• มีอะไรใหม่? กับ Honda ADV 160 รุ่นปี 2026: สกู๊ตเตอร์ SUV พรีเมียมที่มาพร้อมความล้ำหน้าและดีไซน์ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น!

    1 Min Read

    มีอะไรใหม่? กับ Honda ADV 160 รุ่นปี 2026: สกู๊ตเตอร์ SUV พรีเมียมที่มาพร้อมความล้ำหน้าและดีไซน์ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น!

    แฟน ๆ มอเตอร์ไซค์สายแอดเวนเจอร์เตรียมเฮ! เพราะมีกระแสข่าวการปรับโฉมครั้งสำคัญของ Honda ADV 160 รุ่นปี 2026 ในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมาพร้อมกับการอัปเกรดทั้งดีไซน์และเทคโนโลยีสุดล้ำ ก่อนจะถูกคาดหมายว่าจะมาอวดโฉมให้ชาวไทยได้สัมผัสในงาน Motor Expo 2025 ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

    | ใหม่! ดีไซน์โค้งมน แต่เฉียบคม พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย

    สำหรับ ADV 160 รุ่นปี 2026 นี้ โดดเด่นด้วยการปรับลุคดีไซน์ให้มีความ “โค้งมน แต่เฉียบคมยิ่งขึ้น” ให้ความรู้สึกสปอร์ตและพรีเมียมกว่าเดิม แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือการอัปเกรดแผงหน้าปัดใหม่ โดยใช้ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่ให้ข้อมูลคมชัดครบถ้วน และเพิ่มฟีเจอร์การเชื่อมต่ออัจฉริยะด้วยระบบ Honda Roadsync ที่ผู้ขับขี่สามารถ เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับมอเตอร์ไซค์ผ่านบลูทูธ เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล

    | เอกลักษณ์เดิมที่ยังรักษาไว้! เครื่องยนต์ eSP+ และระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด

    แม้จะมีการปรับโฉมภายนอก แต่หัวใจสำคัญของ ADV 160 ยังคงเป็นเครื่องยนต์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องสมรรถนะและความทนทาน โดยยังคงใช้ เครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว ขนาด 160 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 15.8 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 14.7 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที มอบการขับขี่ที่สนุกและตอบโจทย์ทั้งในเมืองและทางลุย

    ด้านระบบความปลอดภัยและฟีเจอร์อำนวยความสะดวกที่ยังคงมีมาให้อย่างครบครัน ได้แก่

    • HSTC (Honda Selectable Torque Control) ระบบควบคุมแรงบิด
    • ESS (Emergency Stop Signal) สัญญาณไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน
    • ISS (Idling Stop System) ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ
    • และ กุญแจอัจฉริยะ (Smart Key)

    | สีที่มีขายในตลาดอินโดฯ

    • รุ่น CBS: Solid Matte Red, Solid White, Solid Black

    • รุ่น ABS: Tough Matte Green, Tough Matte Brown, Tough Matte Black

    • รุ่น ABS RoadSync: SUV Brown

    | คาดการณ์ในตลาดไทย

    คาดว่า Honda ADV 160 รุ่นปี 2026 ที่จะทำตลาดในประเทศไทยจะมาพร้อมสเปคและฟีเจอร์หลักที่ใกล้เคียงกับรุ่นที่เปิดตัวในอินโดนีเซีย รวมถึงฟีเจอร์เชื่อมต่อ Honda RoadSync ผ่านหน้าจอ TFT ใหม่นี้ด้วย และมีความเป็นไปได้สูงที่ทาง A.P. Honda จะมีการเปิดตัวรถรุ่นนี้อย่างเป็นทางการภายในงาน Motor Expo 2025 ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ตำนานคืนชีพ! Honda CB400 Four โฉมใหม่ เตรียมเปิดตัว พร้อมนวัตกรรม “E-Clutch” สุดล้ำ

    1 Min Read

    ตำนานคืนชีพ! Honda CB400 Four โฉมใหม่ เตรียมเปิดตัว พร้อมนวัตกรรม “E-Clutch” สุดล้ำ

    Honda เตรียมสร้างความฮือฮาให้กับวงการมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง หลังมีกระแสข่าวหนาหูจากสื่อยานยนต์ชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Young Machine ว่ากำลังซุ่มพัฒนาและเตรียมเปิดตัว All New Honda CB400 Super Four เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งจะกลับมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงอันเป็นเอกลักษณ์ และที่น่าจับตาที่สุดคือการติดตั้งเทคโนโลยี “Honda E-Clutch” ที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ไปจากเดิม

    การกลับมาของตระกูล CB400 Super Four ในครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย ที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 399 ซีซี และเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งรุ่นเดิมได้ยุติการผลิตไปเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานไอเสีย

    ตามรายงานของ Young Machine ระบุว่า Honda CB400 Four โฉมใหม่ จะยังคงดีไซน์แนว Neo-Retro Classic ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับองค์ประกอบที่ทันสมัย แต่จะมีการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

    จุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดคือการนำระบบ Honda E-Clutch มาใช้กับ CB400 Four ซึ่งเป็นระบบคลัตช์ไฟฟ้าอัตโนมัติที่เคยเปิดตัวและสร้างความประทับใจมาแล้วในรุ่นพี่อย่าง CB650R และ CBR650R ระบบนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลงได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้คันคลัตช์เลยแม้แต่น้อย (ตั้งแต่เกียร์ 1) ทำให้การขับขี่ในสภาพการจราจรหนาแน่น หรือการเปลี่ยนเกียร์ต่อเนื่องขณะเร่งความเร็วเป็นไปอย่างราบรื่น สะดวกสบาย และเร้าใจยิ่งกว่าเดิม แต่ผู้ขับขี่ก็ยังคงสามารถใช้คันคลัตช์แบบปกติได้หากต้องการ

    นอกจาก E-Clutch แล้ว คาดว่า All New CB400 Four จะได้รับการอัพเกรดในหลายส่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีการวิเคราะห์ว่า ขุมพลัง 4 สูบเรียง 16 วาล์ว DOHC อาจจะถูกปรับจูนใหม่ให้มีกำลังมากกว่า 70 แรงม้า พร้อมกับช่วงล่างที่ทันสมัย เช่น โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ (Upside Down) จาก Showa รุ่น SFF-BP, ระบบดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS ทั้งหน้าและหลัง และเฟรมรถแบบ Steel Diamond ที่ถูกออกแบบมาใหม่, นอกจากนี้ยังเพิ่มหน้าจอสี TFT และระบบคันเร่งไฟฟ้ามาให้อีกด้วย

    กระแสข่าวดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นอย่างมากในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ 4 สูบเรียงคลาสกลาง และคาดการณ์ว่า Honda อาจจะมีการเพิ่มทางเลือกด้วยรุ่นพิกัด 500 ซีซี เพื่อทำตลาดในบางประเทศด้วย การกลับมาของ CB400 Four พร้อมเทคโนโลยี E-Clutch ถือเป็นสัญญาณว่า Honda กำลังรุกตลาดรถจักรยานยนต์คลาสกลางอย่างจริงจัง เพื่อตอบโต้คู่แข่งในตลาด

    ต้องจับตาดูต่อไปว่า การเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นเมื่อใด และจะมีโอกาสเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยหรือไม่ แต่ที่แน่นอนคือ Honda CB400 Four โฉมใหม่นี้ได้ถูกยกระดับให้เป็นมากกว่าตำนาน แต่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

    ที่มา : Young-Machine.com


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


     

    No Comment
  • ตำนานจิ๋ว “Suzuki VanVan” คืนชีพในร่างไฟฟ้า! “e-VanVan” เตรียมเผยโฉมเต็มพิกัดในงาน Japan Mobility Show 2025!

    1 Min Read

    ตำนานจิ๋ว “Suzuki VanVan” คืนชีพในร่างไฟฟ้า! “e-VanVan” เตรียมเผยโฉมเต็มพิกัดในงาน Japan Mobility Show 2025!

    แฟน ๆ สองล้อทั่วโลกเตรียมเฮ! เมื่อค่ายคนบ้าอย่าง Suzuki เตรียมชุบชีวิตมอเตอร์ไซค์สุดรักในตำนานอย่าง VanVan ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในยุคแห่งพลังงานสะอาด! การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมชื่อใหม่สุดล้ำ “Suzuki e-VanVan” มอเตอร์ไซค์คอนเซ็ปต์ไฟฟ้า (BEV Fun Bike) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลุกจิตวิญญาณแห่งความสนุกและอิสระในการขับขี่ให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง!

    ย้อนตำนาน: “VanVan” มินิไบค์ขาลุยที่ไม่มีวันตาย

    ก่อนจะไปตื่นเต้นกับยุคใหม่ เราต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักกับต้นตำนานอย่าง Suzuki VanVan ที่เปิดตัวครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1970 ในชื่อตระกูล RV Series (เช่น RV50, RV90, RV125) เอกลักษณ์ที่ทำให้ VanVan ไม่เหมือนใครและเป็นที่รักของเหล่าไบค์เกอร์ก็คือ ยางบอลลูน” (Balloon Tire) ขนาดใหญ่และหนาเป็นพิเศษ ที่ไม่ว่าจะเจอกับพื้นผิวทราย ชายหาด ดินลูกรัง หรือถนนทั่วไป ก็สามารถพาผู้ขับขี่ บัง ๆ” (ไปเรื่อย ๆ) ได้อย่างสนุกสนานและมั่นคง ด้วยดีไซน์ไฟหน้ากลม เบาะนั่งยาวเรียบ และรูปลักษณ์ที่ดูขี้เล่น ทำให้ VanVan กลายเป็นสัญลักษณ์ของความชิลล์และความสนุกแบบไม่ผูกมัด มันห่างหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะถูกนำกลับมาอีกครั้งในยุค 2000 ในรุ่น RV125 และ VanVan 200 ที่อัพเกรดเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ พร้อมหัวฉีด แต่ยังคง DNA ความน่ารักและลุยได้ทุกที่ไว้เต็มเปี่ยม

    e-VanVan: เรโทรล้ำยุค! ข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรพลาด

    และในปี 2025 นี้! Suzuki ได้ตัดสินใจพาตำนาน VanVan ก้าวเข้าสู่ยุค EV อย่างเต็มตัว ภายใต้ชื่อ e-VanVan! แม้ว่าจะเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ไบค์ แต่ข้อมูลเบื้องต้นที่เผยออกมาก็ทำเอาแฟน ๆ ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ!

    • แรงบันดาลใจจากยุคแรก: หลายคนอาจจะตกใจว่าทำไมหน้าตาของ e-VanVan ไม่เหมือน VanVan 200 รุ่นที่เราคุ้นเคย? นั่นเพราะดีไซน์นี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก VanVan 90 ในปี 1971 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นคลาสสิกของตระกูล!
    • โครงสร้างรองรับอนาคต: เพื่อรองรับการติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทีมวิศวกรได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเฟรมจากแบบ Backbone ไปเป็นแบบ Cradle (เปล) ซึ่งเป็นการผสานความคลาสสิกของดีไซน์แรกเข้ากับโครงสร้างที่แข็งแรงและทันสมัยของรถ EV อย่างลงตัว
    • สมรรถนะที่น่าจับตา: ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า e-VanVan ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีพละกำลัง เทียบเท่ารถคลาส 125 ซีซี ซึ่งหมายความว่ามันจะไม่ใช่แค่รถขี่เล่น แต่สามารถใช้งานจริงได้อย่างสนุกสนานและคล่องตัวในเมือง!
    • สมรรถนะที่น่าจับตา: ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า e-VanVan ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีพละกำลัง เทียบเท่ารถคลาส 125 ซีซี ซึ่งหมายความว่ามันจะไม่ใช่แค่รถขี่เล่น แต่สามารถใช้งานจริงได้อย่างสนุกสนานและคล่องตัวในเมือง!
    • เทคโนโลยีสมัยใหม่: จากภาพคอนเซ็ปต์ เราได้เห็นรายละเอียดของชุดโช้คอัพหน้าแบบ หัวกลับ (Upside-Down), ดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS เฉพาะด้านหน้า และเรือนไมล์แบบ ดิจิทัลสี ที่คาดว่าจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้

    ปักหมุดรอ! การเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่ Tokyo

    สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ การเปิดเผยข้อมูลสำคัญทั้งหมด! ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคอย่างละเอียด (เช่น กำลังขับเคลื่อน, ขนาดแบตเตอรี่, ระยะทางวิ่งต่อชาร์จ) และที่สำคัญที่สุดคือ แผนการผลิตเพื่อจำหน่ายจริงในอนาคต จะถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการในงานใหญ่ประจำปีของญี่ปุ่น Japan Mobility Show 2025 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม นี้!

    นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวรถใหม่ แต่มันคือการประกาศการกลับมาของตำนานที่ทุกคนคิดถึง ในเวอร์ชันที่เข้ากับยุคสมัยได้อย่างลงตัว! แฟน ๆ มอเตอร์ไซค์ต้องเกาะติดสถานการณ์นี้ไว้ให้ดี เพราะ e-VanVan อาจเป็นก้าวใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของ Suzuki และเป็นนิยามใหม่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เน้นความสนุกแบบ “ไม่เร่งรีบ แต่ไม่หยุดนิ่ง”!


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ต้นกำเนิด Forza 750

    1 Min Read

    ต้นกำเนิด Forza 750

    รู้หรือไม่? Forza 750 กับ Forza 350 ถึงชื่อจะเหมือนกันแต่อาจจะไม่ได้เป็นญาติกันอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แม้ว่าในตลาดยุโรป จะมี Forza ตั้งแต่ขนาด 125 cc มาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ตาม ทว่า Forza 750 ไม่ได้ถูกพัฒนามาจาก Forza รุ่นเล็ก แต่มาจากรถสกูตเตอร์อีกรุ่นหนึ่ง

    เรื่องราวของ Honda Forza 750 ต้องเล่าย้อนไปถึงเรื่องราวของรถ Maxi Scooter รุ่นนึงอย่าง NC700D เมื่อปี 2010 หรือในชื่อเล่นว่า Integra ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับรถสปอร์ตซึ่งชื่อดังรุ่นหนึ่งของฮอนด้าตั้งแต่ยุค 80-90 โดยที่เจ้า Integra รุ่นนี้ยังเป็นเพียงรถต้นแบบเท่านั้น จนกระทั่งทาง Honda เปิดตัวรถรุ่นผลิตจริงในงาน EICMA ปี 2011

    สำหรับจุดเด่นของ Integra คือการออกแบบที่มีพื้นฐานมาจากการออกแบบรถบิ๊กไบค์ NC700X และ NC700S ซึ่งเป็นรถ Dual-Sport ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์และเฟรม แทบจะเรียกได้ว่าคนละเซกเมนต์กันเลย โดยที่เครื่องยนต์เป็น 2 สูบคู่เรียงรุ่น RC61E ขนาด 670 cc 4 จังหวะ แคมเดี่ยว 4 วาล์ว ซึ่งให้พละกำลังสูงสุด 51.1 แรงม้า และบางคันถูกปรับจูนใหม่ให้พละกำลังลดลงเหลือ 47 แรงม้า เพื่อให้รองรับกับใบขับขี่ยุโรประดับ A2

    และที่สำคัญคือการนำระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) 6 สปีด มาใช้ ทำให้ได้ฟีลลิ่งการขับขี่ในแบบรถสกูตเตอร์ แต่ยังคงให้สมรรถนะของรถบิ๊กไบค์ โดยที่สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 166.9 กม./ชม. เมื่อวัดจาก GPS และทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ 5.6 วินาที จากการทดสอบโดยสื่อรถมอเตอร์ไซค์เยอรมัน Scooter und Sport เมื่อปี 2012

    และในปี 2014 Integra ก็ได้มีการปรับโฉมใหม่โดยการเพิ่มขนาดกระบอกสูบขึ้นมาเป็น 745 cc ทำให้ได้พละกำลังที่สูงขึ้นถึง 54 แรงม้า และเปลี่ยนรหัสรุ่นเป็น NC750D

     

    ถึงแม้ว่าตลาดรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเจ้า Integra นั้นกลับไม่ค่อยเป็นที่นิยมในตลาดไทยเท่าไหร่นัก เพราะในช่วงยุคนั้น คนไทย ยังชอบรถบิ๊กไบค์แบบมีเกียร์มากกว่า

    ต่อจากนั้นอีกหลายปีจนมาถึงช่วงหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความนิยมในรถสกูตเตอร์ก็เริ่มพุ่งสูงมากขึ้น เนื่องจากความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวันและยังสามารถเดินทางออกทริปไกลๆ ได้ดี ทาง Honda จึงมองเห็นโอกาสที่จะทำตลาดอีกครั้งด้วยการเปลี่ยนชื่อจาก Integra กลายมาเป็น Forza 750

    ในปี 2021 ซึ่งชื่อของ Forza นั้นมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นเพราะ อานิสงค์จากความสำเร็จและความนิยมของบิ๊กสกูตเตอร์ Forza ตั้งแต่รุ่น 250 ในช่วงปี 2000 ต้นๆ จนถึงรุ่น 350 ในยุคปัจจุบันนี่เอง นอกจากนี้ Forza 750 ยังมีชื่อรหัสโมเดลว่า NSS750 ซึ่งย่อมาจาก New Standard Scooter

    และ Forza 750 ก็ยังหยิบยกเอาทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ DCT มาจากรุ่นพี่อย่าง Integra มาแทบทั้งหมด พร้อมกับใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆ เพียบ ไม่ว่าจะเป็น Honda RoadSync, คันเร่งไฟฟ้า, โหมดการขับขี่ที่เยอะกว่า Integra หรือแม้กระทั่งระบบกุญแจ Smart Key

    หลังจากที่เปิดตัวใหม่ในชื่อว่า Forza 750 แล้วก็ยิ่งเป็นที่จับตามองมากขึ้นในตลาดไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่ยอมเอาเข้าตลาดไทยสักที จนกระทั่งในปี 2025 งาน Motor Show ที่ผ่านมา Forza 750 ก็เปิดตัวและวางขายในตลาดไทยสมกับการรอคอย ซึ่งปรับเปลี่ยนดีไซน์ไปจากเดิมมาก และวัสดุในการทำชุดสียังเปลี่ยนมาเป็น Durabio (ดูร่าไบโอ) ซึ่งเป็นวัสดุชีวภาพที่มีความทนทานสูง และยังรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นอกจากนี้ยังให้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ทั้งระบบ Cruise Control, หน้าจอ TFT ที่อัปเกรดให้ดีขึ้น และระบบเกียร์ DCT ที่ปรับปรุงใหม่

    นี่คือเรื่องราวกว่าจะมาเป็น Forza 750 จนถึงทุกวันนี้ จากแนวคิดที่ต้องการผสานความสบายในการขี่กับสมรรถนะระดับสปอร์ต เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ขับทุกครั้งที่บิดคันเร่ง สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ประวัติศาสตร์ของ Yamaha จากเครื่องดนตรีสู่รถมอเตอร์ไซค์

    2 Min Read

    ประวัติศาสตร์ของ Yamaha จากเครื่องดนตรีสู่รถมอเตอร์ไซค์

    ทุกท่านต่างรู้จัก Yamaha กันเป็นอย่างดี แต่ว่าความเป็นมาของแบรนด์ของรถมอเตอร์ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อย่าง Yamaha ที่กำลังเล่าถึงนั้นว่าเคยผลิตเครื่องดนตรีมาก่อน แล้วได้ขยายมาเป็นแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ได้ยังไง?

    จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อนาย Torakusu Yamaha ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องดนตรีที่เมือง Hamamatsu จังหวัดชิซุโอกะ ในชื่อว่า บริษัท Nippon Gakki ก่อนจะจดทะเบียนใหม่ในชื่อ Yamaha Corporation ในปี 1987 หรือ 100 ปีให้หลัง เพื่อผลิต Reed Organ โดยเฉพาะ จนในช่วงปี 1900 บริษัท Nippon Gakki ก็เริ่มผลิตเปียโนรุ่นแรก และเริ่มผลิตแกรนด์เปียโนรุ่นแรกในสองปีต่อมา ทำให้ Nippon Gakki กลายเป็นบริษัทผลิตเปียโนเจ้าแรกของญี่ปุ่น และกลายมาเป็นแบรนด์เครื่องดนตรีที่ยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลาต่อมา จนมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Nippon Gakki มีบทบาทในการผลิตใบพัดเครื่องบินรบป้อนให้กับกองทัพจักรวรรดิ ซึ่งประธานในตอนนั้นอย่าง Kaichi Kawakami ก็ได้มีการไหว้วานให้นาย Soichiro Honda ออกแบบและประดิษฐ์เครื่องจักรที่ช่วยทุ่นแรงให้ผลิตได้ทีละเยอะๆ ในเวลาต่อมาเขาคนนี้ก็กลายมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Honda

    จนกระทั่งหลังสิ้นสุดสงคราม Genichi Kawakami ประธานคนต่อมาและเป็นลูกชายของ Kaichi ก็ตัดสินใจฟื้นฟูโรงงานขึ้นมาใหม่ และหันมาผลิตรถมอเตอร์ไซค์สำหรับขับขี่ในชีวิตประจำวัน จนมาถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 1955 แผนกรถมอเตอร์ไซค์ของ Nippon Gakki ก็แยกตัวออกมาต่างหากในชื่อ Yamaha Motor

    โดยรถคันแรกที่ผลิตคือรุ่น YA-1 ซึ่งเป็นรถ 2 จังหวะขนาด 125 cc และหยิบเอาต้นแบบมาจากรถมอเตอร์ไซค์เยอรมันรุ่น RT125 ของ DKW มาผลิต ความพิเศษของรถรุ่นนี้คือเปิดตัวมาก็ประสบความสำเร็จในวงการแข่งขัน ด้วยการคว้าแชมป์รุ่น 125 cc ในการแข่งขันไต่ภูเขาไฟฟูจิ, คว้าโพเดียมตั้งแต่อันดับที่ 1-3 ในรายการ All Japan Autobike Endurance Road Race และชนะการแข่งไต่เขาอาซามะ ภายในปีเดียวกัน และจากความสำเร็จตั้งแต่ต้นครั้งนี้ก็กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ของ Yamaha ไปอีกนานแสนนานจนถึงปัจจุบัน แถมยังได้รับฉายาว่า Aka-tombo (赤トンボ, “Red Dragonfly”) หรือแมลงปอแดง

    ในปี 1956 Yamaha ส่งรถ YA-1 ไปเยือนต่างประเทศครั้งแรกในสนาม Catalina Grand Prix บนเกาะซานตา คาตาลินา ที่อยู่นอกชายฝั่งทางใต้ของนครลอสแอนเจลิส และได้อันดับที่ 6 ในการแข่งขัน ต่อมาในปี 1957 Yamaha เปิดตัวรถ YA-2 ซึ่งเป็นการปรับปรุง YA-1 ในส่วนของเฟรมกับช่วงล่าง และ YD-1 ซึ่งเป็นรถเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 250cc ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่และทรงพลังกว่าเดิม แถมยังผลิตมาในเวอร์ชั่นรถแข่งอย่าง YDS-1 ที่เฟรมรถเป็นแบบเปลคู่ และระบบเกียร์ 5 สปีด และในช่วงยุคนี้นี่เองครับที่ Yamaha ยังผลิตเครื่องยนต์เรืออีกด้วย

    ในปี 1963 Yamaha ส่งรถรุ่น RD56 ไปแข่งขันในสนาม Belgian GP คลาส 250cc ถึง 4 คัน และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกโดย Fumi Ito และตามมาด้วย Yoshikazu Sunako คว้าอันดับที่ 2 จนในปีต่อมาปี 1964 Yamaha ต่อยอดความสำเร็จด้วยการก่อตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศไทยเป็นแห่งแรกภายใต้ชื่อ บริษัท สยามยามาฮ่า จำกัด หรือในปัจจุบันก็คือ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด นี่เอง และเลือกให้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นฐานการผลิตแห่งแรกในยุโรปเมื่อปี 1968

    ในปี 1965 Yamaha เปิดตัวรถรุ่นเรือธงอย่าง YM1 ที่ให้เครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 305 cc พร้อมเทคโนโลยีใหม่ในยุคนั้นอย่างระบบจ่ายน้ำมันออโตลูปเข้าไปในเครื่องยนต์โดยตรง ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผสมน้ำมันออโตลูปเข้าไปในถังน้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป และยังประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย และในปี 1967 Yamaha เปิดตัวรถสองสูบคู่เรียงรุ่น R1 ที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 350cc

    ในปี 1969 Yamaha เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะรุ่นแรกในชื่อ XS650 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบคู่เรียงขนาด 650cc 4 วาล์ว ที่ใหญ่และทรงพลังมากกว่าเดิม ถึงแม้รถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นจะเริ่มหันมาทำรถ 4 สูบเรียงตามเทรนด์แล้วก็ตาม แต่ Yamaha ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองด้วยการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ สูบเดียว 2 จังหวะ และ สูบคู่เรียง 4 จังหวะอยู่เหมือนเดิม

    ในช่วงปี 1970 Yamaha เพิ่ม Reed Valve ให้กับเครื่องยนต์ 2 จังหวะทั้งสองสูบคู่เรียงของรถตระกูล RD และ สูบเดี่ยวของรถตระกูล RS ซึ่งรถทั้งสองตระกูลนี้ก็จะลากขายยาวมาจนถึงยุค 1980 นอกจากนี้ Yamaha ยังผลิตรถขนาดเล็กอย่างรุ่น FS1 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์สองจังหวะขนาด 50cc พร้อม Rotary-Disk Valve และรถวิบากตระกูล DT จนมาถึงปี 1976 Yamaha เริ่มพัฒนาและเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ที่แหกออกไปจากความตั้งใจดั้งเดิมอย่าง XS750 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 750cc ก่อนที่ต่อมาในปี 1978 Yamaha ก็เปิดตัวรถ 4 สูบเรียงรุ่นแรกขึ้นมาในชื่อ XS1100 หรือ XS Eleven ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1,100cc

    ในช่วงยุคนี้เองก็เป็นช่วงที่ Yamaha ได้สร้างตำนานไว้อีกหนึ่งอย่างครับนั่นก็คือการเอารถรุ่น XT500 ไปพิชิตและคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Dakar Rally เมื่อปี 1979 จนมาถึงช่วงยุค 1980 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนเริ่มมีความต้องการรถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะมากขึ้น Yamaha ก็ยังไม่สนใจเทรนด์นี้ และยังเดินหน้าผลิตรถ 2 จังหวะต่อไป ตัวอย่างเช่น RZ-350 ที่กลายเป็นรถยอดนิยมในช่วงยุคนั้น

    ในปี 1981 Yamaha ปล่อยรถ Cruiser รุ่นแรกในชื่อ XV750 หรือในอีกชื่อว่า Virago 750 มาพร้อมเครื่องยนต์ V-Twin สี่จังหวะขนาด 750cc และในปี 1984 รถมอเตอร์ไซค์ Yamaha ที่ดัดแปลงจากรถแข่งในสนาม กลายมาเป็นรถวิ่งบนท้องถนน ก็เปิดตัวเป็นครั้งแรกนั่นก็คือรุ่น RSV500R ซึ่งมีต้นแบบมาจากรถรุ่น YZR500 ที่อดีตนักแข่ง MotoGP ระดับตำนานยุคก่อน MotoGP อย่าง Kenny Roberts เคยขี่ และยังเป็นรถที่ทำขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงสนามสุดท้ายที่แข่งขันและคว้าแชมป์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยุติบทบาทในฐานะนักแข่งรายการนี้เมื่อปี 1983 ซึ่งเจ้า RSV500R คันนี้ให้เครื่องยนต์ 4 สูบวี 2 จังหวะ 500cc

    ในปีต่อมา ปี 1985 Yamaha เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ที่สมรรถนะสูงกว่าเดิม และมีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กันนั่นก็คือ FZ750 มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ 750cc และเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้คือฝาสูบที่มีถึง 5 วาล์ว และอีกรุ่นหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้นั่นก็คือ RX-Z รถเน็คเก็ตในตำนาน พร้อมเครื่องยนต์สูบเดียว 2 จังหวะ 133cc และผลิตออกมาหลายต่อหลายรุ่น มีความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ จนสิ้นสุดการผลิตไปในปี 2011

    Yamaha YZF-R1 (1998)

    กระโดดข้ามมาจนถึงปี 1995 Yamaha ก่อตั้งแบรนด์ใหม่เพื่อเจาะกลุ่มตลาดรถ Cruiser ในสหรัฐอเมริกา Star Motorcycles และในปี 1998 Yamaha เริ่มเจาะกลุ่มตลาด 4 สูบเรียงขนาด 1,000cc ด้วยการเปิดตัว YZF R1 โฉมแรก แถมยังดีไซน์ชุดเกียร์ให้สั้นลง ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

    ผ่านมาจนถึงยุค 2000 Yamaha ก่อตั้งฐานการผลิตเพิ่มที่ประเทศฟิลิปปินส์ และผ่านมาจนถึงปี 2015 Yamaha ลงทุนไปทั้ง 150 ล้าน USD หรือ 5 พันล้านบาท เพื่อตั้งฐานการผลิตในเขตท่าเรือกาซิม นครการาจี ประเทศปากีสถาน และในเดือนตุลาคม ปี 2017 Yamaha เข้าซื้อแผนกผลิตเครื่องยนต์ขนาดเล็กของ Subaru ซึ่งเครื่องยนต์ว่ามานี้ก็เอาไว้ใช้กับเครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ และปั๊มน้ำ พร้อมกับขายภายใต้แบรนด์ Yamaha นอกจาก Yamaha จะผลิตรถมอเตอร์ไซค์แล้ว ก็ยังมีผลิตอย่างอื่นอีกเยอะแยะอยู่เหมือนกันครับเช่น รถ ATV ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ยุค 80, สโนว์โมบิล, เรือยนต์, เรือใบ, เจ็ทสกี

    Fabio Quatararo (ซ้าย) และ Alex Rins (ขวา) สองนักแข่ง MotoGP จากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Team

    ในส่วนของวงการมอเตอร์สปอร์ตนั้นหลายๆ คนต่างก็รู้กันว่า Yamaha เป็นแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ที่แจ้งเกิดมาตั้งแต่ผลิตรถรุ่นแรกๆ โดยในปัจจุบันที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ MotoGP ที่ Yamaha ฟอร์มทีมโรงงานขึ้นมาตั้งแต่ปี 1999 ก่อนเข้าสู่ยุค MotoGP ประมาณ 1 ปี และนักแข่งคู่แรกที่เซ็นสัญญาเข้าทีมก็คือ Max Biaggi และ Carlos Checa

    Valentino Rossi

    และยุคที่เป็นตำนานขนาดว่า โลกต้องจดจำนั่นก็คือยุคของ VR46 นั่นเอง เมื่อ Valentino Rossi เข้ามาขี่รถ YZR-M1 ให้กับทีมเมื่อปี 2004 และคว้าแชมป์ฤดูกาลในปีนั้นทันที  และเป็นเจ้าของแชมป์ 9 สมัย จนยุติบทบาทนักแข่งหลังจบฤดูกาลปี 2021

    Ben Spies (ปี 2009)

    ในส่วนของ WorldSBK Yamaha เข้ามาแข่งขันตั้งแต่ฤดูกาลแรกสุดเมื่อปี 1988 โดยมี Ben Spies เป็นแชมป์โลกคนแรกของ Yamaha ในฤดูกาลปี 2009 และแชมป์โลกคนล่าสุดของทีมคือ Toprak Razgatlıoğlu เมื่อปี 2021

    อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจและควรรู้คือ Yamaha เคยทำรถยนต์มาก่อน แถมเป็นรถสปอร์ตซะด้วย โดยแผนการพัฒนารถยนต์ของ Yamaha นั้นเริ่มขึ้นจากการทดสอบรถยนต์ต้นแบบที่ชื่อ YX-30 ซึ่งเอาต้นแบบมาจากรถ MGA และใช้ออกแบบเครื่องยนต์ให้มีขนาด 1.6 ลิตร 4 สูบ 4 จังหวะ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างจึงทำให้ไปได้ไม่สวยครับ เพราะเจอปัญหากันไม่หยุดไม่หย่อนตลอดการทดสอบ

    จนในวันที่ 5 มิถุนายน ปี 1961 รถต้นแบบ YX-30 คันที่ 2 ก็ประกอบจนเสร็จ โดยจะมีการดีไซน์ตัวถังใหม่ และทำเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 2 ลิตร ตามแบบของ Tice Engineering แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่ได้เครื่องยนต์ตามที่อยากได้ เจอปัญหาอยู่เรื่อยๆ เพราะเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตยังไม่แม่นยำมากพอ โปรเจคการพัฒนารถของ Yamaha ที่ทำให้ตายยังไงก็ไม่สำเร็จสักทีทำให้เสียเงินทุนไปมหาศาลมากเลยครับ และทีมวิจัยก็ต้องถูกยุบไปในที่สุด

    Nissan A550X รถต้นแบบที่ Yamaha มีส่วนร่วมในการพัฒนา

    แต่ Yamaha ก็ยังไม่ยอมแพ้ และขอความร่วมมือกับ Nissan ที่อยากจะทำรถสปอร์ตเหมือนกัน และยังได้รับความร่วมมือกับ Albrecht Goertz ที่ตอนนั้นทำงานกับ BMW ช่วยกันพัฒนารถสปอร์ตออกมาเป็น A550X แต่สุดท้ายแล้วความร่วมมือนี้ก็ไม่ได้ไปต่อ ทิ้งให้ Yamaha ต้องพัฒนาโปรเจคนี้ต่อเพียงลำพัง ในขณะที่ทีมวิศวกรของ Nissan ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจคนี้ก็เอามาต่อยอดจนกลายมาเป็น Nissan Silvia โฉมแรก

    Toyota 2000GT

    เมื่อสัญญาความร่วมมือระหว่าง Yamaha กับ Nissan หมดอายุลง ทาง Yamaha จึงหันหน้าไปหา Toyota ทันทีและเอาแบบของรถ A550X คันนี้ไปพัฒนาต่อยอดโดย Yamaha จะรับผิดชอบในเรื่องของการทำเครื่องยนต์ โรงงานและเครื่องไม้เครื่องมือก็ใช้ของ Yamaha หมดเลย จนออกมาเป็น Toyota 2000GT และนั่นทำให้ Toyota และ Yamaha มีมิตรภาพที่ดีอยู่เหมือนกัน

    จนกระทั่งต้องมาหยุดชะงักจากการพัฒนารถแข่ง Toyota 7 โดยที่ Yamaha รับผิดชอบการพัฒนาแชสซีส์ ซึ่งในตอนนั้น Toyota มีเป้าหมายที่จะเอารถรุ่นนี้ไปแข่งใน Le Mans และ Canadian-American Challenge Cup แต่ในระหว่างการทดสอบที่สนามของ Yamaha นักขับ Sachio Fukuzawa ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 1969 Toyota ปฎิเสธการส่งมอบภาพถ่ายอุบัติเหตุครั้งนี้ให้เป็นหลักฐานกับทางตำรวจ ด้วยเหตุผลที่เป็นความลับทางการค้า และกล่าวหาว่าเป็นเพราะความผิดพลาดของ Sachio ในเวลาต่อมา Shintaro Fukuzawa พ่อของ Sachio ก็ยื่นฟ้องกับทาง Toyota ว่าประมาทเลินเล่อ และขัดขวางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่างฝ่ายต่างสู้คดีกันยืดเยื้อนานมากถึง 12 ปี จนทางครอบครัว Fukuzawa ชนะคดีในปี 1981 และทาง Toyota ต้องจ่ายค่าเสียหายถึง 61 ล้านเยน

    และนักแข่งอีกคนที่ต้องประสบชะตากรรมคล้ายๆ กันก็คือ Minoru Kawai โดยที่เขามาขับทดสอบที่สนาม Suzuka Circuit ในวันที่ 26 สิงหาคม 1970 และประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ นั่นจึงทำให้ Toyota กับ Yamaha ต้องแยกทางกัน และถอนตัวจากโครงการนี้ไปในที่สุด

    ปี 1984 Yamaha กลับมาทำเครื่องยนต์รถแข่งใหม่ นั่นก็คือ OX66 เพื่อเอาไปใช้กับรถแข่ง Formula 2 โดยเป็นเครื่องยนต์ V6 ทำมุม 75 องศา ขนาด 2 ลิตร 330 แรงม้า ก่อนจะขยับมาทำเครื่องยนต์ OX77 สำหรับรถแข่ง Formula 3000 ในปี 1987 โดยเป็นเครื่องยนต์ V8 ทำมุม 90 องศา ขนาด 3 ลิตร ราวๆ 450 แรงม้า รวมถึงในช่วงยุคนี้เอง Yamaha ก็มีส่วนร่วมในการทำเครื่องยนต์ร่วมกับ Ford อีกด้วย เช่น เครื่องยนต์ Zetec-SE สำหรับรถยนต์ Ford หลายๆ รุ่น

    จนกระทั่งในปี 1989 Yamaha ก็ทำเครื่องยนต์ OX88 สำหรับรถแข่ง Formula 1 ป้อนให้กับทีม West Zakspeed Racing เอาไปใส่ในรถ Zakspeed 891 โดยเป็นเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.5 ลิตร ผลตอบรับที่ได้นั้นกลายเป็นว่าน่าผิดหวังมาก เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา และทีม Zakspeed ก็ถอนตัวไปในปีต่อมา ก่อนที่ในเวลาต่อมาในปี 1991 Yamaha ก็ย้ายไปทำเครื่องยนต์ให้กับทีม Brabham ออกมาเป็นเครื่องยนต์ OX99 โดยเป็นเครื่องยนต์ V12 ทำมุม 70 องศาขนาด 3.5 ลิตร พละกำลังสูงตั้งแต่ 560-700 แรงม้า และยังเป็นเครื่องยนต์ที่รับผิดชอบโดยทีมพิเศษที่ Yamaha ตั้งขึ้นสำหรับ Formula 1 โดยเฉพาะ

    ในปี 1992 Yamaha ก็เอาเครื่องยนต์นี้ไปใส่รถของทีม Jordan และตั้งแต่ปี 1993-1996 Yamaha ก็หันไปทำเครื่องยนต์ให้กับทีม Tyrell ซึ่งก็แน่นอน อยู่ท้ายตารางยาวๆ ก่อนจะย้ายไปทำเครื่องยนต์ให้กับทีม Arrows ในปี 1997 เป็นปีสุดท้าย และยุติบทบาทใน Formula 1 ไปในที่สุด

    Yamaha OX99-11

    ในช่วงแรกๆ ที่ Yamaha ก้าวเข้าสู่ Formula 1 เป็นช่วงที่กระแสเอารถ Formula 1 มาทำเป็นรถซูเปอร์คาร์ที่สามารถวิ่งได้บนท้องถนนกำลังมา จากการมาถึงของ McLaren F1 นั่นจึงทำให้ Yamaha อยากทำบ้างจึงได้มีการ Assign งานให้ทีม Ypsilon Technology และ IAD ออกแบบรถของตัวเอง และยังได้ Takuyu Yura เจ้าของบริษัทผลิตรถแข่ง Mooncraft มาคุมงานออกแบบ จนออกมาเป็นรถหน้าตาตลกๆ ที่มีชื่อว่า OX99-11 ซึ่งเป็นรถที่ขึ้นจากแชสซีคล้ายๆ กับ F1 เลยครับ แต่ด้วยความที่อยากให้เป็นรถ 2 ที่นั่ง จึงมีเบาะเล็กๆ อยู่ด้านหลังคนขับ มีพละกำลังสูงถึง 400 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 อยู่ที่ 3 วินาที และ Yamaha ตั้งใจจะผลิตขายออกมา 50 คัน และเปิดให้จองในปี 1994 แต่สุดท้ายก็หลับไปอีกจนได้ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงทำให้ Yamaha ต้องถอยออกมาจากโครงการนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้รถที่ผลิตจริงมีเพียงต้นแบบจำนวน 3 คันเท่านั้น

    Yamaha MOTIV

    Yamaha Sport Ride Concept

    Yamaha Cross Hub Concept

    วันเวลาผ่านไปจนถึงงาน Tokyo Motor Show ปี 2013 Yamaha เปิดตัวรถ MOTIV ซึ่งเป็นรถคอนเซ็ปท์ ซิตี้คาร์ ที่ผลิตจากแชสซีที่มีชื่อว่า iStream ซึ่งเป็นผลงานของ Gordon Murray พ่อมดแห่งวงการยานยนต์นี่เอง และในงานเดียวกันปี 2015 Yamaha ก็เปิดตัวรถ Sports Ride Concept จนมาถึงปี 2017 Yamaha ก็เปิดตัวรถ Cross Hub Concept ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ที่วางที่นั่งคนขับอยู่ตรงกลาง

    จนในปี 2022 Yamaha ก็เข้ามามีส่วนร่วมกับ Subaru เพื่อพัฒนารถแข่งไฟฟ้า STI E-RA โดยการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า และ อินเวอร์เตอร์มาให้ถึง 4 ตัวให้พละกำลังรวม 1,100 แรงม้า เพื่อใช้ในการสร้างสถิติทำเวลาต่อรอบที่สนาม Nuburgring โดยเฉพาะ และตั้งเป้าไว้ว่าจะทำเวลาให้ต่ำกว่า 6 นาที 40 วินาที และเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา Yamaha กลายมาเป็นซัพพลายเออร์ให้กับทีมแข่งรถสัญชาติอังกฤษ Lola Cars ที่ก้าวเข้าสู่สนามแข่งขัน Formula E โดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2025

    จากรากฐานดนตรีสู่จักรยานยนต์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก ยืนยันวิสัยทัศน์แห่งความเป็นเลิศและความกล้าท้าทาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้โลกก้าวไปข้างหน้า สำหรับสกู๊ปนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ARCH Motorcycle เมื่อนักแสดงดัง เคียนู รีฟส์ ก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์เอง

    1 Min Read

    ARCH Motorcycle เมื่อนักแสดงดัง เคียนู รีฟส์ ก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์เอง

    หลายๆ คนคงจะรู้จัก เคียนู รีฟส์ กันเป็นอย่างดีในฐานะพระเอกดังระดับโลก ไม่ว่าจะในบทของ John Wick, ในบทของ Neo จากเรื่อง The Matrix หรือในบทของ Johny Silverhand จากเกม Cyberpunk 2077 รวมถึงยังเป็นที่รู้จักในเรื่องของนิสัยที่ สมถะ ติดดิน มีน้ำใจ จนกลายเป็นที่รักของใครหลายๆ คน

    ในปี 2007 เคียนู รีฟส์ เอารถ Harley-Davidson รุ่น Dyna มาให้ คีธ โอลิเวอร์ ที่ทำงานการตลาด และดูแลเว็บไซต์ของแบรนด์เครื่องหนัง Bill Wall Leather อยู่ ดูว่าจะแต่งยังไงให้ลุคดูโหดๆ ได้บ้าง คีธ ก็บอกกับ เคียนู ว่างานนี้ค่อนข้างยาก และต้องให้ใครคนนึงทำให้ คีธ ก็ติดต่อไปหาช่างคนนึง

    เขาคือ การ์ด ฮอร์ลินเจอร์ ที่ต่อมาเขาก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์นี้ขึ้นมาเอง เมื่อ เคียนู มาหาช่าง ฮอร์ลินเจอร์ เจ้าตัวก็บอกว่า “You know, I don’t make sissy bars, but why don’t you come inside and see what we do here?” (“ผมจะไม่ทำรถตามที่คุณบอก แต่มีทีเด็ดที่จะเอามาใส่ในรถคุณได้อยู่) ช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ก็พา เคียนู เข้าไปดูในร้าน

    สิ่งที่เขาคนนี้ได้เห็น คือ พาร์ทแต่งรถที่ทำขึ้นมากับมือออกมาถูกใจ เคียนู มาก เจ๋งกว่าที่เจ้าตัวบรีฟเอาไว้อย่างมาก หลังจากที่ออกแบบและทดสอบมาเป็นเวลา 3 ปี รถต้นแบบในชื่อ KRGT-1 ที่แปลงมาจาก Harley-Davidson Dyna ในวันนั้นแต่ยังเก็บเครื่องยนต์ V-Twin เดิมๆ เอาไว้ก็ถูกใจ เคียนู มาก จึงชวนช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ให้เปิดมาแบรนด์ผลิตรถด้วยกันขึ้นมา โดยตอนแรกๆ นั้นช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะเขามีอู่ที่ต้องดูแล และไม่ได้สนใจในเรื่องของการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาใหม่ทั้งคัน แต่สุดท้ายก็ต้องยอม เพราะ เคียนู เชื่อมั่นมากๆว่าเราทำของเจ๋งๆออกมาได้ จนทั้งคู่ก่อตั้งแบรนด์ ARCH Motorcycle ขึ้นมาในปี 2011

    โดยที่ชื่อของ ARCH นั้น เคียนู ได้เล่าให้ฟังในยูทูปช่อง Jay Leno’s Garage ว่าตอนที่นั่งคิดชื่อกับช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ก็คิดๆกันว่าชื่อมันต้องบอกตัวตน มีสตอรี่จนเกิดชื่อ ARCH ขึ้นมานี่เอง ที่แปลว่า “โค้ง” อย่างเส้นโค้ง หรือ Curve ที่นอกจากจะเป็นความสวยงามทางศิลปะแล้ว ยังใช้สอยในชีวิตประจำวันอีกด้วย ซึ่งมักจะเจอได้อย่างตาม สะพาน, ซุ้มประตู, โครงสร้างต่างๆ และยังสื่อความหมายอีกด้วยว่า “เหมือนสะพานที่เชื่อม 2 สถานที่ไว้ด้วยกันให้สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้”

    จนกระทั่งในเดือน พฤศจิกายน ปี 2017 เคียนู รีฟส์ กับช่าง การ์ด ฮอร์ลินเจอร์ ก็ไปตั้งบูธที่งาน EICMA  และเปิดตัวรถถึง 3 รุ่น โดยคันแรกก็คือ KRGT-1 ที่อัปเกรดมาจากรุ่นต้นแบบให้ดีกว่าเดิม เครื่องยนต์ V-Twin ขนาด 2,032 cc 130 แรงม้า คันที่สองคือ 1s ที่เป็นรถสวิงอาร์มแขนเดียว เน้นขับขี่แบบสปอร์ตคล่องตัว และคันสุดท้ายคือ Method 143 และทำขึ้นมาเพียง 23 คันเท่านั้น

    ความพิเศษของรถมอเตอร์ไซค์ ARCH นั้นอยู่ที่ชิ้นส่วนแต่ละชั้นประกอบขึ้นจากหลายแหล่งที่การันตีคุณภาพมาก ทั้งเครื่องยนต์ V-Twin จาก S&S Cycle เจ้าเดียวกับที่ Harley-Davidson สั่งทำวาล์วเครื่องยนต์, ท่อไอเสียของ SC Project แต่ก็มีบ้างที่ เคียนู กับช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ลองทำอะไรแปลกๆ อย่างเอาท่อ Yoshimura มาใส่กับเครื่องยนต์สไตล์อเมริกัน โช้คทั้งหน้าและหลังก็เป็นของ Ohlin แล้วมาติดแบรนด์ ARCH ทีหลัง ปั๊มเบรกใช้ของ ISR จากสวีเดน ระบบ ABS ของ BOSCH และล้อคาร์บอนไฟเบอร์ของ BST ในส่วนของโครงรถส่วนใหญ่จะทำจากวัสดุ เหล็กกล้า ซับเฟรม, บอดี้ และสวิงอาร์ม เป็นอะลูมิเนียม CNC บังโคลน ฝาครอบต่างๆ รวมถึงล้อ ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์

    KRGT-1

    1S

    Method143

    ส่วนในเรื่องของราคา KRGT-1 ราคาอยู่ที่ 85,000 USD หรือราวๆ 2.8 ล้านบาท ส่วน 1s ราคาอยู่ที่ 128,000 USD หรือราวๆ 4.3 ล้านบาท และ Method143 ราคาอยู่ที่ 250,000 USD หรือราวๆ 8.3 ล้านบาท ซึ่งราคาที่ว่ามานี้ยังไม่รวมภาษีถ้าหากนำเข้ามาในประเทศไทยนั่นเอง

    ARCH Motorcycle ไม่ใช่เพียงแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนหัวใจและความหลงใหลของเคียนู รีฟส์ ที่อยากส่งต่อประสบการณ์การขี่ในแบบที่พิเศษสุดให้กับคนรักสองล้อทั่วโลก และสำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ประวัติ Benelli แบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลี

    1 Min Read

    ประวัติ Benelli แบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลี

    Benelli ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ชื่อดังของอิตาลี ได้สร้างมรดกอันแข็งแกร่งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1911 โดยมีชื่อเสียงในเรื่องการออกแบบที่ประณีตและความเป็นเลิศในการแข่งขัน ประวัติศาสตร์ของแบรนด์นี้เต็มไปด้วยนวัตกรรมอันทะเยอทะยานและความสำเร็จที่โดดเด่น

    โดยเรื่องราวเริ่มต้นกำเนิดในปี ค.ศ. 1911 เมืองเปซาโรของอิตาลี ได้ก่อกำเนิดแบรนด์รถจักรยานยนต์ Benelli ขึ้นจากหญิงสาวที่มีชื่อว่า เทเรซา โบนี เบเนลลี ได้นำเงินทุนทั้งหมดของครอบครัวไปลงทุนในโรงรถ Benelli Garage ต้องรับช่วงต่อธุรกิจจากสามีที่ล่วงลับ และคาดหวังให้ลูกๆ ของเธอทั้ง 6 คน ได้แก่ จูเซปเป, จิโอวานนี, ฟรานเชสโก, ฟิลิปโป, โดเมนิโก และ อันโตนิโอ ซึ่งเธอได้ส่งพี่ใหญ่ทั้งสองอย่าง จูเซปเป และ จิโอวานนี ไปเรียนวิศวะที่สวิตเซอร์แลนด์ และกลับมาก่อตั้งร้านซ่อมจักรยานและมอเตอร์ไซค์ รวมถึงยังผลิตอะไหล่เองอีก

    จนสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น พวกเขาก็รับงานซ่อมเครื่องจักรต่างๆ ให้กับกองทัพอิตาลี และต่อมาในปี 1920 เหล่าพี่น้อง Benelli ทั้ง 6 ก็ประกอบรถมอเตอร์ไซค์ต้นแบบคันแรกขึ้นมาด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบ สองจังหวะ 75 cc บนเฟรมรถจักรยาน ก่อนที่ในปีต่อมาได้ประกอบรถมอเตอร์ไซค์คันแรกจริงๆ ด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาเองขนาด 98 cc 

    • ความสำเร็จแรกของ Benelli

    ในปี 1927 เครื่องยนต์รุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จของ Benelli และทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 175 cc ระบบวาล์ว Cascade และ OHC ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ จูเซปเป ได้ศึกษาและนำไปต่อยอดมาจากบทความของ Edward Turner ผู้ออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ Triumph และถูกตีพิมพ์บนนิตยสาร Moto Revue จากฝรั่งเศส และ อันโตนิโอ น้องคนเล็กสุดของพี่น้อง Benelli ก็เริ่มเฉิดฉายในสนามแข่งเป็นครั้งแรก โดยการขี่รถ Benelli 175 ไปคว้าแชมป์ระดับประเทศ ด้วยเครื่องยนต์แคมเดี่ยวในปี 1927, 1928, 1930 และด้วยเครื่องยนต์แคมคู่ในปี 1931 แต่ความสำเร็จของเขาก็อยู่ได้ไม่ยั่งยืน เพราะในปี 1932 อันโตนิโอ ประสบอุบัติเหตุรุนแรงบนสนามจนต้องเลิกแข่งและยังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตในวันที่ 27 กันยายน ปี 1937

    ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 Benelli เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 4 สูบเรียง Supercharged คลาส 250 cc 52 แรงม้า ที่สามารถทำความเร็ว 230 กม./ชม. และหมายมั่นปั้นมือว่าจะลงแข่ง Isle of Man TT ปี 1940 เพื่อเอาชนะต่อเนื่องจากปี 1939 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แข่ง เพราะถูกแบนจากชาติพันธมิตร

    • บาดแผลจากหายนะ

    หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานหลายแห่งของ Benelli ถูกทำลาย ความเสียหายทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาฟื้นฟู 3-4 ปี ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของอิตาลีที่ไม่มั่นคง เพราะแพ้สงครามและประจวบกับปัญหาหลังบ้านของ Benelli เมื่อ จูเซปเป มีความเห็นเรื่องแผนการผลิตที่ขัดแย้งกับน้องๆ ของเขาจนไม่คุยกัน ก่อนจะแยกตัวมาก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ BBC Automobili ในปี 1946 ร่วมกับ ปิเอโร่ บาเร็ตต้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์อาวุธปืนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์อีกเจ้าคือ MotoBi ในปี 1952

    ทาง Benelli ต้องเปลี่ยนมือ CEO ให้ จิโอวานนี พี่คนรองที่ถึงแม้จะไม่ชำนาญการออกแบบเท่า จูเซปเป แต่ก็มีทักษะการบริหารที่ดีมาดูแลแทน รถรุ่นใหม่ๆ ในช่วงยุคนี้จึงถูกออกแบบภายใต้วิสัยทัศน์ที่ เน้นน้ำหนักเบา น่าเชื่อถือ และราคาจับต้องง่าย จนเกิดรถรุ่น Letizia ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 จังหวะ 98 cc กลายเป็นรถ Benelli ยุคหลังสงครามโลกที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ก่อนที่จะเปิดรถรุ่นต่อมาอย่าง Leoncino และผลิตตั้งแต่ปี 1950-1960 เป็นจำนวนมากกว่า 45,000 คัน ที่มีทั้ง 2 ล้อ และ 3 ล้อ และยังเป็นรถที่ Leopoldo Tartarini ได้รับชัยชนะในการแข่งขันรายการ Motogiro d’Italia

    • เมื่อแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ มาจับปืน

    ในช่วงยุค 60 ก็ยังเป็นช่วงที่เศรษฐกิจยังคงย่ำแย่อยู่ Benelli จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการส่งออกรถไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกา หลายรุ่น ได้แก่ Tornado 650, Mojave 260/360, Buzzer, Hurrican, Dynamo, Hornet หรือแม้กระทั่ง Volcano

    และด้วยความที่เหล่าพี่น้องตระกูล Benelli มีรสนิยมชอบกิจกรรมล่าสัตว์ ทำให้ จิโอวานนี ได้ก่อตั้งแบรนด์อาวุธปืนขึ้นมาในปี 1967 หนึ่งในผลงานของแบรนด์นี้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด คือ ปืนลูกซอง Benelli M4 Super 90 อาวุธคู่บุญจากหนังเรื่อง John Wick หรือยังมี Supernova ที่ตำรวจไทยบ้านเราใช้กันอยู่

    จนกระทั่งมาถึงช่วงยุค 70 การมาของรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่น ทำให้แบรนด์รถอิตาลีในยุคนั้นเสื่อมความนิยมมากกว่าเดิม จน Benelli และ Moto Guzzi ต้องขายแบรนด์ให้กับ อเลฮานโดร เดอ โทมาโซ อดีตนักแข่ง Formula 1 ชาวอาร์เจนติน่าเชื้อสายอิตาลี ในปี 1971 และเอาแบบของ Honda CB500 มาผลิตมาเป็นรถของตัวเองในชื่อ Benelli Quattro และพัฒนาต่อออกมาเป็น Sei รถ 6 สูบเรียงรุ่นแรกของโลกที่ขับขี่ได้บนท้องถนน ซึ่งก็ได้รับรางวัล Moto dell’anno ในปี 1974 และทำยอดผลิตไปได้ 3,200 คันในปี 1977

    • ยุคฟื้นฟู และความท้าทาย

    ในช่วงยุค 80 การรุกคืบของรถญี่ปุ่นเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤต ทำให้ยอดขายของ Benelli ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องจนในปี 1989 Benelli ต้องถูกขายให้กับ จิอันคาร์โล เซลชี ก่อนที่ในปี 1995 ก็จะส่งไม้ต่อให้ อันเดรอา เมอร์โลนี่ ในวัย 28 ปีที่มีความฝันอยากจะชุบชีวิต Benelli ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเริ่มจากการตั้งโรงงานแห่งใหม่ริมถนน Strada della Fornace Vecchia และในปีต่อมาก็เปิดตัวรถสกูตเตอร์รุ่นต่างๆ ในช่วงยุค 2000

    Benelli Tornado Tre 900

    ในปี 1999 Benelli ก็ได้จ้างช่าง ริคคาโด้ โรซ่า ให้มาออกแบบรถสปอร์ต Tornado Tre ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 900 cc ที่มีความประหลาดมาก เพราะหม้อน้ำถูกวางไว้ใต้เบาะแทนที่จะวางไว้บริเวณด้านหน้า พร้อมติดตั้งใบพัดระบายความร้อนอีก ซึ่งต่อมารถรุ่นนี้ก็เปิดตัวในปี 2002 ก่อนจะตามมาด้วยรถ Naked Bike ที่หลายๆ หรือ TNT จนในปี 2001-2002 นาย เมอร์โลนี่ ได้ส่งทีมของตัวเองและรถ Tornado Tre รุ่นนี้เข้าแข่งขันในสนาม WorldSBK โดยที่มี ปีเตอร์ ก็อดเดิร์ด อดีตนักแข่ง MotoGP ยุค 90 เป็นคนขี่

    • ก้าวสู่แผ่นดินจีน

    Yan Haimei

    ถึงแม้ว่าการมาถึงของ Benelli Tornado Tre จะทำให้กลับมาเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ยอดขายรถก็ยังสวนทางอยู่ครับจนทำให้ เมอร์โลนี่ ตัดสินใจถอนตัวและขายกิจการให้กับกลุ่มทุนใหญ่จากจีน นั่นก็คือ Qianjiang Motor Group ภายใต้การบริหารของ Yan Haimei ก่อนจะถูกยุบรวมกับ Geely ในปี 2015 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือการออกแบบรถที่ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของจีน กับหน้าตาที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นรถอิตาลีบ้านเกิดอย่าง TRK 500 และ TRK 502X

    • Benelli ในวงการสนามแข่ง

    Dario Ambrosini (ซ้าย) และ Kelvin Carruthers (ขวา)

    ในวงการมอเตอร์สปอร์ต Benelli นับได้ว่าค่อนข้างจะมีผลงานน้อยอยู่พอสมควร เช่น MotoGP ที่เคยคว้าแชมป์โลกมาเพียง 2 ครั้งเท่านั้นในคลาส 250 cc ได้แก่ ปี 1950 และปี 1969, Isle of Man TT ที่คว้าแชมป์มา 3 ครั้งในรุ่น Lightweight TT ได้แก่ปี 1939, 1950 และปี 1969 ทั้งสองรายการนี้นักแข่งที่ตึงที่สุด ได้แก่ Dario Ambrosini และ Kelvin Carruthers รายการแข่งขันที่จะดูเยอะเป็นพิเศษนั้นก็มีเพียง Italian Speed Championship เท่านั้นที่คว้าแชมป์ทั้งหมด 16 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1927 ถึง 1969

    ทั้งหมดนี้คือเกร็ดความรู้เรื่องราวของ แบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลีที่สุดใน Benelli นี้ ที่หลายท่านอาจเคยสงสัยหรือไม่รู้มาก่อน สำหรับ Scoop นี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • 6 ปี “โมโตจีพี สนามประเทศไทย” อีเว้นต์ที่มากกว่ากีฬา คือพลังแห่งความร่วมใจ-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สร้างปรากฎการณ์ในหลากหลายมิติ

    1 Min Read

    6 ปี “โมโตจีพี สนามประเทศไทย” อีเว้นต์ที่มากกว่ากีฬา คือพลังแห่งความร่วมใจ-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สร้างปรากฎการณ์ในหลากหลายมิติ

     

    โมโตจีพี สนามประเทศไทย เรียกว่า ที่สุดในทุกทาง ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์และปรากฎการณ์ใหม่มากมาย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 24,853 ล้านบาท ถูกเผยแพร่สู่สื่อมอเตอร์สปอร์ตยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ด้วยเสน่ห์ความเป็นไทยในหลากหลายมิติ สุดยอดอีเว้นต์ที่มากกว่าการแข่งขัน

    การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก“โมโตจีพี” สุดยอดศึกสองล้อที่เร็วที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก รายการกีฬายอดนิยมมีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของโลก ถ่ายทอดสดไปมากกว่า 200 ประเทศ ยอดผู้ชมในทุกแพลตฟอร์มกว่า 1,000 ล้านคน ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 6 ปี ตั้งแต่ปี 2561, 2562, งดจัดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ในปี ปี 2563 ถึง 2564, จากนั้นจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

     

    ■ สนามเปิดฤดูกาลโอกาสทองฝังเพชรที่ทั่วโลกต่างต้องการ

     

    ในปี 2568 ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ สนามที่ 1 ของฤดูกาล ภายใต้ชื่อรายการ PT Grand Prix of Thailand 2025 (พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์) ได้รับบทบาทสำคัญ ทั้งการแถลงเปิดฤดูกาล Season Premier โดยดอร์น่าสปอร์ต ต่อด้วย Pre-Season Test และ Main Race 28 ก.พ.-2 มี.ค.ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปีที่ 6 ซึ่งดอร์นา สปอร์ต เปิดเผยว่าทั้ง 3 อีเว้นต์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ใช้เงินลงทุนไปมากกว่า 23 ล้านยูโร หรือประมาณ 819 ล้านบาท ไม่รวมกับงบประมาณจัดงานจากฝั่ง การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท.

    ซึ่งบทบาทในปีนี้ถือโอกาสทองจาก 22 สนามที่จะถูกจัดขึ้นทั้งปีทั่วโลก เนื่องจากได้รับความสนใจจากทั้งสื่อมวลชนและแฟนความเร็วมากที่สุด เพราะจะได้เห็นนักแข่งกับการวางแผนทำงานของทีมแข่ง ภายใต้รถแข่งในเทคโนโลยีใหม่, ผลงานภายใต้สนามนี้ เรียกว่าเป็นสนามที่จะชี้ชะตาของฤดูกาล 2025 เลยก็ว่าได้ และการได้รับโอกาสเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ ”สนามประเทศไทย” ที่โดดเด่นมากที่สุดสนามหนึ่งของโลก

     

    ■ ถนนทุกสายมุ่งสู่บุรีรัมย์ ไม่เกินความจริง

     

    หนึ่งภาพอันยิ่งใหญ่ของการจัดมหกรรมกีฬาระดับพรีเมียมนี้ ทำให้สุดสัปดาห์ของการจัดการแข่งขันตลอด 6 ปีที่ผ่านมาได้ สร้างปรากฎการณ์-ดึงดูดผู้คนหลายแสนคนมุ่งไปยัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยโมโตจีพี ปี 2561 มีผู้ชมเข้าร่วมงาน 222,535 คน, ปี 2562 จำนวน 226,655 คน, ปี 2565 จำนวนผู้ร่วมงาน 178,463 คน, ปี 2566 จำนวน 179,811 คน, ปี 2567 จำนวน 205,373 คน และในปี 2568 ด้วยตัวเลขผู้ชมที่สูงถึง 224,634 คน ทำให้ PT Grand Prix of Thailand 2025  คือการแข่งขันกีฬาระดับโลกรายการใหญ่ที่สุด ที่มีการจัดในประเทศไทย

     

    ■ โมโตจีพีไม่ใช่แค่การแข่งขันแต่คือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “โมโตจีพี สนามประเทศไทย” เป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างยอดเยี่ยม เริ่มจากปี 2561 สร้างเงินหมุนเวียนโดยรวมจากการจัดงานคิดเป็นมูลทางเศรษฐกิจ 3,053 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 3,457 ล้านบาท, ปี2565 จำนวน 4,048 ล้านบาท, ปี 2566 จำนวน 4,493 ล้านบาท, ปี2567 จำนวน 4,759 ล้านบาท

    ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยข้อมูลสำคัญ  PT Grand Prix of Thailand 2025 ระหว่างวันที่ 28 ก.พ. – 2 มี.ค. 2025 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 224,634 คน เป็นคนไทย 172,565 คน ชาวต่างชาติ 52,069 คน มูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 5,043 ล้านบาท กระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 4,268 ล้านบาท ใช้งบจัดงาน 775 ล้านบาท สร้างงาน 7,772 ตำแหน่ง ภาษีที่รัฐเก็บได้กว่า 318 ล้านบาท

    ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ “โมโตจีพี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 24,853 ล้านบาท เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของนโยบาย World Grand Prix และ Sport Tourism ได้อย่างเป็นรูปธรรม

     

    ■ แง่มุมงดงามของการจัดแข่งขัน

     

    “โมโตจีพี สนามประเทศไทย” เป็นมหกรรมกีฬาที่ทุกคนต่างมีส่วนร่วม เกิดขึ้นได้และขับเคลื่อนไปอย่างงดงาม ภายใต้ความร่วมมือที่ผนึกแน่นทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้การนำของการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคเอกชนและภาคประชาชนมากมาย ก่อให้เกิดกิจกรรมที่สมบูรณ์พร้อมในและนอกสนาม ในฐานะที่ประเทศไทยและชาวไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกัน

    ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันโมโตจีพีสนามประเทศไทยนั้น ลำพังแค่ “ฅนบุรีรัมย์” จะไม่สามารถจัดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “มหานครแห่งกีฬาของประเทศไทย” แห่งนี้ ได้ฝากฝีมือไว้ในการจัด “มหกรรมกีฬา”ที่ยิ่งใหญ่มากมายด้วยลูกหลานบุรีรัมย์ คำว่า “บุรีรัมย์ทำถึง” ถูกขนานนามผ่านสื่อและประชาชนนับครั้งไม่ถ้วน

    “ชัตเติ้นแต๋น” จากเรือกสวนไร่น่า มาสู่ฮีโร่สำคัญของการขนส่งผู้คน สร้างตำนานและภาพจำบทใหม่ของการนำส่งผู้ชมสู่เซอร์กิต ประดับประดารถด้วยวัฒนธรรมอีสานใต้ สวยงามเป็นเอกลักษณ์

    “GU เก็บ” คนเล็กหัวใจใหญ่ คณะจิตอาสานับพันคน ที่ทำหน้าที่เบื้องหลังความสำเร็จด้านความสะอาด, Ask me “มีอะไรถามฉัน” อาสาสมัครด้านการท่องเที่ยวทั้งครู อาจารย์ เยาวชนในท้องถิ่น, ชาวต่างชาติที่มาร่วมโครงการกว่า 500 คน คอยให้คำแนะนำ อำนวยความสะดวก ตอบคำถาม แก่นักท่องเที่ยว ที่เดินทางไปชมงานโมโตจีพี ที่จังหวัดบุรีรัมย์

     

    ■ เสน่ห์วิถีไทย เฟสติวัลที่ยิ่งใหญ่ ครบเครื่อง

    ที่ถูกชื่นชมตลอดมา คือ “เสน่ห์วิถีไทย” ที่เป็นแรงส่งทุกด้าน มัดใจผู้คนทั่วโลกทั้งแฟนโมโตจีพี“ตัวยง”และยังตอบโจทย์ให้กับคนอีกกลุ่มที่ต้องการเข้าร่วม “เฟสติวัล” ไม่ได้ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันด้วยซ้ำ แต่ด้วยความสนุกแบบเต็มระบบ ครบเครื่อง ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ภายในสนามสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ หลังจบการแข่งขัน จะเห็นภายผู้คนนับหมื่นคน ยังคงสนุกสนานอยู่กับคอนเสิร์ต ศิลปินเบอร์ต้นของประเทศ , มวยและกิจกรรมใน PT Grand Prix Expo   ที่มีสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับมอเตอร์ไซค์-มอเตอร์สปอร์ต, ร้านอาหารอร่อยๆ รวมถึงพาวิลเลียนขนาดยักษ์ของแบรนด์สินค้าและหน่วยงานราชการให้ร่วมสนุกร่วมชมมากมาย ได้แก่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด  (มหาชน), น้ำแร่ธรรมชาติ ตราช้าง, ฮอนด้า, ยามาฮ่า, ดูคาติ , กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.), แกร็บ ประเทศไทย (Grab) ฯลฯ จนได้รับเสียงชื่อชมมากมายจากดอร์น่า สปอร์ตและแฟนความเร็วทั่วโลก ถึงเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครนี้

     

    ■ ประวัติศาสตร์ความสำเร็จของวงการ “กีฬา”ไทย

    โมโตจีพี สนามประเทศไทย เป็นการต่อยอดนโยบาย “Sport Tourism” และ “ World Grand Prix” รวมถึงอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญของการกีฬาแห่งประเทศไทย คือการพัฒนา ยกระดับนักกีฬาไทยเพื่อต่อยอดเทียบเท่าระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ โดยในปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งความสำเร็จที่มี “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา เป็นนักแข่งไทยคนแรกในการลงแข่งขันในคลาสสูงสุดอย่าง โมโตจีพี ตลอดทั้งฤดูกาล สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชน และเป็นความภาคภูมิใจให้คนทั้งประเทศ

     

    #SaveThaiGP

    ฤดูกาล 2025 ประเทศไทยได้รับความสนใจจากสื่อมอเตอร์สปอร์ตยักษ์ใหญ่ทั่วโลก มีสื่อต่างชาติและสื่อไทยกว่า 750 คน ร่วมกันรายงานข่าว หลังจบการแข่งขัน เกิดกระแสทางสังคมมากมาย เกี่ยวกับการต่อสัญญาโมโตจีพีสนามประเทศไทย ที่ยังคงคุลมเคลือ และมีแนวโน้มว่า “โมโตจีพี 2026” จะเป็นสนามสุดท้ายของไทย โค้งสุดท้ายที่มีประเทศต่างๆสนใจรอจ่อคิวเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ชมและสื่อมวลชนมากมาย ต่างร่วมกันตั้ง แฮชแท็กซ์ #SaveThaiGP เพื่อเรียกร้องและปกป้องการแข่งขัน “โมโตจีพีวิถีไทย” หนึ่งในความสำเร็จและความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ได้มีโอกาสได้จัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องต่อไป

     

    ทุกเรื่องราวความสำเร็จในหลากหลายมิตินี้ ชี้ให้เห็นว่า “โมโตจีพี สนามประเทศไทย” ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เป็น “มากกว่ากีฬา มากกว่าการแข่งขัน” เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน สร้างความสุข รอยยิ้ม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปพร้อมๆกัน


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • เลือกประเภทรถอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน

    1 Min Read

    เลือกประเภทรถอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน


              เนื้อหาในคอลัมน์วันนี้จะพูดประเด็นต่อเนื่องมาจากจำนวนลูกสูบของรถมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านมา โดยจำนวนลูกสูบนั้นมีผลต่อจำนวนซีซีที่มีมากน้อยด้วย ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่ารถจำนวนสูบเท่านี้ จำนวนซีซีเท่านี้ จะมีการใช้งานที่เหมาะกับรูปแบบไหนบ้างบนท้องถนน ติดตามกันได้ในคอลัมน์นี้

    ขับขี่ในเมืองหรือในชีวิตประจำวัน

    ที่มีระยะทางที่ไม่ไกลมากเช่น เดินทางไปทำงาน เดินทางไปตลาด เป็นต้น การใช้งานรูปแบบนี้เหมาะกับรถรูปแบบ 1 สูบหรือตั้งแต่ 100 – 150 ซีซีโดยประมาณ หรือจะขยับมาอีกหน่อยเป็น 2 สูบที่มี 250 ซีซี ขึ้นไปแต่อัตรากินน้ำมันจะมากกว่าตามไปด้วย

    ขับขี่นอกเมืองที่อาจจะมีการขึ้นเนินลงเขา

    ลักษณะเส้นทางในแบบนี้จะเหมาะกับรถที่มีอัตราเร่งช่วงต้นและช่วงกลางที่ค่อนข้างดีเช่นรถรูปแบบ 2 สูบหรือตั้งแต่ 250 ซีซี เพราะมีกำลังเครื่องและอัตราเร่งที่ดีเมื่อเจอกับทางชันและสามารถเดินทางไกลได้พอสมควร

    เน้นความสมดุลในรูปแบบต่างๆ

    ในรูปแบบนี้จะมีอัตราเร่งช่วงต้นที่ดีอีกทั้งในช่วงกลางก็ดีด้วย แต่อาจจะไม่เทียบเท่าที่เป็นรถสายเฉพาะทางที่เน้นไปทางอัตราเร่งต้นสูงหรือช่วงปลายสูง ทำให้ขับในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น โดยรูปแบบที่เหมาะคือรถ 3 สูบนั่นเอง

    เน้นความเร็วช่วงปลายหรือใช้ในการแข่งขัน

    จะเป็นรถที่มีอัตราเร่งช่วงกลางถึงปลายที่ดีและมีอัตราความเร็วที่สูงไม่เหมาะกับการนำมาใช้บนท้องถนนทั่วไป โดยในรูปแบบนี้จะเป็น 4 สูบหรือ 400 ซีซีขึ้นไปนั่นเอง

    เน้นการเดินทางไกล หรือขับข้ามประเทศ

    จะเป็นรถที่มีอัตราความเร็วสูงสุดที่ขับได้ระยะเวลานาน จึงเหมาะกับรถที่มี 6 สูบที่มีจำนวนซีซีสูงและมีถังเชื้อเพลิงมาก พร้อมทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย เช่นเบาะที่นุ่ม มีพนักพิง เป็นต้น

    เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับเกร็ดความรู้เรื่องรถที่เหมาะกับการใช้งานของท่านในหลายๆรูปแบบ ท่านไหนที่ต้องการใช้งานรูปแบบไหนก็เลือกมาครอบครองและใช้งานกันตามที่ต้องการได้เลย เพื่อที่จะได้ตอบสนองตามความต้องการได้อย่างสูงสุดและไม่เป็นการสิ้นเปลืองในการใช้เชื้อเพลิงของรถจนเกินเหตุอันควรอีกด้วย


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ล้อแม็กซ์ กับ ซี่ลวด แบบไหนดีกว่ากัน

    1 Min Read

    ล้อแม็กซ์ กับ ซี่ลวด แบบไหนดีกว่ากัน

    สวัสดีทุกท่านที่ติดตามคอลัมน์ที่ให้ข้อมูลความรู้กับคนรักรถทุกท่าน วันนี้เรามาพูดคุยกันในคอลัมน์เกี่ยวกับล้อรถที่หลายๆคนเห็นกันจะมีแบบล้อแม็กซ์และล้อซี่ลวด ซึ่งในปัจจุบันมีมากมายหลายรูปแบบหลายราคา ให้ท่านได้เลือกซื้อกัน แต่จะมีคนไหนรู้ไหมว่าล้อแบบไหนที่เห็นกันแบบไหนมีคงทน ความนุ่มนวล การทรงตัว ว่าแบบไหนเหมาะที่จะนำไปใช้กับรถของท่าน เรามีคำตอบให้ในคอลัมน์นี้

    01

    ความแข็งแรง ทนทาน

    จากทั่วไปที่ทุกท่านทราบว่าล้อซี่ลวดนั้นมีน้ำหนักที่เบากว่าล้อแม็กซ์ แต่เรื่องความทนทานนั้นล้อซี่ลวดนั้นทนทานกว่าล้อแม็กซ์อย่างไม่น่าเชื่อโดยสังเกตได้จากลักษณะของซี่ลวดที่เรียงกัน เพื่อที่จะช่วยในการกระจายแรงกระแทกจากสิ่งต่างๆได้อีกทั้งในเรื่องของน้ำหนักก็ยังเบากว่าล้อแม็กซ์ สังเกตได้จากรถที่ใช้ล้อซี่ลวดจะเป็นรถวิบาก ที่ต้องลุยบุกป่าฝ่าดงเป็นอย่างมาก

    wallpaper-444405

    ความนุ่มนวล

    หลายท่านคงคิดว่าความนุ่มนวลนี้ขึ้นอยู่กับระบบโช็คอัพ ไม่ใช่หรือ? แต่ว่าระบบโช๊คอัพนั้นมีความสัมพันธ์กับยางและล้อแม็กซ์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยความนุ่มนวลนี้ล้อซี่ลวดมีความได้เปรียบอยู่เพราะจากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นคือล้อซี่ลวดจะมีการกระจายน้ำหนักและการกระแทกอย่างสม่ำเสมอ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุในการทำชิ้นส่วนด้วย เนื่องจากล้อแม็กซ์บางยี่ห้อก็มีการใช้วัสดุที่น้ำหนักเบาและดีกว่า ซึ่งปัจจัยนี้มีผลต่อความนุ่มนวลในการขับขี่

    bmw-r1200gs-xdrive-hybrid-2wd-motorcycle-3

    การทรงตัว

    อย่างที่หลายท่านทราบว่าล้อแม็กซ์นั้นมีน้ำหนักที่เยอะกว่าย่อมให้การทรงตัวที่ดีกว่าอย่างแน่นอน แล้วน้ำหนักนี้ช่วยในการที่เราสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงด้วย อย่างที่ได้เห็นในรถบิ๊กไบค์ใส่กันอย่างแพร่หลาย

    ทั้งหมดนี้คือเกร็ดความรู้เรื่องล้อที่หลายท่านอาจจะเคยสงสัย แต่เมื่อได้อ่านคอลัมน์นี้แล้วทำให้ทุกท่านตัดสินใจได้ว่าล้อแบบไหนที่เหมาะกับการขับขี่ของท่านผู้อ่านได้ดีที่สุด


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment