-
ประวัติ Ford และเฮนรี่ ฟอร์ด – จากวิสัยทัศน์สู่ถนนทั่วโลก

เด็กชายในฟาร์มที่หลงใหลเครื่องจักรกล สู่ผู้ปฏิวัติที่นำพาจุดกำเนิดของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นแรงบันดาลใจทั้งด้านวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และความกล้าที่จะคิดต่าง โดยเรื่องราวของแบรนด์รถยนต์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเดินทางของมนุษยชาติสู่ปัจจุบันนี้
- จุดเริ่มต้นของตำนาน

เฮนรี่ ฟอร์ด เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1863 ในฟาร์มแห่งหนึ่งใกล้เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เด็ก เขามีความสนใจในเครื่องจักรกลเป็นอย่างมากโดยเฉพาะนาฬิกา ซึ่งเขาชอบแกะออกมาดูกลไกภายในและประกอบกลับเข้าไปใหม่ เมื่ออายุ 16 ปี เขาออกจากบ้านเพื่อไปเป็นช่างกลฝึกหัดในเมืองดีทรอยต์ ที่นั่นเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรไอน้ำและเครื่องยนต์ต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับอนาคตของเขา

จนกระทั่งในปี 1888 เฮนรี่ แต่งงานกับ คลาร่า เจน ไบรอันท์ และให้กำเนิดลูกชายชื่อ เอดเซล ฟอร์ด หลังจากนั้นมา เฮนรี่ ได้เข้าทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัท Edison Illuminating Company ในปี 1891 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในชีวิตการทำงานของเขา ที่นี่เองที่เขาได้พบกับ โธมัส เอดิสัน ผู้ซึ่งกลายเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาของเขาในเวลาต่อมา

แต่ความฝันของเฮนรี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาหลงใหลในแนวคิดของยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง และในปี 1896 เขาได้สร้างรถยนต์คันแรกของตัวเองที่เรียกว่า “Quadricycle” หลังจากความสำเร็จของ Quadricycle เฮนรี่ได้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor Company ในปี 1903 โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะผลิตรถยนต์ที่มีราคาไม่แพงสำหรับชาวอเมริกันทั่วไป

ความสำเร็จครั้งใหญ่ของ Ford มาถึงในปี 1908 เมื่อบริษัทเปิดตัวรถยนต์รุ่น Model T ซึ่งกลายเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในยุคนั้น ด้วยราคาที่ย่อมเยาและคุณภาพที่ดี Model T ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวอเมริกันไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ เฮนรี่ ฟอร์ด ยังเป็นผู้บุกเบิกระบบการผลิตแบบสายพาน (Assembly Line) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก วิธีการนี้ไม่เพียงแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกอีกด้วย

เฮนรี่ ฟอร์ด ประสบกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมาก ในปี 1919 เขาส่งมอบตำแหน่งประธานบริษัทให้กับลูกชายของเขา เอดเซล ฟอร์ด แต่ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากในการดำเนินงานของบริษัท อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเฮนรี่และเอดเซลมักจะตึงเครียด เนื่องจาก เฮนรี่ มักจะแทรกแซงการตัดสินใจของลูกชาย โดยเฉพาะในเรื่องการออกแบบรถยนต์และการบริหารจัดการ


Lincoln Continental SS-100-X รถประจำตำแหน่งประธานาธิบดี John F. Kennedy
และในปี 1922 Ford Motor เข้าซื้อกิจการแบรนด์รถยนต์สุดหรู ที่ตั้งชื่อตามประธานาธิบดี Lincoln ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1917 และกลายเป็นที่จดจำในฐานะ รถประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกหลายต่อหลายคนในอนาคตหลังจากนั้น เช่น Franklin D. Roosevelt, Harry S. Truman, John F. Kennedy, Richard Nickson, Jimmy Carter หรือแม้กระทั่ง Ronald Reagan
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัท Ford ได้มีส่วนร่วมในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 Liberator ที่ผลิตในโรงงาน Willow Run ของ Ford หลังจาก เอดเซล ผู้เป็นลูกชายเสียชีวิตในปี 1943 ด้วยโรคมะเร็ง เฮนรี่ ฟอร์ด กลับมาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอีกครั้ง แม้ว่าสุขภาพของเขาจะเริ่มทรุดโทรมลงในช่วงนี้ เขาได้เผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์หลังสงคราม

ในปี 1945 เฮนรี่ ฟอร์ด ได้ส่งมอบการควบคุมบริษัทให้กับหลานชายของเขา เฮนรี่ ฟอร์ดที่ 2 ซึ่งเป็นลูกชายของ เอดเซล เฮนรี่ ฟอร์ดที่ 2 ได้นำพาบริษัทเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยการปรับปรุงการบริหารจัดการและการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในวาระสุดท้ายของชีวิต เฮนรี่ ฟอร์ด ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านพักของเขาในดีร์บอร์น รัฐมิชิแกน เขายังคงสนใจในกิจการของบริษัทและมักจะให้คำปรึกษาแก่ทีมผู้บริหาร แม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานประจำวันแล้วก็ตาม นอกจากนี้ เฮนรี่ ฟอร์ด ยังใช้เวลาในการทำงานด้านการกุศลผ่านมูลนิธิฟอร์ด (Ford Foundation) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1936 มูลนิธินี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการศึกษา วิทยาศาสตร์ และการพัฒนาสังคม
เฮนรี่ ฟอร์ด เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 เมษายน 1947 ที่บ้านของเขาในดีร์บอร์น ด้วยวัย 83 ปี งานศพของเขาจัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์พอล ในดีร์บอร์น และมีผู้เข้าร่วมไว้อาลัยกว่า 100,000 คน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและความเคารพที่ผู้คนมีต่อเขา แล้วมรดกของ เฮนรี่ ฟอร์ด ยังคงสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ผ่านบริษัท Ford Motor Company รวมถึงแนวคิดด้านการผลิต นวัตกรรม และการบริหารธุรกิจที่เขาได้ริเริ่มไว้ ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้
- ทิศทางของ Ford หลังสิ้นสุดยุคสมัย

เออร์เนสต์ โรเบิร์ต บรีช
หลังจาก เฮนรี่ ฟอร์ด ได้จากโลกนี้ไป 1 ปี ก็ได้มีการจ้างนาย เออร์เนสต์ โรเบิร์ต บรีช ที่ดำรงตำแหน่งประธานของ Bendix ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายบบริหารของ Ford และขึ้นมาเป็นประธานบอร์ดบริหารในปี 1955 ในส่วนของ นาย เฮนรี่ ฟอร์ดที่ 2 ผู้ซึ่งเป็นหลานชายก็ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ประธานในปี 1945-1960 และดำรงตำแหน่ง CEO ในปี 1960-1980 จนกระทั่งในปี 1965 Ford ได้ให้กำเนิดม้าคลั่งขวัญใจมหาชน นั่นก็คือ Mustang และกลายมาเป็นไลน์อัพรถยนต์ของ Ford ที่อายุยืนที่สุดเท่าที่เคยมีมา และในปี 1966 Ford ก็เปิดตัวรถ SUV รุ่น Bronco ออกมาเป็นโฉมแรก

Ford Pinto
ในเมื่อมีความสำเร็จก็ย่อมต้องมีความล้มเหลว และความล้มเหลวที่ร้ายแรงที่สุด คือ Ford Pinto ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 1971-1980 มียอดขายมากกว่า 3 ล้านคัน แต่ถูกประทับหน้าว่าเป็นรถที่อันตรายที่สุดในโลก

เพราะถังน้ำมันอยู่ติดท้ายรถมากเกินไป จนเกิดเหตุน่าสลดขึ้นเมื่อมันเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนผู้ขับขี่บาดเจ็บสาหัส และเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น และศาลก็ออกคำสั่งให้ Ford ต้องยกเลิกการผลิตรถรุ่นนี้ และเสียค่าปรับไปกว่า 125 ล้าน USD หรือ 2,500 ล้านบาท

Ford Ranger (1983)
ในปี 1983 Ford จากเดิมที่เคยผลิตรถกระบะมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ได้ผ่านมรสุมต่างๆมากมายจากการที่มีรถกระบะแบรนด์ต่างๆจากยุโรปและญี่ปุ่นเข้ามาตีตลาดแทบแตก และไหนจะเกิดวิกฤตน้ำมันอีกก็เริ่มเปิดตัว Ford Ranger ขึ้นมา และดุดันไม่เกรงใจใครจนถึงปัจจุบัน และในปี 2009 Ford ก็ยังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่นั่นก็คือ EcoBoost ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาดเล็กที่ให้กำลังสูงแต่ประหยัดน้ำมัน เทคโนโลยีนี้ใช้การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง (direct injection) ร่วมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำให้ได้เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยไอเสียได้ดีขึ้น
- Ford ในประเทศไทย

Ford เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 1995 ภายใต้ชื่อบริษัท ฟอร์ด โอเพอเรชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่าย ต่อมาในปี ค.ศ. 1997 Ford ได้ร่วมทุนกับบริษัท มาสด้า คอร์ปอเรชั่น จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อก่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ซึ่งนับเป็นการลงทุนครั้งสำคัญของ Ford ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานแห่งนี้เริ่มการผลิตรถยนต์รุ่นแรกในปี ค.ศ. 1998 คือ Ford Ranger รถกระบะที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการผลิตรถยนต์รุ่นอื่นๆ เช่น Ford Everest, Ford Fiesta และ Ford Focus
Ford ได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในปี ค.ศ. 2012 Ford ได้ลงทุนเพิ่มเติมกว่า 27,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่สองในจังหวัดระยอง และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค แล้ว Ford ยังได้นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ สู่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทย เช่น ระบบ SYNC ที่ช่วยในการเชื่อมต่อและควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยนต์ด้วยเสียง

นอกจากนี้ Ford ยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ในประเทศไทย เช่น โครงการขับขี่ปลอดภัย Ford Driving Skills for Life ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขับขี่อย่างปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน Ford ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญในประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาดที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะและรถอเนกประสงค์ (SUV)
- วิธีคิดแบบเฮนรี่ ฟอร์ด
เฮนรี่ ฟอร์ด ไม่ใช่แค่นักประดิษฐ์หรือนักธุรกิจธรรมดา แต่เขาเป็นนักคิดที่มองการณ์ไกล วิธีคิดของเขาที่ปฏิวัติวงการอุตสาหกรรม มีดังนี้
– การผลิตแบบสายพาน
เฮนรี่นำเสนอระบบการผลิตแบบสายพานในปี 1913 ซึ่งปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ระบบนี้ลดเวลาการประกอบ Model T จาก 12 ชั่วโมงเหลือเพียง 2 ชั่วโมง 30 นาที นวัตกรรมนี้ทำให้สามารถผลิตรถยนต์ได้เร็วขึ้นและมีราคาถูกลง ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
– ราคาที่จับต้องได้
เขาเชื่อว่ารถยนต์ไม่ควรเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนรวย แต่ควรเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้
ในปี 1908 Model T มีราคาเริ่มต้นที่ 825 ดอลลาร์ และลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 260 ดอลลาร์ในปี 1925 นโยบายนี้ทำให้ชนชั้นกลางสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ เปลี่ยนแปลงสังคมอเมริกันอย่างมาก– นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
เฮนรี่ ไม่เคยหยุดคิดค้นและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของเขา แล้วส่งเสริมให้พนักงานคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต จน Ford ได้รับสิทธิบัตรมากกว่า 160 ชิ้นในช่วงชีวิตของ เฮนรี่
– การให้ความสำคัญกับพนักงาน
ในปี 1914 เขาประกาศนโยบาย “$5 Day” โดยเพิ่มค่าแรงจาก 2.34 ดอลลาร์ต่อวัน เป็น 5 ดอลลาร์ต่อวัน
เขาลดชั่วโมงการทำงานจาก 9 ชั่วโมงเป็น 8 ชั่วโมงต่อวัน นโยบายนี้ช่วยลดอัตราการลาออกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้งยังทำให้พนักงานมีกำลังซื้อรถยนต์ Ford ได้– มองเห็นภาพใหญ่
เฮนรี่ไม่ได้มองแค่การขายรถยนต์ แต่เขามองเห็นว่ารถยนต์จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนอย่างไร เขาสนับสนุนการสร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเขามองว่ารถยนต์จะช่วยให้ผู้คนมีอิสระในการเดินทางและเปิดโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต
- บทบาทในสนาม

ในส่วนของวงการมอเตอร์สปอร์ต Ford นับได้ว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีความโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ และมักจะไปโผล่ในการแข่งขันรูปแบบต่างๆ เช่น การแข่งขันเอ็นดูรานซ์ รายการต่างๆ ที่เริ่มส่ง Ford GT40 ไปลงแข่งขันครั้งแรกที่สนาม Nurburgring 1000 km เมื่อเดือนพฤษภาคม 1964 เพราะระบบช่วงล่างมีปัญหาจึงแข่งไม่จบ และยังมีปัญหามาเรื่อยจนกระทั่งมีอยู่คนหนึ่งที่ช่วยให้ Ford แก้ตัวได้สำเร็จ นั่นก็คือ Carroll Shelby และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกที่สนาม Daytona 2000km เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 1965 โดยที่ได้ เคน ไมลส์ และ ลอยด์ รูบี เป็นนักขับให้กับทีม และคว้าอันดับที่ 2 ในรายการ Sebring 12hr เมื่อเดือนมีนาคมปีเดียวกัน ผลงานโด่งดังที่สุดของ Ford GT40 มาจากการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ปี 1966 ที่กวาดตำแหน่ง 1-2-3 ไปหมดเกลี้ยง โดยนักขับที่ได้อันดับที่ 1 คือ บรูซ แมคลาเรน จับคู่กับ คริส อามอน อันดับที่ 2 คือ เคน ไมลส์ จับคู่กับ เดนนี่ ฮูล์ม และอันดับที่ 3 คือ รอนนี บัคนัม จับคู่กับ ดิก ฮัทเชอร์สัน และการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ก็มีอยู่ในหนังเรื่อง Ford v Ferrari

ถัดมาที่ IndyCar ที่ Ford ก้าวเข้าสู่สังเวียนครั้งแรกในปี 1935 ด้วยการส่งเครื่องยนต์ V8 ให้ทีม Miller-Ford ไปแจ้งเกิด และยังสนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับ Lotus เป็นครั้งแรกในปี 1963 และคว้าแชมป์มาได้ในปี 1965 ด้วยเครื่องยนต์ V8 DOHC จนกระทั่งในปี 1976 Ford ได้ร่วมพัฒนาเครื่องยนต์กับ Cosworth ออกมาเป็นเครื่อง DFX ขนาด 2.6 L เทอร์โบ และคว้าแชมป์ Indianapolis 500 มาถึง 18 ครั้ง ในวันที่ 12 พฤษภาคม 1996 Arie Luyendyk สามารถสร้างสถิติทำความเร็วในการแข่งขันรอบ ควอลิฟายเร็วที่สุด ทั้ง 1 รอบที่ความเร็วเฉลี่ย 382.216 กม./ชม. และ 4 รอบที่ความเร็วเฉลี่ย 381.392 กม./ชม. โดยที่สถิตินี้ยังคงอยู่มาถึงปี 2022
ต่อมาในส่วนของการแข่งขัน Formula 1 Ford มีส่วนร่วมในการแข่งขันนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1967 และหยุดพักไปยาวตั้งแต่ปี 2004 ในช่วงระหว่างนี้ ทีม Lotus และทีม McLaren ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Ford ที่พัฒนาร่วมกับ Cosworth เช่นกัน สามารถคว้าแชมป์มาได้ถึง 176 สนาม และยังเข้าซื้อทีม Stewart Grand Prix เพื่อฟอร์มทีม Jaguar Racing ขึ้นมาในปี 2000 แต่หลังจากที่ทีมนี้สร้างผลงานมาได้เพียง 5 ซีซั่น Ford ก็หยุดพักจาก Formula 1 พร้อมขายทีม Jaguar Racing ซึ่งต่อมาทีมนี้ก็กลายมาเป็นทีม กระทิงแดง Red Bull Racing ส่วน Cosworth ก็ถูกขายให้กับ Gerald Forsythe กับ Kevin Kalkhoven

จนกระทั่ง เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา Ford ได้ประกาศว่าจะกลับมาสนับสนุนเครื่องยนต์ต่อ ในปี 2026 โดยการจับมือร่วมกับทีมรองของกระทิงแดงอย่าง Visa Cash App RB Formula 1 ที่เพิ่งแจ้งเกิดในฐานะทีมน้องใหม่เมื่อปี 2024
ในสนาม Drag เราจะพบเห็นได้บ่อยในการแข่งขันรุ่น Funny Cars ของ NHRA ด้วยรถ Mustang ส่วนของสนาม Drift เราก็มักจะได้เห็น Ford Mustang โชว์ลีลาเชือดเฉือนกับคู่แข่งอย่างบ้าคลั่งในรายการใหญ่ๆ ทั้ง Formula Drift หรือ D1 Grand Prix โดยนักแข่งขาประจำก็คือ Vaughn Gittin Jr. และนอกจากนี้ Diego Higa นักดริฟท์ชาวบราซิลยังเคยคว้าแชมป์ในรายการ Netflix Hyperdrive เมื่อปี 2019 ด้วยรถ Mustang V8 รุ่นปี 2006

Ford Coupe ของ Red Byron แชมป์ NASCAR คนแรก
รายการแข่งขัน NASCAR มีนักแข่ง Red Byron นำรถ Ford Coupe ปี 1939 มาเข้าร่วมจนได้เป็นแชมป์คนแรกของรายการนี้ ในปัจจุบัน Ford เป็นหนึ่งใน 3 แบรนด์หลักที่เข้าแข่งขันทั้ง 3 รายการย่อย และรถที่ใช้แข่งขันก็มีทั้ง Mustang GT ในรายการ NASCAR Cup Series และ Xfinity Series ส่วนอีกคันก็คือ F-150 ในรายการ NASCAR Craftsman Truck Series และยังมีรายการแข่งขันอีกมากมายที่ Ford ได้เข้าร่วมมา

Ford Mustang GT

Ford F-150
จากวิสัยทัศน์ของเฮนรี่ ฟอร์ด สู่การสร้างสรรค์ยานยนต์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วโลก วันนี้ “Ford” ยังคงเดินหน้าพัฒนา นวัตกรรมและยึดมั่นในเจตนารมณ์เดิม เพื่อขับเคลื่อนอนาคตการเดินทางของมนุษยชาติให้ก้าวไกลอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Toyota… แบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นที่ครองใจคนทั่วโลก

เราทุกคนคงจะรู้จัก Toyota กันเป็นอย่างดี หลายๆ คนใช้รถแบรนด์นี้กันอยู่ แต่เรื่องราวเบื้องหลังนั้นหลายๆ คนอาจจะลืมไปแล้วว่ามีจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอุตสาหกรรมยานยนต์เลย สกู๊ตนี้จะเล่าย้อนประวัติศาสตร์ว่า กว่าจะมีวันนี้ได้ Toyota เคยผ่านอะไรมาบ้าง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1920 นาย Kiichiro Toyoda ที่มีความสนใจในหลักการทำงานของเครื่องทอผ้า จากการที่ นาย Sakichi Toyoda พ่อของ Kiichiro เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตสิ่งทอ Toyoda Boshoku เขาเรียนจบภาควิชาวิศวะเครื่องกล มหาวิทยาลัยโตเกียว โดยตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียล” และเรียนต่อในคณะนิติศาสตร์อีกประมาณ 7 เดือน Kiichiro ก็เดินทางกลับมาทำงานในบริษัทของพ่อ ที่เมือง Nagoya
ต่อมาปี 1921 Kiichiro เดินทางไปศึกษาดูงานอุตสาหกรรมทอผ้าทั้งในยุโรป และอเมริกา แต่สิ่งที่เขาเห็นแล้วต้องเหวอ ก็คือถนนหนทางในเมืองนอก มีแต่รถยนต์เต็มไปหมด ทำให้คิดขึ้นมาว่ายุคสมัยของรถยนต์จะต้องมาถึงญี่ปุ่นในสักวันนึง
การเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ ในญี่ปุ่นสมัยก่อนนั้นส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยรถไฟ จนกระทั่งในปี 1923 ก็เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.9 ริกเตอร์ขึ้นในเขตภูมิภาค Kanto ขึ้น ทำให้ทางรถไฟหลายสายพังเสียหาย รัฐบาลญี่ปุ่นจึงต้องสั่งซื้อโครงรถกระบะจาก Ford มาทำเป็นรถโดยสารชั่วคราวในชื่อ Ford TT Entarou-Bus ที่นั่งก็จะคล้ายกับรถสองแถว และทำให้แนวคิดของ Henry Ford ว่ารถยนต์ต้องเป็นอะไรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ ใครๆ ก็ซื้อได้ ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย หรู แพง เริ่มมีอิทธิพลมาถึงญี่ปุ่นในที่สุด

ในปี 1924 Sakichi Toyoda ผู้เป็นพ่อในวัย 57 ปี ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องทอผ้าอัตโนมัติขึ้นมาในชื่อว่า Toyoda Model G ความพิเศษของเครื่องทอผ้าตัวนี้ คือสามารถหยุดการทำงานด้วยตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ทำให้ช่างสามารถเข้ามาแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ซึ่งต่อมาก็กลายมาเป็นรากฐานให้กับกรรมวิธีในการผลิตรถมาจนถึงปัจจุบัน และถูกจดทะเบียนให้เป็นมรดกทางวิศวกรรมของประเทศญี่ปุ่นในปี 2007
2 ปีต่อมา ในปี 1926 พ่อ-ลูก ตระกูล Toyoda ก็ได้ก่อตั้งบริษัท Toyoda Automatic Loom Works เพื่อผลิตเครื่องทอผ้าโดยเฉพาะ และ Kiichiro ที่เริ่มสนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ และลองเอาระบบการผลิตแบบสายพานมาใช้กับการผลิตเครื่องทอผ้า ก่อนจะสั่งนำเข้าเครื่องจักรที่จำเป็นเตรียมไว้สำหรับการผลิตรถในเวลาต่อมา รวมถึงยังซื้อรถ Chevrolet มาทดลองชำแหละชิ้นส่วนและประกอบใหม่ร่วมกับทีมวิศวกร ทำอย่างนี้ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับวิธีการประกอบรถยนต์

นอกจากนี้ในปี 1929 สิทธิบัตรของเครื่องทอผ้า Toyoda Model G ก็ถูกขายให้กับบริษัท Platt Bros.จากอังกฤษ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสิ่งทอรายใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วยราคา 1 แสนปอนด์ หรือเท่ากับ 270 ล้านบาทไทย ในปัจจุบัน โดยที่ Kiichiro เดินทางไปเซ็นรับรองการโอนสิทธิบัตรด้วยตัวเอง
ในช่วงที่ Kiichiro เดินทางไปต่างประเทศเป็นรอบที่สองนี้เอง เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไปเร็วมาก และยังเดินทางไปดูโรงงาน Ford Motor ที่เมือง Detroit รัฐ Michigan สหรัฐอเมริกา
หลังจากที่เดินทางกลับมาญี่ปุ่น บริษัท Toyoda Automatic Loom Works เกิดปัญหาขึ้นมา เมื่อยอดขายเครื่องทอผ้าลดหายไปกว่าครึ่ง จากปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมาทั้ง สงครามโลกครั้งที่ 1, เหตุแผ่นดินไหวใน Kanto และ วันอังคารทมิฬ แถม Sakichi Toyoda ผู้เป็นพ่อก็ยังจากโลกนี้ไป ในวันที่ 30 ตุลาคม ปี 1930 ด้วยวัย 63 ปี

รถยนต์ Toyota รุ่นแรก
Kiichiro ต้องขึ้นมาบริหารบริษัท Toyoda Automatic Loom Works ต่อจากพ่อ และเปิดแผนกยานยนต์ขึ้นมาในวันที่ 1 กันยายน ปี 1933 และพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นแรกในชื่อ Type A เมื่อวันที่ 25 กันยายน ปี 1934 ก่อนจะเปิดตัวรถยนต์ซีดานต้นแบบรุ่นแรกในชื่อ A1 เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1935
ในวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1935 รถบรรทุก G1 ถูกพัฒนาขึ้นและปล่อยออกสู่ท้องตลาดในวันที่ 21 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน โดยมียอดการผลิตทั้งหมด 379 คัน สนนราคาอยู่ที่ 2,900 เยน หรือ 19,500 บาทไทย ในปัจจุบัน

ถัดมาในเดือนเมษายนปี 1936 รถ A1 รุ่น Minorchange ก็ปล่อยออกสู่ท้องตลาดในชื่อว่า AA สนนราคาอยู่ที่ 3,350 เยน หรือเท่ากับ 22,100 บาทในปัจจุบัน ในเดือนต่อมาเดือนพฤษภาคม โรงงานแห่งใหม่ในเมือง Kariya จังหวัด Aichi ก็ถูกก่อสร้างจนแล้วเสร็จ และในเดือนกรกฎาคม ปี 1936 Toyota มีการส่งออกรถไปวางขายในตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยเริ่มจากเอารถบรรทุก G1 ไปขายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน จนกระทั่งในวันที่ 19 กันยายน ปี 1936 รัฐบาลจักรวรรดิญี่ปุ่น กำหนดให้ Toyoda Automatic Loom Works เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อย่างเป็นทางการ
จุดเริ่มต้นของชื่อ Toyota
จากเดิมที่สายการผลิตรถยนต์ถูกผลิตขึ้นภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า Toyoda ซึ่งเมื่อเขียนเป็นตัวคันจิแล้วจะมีความหมายว่า “นาข้าวที่อุดมสมบูรณ์” จะสังเกตได้จากตัวอักษรตัวหลังที่เป็นช่องสี่เหลี่ยมเหมือนนาข้าว ปัญหาคือ ชื่อมันไม่ตรงกับสายการผลิตรถยนต์ ก็มีการจัดแคมเปญประกวดชื่อและโลโก้ใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็มีผู้เข้าร่วมประกวดกว่า 27,000 ราย สุดท้ายมาจบที่ไอเดียของ Rizaburo Toyoda พี่เขยของ Kiichiro ด้วยการเอานามสกุล Toyoda (トヨダ) มาเขียนเป็นตัวอักษรคาตาคานะ ซึ่งจะมีจำนวนเส้นทั้งหมด 10 เส้น ก่อนจะตัดเอาเครื่องหมายเสียงขุ่นที่เรียกว่า てんてん (tenten) ออกให้เหลือ 8 เส้น ทำให้ต้องออกเสียงเป็น Toyota ตั้งแต่นั้นมา ซึ่งเลข 8 ก็ถือได้ว่าเป็นเลขมงคลตามความเชื่อของหลากหลายวัฒนธรรม รวมถึงประเทศไทยบ้านเราที่สื่อถึง ความโชคดี ความสุขความเจริญ และความสำเร็จ
หลังจากที่ได้ชื่อนี้ออกมาแล้วก็มีการจดทะเบียนในชื่อ บริษัท Toyota Motor จำกัด ในวันที่ 28 สิงหาคม ปี 1937 พร้อมแต่งตั้งให้ Rizaburo Toyoda ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการคนแรกของ Toyota Motor ในขณะที่ Kiichiro ผู้ก่อตั้งดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการ
ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
Toyota Motor กลายมาเป็นหัวเรือใหญ่ในการผลิตรถบรรทุกขนส่งสำหรับใช้งานในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น จนวันที่ 14 สิงหาคม ปี 1945 ใน 1 วันก่อนจักรวรรดิญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม โรงงานผลิตรถยนต์ของ Toyota ที่ตั้งอยู่ในเมือง Koromo ถูกกองทัพพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่จนพังเสียหาย และหลังจากที่แพ้สงคราม

กองกำลังยึดครองจากสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่า General Headquarter หรือเรียกย่อๆ ว่า GHQ ประกาศสั่งห้ามไม่ให้ Toyota ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ยังสามารถผลิตรถกระบะ และรถบรรทุกสำหรับพลเรือนได้ แต่เนื่องด้วยสภาพของญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามที่ย่ำแย่ ทำให้ Toyota ขาดแคลนวัสดุ และไม่สามารถผลิตรถให้ถึงเป้าที่ 500 คันต่อเดือน นอกจากนี้ทางสหรัฐอเมริกายังอนุญาตให้ Toyota ศึกษาและวิจัยรถยนต์นั่งได้ และยังต้องรับงานซ่อมยานพาหนะของกองทัพสหรัฐฯ
วิบากกรรมยุคสงครามเย็น

ในปี 1947 ก็เป็นช่วงที่เกิดสงครามเย็นขึ้น ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเสรีประชาธิปไตย ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา และขั้วอำนาจคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของ สหภาพโซเวียต ทำให้ GHQ ต้องเปลี่ยนนโยบายจาก การลงโทษ และปฏิรูปการเมืองในญี่ปุ่นให้เป็นประชาธิปไตย กลายมาเป็นนโยบาย Dodge Line ที่เน้นในเรื่องของการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเองขึ้นมา ทำให้ Toyota สามารถกลับมาผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า พิกัดเครื่องยนต์ต้องไม่เกิน 1.5 ลิตร และผลิตไม่เกิน 300 คันต่อปี

ในช่วงเดือนตุลาคม Toyota ก็ออกรถรุ่น SA ซึ่งเป็นรถนั่งส่วนบุคคลรุ่นแรกของยุคหลังสงคราม ภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า Toyopet ที่คนไทยหลายๆ คนเรียกติดปากว่า “โตโยเป็ด” ซึ่งเจ้า SA คันนี้เปิดตัวมาด้วยตัวถังที่มีขนาดเล็ก พร้อมเครื่องยนต์ Type S 4 สูบเรียงขนาด 1.0 L 27 แรงม้า ถึงแม้ว่าจะเป็นรถที่มีคำวิจารณ์ออกมาดีก็ตาม แต่ก็ยังทำยอดขายได้ไม่ดีเท่าไหร่ครับ ด้วยยอดขายเพียงแต่ 197 คัน ในช่วง 5 เดือนแรกหลังจากเปิดตัว ในขณะที่ตลาดรถกระบะสามารถทำยอดขายได้ดีกว่ามาก ยอดขายมากกว่า 12,000 คัน
นโยบาย Dodge Line ที่ GHQ บังคับใช้นั้น เนื่องจากเป็นความพยายามในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วยการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 360 เยนต่อ 1 USD แต่นั่นกลับทำให้ยิ่งพังมากกว่าเดิม เพราะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นต้องขาดแคลนเงินทุน ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงอัตราการว่างงาน, ความต้องการรถยนต์ในตลาดเริ่มถดถอย, การเช่าซื้อรถกระบะเริ่มปั่นป่วนจากการที่มีลูกค้าผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และธุรกิจต่างๆ กว่า 8,000 แห่งต้องล้มละลายในปี 1949
Kiichiro หาวิธีการต่างๆ มากมายที่จะช่วยลดต้นทุนกับค่าวัสดุลง แต่ Toyota ต้องประสบกับภาวะขาดดุลถึง 22 ล้านเยนทุกๆ เดือน จนในเดือนสิงหาคม ปี 1949 Kiichiro เสนอข้อตกลงให้มีลดค่าจ้างพนักงานลง 10% และลดเงินเกษียนลงครึ่งหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเลิกจ้างพนักงาน ถ้าถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ นั่นก็เพราะว่าเขาเคยประสบปัญหาแบบนี้มาแล้วในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากเหตุการณ์ต่างๆ ช่วงปี 1930 และไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ต้องกลับมาซ้ำรอยแบบนี้อีก
Kiichiro ตัดสินใจที่จะตระเวนไปขอกู้เงินตามแบงค์ต่างๆ กว่า 24 แห่งมาใช้เป็นเงินทุนในการฟื้นฟู Toyota ไปทั้งหมด 188.2 ล้านเยน เมื่อเทียบอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันจะเท่ากับ 4,000 – 5,000 ล้านเยน หรือเท่ากับ 1,170 ล้านบาท จนทำให้ Toyota สามารถรอดจากวิกฤตล้มละลายมาได้ แต่ปัญหายังมีต่ออีก เพราะ Feedback ของ Toyota ไม่มีการฟื้นตัวเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า ค่าวัสดุและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในขณะที่ราคารถย่ำอยู่กับที่ตามนโยบาย Dodge Line ทำให้ Kiichiro ซึ่งเป็นโรคความดันเลือดสูงอยู่แล้ว เครียดมากจนล้มป่วยไป และในวันที่ 22 เมษายนปี 1950 Toyota ประกาศเกษียนพนักงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการผิดคำสัญญาไว้ที่ว่าจะไม่เลิกจ้างพนักงาน และสร้างความไม่พอใจมากจน แห่กันหยุดงานประท้วงยาวถึง 2 เดือน ทำให้อัตราการผลิตรถในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ร่วงลงมา 70% และแล้วเรื่องที่ทำให้คนรักรถ Toyota ในตอนนั้นต้องช็อกก็เกิดขึ้น เมื่อ Kiichiro Toyoda ตัดสินใจลาออกจาก Toyota ในวันที่ 5 มิถุนายน ปี 1950 เพื่อรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทำให้การหยุดงานประท้วงต้องยุติลง
สงครามเกาหลี กับยุคฟื้นฟู

ในช่วงสงครามเกาหลีที่กำลังปะทุขึ้นมา ทำให้กองกำลังสหประชาชาติ ต้องสั่งซื้อของมากมายจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับสนามรบมากที่สุด หนึ่งในนั้นคือการสั่งซื้อรถบรรทุก Toyota BM อย่างเร่งด่วนรวมทั้งหมด 4,679 คัน มูลค่ารวมทั้งหมดอยู่ที่ 3,660 ล้านเยน หรือ ประมาณ 23,400 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก เนื่องจากเป็นช่วงยุคที่อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในช่วงนั้นไม่แน่นอนเอามากๆ ดิ้นอยู่ตลอดเวลา

Toyota Jeep BJ บรรพบุรุษของ Toyota Land Cruiser
Toyota จึงกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการยกเลิกนโยบาย Dodge Line ทำให้ Toyota สามารถกำหนดราคารถให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตได้ พร้อมกันนั้นทาง Toyota ยังมีการเอาแบบของ Willys Jeep มาผลิตรถอเนกประสงค์ป้อนให้กองกำลังสหประชาชาติในชื่อว่า Toyota “Jeep” BJ ซึ่งต่อมาเจ้ารถอเนกประสงค์รุ่นนี้ก็กลายมาเป็นบรรพบุรุษของราชาแห่งรถ SUV Toyota Land Cruiser
ย้อนกลับไป เมื่อต้นปี 1950 Toyota ได้มีการลงนามข้อตกลงกับ Ford ให้รับเอาวิศวกรจำนวน 3 คนมาควบคุมดูแลการผลิตที่ญี่ปุ่น แต่หลังจากที่เกิดสงครามเกาหลี รัฐบาลสหรัฐฯ มีการสั่งห้ามลงทุนในต่างประเทศ และห้ามส่งบุคลากรสำคัญๆ ไปต่างประเทศ ทำให้ข้อตกลงนี้ต้องแก้ไขใหม่ครับเป็นการส่งพนักงานของ Toyota ไปฝึกอบรมในสำนักงานใหญ่ของ Ford ที่สหรัฐอเมริกาแทน หนึ่งในตัวแทนของ Toyota ก็คือ Eiji Toyoda ลูกพี่ลูกน้องของ Kiichiro ซึ่งใช้เวลาฝึกอบรมไปทั้งหมด 1 เดือนครึ่ง แต่ว่าความรู้ที่ได้จากการเดินทางไปดูงานกับ Ford นั้นยังใช้ไม่ได้กับ Toyota ทั้งด้วยเรื่องของพื้นที่จัดเก็บสต็อกสินค้า และทรัพยากรที่ยังมีไม่มากเพราะยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

Taiichi Ohno วิศวกรของ Toyota ที่ได้ไปฝึกอบรมกับ Ford มาเหมือนกันก็เอาไอเดียการจัดเก็บสินค้าตามห้างในสหรัฐอเมริกา และกระบวนการผลิตแบบ Just In Time มาปรับใช้กับแนวคิดเครื่องจักรทำงานอัตโนมัติ และหยุดทำงานได้เองเมื่อเกิดข้อผิดพลาด เหมือนเครื่องทอผ้า Model G ที่ Sakichi Toyoda เคยคิดค้นเมื่อนานมาแล้ว รวมถึงแนวคิดการปรับปรุงกระบวนการทำงานแบบต่อเนื่อง ออกมาเป็นระบบการผลิต Toyota Production System และปรัชญาการผลิต The Toyota Way หรือ “วิถิแห่งโตโยต้า” นั่นจึงทำให้ Taiichi Ohno ถูกเรียกว่า “บิดาแห่งการผลิตแบบ Toyota”

Toyota Crown กับความสำเร็จที่ Kiichiro ไม่มีวันได้เห็น

ตลอดเวลาที่ผ่านมา การผลิตรถของ Toyota จะเป็นการจ้าง Outsource ตามที่ต่างๆ มาผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และประกอบขึ้นบนเฟรมรถกระบะที่ Toyota ผลิตขึ้นมาเอง จนกระทั่งในปี 1952 Toyopet Crown หรือ Toyota Crown ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรถที่ผลิตโดย Toyota เองทั้งคัน ก็ได้เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกด้วยการทดสอบวิ่งบนเส้นทางที่แคบ ขรุขระ และประสบความสำเร็จ ก่อนจะปล่อยออกสู่ท้องตลาดจริงในเดือนสิงหาคม ปี 1955
และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แถมได้รีวิวเชิงบวกจากสื่อทั่วโลก แถมยังเป็นรถยนต์ Toyota รุ่นแรกที่ถูกใช้ในงานราชการตำรวจ และ ยังเอามาใช้เป็นรถแท็กซี่อีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะก่อนที่ Toyopet Crown คันนี้จะวางขาย Kiichiro Toyoda ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันจากโรคหลอดเลือดสมอง ในวันที่ 27 มีนาคม ปี 1952 ด้วยวัยเพียง 57 ปี

Toyota Land Cruiser (J20)
ภายหลังความสำเร็จของ Crown Toyota ก็เริ่มรุกตลาดต่างประเทศอย่างหนักด้วยการส่ง Toyota Land Cruiser รุ่น J20 ซึ่งเป็นโฉมที่ 2 ไปขายในตลาดซาดุดิอาระเบีย โดยมี Sheikh Abdul Latif Jameel เป็นตัวแทนนำเข้า และยังส่งออกไปยังประเทศข้างๆ อย่าง เยเมน ในปี 1956 นั่นจึงทำให้มักจะกลายเป็นภาพจำว่า Toyota Land Cruiser มักจะอยู่คู่กับเศรษฐีตะวันออกกลาง
Toyota ในตลาดอเมริกา กับเรื่องตลกที่ควรรู้
ในปี 1958 Toyota ตั้งฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกขึ้นในประเทศบราซิล และเริ่มส่งออกรถ Toyopet Crown ไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็มีเรื่องตลกที่อย่างนึงครับ คือเมื่อ Toyota มาทำตลาดในสหรัฐอเมริกา ก็มีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องของการออกเสียงชื่อแบรนด์จากที่ควรจะเป็น To-Yo-Ta ก็เพี้ยนมาเป็น Toy-O-Ta ซึ่งคำว่า “Toy” ในพยางค์แรกนั้นก็แปลว่า “ของเล่น” และมีเรื่องเล่าว่าเมื่อมีการจัดงานเปิดตัวรถรุ่นใหม่ หรือมีงานประชุมอะไรสักอย่าง บางครั้งก็จะมีคนออกเสียงชื่อแบรนด์ว่า Toy-O-Ta แล้วฝ่ายการตลาดก็จะต้องแก้ไขว่า “No No No No No เราเรียกว่า To-Yo-Ta” จนกลายเป็นเรื่องตลกกันในกลุ่ม หรือนอกจากนี้ยังมีประโยคปั่นๆอีกว่า “ถ้าเรียกว่า Toy-O-Ta แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น” จนกลายเป็นมุขที่เล่นกันระหว่างการโปรโมทและการขาย
ถึงแม้ Toyopet Crown จะเป็นรถที่ดีมีคุณภาพ แต่เมื่อข้ามทะเลมาที่สหรัฐอเมริกาแล้ว ปรากฏว่า “ขายไม่ดี” ด้วยเหตุผลที่ว่า ราคาสูงเกินไป, ถูกออกแบบมาสำหรับวิ่งสมบุกสมบันบนถนนขรุขระของญี่ปุ่น ไม่ได้เน้นแรงม้าเยอะๆ แต่ไม่ตอบโจทย์ถนนของสหรัฐฯ ที่เรียบๆ เหมาะสำหรับวิ่งด้วยความเร็วสูง, ขนาดที่เล็กเกินไปสำหรับรูปร่างของคนอเมริกันส่วนใหญ่ และที่สำคัญครับ ชื่อของ Toyopet ที่สะกดแยกออกมามีคำว่า Toy ที่แปลว่า “ของเล่น” กับ Pet ที่แปลว่า “สัตว์เลี้ยง” ก็ยังสร้างความเข้าใจผิดว่านี่ไม่ใช่แบรนด์รถยนต์ด้วย นั่นจึงทำให้ Toyopet Crown ถูกระงับการขายในช่วงต้นยุค 60
ยุคปาฏิหาริย์ แห่งเศรษฐกิจ

หลังจากนั้นมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาผงาดอีกครั้ง เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น” เป็นช่วงยุคที่ผู้คนในญี่ปุ่นเริ่มมีกิน มีใช้ และเข้าถึงรถราคาประหยัดได้ง่ายขึ้น

และในปี 1962 บริษัท Toyota Motor (ประเทศไทย) จำกัด ก็ถูกก่อตั้งขึ้น เป็นฐานการผลิตรถยนต์ Toyota แห่งแรกในเอเชียนอกเกาะญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานแห่งแรกตั้งอยู่ สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ และในปลายปี 1966 Toyota ก็เปิดตัว Corolla โฉมแรก ในเวลาต่อมาก็กลายมาเป็นรถที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขายมากกว่า 50 ล้านคัน ทั่วโลก ก่อนที่ต่อมา Eiji Toyoda ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ในปี 1967 พร้อมกับเข้าซื้อหุ้นของ Daihatsu เพื่อร่วมมือกันพัฒนารถขนาดเล็กตั้งแต่ Kei car ไปจนถึง Kei truck

ภายในปีนั้นเอง Toyota 2000GT ก็เปิดตัวเป็นครั้งแรกในฐานะ “รถแกรนด์ ทัวร์ริ่ง และ ซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของญี่ปุ่น” และกลายมาเป็นรถคลาสสิกในตำนานที่มีราคาประมูลสูงที่สุดของ Toyota

ในตลาดสหรัฐอเมริกา ปี 1965 Toyota สามารถแก้ตัวได้สำเร็จด้วยการส่ง Corona โฉมที่ 2 ไปขาย ซึ่งมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ทรงพลังมากขึ้น ทำให้ยอดขายรถ Toyota ในตลาดสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 20,000 คัน และกลายเป็นแบรนด์รถยนต์นำเข้าที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับสาม ในปี 1966
จนมาถึงปี 1971 Toyota ร่วมทุนกับบริษัท Astra ตั้งฐานการผลิตเพิ่มที่ประเทศอินโดนีเซียภายใต้ชื่อ Toyota Astra Motor และผลิตรถยนต์รุ่นต่างๆ ออกมาได้มากกว่า 10,000 คัน ภายใน 3 ปี ก่อนที่ต่อมาในปี 1973 Toyota จับมือกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฟิลิปปินส์ Delta Motor ในการผลิตเครื่องยนต์ 12R สำหรับรถ Corona, Hilux และ Hiace

Toyota Kijang (1976)
ผ่านไปจนถึงช่วงระหว่างปี 1976-1977 Toyota เปิดตัวรถ Segment ใหม่ที่เรียกว่า Basic Utility Vehicle หรือ BUV เพื่อตอบโจทย์กับพฤติกรรมผู้บริโภคในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยที่ในตลาดอินโดนีเซียใช้ชื่อว่า Toyota Kijang และตลาดฟิลิปปินส์ใช้ชื่อว่า Toyota Tamaraw

ต่อมาในปี 1972 Toyota ได้ทำการเจรจาข้อตกลงกับบริษัท Atlas Fabricators ซึ่งตั้งอยู่ที่ เมือง Long Beach, California เพื่อนำเข้ารถกระบะ Hilux ที่ไม่มีกระบะท้ายมาประกอบในแผ่นดินสหรัฐฯ ตั้งแต่โฉมแรก ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการเสียภาษีไก่ที่เก็บกันบ้าเลือดถึง 25% ดังนั้นภาษีเพียงอย่างเดียวที่จะต้องเสียก็มีเพียงแค่ ภาษีศุลกากร 4% เท่านั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ช่องโหว่ก็ถูกปิดไปภายในเวลาไม่นาน จนทำให้ Toyota ต้องควบรวมกับ Atlas มาเป็นบริษัท Toyota Auto Body และกลายเป็นฐานการผลิตแห่งแรกของอเมริกาเหนือในเวลาต่อมา แต่วิธีการผลิตยังคงเป็นการนำเข้าหัวมาประกอบกับกระบะท้ายเหมือนเดิมจนมาถึงโฉมสุดท้ายนั่นก็คือ โฉมที่ 5 หรือที่ในตลาดประเทศไทยเรียกว่า Mighty-X

ในปี 1976 Toyota ก่อตั้งแผนก Toyota Racing Development หรือ TRD เพื่อพัฒนารถแข่ง และเอาเทคโนโลยีจากสนามมาประยุกต์ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตวางขายทั่วไป โดยเริ่มต้นจากการพัฒนารถแข่งสำหรับการแข่งขัน NASCAR ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะขยายขอบเขตไปที่รายการอื่นๆ อีกเพียบ

และในปี 1981 Eiji Toyoda ลงจากตำแหน่งประธานกรรมการ พร้อมแต่งตั้งให้ Shoichiro Toyoda ลูกชายของ Kiichiro ขึ้นมาเป็นประธานกรรมการคนใหม่ และ จากเดิมที่ Toyota Motor ในญี่ปุ่นเคยแยกกันเป็น 2 บริษัท โดยที่เจ้าหนึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายขาย และอีกเจ้าหนึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต และทำงานเข้าขากันได้ไม่ค่อยดีนัก ขนาดที่ว่า Hino Satoshi ยังเคยกล่าวในหนังสือ “ถอดรหัส DNA Toyota” ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2006 เอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 บริษัทย่อยนี้เหมือน “น้ำ กับ น้ำมัน”

ถอดรหัส DNA โตโยต้า (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2551)
Shoichiro กลายเป็นคนที่สามารถผนวกรวมทั้ง 2 บริษัทนี้กลายมาเป็นบริษัทเดียวภายใต้ชื่อ Toyota Motor Corporation ได้สำเร็จ หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการไม่ถึงเดือน

Toyota Sprinter Trueno AE86
และในช่วงยุคนี้เองที่ Toyota ให้กำเนิดรถยนต์ Coupe และ Sedan ขายดีอีกหลายต่อหลายรุ่น ทั้ง Supra, Mark II, Cresta, Chaser, Celica, Corolla Levin หรือแม้กระทั่ง รถส่งเต้าหู้ Sprinter Trueno AE86

ต่อมาในเดือนธันวาคม 1984 Toyota ลงนามข้อตกลงร่วมกับ General Motor ก่อตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาในชื่อว่า NUMMI และตั้งฐานการผลิตที่เมือง Fremont, California โดยมี Tatsuro Toyoda น้องชายของ Shoichiro มาดูแลโรงงานแห่งนี้ และรถคันแรกสุดที่ปล่อยออกจากโรงงานนี้คือ Corolla FX16 สีขาว ในวันที่ 7 ตุลาคมปี 1986
กำเนิด Lexus

วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 1989 Toyota ก็ได้มีการอัปเดต โลโก้ใหม่ ให้เป็นรูปวงรีสามวงซ้อนกันที่หลายๆ คนคุ้นเคยและเรียกติดปากว่า “สามห่วง” ที่สื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างตัวรถ กับ ลูกค้า แถมยังเป็นโลโก้ที่ซ่อนชื่อภาษาอังกฤษ ได้แนบเนียนสุดๆ

Lexus LS400
พร้อมกันนั้นยังเปิดตัวแบรนด์ลูกเจ้าใหม่ที่มุ่งเน้นตลาดรถระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ นั่นก็คือ Lexus นี่เองครับ และรถรุ่นแรกของแบรนด์นี้คือ LS400 ที่สร้างขึ้นจากการระดมสมองของนักออกแบบ 60 คน วิศวกร 1,400 คน แบ่งเป็น 24 ทีม ช่าง 2,300 คน และพนักงานสนับสนุนอีก 220 คน พัฒนารถตัวต้นแบบกว่า 450 แบบ ใช้เงินทุนในการพัฒนามากกว่า 1,000 ล้าน USD หรือมากกว่า 3 หมื่นล้านกว่าบาท และใช้เวลาพัฒนาถึง 6 ปี ตั้งแต่ปี 1983
ยุคแห่งพลังงาน Hybrid
ในปี 1992 Toyota ก็เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจากไฮโดรเจนเป็นครั้งแรก หรือก็คือ Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) ซึ่งต่อมาก็จะกลายมาเป็นรากฐานในการพัฒนา Toyota Mirai

Toyota Prius (1997)
เดือนธันวาคมปี 1997 Toyota ก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฮบริดด้วยการเปิดตัว Prius และเป็นรถยนต์ HEV รุ่นแรกของโลก และขายเฉพาะในญี่ปุ่นก่อนในช่วง 2 ปีแรก ก่อนที่ในปีต่อมา Toyota ก็เพิ่มการถือหุ้น Daihatsu ขึ้นมาเป็น 51 % ทำให้ Toyota มีอำนาจควบคุม Daihatsu อย่างเต็มตัว ทำให้ในปัจจุบันมีรถยนต์ Toyota ที่เอา Daihatsu มาแปะโลโก้เป็นจำนวนมาก เช่น Copen ที่ขายในชื่อ Toyota Copen GR Sport, Hijet ที่ขายในชื่อ Pixis, Rocky ที่ขายในชื่อ Toyota Raize, Xenia ที่ขายในชื่อ Toyota Avanza และ Veloz และในปี 2001 Toyota จับมือเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันกับผู้ผลิต รถบัส, รถบรรทุก Hino Motor และตั้งฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศฝรั่งเศสโดยได้รับความร่วมมือจาก Citroen และ Peugeot

ในปี 2003 Toyota ก่อตั้งแบรนด์ Scion เพื่อเจาะตลาดอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็น Toyota เหมือนเดิมในปี 2016

และในปี 2007 Toyota ที่สร้างผลงานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน ก็ก่อตั้งแผนกใหม่ขึ้นมาเพื่อพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูง และฟอร์มทีมแข่งขันสำหรับรายการต่างๆ โดยเฉพาะ นั่นก็คือ Toyota Gazoo Racing โดยในปัจจุบัน มีรถที่เปิดตัวอยู่ภายใต้

Toyota GR86

Toyota GR Supra

Toyota GR Yaris

Toyota GR Corolla
แบรนด์นี้อยู่ 4 รุ่น ได้แก่ GR Supra, GR Yaris, GR86 และ GR Corolla รวมถึงยังมีรถ Toyota เดิมที่แต่งขึ้นมาเป็นพิเศษอย่าง Gazoo Racing Tuned by “Meister of Nurburgring” หรือในชื่อย่อว่า GRMN ที่เน้นสมรรถนะสูงสุด และมีการปรับแต่งอย่างละเอียดทุกส่วน ผลิตขึ้นมาจำนวนจำกัด และยังมี GR Sport ซึ่งเป็นรถรุ่นตกแต่งพิเศษที่เพิ่มความสปอร์ตทั้งภายนอกและภายในไว้มีโอกาสหน้า เราอาจจะได้เล่าประวัติศาสตร์เรื่องราวของ Gazoo Racing แยกมา
วิกฤตครั้งใหม่ของ Toyota
ในปี 2008 Toyota ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลก แซง General Motors ที่ครองแชมป์มา 80 ปี แต่ความสำเร็จนี้ยังมีปัญหาในเงามืดที่ต้องเจอ เมื่อ Toyota ได้รับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จนทำให้ประสบภาวะขาดทุนหนักที่สุดในรอบ 70 ปี ทำให้ในเดือนมกราคมปี 2009 Toyota ต้องสั่งหยุดโรงงานทั้งหมดในญี่ปุ่นถึง 11 วัน เพื่อลดอัตราการผลิต และควบคุมปริมาณรถค้างสต็อกให้น้อยที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2009-2011 Toyota ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ทั่วโลกกว่า 9 ล้านคัน ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์เรียกคืนรถยนต์ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็มี 3 สาเหตุหลัก ทั้งเกิดจากพรมปูพื้นของรถยนต์บางรุ่นเลื่อนออกจากตำแหน่งจนไปติดคันเร่ง ทำให้คันเร่งติดค้าง, คันเร่งไฟฟ้าค้าง ลดความเร็วไม่ได้ และ Toyota Prius รุ่นปี 2010 พบว่าระบบเบรกไฮบริดทำงานผิดปกติจนไม่สามารถควบคุมการเบรกได้
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากอาการผิดปกติของรถไม่ต่ำกว่า 37 ราย และ Toyota ยังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเป็นเงินกว่า 1.2 พันล้าน USD จากข้อกล่าวหาที่ว่าจงใจปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย

Akio Toyoda
จากเรื่องอื้อฉาวที่ว่ามานี้ทำให้ Katsuaki Watanabe ที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของ Toyota ในตอนนั้นตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ Akio Toyoda ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนในวันที่ 23 มิถุนายนปี 2009
ในปี 2011 Toyota ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีจากวิกฤตที่ผ่านมาก็ยังถูกซ้ำเติมอย่างหนักด้วยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่น และภัยน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย ทำให้สูญเสียกำลังการผลิตกว่า 150,000 คันจากเหตุแผ่นดินไหว และ 240,000 คันจากน้ำท่วม
ยุคสมัยแห่งพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

Toyota Mirai (2014)
ในเดือนธันวาคม ปี 2014 Toyota Mirai ที่พัฒนาจากเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนตั้งแต่ปี 1992 ก็เปิดตัวให้วางขายจริงเป็นโฉมแรก แล้วในปี 2020 Toyota หลังจากที่ต้องผ่านมรสุมต่างๆ มากมายจนไม่อาจเล่าได้ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ทวงคืนตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกกลับมาได้ และขายรถยนต์ไปได้ 9,528,000 คันทั่วโลก ถึงแม้ว่ายอดขายจะลดลงจากเกิด 11.3% เพราะเป็นช่วงที่โควิด-19 ระบาดก็ตาม ในวันที่ 2 เมษายน ของปีนั้น Toyota ลงนามข้อตกลงก่อตั้งบบริษัทร่วมทุนกับผู้ผลิตรถไฟฟ้าสัญชาติจีน BYD เพื่อศึกษาและพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
ในเดือนมีนาคม 2021 Toyota, Hino และ Isuzu ประกาศร่วมมือกันเพื่อพัฒนารถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจน โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ในชื่อว่า Commercial Japan Partnership Corporation และยังมีการแลกเปลี่ยนหุ้นกันอีกด้วย

Toyota bZ4X (2023)
ในเดือนเมษายนปี 2022 Toyota เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก นั่นคือ bZ4X และในเดือนมกราคม 2023 Akio Toyoda สละตำแหน่งประธานกรรมการ และ CEO เพื่อส่งไม้ต่อให้กับ Koji Sato ที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของ Lexus กับ Gazoo Racing อยู่ ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน

นี่คือเรื่องราวมหากาพย์ตำนาน 88 ปี ของ Toyota จากเครื่องทอผ้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีใหม่ มาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
ARCH Motorcycle เมื่อนักแสดงดัง เคียนู รีฟส์ ก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์เอง

หลายๆ คนคงจะรู้จัก เคียนู รีฟส์ กันเป็นอย่างดีในฐานะพระเอกดังระดับโลก ไม่ว่าจะในบทของ John Wick, ในบทของ Neo จากเรื่อง The Matrix หรือในบทของ Johny Silverhand จากเกม Cyberpunk 2077 รวมถึงยังเป็นที่รู้จักในเรื่องของนิสัยที่ สมถะ ติดดิน มีน้ำใจ จนกลายเป็นที่รักของใครหลายๆ คน
ในปี 2007 เคียนู รีฟส์ เอารถ Harley-Davidson รุ่น Dyna มาให้ คีธ โอลิเวอร์ ที่ทำงานการตลาด และดูแลเว็บไซต์ของแบรนด์เครื่องหนัง Bill Wall Leather อยู่ ดูว่าจะแต่งยังไงให้ลุคดูโหดๆ ได้บ้าง คีธ ก็บอกกับ เคียนู ว่างานนี้ค่อนข้างยาก และต้องให้ใครคนนึงทำให้ คีธ ก็ติดต่อไปหาช่างคนนึง

เขาคือ การ์ด ฮอร์ลินเจอร์ ที่ต่อมาเขาก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์นี้ขึ้นมาเอง เมื่อ เคียนู มาหาช่าง ฮอร์ลินเจอร์ เจ้าตัวก็บอกว่า “You know, I don’t make sissy bars, but why don’t you come inside and see what we do here?” (“ผมจะไม่ทำรถตามที่คุณบอก แต่มีทีเด็ดที่จะเอามาใส่ในรถคุณได้อยู่”) ช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ก็พา เคียนู เข้าไปดูในร้าน
สิ่งที่เขาคนนี้ได้เห็น คือ พาร์ทแต่งรถที่ทำขึ้นมากับมือออกมาถูกใจ เคียนู มาก เจ๋งกว่าที่เจ้าตัวบรีฟเอาไว้อย่างมาก หลังจากที่ออกแบบและทดสอบมาเป็นเวลา 3 ปี รถต้นแบบในชื่อ KRGT-1 ที่แปลงมาจาก Harley-Davidson Dyna ในวันนั้นแต่ยังเก็บเครื่องยนต์ V-Twin เดิมๆ เอาไว้ก็ถูกใจ เคียนู มาก จึงชวนช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ให้เปิดมาแบรนด์ผลิตรถด้วยกันขึ้นมา โดยตอนแรกๆ นั้นช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะเขามีอู่ที่ต้องดูแล และไม่ได้สนใจในเรื่องของการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาใหม่ทั้งคัน แต่สุดท้ายก็ต้องยอม เพราะ เคียนู เชื่อมั่นมากๆว่าเราทำของเจ๋งๆออกมาได้ จนทั้งคู่ก่อตั้งแบรนด์ ARCH Motorcycle ขึ้นมาในปี 2011

โดยที่ชื่อของ ARCH นั้น เคียนู ได้เล่าให้ฟังในยูทูปช่อง Jay Leno’s Garage ว่าตอนที่นั่งคิดชื่อกับช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ก็คิดๆกันว่าชื่อมันต้องบอกตัวตน มีสตอรี่จนเกิดชื่อ ARCH ขึ้นมานี่เอง ที่แปลว่า “โค้ง” อย่างเส้นโค้ง หรือ Curve ที่นอกจากจะเป็นความสวยงามทางศิลปะแล้ว ยังใช้สอยในชีวิตประจำวันอีกด้วย ซึ่งมักจะเจอได้อย่างตาม สะพาน, ซุ้มประตู, โครงสร้างต่างๆ และยังสื่อความหมายอีกด้วยว่า “เหมือนสะพานที่เชื่อม 2 สถานที่ไว้ด้วยกันให้สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้”
จนกระทั่งในเดือน พฤศจิกายน ปี 2017 เคียนู รีฟส์ กับช่าง การ์ด ฮอร์ลินเจอร์ ก็ไปตั้งบูธที่งาน EICMA และเปิดตัวรถถึง 3 รุ่น โดยคันแรกก็คือ KRGT-1 ที่อัปเกรดมาจากรุ่นต้นแบบให้ดีกว่าเดิม เครื่องยนต์ V-Twin ขนาด 2,032 cc 130 แรงม้า คันที่สองคือ 1s ที่เป็นรถสวิงอาร์มแขนเดียว เน้นขับขี่แบบสปอร์ตคล่องตัว และคันสุดท้ายคือ Method 143 และทำขึ้นมาเพียง 23 คันเท่านั้น

ความพิเศษของรถมอเตอร์ไซค์ ARCH นั้นอยู่ที่ชิ้นส่วนแต่ละชั้นประกอบขึ้นจากหลายแหล่งที่การันตีคุณภาพมาก ทั้งเครื่องยนต์ V-Twin จาก S&S Cycle เจ้าเดียวกับที่ Harley-Davidson สั่งทำวาล์วเครื่องยนต์, ท่อไอเสียของ SC Project แต่ก็มีบ้างที่ เคียนู กับช่าง ฮอร์ลินเจอร์ ลองทำอะไรแปลกๆ อย่างเอาท่อ Yoshimura มาใส่กับเครื่องยนต์สไตล์อเมริกัน โช้คทั้งหน้าและหลังก็เป็นของ Ohlin แล้วมาติดแบรนด์ ARCH ทีหลัง ปั๊มเบรกใช้ของ ISR จากสวีเดน ระบบ ABS ของ BOSCH และล้อคาร์บอนไฟเบอร์ของ BST ในส่วนของโครงรถส่วนใหญ่จะทำจากวัสดุ เหล็กกล้า ซับเฟรม, บอดี้ และสวิงอาร์ม เป็นอะลูมิเนียม CNC บังโคลน ฝาครอบต่างๆ รวมถึงล้อ ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์

KRGT-1

1S

Method143
ส่วนในเรื่องของราคา KRGT-1 ราคาอยู่ที่ 85,000 USD หรือราวๆ 2.8 ล้านบาท ส่วน 1s ราคาอยู่ที่ 128,000 USD หรือราวๆ 4.3 ล้านบาท และ Method143 ราคาอยู่ที่ 250,000 USD หรือราวๆ 8.3 ล้านบาท ซึ่งราคาที่ว่ามานี้ยังไม่รวมภาษีถ้าหากนำเข้ามาในประเทศไทยนั่นเอง
ARCH Motorcycle ไม่ใช่เพียงแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนหัวใจและความหลงใหลของเคียนู รีฟส์ ที่อยากส่งต่อประสบการณ์การขี่ในแบบที่พิเศษสุดให้กับคนรักสองล้อทั่วโลก และสำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ประวัติของ Chevrolet

บัมเบิ้ลบี หุ่นตัวเอกจากมหากาฬหนังชื่อดังที่ทุกคนต่างรู้จักกันดีอย่าง Transformers แต่หากรู้ไม่ว่าหลายๆคนอาจไม่รู้ว่า บัลเบิ้มบี นั้นเป็นรถของแบรนด์ Chevrolet ก่อนที่จะประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศไทยในปี 2020 แต่กว่าจะขึ้นเป็น Chevrolet ได้ทุกวันนี้ต้องผ่านเรื่องราวสุดทรหดเป็นมายังไง?

Chevrolet เริ่มต้นขึ้นมาจากนาย หลุย์ โจเซฟ เชฟโวเลต เกิดในวันคริสต์มาส ปี 1878 ที่เมือง ลาโชเดอฟงส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่ โจเซฟ เฟอร์ริซอร์ท เชฟโวเลต ผู้เป็นพ่อทำงานเป็นช่างทำนาฬิกา และยังเป็นลูกคนที่สองของ 7 พี่น้องตระกูล Chevrolet จนเข้าสู่วัย 8-9 ขวบ และครอบครัวย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในเมือง Beaune ประเทศฝรั่งเศส เมื่อธุรกิจทำนาฬิกาของพ่อมาถึงช่วงขาลง หลุย์ ก็เริ่มพัฒนาทักษะฝีมือช่างกลในวัย 11 ขวบด้วยการซ่อมจักรยาน รวมถึงเข้าแข่งขันจักรยานในรายการต่างๆ
จุดเปลี่ยนของ หลุย์ เกิดขึ้นเมื่อเขารับงานซ่อมรถจักรไอน้ำ 3 ล้อ ที่โรงแรม “Hôtel de la Poste” ซึ่งรถคันนี้เป็นรถ Made in USA ของมหาเศรษฐีตระกูล แวนเดอร์บิลต์ โดยตระกูลนี้นับว่าเป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดเป็นอันดับต้นๆ มาตั้งแต่ยุคทองคำเปลวในสหรัฐอเมริกา เริ่มสร้างตัวครั้งแรกจากการถือหุ้นธุรกิจส่งสินค้า และทางรถไฟ ก่อนที่จะขยายไปยัง อุตสาหกรรมเกษตร เหมืองแร่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยันธุรกิจการเงิน ในธุรกิจปัจจุบันที่เราๆคุ้นเคยกันดี เช่น แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า General Electric หรือ บริการโอนเงินระหว่างประเทศ Western Union เป็นต้น

อาเธอร์ เชฟโวเลต

แกสตัน เชฟโวเลต
งานซ่อมรถในครั้งนี้ทำให้เขาหลงสเน่ห์ในวงการยานยนต์ และซอฟท์พาวเวอร์ของชาวอเมริกันเข้าเต็มๆ หลุย์ จึงตัดสินใจศึกษาหาความรู้เรื่องเครื่องยนต์สันดาปภายใน พร้อมหางานทำภายในประเทศฝรั่งเศสที่เขาอาศัยอยู่เพื่อเก็บเงินเดินทางไปหางานทำที่เมือง Montreal ประเทศแคนาดา ซึ่งเขาทำงานเป็นคนขับรถและช่างยนต์อยู่ประมาณ 2-3 เดือน ก่อนที่จะเดินทางไปนิวยอร์ก และได้งานทำเป็นช่างให้กับค่ายรถชื่อดัง De Dion-Bouton ในช่วงปี 1900 นอกจากนี้เขายังส่งเงินเก็บไปให้ อาเธอร์ และ แกสตัน เชฟโวเลต ผู้เป็นน้องชาย เพื่อใช้เป็นค่าเดินทางมาหาเขาอีกด้วย
จนในปี 1902 เมื่อ De Dion-Bouton สาขาอเมริกาปิดตัวลง หลุย์ ได้งานใหม่เป็นคนขับรถให้กับครอบครัวตระกูล เทรโวซ์ นั่นจึงทำให้เขาได้พบรักกับ ซูซันเนะ ลูกสาวของตระกูลนี้ และแต่งงานกันในเดือนกรกฎาคม ปี 1902 พร้อมทั้งให้กำเนิดลูกชายถึง 2 คนได้แก่ ชาร์ลส์ ในปี 1906 และ อัลเฟรด

ในปี 1912 และในปี 1905 หลุย์ ได้เข้ามาทำงานและเป็นนักแข่งคว้าแชมป์ให้กับค่ายรถ Fiat ในรายการ AAA National Motor Car Championship สนาม Morris Park ซึ่งเป็นสนามแรกของรายการ ก่อนที่ต่อมาในปี 1907 หลุย์ ได้ย้ายไปทำงานกับค่ายรถ Autocar Company ในเมือง Philadelphia และพัฒนารถแข่งขับเคลื่อนล้อหน้า จนเขาได้กลายเป็นนักแข่งให้กับ Buick ในปี 1909 ทำให้เขาสนิทกับ วิลเลียม คราโป ดูแรนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง General Motor ค่อนข้างมากและยังให้ หลุย์ พัฒนารถแข่งรุ่นใหม่ในชื่อว่า Buick 60 Special หรือในชื่อเล่นว่า “Buick Bug”
- William C. Durant

ในส่วนของ วิลเลียม คราโป ดูแรนท์ เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 1861 ที่เมือง Boston รัฐ Massachusetts เขาเป็นลูกคนที่ 2 ในตระกูลมั่งคั่งที่อพยพมาจากฝรั่งเศส ฟังดูเหมือนเขาจะมีฐานะที่เพียบพร้อม แต่ความจริงแล้วชีวิตเขากลับมีปัญหาอยู่พอสมควรจากการที่บ้านแตก ต้องย้ายตามแม่มาอยู่ที่เมือง Flint รัฐ Michigan หลังจากที่พ่อและแม่หย่าร้างกันในปี 1869 และเขายังต้องลาออกจากโรงเรียน ม.ปลาย เพื่อทำงานที่ลานไม้ของ เฮนรี่ เอช. คราโป ผู้ซึ่งเป็นตาและยังเป็นอดีตผู้ว่าการรัฐมิชิแกนอีกด้วย และนอกจากนี้ ดูแรนท์ ยังสู้ชีวิตทำงานขายซิการ์ พร้อมทั้งก่อตั้งบริษัทขนส่งซิการ์เป็นของตัวเอง

จนกระทั่ง ในวันที่ 17 มิถุนายน ปี 1885 ดูแรนท์ ก็ได้แต่งงานกับ คลาร่า มิลเลอร์ พิตต์ และมีลูกด้วยกัน 2 คนได้แก่ มาร์เจอรี่ พิตต์ ดูแรนท์ (24 พ.ค. 1887) และ รัสเซส คลิฟฟ์ฟอร์ด ดูแรนท์ (26 พ.ย. 1890) ก่อนที่ต่อมาทั้งคู่ก็หย่าร้างกันในวันที่ 27 ปี 1908 แล้วในปี 1886 เขาก็จับมือกับ โจเซีย ดัลลัส ดอร์ต เพื่อก่อตั้งบริษัทผลิตรถม้าในชื่อ Flint Road Car Company ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Durant-Dort Carriage Company ในปี 1890 และกลายเป็นแบรนด์รถม้าที่ยักษ์ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ณ เวลานั้น
ทว่าตอนนั้น ดูแรนท์ เป็นคนที่มีความคิดต่อต้านรถยนต์สันดาปค่อนข้างมาก เพราะในยุคสมัยก่อนนั้น รถยนต์มีกลิ่นที่เหม็นมากจากการเผาไหม้น้ำมันเบนซิน และบวกกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังจนน่ารำคาญ จนกระทั่งกระแสต่อต้านของชาวเมือง Flint เริ่มรุนแรงขึ้นในปี 1900
ดูแรนท์ ก็เริ่มมองเห็นโอกาสที่จะพัฒนารถยนต์ที่แก้ปัญหาตรงจุดนี้ด้วยการซื้อค่ายรถ Buick มาเป็นของตัวเอง และผลักดันจนกลายมาเป็นค่ายรถที่ขายดีที่สุดในอเมริกา ก่อนที่ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน ปี 1908 ดูแรนท์ ก็ก่อตั้ง General Motor ขึ้นมาเพื่อควบรวมรถยนต์ค่ายต่างๆ มาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ซึ่งวิธีการของ ดูแรนท์ ถือได้ว่าค่อนข้างบ้าระห่ำมาก เพราะเขาใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารมาซื้อค่ายรถหลายต่อหลายเจ้า ทั้ง Oldsmobile ในปี 1908, Pontiac, Cadillac และ GMC ในปี 1909 จนแล้วก็มีภาระหนี้ที่หนักหนาสาหัส ธนาคารต้องก้าวเข้ามารวบอำนาจการบริหารทั้งหมดเพื่อพยุงไม่ให้เจ๊ง และ ดูแรนท์ ก็ต้องวางมือจากการบริหาร GM ทั้งหมดในปี 1910
- กำเนิด Chevrolet

จนกระทั่งในวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี 1911 หลุย์ เชฟโวเลต, อาเธอร์ เชฟโวเลต และ วิลเลียม ซี. ดูแรนท์ ก็ก่อตั้งค่ายรถ Chevrolet ขึ้นมา พร้อมสร้างโรงงานแห่งแรกที่เมือง Flint อยู่อีกฟากของแม่น้ำตรงข้ามมหาวิทยาลัย Kettering ซึ่งในปัจจุบันก็เหลือแต่เป็นที่โล่งๆ ในชื่อว่า “Chevy Commons” รถรุ่นแรกของ Chevrolet ที่เปิดตัวคือ Series C Classic Six มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ระบบวาล์ว T-Head ขนาด 5.0 ลิตร 40 แรงม้า แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรด้วยราคาที่แพงเกินไป
- ปริศนาโลโก้ของ Chevrolet

ต่อมาในปี 1914 ทาง Chevrolet ก็เริ่มมีการใช้โลโก้ Bowtie ในแบบที่เราต่างคุ้นเคยกันดีและน่าแปลกมาก เพราะที่มาที่ไปในการออกแบบโลโก้นี้กลับไม่ชัดเจน และมีการอธิบายออกมาอยู่หลายทฤษฎี โดยที่ ดูแรนท์ กล่าวว่ามาจากลายโบว์ไทด์ บนวอลล์เปเปอร์ผนังโรงแรมแห่งหนึ่งที่เคยไปพักในกรุง Paris ประเทศฝรั่งเศส ส่วน Margery ผู้เป็นลูกสาวก็กล่าวว่า โลโก้นี้ออกแบบในระหว่างที่ทั้งครอบครัวกำลังนั่งทานอาหารค่ำด้วยกัน

ในขณะที่ คลาร่า ภรรยาเก่าของ ดูแรนท์ ก็กล่าวว่าเขาไปเห็นโลโก้โฆษณาบริษัทถ่านหินที่ชื่อว่า “Coalettes” ในระหว่างที่เขากำลังอ่านข่าวบนหนังสือพิมพ์ ก็เลยเอามาเป็นไอเดียในการออกแบบโลโก้ของ Chevrolet ตั้งแต่ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1911 ทำให้ทฤษฎีที่มาการออกแบบโลโก้นี้ฟังดูมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด แต่ก็มีบางทฤษฎีได้กล่าวว่า โลโก้ของ Chevrolet มีต้นแบบมาจากเครื่องหมายกาชาดบนธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ หลุย์ เชฟโวเลต
- จุดแตกหัก
ต่อมาในปี 1915 ก็เกิดปัญหากับ Chevrolet เข้าจนได้ เมื่อ หลุย์ ทะเลาะกับ ดูแรนท์ ในเรื่องของแนวคิดการผลิตรถยนต์ เพราะทาง หลุย์ มีความฝันที่อยากจะสร้างรถสปอร์ต แต่ ดูแรนท์ มองว่าการผลิตรถราคาประหยัด เอื้อมถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างยอดขาย ทำกำไรได้ดีกว่า และทั้งบริษัทเองก็สนับสนุนของ ดูแรนท์ มากกว่า จนทำให้ หลุย์ ฟิวส์ขาดและขายหุ้นทิ้งไปในที่สุด

ในปี 1916 Chevrolet ก็เปิดตัวรถ Series Four-Ninety ที่สร้างยอดขายได้อย่างงดงาม แต่ ดูแรนท์ สามารถเข้าซื้อกิจการ General Motor กลับคืนมาได้ และปิดดีลในปี 1918 พร้อมทั้งยังรวมเอา Chevrolet มาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ในปี 1919 Chevrolet ขยายฐานการผลิตไปยังโรงงานอื่นๆ ในเครือ GM ได้แก่ ในเมือง Sleepy Hollow รัฐนิวยอร์ก, เมือง St.Louis รัฐมิสซูรี, เมือง Oakland รัฐแคลิฟอร์เนีย, เมือง Arlington รัฐเท็กซัส และโรงงานในต่างประเทศ ที่เมือง Oshawa รัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดา ภายในปีเดียวกันนี้ก็ได้มีการรีแบรนด์รถกระบะ GMC สำหรับการพาณิชย์ให้ผลิตในนาม Chevrolet อีกด้วย สายการผลิตของรถยนต์ Chevrolet ดำเนินไปอย่างเรื่อยๆ และแข่งขันกับ Ford มาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งการมาถึงของ Plymouth ในปี 1928 ก็ทำให้ทั้ง 3 ค่ายนี้ถูกเรียกรวมกันว่า “Low-priced 3”
- เกิดอะไรขึ้นกับหลุย์

ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่พี่น้องตระกูล Chevrolet แยกตัวออกมา เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบ้างนั้น ก็เริ่มจากในปี 1915 หลุย์ เข้าสู่วงการรถแข่ง ด้วยการจับมือกับ โฮเวิร์ด อี. บลัด พัฒนารถ Cornelian ไปแข่งขันในสนาม Indianapolis 500 ซึ่งก็จบได้ไม่สวยนักด้วยอันดับที่ 20 จนกระทั่งในปี 1916 หลุย์, แกสตัน และ อาเธอร์ ก็มาก่อตั้งบริษัท Frontenac Motor Corporation เพื่อผลิตอะไหล่สำหรับรถยนต์ Ford Model T กับ รถแข่ง และยังก่อตั้งบริษัท American Motors Corporation ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ควบคู่ไปด้วยเพื่อผลิตรถยนต์ของตัวเอง
หลุย์ เข้าแข่งขันในสนาม Indianapolis 500 ถึง 4 ครั้งโดยผลงานที่ดีที่สุดที่เคยทำได้อยู่อันดับที่ 7 ในปี 1919 คู่กับ Arthur ส่วน Gaston น้องชายอีกคนนึงของ หลุย์ คว้าแชมป์อันดับที่ 1 ได้ในปี 1920 ต่อมาในปี 1923 American Motors ที่พี่น้อง Chevrolet ก่อตั้งก็ถูกยุบรวมเข้ากับบริษัท Bessemer Motor Truck Company ก่อนที่ต่อมาภายในเวลาไม่ถึงปี ก็ยุบรวมเข้ากับค่าย Winther และ Northway แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบอยู่ดี ในปี 1927 หลุย์ เปิดตัวบริษัทผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน Chevrolair แต่กลับประสบความล้มเหลวในสามปีต่อมา และในปี 1929 ซึ่งเป็นช่วงวันอังคารทมิฬพอดี หลุย์ ที่ทำอะไรก็เฟลไปหมดก็เริ่มกลับมาเล้าหลือกับ ดูแรนท์ และสมัครงานเป็นช่างเทคนิคของ Chevrolet ถือได้ว่าดิ่งมาก จากที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลายมาเป็นลูกจ้างในบริษัทที่ตัวเองเป็นคนก่อตั้ง

ภายในปีเดียวกันนี้เอง Chevrolet ก็เปิดตัวเครื่องยนต์วาล์วเหนือสูบรุ่นใหม่ ในชื่อ Stovebolt ซึ่งเป็นเครื่อง 6 สูบเรียง และเจ้าเครื่องนี้เองที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในด้านการตลาดเป็นอย่างมากด้วยนิยามที่ว่า เครื่อง 6 สูบที่ราคาเท่ากับ 4 สูบ และในช่วงปี 1933 ก็เปิดตัวรถรุ่น Standard Six หรือในอีกชื่อว่า Mercury ในฐานะรถ 6 สูบที่ราคาถูกที่สุด

และในปี 1935 Chevrolet ก็เปิดตัวรถ Station Wagon รุ่น Carryall Suburban ที่ในเวลาต่อมาก็กลายมาเป็นบรรพบุรุษของรถ SUV ในปัจจุบัน ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Chevrolet ก็เริ่มเน้นออกแบบรถที่ดีไซน์ได้รับอิทธิพลจากศิลปะ Art Deco มากขึ้น เช่น Chevrolet Master, Deluxe หรือ Fleetline และกระแสตอบรับก็ดีอย่างเหลือเชื่อ
- บั้นปลายของผู้ก่อตั้ง
หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น เมื่อ หลุย์ เชฟโวเลต จากโลกนี้ไปด้วยวัย 62 ปี ในวันที่ 6 มิถุนายนปี 1941 จากอาการหัวใจวาย ก่อนที่ต่อมาในวันที่ 16 เมษายน ปี 1946 อาเธอร์ เชฟโวเลต ก็จากโลกนี้ไปอีกคนด้วยการจบชีวิตตัวเองภายในบ้านพักที่เมือง Slidell รัฐหลุยเซียนา และในวันที่ 13 มีนาคม ปี 1947 วิลเลียม ซี. ดูแรนท์ ก็จากไปในวัย 85 ปี ด้วยโรคหลอดเลือดสมอง
- กำเนิด Corvette

ในปี 1953 Chevrolet กลับมาผงาดในวงการยานยนต์อเมริกันด้วยการเปิดตัวรถ Corvette โฉมแรก และอนาคตเราอาจจะได้เล่าประวัติควบคู่กับ Camaro ไม่วันใดก็วันหนึ่งครับ และในปี 1957 Chevrolet ก็เปิดตัวระบบหัวฉีด Ramjet เป็นครั้งแรก พร้อมติดตั้งให้กับรถ Corvette และ Bel Air ซึ่งก็ประสบความสำเร็จได้ด้วยดีจนมีการเปิดตัวรถรุ่นดังๆ ออกมาเรื่อยๆ

ในช่วงยุค 1960 เป็นยุคสมัยที่มีการนำเข้ารถยนต์จาก ยุโรป และญี่ปุ่น เยอะมากจนทำให้ค่ายรถต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาเสียดุลการค้าไปมหาศาลและแน่นอน ทั้ง Chevrolet และ General Motor ก็ไม่รอดจากเรื่องนี้ รัฐบาลสหรัฐจึงออกภาษีไก่ขึ้นมาเพื่อตอบโต้ในเรื่องนี้ และ General Motor ก็เอารถจากญี่ปุ่นหลายต่อหลายค่ายมาขายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เช่น Suzuki Cultus ที่ถูกขายในชื่อ Chevrolet Sprint, Isuzu Gemini ที่ถูกขายในชื่อ Chevrolet Spectrum, Toyota Sprinter E80 หรือโฉมที่ 5 ที่ถูกขายในชื่อ Chevrolet Nova โฉมที่ 5

ในช่วงยุค 70-80 Chevrolet ก็เปิดตัวรถของตัวเองที่หลายๆ คนน่าจะคุ้นหู เช่น Vega ในปี 1970, Monza ในปี 1974, Citation ในปี 1980, Cavalier และ Celebrity ในปี 1981 หรือ Corsica ในปี 1987

จนกระทั่งในช่วงยุค 1990 Chevrolet ก็เปิดตัวรถ Toyota แปะโลโก้ของตัวเองต่อได้แก่ Toyota Sprinter E90, E100 และ Corolla E110 ที่ถูกขายในชื่อ Geo Prism แต่ก็ยังไม่ทิ้งการออกแบบรถของตัวเองอยู่ เพราะในช่วงยุคนี้ก็เปิดตัวรถรุ่นต่างๆ ที่ General Motor ออกแบบเองเยอะมาก เช่น Lumina ในปี 1990, Venture ในปี 1997 และ Trailblazer ในปี 1998 และนอกจากนี้ทาง General Motor ก็เข้าซื้อหุ้นของ Subaru ในปี 1999 พร้อมกับเอารถ Zafira ของ Opel ที่ General Motor เข้าซื้อมาตั้งแต่ปี 1931 มาให้ Subaru ขายในชื่อ Subaru Traviq อีกด้วย

จนขึ้นสหัสวรรษใหม่อย่างปี 2000 General Motor ก็ปลุกชีพ Impala ขึ้นมาใหม่ใน Segment ใหม่คือ รถซีดาน 4 ประตูขนาดกลางขับเคลื่อนล้อหน้า และกลายมาเป็นรถธงสำหรับการแข่งขัน NASCAR Xfinity Series จนถึงปี 2013 และ NASCAR Canada Series ในปี 2018

ในปี 2005 General Motors กลับมาทำตลาด Chevrolet ในยุโรปอีกครั้งด้วยการนำเอารถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้ Daewoo มาขายภายใต้แบรนด์ Chevrolet จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเปิดตัว Chevrolet Volt ในปลายปี 2010 นับได้ว่าเป็นรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นแรกของ Chevrolet พร้อมกับขายในชื่อ Opel Ampera และ Vauxhall Ampera ในตลาดยุโรป แถมยังได้รับรางวัล North American Car of the Year, European Car of the Year และ World Green Car of the Year ในปี 2012 รวมถึงยังทำยอดขายทั่วโลกจนถึงปีนั้นได้ 31,400 คัน และมากกว่า 1 แสนคันในช่วงปลายปี 2015 จนกระทั่งในปี 2016 รถตระกูล Volt ขึ้นแท่นรถ Plug-in Hybrid ที่ขายดีเป็นอันดับ 3 ของโลก รองลงมาจาก Nissan Leaf และ Tesla Model S

ในเดือนตุลาคมปี 2016 Chevrolet เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นแรกในชื่อว่า Bolt ที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 320 กม.ต่อชาร์จ และคว้ารางวัลมามากมายในปี 2017 จากสื่อต่างๆ ทั้ง Motor Trend, AutoGuide.com, Green Car Journal และยังติด 25 อันดับสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดบนนิตยสาร Time

Chevrolet เข้ามาในตลาดประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2000 ภายใต้บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรถรุ่นแรกที่วางขายคือ Zafira และมี Captiva โฉมที่ 2 เป็นรุ่นสุดท้ายก่อนที่จะยุติบทบาทในตลาดไทยตั้งแต่สิ้นปี 2020 และขายโรงงานที่ จ.ระยอง ให้กับ Great Wall Motors ในที่สุด
ในส่วนของวงการมอเตอร์สปอร์ต Chevrolet มีบทบาทในที่โดดเด่นอยู่หลักๆ 3 รูปแบบ โดยเริ่มจาก NASCAR ที่ในปัจจุบันมีทีมใหญ่ๆ อยู่ 3 ทีม ได้แก่

– Hendrick Motorsport ที่คว้าแชมป์ 12 สมัย, Richard Childress Racing ที่ได้แชมป์ 6 สมัย และ Trackhouse Racing Team ที่ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่สังเวียน MotoGP ด้วยการเข้าซื้อทีม RNF มาตั้งแต่ปลายปี 2023 ที่ผ่านมา
– ส่วนรถของ Chevrolet ที่เคยใช้แข่งขัน ได้แก่ Impala, Chevelle, Chevelle Laguna, Malibu, Monte Carlo, SS และในปัจจุบันรถที่ใช้ในการแข่งขันก็มี Camaro ZL1 1LE ในรายการ NASCAR Cup, Camaro SS ในรายการ NASCAR Xfinity และ Silverado ในรายการ NASCAR Craftman Truck

– ต่อมาคือ IndyCar ได้คว้าแชมป์รายการ Indianapolis 500 มา 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1986-1993 และคว้าแชมป์ในรายการ CART World Championship มา 5 ครั้งตั้งแต่ปี 1986-1992 จนกระทั่งเข้าสู่ยุคของ NTT IndyCar Series ที่ Chevrolet ขึ้นแท่นเป็นซัพพลายเอร์หลักร่วมกับ Toyota ในส่วนของเครื่องยนต์แทนเพื่อนร่วมชายคาอย่าง Oldsmobile ในปี 2002 จนกระทั่งถอนตัวออกไปทั้งคู่เมื่อปี 2005 และกลับมาอีกครั้งตั้งแต่ปี 2012 เพื่อประชันเครื่องยนต์กับ Honda และอีกรายการคือ FIA World Touring Car Championship หรือ WTCC ที่คว้าแชมป์ 3 ปีติดตั้งแต่ปี 2010-2012 ด้วยรถ Cruze

สำหรับ ประวัติของ Chevrolet นี้ที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน เป็นมากกว่ารถยนต์ เพราะนี่คือเรื่องราวที่สืบทอดจากตำนาน สู่เส้นทางที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจไม่สิ้นสุด สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
6 เรื่องชวนปวดหัวบนท้องถนน

เคยเจอกันมั๊ย? เวลาขับรถแล้วเจออะไรที่ทำให้เราหงุดหงิด หัวเสีย หัวร้อน มันเป็นเรื่องที่กวนใจเรามากเลยใช่มั้ยล่ะ แถมยังเสี่ยงอุบัติเหตุทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แล้วในแต่ละวันเราจะเจอพวกเหล่านี้เยอะมาก แล้วเราควรทำยังไงกับสิ่งเหล่านี้กันล่ะ?
1.เล่นโทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ
ผู้คนส่วนใหญ่มักติดมือถือกัน ทำให้มีการเล่นโทรศัพท์มือถือบนท้องถนน มีความเสี่ยงอันตรายสูงมาก และมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุจนผู้คนเดือดร้อน เพราะเราจะโฟกัสที่หน้าจอจุดเดียว จะทำให้เราไม่ได้สนใจวิสัยทัศน์รอบข้างถนน หรือแม้แต่การเล่นมือถือในระหว่างติดไฟแดงอยู่ แล้วไฟเขียวก็ไม่ออกรถ จนต้องบีบแตรเตือน
วิธีการรับมือ: บีบแตรเรียกเตือนเพื่อไม่ให้ติดขัดการจราจรกลางท้องถนน หรืออย่าแซงหน้ารถที่ขับไปเล่นมือถือไป

2.ขับรถซิ่ง
เราๆมักจะเจอหรือตกใจกับเสียงรถที่ขับด้วยความเร็วสูงที่เกินบนท้องถนน มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะจุดกลับรถต้องระวังรถที่ขับเร็ว อย่างน้อยสุดทำให้บาดเจ็บสาหัสเกือบกระดูกหรือหัก จนถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตอย่างเราหรือคนอื่น
วิธีการรับมือ: หลบหรือหลีกเลี่ยงรถที่ขับเร็ว ติดกล้องหน้ารถไว้เสมอ และอย่าไปแข่งเด็ดขาด ถ้าเจอเหตุการณ์ขับหวาดเสียวต่อเนื่องให้รีบแจ้งตำรวจ

3.เปลี่ยนเลนไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว
ทุกคนล้วนแล้วจะเจอกันบ่อยเวลาขับรถอยู่ อย่างการขับกำลังตรงไปอยู่จู่ๆก็โดนแซงปาดหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนท้ายรถของอีกฝ่ายได้ สร้างความเดือดร้อนไม่พอและยังเสียเวลาอีกด้วย จุดนี้อาจจะเป็นนิสัยไม่ก็ลืมที่จะเปิดกัน
วิธีการรับมือ: สังเกตพฤติกรรมล่วงหน้า คอยชะลอความเร็ว และเพิ่มระยะห่าง

4.คนข้ามถนนในที่ไม่ควรข้าม
เชื่อว่าข้อนี้ทุกคนที่ขับรถมักจะเจอบ่อยและต้องคอยเบรกหรือระวังไม่ให้ชน จนเกิดความเสี่ยงอันตรายต่อผู้คนที่เดินข้าม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ความมักง่ายกัน ทำให้ผู้ขับขี่ต้องหงุดหงิดมากบนท้องถนนลุบวิ่ง
วิธีการรับมือ: ตั้งสติและสังเกตพฤติกรรมคนข้างทางตลอดเวลา และลดความเร็วทันทีเมื่อคนกำลังข้ามถนน หรือชะลอความเร็ว

5.รถจักรยานยนต์วิ่งบนทางเท้า
ทุกครั้งที่เวลาเราเดินบนทางเท้าดีๆก็จะมีมอเตอร์ไซค์ขับผ่าน จนมีความเสี่ยงที่จะถูกชนหรือเดินไม่ปลอดภัยจนต้องหลบให้วิ่งไป และยังสร้างความหงุดหงิดพอตัว ซึ่งจะเป็นความมักง่ายของผู้ขับที่ใช้ทางลัดย่นเวลา
วิธีการรับมือ: ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองไว้เสมอ หรือแจ้งตำรวจและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

6.ขับรถเบียด
สำหรับผู้ขี่มอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ก็ตามต่างก็ต้องเจอไม่มากก็น้อย จากการที่ถูกรถขับเบียดแถบชนหรือล้ม เสี่ยงเป็นอันตรายอย่างมากจนเกิดอุบัติเหตุ และผู้ขับจะเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยและสร้างความหงุดหงิดในภายหลัง
วิธีการรับมือ: อย่าตอบโต้ด้วยการขับเบียดกลับ คอยเว้นช่องว่างให้มากขึ้น อย่าเอาอารมณ์เข้าแลก และคอยสังเกตและคาดการณ์ไว้ไม่ให้ไปโดนเบียด
สิ่งเหล่านี้ที่มักจะต้องเจอบ่อยครั้งและจะพาความหงุดหงิดเสมอ แต่เราก็สามารถรับมือได้บ่อยๆ คือ หายใจเข้าลึกๆและบอกกับตัวเองว่า “ใจเย็นไว้” หรือ ฟังเพลงหรือพอดแคสต์ที่ชอบ เป็นต้น ไม่ว่ายังไงก็ควรจะขับขี่อย่างปลอดภัยและเคราพกฎจราจร ขับอย่างมีน้ำใจเพื่อตัวเราเองและผู้อื่น สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ประวัติ Benelli แบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลี

Benelli ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ชื่อดังของอิตาลี ได้สร้างมรดกอันแข็งแกร่งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1911 โดยมีชื่อเสียงในเรื่องการออกแบบที่ประณีตและความเป็นเลิศในการแข่งขัน ประวัติศาสตร์ของแบรนด์นี้เต็มไปด้วยนวัตกรรมอันทะเยอทะยานและความสำเร็จที่โดดเด่น

โดยเรื่องราวเริ่มต้นกำเนิดในปี ค.ศ. 1911 เมืองเปซาโรของอิตาลี ได้ก่อกำเนิดแบรนด์รถจักรยานยนต์ Benelli ขึ้นจากหญิงสาวที่มีชื่อว่า เทเรซา โบนี เบเนลลี ได้นำเงินทุนทั้งหมดของครอบครัวไปลงทุนในโรงรถ Benelli Garage ต้องรับช่วงต่อธุรกิจจากสามีที่ล่วงลับ และคาดหวังให้ลูกๆ ของเธอทั้ง 6 คน ได้แก่ จูเซปเป, จิโอวานนี, ฟรานเชสโก, ฟิลิปโป, โดเมนิโก และ อันโตนิโอ ซึ่งเธอได้ส่งพี่ใหญ่ทั้งสองอย่าง จูเซปเป และ จิโอวานนี ไปเรียนวิศวะที่สวิตเซอร์แลนด์ และกลับมาก่อตั้งร้านซ่อมจักรยานและมอเตอร์ไซค์ รวมถึงยังผลิตอะไหล่เองอีก

จนสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น พวกเขาก็รับงานซ่อมเครื่องจักรต่างๆ ให้กับกองทัพอิตาลี และต่อมาในปี 1920 เหล่าพี่น้อง Benelli ทั้ง 6 ก็ประกอบรถมอเตอร์ไซค์ต้นแบบคันแรกขึ้นมาด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบ สองจังหวะ 75 cc บนเฟรมรถจักรยาน ก่อนที่ในปีต่อมาได้ประกอบรถมอเตอร์ไซค์คันแรกจริงๆ ด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาเองขนาด 98 cc
- ความสำเร็จแรกของ Benelli

ในปี 1927 เครื่องยนต์รุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จของ Benelli และทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 175 cc ระบบวาล์ว Cascade และ OHC ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ จูเซปเป ได้ศึกษาและนำไปต่อยอดมาจากบทความของ Edward Turner ผู้ออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ Triumph และถูกตีพิมพ์บนนิตยสาร Moto Revue จากฝรั่งเศส และ อันโตนิโอ น้องคนเล็กสุดของพี่น้อง Benelli ก็เริ่มเฉิดฉายในสนามแข่งเป็นครั้งแรก โดยการขี่รถ Benelli 175 ไปคว้าแชมป์ระดับประเทศ ด้วยเครื่องยนต์แคมเดี่ยวในปี 1927, 1928, 1930 และด้วยเครื่องยนต์แคมคู่ในปี 1931 แต่ความสำเร็จของเขาก็อยู่ได้ไม่ยั่งยืน เพราะในปี 1932 อันโตนิโอ ประสบอุบัติเหตุรุนแรงบนสนามจนต้องเลิกแข่งและยังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตในวันที่ 27 กันยายน ปี 1937
ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 Benelli เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 4 สูบเรียง Supercharged คลาส 250 cc 52 แรงม้า ที่สามารถทำความเร็ว 230 กม./ชม. และหมายมั่นปั้นมือว่าจะลงแข่ง Isle of Man TT ปี 1940 เพื่อเอาชนะต่อเนื่องจากปี 1939 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แข่ง เพราะถูกแบนจากชาติพันธมิตร

- บาดแผลจากหายนะ
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานหลายแห่งของ Benelli ถูกทำลาย ความเสียหายทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาฟื้นฟู 3-4 ปี ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของอิตาลีที่ไม่มั่นคง เพราะแพ้สงครามและประจวบกับปัญหาหลังบ้านของ Benelli เมื่อ จูเซปเป มีความเห็นเรื่องแผนการผลิตที่ขัดแย้งกับน้องๆ ของเขาจนไม่คุยกัน ก่อนจะแยกตัวมาก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ BBC Automobili ในปี 1946 ร่วมกับ ปิเอโร่ บาเร็ตต้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์อาวุธปืนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์อีกเจ้าคือ MotoBi ในปี 1952
ทาง Benelli ต้องเปลี่ยนมือ CEO ให้ จิโอวานนี พี่คนรองที่ถึงแม้จะไม่ชำนาญการออกแบบเท่า จูเซปเป แต่ก็มีทักษะการบริหารที่ดีมาดูแลแทน รถรุ่นใหม่ๆ ในช่วงยุคนี้จึงถูกออกแบบภายใต้วิสัยทัศน์ที่ เน้นน้ำหนักเบา น่าเชื่อถือ และราคาจับต้องง่าย จนเกิดรถรุ่น Letizia ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 จังหวะ 98 cc กลายเป็นรถ Benelli ยุคหลังสงครามโลกที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ก่อนที่จะเปิดรถรุ่นต่อมาอย่าง Leoncino และผลิตตั้งแต่ปี 1950-1960 เป็นจำนวนมากกว่า 45,000 คัน ที่มีทั้ง 2 ล้อ และ 3 ล้อ และยังเป็นรถที่ Leopoldo Tartarini ได้รับชัยชนะในการแข่งขันรายการ Motogiro d’Italia
- เมื่อแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ มาจับปืน
Benelli Buzzer Benelli Dynamo Benelli Hornet Benelli Hurrican Benelli Mojave Benelli Tornado Benelli Volcano ในช่วงยุค 60 ก็ยังเป็นช่วงที่เศรษฐกิจยังคงย่ำแย่อยู่ Benelli จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการส่งออกรถไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกา หลายรุ่น ได้แก่ Tornado 650, Mojave 260/360, Buzzer, Hurrican, Dynamo, Hornet หรือแม้กระทั่ง Volcano

และด้วยความที่เหล่าพี่น้องตระกูล Benelli มีรสนิยมชอบกิจกรรมล่าสัตว์ ทำให้ จิโอวานนี ได้ก่อตั้งแบรนด์อาวุธปืนขึ้นมาในปี 1967 หนึ่งในผลงานของแบรนด์นี้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด คือ ปืนลูกซอง Benelli M4 Super 90 อาวุธคู่บุญจากหนังเรื่อง John Wick หรือยังมี Supernova ที่ตำรวจไทยบ้านเราใช้กันอยู่
จนกระทั่งมาถึงช่วงยุค 70 การมาของรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่น ทำให้แบรนด์รถอิตาลีในยุคนั้นเสื่อมความนิยมมากกว่าเดิม จน Benelli และ Moto Guzzi ต้องขายแบรนด์ให้กับ อเลฮานโดร เดอ โทมาโซ อดีตนักแข่ง Formula 1 ชาวอาร์เจนติน่าเชื้อสายอิตาลี ในปี 1971 และเอาแบบของ Honda CB500 มาผลิตมาเป็นรถของตัวเองในชื่อ Benelli Quattro และพัฒนาต่อออกมาเป็น Sei รถ 6 สูบเรียงรุ่นแรกของโลกที่ขับขี่ได้บนท้องถนน ซึ่งก็ได้รับรางวัล Moto dell’anno ในปี 1974 และทำยอดผลิตไปได้ 3,200 คันในปี 1977
- ยุคฟื้นฟู และความท้าทาย
ในช่วงยุค 80 การรุกคืบของรถญี่ปุ่นเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤต ทำให้ยอดขายของ Benelli ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องจนในปี 1989 Benelli ต้องถูกขายให้กับ จิอันคาร์โล เซลชี ก่อนที่ในปี 1995 ก็จะส่งไม้ต่อให้ อันเดรอา เมอร์โลนี่ ในวัย 28 ปีที่มีความฝันอยากจะชุบชีวิต Benelli ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเริ่มจากการตั้งโรงงานแห่งใหม่ริมถนน Strada della Fornace Vecchia และในปีต่อมาก็เปิดตัวรถสกูตเตอร์รุ่นต่างๆ ในช่วงยุค 2000

Benelli Tornado Tre 900
ในปี 1999 Benelli ก็ได้จ้างช่าง ริคคาโด้ โรซ่า ให้มาออกแบบรถสปอร์ต Tornado Tre ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 900 cc ที่มีความประหลาดมาก เพราะหม้อน้ำถูกวางไว้ใต้เบาะแทนที่จะวางไว้บริเวณด้านหน้า พร้อมติดตั้งใบพัดระบายความร้อนอีก ซึ่งต่อมารถรุ่นนี้ก็เปิดตัวในปี 2002 ก่อนจะตามมาด้วยรถ Naked Bike ที่หลายๆ หรือ TNT จนในปี 2001-2002 นาย เมอร์โลนี่ ได้ส่งทีมของตัวเองและรถ Tornado Tre รุ่นนี้เข้าแข่งขันในสนาม WorldSBK โดยที่มี ปีเตอร์ ก็อดเดิร์ด อดีตนักแข่ง MotoGP ยุค 90 เป็นคนขี่
- ก้าวสู่แผ่นดินจีน

Yan Haimei
ถึงแม้ว่าการมาถึงของ Benelli Tornado Tre จะทำให้กลับมาเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ยอดขายรถก็ยังสวนทางอยู่ครับจนทำให้ เมอร์โลนี่ ตัดสินใจถอนตัวและขายกิจการให้กับกลุ่มทุนใหญ่จากจีน นั่นก็คือ Qianjiang Motor Group ภายใต้การบริหารของ Yan Haimei ก่อนจะถูกยุบรวมกับ Geely ในปี 2015 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือการออกแบบรถที่ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของจีน กับหน้าตาที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นรถอิตาลีบ้านเกิดอย่าง TRK 500 และ TRK 502X
- Benelli ในวงการสนามแข่ง


Dario Ambrosini (ซ้าย) และ Kelvin Carruthers (ขวา)
ในวงการมอเตอร์สปอร์ต Benelli นับได้ว่าค่อนข้างจะมีผลงานน้อยอยู่พอสมควร เช่น MotoGP ที่เคยคว้าแชมป์โลกมาเพียง 2 ครั้งเท่านั้นในคลาส 250 cc ได้แก่ ปี 1950 และปี 1969, Isle of Man TT ที่คว้าแชมป์มา 3 ครั้งในรุ่น Lightweight TT ได้แก่ปี 1939, 1950 และปี 1969 ทั้งสองรายการนี้นักแข่งที่ตึงที่สุด ได้แก่ Dario Ambrosini และ Kelvin Carruthers รายการแข่งขันที่จะดูเยอะเป็นพิเศษนั้นก็มีเพียง Italian Speed Championship เท่านั้นที่คว้าแชมป์ทั้งหมด 16 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1927 ถึง 1969
ทั้งหมดนี้คือเกร็ดความรู้เรื่องราวของ แบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลีที่สุดใน Benelli นี้ ที่หลายท่านอาจเคยสงสัยหรือไม่รู้มาก่อน สำหรับ Scoop นี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
75 ปีแห่งการผลิตรถยนต์ปอร์เช่ที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen)

ปอร์เช่รุ่น 356 คันแรกที่ผลิตในเยอรมนี เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1950 นับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซุฟเฟนเฮาเซนกลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถสปอร์ตของปอร์เช่ ที่นี่ไม่เพียงแต่ผลิตเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผลิตรถที่มีการปรับแต่งเฉพาะตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย
การผลิต ปอร์เช่ 356 เริ่มต้นขึ้นที่เมืองสตุ๊ทการ์ทเมื่อ 75 ปีที่แล้ว รถคันแรกของสายการผลิตใหม่นี้เสร็จสมบูรณ์ที่เมืองซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1950 และนี่คือการเริ่มต้นของเรื่องราวความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมืองซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์รถสปอร์ตของปอร์เช่อย่างไม่สามารถแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็น รุ่น 911 ที่เริ่มผลิตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1964, รุ่น 718 และไทคานน์ (Taycan) ที่เป็นรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% “เมืองซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) คือบ้านเกิดของรถสปอร์ตของเรา มันสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้บุกเบิก, เทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย และคุณภาพการผลิตในระดับสูงสุด การพัฒนาของสถานที่นี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของปอร์เช่ จากผู้ผลิตรถสปอร์ตขนาดเล็กมาสู่การเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกที่สร้างสรรค์ยนตรกรรมสุดพิเศษ” กล่าวโดย อัลเบรชต์ ไรโมลด์ (Albrecht Reimold) สมาชิกของคณะกรรมการบริหารฝ่ายการผลิตและโลจิสติกส์ที่ ปอร์เช่ เอจี (Porsche AG)
จากเมืองเกมุนด์ (Gmünd) สู่ ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen): เส้นทางสู่การผลิตรถยนต์ภายในโรงงานของตัวเอง

ปอร์เช่เริ่มต้นที่เมืองซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ในปี 1938 โดยเริ่มต้นจากสำนักงานออกแบบของบริษัท ก่อนจะเริ่มผลิตรถยนต์ภายใต้ชื่อแบรนด์ปอร์เช่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ปี 1948 ปอร์เช่ 356 ‘No.1’ โรดสเตอร์ ได้รับใบอนุญาตการใช้งานอย่างเป็นทางการ รถรุ่นแรกจำนวน 52 คันถูกสร้างขึ้นด้วยมือในออสเตรียระหว่างปี 1948–1950 โดยใช้ตัวถังอะลูมิเนียม วางเครื่องยนต์ด้านหลัง พร้อมเบาะหลังฉุกเฉิน และกลายเป็นต้นแบบของ Porsche 356 ที่จะผลิตในเมืองสตุ๊ทการ์ทในเวลาต่อมา เมื่อปอร์เช่ย้ายกลับมายังแคว้นสวาเบียน (Swabia) โรงงานของปอร์เช่ก็ถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตร จึงต้องใช้สำนักงานชั่วคราวในอาคารไม้ริมถนน Schwieberdinger ขณะเดียวกันปอร์เช่ได้เช่าพื้นที่ใน Reutter Plant II ฝั่งตรงข้ามถนนสำหรับการผลิตเครื่องยนต์และประกอบรถยนต์ และว่าจ้างบริษัท Reutter ให้ผลิตตัวถังที่สมบูรณ์ ทั้งพ่นสีและติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ดำเนินการที่ Reutter Plant I บนถนน Augustenstrasse ทางฝั่งตะวันตกของเมืองสตุ๊ทการ์ทจนถึงปี 1953

ปอร์เช่รุ่น 356 คันแรกเสร็จสมบูรณ์ที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1950 โดยในปลายปี 1950 ปอร์เช่ได้ผลิตรถทั้งหมด 317 คัน เนื่องจากความสำเร็จในสนามแข่งและความต้องการที่จากตลาดต่างประเทศ ทำให้ 356 กลายเป็นรถที่สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ปอร์เช่ หลังจากการส่งมอบ โรงงานหมายเลข 1 ถูกเลื่อนออกไปโดยกองทัพสหรัฐฯ ปอร์เช่จึงว่าจ้างสถาปนิกชื่อดังจากสตุ๊ทการ์ท โรลฟ์ กุตบรอด (Rolf Gutbrod) ให้มาทำการออกแบบ โรงงานหมายเลข 2 โดยอาคารประกอบแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนที่ดินที่ปอร์เช่ซื้อจาก Reutter และเริ่มใช้งานในปี 1952 จากนั้นก็ขยายพื้นที่เพิ่มเติมในปี 1954 ในช่วงปลายปี 1955 ปอร์เช่ก็กลับมาใช้พื้นที่อาคาร โรงงานหมายเลข 1 ของตนเองอีกครั้งในซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) อาคารดังกล่าวจะมีแผนกออกแบบ แผนกธุรกิจ การซ่อมรถยนต์ รวมถึงห้องทดสอบและพัฒนารถแข่ง ขณะที่กระบวนการผลิต การขาย และการจัดหาชิ้นส่วนยังคงดำเนินการที่ โรงงานหมายเลข 2 การผลิตเครื่องยนต์เริ่มต้นที่ โรงงานหมายเลข 3 ในปี 1960 และในวันที่ 1 ธันวาคม 1963 ปอร์เช่ได้ซื้อโรงงานตัวถังของ Reutter พร้อมพนักงานประมาณ 1,000 คน ซึ่งส่งผลให้จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า และนับแต่นั้นมา ปอร์เช่ก็ได้ครอบครองสถานที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) อย่างสมบูรณ์ ในปีเดียวกันนั้นเอง ปอร์เช่ 911 คันแรก ซึ่งในตอนนั้นยังใช้ชื่อ 901 ได้ออกจากสายการผลิตที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) โดยในปลายปี 1965 ปอร์เช่ผลิตรุ่น 356 ไปแล้วกว่า 78,000 คัน และในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปอร์เช่ยังคงพัฒนาและขยายพื้นที่โรงงานแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ช่วงปี 1950 เป็นต้นมา ปอร์เช่ได้เริ่มใช้หลักการผลิตที่ยังคงยึดถือมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ “การผลิตที่ยืดหยุ่น” โดยนำรถรุ่นต่าง ๆ มาผลิตบนสายการผลิตเดียวกัน เช่น คูเป้ (Coupé), คาบริโอเล็ต (Cabriolet), โรดสเตอร์ (Roadster) และ สปีดสเตอร์ (Speedster) ของปอร์เช่ 356 ที่สามารถผลิตแบบคู่ขนานและปรับแต่งเฉพาะคันได้ จุดเด่นนี้เองที่ทำให้การผลิตของปอร์เช่ที่สำนักงานใหญ่โดดเด่นในด้านประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และคุณภาพสูงสุด และแม้ในปัจจุบัน ปอร์เช่ 911 ทุกรุ่น ตั้งแต่ คาร์เรร่า (Carrera) ไปจนถึงโมเดล GT ระดับสูงและ Cup car ก็ยังคงถูกผลิตในสายการผลิตเดียวกัน ส่วนกระบวนการตกแต่งภายในก็ทำอย่างพิถีพิถันในแผนกช่างฝีมือประจำโรงงาน
จาก 356 สู่ 911 – การเติบโตและขยายตัวของปอร์เช่
ในทศวรรษ 1960 นั้นรุ่น 911 ได้เข้ามาแทนที่รุ่น 356 อย่างเต็มตัว พร้อมกับการขยายกำลังการผลิตและการสร้างอาคารโรงงานใหม่เพิ่มเติม โดยมีการย้ายการผลิตเครื่องยนต์ออกจากพื้นที่หลัก และขยายโรงงาน โรงงานหมายเลข 2 ด้วยการสร้างอาคารประกอบเพิ่มเติม ในปี 1969 Building 41 ถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารประกอบขั้นสุดท้ายแบบหลายชั้น เพื่อรองรับสายการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปอร์เช่ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ในปี 1973 ปอร์เช่มีพนักงานประมาณ 4,000 คน และเมื่อสิ้นทศวรรษ 1980 จำนวนพนักงานก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า กระจายอยู่ใน 3 สถานที่หลัก ได้แก่ สายการผลิตที่ ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen), ศูนย์วิจัยและพัฒนาใน ไวซัค (Weissach) และสำนักงานใน ลุดวิกส์บูร์ก (Ludwigsburg) โรงงานซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ยังคงขยายตัวเรื่อยมาเพื่อตอบรับกับยอดการผลิตที่เติบโตขึ้น โดยในยุค 70 และ 80 ปอร์เช่ผลิตรถที่วางเครื่องยนต์ด้านหน้าอย่างรุ่น 928, 944 และ 968 ควบคู่ไปกับ 911

ในช่วงทศวรรษ 1980 การผลิตตัวถังที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนั้นโรงงาน โรงงานหมายเลข 5 จึงถูกสร้างขึ้นในปี 1988 เพื่อรอบรับการผลิตตัวถังที่มีความยืดหยุ่นสูง จุดสังเกตที่โดดเด่นของโรงงานแห่งใหม่นี้คือ “สะพานลำเลียงรถ” ซึ่งมีความสูงประมาณ 35 เมตร ใช้สำหรับลำเลียงตัวถังรถยนต์ข้ามถนน Schwieberdinger ที่มีการจราจรคับคั่ง ไปยังสายการประกอบขั้นสุดท้ายที่ โรงงานหมายเลข 2 ฝั่งตรงข้าม

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โรงงานที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั้งการปรับปรุงพื้นที่ การขยายอาคาร และการสร้างใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเรื่องของความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นในการผลิต ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ของโรงงานคือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นการผลิตไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% ที่เริ่มการผลิตในสายการผลิตปี 2019 ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ ปอร์เช่ได้สร้างพื้นที่การผลิตใหม่ ได้แก่ โรงงานผลิตตัวถังแห่งใหม่ใน โรงงานหมายเลข 5 และโรงพ่นสีสุดล้ำใน โรงงานหมายเลข 1 ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของ e-mobility พร้อมกันนี้ยังได้สร้างอาคารประกอบสมัยใหม่ใน โรงงานหมายเลข 2 ริมถนน Adestrasse และเพิ่มสะพานลำเลียงแห่งที่สองข้ามถนน Schwieberdinger เพื่อเชื่อมต่อกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ
ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) คือสถานที่ซึ่งปอร์เช่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและฝีมือชั้นสูง

ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) คือหัวใจของการผลิตรถสปอร์ต “ผลิตในซุฟเฟนเฮาเซน (Made in Zuffenhausen)” ที่ผสานระหว่างความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือกับเทคโนโลยีอันล้ำหน้า เช่น ระบบขนส่งไร้คนขับ ระบบคลาวด์กลางของโรงงาน และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ที่นี่ศูนย์กลางการผลิตสำหรับ 911 และ ไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100%
บนพื้นที่กว่า 1 ตารางกิโลเมตรทางตอนเหนือของเมืองสตุ๊ทการ์ต ยังรวมถึงโรงงานผลิตเครื่องยนต์ 2 แห่งที่รับหน้าที่ผลิตเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สำหรับรถสปอร์ต เครื่องยนต์ V8 สำหรับรถสี่ประตูที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป และมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับ Taycan และ Macan รุ่นไฟฟ้า

นอกจากนี้ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของการผลิตพิเศษทั้งหมดถึงสามอย่าง ได้แก่ Porsche Exclusive Manufaktur ซึ่งที่นี่ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถยนต์ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า, Sonderwunsch แผนกที่สร้างรถยนต์รุ่นพิเศษแบบหนึ่งเดียวในโลก และ CFRP Manufaktur ซึ่งที่นี่จะประกอบชิ้นส่วนตัวถังน้ำหนักเบาแบบพิเศษนอกสายการผลิตหลัก นั่นคือ คาร์บอนไฟเบอร์ที่ผลิตด้วยมือ สำหรับรถรุ่นเฉพาะทางที่เน้นความเบา เช่น 911 S/T และ 911 GT3 RS
นอกเหนือจาก ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) และ ไวซัค (Weissach) แล้ว อีกหนึ่งสถานที่อย่าง ไลพ์ซิก (Leipzig) ก็มีบทบาทสำคัญในโลกของปอร์เช่เช่นกัน คาเยนน์ (Cayenne) เริ่มผลิตที่นี่ในปี 2002 และผลิตจนถึงปี 2016 และในระหว่างปี 2003 ถึง 2006 คาร์เรร่า จีที (Carrera GT) ก็ได้ถูกผลิตที่นี่เช่นกัน พานาเมร่า (Panamera) สปอร์ตซีดานได้เริ่มผลิตที่นี่ตั้งแต่ปี 2009 และ มาคันน์ (Macan) ก็ได้เริ่มผลิตที่ไลพ์ซิก (Leipzig) ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งในการผลิต มาคันน์ (Macan) ปอร์เช่ได้ขยายสถานที่ผลิตที่ไลพ์ซิกให้เป็นโรงงานเต็มรูปแบบระหว่างปี 2011 ถึง 2014
ก้าวสู่อนาคตในวาระครบรอบ

ที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ปอร์เช่ผสมผสานการผลิตในระดับอุตสาหกรรมเข้ากับความเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตที่ผ่านการสร้างสรรค์อย่างประณีต อัลเบรชต์ ไรโมลด์ (Albrecht Reimold) กล่าว ว่า “ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) คือบ้านและจะยังคงเป็นบ้านของรถสปอร์ตของเราตลอดไป ที่นี่คือสถานที่ที่เราผลิตรถยนต์ที่ทำให้คนทั้งโลกหลงใหล ด้วยกระบวนการผลิตที่ผสมผสานงานฝีมือและทักษะทางวิศวกรรมชั้นสูงมาตลอดระยะเวลา 75 ปี” ในโอกาสการครบรอบนี้ ปอร์เช่ไม่ได้เพียงแค่เฉลิมฉลองอดีตที่น่าประทับใจเท่านั้น แต่ยังมองไปอนาคต ด้วยความมั่นใจว่า โรงงานผลิตทั้ง 3 สถานที่ ไม่ว่าจะเป็น ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen), ไวซัค (Weissach) และไลพ์ซิก (Leipzig) จะยังคงเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีล้ำสมัย คุณภาพในการผลิต และความมุ่งมั่นอันยั่งยืนของปอร์เช่เพื่อการผลิตรถสปอร์ตที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
6 ปี “โมโตจีพี สนามประเทศไทย” อีเว้นต์ที่มากกว่ากีฬา คือพลังแห่งความร่วมใจ-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สร้างปรากฎการณ์ในหลากหลายมิติ
โมโตจีพี สนามประเทศไทย เรียกว่า ที่สุดในทุกทาง ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์และปรากฎการณ์ใหม่มากมาย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 24,853 ล้านบาท ถูกเผยแพร่สู่สื่อมอเตอร์สปอร์ตยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ด้วยเสน่ห์ความเป็นไทยในหลากหลายมิติ สุดยอดอีเว้นต์ที่มากกว่าการแข่งขัน
การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก“โมโตจีพี” สุดยอดศึกสองล้อที่เร็วที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก รายการกีฬายอดนิยมมีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของโลก ถ่ายทอดสดไปมากกว่า 200 ประเทศ ยอดผู้ชมในทุกแพลตฟอร์มกว่า 1,000 ล้านคน ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 6 ปี ตั้งแต่ปี 2561, 2562, งดจัดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ในปี ปี 2563 ถึง 2564, จากนั้นจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
■ สนามเปิดฤดูกาลโอกาสทองฝังเพชรที่ทั่วโลกต่างต้องการ

ในปี 2568 ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ สนามที่ 1 ของฤดูกาล ภายใต้ชื่อรายการ PT Grand Prix of Thailand 2025 (พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์) ได้รับบทบาทสำคัญ ทั้งการแถลงเปิดฤดูกาล Season Premier โดยดอร์น่าสปอร์ต ต่อด้วย Pre-Season Test และ Main Race 28 ก.พ.-2 มี.ค.ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปีที่ 6 ซึ่งดอร์นา สปอร์ต เปิดเผยว่าทั้ง 3 อีเว้นต์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ใช้เงินลงทุนไปมากกว่า 23 ล้านยูโร หรือประมาณ 819 ล้านบาท ไม่รวมกับงบประมาณจัดงานจากฝั่ง การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท.
ซึ่งบทบาทในปีนี้ถือโอกาสทองจาก 22 สนามที่จะถูกจัดขึ้นทั้งปีทั่วโลก เนื่องจากได้รับความสนใจจากทั้งสื่อมวลชนและแฟนความเร็วมากที่สุด เพราะจะได้เห็นนักแข่งกับการวางแผนทำงานของทีมแข่ง ภายใต้รถแข่งในเทคโนโลยีใหม่, ผลงานภายใต้สนามนี้ เรียกว่าเป็นสนามที่จะชี้ชะตาของฤดูกาล 2025 เลยก็ว่าได้ และการได้รับโอกาสเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ ”สนามประเทศไทย” ที่โดดเด่นมากที่สุดสนามหนึ่งของโลก
■ ถนนทุกสายมุ่งสู่บุรีรัมย์ ไม่เกินความจริง

หนึ่งภาพอันยิ่งใหญ่ของการจัดมหกรรมกีฬาระดับพรีเมียมนี้ ทำให้สุดสัปดาห์ของการจัดการแข่งขันตลอด 6 ปีที่ผ่านมาได้ สร้างปรากฎการณ์-ดึงดูดผู้คนหลายแสนคนมุ่งไปยัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยโมโตจีพี ปี 2561 มีผู้ชมเข้าร่วมงาน 222,535 คน, ปี 2562 จำนวน 226,655 คน, ปี 2565 จำนวนผู้ร่วมงาน 178,463 คน, ปี 2566 จำนวน 179,811 คน, ปี 2567 จำนวน 205,373 คน และในปี 2568 ด้วยตัวเลขผู้ชมที่สูงถึง 224,634 คน ทำให้ PT Grand Prix of Thailand 2025 คือการแข่งขันกีฬาระดับโลกรายการใหญ่ที่สุด ที่มีการจัดในประเทศไทย
■ โมโตจีพีไม่ใช่แค่การแข่งขันแต่คือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“โมโตจีพี สนามประเทศไทย” เป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างยอดเยี่ยม เริ่มจากปี 2561 สร้างเงินหมุนเวียนโดยรวมจากการจัดงานคิดเป็นมูลทางเศรษฐกิจ 3,053 ล้านบาท, ปี 2562 จำนวน 3,457 ล้านบาท, ปี2565 จำนวน 4,048 ล้านบาท, ปี 2566 จำนวน 4,493 ล้านบาท, ปี2567 จำนวน 4,759 ล้านบาท
ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยข้อมูลสำคัญ PT Grand Prix of Thailand 2025 ระหว่างวันที่ 28 ก.พ. – 2 มี.ค. 2025 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 224,634 คน เป็นคนไทย 172,565 คน ชาวต่างชาติ 52,069 คน มูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 5,043 ล้านบาท กระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 4,268 ล้านบาท ใช้งบจัดงาน 775 ล้านบาท สร้างงาน 7,772 ตำแหน่ง ภาษีที่รัฐเก็บได้กว่า 318 ล้านบาท
ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ “โมโตจีพี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 24,853 ล้านบาท เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของนโยบาย World Grand Prix และ Sport Tourism ได้อย่างเป็นรูปธรรม
■ แง่มุมงดงามของการจัดแข่งขัน

“โมโตจีพี สนามประเทศไทย” เป็นมหกรรมกีฬาที่ทุกคนต่างมีส่วนร่วม เกิดขึ้นได้และขับเคลื่อนไปอย่างงดงาม ภายใต้ความร่วมมือที่ผนึกแน่นทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้การนำของการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคเอกชนและภาคประชาชนมากมาย ก่อให้เกิดกิจกรรมที่สมบูรณ์พร้อมในและนอกสนาม ในฐานะที่ประเทศไทยและชาวไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกัน
ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันโมโตจีพีสนามประเทศไทยนั้น ลำพังแค่ “ฅนบุรีรัมย์” จะไม่สามารถจัดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “มหานครแห่งกีฬาของประเทศไทย” แห่งนี้ ได้ฝากฝีมือไว้ในการจัด “มหกรรมกีฬา”ที่ยิ่งใหญ่มากมายด้วยลูกหลานบุรีรัมย์ คำว่า “บุรีรัมย์ทำถึง” ถูกขนานนามผ่านสื่อและประชาชนนับครั้งไม่ถ้วน
“ชัตเติ้นแต๋น” จากเรือกสวนไร่น่า มาสู่ฮีโร่สำคัญของการขนส่งผู้คน สร้างตำนานและภาพจำบทใหม่ของการนำส่งผู้ชมสู่เซอร์กิต ประดับประดารถด้วยวัฒนธรรมอีสานใต้ สวยงามเป็นเอกลักษณ์
“GU เก็บ” คนเล็กหัวใจใหญ่ คณะจิตอาสานับพันคน ที่ทำหน้าที่เบื้องหลังความสำเร็จด้านความสะอาด, Ask me “มีอะไรถามฉัน” อาสาสมัครด้านการท่องเที่ยวทั้งครู อาจารย์ เยาวชนในท้องถิ่น, ชาวต่างชาติที่มาร่วมโครงการกว่า 500 คน คอยให้คำแนะนำ อำนวยความสะดวก ตอบคำถาม แก่นักท่องเที่ยว ที่เดินทางไปชมงานโมโตจีพี ที่จังหวัดบุรีรัมย์
■ เสน่ห์วิถีไทย เฟสติวัลที่ยิ่งใหญ่ ครบเครื่อง

ที่ถูกชื่นชมตลอดมา คือ “เสน่ห์วิถีไทย” ที่เป็นแรงส่งทุกด้าน มัดใจผู้คนทั่วโลกทั้งแฟนโมโตจีพี“ตัวยง”และยังตอบโจทย์ให้กับคนอีกกลุ่มที่ต้องการเข้าร่วม “เฟสติวัล” ไม่ได้ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันด้วยซ้ำ แต่ด้วยความสนุกแบบเต็มระบบ ครบเครื่อง ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ภายในสนามสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ หลังจบการแข่งขัน จะเห็นภายผู้คนนับหมื่นคน ยังคงสนุกสนานอยู่กับคอนเสิร์ต ศิลปินเบอร์ต้นของประเทศ , มวยและกิจกรรมใน PT Grand Prix Expo ที่มีสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับมอเตอร์ไซค์-มอเตอร์สปอร์ต, ร้านอาหารอร่อยๆ รวมถึงพาวิลเลียนขนาดยักษ์ของแบรนด์สินค้าและหน่วยงานราชการให้ร่วมสนุกร่วมชมมากมาย ได้แก่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), น้ำแร่ธรรมชาติ ตราช้าง, ฮอนด้า, ยามาฮ่า, ดูคาติ , กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.), แกร็บ ประเทศไทย (Grab) ฯลฯ จนได้รับเสียงชื่อชมมากมายจากดอร์น่า สปอร์ตและแฟนความเร็วทั่วโลก ถึงเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครนี้ ■ ประวัติศาสตร์ความสำเร็จของวงการ “กีฬา”ไทย

โมโตจีพี สนามประเทศไทย เป็นการต่อยอดนโยบาย “Sport Tourism” และ “ World Grand Prix” รวมถึงอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญของการกีฬาแห่งประเทศไทย คือการพัฒนา ยกระดับนักกีฬาไทยเพื่อต่อยอดเทียบเท่าระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ โดยในปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งความสำเร็จที่มี “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา เป็นนักแข่งไทยคนแรกในการลงแข่งขันในคลาสสูงสุดอย่าง โมโตจีพี ตลอดทั้งฤดูกาล สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชน และเป็นความภาคภูมิใจให้คนทั้งประเทศ
■ #SaveThaiGP

ฤดูกาล 2025 ประเทศไทยได้รับความสนใจจากสื่อมอเตอร์สปอร์ตยักษ์ใหญ่ทั่วโลก มีสื่อต่างชาติและสื่อไทยกว่า 750 คน ร่วมกันรายงานข่าว หลังจบการแข่งขัน เกิดกระแสทางสังคมมากมาย เกี่ยวกับการต่อสัญญาโมโตจีพีสนามประเทศไทย ที่ยังคงคุลมเคลือ และมีแนวโน้มว่า “โมโตจีพี 2026” จะเป็นสนามสุดท้ายของไทย โค้งสุดท้ายที่มีประเทศต่างๆสนใจรอจ่อคิวเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ชมและสื่อมวลชนมากมาย ต่างร่วมกันตั้ง แฮชแท็กซ์ #SaveThaiGP เพื่อเรียกร้องและปกป้องการแข่งขัน “โมโตจีพีวิถีไทย” หนึ่งในความสำเร็จและความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ได้มีโอกาสได้จัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องต่อไป
ทุกเรื่องราวความสำเร็จในหลากหลายมิตินี้ ชี้ให้เห็นว่า “โมโตจีพี สนามประเทศไทย” ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เป็น “มากกว่ากีฬา มากกว่าการแข่งขัน” เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน สร้างความสุข รอยยิ้ม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปพร้อมๆกัน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
default default default default -
ป้ายทะเบียนรถหาย! ต้องทำอย่างไร

เชื่อว่าหลายท่านต้องเคยประสบปัญหาเรื่อง ป้ายทะเบียนของรถหาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแจ้งเรื่องหรือดำเนินการอย่างไรบ้างถึงจะได้มีป้ายทะเบียนกลับมาเหมือนเดิม ในคอลัมน์นี้จะมาไขข้อข้องใจนี้กัน
อย่างแรกที่ต้องบอกกันก่อนเลยคือในกรณีป้ายทะเบียนรถของท่านหาย ไม่ต้องทำเรื่องแจ้งความแต่อย่างใด แค่ใช้บันทึกถ้อยคำกับเจ้าหน้าที่ขนส่งที่รับผิดชอบหรือพูดง่ายๆคือจดในเขตที่จดทะเบียนรถไว้ ไม่สามารถดำเนินเรื่องข้ามเขตได้ โดยเตรียมเอกสาร ดังนี้
1.สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง
2.สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ
3.หากไม่สามารถมาดำเนินการด้วยตัวเองได้ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมทั้งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ
กรณีรถติดไฟแนนซ์ แล้วต้องการดำเนินการด้วยตัวเอง
1.สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง
2.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้เช่าซื้อ
3.หนังสือรับรองจากบริษัทจัดไฟแนนซ์
4.หนังสือมอบอำนาจจากไฟแนนซ์ พร้อมสำเนาบัตรผู้รับมอบอำนาจ

โดยมีค่าบริการที่ต้องชำระคือ ค่าป้ายทะเบียนป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท และท่านจะได้รับป้ายทะเบียนใหม่ภายใน 15 วัน
ก็เป็นเกร็ดความรู้ที่ได้นำมาฝากกันกับทุกท่านที่เคยเจอกรณีป้ายทะเบียนหายไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม ก็สามารถดำเนินการได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นและหวังว่าการขับขี่ครั้งแต่ขอให้ทุกท่านระมัดระวังการทำป้ายทะเบียนหล่นหายอีก คงไม่มีท่านไหนอยากให้หล่นหายบ่อยอย่างแน่นอน (ขอขอบคุณข้อมูลจาก กลุ่มประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร กรมการขนส่งทางบก)
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
6 วิธี แก้ง่วงขณะขับรถทางไกล

- นอนหลับให้เพียงพอ การขับรถเดินทางไกล สิ่งสำคัญ คือคุณควรนอนหลับให้เพียงพอต่อการเดินทาง ควรนอนสะสมให้ครบ 8 ชั่วโมง หรือ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำเพื่อลดการง่วงขณะขับขี่ ซึ่งสามารถเป็นต้นเหตุของการหลับในได้

- หาเครื่องดื่มมาช่วยเพิ่มความสดชื่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น ที่สามารถเพิ่มความสดชื่นและทำให้ตื่นตัวได้เป็นอย่างดี

- หาของกินระหว่างขับ เช่น มันฝรั่ง ลูกอม หมากฝรั่ง นอกจากจะคลายหิวแล้ว ยังช่วยร่างกายตื่นตัวอีกด้วย

- สร้างความสดชื่นด้วยการลดอุณหภูมิปรับความเย็นแอร์ลงหรือเร่งพัดลมแรงขึ้นหันเข้าหาตัว หรือลดกระจกลงเพื่อรับอากาศจากภายนอกบ้าง และควรเตรียมผ้าชุบน้ำไว้เช็คหน้าด้วย

- เปิดเพลงฟัง ชวนคนข้างๆคุย จะช่วยสร้างความครื้นเครงและทำให้ตื่นตัวขณะขับรถ

- ขยับร่างกายเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ การได้ขยับร่างกายเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยลดการเมื่อยล้า และเมื่อรู้สึกปวดเมื่อยให้ส่ายหัวบ้าง ยกมือ ยกแขน หรือเลื่อนเบาะที่นั่ง ปรับพนักพิง เพื่อไม่ให้อยู่ท่าเดิมนานๆ

ถ้าหากรู้สึกว่ามีอาการง่วงมาก ๆ และจำเป็นต้องนอนพักในรถยนต์ ควรระมัดระวังอันตรายที่อาจเกิดจากการนอนเปิดแอร์และปิดกระจกในรถยนต์ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งเกิดจากในขณะที่เราสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ปิดกระจกมิดชิด เท่ากับว่าเป็นการนอนดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โดยที่ก๊าซพิษเหล่านั้นจะไหลเวียนมาจากระบบแอร์ของรถยนต์ ที่มีการดูดอากาศจากภายนอกมาหมุนเวียนภายในรถ ทำให้คนที่นอนอยู่ในรถขาดอากาศหายใจ และอาจเสียชีวิตได้
ควรหาที่จอดในที่โล่ง เมื่อจอดรถยนต์แล้วดับเครื่องยนต์ แง้มกระจกลงสักนิด 2-3 ซม. เพื่อระบายอากาศและรับลมจากภายนอก ห้ามเปิดแอร์และปิดกระจกโดยเด็ดขาด ให้ใช้พัดลมแอร์ช่วยให้หลับ ซึ่งพัดลมแอร์จะดูดอากาศมาหมุนเวียนในห้องโดยสาร แม้จะไม่เย็นเหมือนแอร์แต่ก็ทำให้หลับได้เช่นกัน และควรนอนพอให้หายอ่อนเพลียประมาณ 30-40 นาที เมื่อพร้อมแล้วจึงเดินทางต่อ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine - นอนหลับให้เพียงพอ การขับรถเดินทางไกล สิ่งสำคัญ คือคุณควรนอนหลับให้เพียงพอต่อการเดินทาง ควรนอนสะสมให้ครบ 8 ชั่วโมง หรือ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำเพื่อลดการง่วงขณะขับขี่ ซึ่งสามารถเป็นต้นเหตุของการหลับในได้




























































































































































































