-
ว่ากันด้วยเรื่องของน้ำมันเครื่อง สำหรับในคอลัมน์นี้เราจะมาบอกให้หลายๆท่านได้กระจ่างรู้แจ้งเห็นจริงกันในเรื่องของการเลือกซื้อน้ำมันเครื่อง และความหมายของตัวเลขที่อยู่บนแกลอนน้ำมันเครื่องที่เราซื้อใช้กันอยู่นั้นมันคืออะไร มันบอกอะไรเราจะอธิบายกันแบบให้เข้าใจง่ายๆไม่ซับซ้อนครับ เพื่อความเข้าใจของท่านผู้อ่านทุกท่าน

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับตัวน้ำมันเครื่องกันก่อนครับว่ามันมีหน้าที่อะไร ทำไมถึงต้องใส่เข้าไปในเครื่องยนต์ นึกภาพตามง่ายๆน้ะครับ ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ผลิตจากวัสดุที่เป็นเหล็กและเมื่อเครื่องยนต์มีการทำงานสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการเสียดสีกันครับ และเมื่อมีการเสียดสีกันเป็นเวลานานมากยิ่งขึ้นแน่นอนที่สุดครับ เกิดการสึกหรอขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อลดการสึกหรอของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ จึงต้องมี สารชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่าน้ำมันเครื่องเข้ามาช่วยในเรื่องของการหล่อลื่นและลดการเสียดสี ซึ่งสารตัวนี้จึงต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถทนต่อความร้อนที่เกิดขึ้นได้ในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน และยังต้องสามารถรักษาสถานะให้คงอยู่ได้ดีในอุณภูมิปกติหรือต่ำกว่าได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย
การวัดความต้านทานการเป็นไข โดยวัดตั้งแต่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ต่ำลงมาจนถึงจุดเยือกแข็งตั่งแต่ 0 องศา จนถึงต่ำกว่า – 30 องศาเซลเซียส โดยมีตัวอักษรระบุไว้เป็นตัวอักษร W หรือ WINTER เช่น

0W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
5W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
10W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 20 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
15W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 10 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
20W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง 0 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
ส่วนเรื่องของค่าความหนืด การวัดค่าความหนืดจะวัดกันที่ 100 องศาเซลเซียส ได้เป็นออกมาเป็นค่าความหนืด แทนค่าออกมาเป็นตัวเลขเรียกว่า เบอร์ของน้ำมันเครื่อง เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลเหมือนกันทั่วโลก ทุกๆสถาบันจึงได้แทนค่าความหนืด ออกมาเป็นตัวเลขในรูปของเบอร์ของน้ำมันเครื่อง เช่น 60, 50, 40, 30, 20, 10 และ 5 ค่าตัวเลขยิ่งมากยิ่งมีความหนืดมาก ตัวเลขน้อยยิ่งมีความหนืดน้อยตามลำดับ
ทีนี้เรามาดูกันครับว่าน้ำมันเครื่องที่มีขายกันอยู่ในท้องตลาดนั้นมีกี่แบบและแบบไหนที่จะเหมาะกับรถของเราครับ

1. น้ำมันเครื่องธรรมดา(มีความหนืด) (Synthetic) เป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม สามารถใช้งานได้ประมาณ 3,000-5,000 กม.

2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์(หนืดเล็กน้อย) (Semi Synthetic) เป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นธรรมดากับน้ำมันเครื่องชนิด สังเคราะห์ สามารถใช้งานได้ประมาณ 5,000-7,000 กม.

3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์(ใส) (Fully Synthetic) เป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์จากน้ำมัน ปิโตรเลียม สามารถใช้งานได้ประมาณ 7,000-10,000 กม.
สรุปกันแบบเข้าใจง่ายๆน้ะครับ รถยนต์รุ่นใหม่ๆหรือรถที่ยังใหม่อยู่ใช้น้ำมันเครื่องแบบ FULLY Synthetic และ Semi Syntetic ได้ เนื่องจากเครื่องยนต์ยังคงความสดอยู่ไม่มีการสึกหรอ ส่วนรถกลางเก่ากลางใหม่ก็สามารถใช้ Semi Synthetic ได้ ส่วนรถยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์รุ่นเก่าควรใช้แบบ Synthetic เนื่องจากเครื่องยนต์มีการใช้งานมานานหลายปีมีความสึกหรอเกิดขึ้นบ้างตามกาลเวลา จึงต้องอาศัยความหนืดของน้ำมันเครื่องเข้ามาช่วงปกป้องเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์

ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ที่สุด…แห่งดีไซน์ที่เหนือระดับ
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดหลักคือ “Advanced Energetic Smart Star” ซึ่งเป็นการยกระดับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ให้เหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่นในระดับเดียวกัน ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่โฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ทั้งยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม
ให้ความสะดวกสบายขณะขับขี่ และความปลอดภัยตลอดทุกการเดินทาง
- สปอร์ต ในทุกมุมมอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Man Maximum, Machine Minimum” ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวคล้ายกับรถสปอร์ตคูเป้ แต่ยังคง
ให้ความกว้างขวางและสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร - อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้นำเอาเทคโนโลยีการลดน้ำหนักของตัวรถ
มาใช้ในหลายจุด อาทิ เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ตัวถังและแชสซีส์ รวมถึงการพัฒนาเครื่องยนต์ภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม และการออกแบบตัวรถให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งช่วย
เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน - ความสะดวกสบายที่ครบครัน ภายในห้องโดยสารของ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีความกว้างขวางและสะดวกสบาย นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสนุกสนานและเพลิดเพลินกับความบันเทิงในระหว่างการเดินทางอีกด้วย
การออกแบบภายนอก
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบภายนอก “Advanced Energetic Design”
เพื่อสื่อถึงการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาผสมผสานกับการออกแบบตัวถังที่กว้างและต่ำในสไตล์สปอร์ต รวมถึงความโดดเด่นตามแบบฉบับยนตรกรรมซีดาน โดยได้รับการพัฒนารูปลักษณ์ภายนอกให้ดูหรูหรา และเพิ่มความสปอร์ตยิ่งขึ้น อาทิ- ระบบไฟหน้าแบบ LED นับเป็นครั้งแรกของยนตรกรรมซับคอมแพคท์ที่มีการติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ในทุกรุ่น นอกจากนี้ยังติดตั้งไฟหน้าแบบ LED (เฉพาะรุ่น SV และ SV+) และไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED (เฉพาะรุ่น SV และ SV+)โดยระบบไฟแบบ LED ประกอบไปด้วยแถวหลอด LED ที่เรียงตัวเป็นแนวยาว การสะท้อนแสงจากไฟ LED ด้วย Reflector ภายในโคมไฟ ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางได้อย่างชัดเจนทั้งขณะขับขี่ในเวลากลางคืน หรือขณะ
ฝนตกหนักจนทำให้ทัศนวิสัยด้านหน้าไม่ชัดเจน ซึ่งจะทำงานโดยใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น - ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาพร้อมล้อลายใหม่ดีไซน์สปอร์ต ได้แก่ ล้ออัลลอยขนาด
15 นิ้ว (เฉพาะรุ่น V และ V+) และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว (เฉพาะรุ่น SV และ SV+) - กระจังหน้าแบบโครเมียม พร้อมกันชนหน้า-หลัง ดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต


การออกแบบภายในห้องโดยสาร
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้รับการออกแบบภายในห้องโดยสารใหม่ ภายใต้แนวคิด “Rich & Sophisticated” เพื่อให้สัมผัสที่หรูหรา และความสปอร์ตที่มากขึ้น พร้อมเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น อาทิ
- ไฟส่องสว่างแบบ LED ได้แก่ ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า (เฉพาะรุ่น SV+) และไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารแบบ LED (เฉพาะรุ่น SV+)

- คอนโซลด้านหน้า ออกแบบโดยการผสมผสานวัสดุที่มีพื้นผิวต่างกันได้อย่างลงตัวระหว่างแผงหน้าปัดพื้นผิวสีดำ และแผงคอนโซลตรงกลางรูปตัว T ในโทนสีเมทัลลิกเข้ม ทำให้ดูโดดเด่นมากขึ้น ขณะที่การตกแต่งตามจุดต่างๆ ภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกที่หรูหราในสไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้นด้วยโทนสีกันเมทัลลิก (Gun Metallic) สำหรับพื้นที่ส่วนบนของแผงหน้าปัดถูกออกแบบให้ดูแบนเรียบ ช่วยเพิ่ม
ทัศนวิสัยในการขับขี่ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มรายละเอียดในการตกแต่งบริเวณช่องแอร์ รอบบริเวณคันเกียร์ และรอบมาตรวัด ด้วยวงแหวนสีเงิน ทำให้ภายในห้องโดยสารมีความสวยงามโดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับมาตรวัดเรืองแสงแบบ 3 วง ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูมีมิติยิ่งขึ้น พร้อมไฟเรืองแสงสีขาวขณะสตาร์ทรถ ให้ความรู้สึกที่หรูหราและทันสมัย

- เบาะนั่งสไตล์สปอร์ต ด้วยการเลือกใช้วัสดุผ้าที่มีคุณภาพ ให้สัมผัสที่สบาย และออกแบบในสไตล์สปอร์ตด้วยการเดินด้ายเย็บแบบ 2 แถว

นอกจากนี้ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน อาทิ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส (เฉพาะรุ่น V+, SV และ SV+) เบาะที่นั่งด้านหลังปรับพับได้ 60:40 (เฉพาะรุ่น SV+) ลำโพง 8 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น SV และ SV+) ติดตั้งตามจุดต่างๆ ในห้องโดยสาร อาทิ บริเวณแผงประตูด้านหน้าของเบาะหน้า และด้านหลังของเบาะหลัง ช่องจ่ายไฟสำรองบริเวณด้านหน้า 1 ตำแหน่ง (ทุกรุ่น) และเพิ่มช่องจ่ายไฟสำรองสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น SV และ SV+)

พร้อมกันนี้ ยังมี HONDA CITY ที่มาพร้อชุดแต่ง Modulo มาให้ชมด้วยนะครับ มาดูกันว่าสวยขนาดไหนนะครับ บอกได้คำเดียว คุณต้องชอบแน่นอน





ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine - สปอร์ต ในทุกมุมมอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Man Maximum, Machine Minimum” ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวคล้ายกับรถสปอร์ตคูเป้ แต่ยังคง
-
ตัวอักษรควรรู้บนยางรถยนต์

กลับมาพบกันอีกเช่นเคยครับกับคอลัมน์เกร็ดความรู้ในเรื่องของรถยนต์ สำหรับในคอลัมน์นี้เราจะมาพูดกันเรื่องของยางรถยนต์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ หลายคนที่ใช้รถอาจจะยังไม่เข้าใจและอาจจะไม่มีความรู้ในเรื่องของการเลือกใช้ยาง เพราะฉะนั้นเราจะมาอธิบายให้เพื่อนๆได้เข้าใจกันแบบง่ายของการเลือกใช้ยางรถยนต์คันโปรดของเรา อย่างน้อยก็จะได้ไม่ไปโดนร้านจำหน่ายยางที่ไม่ซื่อสัตย์หลอกหรือเอาเปรียบเอาได้

-. เลือกใช้ยางอย่างไรให้ถูกประเภท?
ยางรถยนต์ในปัจจุบันมีมากมายหลายยี่ห้อผลิตออกมาให้เหล่าบรรดาผู้ใช้รถได้เลือกซื้อกัน มีมากมายหลายรุ่น ถามว่าแล้วแบบไหนล่ะจะเหมาะกับรถเรามากที่สุด ว่ากันง่ายๆแบบเห็นภาพชัดๆครับ ยางแก้มหนาและยางแก้มบาง แน่นอนที่สุดครับยางที่แก้มหนาย่อมจะมีความนุ่มนวนมากว่าอยู่แล้ว เหมาะกับรถทุกประเภท ยางแบบนี้จะเห็นกันอยู่ทั่วไปกับรถสแตนดาร์ดออกศูนย์ ข้อดีของยางแบบนี้ก็คือความนุ่มนวนในการขับขี่จะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ส่วนยางแก้มบางหรือยางแก้มเตี้ย หลายคนอาจเปลี่ยนเพราะความสวยงามแต่หลายคนเปลี่ยนเพราะต้องการสมรรถณะที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งยางแบบนี้จะมีผลดีในเรื่องของการใช้ความเร็ว จะสามารถควบคุมรถได้อย่างแม่ยำมากขึ้น ด้วยแก้มยางที่บางจึงมีการให้ตัวน้อยจึงเป็นผลให้การควบคุมรถดียิ่งขั้นแต่ก็จะสูญเสียความนุ่มนวนไปบ้าง การใส่ยางแก้มเตี้ยเราอาจจะสัมผัสสิ่งที่อยู่บนท้องถนนได้ชัดเจนกว่ายางแก้มหนา ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับการใช้งานแหละครับ-.ขนาดของยางดูอย่างไร?
อย่างเช่น 205/45/R17
205 คือความกว้างของหน้ายาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
45 คือ ความสูงของแก้มยางเท่ากับ 75%ของความกว้างยาง
R คือ ชนิดของยาง ซึ่งตอนนี้ก็จะเป็นเรเดียลเกือบทั้งหมด
17 คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว

-.เลือกดูยางอย่างไรไม่ให้เจอยางเก่าเก็บ?
ง่ายนิดเดียวครับสำหรับการดูวันผลิตของยางสังเกตกันง่ายๆ(แต่อาจต้องมองหากันนิดนึง) ตัวเลขบอกวันผลิตนั้นจะอยู่ในกรอบรูปแค๊ปซูลหรือวงรี อย่างเช่น 2804 จะตีความหมายเป็นคู่ คู่แรก28 คือ ผลิตอาทิตย์ที่ 28 บอกได้ว่าผลิตเมื่อเดือนกรกฎาคม ส่วนคู่ที่สอง 04 คือ ปีที่ผลิต 2004 นั่นเองครับ

-.จุดกลมๆสีเหลืองๆที่อยู่บนแก้มยางคืออะไร?
จุดสีเหลืองนี้ เรียกว่าจุด weight mark ซึ่งผู้ผลิตยางรถยนต์ จะทำเครื่องหมายด้วยการแต้มสีลงบนส่วนที่เบาที่สุดของยาง เพื่อให้ช่างทราบว่า ส่วนใดมีน้ำหนักเบาที่สุด บนยางรถยนต์เส้นนี้ และก็ควรใส่ยางโดยเอาจุ๊บลม (ซึ่งมีน้ำหนักถ่วง) ให้ตรงกับจุดสีเหลืองนั้น เพื่อที่จะได้เกิดความสมมาตรมากที่สุด เวลาที่ถ่วงล้อ
เป็นยังไงกันบ้างครับ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเกร็ดความรู้เบื้องต้นเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการเลือกซื้อยางรถยนต์ สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการรู้เรื่องราวของยางหรือข้อมูลรายละเอียดของยางที่ลึกกว่านี้ต้องคอยติดตามกันต่อไปครับ

-
ที่สุด…แห่งดีไซน์ที่เหนือระดับ
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดหลักคือ “Advanced Energetic Smart Star” ซึ่งเป็นการยกระดับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ให้เหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่นในระดับเดียวกัน ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่โฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ทั้งยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม
ให้ความสะดวกสบายขณะขับขี่ และความปลอดภัยตลอดทุกการเดินทาง
- สปอร์ต ในทุกมุมมอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Man Maximum, Machine Minimum” ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวคล้ายกับรถสปอร์ตคูเป้ แต่ยังคง
ให้ความกว้างขวางและสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร - อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้นำเอาเทคโนโลยีการลดน้ำหนักของตัวรถ
มาใช้ในหลายจุด อาทิ เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ตัวถังและแชสซีส์ รวมถึงการพัฒนาเครื่องยนต์ภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม และการออกแบบตัวรถให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งช่วย
เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน - ความสะดวกสบายที่ครบครัน ภายในห้องโดยสารของ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีความกว้างขวางและสะดวกสบาย นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสนุกสนานและเพลิดเพลินกับความบันเทิงในระหว่างการเดินทางอีกด้วย
การออกแบบภายนอก
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบภายนอก “Advanced Energetic Design”
เพื่อสื่อถึงการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาผสมผสานกับการออกแบบตัวถังที่กว้างและต่ำในสไตล์สปอร์ต รวมถึงความโดดเด่นตามแบบฉบับยนตรกรรมซีดาน โดยได้รับการพัฒนารูปลักษณ์ภายนอกให้ดูหรูหรา และเพิ่มความสปอร์ตยิ่งขึ้น อาทิ- ระบบไฟหน้าแบบ LED นับเป็นครั้งแรกของยนตรกรรมซับคอมแพคท์ที่มีการติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ในทุกรุ่น นอกจากนี้ยังติดตั้งไฟหน้าแบบ LED (เฉพาะรุ่น SV และ SV+) และไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED (เฉพาะรุ่น SV และ SV+)โดยระบบไฟแบบ LED ประกอบไปด้วยแถวหลอด LED ที่เรียงตัวเป็นแนวยาว การสะท้อนแสงจากไฟ LED ด้วย Reflector ภายในโคมไฟ ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางได้อย่างชัดเจนทั้งขณะขับขี่ในเวลากลางคืน หรือขณะ
ฝนตกหนักจนทำให้ทัศนวิสัยด้านหน้าไม่ชัดเจน ซึ่งจะทำงานโดยใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น - ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาพร้อมล้อลายใหม่ดีไซน์สปอร์ต ได้แก่ ล้ออัลลอยขนาด
15 นิ้ว (เฉพาะรุ่น V และ V+) และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว (เฉพาะรุ่น SV และ SV+) - กระจังหน้าแบบโครเมียม พร้อมกันชนหน้า-หลัง ดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต


การออกแบบภายในห้องโดยสาร
ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้รับการออกแบบภายในห้องโดยสารใหม่ ภายใต้แนวคิด “Rich & Sophisticated” เพื่อให้สัมผัสที่หรูหรา และความสปอร์ตที่มากขึ้น พร้อมเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น อาทิ
- ไฟส่องสว่างแบบ LED ได้แก่ ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า (เฉพาะรุ่น SV+) และไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารแบบ LED (เฉพาะรุ่น SV+)

- คอนโซลด้านหน้า ออกแบบโดยการผสมผสานวัสดุที่มีพื้นผิวต่างกันได้อย่างลงตัวระหว่างแผงหน้าปัดพื้นผิวสีดำ และแผงคอนโซลตรงกลางรูปตัว T ในโทนสีเมทัลลิกเข้ม ทำให้ดูโดดเด่นมากขึ้น ขณะที่การตกแต่งตามจุดต่างๆ ภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกที่หรูหราในสไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้นด้วยโทนสีกันเมทัลลิก (Gun Metallic) สำหรับพื้นที่ส่วนบนของแผงหน้าปัดถูกออกแบบให้ดูแบนเรียบ ช่วยเพิ่ม
ทัศนวิสัยในการขับขี่ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มรายละเอียดในการตกแต่งบริเวณช่องแอร์ รอบบริเวณคันเกียร์ และรอบมาตรวัด ด้วยวงแหวนสีเงิน ทำให้ภายในห้องโดยสารมีความสวยงามโดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับมาตรวัดเรืองแสงแบบ 3 วง ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูมีมิติยิ่งขึ้น พร้อมไฟเรืองแสงสีขาวขณะสตาร์ทรถ ให้ความรู้สึกที่หรูหราและทันสมัย

- เบาะนั่งสไตล์สปอร์ต ด้วยการเลือกใช้วัสดุผ้าที่มีคุณภาพ ให้สัมผัสที่สบาย และออกแบบในสไตล์สปอร์ตด้วยการเดินด้ายเย็บแบบ 2 แถว

นอกจากนี้ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน อาทิ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส (เฉพาะรุ่น V+, SV และ SV+) เบาะที่นั่งด้านหลังปรับพับได้ 60:40 (เฉพาะรุ่น SV+) ลำโพง 8 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น SV และ SV+) ติดตั้งตามจุดต่างๆ ในห้องโดยสาร อาทิ บริเวณแผงประตูด้านหน้าของเบาะหน้า และด้านหลังของเบาะหลัง ช่องจ่ายไฟสำรองบริเวณด้านหน้า 1 ตำแหน่ง (ทุกรุ่น) และเพิ่มช่องจ่ายไฟสำรองสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น SV และ SV+)

พร้อมกันนี้ ยังมี HONDA CITY ที่มาพร้อชุดแต่ง Modulo มาให้ชมด้วยนะครับ มาดูกันว่าสวยขนาดไหนนะครับ บอกได้คำเดียว คุณต้องชอบแน่นอน





- สปอร์ต ในทุกมุมมอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Man Maximum, Machine Minimum” ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวคล้ายกับรถสปอร์ตคูเป้ แต่ยังคง
-
จบไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงาน TAM Connection Racewar ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ สนามบินเล็ก อ่างเก็บน้ำหนองค้อ ศรีราชา ซึ่งพื้นที่ในการจัดงานในครั้งนี้ทางทีมผู้จัดงาน Connection Thailand ก็ได้จัดงานในครั้งนี้ขึ้นมาให้บรรยากาศออกมาเหมือนกับการแข่งขัน RaceWar ในภาพยนตร์ Fast & Furious ซึ่งในงานก็ได้มี Car Club ชั้นนำระดับประเทศมาร่วมงานอย่างมากมายมากกว่า 60 ทีม โดยได้มีการจัดโซนสำหรับจอดรถโชว์ของแต่ละ Car Club พร้อมที่นั่งให้เลือกสรรสำหรับแต่ละทีมไว้ด้วย ซึ่งแต่ละทีมจะมีการจัดปาร์ตี้กันหลากหลายทีม นอกจากนี้ยังได้มีกิจกรรมสุดมันส์ให้ผู้ที่ไปร่วมงานนั้นได้รับชมกันไม่ว่าจะเป็น Drift Car โชว์ จาก TAM Engineering Team , โชว์เครื่องบินบังคับ และมันส์ไปด้วย Bike Stunt Show จาก สยามสตั๊น เพียงเท่านั้นยังไม่พอภายในงานก็ยังมีการ ฉายหนังเรื่องFast & Furious แบบกลางแปลงให้ผู้ที่มาร่วมงานได้รับชมกันภายในงานรอบดึก ภายในงานยังการแข่งขันในรูปแบบ Drag โดยไม่มีการจับเวลางานนี้เรียกว่ารถใครแรงคนนั้นชนะ ซึ่งรูปแบบการจัดงานบอกได้เลย เหมือนเมืองนอกอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นการวางตู้ คอนเทรนเนอร์ก่อนปล่อยรถ สีสันในสนามDrag บอกได้เลยรถแทบทุกคันชื่นชอบอย่างเห็นได้ชัด ทางทีม REALTIME CAR MAGAZINE พึ่งเคยเห็นการจัดงานในรูปแบบนี้ครั้งแรก เป็นสีสันในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่เสมือนเราอยู่เมืองนอกเลยทีเดียว แล้วแว่ว..แว่วมาว่าในปี 2017 จะมีการจัดงานแบบนี้ในเมืองโดยผู้จัดคนเดิม มาคอยติดตามกันดี..ดีนะครับ
-
วันนี้ทาง K.SPEED ขอแนะนำนวัตกรรมใหม่ๆที่สร้างสรรค์มาเพื่อพัฒนาคุณภาพล้อแม็กซ์
โดยเฉพาะเพื่อให้ได้ล้อที่มีน้ำหนักเบากว่าเหนียวกว่า และแข็งแกร่งกว่า อย่างล้อK.SPEEDTYPEที่ผลิตด้วยกระบวนการ “โฟร์ฟอร์มมิ่ง” FLOW FORMING ขั้นตอนแรกก่อนทำการ “โฟร์ฟอร์มมิ่ง” FLOW FORMING
ตัวล้อต้องทำการหล่อหน้าแม็กซ์ด้วยอลูมิเนียม ให้ขึ้นรูปทรงลายของล้อแต่ละวงก่อนหลังจากนั้นก็ทำการขึ้นรูป
ตัวล้อด้วยการรีดอลูมิเนียมด้วยความร้อนแบบใบมีด ทิศทางให้ขอบผนังล้อมี
SPEC ที่บาง แต่เหนียวและยืดหยุ่นสูง เนื่องจากเนื้อของอลูมิเนียมมีค่าฟองอากาศในเนื้อค่อนข้างต่ำมาก
ต่างจากหล่อแบบเบ้าหลอมธรรมดา ที่มีค่าฟองอากาศในอลูมิเนียมสูงกว่า “โฟร์ฟอร์มมิ่ง” FLOW FORMING มาก อีกทั้งเป็นวิธีที่เป็นที่นิยมในยุโรป เพราะได้ล้อที่น้ำหนักเบาและแข็งแกร่งคล้ายกับผิวล้อที่ผลิตด้วยวิธีการ ฟอร์จ (FORGED)




แต่ระบบฟอร์จนั้นเป็นระบบที่มีค่าขั้นตอนการผลิตที่สูง เมื่อผลิตออกมาราคาถึงมือผู้บริโภคจึงค่อนข้างสูงมากกว่าล้อที่ผลิตด้วยระบบกระบวนการ “โฟร์ฟอร์มมิ่ง” FLOW FORMING อยู่พอสมควร ดังนั้นทาง K.SPEED จึงออก PRODUCT
รุ่นใหม่ในนาม K.SPEED TYPE-F FLOW FORMING ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ที่ต้องการล้อที่เบา แข็งแกร่งและ
สวยงามในระดับพรีเมี่ยมไม่แพ้ล้อแบบ FORGED ที่มีราคาสูงมาก

ล้อ TYPE-F FLOW FORMING BY K.SPEED น่าสนใจตรงไหน?
ลวดลายที่คงความเป็นเรสซิ่งเต็มตัว บ่งบอกความเป็นสไตล์อย่างชัดเจน ความแข็งแกร่งในระดับที่สามารถใช้แข่งในสนาม
ได้ทั้ง DRIFT, DRAG, CIRCULT อย่างไม่มีปัญหา น้ำหนักของล้อที่เบา มีผลต่อการตอบสนองของระบบช่วงล่างได้ดี และการบังคับควบคุมช่วงล่างได้ฉับไวขึ้น และวิ่งได้นิ่มนวล ประหยัดน้ำมันแน่นอน พร้อมทั้งสมถรรนะในการเกาะถนนที่ดีเยี่ยม เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการควบคุมการขับขี่ได้ดี อัตราเร่งดีขึ้น พร้อมทั้งย่นระยะการเบรก และยังลดแรงสั่นสะเทือน ยืดอายุของช่วงล่าง ได้อีกด้วยล้อ TYPE-F FLOW FORMING BY K.SPEED มาพร้อมขอบล้อที่น่าสนใจดังนี้
ขอบ 17X7.5 มีน้ำหนักเพียง 7 กก.
ขอบ 17X8 มีน้ำหนักเพียง 7.5 กก.
ขอบ 17X8.5 มีน้ำหนักเพียง 8 กก.


ใกล้เคียงกับล้อฟอร์จ (FORGED) ที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น แถมราคาไม่แพงอย่างที่ใครๆ คิดสีสัน สวยงามตามสไตล์ที่คนไทยนิยม ทำให้ K.SPEED TYPE-F โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ในทุกรูปแบบการใช้งานอย่างแท้จริง

















































































































































































