-
รู้จักกับ K.I.T.T. รถไฮเทคสุดล้ำขวัญใจวัยรุ่นยุค 80 จาก “อัศวินคอมพิวเตอร์”
สำหรับแฟนซีรีส์ยุค 80 “Knight Rider” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การผจญภัยของฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวความผูกพันระหว่าง ไมเคิล ไนท์ (Michael Knight) และรถยนต์คู่ใจที่ชาญฉลาดที่สุดในโลกนามว่า K.I.T.T. (Knight Industries Two Thousand) รถยนต์สีดำเพรียวลมที่มีไฟสแกนเนอร์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์คันนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของยานยนต์ธรรมดา กลายเป็น “อัศวินคอมพิวเตอร์” ผู้มีจิตวิญญาณและความคิดเป็นของตัวเอง คอลัมน์นี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกที่มาของ K.I.T.T. ตั้งแต่ตัวตนในซีรีส์ รถต้นแบบ ไปจนถึงการดีไซน์อันเป็นตำนาน
“Knight Rider” (อัศวินคอมพิวเตอร์) ออกอากาศครั้งแรกในปี 1982 เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ เกลน เอ. ลาร์สัน (Glen A. Larson) เล่าเรื่องราวของ ไมเคิล ลอง นายตำรวจที่ถูกยิงระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และได้รับการช่วยชีวิตโดยมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ วิลตัน ไนท์ (Wilton Knight) หลังจากฟื้นตัว เขาได้รับใบหน้าใหม่และตัวตนใหม่ในชื่อ ไมเคิล ไนท์ พร้อมภารกิจลับในการต่อสู้กับอาชญากรรม ในฐานะส่วนหนึ่งขององค์กร Knight Foundation for Law and Government (FLAG)
อาวุธสำคัญที่สุดของไมเคิลคือ K.I.T.T. (Knight Industries Two Thousand) รถซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มี AI ขั้นสูง รถคันนี้สามารถคิด, พูดคุย, เรียนรู้, ขับเคลื่อนตัวเองได้ และยังมีอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย (เช่น Turbo Boost, Ski Mode, Molecular Bonded Shell ที่ทำให้รถแทบไม่บุบสลาย) K.I.T.T. มีเสียงพากย์อันโดดเด่นและบุคลิกที่สุภาพแต่ขี้ประชด (พากย์โดย William Daniels) ทั้งไมเคิลและ K.I.T.T. ต้องร่วมกันเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์และต่อสู้กับเหล่าร้าย
Pontiac Firebird Trans-Am
รถที่เป็นร่างต้นแบบของ K.I.T.T. คือ Pontiac Firebird Trans Am รุ่นปี 1982 ซึ่งเป็นรถยนต์สปอร์ต “มัสเซิลคาร์” (Muscle Car) ยอดนิยมของอเมริกา ในยุคที่ซีรีส์ออกอากาศ Firebird Trans Am เพิ่งเปิดตัวเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวและมีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้นอย่างมาก มีตัวเลือกเครื่องยนต์หลากหลาย แต่รถที่ใช้ในกองถ่ายมักจะเป็นรุ่นที่ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร หรือเครื่องยนต์ V6 มีจุดเด่นอยู่ที่ รูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยในยุคนั้น โดยเฉพาะส่วนหน้าที่มีไฟหน้าแบบป๊อปอัพ และกระจกหลังขนาดใหญ่ที่ลาดลงไปถึงด้านท้าย และที่สำคัญ… มันยังสามารถใช้อะไหล่ร่วมกับ Chevrolet Camaro โฉมที่ 3 ได้อีกด้วย เนื่องจะเป็นรถที่อยู่ในเครือของ General Motors เหมือนๆ กัน และยังใช้โครงสร้าง F Body ในการออกแบบร่วมกันอีกด้วย
การที่โปรดิวเซอร์เลือกใช้รถรุ่นนี้ ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของรถยนต์แห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีอเมริกันได้อย่างลงตัว
เบื้องหลังการดีไซน์ตัวละคร K.I.T.T.

การดีไซน์ตัวรถ K.I.T.T. ส่วนใหญ่ดำเนินการโดย ไมเคิล เชฟเฟ (Michael Scheffe) เขาเป็นผู้ออกแบบส่วนหน้า (Front Nose) ที่มีลักษณะเพรียวยาวและเรียบเนียนกว่ารถ Firebird รุ่นมาตรฐาน โดยมีจุดเด่นคือ ไฟสแกนเนอร์สีแดงที่เลื่อนไปมา (Scanner Bar) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากดวงตาของ ไซลอน (Cylon) จากซีรีส์ Battlestar Galactica (ซึ่งเป็นผลงานของ เกลน เอ. ลาร์สัน เช่นกัน) อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบส่วนหน้าในช่วงต้นซีซัน 1 เนื่องจากมีปัญหาด้านการผลิต
สิ่งที่ทำให้ K.I.T.T. แตกต่างอย่างสิ้นเชิงคือแผงควบคุมภายในรถ (Dashboard) ซึ่งเต็มไปด้วยปุ่มกด ไฟกะพริบ และหน้าจอแสดงผล CRT สองจอ ถือเป็นการแสดงถึง “สมอง” ของรถยนต์อัจฉริยะอย่างชัดเจน พวงมาลัยของ K.I.T.T. ก็ถูกดัดแปลงให้มีรูปทรงแบบ Yoke หรือ “ตัววาย” ที่คล้ายกับพวงมาลัยของเครื่องบิน
รถ Ford Mustang ต้นแบบ K.I.T.T. ฉบับภาคต่อกึ่งรีบูตปี 2008
ในปี 2008 มีการสร้างภาพยนตร์โทรทัศน์ความยาว 2 ชั่วโมงเพื่อเป็นภาคต่อกึ่งรีบูตของซีรีส์ “Knight Rider” โดยมีการนำตัวละคร K.I.T.T. กลับมาในรูปแบบใหม่ ซึ่งคราวนี้ถูกเรียกว่า K.I.T.T. (Knight Industries Three Thousand) รถที่นำมาใช้เป็นต้นแบบคือ Ford Shelby GT500KR ปี 2008 เนื่องจาก Pontiac Firebird ยุติการผลิตไปแล้ว และเพื่อเป็นการปรับภาพลักษณ์ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ทีมงานจึงเลือกใช้รถสปอร์ตที่โดดเด่นในขณะนั้นอย่าง Ford Mustang ที่ได้รับการปรับแต่งเป็นรุ่น Shelby GT500KR ซึ่งให้ภาพลักษณ์ที่ดูดุดันและทันสมัยกว่า
K.I.T.T. เวอร์ชั่นปี 2008 ยังคงรักษาไฟสแกนเนอร์สีแดงไว้ แต่มีเส้นสายที่คมชัดและก้าวร้าวตามสไตล์ของ Mustang ยุคใหม่ ส่วนเสียงพากย์เปลี่ยนเป็น วาล คิลเมอร์ (Val Kilmer) ที่มีโทนเสียงที่นุ่มนวลและเป็นทางการกว่าเดิมมาก โดยมีการเน้นความสามารถในการแปลงร่างเป็นรถรุ่นอื่น (ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ของ Ford) และการใช้เทคโนโลยีนาโนในการซ่อมแซมตัวเอง
แม้ว่าซีรีส์รีบูตจะไม่ประสบความสำเร็จและมีอายุสั้นเพียงซีซันเดียว แต่ K.I.T.T. ฉบับ Mustang ก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ตำนานของ “อัศวินคอมพิวเตอร์” ยังคงพยายามปรับตัวและมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมรถยนต์มาจนถึงปัจจุบัน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
สองล้อคู่ชีพ! เจาะลึกตำนาน “ไซโคลน” มอเตอร์ไซค์ไอ้มดแดง กับวิวัฒนาการบนท้องถนน
นับตั้งแต่ปี 1971 ที่ “คาเมนไรเดอร์” (Kamen Rider) ได้ถือกำเนิดขึ้นมา มอเตอร์ไซค์คู่ใจที่ถูกดัดแปลงให้เป็น “ไซโคลน” (Cyclone) ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แยกจากฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมคนนี้ไม่ได้เลย ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน “ไซโคลน” ก็ยังคงเป็นพาหนะสำคัญที่พาคาเมนไรเดอร์ออกไปต่อสู้กับองค์กรช็อคเกอร์เสมอมา และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ต้นกำเนิดของมอเตอร์ไซค์ในตำนานนี้ ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่เราจะมาเจาะลึกกันในสกู๊ปนี้กันครับ
Suzuki T20 (Super Six)


Suzuki T20 หรือที่รู้จักในต่างประเทศในชื่อ Super Six เป็นรถจักรยานยนต์สปอร์ตเครื่องยนต์ 2 จังหวะ 2 สูบคู่ ขนาด 247 ซีซี (250cc) เกียร์ 6 สปีด, แรงม้าประมาณ 29 แรงม้า (PS) เปิดตัวครั้งแรกในปี 1965 และวางขายในปี 1966 โดดเด่นด้วยเกียร์ 6 สปีดและระบบหล่อลื่นอัตโนมัติ ‘Posi-Force’ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในยุคนั้น ในบทบาทของไซโคลน มันถูกดัดแปลงให้มีรูปลักษณ์ที่ดุดันและสมรรถนะเหนือมนุษย์ ถูกนำมาใช้ในการออกแบบ Cyclone ในตอนที่ 1-13
Honda SL350K1 ปี 1971


เมื่อการถ่ายทำดำเนินต่อไป มีการเปลี่ยนรถมาใช้ Honda SL350K1 ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์แบบ Scrambler หรือ Enduro ขนาด 325 ซีซี เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 2 สูบคู่ (SOHC) ที่เน้นการขับขี่ทั้งบนถนนและทางฝุ่น ซึ่งเหมาะกับการผจญภัยของคาเมนไรเดอร์มากขึ้น ถูกนำมาใช้ในการออกแบบ Cyclone ในตอนที่ 14 เป็นต้นไป
การกำเนิดคาเมนไรเดอร์หมายเลข 2 และท่าแปลงร่างในตำนาน

ระหว่างการแสดง ฟุจิโอกะ ฮิโรชิ (ผู้แสดงเป็นฮอนโก ทาเคชิ) ได้ประสบอุบัติเหตุขาหักระหว่างการถ่ายทำ ทำให้ต้องมีการปรับแก้บทอย่างเร่งด่วน โดยให้ฮอนโกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อปราบช็อคเกอร์ต่อ ทีมงานจึงดึงตัว ซาซากิ ทาเคชิ มารับบทเป็น อิจิมอนจิ ฮายาโตะ หรือคาเมนไรเดอร์หมายเลข 2 ผู้เป็นมนุษย์ดัดแปลงที่ถูกสร้างขึ้นโดยช็อคเกอร์เช่นกัน แต่ได้รับการช่วยเหลือไว้ได้ทัน และเนื่องจาก ซาซากิไม่มีใบขับขี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ในเวลานั้น (และเพื่อความปลอดภัย/ควบคุมการแสดง) จึงมีการเพิ่มฉากที่คาเมนไรเดอร์หมายเลข 2 ต้อง โพสท่าตะโกนว่า “Henshin!” เพื่อรอรับพลังงานลมให้เต็มที่ก่อน ซึ่งการโพสท่านี้กลายเป็น เอกลักษณ์ และ ธรรมเนียมปฏิบัติ ที่สืบทอดมาถึงคาเมนไรเดอร์รุ่นหลังๆ เกือบทุกตัว
Suzuki T125
Suzuki T125 หรือ Wolf 125 เป็นมอเตอร์ไซค์ขนาด 125 ซีซี 2 จังหวะ เปิดตัวในปี 1967 ในซีรีส์ Kamen Rider (Skyrider) (1979) และยังถูกนำมาใช้ในจักรวาลหนังใหญ่ของ Toei ในชื่อ Cyclone อีกครั้งใน Kamen Rider Saber x Kikai Sentai Zenkaiger Super Heroes Senki (2021) ด้วย
Suzuki TS250 Super Motard ปี 1978

มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้เป็นรถวิบาก/สแครมเบลอร์ 2 จังหวะ 250cc ถูกดัดแปลงเป็น “นิว ไซโคลน” (New Cyclone) ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นและรูปลักษณ์ที่ทันสมัยกว่าเดิมสำหรับคาเมนไรเดอร์หมายเลข 1 และ 2 ในช่วงหลังของซีรีส์แรก
Honda CBR1000RR Fireblade ปี 2005


Superbike ตัวท็อปของ Honda ในขณะนั้น มาพร้อม เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 998cc ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและสมรรถนะในสนามแข่ง ถูกนำมาดัดแปลงเป็น Cyclone สำหรับ คาเมนไรเดอร์หมายเลข 1 ในภาพยนตร์ Kamen Rider: The First (2005) และ The Next (2007) ที่โทนเรื่องมีความจริงจัง โหด และมืดหม่นมากกว่าเดิม
Honda CB1300 Super Bold’Or ปี 2005
มอเตอร์ไซค์ Naked Bike สไตล์ Big-1 ที่ทรงพลังของ Honda ในยุคนั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 1,284 cc เน้นกำลังและแรงบิดที่ดุดัน ถูกดัดแปลงเป็น ” Cyclone II” สำหรับ คาเมนไรเดอร์หมายเลข 2 (อิจิมอนจิ ฮายาโตะ) ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่ดูบึกบึนและทรงพลัง ต่างจากรถสปอร์ตของหมายเลข 1 เล็กน้อย
Honda Goldwing F6C


Goldwing F6C คือมอเตอร์ไซค์ครุยเซอร์/แบกเกอร์ขนาดใหญ่ เครื่องยนต์ 6 สูบนอน 1,832cc ที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็น “Neo Cyclone” ในภาพยนตร์ Kamen Rider Ghost the movie: คาเมนไรเดอร์หมายเลขหนึ่ง ไอ้มดแดงอาละวาด (2016) ซึ่งเป็นการกลับมาของ ฟุจิโอกะ ฮิโรชิ ในบทบาทฮอนโก ทาเคชิ ฉบับดั้งเดิม ที่เน้นความบึกบึนและความน่าเกรงขาม
Honda CBR650R
Cyclone (ซ้าย), Honda CBR650R E-Clutch (ขวา)
มอเตอร์ไซค์สปอร์ตขนาดกลาง 4 สูบเรียงของ Honda ที่ได้รับความนิยม ถูกนำมาเป็นพื้นฐานสำหรับ ” Cyclone “ ของ คาเมนไรเดอร์หมายเลข 1 (ฮอนโก ทาเคชิ) ในหนัง Shin Kamen Rider รูปลักษณ์ภายนอกถูกดัดแปลงให้มีแฟริ่งแบบคลาสสิกแต่มีความล้ำสมัย
Honda CB250R
มอเตอร์ไซค์ Naked Bike ในตระกูล Neo Sports Café ของ Honda ถูกนำมาเป็นพื้นฐานสำหรับ ” Shin-Cyclone ” ของ คาเมนไรเดอร์หมายเลข 2 (อิจิมอนจิ ฮายาโตะ) แม้จะเป็นรุ่น 250cc แต่ด้วยการดัดแปลงและพลังงานจากมนุษย์ดัดแปลง ทำให้มันกลายเป็นยานพาหนะคู่ใจที่ทรงพลังไม่แพ้กัน
มอเตอร์ไซค์ของคาเมนไรเดอร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงระหว่าง “พลังดัดแปลง” กับ “อิสรภาพ” ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม จาก Suzuki T20 ในยุค 70s จนถึง Honda CBR650R ในยุคปัจจุบัน “Cyclone” ได้พิสูจน์แล้วว่าคือ “คู่หู” ที่ขาดไม่ได้ของฮีโร่ในตำนานตัวนี้อย่างแท้จริง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
“Omoda 4” เปิดตัวแล้ว: รถไฟฟ้าครอสโอเวอร์ไซไฟ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกวิดีโอเกมและอวกาศ

Omoda แบรนด์รถยนต์ภายใต้ Chery Group ได้สร้างความฮือฮาในงาน International User Summit ประจำปี ด้วยการเผยโฉมรถครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัดรุ่นใหม่ล่าสุด Omoda 4 ที่มาพร้อมดีไซน์สุดล้ำในสไตล์ “Cyber Mecha” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิทยาศาสตร์-แฟนตาซี (Sci-Fi), หุ่นยนต์ และวิดีโอเกม
Omoda 4 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถยนต์ระดับเริ่มต้น (Entry-level) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ โดยมีเป้าหมายในการดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักในเทคโนโลยีและต้องการรถยนต์ที่สะท้อนถึงตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร
ดีไซน์ “Cyber Mecha” สุดล้ำ

Omoda 4 นำเสนอการออกแบบที่ดุดันและมีเหลี่ยมมุมชัดเจน ซึ่งทางแบรนด์เรียกว่า “Cyber Mecha” ด้วยเส้นสายที่เฉียบคมและผิวสัมผัสแบบเมทัลลิก ทำให้รถดูเหมือนหลุดออกมาจากฉากแอ็กชันในวิดีโอเกมหรือภาพยนตร์ไซไฟ
ภายในห้องโดยสารยังคงตอกย้ำแนวคิดนี้ ด้วยการออกแบบที่เหมือนห้องนักบินอวกาศ (Spaceship Cockpit) มีปุ่มควบคุมและสวิตช์ที่มีลักษณะคล้ายเพชรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยานอวกาศ และไฮไลท์สำคัญคือปุ่มสตาร์ท-หยุดเครื่องยนต์แบบมีฝาปิดสีแดงคล้าย “ปุ่มยิง” หรือ “ปุ่มเริ่มปฏิบัติการ” ซึ่งถูกนำแรงบันดาลใจมาจากดีไซน์ของรถซูเปอร์คาร์ระดับตำนาน
ตัวเลือกขุมพลังที่หลากหลายและการปรับแต่งภายใน
Omoda 4 จะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “New Energy Vehicles” ของ Omoda โดยคาดว่าจะมีการนำเสนอทางเลือกของระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE), ระบบไฮบริด (Hybrid) และรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล้วนๆ
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดสเปคและราคาอย่างเป็นทางการสำหรับทุกตลาด แต่คาดการณ์ว่ารุ่น EV อาจมาพร้อมกับชุดแบตเตอรี่ที่ให้ระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งประมาณ 400 กิโลเมตร (248 ไมล์)
นอกจากนี้ Omoda 4 ยังมาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์และธีมภายในรถที่สามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระ ทำให้เจ้าของรถสามารถผนวกเอาความชอบและความคิดสร้างสรรค์ของตนเองเข้าไปในประสบการณ์การขับขี่ได้อย่างเต็มที่
กลยุทธ์ “Co-Creation” และการเปิดตัวในตลาดโลก

ในงานเปิดตัว Omoda ได้เน้นย้ำถึงแนวคิดการร่วมสร้างสรรค์กับผู้ใช้งาน (Co-Creation) โดยผู้สนใจและแฟนๆ ของแบรนด์จะได้รับโอกาสเป็น “Co-Creation Ambassadors” เพื่อส่งข้อมูลป้อนกลับและข้อเสนอแนะต่างๆ แก่ทีมพัฒนา ก่อนที่รถจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
Omoda 4 ได้รับการยืนยันว่าจะเข้าสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเร็วที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และจะมาพร้อมกับการรับประกัน 7 ปี/100,000 ไมล์ สำหรับตัวรถ และการรับประกัน 8 ปีสำหรับแบตเตอรี่ (สำหรับรุ่น EV/Hybrid)
การเปิดตัว Omoda 4 ในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศจุดยืนของแบรนด์ในการก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัด (B-segment) ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย เน้นเทคโนโลยี และการออกแบบที่โดนใจกลุ่มผู้ขับขี่รุ่นใหม่ที่แสวงหาสิ่งที่ “กล้าฉีกกฎ” อย่างแท้จริง
ที่มา : Top Gear
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Honda Prelude ตำนานล้อหลังเลี้ยวได้!!

ท่ามกลางกระแสรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและไฮบริดที่กำลังมาแรง การกลับมาของชื่อชั้นระดับตำนานอย่าง Honda Prelude ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ Honda Prelude รุ่นล่าสุด ที่ถูกนำมาจัดแสดงในงาน The M.O.V.E. By Honda ณ ห้าง Emsphere ยิ่งตอกย้ำถึงการกลับมาอย่างสง่างามของรถสปอร์ตคูเป้ในตำนานคันนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงที่มาที่ไป เราจะพาไปเจาะลึกวิวัฒนาการของ Honda Prelude ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงยุคใหม่ในฐานะรถไฮบริด
โฉมที่ 1 (1978-1982)

ในช่วงปลายยุค 70s กระแสรถยนต์คูเป้ขนาดเล็กกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยมี Toyota Celica เป็นผู้นำตลาดที่สร้างยอดขายอย่างน่าประทับใจ Honda จึงไม่ยอมอยู่เฉย และตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันนี้ โดยได้มอบหมายให้ Hiroshi Kizawa เป็นหัวหน้าวิศวกรในการออกแบบ Honda Prelude รุ่นแรก ซึ่งหมายมั่นปั้นมือให้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Nissan Silvia
Prelude รุ่นแรกเปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1978 และมีจุดเด่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับยุคนั้น:
- เป็นรถรุ่นแรกๆ ของ Honda ที่มี หลังคามูนรูฟไฟฟ้า (Power Moonroof) ให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
- เป็นรถรุ่นแรกๆ ที่มีการติดตั้ง พวงมาลัยพาวเวอร์ สำหรับรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า ลิตร ซึ่งทำให้การขับขี่คล่องตัวขึ้นอย่างมาก
- ได้รับคำชมจากสื่อมวลชนชั้นนำอย่าง Motortrend ในด้านการออกแบบและนวัตกรรม
- มาพร้อมกับเครื่องยนต์หลัก รุ่น คือ เครื่องยนต์ EL ขนาด ลิตร และ เครื่องยนต์ EK CVCC ขนาด ลิตร
- ในปี 1980 มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ครั้งสำคัญด้วยระบบวาล์วแปรผัน CVCC II พร้อม Catalytic Converter เพื่อให้ไอเสียสะอาดขึ้น และมีการใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ Hondamatic (เกียร์อัตโนมัติ สปีดในตอนแรก ก่อนเปลี่ยนเป็น สปีด)
โฉมที่ 2 (1982-1987)

Prelude เจเนอเรชันที่ เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1982 ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและแอโรไดนามิกมากขึ้น
- ใช้เครื่องยนต์หลัก คือ A18A ขนาด ลิตร
- ในปี 1985 มีการอัปเดตเครื่องยนต์ครั้งใหญ่ไปใช้ B20A ขนาด ลิตร
- นับเป็น Prelude รุ่นแรกที่ใช้ไฟหน้าแบบป๊อปอัป (Pop-up Headlights) ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของรถสปอร์ตในยุคนั้น และช่วยลดแรงต้านอากาศได้อย่างดีเยี่ยม
- เป็นรถรุ่นแรกๆ ที่มีการนำเสนอบระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) เป็นทางเลือก
โฉมที่ 3 (1987-1991)

เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 1987 ด้วยการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวขึ้น
- ดีไซน์ของรถได้ถูกนำไปต่อยอดและมีอิทธิพลต่อรถซูเปอร์คาร์ในตำนานอย่าง Honda NSX ที่เปิดตัวในปี 1990
- มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย เช่น กระจกมองข้างไฟฟ้า และ แอร์ออโต้ (Automatic Climate Control)
- คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดและกลายเป็นฉายาที่รู้จักกันดีคือ ระบบเลี้ยว ล้อ (Four-Wheel Steering – 4WS) ซึ่งเป็นระบบกลไก (Mechanical 4WS) ที่เป็นครั้งแรกของโลกที่ใช้ในรถยนต์นั่งผลิตจำนวนมาก โดยระบบนี้จะบังคับให้ล้อหลังเลี้ยวไปในทิศทางเดียวกับล้อหน้าเล็กน้อยเมื่อขับด้วยความเร็วสูง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพ หรือเลี้ยวในทิศทางตรงกันข้ามกับล้อหน้าเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ เพื่อช่วยลดรัศมีวงเลี้ยวและเพิ่มความคล่องตัว จนเป็นที่มาของฉายาที่ผู้คนชอบเรียกว่า “ล้อหลังเลี้ยวได้”
- ในปี 1988 รถรุ่นนี้ขึ้นแท่นเป็นอันดับสามในรางวัล European Car of the Year ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในระดับสากล
โฉมที่ 4 (1991-1996)

เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 1991 ด้วยการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ครั้งใหญ่จากรูปทรงเหลี่ยมเป็นแบบโค้งมนตามสมัยนิยม
- ยกเลิกไฟหน้าป๊อปอัป โดยเปลี่ยนไปใช้ไฟหน้าที่ซ่อนอยู่ในแนวนอนที่ดูเพรียวบาง
- เริ่มมีการนำระบบวาล์วแปรผันอันเลื่องชื่อของ Honda คือ VTEC (Variable Valve Timing and Lift Electronic Control) มาใช้ในเครื่องยนต์ รุ่น ลิตร DOHC ซึ่งให้พละกำลังที่สูงขึ้น
- มีประวัติเคยถูกใช้เป็นรถ Safety Car ในการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน Japanese Grand Prix ปี 1994 ณ สนาม Suzuka Circuit
โฉมที่ 5 (1996-2001)

เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 1996 โดยการออกแบบกลับไปใช้รูปทรงที่ดูเป็น สี่เหลี่ยมมากขึ้น ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับรากฐานของรุ่นก่อนหน้า
- ยังคงใช้รูปแบบขับเคลื่อนล้อหน้า (FF Layout) และช่วงล่างตอนหน้าเป็นแบบอิสระ
- รายละเอียดรถรุ่น Canada: ในตลาดแคนาดาและอเมริกาเหนือจะมีรุ่นย่อยที่โดดเด่น เช่น รุ่น SH (Super Handling) ซึ่งมาพร้อมกับระบบ ATTS (Active Torque Transfer System) ที่ช่วยควบคุมการกระจายแรงบิดไปที่ล้อหน้า ทำให้การเข้าโค้งมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรถขับเคลื่อนล้อหน้าที่มีการควบคุมดีที่สุดในโลก
- รายละเอียดรถรุ่น Type S (เฉพาะตลาดญี่ปุ่นเท่านั้น): เป็นรุ่นสมรรถนะสูงสุดในตลาดญี่ปุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ ลิตร DOHC VTEC ที่ให้กำลังสูงสุดถึง แรงม้า (ในรุ่นเกียร์ธรรมดา) โดยไม่มีหลังคามูนรูฟ และติดตั้งระบบควบคุมแรงบิด ATTS เป็นมาตรฐาน
- ประวัติและรายละเอียดรถ Prelude Motegi: รุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษที่มีการแต่งภายนอกที่ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น และใช้ชื่อ “Motegi” เพื่อเป็นเกียรติแก่สนามแข่ง Twin Ring Motegi ที่ Honda เป็นเจ้าของ
หลังจากนั้น Honda Prelude ก็ได้ยุติสายการผลิตไปในปี 2002 เนื่องจากกระแสความนิยมรถสปอร์ตคูเป้ขนาดเล็กที่เริ่มลดน้อยลง ทำให้ชื่อของ Honda Prelude หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ตลอด 20 ปี
โฉมที่ 6 (ปัจจุบัน)
หลังจากยุติการผลิตไปในปี 2001 Honda Prelude ได้กลับมาอีกครั้งในฐานะรถสปอร์ตยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพของระบบไฮบริด
- เปิดตัวในรูปแบบ Concept เป็นครั้งแรกในงาน Japan Mobility Show 2023 และมีการโชว์ตัวจริงพร้อมรายละเอียดทางเทคนิคที่งาน Goodwood Festival of Speed ในเดือนกรกฎาคม 2024
- เริ่มขายจริงในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ในวันที่ 5 กันยายน 2025 ซึ่งเป็นการกลับมาอย่างเป็นทางการในรอบกว่าสองทศวรรษ และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมียอดจองในช่วงเดือนแรกสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 8 เท่า (ประมาณ 2,400 คัน จากเป้าหมาย 300 คันต่อเดือน)
- เป็นการกลับมาในฐานะรถ ไฮบริด (Hybrid-Electric) โดยใช้ระบบ Two-Motor Hybrid ที่ผสานเครื่องยนต์ ลิตร Atkinson-cycle เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า
- มาพร้อมโหมดการขับขี่ใหม่ที่เรียกว่า Honda S+ Shift ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองประสบการณ์การขับขี่รถสปอร์ตด้วยเกียร์ “เสมือนจริง” และการปรับจูนเสียงเครื่องยนต์เพื่อให้ผู้ขับขี่มีอารมณ์ร่วม
- สเปคของรถ (สำหรับตลาดญี่ปุ่น): มาพร้อมพละกำลังรวมประมาณ แรงม้า และใช้ชิ้นส่วนช่วงล่างด้านหน้าแบบ Dual-Axis Strut จาก Civic Type R เพื่อให้มีการควบคุมที่แม่นยำและตอบสนองได้ดี
- รูปทรงตัวถังเป็นสปอร์ตคูเป้ ประตูที่ทันสมัย (ไม่ได้เป็น Liftback ตามที่เคยคาดการณ์ในตอนแรก)
Honda Prelude รุ่นที่ 6 นี้ เป็นการผสมผสานตำนานเข้ากับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ได้อย่างลงตัว โดยนำเสนอสมรรถนะที่น่าตื่นเต้นควบคู่ไปกับความประหยัดน้ำมันในแบบฉบับรถไฮบริด
Honda Prelude ไม่ได้เป็นเพียงรถสปอร์ตคูเป้เท่านั้น แต่ยังเป็นตำนานที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม โดยเฉพาะระบบ “ล้อหลังเลี้ยวได้” ในยุคที่รถสปอร์ตคูเป้ยังเป็นที่ต้องการ ซึ่งการกลับมาของ Prelude ในยุคแห่งพลังงานไฟฟ้าและไฮบริดนี้ ก็เป็นเหมือนการตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งความท้าทายและการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ของ Honda อีกครั้ง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ด่วน! ข่าวลือสะพัด Toyota FJ Cruiser รุ่นใหม่ (Land Cruiser FJ) อาจเปิดตัว 20 ตุลาคมนี้

แฟน ๆ รถยนต์สายลุยทั่วโลกเตรียมเฮ! มีรายงานข่าวลือหนาหูจากสื่อมวลชนญี่ปุ่นระบุว่า Toyota เตรียมจะเผยโฉมรถออฟโรดรุ่นใหม่ในตระกูล Land Cruiser ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเป็นรุ่นที่สานต่อตำนานของ FJ Cruiser ซึ่งอาจใช้ชื่อว่า Land Cruiser FJ โดยคาดการณ์ว่าอาจมีการจัดแสดงภาพตัวอย่างให้สื่อมวลชนได้ชมเป็นการภายในในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ก่อนที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการระดับโลกในเช้าวันถัดไปคือวันที่ 21 ตุลาคม (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น)
รายงานข่าวระบุว่า รถยนต์รุ่นใหม่นี้ ซึ่งถูกยกให้เป็น “สมาชิกรุ่นเล็กสุด” ของตระกูล Land Cruiser ในปัจจุบัน จะมีดีไซน์ทรงกล่อง (Boxy Design) อันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ Compact Cruiser EV ปี 2021 และรุ่น FJ Cruiser ในอดีตอย่างชัดเจน โดยจะมีลักษณะเด่นคือตัวถัง 5 ประตู ไฟหน้าทรงกลม และยางอะไหล่ติดตั้งอยู่ที่ประตูท้าย
ฐานการผลิตในไทยและขุมพลังที่คาดการณ์

สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษสำหรับแฟน ๆ ชาวไทยคือรายงานที่ระบุว่า Toyota Land Cruiser FJ รุ่นนี้จะถูกผลิตที่โรงงานในประเทศไทย เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่าจะใช้แพลตฟอร์มแบบแชสซีส์ขั้นบันได (Ladder Frame) IMV-0 ซึ่งเป็นโครงสร้างเดียวกับที่ใช้ใน Toyota Hilux Champ และ Fortuner รุ่นใหม่ เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่แข็งแกร่งและทนทาน
สำหรับทางเลือกด้านขุมพลังนั้น แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่สื่อญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า Land Cruiser FJ อาจมาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.7 ลิตร (รหัส 2TR-FE) และอาจมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.8 ลิตร พร้อมระบบ Mild-Hybrid (คล้ายกับที่ใช้ใน Land Cruiser Prado, Hilux และ Fortuner) โดยทุกรุ่นน่าจะมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) เป็นมาตรฐาน
การกลับมาของตำนานสายลุย
การเปิดตัวของ Land Cruiser FJ นี้ถือเป็นการกลับมาของรถ SUV ขนาดกะทัดรัดที่เน้นการลุยอย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ตลาดเพื่อแข่งขันในกลุ่มรถออฟโรดขนาดเล็ก โดยจะเริ่มทำตลาดในภูมิภาคเอเชียก่อน (รวมถึงประเทศไทย) ก่อนจะขยายไปยังตลาดใหญ่อย่างอเมริกาและยุโรปต่อไป

หมายเหตุ: ข้อมูลข้างต้นยังคงเป็นรายงานข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Toyota ดังนั้น แฟน ๆ รถยนต์ยังคงต้องติดตามการประกาศจากบริษัทอย่างใกล้ชิดในวันที่ 20-21 ตุลาคมนี้ ซึ่งคาดว่ารายละเอียดทั้งหมดจะถูกเปิดเผยในงานสำคัญนี้
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
Suzuki Gixxer SF 250 รุ่นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Flex-Fuel) เตรียมอวดโฉมในงาน Japan Mobility Show 2025 เน้นย้ำความมุ่งมั่นสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เตรียมนำรถจักรยานยนต์รุ่นต้นแบบที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง Suzuki Gixxer SF 250 FFV (Flex-Fuel Vehicle) เข้าจัดแสดงในงาน Japan Mobility Show 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Tokyo Big Sight ในปลายเดือนตุลาคมนี้ ตอกย้ำถึงความพยายามของค่ายผู้ผลิตจากญี่ปุ่นในการขยายทางเลือกด้านยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
Gixxer SF 250 FFV รุ่นนี้ ได้รับการพัฒนาให้สามารถใช้เชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพผสมกับน้ำมันเบนซินได้ในสัดส่วนสูงถึง E85 (เอทานอล 85% และน้ำมันเบนซิน 15%) การเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

แม้ว่า Gixxer SF 250 รุ่นเชื้อเพลิงชีวภาพนี้จะเคยเปิดตัวในประเทศอินเดียมาก่อนหน้านี้ในงาน Bharat Mobility Global Expo 2025 แต่การนำมาจัดแสดงในประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอในรูปแบบ “รุ่นสเปกต่างประเทศ (Overseas specification model)” ซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น ๆ นอกเหนือจากเอเชีย
เพื่อให้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 249 ซีซี สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเอทานอลสูง วิศวกรของซูซูกิได้ทำการปรับปรุงและแก้ไขชิ้นส่วนสำคัญหลายอย่าง เช่น หัวฉีด (Injector), ปั๊มเชื้อเพลิง (Fuel Pump), และหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาส่วนประกอบที่เป็นพลาสติกและยางให้มีความทนทานต่อฤทธิ์กัดกร่อนของเอทานอลอีกด้วย
ซูซูกิระบุว่าประสิทธิภาพด้านกำลังของ Gixxer SF 250 FFV ยังคงทำได้เทียบเท่ากับรุ่นมาตรฐาน โดยให้กำลังสูงสุดที่ 26 แรงม้าที่ 9,300 รอบต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นการใช้เชื้อเพลิง E85 หรือ E20 ก็ตาม ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่ยังคงได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจโดยไม่ลดทอนสมรรถนะลง
การจัดแสดง Gixxer SF 250 FFV ในงาน Japan Mobility Show 2025 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ซูซูกิกำลังให้ความสำคัญกับแนวคิด “เส้นทางหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (multi-pathway approach)” โดยนำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย เช่นเดียวกับที่เตรียมจัดแสดงรถรุ่นอื่นๆ เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า e-Address และรถต้นแบบ Burgman ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน
การพัฒนารถจักรยานยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงชีวภาพนี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของซูซูกิในการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ที่ยั่งยืน โดยพยายามเสนอทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถปรับให้เข้ากับข้อกำหนดและโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิงในแต่ละภูมิภาคได้
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
Brembo เปิดตัวปั๊มเบรกเพื่อโลก! ผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ประสิทธิภาพสูง พร้อมลดการปล่อยคาร์บอน ลง 70%

มิติใหม่แห่งความยั่งยืน: เบรมโบ้ผสานสมรรถนะระดับโลกเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
เบรมโบ้ (Brembo) ผู้นำระดับโลกด้านระบบเบรกประสิทธิภาพสูง ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวปั๊มเบรก (Brake Caliper) ที่ผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% สำหรับลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์ (Original Equipment – OE) รายใหญ่ หลังจากทุ่มเทวิจัยและพัฒนากว่า 5 ปี นวัตกรรมนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเร่งสู่ความยั่งยืนโดยไม่ลดทอนคุณภาพและดีไซน์

ลดการปล่อยคาร์บอน ได้ถึง 70%
หัวใจสำคัญของปั๊มเบรกใหม่นี้คือการใช้วัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่มาจากการรีไซเคิลทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) ที่ได้รับการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม พบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตลอดวงจรชีวิตของปั๊มเบรกได้สูงสุดถึง 70% เมื่อเทียบกับการใช้อะลูมิเนียมอัลลอยด์แบบดั้งเดิม
อะลูมิเนียมเป็นวัสดุที่ถูกเลือกเพราะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างไม่จำกัด โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติเดิม เบรมโบ้จึงเรียกกระบวนการนี้ว่าเป็นการ “Upcycled” หรือการยกระดับวัสดุที่ใช้แล้วให้มีคุณค่าสูงขึ้นกว่าเดิม
ประสิทธิภาพและดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ Brembo
แม้จะเปลี่ยนมาใช้วัสดุรีไซเคิล แต่เบรมโบ้ยืนยันว่า ปั๊มเบรกชุดนี้ยังคงรักษามาตรฐานสูงสุดในด้านสมรรถนะ (Performance) คุณภาพ (Quality) และดีไซน์ (Design) อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้อย่างครบถ้วน ปั๊มเบรกรุ่นแรกที่เปิดตัวด้วยวัสดุใหม่นี้ เป็นแบบ Monobloc สี่ลูกสูบ (Four-piston Monobloc) ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและสัมผัสที่แป้นเบรก
เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืน ปั๊มเบรกที่ใช้อะลูมิเนียมรีไซเคิลจะได้รับการประทับตราเครื่องหมายการค้าใหม่ที่จดทะเบียนโดยบริษัท คือโลโก้ “ALU” เพื่อบ่งบอกความแตกต่างอย่างชัดเจน
Daniele Schillaci ซีอีโอของเบรมโบ้ กล่าวว่า “การนำอะลูมิเนียมรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตปั๊มเบรกอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน โซลูชั่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองมาตรฐานสูงสุดทั้งในด้านสมรรถนะและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม”
อนาคตของการเบรกที่ยั่งยืน
เบรมโบ้ยืนยันว่า นับจากนี้เป็นต้นไป วัสดุรีไซเคิลจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นมาตรฐานสำหรับการพัฒนาปั๊มเบรกใหม่ส่วนใหญ่ของบริษัท ขณะที่ปั๊มเบรกที่อยู่ในสายการผลิตปัจจุบันจะยังคงใช้อะลูมิเนียมแบบเดิมต่อไปจนสิ้นสุดอายุผลิตภัณฑ์ แต่บริษัทจะให้ความสำคัญกับการใช้อะลูมิเนียมที่ผลิตด้วยพลังงานหมุนเวียนก่อน
การเปิดตัวปั๊มเบรกจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% นี้ไม่เพียงแต่เป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ขับขี่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมเบรกในอนาคต ที่ซึ่ง “สมรรถนะระดับพรีเมียม” และ “ความยั่งยืน” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
Yamaha เตรียมเขย่าวงการ! เปิดตัวนวัตกรรมล้ำยุค ทั้ง AI, ไฮบริด, และไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ในงาน Japan Mobility Show 2025

Yamaha Motor Co., Ltd. เตรียมสร้างความตื่นตาตื่นใจครั้งใหญ่ในงาน Japan Mobility Show 2025 โดยขนทัพยานยนต์แห่งอนาคตและนวัตกรรมใหม่รวม 16 รุ่น ซึ่งรวมถึงโมเดลที่เปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกของโลกถึง 6 รุ่น สะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร และการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน
นี่คือไฮไลท์สำคัญของนวัตกรรมที่ Yamaha เตรียมมาโชว์
MOTOROiD:Λ (แลมบ์ดา) – มอเตอร์ไซค์ AI ที่เรียนรู้และเติบโตได้

นี่คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขับขี่กับเครื่องจักร MOTOROiD:Λ คือการพัฒนาต่อเนื่องจากรุ่นก่อนหน้า โดยต้นแบบใหม่นี้มีความสามารถในการ เรียนรู้และพัฒนาตนเอง อย่างอิสระผ่านเทคโนโลยี Reinforcement Learning (การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง) และเทคนิค Sim2Real ที่ฝึกฝนในโลกเสมือนจริงแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในโลกจริง
- ความสามารถหลัก: ขับเคลื่อนด้วยการเคลื่อนไหวที่ “เป็นธรรมชาติ” ซึ่งสร้างขึ้นผ่านการเรียนรู้ด้วย AI และมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา ออกแบบมาเพื่อรับมือกับการลองผิดลองถูกในระหว่างการเรียนรู้
- นิยามใหม่: MOTOROiD:$\Lambda$ มุ่งมั่นที่จะกำหนดนิยามใหม่ของยานยนต์สองล้อ และบุกเบิกอนาคตที่เครื่องจักรสามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้ใช้งาน
TRICERA Proto – รถ 3 ล้อไฟฟ้าพร้อมระบบบังคับเลี้ยว 3 ล้อ

ต้นแบบยานยนต์ไฟฟ้า 3 ล้อแบบเปิดประทุนที่มุ่งเน้นการมอบ “ความสุขในการขับขี่รูปแบบใหม่”
- คุณสมบัติเด่น: ใช้ระบบ บังคับเลี้ยวสามล้อ (3WS – 3-Wheel Steering) ที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพการเข้าโค้งที่เร้าใจและความรู้สึกในการควบคุมที่แตกต่าง โดยเน้นการตอบสนองที่รวดเร็วและการเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่กับเครื่องจักรในโค้ง
- การออกแบบ: มุ่งเน้นไปที่ความสนุกของผู้ขับขี่ โดยปรับแต่งระบบควบคุมการเลี้ยวจากมุมมองของการวิจัยเชิงมนุษย์ เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ
PROTO BEV – ซูเปอร์สปอร์ตไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

ต้นแบบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (BEV – Battery Electric Vehicle) ที่สร้างขึ้นบนแนวคิดของ “ความสนุกที่สัมผัสได้จาก EV แบตเตอรี่ความจุสูงเท่านั้น”
- จุดเด่น: เน้นที่น้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด เพื่อให้เป็นรถซูเปอร์สปอร์ต EV ที่ใช้งานง่าย พร้อมคาแร็กเตอร์การขับขี่และความรู้สึกใหม่
ยานยนต์ทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย
Yamaha แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเข้าสู่ยุคคาร์บอนเป็นกลางผ่านการนำเสนอต้นแบบที่ใช้พลังงานหลากหลาย:

- PROTO HEV (Hybrid Electric Vehicle): ต้นแบบไฮบริดแบบอนุกรม-ขนาน ที่สามารถสลับโหมดการขับขี่ระหว่าง “สงบ (Serene)” และ “เร้าใจ (Spirited)” ได้อย่างอิสระ

- PROTO PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle): ต้นแบบวิจัยและพัฒนาที่ผสานเสน่ห์ของเครื่องยนต์สันดาปเข้ากับเทคโนโลยี EV ทำให้สามารถขับขี่ในโหมดไฟฟ้าเต็มรูปแบบหรือโหมดไฮบริดได้

- H2 Buddy Porter Concept: ต้นแบบรถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย ไฮโดรเจน พัฒนาร่วมกับ Toyota Motor โดยใช้ถังเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแรงดันสูงขนาดกะทัดรัดที่ได้รับการรับรองสำหรับรถสองล้อ และเครื่องยนต์ไฮโดรเจนที่พัฒนาโดย Yamaha
นอกจากนี้ ในบูธของ Yamaha ยังมีการจัดแสดง e-Axle ชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเตรียมส่งมอบให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในอนาคต รวมถึงจักรยานไฟฟ้า (eBikes) ในซีรีส์ Y-00B และวีลแชร์ไฟฟ้าอีกด้วย – งาน Japan Mobility Show 2025 จึงเป็นเวทีที่ Yamaha ใช้ในการแสดงวิสัยทัศน์อันกล้าหาญและก้าวล้ำ นำเสนอนวัตกรรมที่หลากหลายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของระบบการเดินทางอย่างแท้จริง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
Mitsubishi Lancer Evolution ตำนานขับสี่จ้าวทางฝุ่น

ในโลกของรถสมรรถนะสูง มีไม่กี่ตระกูลที่สร้างตำนานไว้ได้ลึกซึ้งเท่า Mitsubishi Lancer Evolution — รถซีดานขับสี่ที่เกิดจากสนามแข่งแรลลี่ ก่อนจะกลายเป็นขวัญใจนักซิ่งทั่วโลก “อีโว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่รุ่นย่อยของ Lancer แต่มันคือจิตวิญญาณของความเร็ว ความแม่นยำ และเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอันล้ำสมัยที่พา Mitsubishi คว้าแชมป์ WRC มาแล้วนับไม่ถ้วน
จากถนนลูกรังในสนามแข่งสู่ถนนจริงในชีวิตประจำวัน Lancer Evolution ได้หลอมรวมประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตเข้ากับความดิบของเครื่องยนต์เทอร์โบ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค 90s–2000s ที่ยังคงตราตรึงในใจสายซิ่งมาจนถึงวันนี้
นี่คือเรื่องราวของ “ตำนานขับสี่จ้าวทางฝุ่น” ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ซีดานธรรมดา ให้กลายเป็นอสูรร้ายแห่งทางฝุ่นและถนนดำ ตำนานที่ชื่อว่า Mitsubishi Lancer Evolution.
- กำเนิด ”ราชาทางฝุ่น” (1973-1979)

โดยจะต้องย้อนไปถึงตอนที่ Mitsubishi เปิดตัว Lancer โฉมแรกหรือ “ไฟแอล” ออกมาในปี 1973 ในตอนนั้นยังเป็นรถที่ยังไม่จี๊ดจ๊าดเท่ากับยุคสมัยนี้ เพราะมันถูกออกแบบมาให้มีความสปอร์ต มีการคำนึงถึงแอโรไดนามิก บอดี้ส่วนบนแคบกว่าส่วนล่าง และยังประกอบบนแชสซี Monocoque ทำให้แข็งแรงทนทานมากๆ แต่ก็ยังเป็นมิตรกับเหล่าบรรดาแม่บ้านทั้งหลาย และที่สำคัญคือมันยังขึ้นชื่อในเรื่องของเทคโนโลยีระบบไอเสียที่ปล่อยมลพิษน้อยมากๆ อีกด้วย

Andrew Cowan

Tommi Makinen
ในช่วงเวลานี้เองทาง Mitsubishi ที่อยากจากเสริมภาพลักษณ์ทางการตลาดก็ได้ส่งรถตัวเองไปแข่ง และรายการที่ Mitsubishi สนใจมากที่สุดก็คือรายการ WRC นี่เองด้วยความที่เป็นการแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ความเร็วอย่างเดียว แต่ยังวัดความอึด ถึก ทน กับทุกสภาพถนนอีกด้วย จึงส่งรถตัวท็อปสุดและสมรรถนะแรงที่สุดในยุคนั้นอย่าง Lancer 1600 GSR ไปแจ้งเกิดในสนาม Australian Southern Cross Rally ฟาดเรียบ 4 อันดับแรก โดยผู้ที่คว้าแชมป์ก็คือ Andrew Cowan จับคู่กับ John Bryson นี่เอง แถมยังคว้าแชมป์ต่อเนื่องถึง 4 ปีติด และ Andrew Cowan ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Ralliart และยังเป็นกุนซือที่สร้างตำนานรุ่นใหม่ๆ มากมายอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือ Tommi Makinen นี่เอง

และในปี 1974 เจ้า Lancer รุ่นนี้ก็ถูกส่งไปแข่งในสนาม Safari Rally ที่ประเทศเคนยาซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสนามที่ทรหดที่สุดในโลก และความไม่ธรรมดาของรถที่ส่งไปแข่งนั่นก็คือ มีการปรับจูนเครื่องยนต์ให้แรงกว่าตัวรถเดิมๆ จาก 108 แรงม้าขึ้นไปถึง 169 แรงม้า และแรงบิดสูงขึ้นถึง 162 Nm แถมยังรีดน้ำหนักให้เบาลง เบาลง และก็เบาลง จนไม่รู้จะทำยังไงให้เบาลงได้อีกแล้ว และผู้ที่คว้าแชมป์ในสนามนี้ก็คือนักแข่งเจ้าถิ่น Joginder Singh จับคู่กับ David Doig นี่เอง แล้วจากการที่มันคว้าแชมป์มามากมายหลายสนาม นั่นก็ทำให้เจ้า Lancer 1600 GSR นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของฉายาว่า “ราชาทางฝุ่น” นี่เอง
- Starion Group B ที่ไม่มีวันได้เกิด (1988)

หลังจากที่เจ้า Lancer 1600 GSR ประสบความสำเร็จในสนามมาอย่างยาวนาน Mitsubishi ก็มีเป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีกนั่นก็คือการเข้าแข่งขันใน Group B ที่โหดกว่าเดิมด้วยการส่ง Starion ระบบขับ 4 ไปแข่ง แต่ก่อนที่ Starion คันนี้จะเกิด กลับโดนคุมกำเนิดซะก่อนนี่สิ เพราะก่อนที่ตัวรถจะเข้าที่เข้าทางพร้อมแข่งเรียบร้อย กลายเป็นว่ากติกา Group B ถูกยกเลิกไป เพราะปัญหาด้านความปลอดภัยที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง แล้วจะเอาไปแข่งในรายการไหนได้? Mitsubishi ก็ปรับตัวโดยการย้ายไปแข่งในรุ่น Group A และย้ายเอาระบบขับ 4 กับเครื่องยนต์เทอร์โบไปยัดใส่ตัวถังของ Galant โฉมที่ 6 ออกมาเป็น Galant VR-4 นี่เอง
- Galant VR-4 กับจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่

ถึงแม้ว่าเจ้า Galant VR-4 นั้นจะสร้างผลงานคว้าแชมป์อยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1989-1992 แต่ก็ต้องมาปวดหัวตรงที่สนามกลับแคบลง ในขณะที่ตัวรถที่ใหญ่มากก็เริ่มจะแข่งไม่ได้ และเมื่อย้อนกลับมามองคู่แข่งอย่าง Ford ก็ยังต้องเปลี่ยนรถจาก Sierra มาเป็น Escort, Subaru ต้องเปลี่ยนรถจาก Legacy มาเป็น Impreza, Toyota ต้องเปลี่ยนรถจาก Celica มาเป็น Corolla, Hyundai ก็ต้องเปลี่ยนรถจาก Tiburon มาเป็น Accent จะเห็นได้ว่าจากรถเก่าๆ ที่มี 4 ประตูขนาดใหญ่ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นรถที่เล็กลง Mitsubishi ก็คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากจะเอาไส้ในของ Galant VR-4 มายัดใส่ตัวถังของ Lancer โฉมที่ 6 รหัส CD9A หรือที่คนไทยเรียก E-Car
- Mitsubishi Lancer Evolution I

จุดประสงค์เดิมของ Lancer ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรถสปอร์ตแม่บ้าน ไม่ได้บ้าพลังอะไรมากมาย เน้นประหยัดน้ำมัน แต่เมื่อยัดทั้งเครื่องยนต์ 4G63 ฝากะปิ 4 สูบเรียงเทอร์โบขนาด 2 ลิตร 250 แรงม้า ปรับจูนโดยสำนัก AMG ที่ทำรถ Mercedes ใส่ทั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งช่วงล่างรถแข่ง และทั้งบอดี้คิทรถแข่งเข้าไป กลับกลายเป็นไปขัดกับคอนเซ็ปท์เดิมๆ ที่อยากให้เป็น แล้วทาง Mitsubishi จึงต้องคิดแล้วคิดอีกจนได้ข้อสรุปว่า “อ้ะงั้นก็ แยกออกมาเหมือนเป็นร่างวิวัฒนาการของ Lancer ไปซะเลยสิ” กลายมาเป็น Mitsubishi Lancer Evolution หรือ Evo และตามกติกาของ Group A ที่ต้องมีการผลิตตัวรถออกมาขายในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 2,500 คันต่อปี ให้คนทั่วไปสามารถซื้อได้ Mitsubishi ก็ผลิตวางขายอยู่ 2 ปี ปีละ 2,500 คัน
นอกจากนี้ยังมีการแบ่งแยกเจ้า Evo ออกเป็น 2 รุ่นหลักๆ ได้แก่ GSR ที่ขายตามท้องตลาด ใช้ขับขี่บนท้องถนนทั่วไป และ RS ที่เน้นสมรรถนะสูงสุด สำหรับสนามแข่งโดยเฉพาะ ตัดทุกออปชั่นอำนวยความสะดวกออกทั้งหมด เพื่อให้น้ำหนักเบาที่สุด และเบากว่า GSR ถึง 70 กิโลกว่าๆ แต่สิ่งเดียวที่เพิ่มเข้ามานั่นก็คือ “เต็ด” ที่เพลาหลังนี่เอง
- Mitsubishi Lancer Evolution II

ในเดือนมกราคมปี 1994 Mitsubishi ก็เปิดตัว Evo II ที่เหมือนเป็นรุ่นอัปเกรด พร้อมรหัสตัวถัง CE9A ถ้ามองไกลๆ นี่แยกแทบไม่ออกเลย แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่ามันจะมีความแตกต่างอยู่ ทั้งฐานล้อที่ยาวขึ้น 10 มม. ล้อหน้ากว้างขึ้น 15 มม. ล้อหลังกว้างขึ้น 10 มม. ลิ้นกันชนหน้าสีดำ ปีกท้ายใหญ่ขึ้น ฐานปีกท้ายสูงขึ้น และล้อเดิมๆ จากโรงงานที่ให้มาเป็นล้อ OZ 5 ก้านขอบ 15 นิ้ว รวมถึงเครื่องยนต์ 4G63 ก็มีการจูนใหม่ให้แรงขึ้นถึง 256 แรงม้า และผลิตมาทั้งหมด 5,000 คันและขายหมดเกลี้ยงเลยครับภายใน 3 เดือน
- Mitsubishi Lancer Evolution III นักเลง 3 เกียร์

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1995 Evo III ก็ถูกปล่อยออกสู่ท้องตลาดด้วยจำนวนการผลิต 5,000 คัน ซึ่งก็คือรุ่นที่ สุโด เคียวอิจิ ขับนี่เอง และยังเป็น Evo คันแรกที่ Tommi Makinen คว้าแชมป์ WRC

ด้วยตัวถัง CE9A เหมือนเดิมแต่น้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 1,260 กก. สาเหตุเกิดมาจากการที่ปรับปรุงอะไรเยอะแยะไปหมด เพื่อทวงคืนบัลลังก์ราชาทางฝุ่นที่ถูกรถ Subaru Impreza และนักแข่ง Collin McRae แย่งไป โดยจุดที่แตกต่างจาก Evo II ก็คือกระจังหน้าที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้รับอากาศเข้าหม้อน้ำ อินเตอร์คูลเลอร์ และเบรก ได้ดีขึ้น เทอร์โบลูกใหญ่ขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ทรงพลังกว่าเดิมถึง 270 แรงม้า และยังมีลูกเล่นเพิ่มเข้ามานั่นก็คือระบบฉีดน้ำหล่อเย็นเข้าหม้อน้ำ ในส่วนของภายนอกมีการดีไซน์ปีกท้ายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มแรงกดให้มากขึ้น ย้ายไฟเบรกดวงที่ 3 มาไว้ที่ฐานปีกท้าย และยังดีไซน์สเกิร์ตข้างใหม่ กันชนหน้าใหม่ที่ทั้งกว้างและนูนออกมา ครอบไฟเลี้ยวสีส้ม และลิ้นสีเดียวกับตัวถังอีกด้วย

นอกจากนี้ยังเรียกกันติดปากด้วยว่า “รถเฉินหลง” จากการที่มันไปปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง “Thunderbolt เร็วฟ้าผ่า” นี่เอง และด้วยอัตราทดเกียร์ที่แก้ไขใหม่จนโหดกว่าเดิม นั่นจึงทำให้มีอีกฉายานั่นก็คือ “นักเลง 3 เกียร์” อีกด้วย
- Mitsubishi Lancer Evolution IV ท้ายเบนซ์

หลังจากที่ทั้งสองรุ่นที่ผ่านมาผลิตขึ้นบนตัวถัง CE9A จนมาถึงวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 1996 Mitsubishi เปิดตัว Evo IV พร้อมขายจริง ในวันเดียวกัน ด้วยตัวถังใหม่ CN9A ท้ายเบนซ์ เครื่องยนต์และเพลาถูกหมุนกลับด้านเพื่อบาลานซ์น้ำหนัก และแก้ปัญหาเรื่องของอาการขาเป๋ Torque Steer รวมถึงมีการเปลี่ยนเทอร์โบเป็น Twin-scroll Turbo ทำให้ได้แรงม้าขึ้นมาเพิ่มเป็น 280 แรงม้า และนอกจากนี้ ตัว GSR ยังเป็น Evo รุ่นแรกที่มี Active Yaw Control นอกจากนี้ยังให้ ”เต็ด” ล้อหน้าที่ช่วยให้เข้าโค้งได้คมขึ้น ระบบเกียร์ที่ใหญ่ขึ้น แข็งแรง ทนทาน ไม่แตกง่ายเท่ารุ่นก่อนๆ พร้อมล้อ OZ ขอบ 16 นิ้ว

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ Evo IV เป็นที่จดจำคือไฟตัดหมอกที่ใหญ่เบ้อเริ่ม บริเวณกันชนหน้า แต่ว่าในตัวรุ่น RS นั้นจะยังไม่มีไฟตัดหมอกให้ตั้งแต่แรก จะยังเป็นแผ่นกลมๆ ครอบอยู่เฉยๆ และผลิตมาทั้งหมด 6,000 คัน
- Mitsubishi Lancer Evolution V

ต่อมาในเดือนมกราคม ปี 1998 Mitsubishi ก็เปิดตัว Evo V พร้อมรหัสตัวถัง CP9A ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงที่ยังพอสังเกตได้จากภายนอกคือ ปีกท้ายทำจากอะลูมิเนียมไม่มีเสากลาง และเพิ่มโป่งข้างให้ดูกว้างขึ้น เพิ่มช่องอากาศให้ใหญ่ขึ้น ภายในให้เบาะ Recaro ที่รุ่นใหม่และดีกว่าเดิมด้วย SR-Series รวมถึงยังเป็น Evo รุ่นแรกที่ให้เบรก Brembo อีกด้วย และยังมีการปรับปรุงเทอร์โบใหม่ให้ได้แรงบิดที่เพิ่มขึ้นจาก 353 Nm เป็น 372.6 Nm ผลิตขายไปทั้งหมด 7,000 คันนี่เอง
- Mitsubishi Lancer Evolution VI

ในวันที่ 7 มกราคมปี 1999 เปิดตัว Evo VI และวางขาย นับได้ว่าเป็น Evo รุ่นสุดท้ายของ Group A ก็ว่าได้ มีจุดเด่นในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ทนทานมากขึ้น อินเตอร์คูลเลอร์ และ ออยล์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น พร้อมกับมีการดีไซน์บอดี้คิทใหม่ให้ไฟตัดหมอกมีขนาดเล็กลง และเยื้องออกไปด้านนอกของช่องอากาศเพื่อให้รับอากาศเข้าได้ดีกว่าเดิม, แกนเทอร์ไบน์ และกังหันไอเสียของรุ่น RS ก็มีการเปลี่ยนวัสดุใหม่เป็น ไทเทเนียม-อะลูมิไนด์, ส่วนของไฟท้ายที่ยื่นเข้ามาถึงฝากระโปรงท้ายก็ไม่มีอีกต่อไป และนอกจากนี้รุ่น RS ยังมีแยกย่อยออกมาอีกทั้ง RS2 ที่เพิ่มออปชั่นบางส่วนจากรุ่น GSR และรุ่น RS Sprint ที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัด เป็นรุ่นที่จูนมาเป็นพิเศษโดยทีม Ralliart ให้มีน้ำหนักที่เบาลง และซัดพละกำลังเครื่องได้ถึง 330 แรงม้า

จนกระทั่งในเดือนธันวาคมปี 1999 Evo VI ก็เปิดตัวรุ่นพิเศษของทั้ง GSR และ RS นั่นก็คือ Tommi Makinen Edition หรือที่นิยมเรียกว่า Evo 6.5 นี่เองครับซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากปกติก็คือ กันชนหน้าเฉพาะ เบาะ Recaro สีแดงดำปักชื่อ Tommi Makinen, ล้อ Enkei สีขาวขนาด 17 นิ้ว, พวงมาลัย Momo และ หัวเกียร์ หุ้มหนังดีไซน์เฉพาะ, ลดความสูงของรถลง 10 มม. และ อัตราส่วนการหมุนพวงมาลัยที่เร็วขึ้น
- Mitsubishi Lancer Evolution VII

ปี 2001 เดือนสิงหาคม Mitsubishi ก็เปิดตัว Evo VII ซึ่งมาพร้อมกับตัวถังใหม่จากรุ่น Cedia นั่นก็คือ CT9A ทำให้มีน้ำหนักมากกว่าเดิมถึง 100 กิโลเมตร แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ Mitsubishi ได้มีการปรับแก้แชสซีส์อยู่หลายจุด แถมยังปรับแก้อะไรหลายๆ อย่างมาก ทั้งเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ฝาครอบกระเดื่องวาล์ว เพลาลูกเบี้ยว และท่อไอเสียสแตนเลส โครงสร้างตัวถังก็มีการพัฒนาจาก Cedia ให้แข็งแรงกว่าเดิมถึงครึ่งหนึ่งด้วยการเชื่อมรอยต่อของโครงถึง 200 จุด
ส่วนในเรื่องของหน้าตาก็มีการทำกันชนหน้าทรงใหม่ที่มีช่องดักอากาศใหญ่เท่านี่ ทำให้มองเห็นอินเตอร์คูลเลอร์ที่ใหญ่ขึ้น 20 มม. ฝากระโปรงหน้าอะลูมิเนียมมีช่องดักอากาศ ทำให้น้ำหนักเบาลง นอกจากนี้การจูนเครื่องยนต์ของ Evo VII ก็ยังทำให้ได้แรงบิดที่เพิ่มขึ้นมาถึง 383 Nm นอกจากนี้ก็ยังเป็นรถรุ่นแรกของโลกที่ ให้ระบบ Active Center Differential (ACD) ซึ่งเป็นระบบเลือกโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนถึง 3 โหมดทั้ง Tarmac ที่วิ่งบนถนน, Gravel ที่วิ่งบนทางกรวด และ Snow สำหรับวิ่งบนหิมะ แถมเบาะก็ยังเป็นเบาะ Recaro เจ้าเก่าเจ้าเดิม พร้อมพวงมาลัย Momo

จนกระทั่งในเดือนมกราคม ปี 2002 ก็มีการเปิดตัว Evo VII ตัวใหม่ออกมานั่นก็คือ GT-A หรือก็คือ Evo VII เกียร์ออโต้ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่ระบบ Fuzzy Logic ที่ทำให้เจ้าเกียร์ออโต้ตัวนี้สามารถเรียนรู้ และปรับตัวตามน้ำหนักเท้าของคนขับได้ และยังสามารถชิฟท์เกียร์แบบ Sequential ได้ผ่านปุ่ม +,- บนพวงมาลัยได้อีกด้วย แต่สมรรถนะของรถนั้นกลับสู้รุ่นเกียร์ธรรมดาไม่ได้ เพราะต้องใช้เทอร์โบที่เหมาะสมกับเกียร์ออโต้เท่านั้น นั่นจึงทำให้พละกำลังลดลงเหลือ 272 แรงม้า และแรงบิดลดลงเหลือ 343 Nm
- Mitsubishi Lancer Evolution VIII

หลังจากนั้นมา Mitsubishi ก็ปล่อย Evo VIII ออกมาแบบเล่นใหญ่มาก ด้วยการจัดงานทดสอบที่เมืองไทยถึง 4 คันที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา ในช่วงปลายปี 2002 ก่อนจะไปเปิดตัวต่อที่สหรัฐอเมริกาที่งาน Los Angeles Auto Show เมื่อวันที่ 7 มกราคม ปี 2002 และทำตลาดในเดือนกุมภาพันธ์ทันที ถือได้ว่านี่คือ Evo รุ่นแรกในตลาดอเมริกันก็ว่าได้ และที่สำคัญยังเป็นรถที่กระแสดีมากๆ จากการโปรโมทผ่านเกม Gran Turismo อีกด้วย

เอกลักษณ์ของ Evo VIII ที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ กระจังหน้าที่มีติ่งทรงสามเหลี่ยมยื่นขึ้นมาจากกันชนหน้า แต่กลับระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้นไปอีก และไฟท้ายที่ตัดปลายแหลมด้านบนออก บอดี้คิทชิ้นต่างๆ ยังผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ผสมกับพลาสติก ทำให้น้ำหนักเบาลงเข้าไปอีก 2 กก. และยังเปลี่ยนล้อมาใช้ Enkei 6 ก้าน ขอบ 17 นิ้ว ที่น้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อน 3.2 กก. พร้อมดีไซน์ที่ลู่ลมมากกว่าเดิม รวมถึงระบบ Active Yaw Control ที่อัปเกรดให้ดีกว่าเดิมพร้อมตั้งชื่อว่า Super Active Yaw Control แต่ก็ต้องขอวงเล็บว่าระบบนี้ไม่มีติดตั้งมาให้ในตลาดสหรัฐอเมริกา
ที่สำคัญคือรุ่นนี้ไม่มีเกียร์ออโต้ แต่มีรุ่นพิเศษอย่าง MR หรือ Mitsubishi Racing มาวางขายแทน ซึ่งให้เกียร์แมนวล 6 สปีด, โช้ค Bilstein, ล้อแม็ก BBS นอกจากนี้รุ่น RS และ MR ยังให้หลังคาที่ทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ทำให้จุดศูนย์ถ่วงค่อนข้างต่ำอีกด้วย

ในตลาดอังกฤษ เจ้า Evo VIII ยังมีการขายรุ่นย่อยออกมาเยอะแยะมาก ตามแรงม้าที่ทำได้ทั้งรุ่น 260, FQ300, FQ320, FQ340 และ FQ400 ซึ่งเจ้าตัว FQ400 นั้นมีการพัฒนาเครื่องยนต์ให้ซัดได้ถึง 400 แรงม้าอีกด้วย และเรื่องตลกของรถรุ่นเหล่านี้ก็คืออักษรย่อ FQ ที่ Mitsubishi ไม่เคยออกมาเผยเลยว่ามันย่อมาจากอะไร แต่ก็มีแฟนๆ Evo จำนวนมากต่างก็แซวว่ามันย่อมาจาก “F**king Quick” อีก ด้วยความที่เจ้า FQ400 สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ 3.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 282 กม./ชม.
นั่นจึงทำให้ Top Gear นึกคึกเอามาแข่งจับเวลา Power Lap ที่สนามคู่กับ Lamborghini Murcielago แต่เป็นที่น่าเสียดายมากที่เจ้า Evo VIII FQ400 คันนี้ไม่สามารถเค้นสมรรถนะได้เต็มที่เพราะพื้นสนามเปียก ในขณะที่รอบจับเวลาของ Murcielago พื้นสนามยังแห้งอยู่ นั่นจึงทำให้เจ้า Evo คันนี้ทำเวลาไปได้ 1:24.8 นาที ในขณะที่ Murcielago ทำเวลาไปได้ 1:23.7 นาที ช้ากว่าถึง 1.1 วินาที
แต่ว่าในนิตยสาร Evo Magazine ของ Carwow ได้มีการทดสอบ Evo VIII รุ่นนี้ที่สนาม Bedford ผลที่ได้คือสามารถทำเวลาต่อรอบเร็วกว่า Audi RS4 และ Porsche 911 Carrera 4S
- Mitsubishi Lancer Evolution IX

เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 มีนาคมปี 2005 ไฮไลต์เด่นๆ ของรุ่นนี้เลยคือเพิ่มระบบวาล์ว MIVEC ที่ฝั่งไอดี พร้อมปรับปรุงเทอร์โบใหม่ด้วยวัสดุที่น้ำหนักเบาลงจนทำให้เค้นพลังได้สูงถึง 287 แรงม้า แรงบิดสูงขึ้นถึง 392 Nm พร้อมกับปรับปรุงกันชนหน้าใหม่ เอาติ่งทรงสามเหลี่ยมที่โลโก้ออกเพื่อให้ระบายความร้อนได้ดีมากขึ้น รุ่น RS และรุ่น GT มีการเปลี่ยนวัสดุใบพัดเทอร์โบเป็น ไทเทเนียม และแมกนีเซียมอัลลอยด์ เพื่อให้สู้กับแรงบิดที่สูงขึ้นได้ ส่วนในรุ่น MR นั้นก็ยังคงเอกลักษณ์จาก Evo VIII เหมือนเดิม

นอกจากนี้ทาง Mitsubishi ยังออกรุ่นที่หายากมากอีกรุ่นหนึ่งก็คือ Evo Wagon ซึ่งผลิตบนแชสซีรหัส CT9W ก็มีทั้งรุ่น GT, GT-A และ MR อีกด้วย ซึ่งเจ้ารุ่น GT-A เกียร์ออโต้ยังใช้เครื่องยนต์ 4G63 จาก Evo VIII เหมือนเดิมที่ไม่มีระบบวาล์ว MIVEC และเทอร์โบที่มีขนาดเล็กทำให้แรงบิดลดลงไปพอสมควร
- Mitsubishi Lancer Evolution X

จนกระทั่งในปี 2005 Mitsubishi เปิดตัวรถ Evo รุ่นใหม่ในงาน Tokyo Motor Show ภายใต้ชื่อ Concept-X ซึ่งออกแบบโดยนักออกแบบชาวบอสเนีย Omer Halilhodžić นับได้ว่านี่คือ Evo รุ่นแรกและรุ่นเดียวที่ออกแบบในยุโรป และเปิดตัวในงาน North American International Auto Show ในปี 2007 ภายใต้ชื่อ Prototype-X ก่อนจะปล่อยขายด้วยชื่อ Mitsubishi Lancer Evolution X ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ปี 2007 ปล่อยขายในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมกราคมปี 2008 ปล่อยขายในแคนาดาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 และปล่อยขายในสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2008

เจ้า Evo X รุ่นนี้มีดีไซน์ที่ฉีกไปจากเดิมอย่างสุดขั้ว เพราะมันถูกดีไซน์บนแชสซีส์รหัส CZ4A และได้หัวใจใหม่เป็น 4B11T 4 สูบเรียงขนาด 2 ลิตร เทอร์โบ ทำจากวัสดุอะลูมิเนียม-อัลลอยด์ทั้งตัว เครื่องยนต์รุ่นนี้ออกแบบ และ ผลิตโดยบริษัท Global Engine Manufacturing Alliance หรือ GEMA ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Chrysler, Mitsubishi และ Hyundai นี่เอง

Evo X นั้นก็วางขายมาเรื่อยๆ และรุ่นย่อยกับสเปคต่างๆ ก็แตกต่างกันไปตามประเทศที่วางขายอีกด้วย จนในที่สุดก็ปล่อยรุ่น Final Edition ออกมาในปี 2015 เป็นการปิดตำนาน “ราชาทางฝุ่น” ไปในที่สุด
- Mitsubishi E Evolution Concept

ในงาน Tokyo Motor Show ปี 2017 Mitsubishi ได้เผยโฉมรถคอนเซ็ปต์อย่าง Mitsubishi e-Evolution Concept ซึ่งเป็นรถ Crossover พลังงานไฟฟ้าที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยี AI ขั้นสูง ก่อนจะมาโชว์ตัวในงาน Motor Show ที่ประเทศไทยบ้านเราเมื่อปี 2019 สุดท้ายแล้วข่าวก็เงียบไปอยู่ดี ทุกวันนี้ที่เห็นๆ ก็มีแต่ภาพในจินตนาการของศิลปินคนแล้วคนเล่าที่ออกแบบใส่ไอเดียกันสนุกสนาน อนาคตของ Mitsubishi Lancer Evolution จะเป็นอย่างไร? ทุกวันนี้ไม่อาจรู้ได้นอกจากทาง Mitsubishi จะออกมายืนยันด้วยตัวเอง

แม้ชื่อ Lancer Evolution จะหยุดอยู่ที่รุ่น Evo X แต่จิตวิญญาณของมันไม่เคยหายไปจากหัวใจสายซิ่ง “อีโว” คือสัญลักษณ์แห่งพลัง เทคโนโลยี และความเร้าใจที่เกิดจากสนามแข่งจริง มันพิสูจน์แล้วว่าซีดานธรรมดาก็กลายเป็นตำนานได้ หากมีจิตวิญญาณแห่งความเร็วอยู่ในตัว และต่อให้ยุคสมัยเปลี่ยนไป เสียงเทอร์โบและแรงดึงของขับสี่ยังจะคงอยู่ในความทรงจำ ตำนานขับสี่จ้าวทางฝุ่น ที่ไม่มีวันเลือนหาย สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
ฮอนด้าเปิดตัว “Super Cub Lite Series” จักรยานยนต์ 110cc พิกัด “รถจักรยานยนต์มาตรฐานใหม่” ในญี่ปุ่นเตรียมทำตลาด 11 ธ.ค. 2025

ฮอนด้า (Honda) สร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดรถจักรยานยนต์สัญจร (Commuter) ด้วยการประกาศเปิดตัวรถจักรยานยนต์ตระกูล Super Cub สามรุ่นใหม่ ได้แก่ “Super Cub 110 Lite,” “Super Cub 110 Pro Lite,” และ “Cross Cub 110 Lite” ซึ่งได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับ “มาตรฐานใหม่สำหรับรถจักรยานยนต์ประเภทที่ 1” (เทียบเท่า 50cc เดิมในแง่ของใบอนุญาต) ของญี่ปุ่น โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 11 ธันวาคม 2025 นี้
การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับต่อกฎระเบียบใหม่ของญี่ปุ่นที่อนุญาตให้รถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบสูงกว่า 50cc แต่มีกำลังเครื่องยนต์จำกัด สามารถจัดอยู่ในประเภทเดียวกับรถจักรยานยนต์ประเภทที่ 1 (ที่ขับขี่ได้ด้วยใบขับขี่รถยนต์ หรือใบขับขี่รถจักรยานยนต์ประเภทที่ 1)
รายละเอียดสำคัญของ Lite Series
HONDA SUPER CUB110 Lite HONDA SUPER CUB110 PRO Lite HONDA CROSS CUB110 Lite รุ่น “Lite” ทั้งสามรุ่นนี้มีพื้นฐานมาจากรุ่น Super Cub 110, Super Cub 110 Pro, และ Cross Cub 110 โดยมีจุดเด่นที่สำคัญคือ:
เครื่องยนต์ 109cc ที่ปรับจูนใหม่: แม้จะใช้เครื่องยนต์ 109cc เท่าเดิม แต่กำลังสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 4.7 แรงม้า (ต่ำกว่าเกณฑ์สูงสุด 5.4 แรงม้า ของมาตรฐานใหม่) โดยปรับจากการตั้งค่าการจ่ายเชื้อเพลิง (Fuel Injection) เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานด้วยใบอนุญาตที่ง่ายขึ้น
ความเหนือกว่าด้านสมรรถนะ:ผู้พัฒนาเน้นย้ำว่า แม้กำลังจะลดลง แต่แรงบิดที่สูงของเครื่องยนต์ 110cc ยังคงอยู่ ทำให้รถมีอัตราเร่งที่ “ทรงพลังและราบรื่นตั้งแต่รอบต่ำ” ดีกว่ารถ 50cc ดั้งเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในการออกตัวบนทางลาดชัน และยังมีความเงียบกว่า
อุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน: ยังคงมาพร้อมกับชุดล้อแม็ก และดิสก์เบรกหน้า รวมถึงยางแบบไม่มียางใน (Tubeless) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เทียบเท่ากับรุ่น 110cc ระดับพรีเมียม
ความแตกต่างภายนอก (Lite Identity): เนื่องจากจัดอยู่ในประเภทที่ 1 จึงมีการตัดคุณสมบัติของรถประเภทที่ 2 ออก ได้แก่:
- ถอดสติกเกอร์/เทปสีขาวบนบังโคลน (สัญลักษณ์ของรถประเภทที่ 2)
- ถอดที่พักเท้าสำหรับผู้โดยสาร
- แผงมาตรวัดขยายขีดสูงสุดเป็น 60 กม./ชม. พร้อมเพิ่มไฟเตือนความเร็ว และมีจอ LCD แสดงตำแหน่งเกียร์
ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย
รถจักรยานยนต์ Lite Series ทุกรุ่นมีราคาถูกกว่ารุ่น 110cc พื้นฐาน 11,000 เยน และจะวางจำหน่ายพร้อมกันในวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2025
Super Cub 110 Lite ราคา อยู่ที่ 341,000 เยน
Super Cub 110 Pro Lite ราคา อยู่ที่ 385,000 เยน
Cross Cub 110 Lite ราคา อยู่ที่ 401,500 เยน
ผู้พัฒนาฮอนด้าแสดงความภาคภูมิใจในการนำรถในตำนานอย่าง Super Cub มาปรับให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ เพื่อมอบ “ความคล่องตัวและความสะดวกในการใช้งานที่ไม่แตกต่างจากรุ่น 50cc เดิม” แต่มาพร้อมกับ “แรงบิดที่เหนือกว่า” ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คนในญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
HONDA SUPER CUB110 Lite HONDA SUPER CUB110 Lite HONDA SUPER CUB110 PRO Lite HONDA SUPER CUB110 PRO Lite HONDA CROSS CUB110 Lite































































































































