจกต์รถแข่งที่ล้ำสมัยมากอย่าง รถแข่งรุ่น Bellett R6 รถต้นแบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อลงชิงชัยภายใต้กติกา Group 6 ในรายการ Japan Grand Prix ในช่วงปลายยุค 60s ความโดดเด่นที่สุด คือการฉีกกฎจากรถ Isuzu ทั่วไปในยุคนั้น โดยการวางเครื่องยนต์ไว้กลางลำตัวรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุลที่สุดสำหรับการแข่งเซอร์กิต มาพร้อมหัวใจรหัส G200 แบบ 4 สูบ แคมคู่ 1.6 ลิตร ปรับแต่งจนมีพละกำลังสูงถึงประมาณ 140-150 แรงม้า

    แม้จะไม่ได้คว้าแชมป์รายการใหญ่มาครองได้อย่างต่อเนื่อง แต่ Bellett R6 คือ “ห้องแล็บเคลื่อนที่” ที่ Isuzu ใช้ทดสอบเทคโนโลยีเครื่องยนต์ DOHC และระบบช่วงล่าง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังรถสปอร์ตถนนอย่าง Isuzu Bellett GT-R ในเวลาต่อมา

    อีกคันหนึ่งคือ Isuzu R7 รถรุ่นใหญ่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลงแข่งในคลาสที่ใหญ่ขึ้นและโหดขึ้น อย่าง Group 7 ขยับขึ้นมาใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีการนำเครื่องยนต์ V8 มาทดลองติดตั้งในบางรุ่น หรือใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร DOHC ที่ปรับแต่งจนมีแรงม้ามากกว่า 200 ตัว ดีไซน์มีลักษณะเปิดประทุน ตัวถังกว้างและยาวขึ้น เพื่อสร้างแรงกด ในย่านความเร็วสูง

    แต่ที่ “พีค” ที่สุด และเป็นตำนานที่คนรักรถสปอร์ตเสียดายกันมากที่สุด คือโปรเจกต์ Isuzu 4200R  มันคือรถ Concept Super Car ที่ Isuzu เผยโฉมในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ปี 1989 ดีไซน์ล้ำยุคมากเหมือนยานอวกาศ และตั้งใจจะใช้เครื่องยนต์วางกลางเพื่อสู้กับค่ายอื่นอย่างเต็มตัว แต่น่าเสียดายที่ในเวลาต่อมา Isuzu ตัดสินใจยุติการพัฒนารถเก๋งและรถสปอร์ตตามนโยบายธุรกิจ เพื่อไปเน้นรถกระบะและ SUV แทน

    ในปัจจุบัน Isuzu มีบทบาทในสนามแข่งมากมายทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ อย่างในประเทศไทยก็อย่างเช่น Isuzu One Make Race, PT Maxnitron Racing Series, Idemitsu Super Turbo Thailand และ Thailand Super Series ที่เป็นสนามเซอร์กิต

    ในส่วนของสนาม Drag ในปัจจุบันก็มีเยอะมากเช่น Bangkok Drag Record, All Stars Drag, Kingdrag Star Racing Thailand หรือแม้แต่ Souped Up Thailand

    และยังมีการแข่งขัน Isuzu The One & Only Gymkhana Challenge เน้นความคล่องตัวและการควบคุมรถ โดยใช้ตัว 2.2 Maxforce ใหม่เป็นตัวชูโรงอีกด้วย

    ส่วนในรายการแข่งขันที่ Isuzu มักจะไปปรากฎตัวในต่างประเทศมักจะไปในสาย Cross Country Rally หรือการแข่งแรลลี่ระยะไกลที่เน้นความทนทานเป็นหลักเช่น

    Asia Cross Country Rally (AXCR) รายการแรลลี่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งมักจะเริ่มจากไทยไปเพื่อนบ้าน Isuzu มักจะส่งทีมโรงงานและทีมอิสระลงแข่งมาโดยตลอด เพื่อพิสูจน์ความทนทานของเครื่องยนต์และช่วงล่างในสภาพถนนที่โหดหิน

    FIA European Baja Cup ในยุโรป มีทีมแข่งอย่าง Santag Racing ที่นำ Isuzu D-Max ลงแข่งในรุ่น Stock Category เช่นในรายการ Baja TT Cuenca 2026 ที่สเปน ซึ่งเป็นการแข่งแรลลี่ความเร็วสูงแบบ Off-road

    และสนามที่โหดหินและต้องมาสักครั้งให้ได้ในชีวิตอย่าง Dakar Rally แม้ในปัจจุบันทีมโรงงานจะไม่ได้ลงเต็มตัวเหมือนสมัยก่อน แต่ยังมีทีมอิสระในต่างประเทศที่นำโครงสร้างของ D-Max มาดัดแปลงเป็นรถแข่งในรุ่น T1 หรือ T2 เพื่อลงแข่งรายการที่โหดที่สุดในโลกนี้อยู่บ้าง

    เรื่องราวของ Isuzu สอนให้เราเห็นว่า “การปรับตัว” และ “การโฟกัส” คือหัวใจสำคัญของการอยู่รอด Isuzu อาจไม่ได้มีรถซูเปอร์คาร์วางขายในโชว์รูม แต่พวกเขาเลือกที่จะเป็น “หัวใจ” ของการขนส่งทั่วโลก เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็นรถคู่ใจของครอบครัวไทยมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าในอนาคต โลกของยานยนต์จะเปลี่ยนไปสู่ไฟฟ้า (EV) หรือพลังงานไฮโดรเจนมากแค่ไหน เชื่อได้ว่าชื่อของ Isuzu หรือ “แม่น้ำระฆัง 50 ใบ” สายนี้ จะยังคงไหลผ่านเส้นทางสายยานยนต์ไปอีกนานแสนนาน


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ประวัติ Soichiro Honda ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮอนด้าที่ลุกขึ้นยืนได้เพราะความรักเมีย

    2 Min Read

    ประวัติ Soichiro Honda ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮอนด้าที่ลุกขึ้นยืนได้เพราะความรักเมีย

    “ความสำเร็จของผมที่คนอื่นเห็นมีเพียง 1% อีก 99% ที่เหลือมาจากความล้มเหลว” นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งจากปากของชายคนหนึ่งซึ่งในเวลาต่อมา ก็กลายมาเป็นผู้ก่อตั้งหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ชายคนนี้คือ Soichiro Honda

    ย้อนกลับไปในวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี 1906 ที่จังหวัดชิซูโอกะ คู่สามีภรรยา Gihei Honda และ Mika Honda ได้ให้กำเนิดเด็กชาย Soichiro Honda ขึ้นมา โดยนาย Gihei ผู้เป็นพ่อทำงานเป็นช่างตีเหล็ก และซ่อมจักรยานเก่ามาขาย ส่วน Mika ผู้เป็นแม่ก็ทำงานเป็นช่างทอผ้า Soichiro ในวัยเด็กมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน และได้คลุกคลีกับเครื่องยนต์กลไกต่างๆ จากการช่วยพ่อซ่อมจักรยาน

    จนกระทั่งมีรถ Ford Model T คันหนึ่งขับผ่านหมู่บ้านที่ Soichiro อาศัยอยู่ ทำให้เขาตื่นเต้นมากถึงกับวิ่งไล่ตามรถคันนั้นจนหายลับสายตาไป นับได้ว่าเป็นความทรงจำที่อยู่กับ Soichiro ไปทั้งชีวิต และจุดประกายความฝันที่อยากจะออกแบบ และสร้างรถยนต์ของตัวเอง

    วีรกรรมแรกๆ ของ Soichiro ค่อนข้างจะแสบมาก เมื่อเขาแอบจิ๊กเงินจากกล่อง และจักรยานของพ่อ เพื่อเอาไปเข้าชมงานแอร์โชว์ที่สนามบิน ห่างจากบ้านไปประมาณ 20 กม. แต่ว่า ค่าตั๋วดันแพงกว่าที่คิด และเงินที่เอามาก็มีไม่พอ แต่ในเมื่องานแอร์โชว์เป็นงานแสดงบินผาดโผน เขาจึงยืนรอชมนอกสนามบินแทน

    ในเรื่องของการเรียนหนังสือ Soichiro เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการอ่านการเขียนในตำราสักเท่าไร เขากลับชอบในการสร้างสรรค์ในงานประดิษฐ์มากกว่า จนเมื่อเขาอายุ 15 ปี Soichiro เห็นโฆษณาประกาศรับสมัครงานของอู่รถยนต์ชั้นนำ Art Shokai บนนิตยสาร Bicycle World Magazine เขาจึงไม่ลังเลที่จะลาออกจากโรงเรียน และส่งจดหมายสมัครงานทันที ในปี 1922

    ซึ่งในช่วงเดือนแรกๆ งานที่เขาได้รับจาก Yuzo Sakakibara ผู้เป็นเจ้าของอู่ มีเพียงแค่ทำงานจิปาถะ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกของ Sakakibara ซักอย่างงั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Soichiro ถอดใจเลยสักนิด เขาทุ่มเทและไม่เกี่ยงงานเลยแม้แต่นิดเดียว จนในที่สุดก็ได้เรียนรู้งานช่างซ่อมรถยนต์อย่างที่ตั้งใจไว้ และกลายเป็นช่างยอดฝีมือของอู่ ในปี 1923 Sakakibara ฟอร์มทีมแข่งรถขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของ Soichiro และทีมช่างคนอื่นๆ

    13 พฤศจิกายน ปี 1924 ทีมแข่งจากอู่ Art Shokai เข้าแข่งขันในรายการ Japan Motor Car Championship และคว้าชัยชนะมาได้สำเร็จ โดยที่มี Shinichi Sakakibara น้องชายของ Yuzo Sakakibara เป็นนักขับ และ Soichiro Honda เป็นช่างเครื่องนั่งประกบข้างไปด้วยกัน

    หลังจากที่ทำงานอยู่ได้ 6 ปี Soichiro ในวัย 21 ปี ที่สำเร็จวิชาจาก Sakakibara ก็ได้รับความไว้วางใจ  และส่งเขาไปเปิดสาขาที่บ้านเกิดในปี 1928 ตลอดเวลาที่เขาทำงานอยู่ในอู่นี้เขาได้รับอิสระในการทำงานค่อนข้างมาก จึงทำให้เขามีโอกาสที่จะได้ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ จนได้รับฉายาว่า “เอดิสันแห่งเมืองฮามะมัตซึ” ผลงานของเขาในช่วงเวลานั้นก็มีทั้งรถยนต์ดัดแปลง รถแข่ง หรือแม้กระทั่งเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงาน อย่างเช่น แท่นยกรถยนต์

    เดือนตุลาคม ปี 1935 Soichiro ก็ได้แต่งงานกับ Sachi Isobe และในเวลาต่อมา เธอทำงานบัญชีให้กับอู่ Art Shokai สาขาฮามะมัตสึ ที่เติบโตจนมีพนักงานมากกว่า 30 คน

    วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ปี 1936 Soichiro ประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันเปิดสนาม Tamagawa Speedway สนามแข่งรถแห่งแรกของญี่ปุ่น อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ Soichiro บาดเจ็บที่ตาซ้าย แต่ Benjiro ผู้เป็นน้องชายและเป็นช่างเครื่องที่ประกบคู่มาด้วยกัน บาดเจ็บรุนแรงกว่า เพราะกระดูกสันหลังหัก แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดความบ้าระห่ำของ Soichiro ได้ เพราะต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Soichiro เข้าแข่งขันรถยนต์ต่อ และจะเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายในชีวิต ตามคำขอร้องทั้งน้ำตาของ Sachi ภรรยาสุดที่รัก

    หลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นเป็นต้นมา Soichiro ก็เริ่มคิดว่า งานซ่อมรถยนต์ที่ทำๆ อยู่เริ่มไม่ตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาได้อีกต่อไป ณ เวลานั้น เขาอยากผลิตอะไหล่รถยนต์ขาย แต่ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนสนับสนุน เพราะมองว่า แค่ซ่อมรถขนาดนี้ก็ทำเงินได้เหลือเฟือแล้ว จะคิดการใหญ่กว่านั้นให้เกินตัวทำไม เขาไม่สนใจคำสบประมาทและได้ก่อตั้ง บริษัท Tokai Seiki Heavy Industries เพื่อผลิตแหวนลูกสูบให้กับ Toyota พร้อมกับเข้าศึกษาใน” สถาบันอุตสาหกรรมฮามะมัตสึ” เป็นเวลา 2 ปี สถาบันนี้ก็ได้กลายมาเป็น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิซุโอกะในปัจจุบัน

    การผลิตแหวนลูกสูบ เป็นไปด้วยความน่าผิดหวังมาก เพราะแหวนลูกสูบที่ผลิตส่งไปให้กับทาง Toyota จำนวน 50 ชิ้น กลับผ่านมาตรฐานโรงงานเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้เกิดจากความเชื่อมั่นว่า “ถ้าทฤษฎีทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ตอนนี้พวกอาจารย์คงเป็นนักประดิษฐ์กันหมดแล้ว” บวกกับว่า เขามีความมั่นใจในฝีมือมากเกินไปอีกด้วย

    ทำให้เขาต้องลดอีโก้ของตัวเอง และศึกษาดูงานตามโรงงานทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้การควบคุมคุณภาพการผลิตให้มีมาตรฐานมากขึ้น และกลับมาบริหารโรงงานใหม่ ผลิตแหวนลูกสูบได้ทีละเยอะๆ และผ่านมาตรฐานของ Toyota ในที่สุด นอกจากนี้เขายังได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย อย่าง Nakajima Aircraft บริษัทผลิตเครื่องบินที่เวลาต่อมาก็จะกลายมาเป็นแบรนด์รถยนต์ Subaru นั่นเอง

    ความท็อปฟอร์มในครั้งนี้ทำให้ บริษัท Tokai Seiki เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีพนักงานมากกว่า 2 พันคน ในขณะที่อนาคตกำลังรุ่งอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นรุ่งริ่งภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน เพราะจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี 1937 ก่อนที่ต่อมาภายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไปห้าวกับสหรัฐอเมริกาด้วยการบุกโจมตีฐานทัพเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941

    บริษัท Tokai Seiki ในขณะนั้นก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงยุทโธปกรณ์ ในตอนนั้น Kaichi Kawakami ประธานบริษัท Nippon Gakki หรือ Yamaha ในปัจจุบันก็ร้องขอให้ Soichiro คิดค้นเครื่องจักรที่ช่วยในการผลิตใบพัดเครื่องบินรบได้จำนวนนึง ด้วยอัตราการผลิต 4 ชิ้นต่อชั่วโมง

    จากเดิมที่ผลิตด้วยมือกว่าจะได้ชิ้นนึงก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ จนในปี 1942 Toyota เข้ามาถือหุ้นของ Tokai Seiki มากกว่า 40% และ Soichiro โดนลดขั้นจากประธานบริษัท มาเป็น กรรมการผู้จัดการอาวุโส หนำซ้ำยังต้องเสียพนักงานชายไปเกือบหมด เพราะถูกเกณฑ์ไปรบในกองทัพ  ในขณะที่ผู้หญิงและนักเรียนหญิงก็ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัคร เพื่อทำงานในโรงงานแทนผู้ชาย Soichiro จึงต้องออกแบบเครื่องจักรที่ช่วยให้ผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์สามารถทำงาน ผลิตได้ง่ายขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

    ในปี 1944 โรงงาน Tokai Seiki ที่ย่านยามะชิตะ โดนลูกหลงจากการที่ เครื่องบิน B-29 ทิ้งระเบิดใส่ จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ก่อนที่จะซวยซ้ำซวยซ้อนต่อในวันที่ 13 มกราคม ปี 1945 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในเขตมิคาวะ จนทำให้โรงงานในเมืองอิวาตะ พังทลายอีก เป็นเวลา 7 เดือนก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะบึ้มญี่ปุ่นด้วยระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก

    เกร็ดน่ารู้ : สำหรับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลา 03:38 น. มีจุดศูนย์เกิดอยู่ที่ปากอ่าวมิคาวะ ลึกลงไปถึง 11 กม. วัดระดับความรุนแรงได้ถึง 6.8 ริกเตอร์ และกินรัศมีความเสียหายราว 50 กม.เสียชีวิต 1,180 คน บาดเจ็บ 3,866 คน สูญหาย 1,126 คน อาคารบ้านเรือนพังทลายไปทั้งหมด 7,221 หลัง, เสียหายหนัก 16,555 หลัง และเกิดไฟไหม้ 2 หลัง

    ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้มันหนักหนาเกินกว่าจะฟื้นฟูไหว จนต้องตัดสินใจขายโรงงานที่ปั้นมากับมือให้กับ Toyota ด้วยจำนวนเงินกว่า 450,000 เยน หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทในปัจจุบัน บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรง ประชาชนอดอยากปากแห้ง เพราะความพ่ายแพ้ในสงคราม

    Soichiro ที่เริ่มท้อและสิ้นหวังก็เริ่มใช้ชีวิต ติดเหล้า เมาหัวราน้ำ ไม่ทำงานทำการอะไรเลยเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

    ในเดือนตุลาคม ปี 1946 Soichiro ก่อตั้งศูนย์วิจัยขนาดเล็กพื้นที่ 16 ตารางเมตร ในชื่อว่า Honda Gijutsu Kenkyu Sho (Honda Technical Research Laboratory) ( 本田技術研究所) ที่เมืองฮามะมัตสึ ด้วยจำนวนพนักงานเพียง 12 คน เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน และเครื่องจักรต่างๆ

    สภาพการคมนาคมในญี่ปุ่นหลังสงครามนั้นเป็นไปด้วยความย่ำแย่มาก เพราะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางด้วยการเดิน หรือปั่นจักรยาน เมื่อ Soichiro เห็น Sachi ที่ต้องลำบากลำบนขี่จักรยานกลับจากซื้อกับข้าว เขาจึงเดินไปรื้อหาของเก่าๆ จนเจอเข้ากับเครื่องปั่นไฟของกองทัพญี่ปุ่นที่ใช้จ่ายพลังงานให้กับวิทยุไร้สาย ก็นำมา DIY เป็นเครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 50 cc ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มาติดตั้งบนจักรยานของ Sachi และยังนำขวดน้ำมาติดตั้งเป็นถังน้ำมัน

    Soichiro เอาจักรยานดัดแปลงคันนี้มาให้ Sachi ลองขี่ไปข้างนอก ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากให้เหนื่อยกับการที่ต้องออกแรงปั่นไปซื้อกับข้าวมาเลี้ยงครอบครัว เพราะความรักที่มีต่อภรรยาทำให้ Soichiro ทุ่มสุดหัวใจ เมื่อ Sachi ลองขี่ไปได้สักพักแล้วกลับมาถึงบ้านก็ได้ชี้ข้อบกพร่องต่างๆ ให้ Soichiro ได้แก้ไขก่อนจะปล่อยออกสู่ท้องตลาดในชื่อว่า Pon-Pon นั่นจึงทำให้ Sachi เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ของฮอนด้านับแต่นั้นมา

    หลังจากที่ Soichiro แก้ไขจนเสร็จสมบูรณ์ เขาก็ได้กว้านซื้อเครื่องปั่นไฟเหลือทิ้งมาผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดจักรยานขาย ซึ่งก็ขายดีมาก เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างจนตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่น แห่มาสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก

    Honda A-Type

    Honda Dream D-Type

    เมื่อวัตถุดิบอย่างเครื่องปั่นไฟเก่าๆ พวกนี้เริ่มหมดลง Soichiro ก็หันมาออกแบบเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง ออกมาเป็น Honda A-Type หรือในชื่อเล่นว่า Bata Bata และก่อตั้งบริษัท Honda Motors ในวันที่ 24 กันยายน ปี 1948 ด้วยเงินทุน 1 ล้านเยน หรือ ประมาณ 17 ล้านบาท พร้อมจ้างพนักงานจำนวน 34 คน ผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งจักรยาน ที่กำลังบูมในญี่ปุ่น ก่อนที่ต่อมาในเดือนสิงหาคมปี 1949 Honda Dream D-Type ถูกผลิตขึ้นมาในฐานะรถมอเตอร์ไซค์อย่างเต็มตัว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1 สูบ 2 จังหวะขนาด 98 cc พละกำลังสูงสุด 3 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 4.27 Nm นับได้ว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จของ Honda ที่ Soichiro วาดฝันเอาไว้ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ Dream นั่นเอง

    Soichiro Honda (ซ้าย) และ Takeo Fujisawa (ขวา)

    ภายในปีเดียวกันนี้เอง Takeo Fujisawa ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อช่วยเหลือ Soichiro ในเรื่องการเงิน การตลาด และการวางแผนธุรกิจ ถือได้ว่าช่วยเติมเต็มในส่วนที่ Soichiro ไม่ถนัดจริงๆ

    ในปี 1950 เกิดสงครามเกาหลีขึ้นทำให้กองกำลังสหประชาชาติ ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา มีความต้องการในการสั่งซื้อเครื่องยนต์ติดจักรยานของฮอนด้ามากขึ้น ทาง Honda จึงต้องเปิดโรงงานและสำนักงานใหม่ในกรุงโตเกียว

    ในเดือนมีนาคม 1951 Honda เปิดตัว Dream E-Type รถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะรุ่นแรกของฮอนด้า และกลายมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นที่ทำยอดขายได้เยอะที่สุด ณ เวลานั้น

    ในปี 1952 Honda เปิดตัวเครื่องยนต์ติดจักรยานรุ่นใหม่ Cub F ที่มาพร้อมสโลแกน “ถังขาวเครื่องแดง” กลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม เป็นมิตรกับผู้หญิง

    Takeo เองก็ริเริ่มแผนการตลาดใหม่เพื่อให้สามารถแซงคู่แข่งได้ ด้วยการหว่านจดหมายประชาสัมพันธ์ไปยังร้านขายจักรยานกว่า 5 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งก็มีร้านจำนวน 30,000 แห่งให้ความสนใจ Takeo จึงดำเนินแผนการต่อโดยการเสนอขายเครื่อง Cub F จำนวน 1 เครื่องต่อ 1ร้านตามลำดับ และเมื่อร้านไหนต้องการสั่งซื้อเพิ่มก็สามารถจ่ายได้ด้วยการโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทโดยตรง ถือว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น และทำให้ Takeo ประสบความสำเร็จในเรื่องของการสร้างเครือข่ายการขายแบบอิสระ และทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

    นอกจากนี้ Takeo ยังเป็นคนที่วางรากฐานการในเรื่องของการ “เช่า-ซื้อ” ให้ผู้บริโภคสามารถผ่อนจ่ายกับศูนย์ได้เป็นเวลา 1 ปีอีกด้วย โดยภายในปีนั้น Honda Cub F สามารถทำยอดขายไปได้ 6,000 เครื่องในเดือนตุลาคม และ 9,000 เครื่องในเดือนธันวาคม

    Honda Motor ประสบความสำเร็จจนขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตอันดับต้นๆในประเทศ แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วยังตามหลังอยู่ ซึ่ง Soichiro เองก็ยอมรับไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะเขาต้องการจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้วยการผลิตจำนวนมาก แต่คุณภาพต้องไม่ดรอป และราคาต้องสมเหตุสมผล จึงสั่งนำเข้าเครื่องจักรจากยุโรปและอเมริกา ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 450 ล้านเยน หรือ 1,600 ล้านบาทในปัจจุบัน ด้วยความกล้าได้กล้าเสียนี้เองก็ทำให้สามารถผลิตรถมอเตอร์ไซค์ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ และมีมาตรฐานมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมสร้างโรงงานใหม่ และจ้างพนักงานเพิ่มจาก 214 คนเป็น 1,337 คน เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่มากขึ้น และยังมีการออกชุดเครื่องแบบสีขาวสะอาดตา ที่ไม่ว่าจะพนักงานหรือ ผู้บริหารทุกคนต้องใส่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน และดูแลโรงงานให้สะอาดอยู่เสมอ

    ในปี 1953 Soichiro ปลูกฝังนโยบายให้กับพนักงานว่า “คุณภาพของรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ต้องอยู่เหนือความคาดหวังของลูกค้าเกิน 100% เสมอ” เพราะหากผิดพลาดแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียวย่อมส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้ ซึ่งนโยบายนี้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขาย ไปจนถึงบริการหลังการขาย

    เดือนมิถุนายนปี 1954 Soichiro เดินทางไปศึกษาการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ในยุโรป และไฮไลต์สำคัญคือไปชมการแข่งขัน Isle of Man TT เมื่อกลับมาที่ญี่ปุ่น Soichiro ที่ยังไม่หายตื่นเต้นกับวงการมอเตอร์สปอร์ตก็เริ่มลงมือออกแบบรถสำหรับแข่งขัน และลั่นว่าจะต้องส่งรถเข้าแข่งขัน Isle of Man TT ให้ได้

    วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 1958 Honda Motor ก็ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ต่อมาจะกลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาล นั่นก็คือ Super Cub และยังกลายมาเป็นบรรพบุรุษของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น Monkey, Dream หรือแม้กระทั่งรุ่นยอดฮิตในประเทศไทยอย่าง นานาสารพัด Wave เลย

    ในปีต่อมา ปี 1959 บริษัท American Honda Motor ถูกก่อตั้งขึ้นในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา พร้อมสโลแกนว่า “You meet the nicest people on a Honda” หรือ “คนดีขี่ Honda” ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ที่สดใส ดูเป็นมิตร ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อเมริกันที่ถูกจดจำในภาพลักษณ์ของ รถมอเตอร์ไซค์คันโตๆ ที่คนขี่ใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนัง ดูดิบๆ เถื่อนๆ มากกว่า ทำให้ Honda Motor ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์เบอร์ 1 ของโลกในที่สุด

    ภายในปีเดียวกันนี้เอง Honda RC142 กลายมาเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ได้เข้าแข่งขันใน Isle of Man TT และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในปี 1961ถึง 2 รุ่นรวด ทั้ง Lightweight และ Ultra-Lightweight รวมถึงยังคว้าแชมป์ในรายการ World Grand Prix หรือก็คือ MotoGP ในปัจจุบัน ทั้งรุ่น 125cc และ 250cc ผลงานที่ผ่านมานี้ทำให้ Honda เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก และมีการตั้งฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกขึ้นที่ประเทศเบลเยียม

    ถึงแม้ว่ารถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกไปแล้วก็ตาม แต่ Soichiro ก็ยังไม่ได้สานต่อความฝันที่เคยวาดไว้มาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือการเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ ซึ่งคนรอบข้างเองก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย และอยากให้เขาทุ่มเทกับรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า เพราะ ณ เวลานั้น ค่ายรถต่างๆ มากมายในญี่ปุ่นขับเคี่ยวกันมานานมากแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ ย่างเท้าก้าวเข้าสู่สายการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัวในปี 1963 ด้วยการผลิตรถ Kei-Truck รุ่นแรกในชื่อ T360 ตามมาด้วยรถสปอร์ตเปิดประทุน S500

    Honda RA272

    จนกระทั่งในปี 1964 Honda Motor ตอบสนองความฝันของ Soichiro ด้วยการพัฒนา และส่งรถแข่งรุ่นแรก RA271 ไปแจ้งเกิดในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนาม German Grand Prix และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในสนาม Mexican Grand Prix ปี 1965 ด้วยรถ RA272

    ก่อนที่ต่อมาในปี 1972 Soichiro ก็อนุมัติให้พัฒนา และปล่อย Honda Civic ออกสู่ท้องตลาด ก่อนที่ในปีต่อมา Soichiro Honda และ Takeo Fujisawa ก็เกษียณไปพร้อมๆ กันในปี 1973 ด้วยวัย 77 ปี แถมยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในคอลัมน์ “25 บุคคลที่น่าสนใจที่สุดแห่งปี” บนนิตยสาร People Magazine นอกจากนี้ยังได้รับฉายาว่า “Henry Ford แห่งญี่ปุ่น” อีกด้วย

    ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 Honda กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าแรกที่ตั้งฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกาในปี 1982 ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์รถยนต์อันดับ 3 ของโลกในช่วงปลายทศวรรษ นอกจากนี้ทาง American Society of Mechanical Engineers ยังเอาชื่อของ Soichiro Honda มาเป็นชื่อเหรียญรางวัลสาขาการออกแบบและผลิตยานยนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาอีกด้วย

    ต่อมาในปี 1989 ชื่อของ Soichiro Honda ก็ได้รับการบรรจุอยู่ใน Automotive Hall of Fame ที่เมือง Dearborn รัฐมิชิแกน ใกล้ๆ กับกรุง Detroit

    ในส่วนของชีวิตหลังเกษียณของ Soichiro เขาใช้ชีวิตตามใจอยากกับครอบครัว ทั้งการเล่นสกี ตีกอล์ฟ แข่งรถ ร่อนแฮงค์ไกลเดอร์ หรือแม้กระทั่ง นั่งบอลลูน นอกจากนี้ทั้งตัวเขา และ Takeo ยังทำข้อตกลงด้วยกันว่าจะไม่บังคับให้ลูกชายของตัวเองมาสานต่อธุรกิจของตัวเองอีกด้วยครับ ซึ่งลูกชายของ Soichiro ที่พูดถึงอยู่นี้เขาก็คือ Hirotoshi Honda ผู้ก่อตั้งสำนักแต่ง และทีมแข่ง Mugen Motorsport นั่นเอง

    Ayrton Senna (Hungarian Grand Prix ปี 1991)

    และแล้วในวันที่ 5 สิงหาคม ปี 1991 Soichiro Honda ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัย 84 ปี จากอาการตับวาย เป็นเวลา 1 วันก่อนการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนามฮังการี ซึ่งต่อมา Ayrton Senna นักแข่งฟอร์มูล่าวันทีม McLaren ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Honda ก็สามารถคว้าแชมป์เปรียบเสมือนของขวัญอำลา Soichiro ผู้ล่วงลับมาได้สำเร็จ  และนอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัยชั้นที่ 1 หรือ เคียวกุจิสึ ไดจูโช อีกด้วย

    นี่คือเรื่องราวชีวิตของ Soichiro Honda จากเด็กชายตัวน้อยผู้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ผ่านความยากลำบาก ความล้มเหลว และความเจ็บปวดมามากมาย จนกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์อันดับต้นๆ ของโลก อย่างที่ Soichiro ได้กล่าวไว้ “คุณไม่ควรละทิ้งความฝันของตัวเอง” เพราะความสำเร็จล้วนเกิดมาจากความคาดหวัง หากพบเจออุปสรรคแล้วต้องทิ้งความฝันไป ความสำเร็จย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นจริง สำหรับสกู๊ปนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment