• ZONTES ยกทัพสกู๊ตเตอร์พรีเมียมลุย Motor Expo 2025 เผยโฉม 703F ครั้งแรกในไทย!

    1 Min Read

    ZONTES ยกทัพสกู๊ตเตอร์พรีเมียมลุย Motor Expo 2025  เผยโฉม 703F ครั้งแรกในไทย!

    งาน Motor Expo 2025 ปีนี้ บูธ ZONTES (ซอนเทส)  คือหนึ่งในโซนที่สายสกู๊ตเตอร์และสายลุยไม่ควรพลาด! เพราะ ZONTES Thailand โดย บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ZONTES อย่างเป็นทางการในไทย ขนทัพสกู๊ตเตอร์พรีเมียมครบทุกรุ่นที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ทั้ง ZONTES 350E, 368D, 368K และ 368G มาให้ชมกันเต็มไลน์ พร้อมไฮไลต์สำคัญที่หลายคนรอคอยอย่างการ “เผยโฉมคันจริงของ ZONTES 703F” แอดเวนเจอร์ไบค์เครื่องยนต์ 3 สูบ ครั้งแรกในประเทศไทย!

    หลังจากบริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นำแบรนด์ ZONTES เข้าทำตลาดในประเทศไทย กับการเปิดตัวรถสกู๊ตเตอร์รุ่นแรกที่จำหน่ายไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนี้ กระแสตอบรับจากผู้ใช้ชาวไทยก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนเรียกได้ว่ากลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ด้วยจุดเด่นทั้งด้านดีไซน์ล้ำสมัย เทคโนโลยีทันสมัย คุณภาพวัสดุระดับพรีเมียม และฟีเจอร์ที่ “จัดเต็มทุกซีรีส์” ในราคาที่จับต้องได้ ทำให้ ZONTES ค่อย ๆ สร้างฐานแฟนในไทยอย่างมั่นคง และได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการรถสไตล์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

    สำหรับ ZONTES 703F ถือเป็นโมเดลที่แฟนๆ ชาวไทยจับตามองมาตั้งแต่การเปิดตัวในงาน EICMA ที่ประเทศอิตาลี จากภาพและสเปกเทพที่ปล่อยออกมาทำให้หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในแอดเวนเจอร์สายลุยที่น่าจับตามอง ด้วยบุคลิกตัวรถที่ดุดันทันสมัย เส้นสายตัวถังคมชัดและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และด้วยกระแสตอบรับจากแฟนๆ ชาวไทยที่ติดตามข่าวของรุ่นนี้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่มีการเปิดตัวในต่างประเทศ ล่าสุด ZONTES Thailand จึงตัดสินใจนำ 703F คันจริงมาโชว์ตัวในงาน Motor Expo 2025 ให้ได้สัมผัสกันแบบเต็มตาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แม้ในขณะนี้จะยังไม่เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีแผนคาดการณ์เปิดจำหน่ายภายในปี 2026 ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคนที่กำลังมองหาแอดเวนเจอร์ไบค์ 3 สูบ ที่สเปกจัดเต็มในสไตล์ ZONTES

    คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในงาน Motor Expo 2025 ครั้งนี้ เราตั้งใจนำเสนอภาพลักษณ์ของ ZONTES ในฐานะแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่ให้เทคโนโลยีล้ำหน้า ออปชันจัดเต็ม และดีไซน์พรีเมียม ในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งการนำ 703F คันจริงมาโชว์ตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย คือการสะท้อนให้เห็นว่า ZONTES ให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทย และเราพร้อมจะยกระดับทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าที่
    ชื่นชอบรถสายแอดเวนเจอร์ระดับสากลเช่นกัน ปัจจุบัน ZONTES ขยายตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปแล้วกว่า 91 สาขาทั่วประเทศ และยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับ Product line-up ใหม่ๆ ที่เตรียมจะเข้ามาเสริมทัพในอนาคตอันใกล้ ”

    นอกจากไฮไลต์อย่าง 703F แล้ว ภายในบูธ ZONTES ยังยกขบวนสกู๊ตเตอร์พรีเมียมครบทุกสไตล์การใช้งาน เริ่มจาก ZONTES 368K ในบทบาท Ultra-Luxury สกู๊ตเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อคนเมืองที่ต้องการภาพลักษณ์หรูหรา ดีไซน์เนี้ยบในทุกมุมมอง ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยกับความพรีเมียมได้อย่างลงตัว ถัดมาคือ ZONTES 368G สาย Adventure Scooter ที่เหมาะสำหรับคนชอบออกทริปและหลงใหลในการเดินทางค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ  ให้ท่านั่งสบาย ตอบโจทย์ความอเนกประสงค์ในการเดินทาง และฟังก์ชันที่ให้มาแบบจัดเต็ม ส่วนใครกำลังมองหารถใช้งานในเมืองแบบคล่องตัวแต่ยังอยากได้ฟีลลิ่งพรีเมียม ZONTES 368D ในคาแรกเตอร์ City Style ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยมิติรถที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง มิติที่คอนโทรลรถได้อย่างกระชับ มั่นใจ และได้ฉายาว่าเป็นรถที่ “แรงที่สุดในคลาส ไม่เกิน 400 ซีซี”   ขณะที่ ZONTES 350E ในภาพลักษณ์ Luxury Style ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่ให้เมืองและออกเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุด ออกแบบมาเพื่อความสะดวก สบายในการเดินทาง ทั้งเบาะนั่ง พื้นที่พักเท้า และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ล้วนถูกคิดมาเพื่อใช้งานจริงทั้งในชีวิตประจำวันและทริปเดินทาง

    และเพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นมิติที่แตกต่างของ ZONTES มากยิ่งขึ้น ภายในงาน Motor Expo 2025 ยังมีการจัดแสดงรถคัสตอมตกแต่งพิเศษ เพิ่มความหล่อไปอีกขั้น ทั้งในรุ่น 368D และ 368K จากสำนักแต่งชื่อดัง Jack Shop ที่หยิบเอาดีเอ็นเอของสกู๊ตเตอร์พรีเมียมมาขยายต่อในสไตล์สปอร์ต สายซิ่ง ด้วยสีสันจัดจ้าน ของแต่งเทพแบบจัดเต็ม!

    ไม่เพียงเท่านั้น ZONTES ยังนำรถคัสตอมในสายการแข่งขันมาจัดแสดงภายในบูธด้วย ได้แก่รถแข่งในรุ่น 368G และ 350E ที่ถูกพัฒนาเซ็ตอัปเพื่อใช้ลงแข่งขันในสนามจริง โดยทั้งสองคันเคยผ่านศึกในรายการ SuperbikeMag. com Trophy 2025 R. 3 ในรุ่น Scooter 400 cc. A มาแล้ว และสามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยหนึ่งคันคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 และอีกหนึ่งคันคว้ารางวัลอันดับที่ 1 มาครองสำเร็จ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านสมรรถนะ ของ ZONTES ที่ไม่ได้โดดเด่นแค่บนท้องถนนในชีวิตประจำวัน แต่ยังพร้อมยืนบนกริดสตาร์ทในสนามแข่งขันได้อย่างภาคภูมิ

     

    โปรโมชั่นพิเศษ!  ช่วงงาน Motor Expo 2025

    เพียงจองรถ ZONTES ภายในงาน Motor Expo 2025

    หรือ จองผ่านทางเว็บไซต์​ https://booking.zontes.co.th

    (ตั้งแต่วันนี้ – 10 ธ.ค. 68) *รับข้อเสนอเดียวกันกับงาน Motor Expo 2025

     

    • รุ่น 368G รับฟรี Voucher มูลค่า 3,000 บาท

    (หักส่วนลดแล้วเหลือเพียง 179,800 บาท จากราคาปกติที่ 182,800 บาท)

    • รุ่น 368K รับ Voucher มูลค่า  4,000 บาท

    (หักส่วนลดแล้วเหลือเพียง 169,000 บาท จากราคาปกติที่ 173,000 บาท)

    • รุ่น 350E  รับ Voucher  มูลค่า  4,000 บาท

    (หักส่วนลดแล้วเหลือเพียง 155,000 บาท จากราคาปกติที่ 159,000 บาท)

    • รุ่น 368D รับ Voucher  มูลค่า  4,000 บาท

    (หักส่วนลดแล้วเหลือเพียง 139,900 บาท จากราคาปกติที่ 143,900 บาท)

     

    เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังเล็งสกู๊ตเตอร์พรีเมียมสเปกแน่นในราคาคุ้มค่า


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • Lambretta เปิดตัว J200 ครั้งแรกในไทย! พร้อม X300 GP (2026) โฉมใหม่ ในงาน Motor Expo 2025

    2 Min Read

    Lambretta เปิดตัว J200 ครั้งแรกในไทย! พร้อม X300 GP (2026) โฉมใหม่ ในงาน Motor Expo 2025

    Lambretta Thailand ภายใต้บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสองโมเดลใหม่ที่ชาวแลมเบรตติสต้าในไทยต่างรอคอยมากที่สุดในปีนี้ ภายในงาน Motor Expo 2025 ได้แก่ Lambretta J200 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เผยโฉมครั้งแรกในไทย และ Lambretta X300 GP (2026) โฉมใหม่อย่างเป็นทางการ นำเสนอดีไซน์อิตาเลียนร่วมสมัย ผสานเทคโนโลยีระดับพรีเมี่ยม
    พร้อมสิทธิพิเศษเฉพาะ
    ช่วงงาน Motor Expo 2025 แบบจัดเต็ม!

     

    Lambretta (แลมเบรตต้า) สกู๊ตเตอร์อิตาเลียนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 78 ปี และเป็นจุดกำเนิดวัฒนธรรมและสังคมสกู๊ตเตอร์ ที่ยังคงถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าจากอดีต ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ครองใจเหล่าสาวก หรือที่มีชื่อเรียกว่า ชาวแลมเบรตติสต้า (Lambrettista) ทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1947 จนเรียกได้ว่า แลมเบรตต้านั้น ไม่เพียงแต่เป็นยานพาหนะ แต่ยังเป็นไอคอนที่สะท้อนถึงความเป็นอิสระ ความสร้างสรรค์ วัฒนธรรม สังคม และแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนเรื่องราวอันทรงคุณค่า
    ผ่านกาลเวลาจากรุ่นสู่รุ่น

    Lambretta J200

    การมาของ Lambretta J200 ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของปีนี้ ด้วยรหัสใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน EICMA 2024 ประเทศอิตาลี และถูกนำมาเปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกในงาน Motor Expo ครั้งนี้ โดยนำแรงบันดาลใจจาก J-Series ตำนานรุ่นเล็กจากยุค 60s ของ Lambretta ในอดีต มาสร้างสรรค์ใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้นอย่างโดดเด่น โดยคงไว้ซึ่งโครงสร้างและเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมของ Lambretta ผ่านดีไซน์สไตล์ “Low & Long Architecture” กับมิติตัวรถที่กระชับ คล่องตัว เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด พร้อมรายละเอียดแบบสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสไตล์อิตาเลียนที่แทรกอยู่ในทุกมุมมอง

    ด้านสมรรถนะ J200 มาพร้อมเครื่องยนต์ ขนาด 174.5cc หัวฉีด Bosch ชูจุดเด่นด้วยโครงสร้างฝาข้างเหล็ก Steel Body อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lambretta มาพร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูง ทั้งระบบเบรก ABS Dual-Channel, ดิสก์เบรกหน้า–หลัง, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS (Traction Control System) ที่สามารถเปิด-ปิดได้ , เสริมด้วยช่วงล่างหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์ของ Lambretta  ช่วยสร้างบาลานซ์ที่ดีในการคอนโทรลรถ และยังสามารถปรับค่าพรีโหลดของสปริงค์โช๊คได้ทั้งโช๊คหน้าและโช๊คหลัง ถึง 5 ระดับ มาพร้อมถังน้ำมัน ขนาดความจุ 9 ลิตร  ช่องเก็บของด้านหน้า ที่มาพร้อม USB Port Charger Type A + C  ด้านระบบส่องสว่างแบบ Full LED รอบคัน พร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์  ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังผสานความทันสมัยด้วย หน้าจอ TFT สี คมชัดทันสมัย รองรับการปรับธีมสีหน้าจอ ปรับความสว่าง และเลือกภาษาได้ถึง 3 ภาษา (อังกฤษ / อิตาเลียน / ไทย) พร้อมระบบ Bluetooth ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อแสดง,ชื่อผู้โทรเข้า และสั่งรับสาย/ตัดสาย ได้จากสวิตซ์แฮนด์โดยตรง ช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการขับขี่จริง

    สำหรับ Lambretta J200 เปิดตัวมาในราคาพิเศษ เฉพาะช่วงเปิดตัว ในงาน Motor Expo 2025 นี้เท่านั้น! กับราคาเปิดตัวแนะนำขาย ที่ 99,800 บาท (จากราคาปกติ 109,800 บาท)​ 

    โดยมีให้เลือกจับจองทั้งหมด 2 Types ได้แก่

    • Premium type ดีไซน์ตัดด้วยสีโครม มีด้วยกัน 2 เฉดสี ได้แก่ Gemma White และ Super Black
    • Sport type ดีไซน์ตัดด้วยสีดำ มีด้วยกัน 4 เฉดสี ได้แก่ Gemma White  ,Super Black

    Light Grey  และ Cocoa Brown

    Lambretta X300GP (2026)

    ภายในงานยังมีการเผยโฉม Lambretta X300 GP MY2026 ซึ่งปรับโฉมใหม่พร้อมดีไซน์ Color & Graphic แบบสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยการนำ ลวดลาย Side Panel Stripes จากดีไซน์ของแลมเบรตต้าในอดีต กลับมารีดีไซน์ผสานเข้ากับลายไฟ เพื่อให้ได้ลุคที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยอารมณ์ความสปอร์ตแบบ Grand Prix ยุคคลาสสิก โดยมาในสีสันใหม่ 5 เฉดสี ได้แก่ Aurora Grey Matte  , Super Black , Cocoa Brown , Latte Brown และ Gemma White  ให้ผู้ขับขี่เลือกสรรตามสไตล์ที่เป็นตัวเอง

    สำหรับ Lambretta X300GP (2026) มาในราคาเปิดตัวแนะนำขาย ที่ 159,800 บาท (พิเศษ ช่วงงาน Motor Expo รับฟรี Voucher มูลค่า 6,000 บาท ,  รับฟรี ทะเบียน และพ.ร.บ. มูลค่า 1,000 บาท , รับฟรี ประกันรถหาย 1 ปี (*พิเศษ เมื่อจัดไฟแนนซ์กรงุศรี รับฟรี ประกัน 3 Plus นาน 1 ปี)

    สำหรับปี 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Lambretta Thailand ในการขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์ ด้วยการเพิ่มกลุ่มรหัส J-Series เข้ามาอย่างเป็นทางการ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของแบรนด์ที่ตั้งใจนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับผู้ขับขี่ในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านดีไซน์ เทคโนโลยี หรือประสบการณ์การขับขี่ที่ต้องครบ ความพรีเมี่ยมที่มาควบคู่กับการใช้งานจริงได้อย่างลงตัว

     

    คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

    กล่าวถึงการเปิดตัวรถใหม่ทั้งสองรุ่นว่า “การเปิดตัว J200 และ X300 GP โฉมใหม่สำหรับปี 2026 นี้ สะท้อนการเดินหน้าของ Lambretta ในการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ของรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมแก่ผู้บริโภคชาวไทย ที่ผสานความคลาสสิกจากอิตาลีเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เราเชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบ Lambretta จะสัมผัสถึงตัวตนใหม่ของแบรนด์ที่ตอบโจทย์กับยุคสมัยได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น”

     

    นอกจากนี้ ภายในงาน Motor Expo 2025 ครั้งนี้ Lambretta ยกทัพรถ หลากหลายรุ่นมาให้แฟนๆ Lambretta ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งยังส่งมอบความสุขส่งท้ายปี ด้วยข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงงาน Motor Expo 2025 นี้เท่านั้น!

     

    รวมข้อเสนอพิเศษ เฉพาะช่วงงาน Motor Expo 2025 

    ข้อเสนอพิเศษเมื่อจองรถ Lambretta ในงาน Motor Expo 2025

    หรือ สามารถจองผ่านช่องทางเว็บไซต์  https://booking.lambretta.co.th  (ตั้งแต่วันนี้ – 10 ธ.ค. 68) *รับข้อเสนอเดียวกันกับงาน Motor Expo 2025

     

      ข้อเสนอพิเศษรุ่น J200 (ใหม่ล่าสุด!)

    • รับราคาพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว ที่ 99,800 บาท (จากราคาปกติ 109,800 บาท)​

     

      ข้อเสนอพิเศษรุ่น X300GP 2026 (ใหม่ล่าสุด!)

    • รับ Voucher 6,000 บาท
    • รับฟรี ทะเบียน และพ.ร.บ. มูลค่า 1,000 บาท
    • รับฟรี ประกันรถหาย 1 ปี (*พิเศษ เมื่อจัดไฟแนนซ์กรงุศรี รับฟรี ประกัน 3 Plus นาน 1 ปี)

     

      ข้อเสนอพิเศษรุ่น V200 (all model)

    • รับ Voucher 2,000 บาท
    • รับฟรี ทะเบียน และพ.ร.บ. มูลค่า 1,000 บาท
    • รับฟรี ประกันรถหาย 1 ปี (*เฉพาะไฟแนนซ์ที่ร่วมรายการ)

     

     

     

     

      ข้อเสนอพิเศษรุ่น X200 (all model)

    • รับ Voucher 4,000 บาท
    • รับฟรี ทะเบียน และพ.ร.บ. มูลค่า 1,000 บาท
    • รับฟรี ประกันรถหาย 1 ปี (*พิเศษ เมื่อจัดไฟแนนซ์กรงุศรี รับฟรี ประกัน 3 Plus นาน 1 ปี)

     

      ข้อเสนอพิเศษรุ่น X300 (all model *ยกเว้น X300 GP MY2026)

    • รับ Voucher 15,000 บาท
    • รับฟรี ทะเบียน และพ.ร.บ. มูลค่า 1,000 บาท
    • รับฟรี ประกันรถหาย 1 ปี (*พิเศษ เมื่อจัดไฟแนนซ์กรงุศรี รับฟรี ประกัน 3 Plus นาน 1 ปี)

     

      ข้อเสนอพิเศษรุ่น G350 (all model)

    • รับ Voucher 15,000 บาท
    • รับฟรี ทะเบียน และพ.ร.บ. มูลค่า 1,000 บาท
    • รับฟรี ประกันรถหาย 1 ปี (*เฉพาะไฟแนนซ์ที่ร่วมรายการ)

     

    สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้ามาสัมผัสตัวจริงของดีไซน์อิตาเลียนยุคใหม่ และพบกับ DNA ตำนาน ที่มาในรุ่นใหม่ล่าสุด X300GP MY2026 และ J200  ได้ที่ บูธ G02 ภายในงาน Motor Expo 2025 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – 10 ธันวาคม 2568  หรือสามารถดูข้อมูลรถเพิ่มเติม ได้ที่  https://lambretta.co.th


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา รวมมูลค่า 1 ล้านบาท และช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ มูลค่ารวมกว่า 2.8 ล้านบาท

    1 Min Read

    กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา รวมมูลค่า 1 ล้านบาท และช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ มูลค่ารวมกว่า 2.8 ล้านบาท

    กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพึ่งภา เดินหน้ามอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา โดยส่งมอบอาหารพร้อมรับประทานและผ้าห่มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม คิดเป็นมูลค่า 1 ล้านบาท

    พร้อมกันนี้ ได้จัดส่งสิ่งของบริจาคทั้งหมดไปยังศูนย์จัดการภัยพิบัติจังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด ซึ่งเป็น “ต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตำบลเกาะขันธ์” ที่มีความพร้อมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกระจายสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง

    การช่วยเหลือครั้งนี้ยังครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมมูลค่าการสนับสนุนกว่า 2.8 ล้านบาท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทุนในการยืนหยัดเคียงข้างประชาชนไทยในยามวิกฤต

    ตลอดปี 2568 กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน 19 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ สุโขทัย น่าน แพร่ เพชรบูรณ์ พิจิตร อยุธยา อุตรดิตถ์ ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี สงขลา พัทลุง สตูล นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมมูลค่าความช่วยเหลือกว่า 7 ล้านบาท

    นอกจากนี้ สำหรับผู้ประสบอุทกภัยที่รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย สามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กและซ่อมรถจักรยานยนต์ฮอนด้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ เครือข่ายร้านผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมทั้ง Honda Wing Center, ศูนย์บริการ Honda BigWing และร้าน CUB House ใน 10 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและให้ผู้ใช้รถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

     

    ติดตามรายละเอียดจุดบริการตรวจเช็กและซ่อมรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ที่

    เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า: http://bit.ly/4p8Zgbm


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • โรยัล เอ็นฟีลด์ จุดความเร้าใจส่งท้ายปี เติมพลังแห่งการขับขี่ ‘Pure Motorcycling’ กับข้อเสนอทุบประวัติศาสตร์ ในงาน Motor Expo 2025!!

    1 Min Read

    โรยัล เอ็นฟีลด์ จุดความเร้าใจส่งท้ายปี  เติมพลังแห่งการขับขี่ ‘Pure Motorcycling’ กับข้อเสนอทุบประวัติศาสตร์ ในงาน Motor Expo 2025!!

    Royal Enfield (โรยัล เอ็นฟีลด์) ผู้นำระดับโลกในตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250cc–750cc) และเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงการผลิตอย่างต่อเนื่อง เตรียมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักขี่ชาวไทยอีกครั้งในงาน Motor Expo 2025 ด้วยไลน์อัพรถครบทุกตระกูล และแคมเปญสุดพิเศษส่งท้ายปี ที่จะพาผู้ขับขี่สัมผัสอารมณ์ของการเดินทาง สะท้อนเอกลักษณ์ ‘Pure Motorcycling’ อย่างแท้จริง

    ค้นพบสไตล์แห่ง ‘Pure Motorcycling’ ที่ตอบทุกอารมณ์การขับขี่

    ตั้งแต่ความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของ Classic 350, ความแกร่งของ Himalayan 450, ไปจนถึงความเร้าใจของ Bear 650 — ทุกคันถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งต่ออารมณ์แห่งการขับขี่อย่างแท้จริง สะท้อนความลงตัวระหว่างสไตล์ สมรรถนะ และอิสรภาพที่เป็นหัวใจของ Pure Motorcycling

    ในปีนี้ โรยัล เอ็นฟีลด์ยังเปิดตัวสีใหม่ของ Hunter 350 ได้แก่ Rio White และ Tokyo Black มาพร้อมอัปเกรดพรีเมียมทั้ง ไฟหน้า LED และ สลิปเปอร์คลัตช์ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลและควบคุมง่ายยิ่งขึ้น และอีกหนึ่งไฮไลต์คือ Classic 650 สี Teal สุดหรู ที่ถ่ายทอดความประณีตเหนือกาลเวลาในโทนสีร่วมสมัย

    โรยัล เอ็นฟีลด์ พร้อมส่งมอบความพิเศษในสไตล์ ‘Pure Motorcycling’ ที่มาพร้อมกับรุ่น Hunter 350 เปิดตัวด้วยราคาสุดเร้าใจ เริ่มต้นเพียง 123,900 บาท สำหรับสี Rio White และ 127,900 บาท สำหรับสี Tokyo Black ที่มาพร้อมอัปเกรดพรีเมียมครบครัน

    ในส่วนของ Classic 650 สี Teal ใหม่ ถ่ายทอดความหรูหราทรงพลังแห่งตำนานคลาสสิก วางจำหน่ายในราคาเพียง 253,900 บาท

    สิทธิพิเศษเฉพาะในงาน Motor Expo 2025

    นอกจากนี้ โรยัล เอ็นฟีลด์ มอบข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มครอบคลุมทุกรุ่น ทุกซีซี ตลอดช่วงงาน Motor Expo 2025 ได้แก่

    ตระกูล 350 ซีซี – สไตล์คลาสสิก ขับขี่ง่ายได้ทุกวัน

    พบกับรุ่นยอดนิยมอย่าง Classic 350, Hunter 350, Bullet 350 และ Meteor 350 ที่ออกแบบเพื่อมอบความสนุกในการขับขี่ในทุกๆ วัน

    • พบกับข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ
    • ของพรีเมียมเฉพาะงาน และสิทธิ์พิเศษเมื่อจองภายในงาน
    • มอบข้อเสนอพิเศษในงานตั้งแต่ 4,000 – 20,000 บาท

    ตระกูล 450 ซีซี – สำหรับสายลุยผู้รักการผจญภัย

    เต็มอิ่มกับความเร้าใจจาก Himalayan 450 และ Guerrilla 450 รถสายแอดเวนเจอร์และโรดสเตอร์ที่พร้อมพาคุณไปได้ทุกเส้นทาง

    • พบกับแพ็กเกจของแต่งสุดพิเศษ และสิทธิประโยชน์ด้านบริการเพิ่มเติม
    • มอบข้อเสนอพิเศษในงานตั้งแต่ 6,000 – 10,000 บาท

    ตระกูล 650 ซีซี – สุดยอดแห่งงานฝีมือระดับพรีเมียม

    พบกับรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และสมรรถนะขั้นสุด ทั้ง Interceptor 650, Continental GT 650, Super Meteor 650, Shotgun 650 และ Bear 650 รุ่นใหม่ล่าสุด

    • พบกับสิทธิ์พิเศษเฉพาะในงาน พร้อมบริการปรับแต่งรถโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Royal Enfield
    • มอบข้อเสนอพิเศษในงานตั้งแต่ 9,000 – 25,000 บาท

     

    สัมผัสอารมณ์แห่งการขับขี่ที่แท้จริงที่บูธ Royal Enfield

    ในงาน Motor Expo 2025 บูธของโรยัล เอ็นฟีลด์ จะจัดแสดงรถจักรยานยนต์ครบทุกไลน์อัพ รวมถึงรุ่นตกแต่งพิเศษ (Custom Build) ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ ‘Pure Motorcycling’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ภายในงาน ผู้เข้าชมสามารถเลือกปรึกษาได้ดังนี้

    • ทดลองขับ (Test Ride)
    • พูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับแต่งรถในสไตล์ของตนเอง

     

     

    • ถ่ายภาพและแชร์โมเมนต์ความมีสไตล์ในแบบโรยัล เอ็นฟีลด์

     

    นาย Manoj Gajarlawa หัวหน้าธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่าMotor Expo 2025 ไม่ใช่แค่งานแสดงรถจักรยานยนต์เท่านั้น แต่คือช่วงเวลาที่เราได้เชื่อมต่อกับผู้ขับขี่ที่มีหัวใจเดียวกันกับเรา ปีนี้เรามาพร้อมข้อเสนอและประสบการณ์สุดพิเศษที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ ทั้งความเรียบง่าย ความจริงใจ ที่สะท้อนอารมณ์แห่งการขับขี่อย่างแท้จริง ตรงกับปรัชญา ‘Pure Motorcycling’ ซึ่งเหมาะกับทั้งผู้ขับขี่มือใหม่และผู้มีประสบการณ์ เราเชื่อว่าปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สามารถพาผู้ขับขี่หน้าใหม่เข้าสู่ครอบครัวโรยัล เอ็นฟีลด์ได้มากยิ่งขึ้น”


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • Bridgestone เลือก ‘ไทย’ จัดงาน Global Test ยางแข่งระดับโลก ลงทดสอบเต็มพิกัดที่สนามช้างฯ!

    1 Min Read

    Bridgestone เลือก ‘ไทย’ จัดงาน Global Test ยางแข่งระดับโลก ลงทดสอบเต็มพิกัดที่สนามช้างฯ!

    Bridgestone Moto เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมยางรถจักรยานยนต์ระดับโลก ด้วยการเปิดตัวและทดสอบยางแข่ง Bridgestone Racing Battlax V03 และ ยางสปอร์ต Battlax Racing Street RS12 พร้อมขนฝูงรถสปอร์ตมาให้ทดสอบแบบจัดเต็ม อาทิเช่น รถแข่ง Yamaha R1 จาก YART, Honda CBR 1000 RRR, BMW S1000 RR และ Ducati Panigale V4S 7G

    โดยการจัดงานในครั้งนี้ เป็นการรวมตัวของผู้แทนจำหน่ายจากทั่วโลกและทีมงาน Bridgestone Europe, Bridgestone Japan, Bridgestone USA พร้อมทีมงาน Race Engineer ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จแชมป์โลก 6 ปีซ้อนจากงาน FIM Endurance World Championship (EWC) มารวมตัวกันที่เมืองไทย โดยจัดขึ้นที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จบุรีรัมย์

    การที่ Bridgestone เลือกประเทศไทย สะท้อนถึง ศักยภาพด้านมอเตอร์สปอร์ตที่กำลังเติบโตของประเทศไทย และ ความพร้อมของสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งเป็นสนามแข่งขัน MotoGP โดยยางรุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้ ผ่านการทดสอบและพัฒนาอย่างเข้มข้นในหลายประเทศ รวมถึงการเก็บข้อมูลจากสนามช้างฯ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ยางมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและทนทาน เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดประเทศไทย

    นอกจากนี้ในงานยังได้เชิญนักแข่งระดับตำนานอย่าง Jeremy McWilliams อดีตนักแข่ง MotoGP พร้อมด้วย 2 แชมป์โลก Endurance World Championship (EWC) ได้แก่ Karel Hanika และ Marvin Fritz  เข้าร่วมทดสอบและให้ข้อมูลเชิงลึกด้านสมรรถนะยางในครั้งนี้ ถือเป็นการการันตีคุณภาพจากประสบการณ์ระดับโลกอย่างแท้จริง

    สำหรับประเทศไทย เตรียมสัมผัสความเร้าใจของ Battlax Racing V03 และ Battlax Racing Street RS12 โดยมี บริษัท เพชแม็กซ์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ในนาม Bridgestone Moto Thailand เป็นตัวแทนนำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

     

    ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางแฟนเพจ Bridgestone Moto Thailand สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tel: 0651986666 Line: @bridgestonemoto


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


     

    No Comment
  • ไทยฮอนด้ายกทัพส่งท้ายปี! เปิดตัว 4 รุ่นใหม่ ครบทุกสไตล์การขับขี่ ในงาน Motor Expo 2025 นำโดย New Honda Goldwing 50th Anniversary Edition สะท้อนเรื่องราวระดับตำนาน

    2 Min Read

    ไทยฮอนด้ายกทัพส่งท้ายปี! เปิดตัว 4 รุ่นใหม่ ครบทุกสไตล์การขับขี่ ในงาน Motor Expo 2025 นำโดย New Honda Goldwing 50th Anniversary Edition สะท้อนเรื่องราวระดับตำนาน

    ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ในประเทศไทย ขนทัพโมเดลใหม่ล่าสุดร่วมเปิดตัวในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” Thailand International Motor Expo 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ภายในงาน ไทยฮอนด้า นำเสนอรถจักรยานยนต์ครบไลน์ ทั้ง Honda BigBike และ CUB House ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่ทั้งหมด 4 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่บิ๊กไบค์ระดับตำนาน ทัวร์ริ่งคลาสพรีเมียม ไปจนถึงสายแอดเวนเจอร์ตัวจริง นำทัพโดย New Honda GOLDWING 50th Anniversary Edition’ ทัวร์ริ่งไบค์ระดับโลกฉลองครบรอบ 50 ปี ที่โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์สีทอง 50th Anniversary และสีพิเศษที่สะท้อนประวัติศาสตร์ครึ่งศตวรรษของ Goldwing ตามด้วยรถจักรยานยนต์สายลุย นำโดย New Honda CRF1100L Africa Twin’ และNew Honda XL750 TRANSALP’ ที่ได้รับการอัปเกรดสมรรถนะและเทคโนโลยีใหม่เพื่อพร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทาง ปิดท้ายด้วย New Honda CB1300 Final Edition’ โฉมสุดท้ายที่เป็นตำนาน จิตวิญญาณแห่งยุค 90 จาก PROJECT BIG-1 โดยกลับมาพร้อมสีพิเศษ Graphite Black ถ่ายทอดเสน่ห์ความสปอร์ตคลาสสิก ซึ่งทั้งหมดเปิดตัวให้ผู้รักการขับขี่ได้สัมผัสใกล้ชิดภายในงาน Motor Expo 2025 พร้อมข้อเสนอพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น

    เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ฮอนด้าบิ๊กไบค์ จึงได้นำเสนอรถจักรยานยนต์สายทัวร์ริ่งระดับท็อปคลาส New Honda GOLDWING 50th Anniversary Edition รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปีที่สะท้อนตำนานความหรูหราและความสะดวกสบายในแบบทัวร์ริ่งไบค์ชั้นนำของโลก ภายใต้คอนเซปต์ ‘GO FLY ให้ทุกตำนานทะยานออกไป’ โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ 50th Anniversary สีทองบริเวณคอนโซลหน้าและกุญแจรีโมทอัจฉริยะ พร้อมสองสีพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น GL1000 ในตำนาน ได้แก่ Bordeaux Red Metallic และ Glamis Gold Metallic มาพร้อมระบบเกียร์ Dual Clutch Transmission (DCT) 7 สปีด และรองรับโหมด Walking และ Reverse เพื่อความสะดวกในการขยับรถ ยกระดับมาตรฐานทัวร์ริ่งไบค์ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทั้งนี้มาพร้อม Special Set Anniversary Book, Table Top Model และ Commemorative Box โดยวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 1,395,000 บาท

    ตามมาด้วยไลน์อัปรถจักรยานยนต์สายแอดเวนเจอร์ นำโดย New Honda CRF1100L Africa Twin ภายใต้คอนเซปต์ ‘True Adventure Never End การผจญภัยที่แท้จริง ลุยได้ไม่มีวันจบ’ และ New Honda XL750 TRANSALP ภายใต้คอนเซปต์ ‘Mountains Are Calling เมื่อจุดพีกเรียกหา…ได้เวลาสัญชาตญาณลุย’ สองโมเดลที่ผสานสมรรถนะและความคล่องตัวสำหรับผู้รักการผจญภัยอย่างแท้จริง โดย New Honda CRF1100L Africa Twin DCT โดดเด่นด้วยสีใหม่ PEARL GLARE WHITE ผสานลายกราฟิกไตรคัลเลอร์ใหม่ให้ความ Aggressive Rally มากขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ Parallel Twin พร้อมล้อหน้าใหม่ขนาด 19 นิ้ว และ New Honda CRF1100L Africa Twin MT สีใหม่ GRAND PRIX RED มาพร้อมยางแบบ Tubeless ใหม่ อวดความเป็นเอ็นดูโร่ตัวจริง ขณะที่ New Honda XL750 TRANSALP มาพร้อม New LED Headlight ดีไซน์ไฟหน้า LED ใหม่ที่รวมไฟสูงและไฟต่ำในชุดเดียว ช่วงล่างเซ็ตอัปใหม่ รับแรงกระแทกได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ Parallel Twin 755 ซีซี 8 วาล์ว น้ำหนักรวมเพียง 210 กก. พร้อมล้อหน้า 21 นิ้ว ล้อหลัง 18 นิ้ว และระบบ ABS ที่เปิด–ปิดได้

    • New Honda CRF1100L Africa Twin DCT และ MT วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 709,000 บาท และ 569,000 บาท
    • New Honda XL750 TRANSALP สี Ross White และ Graphite Black วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 394,000 บาท

    New Honda CB1300 Final Edition บิ๊กไบค์ 4 สูบเรียงระดับตำนานจาก PROJECT BIG-1 ที่กลับมาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ตคลาสสิกเหนือกาลเวลา โดยเป็นรุ่นสุดท้ายที่จะผลิต ภายใต้คอนเซปต์ The Final Legacy ตำนานเหนือกาลเวลาทุกเส้นทาง มาพร้อมสีพิเศษ Graphite Black แรงบันดาลใจจาก CB รุ่นแรกในปี ค.ศ.1992 รวมถึงหน้าปัดเรือนไมล์เข็มคู่ดีไซน์ทรงกลมสะท้อนความคลาสสิก ผสานจอดิจิทัลตรงกลางที่ใช้งานง่าย และระบบ Cruise Control และระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง Cornering ABS และ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ที่ช่วยควบคุมแรงบิดและการยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นใจ New Honda CB1300 SUPER FOUR วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 575,000 บาท และ New Honda CB1300 SUPER BOL D’OR วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 600,000 บาท

    นอกจากนี้ ฮอนด้าบิ๊กไบค์ยังเผยโฉมไลน์อัป CBR Series นำโดย New Honda CB650R E-Clutch เน็กเก็ตไบค์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Honda E-Clutch มิติใหม่แห่งความเร้าใจ ถ่ายทอดอารมณ์จากสนามแข่งสู่การขับขี่บนท้องถนนได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตเรโทรและตัวถังสีใหม่ Grand Prix Red สีแดงสดสะดุดตา วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 332,100 บาท ต่อด้วย New Honda CBR650R สปอร์ตไบค์สายพันธุ์นักแข่ง ที่ติดตั้ง Honda E-Clutch เทคโนโลยีคลัตช์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ช่วยให้บิดมันส์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ พร้อมโหมดเปิด–ปิดการทำงานตามสไตล์ผู้ขับขี่ ดีไซน์ภายนอกได้รับการรีเฟรชให้ดุดันยิ่งขึ้น มาพร้อมสีใหม่ Mat Gunpowder Black Metallic ถอดแบบดีเอ็นเอความเป็นสปอร์ตตัวจริง วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 347,300 บาท

    ปิดท้ายด้วยข้อเสนอสุดพิเศษเอาใจชาว CUB House ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสรถคันจริง พร้อมข้อเสนอเร้าใจ โดยมีไฮไลต์คือชุดแต่งจาก Kitaco Set ในราคาพิเศษ รวมถึงดอกเบี้ยพิเศษ 0.69% ผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,800 บาทต่อเดือน และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทั้งหมวกกันน็อก ทะเบียน และ พ.ร.บ. ที่มอบให้แบบครบชุด โดยทั้งหมดนี้เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะช่วงงาน Motor Expo 2025 เท่านั้น

    ผู้สนใจสามารถพบกับรถจักรยานยนต์ใหม่ล่าสุดและรุ่นอื่น ๆ ของไทยฮอนด้า พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปรับแต่งรถ และโปรโมชันสุดพิเศษ ได้ที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า G01 ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” Thailand International Motor Expo 2025 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

    #BangkokMotorExpo2025 #MotorExpo2025 #มอเตอร์เอกซ์โป2025 #มอเตอร์เอกซ์โป2025 ครั้งที่42

    #HondaGOLDWING #GOLDWING #GoFly #50thAnniversary #NewCB1300FinalEdition #CB1300 #CB1300SuperFour #CB1300SuperBoldor #TheFinalLegacy #NewAfricaTwin #CRF1100L #DCT #HondaDCT #TrueAdventureNeverEnd #NewAfricaTwin #CRF1100L #MT #TrueAdventureNeverEnd #NewHondaXL750 #XL750 #TRANSALP #MountainsAreCalling #CB650R #CBR650R

    #HondaBigBikeThailand #ExcitesTheWorld #CUBHouse #CUBHousebyHonda #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #Thaihonda #ไทยฮอนด้า #HowWeMoveYou

    ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th
    เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand
    IG : www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
    Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
    Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • “ดูคาติ ประเทศไทย” คัมแบ็กสุดยิ่งใหญ่ เปิดตัวไลน์อัป 2 รุ่นใหม่ และดีลพิเศษเฉพาะงาน Motor Expo 2025

    1 Min Read

    “ดูคาติ ประเทศไทย” คัมแบ็กสุดยิ่งใหญ่ เปิดตัวไลน์อัป 2 รุ่นใหม่ และดีลพิเศษเฉพาะงาน Motor Expo 2025

    “ดูคาติ ประเทศไทย” (Ducati Thailand) ภายใต้การบริหารของบ้านหลังใหม่ บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด เชิญแฟนความแรงและผู้หลงใหลสุนทรียะแห่งการขับเคลื่อนสไตล์อิตาเลียนร่วมสัมผัสโมเมนต์ประวัติศาสตร์ กับการกลับมาครั้งสำคัญที่ยกระดับมาตรฐานของแบรนด์ดูคาติให้พรีเมียมสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม ทั้งด้านภาพลักษณ์ การดูแลหลังการขาย และประสบการณ์บริการระดับเวิลด์คลาส โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน Thailand International Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ บูธ Ducati Thailand หมายเลข G08-2 อาคาร ชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

    ในปีแห่งการกลับมาครั้งนี้ ดูคาติ ประเทศไทย ขนทัพไลน์อัปรุ่นใหม่มาเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยถึง 2 รุ่น ได้แก่ XDiavel และ Desmo 450MX พร้อมด้วยความพิเศษระดับนักสะสมจากรุ่นลิมิเต็ด Scrambler Thailand Edition ที่ผลิตจำนวนจำกัด ซึ่งทั้ง 3 รุ่น ถูกนำมาเสนอเพื่อตอกย้ำดีเอ็นเอของดูคาติในด้านความหรูหรา สมรรถนะ และความงามแบบอิตาเลียนสปอร์ตที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยีชั้นนำอย่างสมบูรณ์แบบ

    คุณอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ผู้บริหาร ดูคาติ ประเทศไทย เปิดเผยว่า “การกลับมาของ ดูคาติ ประเทศไทย ครั้งนี้ เราตั้งใจยกระดับมาตรฐานทุกด้านให้สมกับความไว้วางใจของแฟนดูคาติ ที่เฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านบริการ การดูแลหลังการขาย และการมอบประสบการณ์ที่พรีเมียมกว่าเคย ไลน์อัปที่นำมาเปิดตัวครั้งนี้คือสัญลักษณ์ของยุคใหม่ของดูคาติในประเทศไทย ที่มุ่งนำเสนอความหรูหราและสมรรถนะระดับโลกในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

    ด้าน คุณมาโค่ บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติ ประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดสำคัญของดูคาติ โดยมีชุมชนแฟนดูคาติที่แข็งแรงและมากด้วยพลังความหลงใหล ไลน์อัปใหม่ทั้ง 3 รุ่น รวมถึงรุ่นลิมิเต็ดที่นำมาเปิดตัวในงานนี้ สะท้อนทิศทางใหม่ของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านดีไซน์คุณภาพระดับสูง และเครื่องยนต์ที่ถ่ายทอดบุคลิกของดูคาติอย่างชัดเจน เราต้องการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ให้ผู้ที่กำลังมองหารถจักรยานยนต์พรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุดแห่งปี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จระดับโลกของดูคาติ”

    สำหรับไฮไลต์แรก XDiavel คือการตีความครุยเซอร์ในสไตล์ดูคาติที่ผสานดีไซน์เฉียบคมเข้ากับสมรรถนะเครื่องยนต์ Testastretta DVT 1,262 ซีซี ให้แรงบิดดุดัน และดีไซน์หรูเหมาะสำหรับผู้ขี่ที่ต้องการความพรีเมียมและความโดดเด่น

    ทางด้าน Desmo 450MX คือการเปิดประตูครั้งแรกของดูคาติสู่โลกโมโตครอส ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียว 449 ซีซี ระบบวาล์วแบบ Desmodromic น้ำหนักตัวเพียงราว 104 กิโลกรัม และกำลังที่ตอบสนองฉับไว ทำให้เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อผู้รักสายลุยที่ต้องการสัมผัสเอกลักษณ์ของดูคาติในโลกออฟโรด

    ส่วน Scrambler Thailand Edition รุ่นลิมิเต็ด คือการผสานจิตวิญญาณของ Scrambler เข้ากับศิลปะร่วมสมัยของศิลปินไทย Arjan Neng ซึ่งสร้างสรรค์ลวดลายเฉพาะอย่างประณีตและทรงพลังบนรถรุ่นที่เป็นไอคอนของดูคาติ เป็นรถสะสมที่มีจำนวนจำกัดเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความพิเศษไม่เหมือนใคร

    เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาอย่างเป็นทางการ ดูคาติ ประเทศไทย มอบข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้แคมเปญ Ducati Triple Crown Celebration ฉลองความสำเร็จแชมป์โลก MotoGP ถึง 3 สมัยติดต่อกัน มอบวารันตีสูงสุด 4 ปีเต็ม พร้อมฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร สิทธิพิเศษนี้สงวนให้เฉพาะผู้ที่จองภายในงาน Motor Expo 2025 เท่านั้น ทำให้การเป็นเจ้าของดูคาติในปีนี้ คุ้มค่าและพิเศษยิ่งกว่าเคย

    การกลับมาของ ดูคาติ ประเทศไทย ในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ แต่คือการประกาศมาตรฐานใหม่ของความพรีเมียม การบริการ และประสบการณ์ลูกค้าในแบบดูคาติ ผู้สนใจสามารถสัมผัสรถทุกรุ่น ทดลองนั่ง และรับข้อมูลแบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ที่บูธ Ducati Thailand หมายเลข G08-2 ในงาน Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2568 และคว้าข้อเสนอพิเศษที่สุดแห่งปีได้ภายในงานเท่านั้น


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • “ก้อง-สมเกียรติ” รั้งท็อป 9 ที่สุดของ “ฮอนด้า” ประเดิมเทสต์ “เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์” ที่ เฮเรซ

    1 Min Read

    “ก้อง-สมเกียรติ” รั้งท็อป 9 ที่สุดของ “ฮอนด้า” ประเดิมเทสต์ “เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์” ที่ เฮเรซ

    “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดไทยจากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” เข้าร่วมสังกัดทีมโรงงาน “ฮอนด้า เอชอาร์ซี” ผ่านการทดสอบครั้งแรกในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ กับรถแข่ง Honda CBR1000RR-R หมายเลข 35 รั้งอันดับ 9 ที่ เซอร์กิโต เด เฮเรซ ประเทศสเปน โดยทำเวลาเร็วที่สุดของกลุ่มนักบิดฮอนด้า

    การทดสอบของศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 ตามโปรแกรมมีขึ้นเมื่อวันที่ 26-27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ เซอร์กิโต เด เฮเรซ ประเทศสเปน โดยนับเป็นครั้งแรกของ “ก้อง-สมเกียรติ” นักบิดไทยดีกรี โมโตจีพี ได้สัมผัสรถแข่ง เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ ครั้งแรก

    หลังผ่าน 2 วันของการทดสอบที่เข้มข้น นักบิดไทยเน้นการทำงานด้านปรับตัวกับรถแข่ง Honda CBR1000RR-R หมายเลข 35 รวมถึงทำงานด้านเซ็ตติ้งร่วมกับวิศกร ฮอนด้า เอชอาร์ซี อย่างหนัก โดยลงเทสต์ไปทั้งสิ้น 142 รอบ ที่ เฮเรซ

    ผลการทดสอบปรากฏว่า “ก้อง-สมเกียรติ” ค่อยๆ ปรับปรุงเวลาได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จบการเทสต์ครั้งนี้ด้วยอันดับ 9 (ไม่รวมนักบิดทดสอบที่ไม่ระบุชื่อ) เวลาต่อรอบดีที่สุด 1 นาที 39.494 วินาที ตามหลังผู้นำอยู่ 1.669 วินาที ถือเป็นนักบิด ฮอนด้า ที่ทำเวลาได้เร็วที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ โดยเร็วกว่าทีมเมทชาวอังกฤษอย่าง “เจค ดิ๊กสัน” หมายเลข 96 อยู่ 0.314 วินาที

    “ก้อง-สมเกียรติ” กล่าวว่า  “ เป็นการทดสอบครั้งแรกที่ยอดเยี่ยม เหนือสิ่งอื่นใด ผมพยายามเรียนรู้ว่ารถแข่งคันนี้ และยาง (พิเรลลี) ทำงานอย่างไร เราเทสต์หลายรอบ หลายอย่าง ตลอดทั้งสองวันนี้เราพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค้นพบข้อดีใหม่ๆ ของรถ ผมต้องขี่ให้ได้จำนวนรอบมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจฟีลลิ่งกับยาง เพราะวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเบรก ผมต้องเพิ่มความมั่นใจให้กับรถแข่ง แต่ผมคิดว่าเมื่อเราเจอมันแล้ว เราจะสามารถเค้นมันได้หนักขึ้นในฤดูกาล 2026

    “ผมสนุกนะ และทีมของเราก็น่าทึ่ง ผมสนุกทุกครั้งที่ลงไปขี่ในสนาม และผมก็พอใจมาก”
    “สำหรับความคาดหวังใน เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ ผมบอกได้แค่ว่าจะทุ่มเทเต็มที่ทุกการแข่งขัน พยายามเก็บคะแนนกลับบ้านให้มากที่สุด”

    ทั้งนี้ ศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 จะเปิดฉากดวลความเร็วสนามแรกที่ ฟิลลิป ไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2026
    แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH

    #HondaRacingThailand #RaceToTheDream #MotoGP #HondaBigBike #SC35 #Kong  #WSBK #WorldSBK2026 #WSBK2026


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ยกทัพรถจักรยานยนต์พรีเมียมบุก Motor Expo 2025 เปิดตัวโมเดลใหม่ 10 รุ่น ครอบคลุมโมเดิร์น คลาสสิก – โรดสเตอร์ – แอดเวนเจอร์ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษจัดเต็มส่งท้ายปี

    2 Min Read

    ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ยกทัพรถจักรยานยนต์พรีเมียมบุก Motor Expo 2025 เปิดตัวโมเดลใหม่ 10 รุ่น ครอบคลุมโมเดิร์น คลาสสิก – โรดสเตอร์ – แอดเวนเจอร์ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษจัดเต็มส่งท้ายปี

    ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ตอกย้ำผู้นำรถจักรยานยนต์พรีเมียมสัญชาติอังกฤษ เดินหน้ารุกตลาดส่งท้ายปีในงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 หรือ Motor Expo 2025 ด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่และรุ่นปรับปรุงใหม่ของไลน์อัปปี 2026 ทั้งหมด 10 รุ่น ครอบคลุมกลุ่มโมเดิร์น คลาสสิก โรดสเตอร์ และแอดเวนเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ในทุกสไตล์ นำโดยตระกูล Bonneville ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งด้านสเปกและเทคโนโลยีเพื่อผู้ขับขี่ ประกอบด้วย Bonneville Bobber, Bonneville Speedmaster, Bonneville T100, Bonneville T120 และ Bonneville T120 Black รวมถึงการเปิดตัวสมาชิกใหม่ล่าสุดของกลุ่มโรดสเตอร์ ได้แก่ Street Triple 765 RX เอาใจสายชื่นชอบความเร็ว ปิดท้ายด้วยการเผยโฉมจริงของ Scrambler 1200 XE, Scrambler 400 XC, Tiger 900 Alpine Edition และ Tiger 900 Desert Edition ที่ได้เปิดตัวและสร้างความตื่นตาตื่นใจไปในงาน Triumph Day 2025 ซึ่งทั้งหมดมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษส่งท้ายปี ไม่เพียงเท่านั้น! ยังมีโปรโมชันของรุ่นอื่น ๆ ตลอดจนเลือกซื้ออุปกรณ์เสริมแท้จากไทรอัมพ์ลดสูงสุด 50% รวมถึงโปรโมชันเสื้อผ้าและอุปกรณ์สวมใส่ที่ลดราคาสูงสุด 50% เฉพาะภายในนี้งานเท่านั้น เรียกได้ว่าจัดเต็มให้ครบเซ็ต พบกันได้ที่ บูธไทรอัมพ์ G03 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2568

    นายชินศักดิ์ กิตติอมรกุล ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า “จากเทรนด์ในปัจจุบันที่ผู้ขับขี่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและความปลอดภัย พร้อมด้วยความคุ้มค่า รวมถึงต้องการดีไซน์พรีเมียม – เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนสไตล์ของตนเอง ไทรอัมพ์จึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรองรับเทรนด์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไลน์อัปปี 2026 ซึ่งถือเป็นปีที่ไทรอัมพ์เตรียมเปิดตัวรถมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ โดยภายในงาน Motor Expo 2025 ครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญที่ไทรอัมพ์จะได้นำรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่และรุ่นปรับปรุงใหม่ทั้งหมดรวม 10 รุ่น มาเปิดตัวและจัดแสดงพร้อมกันเป็นครั้งแรกในประเทศไทยให้แฟน ๆ ได้ยลโฉมพร้อมจับจองเป็นเจ้าของ

    โดยการเปิดตัวครั้งนี้นำโดยกลุ่มโมเดิร์น คลาสสิกอันเลื่องชื่อของแบรนด์ในตระกูล Bonneville ที่ได้รับการพัฒนาทั้งด้านสเปกและเทคโนโลยี เริ่มต้นด้วย Bonneville Bobber ที่มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ ขนาด 1,200 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุด 78 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร มีการอัปเกรดครั้งสำคัญกับถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้น 14 ลิตร และดีไซน์ตัวถังใหม่ เพิ่มความดุดันและสง่างามให้กับโฉมใหม่ของ Bobber และเทคโนโลยีเพื่อผู้ขับขี่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นด้วย Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ที่ช่วยเสริมสมรรถนะในการเข้าโค้ง มีโหมดขับขี่ 2 แบบ ได้แก่ Road และ Rain เพื่อปรับการตอบสนองคันเร่งและการยึดเกาะถนนให้เหมาะสมตามสภาพการขับขี่ และระบบ Cruise Control ด้านรูปลักษณ์มาพร้อมเบาะนั่งแบบลอยดีไซน์ใหม่ที่กว้างขึ้น เพื่อเพิ่มความสบายให้ผู้ขับขี่  รวมถึงไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟ DRL อันโดดเด่น และ ช่องชาร์จ USB-C เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างเดินทาง เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ถูกผสานอย่างประณีตภายใต้ดีไซน์เรียบง่ายเฉพาะตัวของ Bobber คงไว้ซึ่งเสน่ห์ในสไตล์สุดเท่ แต่เพิ่มฟังก์ชันและความสะดวกสบายให้ตอบโจทย์ยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

    โดย Bonneville Bobber ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 637,000 บาท พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยสีสันสุดพรีเมียมให้เลือกถึง 3 สไตล์ ได้แก่ สี Interstellar Blue / Sapphire Black ที่หรูหราโดดเด่น สี Satin Mineral Grey / Satin Sapphire Black ที่เรียบหรูทันสมัย รวมั้งสี Jet Black สุดคลาสสิก

    Bonneville Speedmaster รถจักรยานยนต์ครุยเซอร์อังกฤษสุดคลาสสิกที่ได้รับการพัฒนาให้ล้ำยิ่งขึ้นกับเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ ขนาด 1,200 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุด 78 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 106 นิวตันเมตรในรอบต่ำ ตอบสนองทันใจทุกครั้งที่บิดคันเร่ง ด้านดีไซน์สมรรถนะการขับขี่แบบทัวร์ริ่งที่ดีขึ้น ด้วยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่กว้างขึ้น เพิ่มความสบาย และแฮนด์บาร์ที่ตรงขึ้นช่วยให้ท่าทางการขับขี่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น อีกทั้งถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้น 14 ลิตร ช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่และสร้างบุคลิกที่โดดเด่นบนท้องถนน และล้อซี่ลวดขนาด 16 นิ้ว มาพร้อมยางหน้ากว้าง 130 และ 150 ขอบล้ออะลูมิเนียมน้ำหนักเบาใหม่ ช่วยเสริมประสิทธิภาพการควบคุมรถได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำ ด้านเทคโนโลยีใหม่อัดแน่นทั้งระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ที่ช่วยเสริมสมรรถนะในการเข้าโค้ง ขับเคลื่อนด้วย IMU ขั้นสูง ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ ด้านไฟหน้า LED ทรงพลังใหม่พร้อมไฟ DRL อันเป็นเอกลักษณ์ และช่องชาร์จ USB-C ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและทัศนวิสัยที่ทันสมัย ตลอดจนโหมดการขับขี่ Road และ Rain ช่วยปรับการตอบสนองของคันเร่งและระบบยึดเกาะถนนให้เหมาะกับสถานการณ์ ขณะที่ระบบ Cruise Control เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกล ระบบคลัตช์ช่วยผ่อนแรง Slip & Assist ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างราบรื่น และคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire ให้การควบคุมที่แม่นยำ คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้า Brembo แบบ 2 สูบพร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มม. มอบประสิทธิภาพการหยุดรถที่ทรงพลังและต่อเนื่อง ตอบโจทย์สไตล์การขี่ส่วนตัวหรือการเดินทางท่องเที่ยวได้ตามต้องการ

    Bonneville Speedmaster ปี 2026 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 637,000 บาท มี 2 เฉดสีใหม่ให้เลือก ได้แก่ สี Carnival Red / Crystal White พร้อมเส้นโค้ชไลน์สีทองที่วาดด้วยมือ หรือสี Sapphire Black / Crystal White ตกแต่งด้วยเส้นโค้ชไลน์สีทองที่วาดด้วยมือเช่นกัน

    โดยยังมีรถจักรยานยนต์รุ่นยอดนิยม Bonneville T100 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ขนาด 900 ซีซี ให้การตอบสนองฉับไว คล่องตัว และเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ ให้กำลังสูงสุด 65 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร ที่ 3,750 รอบต่อนาที มอบการควบคุมที่ราบรื่น ตอบสนองฉับไว และขับขี่ได้อย่างมั่นใจ พร้อมผสมผสานสมรรถนะสมัยใหม่เข้ากับจิตวิญญาณของรถคลาสสิกต้นแบบผ่านรูปลักษณ์ที่สะท้อน DNA อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างถังน้ำมันโลหะที่รังสรรค์อย่างประณีต แผ่นรองเข่ายางสุดคลาสสิก และตราสัญลักษณ์ Triumph บนถังน้ำมันอันเป็นเอกลักษณ์ เสริมด้วยโทนสีที่ตกแต่งด้วยมือและรายละเอียดบนเส้นโค้ชไลน์ ลวดลายกราฟิกวงกลมแบบใหม่ที่แผงด้านข้างเป็นกรอบโลโก้ Bonneville สีทอง ขณะที่เทคโนโลยีที่เน้นผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น ทั้งระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ที่ช่วยเสริมสมรรถนะในการเข้าโค้ง มีโหมดการขับขี่ Road และ Rain เพื่อปรับการตอบสนองคันเร่ง และระบบ Traction Control ให้เหมาะกับสภาพถนน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น อีกทั้งไฟหน้า LED แบบใหม่ พร้อมไฟ DRL อันโดดเด่น ช่องชาร์จ USB-C เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ  รวมถึงยังสามารถติดตั้งระบบ Cruise Control ในรูปแบบอุปกรณ์เสริมได้อีกด้วย

    ทั้งนี้ Bonneville T100 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 469,000 บาท มาพร้อม 2 สีพรีเมียมใหม่สำหรับปี 2026 ได้แก่ สี Snowdonia White / Sapphire Black และสี Jet Black / Diablo Red โดยทั้งสองสีมีรายละเอียดเส้นโค้ชไลน์สีทองที่วาดด้วยมือ ตลอดจนตัวเลือกสีมาตรฐานคือสี Stone Grey

    ขณะที่รถจักรยานยนต์ตำนานไอคอน Bonneville T120 และ Bonneville T120 Black ทั้งสองรุ่นมากับเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่แรงบิดสูงขนาด 1,200 ซีซี ที่ปรับแต่งเพื่อการตอบสนองนุ่มนวลตลอดทุกช่วงรอบ ให้แรงบิดสูงสุด 105 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที และกำลังสูงสุด 80 แรงม้า ที่ 6,550 รอบต่อนาที ตอบสนองอย่างฉับไวในทุกจังหวะการบิดคันเร่ง มอบแรงบิดอันเร้าใจ อัตราเร่งอันทรงพลัง แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะถังน้ำมันโลหะที่รังสรรค์ขึ้นอย่างประณีต แผ่นรองเข่ายางสุดคลาสสิก และตราสัญลักษณ์ Triumph บนถังน้ำมันอันเป็นเอกลักษณ์ เสริมด้วยโทนสีที่ตกแต่งด้วยมือและรายละเอียดบนเส้นโค้ชไลน์ ลวดลายกราฟิกวงกลมแบบใหม่ที่แผงด้านข้างเป็นกรอบโลโก้ Bonneville สีเงิน ด้านเทคโนโลยีเพื่อผู้ขี่จัดเต็มทั้ง Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ขับเคลื่อนด้วย IMU ขั้นสูง เสริมความปลอดภัยโดยไม่รบกวนการขับขี่ รวมทั้งติดตั้งระบบ Cruise Control มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งใช้งานง่ายผ่านปุ่มสวิตช์ฝั่งซ้าย นอกจากนี้ยังมีช่องชาร์จ USB-C ติดตั้งอย่างแนบเนียนใต้หน้าปัดนาฬิกา ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถชาร์จอุปกรณ์ได้สะดวกแม้ในระหว่างการเดินทางไกล ด้านความปลอดภัยมาพร้อมโช้คหน้าคู่ Cartridge ปรับพรีโหลดได้ และโช้คหลังคาร์ทริดจ์ KYB คุณภาพสูง มอบการควบคุมที่มั่นใจและความสบาย รวมถึงเบรกคู่ Brembo เพื่อพลังการหยุดรถที่ต่อเนื่อง

    สำหรับ Bonneville T120 มีตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สี Aegean Blue / New England White หรือสี Aluminium Silver / Cranberry Red ซึ่งทั้งสองสีมาพร้อมรายละเอียดเส้นโค้ชไลน์สีดำที่ลงสีด้วยมือ ส่วน Bonneville T120 Black โดดเด่นด้วยฝาครอบเครื่องยนต์และท่อไอเสียสีดำ รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ สีดำทั้งหมด พร้อมเบาะทรงยาวสีน้ำตา ที่ตัดกับสไตล์ดุดันได้อย่างลงตัว รุ่นนี้มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สี Jet Black สุดคลาสสิก รวมถึงสีใหม่สุดพรีเมียมและโทนเข้มดูลึกลับ ได้แก่ สี Matt Silver Ice / Matt Sapphire Black ทั้งสองรุ่นราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 596,000 บาท

    ไทรอัมพ์ยังเสริมทัพความแข็งแกร่งของแบรนด์ให้มากยิ่งขึ้นด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ของกลุ่มโรดสเตอร์ ได้แก่ Street Triple 765 RX ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งด้านสมรรถนะ และความพิเศษเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมเครื่องยนต์สามสูบ 765 ซีซี ที่ปรับแต่งเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจและควบคุมได้ตลอดทุกช่วงรอบ ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้า ที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร ที่ 9,500 รอบต่อนาที ด้านโครงรถแกนหลักคือเฟรมน้ำหนักเบา จับคู่กับโช้คหน้าหัวกลับ Öhlins NIX30 ที่ปรับได้เต็มรูปแบบ และโช้คหลัง Öhlins STX40 พร้อมกระปุกน้ำมันแยกที่ปรับได้เต็มรูปแบบ มอบการตอบสนองและการควบคุมที่ยอดเยี่ยมในทุกโค้ง ระบบช่วงล่างระดับพรีเมียมช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงเสถียรภาพและการตอบสนองที่เหนือชั้น แฮนด์แบบคลิปออนให้ท่าทางการเอนไปข้างหน้าที่ดุดันยิ่งขึ้นเพื่อสรีระศาสตร์ที่ดีที่สุด ด้านความปลอดภัยมาทั้งคาลิปเปอร์ Brembo Stylema สี่ลูกสูบคู่ จับคู่กับเบรก Brembo MCS ที่เข้าคู่กันพร้อมคันโยกที่ปรับได้ ช่วยให้เบรกและควบคุมได้อย่างแม่นยำ ด้านยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP V3 คุณภาพสูง ให้การยึดเกาะและแรงฉุดลากที่ยอดเยี่ยม เสริมด้วยตัวถังน้ำหนักเบากะทัดรัด ทำให้น้ำหนักรถเมื่อรวมน้ำมันหนักเพียง 188 กิโลกรัมเท่านั้น ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่มุ่งเน้นผู้ขับขี่เพื่อความมั่นใจและการควบคุม ไม่ว่าจะเป็น โหมดเฉพาะ ABS Track, ระบบ Optimised Cornering ABS ระบบ Traction Control ที่ช่วยเสริมสมรรถนะในการเข้าโค้ง และระบบ Triumph Shift Assist เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ ตลอดจนหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วที่คมชัด พร้อมอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและสวิตช์เกียร์ระดับพรีเมียม

    ส่วนรูปลักษณ์ Street Triple 765 RX ผสานสไตล์ดุดันเข้ากับรายละเอียดระดับพรีเมียม สร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่ทั้งเร็วและเร้าใจ โดดเด่นด้วยผิวเคลือบอะลูมิเนียมสี Matt Aluminium Silver จับคู่กับซับเฟรมและล้อหลังสีแดง Diablo Red สุดโดดเด่น มอบความรู้สึกราวกับได้สัมผัสสนามแข่ง เบาะนั่งสมรรถนะสูงพร้อมโลโก้ RX ตอกย้ำเอกลักษณ์ที่เน้นการขับขี่ในสนามแข่ง มั่นใจได้ถึงรูปลักษณ์และฟังก์ชันการใช้งานที่ผสานกันอย่างลงตัว ตลอดจนคานหน้าขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรขึ้นรูปชิ้นเดียว พร้อมโลโก้ RX สลักด้วยเลเซอร์บนท่อไอเสียและเบาะนั่งเติมเต็มดีไซน์อันโดดเด่นเฉพาะตัว ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 549,000 บาท

    ภายในงานทุกคนยังได้ยลโฉมรถจักรยานยนต์ 4 รุ่นที่ได้เปิดตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟในงาน Triumph Day 2025 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย Scrambler 400 XC น้องเล็กรุ่นล่าสุด ที่เพิ่มความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดให้กับสไตล์อันดุดันของ Scrambler  ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 40 แรงม้า ที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 37.5 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งสนุกและมั่นใจในทุกย่านความเร็ว ด้านรูปลักษณ์ สะท้อนอัตลักษณ์การออกแบบสไตล์ Scrambler ของไทรอัมพ์ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ถังน้ำมันที่ออกแบบอย่างสวยงามพร้อมรอยเว้าสำหรับหัวเข่า เครื่องยนต์คลาสสิกพร้อมตราโลโก้ไทรอัมพ์สามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ครีบระบายความร้อน และแคลมป์ยึดท่อร่วมไอเสีย ไปจนถึงปลายท่อเฉียงขึ้นด้านบน ล้อซี่ลวดพร้อมขอบล้ออะลูมิเนียมน้ำหนักเบาและยางแบบไม่มียางใน อีกทั้งมาพร้อมบังโคลนหน้าแบบยกสูง และชิลด์หน้าที่เข้าชุดกัน ให้การปกป้องอย่างมีสไตล์ในสภาพแวดล้อมสุดท้าทาย

    โดย Scrambler 400 XC ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 209,950 บาท มีให้เลือก 3 เฉดสีใหม่ ได้แก่ สี Racing Yellow สี Storm Grey และ สี Vanilla White โดยแต่ละแบบมาพร้อมกราฟิกดีไซน์เฉพาะตัว พร้อมโลโก้ Triumph สีดำ ที่เข้าชุดกับแผงข้างถังน้ำมันสีดำ แผ่นรองเข่า และเบาะนั่งแบบสองตอนสีดำสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

    ตามด้วย Scrambler 1200 XE รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ ขนาด 1,200 ซีซี มอบพละกำลังสูงสุด 90 แรงม้า และแรงบิดเต็มพิกัด 110 นิวตันเมตร ที่ 4,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ตอบสนองทันใจ มอบทั้งความเร้าใจและการควบคุมที่ง่ายดายในทุกสภาพถนน ด้านรูปลักษณ์โดดเด่นในทุกมุมมอง ตั้งแต่ท่วงท่าที่ทรงพลัง ล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว ถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ออกแบบอย่างประณีต ไปจนถึงเบาะยาวลอนคลื่นที่เป็นเอกลักษณ์ เพิ่มความพรีเมียมด้วยฝาถังสไตล์ Monza ทำจากอะลูมิเนียมแบบขัดเงา สวิงอาร์มชุบอะโนไดซ์ แผ่นป้ายทะเบียนและแผ่นป้องกันอ่างน้ำมันเครื่องอะลูมิเนียม รวมถึงตราสัญลักษณ์ขัดเงาบ่งบอกถึงความประณีตในทุกส่วน ขณะที่โครงรถสไตล์ Scrambler แบบเฉพาะตัว ออกแบบให้ผู้ขี่มั่นใจได้ในทุกสภาพพื้นผิว

    รถจักรยานยนต์ Scrambler 1200 XE ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 675,000 บาท มีตัวเลือกสีพรีเมียมให้เลือก ได้แก่ สี Matt Khaki Green / Matt Crystal White สำหรับสายผจญภัย และสี Silver Ice / Phantom Black สำหรับผู้ชื่นชอบความโดดเด่น ขณะที่สี Sapphire Black ยังคงเป็นสีมาตรฐานให้เลือก

    ปิดท้ายด้วย Tiger 900 Alpine Edition ที่พัฒนาบนพื้นฐานของรุ่น Tiger 900 GT Pro ที่เน้นการขี่บนถนน มาพร้อมเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ขี่  ขณะที่ Tiger 900 Desert Edition พัฒนาต่อยอดจากรุ่น Tiger 900 Rally Pro ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ระดับแนวหน้าในกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับเดียวกัน ออกแบบมาเพื่อเน้นย้ำถึงความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดอันเลื่องชื่อ ซึ่งทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์สามสูบอันเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ พร้อมเพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-plane ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สามสูบ 888 ซีซี ให้พละกำลัง 108 แรงม้า ที่ 9,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 90 นิวตันเมตร ที่ 6,850 รอบต่อนาที การส่งกำลังที่ตอบสนองฉับไว ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม และเป็นไปตามมาตรฐาน Euro 5+ ออกแบบมาเพื่อความแข็งแกร่ง การควบคุม และความทนทาน ทั้งสองรุ่นมีสวิงอาร์มหล่ออะลูมิเนียมสองด้านเพื่อความเสถียรและความแม่นยำ พร้อมระบบเบรกประสิทธิภาพสูงจาก Brembo ให้แรงหยุดเหนือชั้น ขณะที่ชุดแฮนด์มีแดมเปอร์ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขี่ระยะไกล โดยในรุ่น Desert Edition ยังมาพร้อมกับล้อซี่ลวดและยางแบบไม่มียางใน นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมี Triumph Shift Assist เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น และแผงหน้าปัดสี TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อ MyTriumph เพื่อข้อมูลที่เข้าใจง่ายและชัดเจน พร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย โดยรุ่น Alpine มาพร้อมโหมดการขับขี่ 5 โหมด และ รุ่น Desert  6 โหมด โดยเพิ่มโหมด Off-Road Pro เพื่อการบังคับควบคุมบนทุกสภาพถนนขั้นสูง นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นยังมีตัวเลือกให้อัปเกรดเป็นเบาะนั่งแบบปรับอุณหภูมิหรือเบาะนั่งแบบต่ำ รวมถึงสามารถติดตั้งท่อเก็บเสียงพรีเมียม Akrapovic เป็นอุปกรณ์เสริมได้อีกด้วย

    ทั้งนี้ Tiger 900 Alpine Edition มาพร้อมโทนสี Snowdonia White / Sapphire Black อันคมชัด พร้อมเน้นลวดลายด้วยสี Aegean Blue อันโดดเด่น ในราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 648,000 บาท และ Tiger 900 Desert Edition มาพร้อมสี Urban Grey / Sapphire Black ที่สะดุดตา พร้อมเน้นลวดลายด้วยสี Baja Orange ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 668,000 บาท

    ทั้งนี้ภายในบูธไทรอัมพ์ยังพบกับกองทัพรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์อีกหลายรุ่น ที่มาพร้อมโปรโมชันมากมาย อาทิ ข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษสูงสุด 250,000 บาท รับ Beeline Moto II มูลค่า 10,550 บาท ระบบนำทางสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ Triumph และ Beeline ร่วมมือกันพัฒนาขึ้น ใช้งานง่าย ทนทาน และสวยงาม รองรับการใช้งานที่หลากหลาย เมื่อซื้อรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์รุ่นที่ร่วมรายการ ตลอดจนเลือกซื้ออุปกรณ์เสริมแท้จากไทรอัมพ์ลดสูงสุด 50% รวมถึงโปรโมชันเสื้อผ้าและอุปกรณ์สวมใส่ที่ลดราคาสูงสุด 50% เฉพาะภายในงานเท่านั้น ทั้งหมดนี้พร้อมให้ทุกคนได้มาสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับที่ไทรอัมพ์ได้รังสรรค์มาให้ตลอดการจัดงานทั้ง 12 วันเต็ม ส่งท้ายปีแบบยิ่งใหญ่” นายชินศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th รวมถึงติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ฮอนด้าบิ๊กไบค์ เปิดโอกาสให้ทดสอบสมรรถนะรถจักรยานยนต์พร้อมสัมผัสเทคโนโลยี ‘Honda E-Clutch’ และ ‘Honda DCT‘ ในงาน Motor Expo 2025 วันที่ 28 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2568

    1 Min Read

    ฮอนด้าบิ๊กไบค์ เปิดโอกาสให้ทดสอบสมรรถนะรถจักรยานยนต์พร้อมสัมผัสเทคโนโลยี ‘Honda E-Clutch’ และ ‘Honda DCT‘ ในงาน Motor Expo 2025 วันที่ 28 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2568

    ฮอนด้าบิ๊กไบค์ เชิญชวนลูกค้ามาสัมผัสเทคโนโลยีจากฮอนด้า Honda E-Clutch และ Honda DCT ในกิจกรรม Honda BigBike Test Ride ที่ยกทัพรถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ทุกรุ่น มาให้ลูกค้าได้ทดลองขี่กันอย่างเร้าใจ รวมถึงรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นใหม่ รวมถึงรุ่นไฮไลต์ในคลาส 750series ไม่ว่าจะเป็น New Honda X-ADV และ New Honda FORZA750 สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้เปิดให้ร่วมทดสอบ ฟรี! ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 (Motor Expo 2025) ณ ลาน Aktiv Square อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี

    กิจกรรม Honda BigBike Test Ride เปิดให้ทดลองขี่และสัมผัสรถจริงของฮอนด้าบิ๊กไบค์ทุกรุ่น ทั้ง ระบบ Honda E-Clutch และ Honda DCT รวมถึงรถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์รุ่นใหม่ทุกรุ่น และรุ่นไฮไลต์อย่าง New Honda X-ADV และ New Honda FORZA750 ที่พร้อมเผยสมรรถนะอันโดดเด่นให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ที่ลาน Aktiv Square อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี โดยมีรอบทดลองขี่ดังนี้

    • วันเสาร์ – อาทิตย์ เริ่มเวลา 11:00 น. ถึง 18:00 น. (14 รอบต่อวัน)
    • วันจันทร์ – ศุกร์ เริ่มเวลา 12:00 น. ถึง 18:00 น. (12 รอบต่อวัน)

    ผู้เข้าร่วมต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน และ ใบขับขี่มาเพื่อลงทะเบียนที่หน้างาน สวมชุดเสื้อคลุมแขนยาว รองเท้าผ้าใบหรือหุ้มข้อ และกางเกงขายาวเพื่อทดลองขับขี่อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังมีบริการรถรับ-ส่งด้วย Honda EV สะดวกสบายทั้งไป และกลับ สามารถเข้าทดลองขับขี่ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้เข้าร่วมทดลองขี่จะยังได้รับกระเป๋า Special Gift จาก Honda พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษก่อนใครในงานนี้ ได้แก่

    • ฟรี! Gift Voucher สูงสุดกว่า 50,000 บาท*
    • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 สูงสุด 2 ปี*
    • ฟรี! HSP สูงสุด 3 ปี* พร้อมทะเบียน และ พ.ร.บ.*

    สามารถลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดการเข้าร่วม ผ่านการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน My Honda Moto ​

    หรือลงทะเบียนที่ : https://bit.ly/47YeTMA
    จุดรับส่ง Honda EV : https://maps.app.goo.gl/9iQV5FDKP9otA3Qz7
    สถานที่ลาน Aktive Square : https://https://maps.app.goo.gl/gMXKj9wnFVhZbCtm8

    สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    เว็บไซต์ : https://bit.ly/thaihondabigbike
    เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand/
    เฟซบุ๊กฮอนด้าบิ๊กไบค์ : www.facebook.com/HondaBigBikeTH/

    #HondaBigBikeRideAndRush #HondaTestRide #HondaEClutch #HondaDCT #HondaBigBike #ExcitesTheWorld #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment