-
Mitsubishi Lancer Evolution ตำนานขับสี่จ้าวทางฝุ่น

ในโลกของรถสมรรถนะสูง มีไม่กี่ตระกูลที่สร้างตำนานไว้ได้ลึกซึ้งเท่า Mitsubishi Lancer Evolution — รถซีดานขับสี่ที่เกิดจากสนามแข่งแรลลี่ ก่อนจะกลายเป็นขวัญใจนักซิ่งทั่วโลก “อีโว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่รุ่นย่อยของ Lancer แต่มันคือจิตวิญญาณของความเร็ว ความแม่นยำ และเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอันล้ำสมัยที่พา Mitsubishi คว้าแชมป์ WRC มาแล้วนับไม่ถ้วน
จากถนนลูกรังในสนามแข่งสู่ถนนจริงในชีวิตประจำวัน Lancer Evolution ได้หลอมรวมประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตเข้ากับความดิบของเครื่องยนต์เทอร์โบ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค 90s–2000s ที่ยังคงตราตรึงในใจสายซิ่งมาจนถึงวันนี้
นี่คือเรื่องราวของ “ตำนานขับสี่จ้าวทางฝุ่น” ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ซีดานธรรมดา ให้กลายเป็นอสูรร้ายแห่งทางฝุ่นและถนนดำ ตำนานที่ชื่อว่า Mitsubishi Lancer Evolution.
- กำเนิด ”ราชาทางฝุ่น” (1973-1979)

โดยจะต้องย้อนไปถึงตอนที่ Mitsubishi เปิดตัว Lancer โฉมแรกหรือ “ไฟแอล” ออกมาในปี 1973 ในตอนนั้นยังเป็นรถที่ยังไม่จี๊ดจ๊าดเท่ากับยุคสมัยนี้ เพราะมันถูกออกแบบมาให้มีความสปอร์ต มีการคำนึงถึงแอโรไดนามิก บอดี้ส่วนบนแคบกว่าส่วนล่าง และยังประกอบบนแชสซี Monocoque ทำให้แข็งแรงทนทานมากๆ แต่ก็ยังเป็นมิตรกับเหล่าบรรดาแม่บ้านทั้งหลาย และที่สำคัญคือมันยังขึ้นชื่อในเรื่องของเทคโนโลยีระบบไอเสียที่ปล่อยมลพิษน้อยมากๆ อีกด้วย

Andrew Cowan

Tommi Makinen
ในช่วงเวลานี้เองทาง Mitsubishi ที่อยากจากเสริมภาพลักษณ์ทางการตลาดก็ได้ส่งรถตัวเองไปแข่ง และรายการที่ Mitsubishi สนใจมากที่สุดก็คือรายการ WRC นี่เองด้วยความที่เป็นการแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ความเร็วอย่างเดียว แต่ยังวัดความอึด ถึก ทน กับทุกสภาพถนนอีกด้วย จึงส่งรถตัวท็อปสุดและสมรรถนะแรงที่สุดในยุคนั้นอย่าง Lancer 1600 GSR ไปแจ้งเกิดในสนาม Australian Southern Cross Rally ฟาดเรียบ 4 อันดับแรก โดยผู้ที่คว้าแชมป์ก็คือ Andrew Cowan จับคู่กับ John Bryson นี่เอง แถมยังคว้าแชมป์ต่อเนื่องถึง 4 ปีติด และ Andrew Cowan ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Ralliart และยังเป็นกุนซือที่สร้างตำนานรุ่นใหม่ๆ มากมายอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือ Tommi Makinen นี่เอง

และในปี 1974 เจ้า Lancer รุ่นนี้ก็ถูกส่งไปแข่งในสนาม Safari Rally ที่ประเทศเคนยาซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสนามที่ทรหดที่สุดในโลก และความไม่ธรรมดาของรถที่ส่งไปแข่งนั่นก็คือ มีการปรับจูนเครื่องยนต์ให้แรงกว่าตัวรถเดิมๆ จาก 108 แรงม้าขึ้นไปถึง 169 แรงม้า และแรงบิดสูงขึ้นถึง 162 Nm แถมยังรีดน้ำหนักให้เบาลง เบาลง และก็เบาลง จนไม่รู้จะทำยังไงให้เบาลงได้อีกแล้ว และผู้ที่คว้าแชมป์ในสนามนี้ก็คือนักแข่งเจ้าถิ่น Joginder Singh จับคู่กับ David Doig นี่เอง แล้วจากการที่มันคว้าแชมป์มามากมายหลายสนาม นั่นก็ทำให้เจ้า Lancer 1600 GSR นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของฉายาว่า “ราชาทางฝุ่น” นี่เอง
- Starion Group B ที่ไม่มีวันได้เกิด (1988)

หลังจากที่เจ้า Lancer 1600 GSR ประสบความสำเร็จในสนามมาอย่างยาวนาน Mitsubishi ก็มีเป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีกนั่นก็คือการเข้าแข่งขันใน Group B ที่โหดกว่าเดิมด้วยการส่ง Starion ระบบขับ 4 ไปแข่ง แต่ก่อนที่ Starion คันนี้จะเกิด กลับโดนคุมกำเนิดซะก่อนนี่สิ เพราะก่อนที่ตัวรถจะเข้าที่เข้าทางพร้อมแข่งเรียบร้อย กลายเป็นว่ากติกา Group B ถูกยกเลิกไป เพราะปัญหาด้านความปลอดภัยที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง แล้วจะเอาไปแข่งในรายการไหนได้? Mitsubishi ก็ปรับตัวโดยการย้ายไปแข่งในรุ่น Group A และย้ายเอาระบบขับ 4 กับเครื่องยนต์เทอร์โบไปยัดใส่ตัวถังของ Galant โฉมที่ 6 ออกมาเป็น Galant VR-4 นี่เอง
- Galant VR-4 กับจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่

ถึงแม้ว่าเจ้า Galant VR-4 นั้นจะสร้างผลงานคว้าแชมป์อยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 1989-1992 แต่ก็ต้องมาปวดหัวตรงที่สนามกลับแคบลง ในขณะที่ตัวรถที่ใหญ่มากก็เริ่มจะแข่งไม่ได้ และเมื่อย้อนกลับมามองคู่แข่งอย่าง Ford ก็ยังต้องเปลี่ยนรถจาก Sierra มาเป็น Escort, Subaru ต้องเปลี่ยนรถจาก Legacy มาเป็น Impreza, Toyota ต้องเปลี่ยนรถจาก Celica มาเป็น Corolla, Hyundai ก็ต้องเปลี่ยนรถจาก Tiburon มาเป็น Accent จะเห็นได้ว่าจากรถเก่าๆ ที่มี 4 ประตูขนาดใหญ่ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นรถที่เล็กลง Mitsubishi ก็คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากจะเอาไส้ในของ Galant VR-4 มายัดใส่ตัวถังของ Lancer โฉมที่ 6 รหัส CD9A หรือที่คนไทยเรียก E-Car
- Mitsubishi Lancer Evolution I

จุดประสงค์เดิมของ Lancer ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรถสปอร์ตแม่บ้าน ไม่ได้บ้าพลังอะไรมากมาย เน้นประหยัดน้ำมัน แต่เมื่อยัดทั้งเครื่องยนต์ 4G63 ฝากะปิ 4 สูบเรียงเทอร์โบขนาด 2 ลิตร 250 แรงม้า ปรับจูนโดยสำนัก AMG ที่ทำรถ Mercedes ใส่ทั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งช่วงล่างรถแข่ง และทั้งบอดี้คิทรถแข่งเข้าไป กลับกลายเป็นไปขัดกับคอนเซ็ปท์เดิมๆ ที่อยากให้เป็น แล้วทาง Mitsubishi จึงต้องคิดแล้วคิดอีกจนได้ข้อสรุปว่า “อ้ะงั้นก็ แยกออกมาเหมือนเป็นร่างวิวัฒนาการของ Lancer ไปซะเลยสิ” กลายมาเป็น Mitsubishi Lancer Evolution หรือ Evo และตามกติกาของ Group A ที่ต้องมีการผลิตตัวรถออกมาขายในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 2,500 คันต่อปี ให้คนทั่วไปสามารถซื้อได้ Mitsubishi ก็ผลิตวางขายอยู่ 2 ปี ปีละ 2,500 คัน
นอกจากนี้ยังมีการแบ่งแยกเจ้า Evo ออกเป็น 2 รุ่นหลักๆ ได้แก่ GSR ที่ขายตามท้องตลาด ใช้ขับขี่บนท้องถนนทั่วไป และ RS ที่เน้นสมรรถนะสูงสุด สำหรับสนามแข่งโดยเฉพาะ ตัดทุกออปชั่นอำนวยความสะดวกออกทั้งหมด เพื่อให้น้ำหนักเบาที่สุด และเบากว่า GSR ถึง 70 กิโลกว่าๆ แต่สิ่งเดียวที่เพิ่มเข้ามานั่นก็คือ “เต็ด” ที่เพลาหลังนี่เอง
- Mitsubishi Lancer Evolution II

ในเดือนมกราคมปี 1994 Mitsubishi ก็เปิดตัว Evo II ที่เหมือนเป็นรุ่นอัปเกรด พร้อมรหัสตัวถัง CE9A ถ้ามองไกลๆ นี่แยกแทบไม่ออกเลย แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่ามันจะมีความแตกต่างอยู่ ทั้งฐานล้อที่ยาวขึ้น 10 มม. ล้อหน้ากว้างขึ้น 15 มม. ล้อหลังกว้างขึ้น 10 มม. ลิ้นกันชนหน้าสีดำ ปีกท้ายใหญ่ขึ้น ฐานปีกท้ายสูงขึ้น และล้อเดิมๆ จากโรงงานที่ให้มาเป็นล้อ OZ 5 ก้านขอบ 15 นิ้ว รวมถึงเครื่องยนต์ 4G63 ก็มีการจูนใหม่ให้แรงขึ้นถึง 256 แรงม้า และผลิตมาทั้งหมด 5,000 คันและขายหมดเกลี้ยงเลยครับภายใน 3 เดือน
- Mitsubishi Lancer Evolution III นักเลง 3 เกียร์

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1995 Evo III ก็ถูกปล่อยออกสู่ท้องตลาดด้วยจำนวนการผลิต 5,000 คัน ซึ่งก็คือรุ่นที่ สุโด เคียวอิจิ ขับนี่เอง และยังเป็น Evo คันแรกที่ Tommi Makinen คว้าแชมป์ WRC

ด้วยตัวถัง CE9A เหมือนเดิมแต่น้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 1,260 กก. สาเหตุเกิดมาจากการที่ปรับปรุงอะไรเยอะแยะไปหมด เพื่อทวงคืนบัลลังก์ราชาทางฝุ่นที่ถูกรถ Subaru Impreza และนักแข่ง Collin McRae แย่งไป โดยจุดที่แตกต่างจาก Evo II ก็คือกระจังหน้าที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้รับอากาศเข้าหม้อน้ำ อินเตอร์คูลเลอร์ และเบรก ได้ดีขึ้น เทอร์โบลูกใหญ่ขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ทรงพลังกว่าเดิมถึง 270 แรงม้า และยังมีลูกเล่นเพิ่มเข้ามานั่นก็คือระบบฉีดน้ำหล่อเย็นเข้าหม้อน้ำ ในส่วนของภายนอกมีการดีไซน์ปีกท้ายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มแรงกดให้มากขึ้น ย้ายไฟเบรกดวงที่ 3 มาไว้ที่ฐานปีกท้าย และยังดีไซน์สเกิร์ตข้างใหม่ กันชนหน้าใหม่ที่ทั้งกว้างและนูนออกมา ครอบไฟเลี้ยวสีส้ม และลิ้นสีเดียวกับตัวถังอีกด้วย

นอกจากนี้ยังเรียกกันติดปากด้วยว่า “รถเฉินหลง” จากการที่มันไปปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง “Thunderbolt เร็วฟ้าผ่า” นี่เอง และด้วยอัตราทดเกียร์ที่แก้ไขใหม่จนโหดกว่าเดิม นั่นจึงทำให้มีอีกฉายานั่นก็คือ “นักเลง 3 เกียร์” อีกด้วย
- Mitsubishi Lancer Evolution IV ท้ายเบนซ์

หลังจากที่ทั้งสองรุ่นที่ผ่านมาผลิตขึ้นบนตัวถัง CE9A จนมาถึงวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 1996 Mitsubishi เปิดตัว Evo IV พร้อมขายจริง ในวันเดียวกัน ด้วยตัวถังใหม่ CN9A ท้ายเบนซ์ เครื่องยนต์และเพลาถูกหมุนกลับด้านเพื่อบาลานซ์น้ำหนัก และแก้ปัญหาเรื่องของอาการขาเป๋ Torque Steer รวมถึงมีการเปลี่ยนเทอร์โบเป็น Twin-scroll Turbo ทำให้ได้แรงม้าขึ้นมาเพิ่มเป็น 280 แรงม้า และนอกจากนี้ ตัว GSR ยังเป็น Evo รุ่นแรกที่มี Active Yaw Control นอกจากนี้ยังให้ ”เต็ด” ล้อหน้าที่ช่วยให้เข้าโค้งได้คมขึ้น ระบบเกียร์ที่ใหญ่ขึ้น แข็งแรง ทนทาน ไม่แตกง่ายเท่ารุ่นก่อนๆ พร้อมล้อ OZ ขอบ 16 นิ้ว

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ Evo IV เป็นที่จดจำคือไฟตัดหมอกที่ใหญ่เบ้อเริ่ม บริเวณกันชนหน้า แต่ว่าในตัวรุ่น RS นั้นจะยังไม่มีไฟตัดหมอกให้ตั้งแต่แรก จะยังเป็นแผ่นกลมๆ ครอบอยู่เฉยๆ และผลิตมาทั้งหมด 6,000 คัน
- Mitsubishi Lancer Evolution V

ต่อมาในเดือนมกราคม ปี 1998 Mitsubishi ก็เปิดตัว Evo V พร้อมรหัสตัวถัง CP9A ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงที่ยังพอสังเกตได้จากภายนอกคือ ปีกท้ายทำจากอะลูมิเนียมไม่มีเสากลาง และเพิ่มโป่งข้างให้ดูกว้างขึ้น เพิ่มช่องอากาศให้ใหญ่ขึ้น ภายในให้เบาะ Recaro ที่รุ่นใหม่และดีกว่าเดิมด้วย SR-Series รวมถึงยังเป็น Evo รุ่นแรกที่ให้เบรก Brembo อีกด้วย และยังมีการปรับปรุงเทอร์โบใหม่ให้ได้แรงบิดที่เพิ่มขึ้นจาก 353 Nm เป็น 372.6 Nm ผลิตขายไปทั้งหมด 7,000 คันนี่เอง
- Mitsubishi Lancer Evolution VI

ในวันที่ 7 มกราคมปี 1999 เปิดตัว Evo VI และวางขาย นับได้ว่าเป็น Evo รุ่นสุดท้ายของ Group A ก็ว่าได้ มีจุดเด่นในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ทนทานมากขึ้น อินเตอร์คูลเลอร์ และ ออยล์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น พร้อมกับมีการดีไซน์บอดี้คิทใหม่ให้ไฟตัดหมอกมีขนาดเล็กลง และเยื้องออกไปด้านนอกของช่องอากาศเพื่อให้รับอากาศเข้าได้ดีกว่าเดิม, แกนเทอร์ไบน์ และกังหันไอเสียของรุ่น RS ก็มีการเปลี่ยนวัสดุใหม่เป็น ไทเทเนียม-อะลูมิไนด์, ส่วนของไฟท้ายที่ยื่นเข้ามาถึงฝากระโปรงท้ายก็ไม่มีอีกต่อไป และนอกจากนี้รุ่น RS ยังมีแยกย่อยออกมาอีกทั้ง RS2 ที่เพิ่มออปชั่นบางส่วนจากรุ่น GSR และรุ่น RS Sprint ที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัด เป็นรุ่นที่จูนมาเป็นพิเศษโดยทีม Ralliart ให้มีน้ำหนักที่เบาลง และซัดพละกำลังเครื่องได้ถึง 330 แรงม้า

จนกระทั่งในเดือนธันวาคมปี 1999 Evo VI ก็เปิดตัวรุ่นพิเศษของทั้ง GSR และ RS นั่นก็คือ Tommi Makinen Edition หรือที่นิยมเรียกว่า Evo 6.5 นี่เองครับซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากปกติก็คือ กันชนหน้าเฉพาะ เบาะ Recaro สีแดงดำปักชื่อ Tommi Makinen, ล้อ Enkei สีขาวขนาด 17 นิ้ว, พวงมาลัย Momo และ หัวเกียร์ หุ้มหนังดีไซน์เฉพาะ, ลดความสูงของรถลง 10 มม. และ อัตราส่วนการหมุนพวงมาลัยที่เร็วขึ้น
- Mitsubishi Lancer Evolution VII

ปี 2001 เดือนสิงหาคม Mitsubishi ก็เปิดตัว Evo VII ซึ่งมาพร้อมกับตัวถังใหม่จากรุ่น Cedia นั่นก็คือ CT9A ทำให้มีน้ำหนักมากกว่าเดิมถึง 100 กิโลเมตร แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ Mitsubishi ได้มีการปรับแก้แชสซีส์อยู่หลายจุด แถมยังปรับแก้อะไรหลายๆ อย่างมาก ทั้งเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ฝาครอบกระเดื่องวาล์ว เพลาลูกเบี้ยว และท่อไอเสียสแตนเลส โครงสร้างตัวถังก็มีการพัฒนาจาก Cedia ให้แข็งแรงกว่าเดิมถึงครึ่งหนึ่งด้วยการเชื่อมรอยต่อของโครงถึง 200 จุด
ส่วนในเรื่องของหน้าตาก็มีการทำกันชนหน้าทรงใหม่ที่มีช่องดักอากาศใหญ่เท่านี่ ทำให้มองเห็นอินเตอร์คูลเลอร์ที่ใหญ่ขึ้น 20 มม. ฝากระโปรงหน้าอะลูมิเนียมมีช่องดักอากาศ ทำให้น้ำหนักเบาลง นอกจากนี้การจูนเครื่องยนต์ของ Evo VII ก็ยังทำให้ได้แรงบิดที่เพิ่มขึ้นมาถึง 383 Nm นอกจากนี้ก็ยังเป็นรถรุ่นแรกของโลกที่ ให้ระบบ Active Center Differential (ACD) ซึ่งเป็นระบบเลือกโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนถึง 3 โหมดทั้ง Tarmac ที่วิ่งบนถนน, Gravel ที่วิ่งบนทางกรวด และ Snow สำหรับวิ่งบนหิมะ แถมเบาะก็ยังเป็นเบาะ Recaro เจ้าเก่าเจ้าเดิม พร้อมพวงมาลัย Momo

จนกระทั่งในเดือนมกราคม ปี 2002 ก็มีการเปิดตัว Evo VII ตัวใหม่ออกมานั่นก็คือ GT-A หรือก็คือ Evo VII เกียร์ออโต้ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่ระบบ Fuzzy Logic ที่ทำให้เจ้าเกียร์ออโต้ตัวนี้สามารถเรียนรู้ และปรับตัวตามน้ำหนักเท้าของคนขับได้ และยังสามารถชิฟท์เกียร์แบบ Sequential ได้ผ่านปุ่ม +,- บนพวงมาลัยได้อีกด้วย แต่สมรรถนะของรถนั้นกลับสู้รุ่นเกียร์ธรรมดาไม่ได้ เพราะต้องใช้เทอร์โบที่เหมาะสมกับเกียร์ออโต้เท่านั้น นั่นจึงทำให้พละกำลังลดลงเหลือ 272 แรงม้า และแรงบิดลดลงเหลือ 343 Nm
- Mitsubishi Lancer Evolution VIII

หลังจากนั้นมา Mitsubishi ก็ปล่อย Evo VIII ออกมาแบบเล่นใหญ่มาก ด้วยการจัดงานทดสอบที่เมืองไทยถึง 4 คันที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา ในช่วงปลายปี 2002 ก่อนจะไปเปิดตัวต่อที่สหรัฐอเมริกาที่งาน Los Angeles Auto Show เมื่อวันที่ 7 มกราคม ปี 2002 และทำตลาดในเดือนกุมภาพันธ์ทันที ถือได้ว่านี่คือ Evo รุ่นแรกในตลาดอเมริกันก็ว่าได้ และที่สำคัญยังเป็นรถที่กระแสดีมากๆ จากการโปรโมทผ่านเกม Gran Turismo อีกด้วย

เอกลักษณ์ของ Evo VIII ที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ กระจังหน้าที่มีติ่งทรงสามเหลี่ยมยื่นขึ้นมาจากกันชนหน้า แต่กลับระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้นไปอีก และไฟท้ายที่ตัดปลายแหลมด้านบนออก บอดี้คิทชิ้นต่างๆ ยังผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ผสมกับพลาสติก ทำให้น้ำหนักเบาลงเข้าไปอีก 2 กก. และยังเปลี่ยนล้อมาใช้ Enkei 6 ก้าน ขอบ 17 นิ้ว ที่น้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อน 3.2 กก. พร้อมดีไซน์ที่ลู่ลมมากกว่าเดิม รวมถึงระบบ Active Yaw Control ที่อัปเกรดให้ดีกว่าเดิมพร้อมตั้งชื่อว่า Super Active Yaw Control แต่ก็ต้องขอวงเล็บว่าระบบนี้ไม่มีติดตั้งมาให้ในตลาดสหรัฐอเมริกา
ที่สำคัญคือรุ่นนี้ไม่มีเกียร์ออโต้ แต่มีรุ่นพิเศษอย่าง MR หรือ Mitsubishi Racing มาวางขายแทน ซึ่งให้เกียร์แมนวล 6 สปีด, โช้ค Bilstein, ล้อแม็ก BBS นอกจากนี้รุ่น RS และ MR ยังให้หลังคาที่ทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ทำให้จุดศูนย์ถ่วงค่อนข้างต่ำอีกด้วย

ในตลาดอังกฤษ เจ้า Evo VIII ยังมีการขายรุ่นย่อยออกมาเยอะแยะมาก ตามแรงม้าที่ทำได้ทั้งรุ่น 260, FQ300, FQ320, FQ340 และ FQ400 ซึ่งเจ้าตัว FQ400 นั้นมีการพัฒนาเครื่องยนต์ให้ซัดได้ถึง 400 แรงม้าอีกด้วย และเรื่องตลกของรถรุ่นเหล่านี้ก็คืออักษรย่อ FQ ที่ Mitsubishi ไม่เคยออกมาเผยเลยว่ามันย่อมาจากอะไร แต่ก็มีแฟนๆ Evo จำนวนมากต่างก็แซวว่ามันย่อมาจาก “F**king Quick” อีก ด้วยความที่เจ้า FQ400 สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ 3.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 282 กม./ชม.
นั่นจึงทำให้ Top Gear นึกคึกเอามาแข่งจับเวลา Power Lap ที่สนามคู่กับ Lamborghini Murcielago แต่เป็นที่น่าเสียดายมากที่เจ้า Evo VIII FQ400 คันนี้ไม่สามารถเค้นสมรรถนะได้เต็มที่เพราะพื้นสนามเปียก ในขณะที่รอบจับเวลาของ Murcielago พื้นสนามยังแห้งอยู่ นั่นจึงทำให้เจ้า Evo คันนี้ทำเวลาไปได้ 1:24.8 นาที ในขณะที่ Murcielago ทำเวลาไปได้ 1:23.7 นาที ช้ากว่าถึง 1.1 วินาที
แต่ว่าในนิตยสาร Evo Magazine ของ Carwow ได้มีการทดสอบ Evo VIII รุ่นนี้ที่สนาม Bedford ผลที่ได้คือสามารถทำเวลาต่อรอบเร็วกว่า Audi RS4 และ Porsche 911 Carrera 4S
- Mitsubishi Lancer Evolution IX

เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 มีนาคมปี 2005 ไฮไลต์เด่นๆ ของรุ่นนี้เลยคือเพิ่มระบบวาล์ว MIVEC ที่ฝั่งไอดี พร้อมปรับปรุงเทอร์โบใหม่ด้วยวัสดุที่น้ำหนักเบาลงจนทำให้เค้นพลังได้สูงถึง 287 แรงม้า แรงบิดสูงขึ้นถึง 392 Nm พร้อมกับปรับปรุงกันชนหน้าใหม่ เอาติ่งทรงสามเหลี่ยมที่โลโก้ออกเพื่อให้ระบายความร้อนได้ดีมากขึ้น รุ่น RS และรุ่น GT มีการเปลี่ยนวัสดุใบพัดเทอร์โบเป็น ไทเทเนียม และแมกนีเซียมอัลลอยด์ เพื่อให้สู้กับแรงบิดที่สูงขึ้นได้ ส่วนในรุ่น MR นั้นก็ยังคงเอกลักษณ์จาก Evo VIII เหมือนเดิม

นอกจากนี้ทาง Mitsubishi ยังออกรุ่นที่หายากมากอีกรุ่นหนึ่งก็คือ Evo Wagon ซึ่งผลิตบนแชสซีรหัส CT9W ก็มีทั้งรุ่น GT, GT-A และ MR อีกด้วย ซึ่งเจ้ารุ่น GT-A เกียร์ออโต้ยังใช้เครื่องยนต์ 4G63 จาก Evo VIII เหมือนเดิมที่ไม่มีระบบวาล์ว MIVEC และเทอร์โบที่มีขนาดเล็กทำให้แรงบิดลดลงไปพอสมควร
- Mitsubishi Lancer Evolution X

จนกระทั่งในปี 2005 Mitsubishi เปิดตัวรถ Evo รุ่นใหม่ในงาน Tokyo Motor Show ภายใต้ชื่อ Concept-X ซึ่งออกแบบโดยนักออกแบบชาวบอสเนีย Omer Halilhodžić นับได้ว่านี่คือ Evo รุ่นแรกและรุ่นเดียวที่ออกแบบในยุโรป และเปิดตัวในงาน North American International Auto Show ในปี 2007 ภายใต้ชื่อ Prototype-X ก่อนจะปล่อยขายด้วยชื่อ Mitsubishi Lancer Evolution X ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ปี 2007 ปล่อยขายในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมกราคมปี 2008 ปล่อยขายในแคนาดาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008 และปล่อยขายในสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2008

เจ้า Evo X รุ่นนี้มีดีไซน์ที่ฉีกไปจากเดิมอย่างสุดขั้ว เพราะมันถูกดีไซน์บนแชสซีส์รหัส CZ4A และได้หัวใจใหม่เป็น 4B11T 4 สูบเรียงขนาด 2 ลิตร เทอร์โบ ทำจากวัสดุอะลูมิเนียม-อัลลอยด์ทั้งตัว เครื่องยนต์รุ่นนี้ออกแบบ และ ผลิตโดยบริษัท Global Engine Manufacturing Alliance หรือ GEMA ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Chrysler, Mitsubishi และ Hyundai นี่เอง

Evo X นั้นก็วางขายมาเรื่อยๆ และรุ่นย่อยกับสเปคต่างๆ ก็แตกต่างกันไปตามประเทศที่วางขายอีกด้วย จนในที่สุดก็ปล่อยรุ่น Final Edition ออกมาในปี 2015 เป็นการปิดตำนาน “ราชาทางฝุ่น” ไปในที่สุด
- Mitsubishi E Evolution Concept

ในงาน Tokyo Motor Show ปี 2017 Mitsubishi ได้เผยโฉมรถคอนเซ็ปต์อย่าง Mitsubishi e-Evolution Concept ซึ่งเป็นรถ Crossover พลังงานไฟฟ้าที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยี AI ขั้นสูง ก่อนจะมาโชว์ตัวในงาน Motor Show ที่ประเทศไทยบ้านเราเมื่อปี 2019 สุดท้ายแล้วข่าวก็เงียบไปอยู่ดี ทุกวันนี้ที่เห็นๆ ก็มีแต่ภาพในจินตนาการของศิลปินคนแล้วคนเล่าที่ออกแบบใส่ไอเดียกันสนุกสนาน อนาคตของ Mitsubishi Lancer Evolution จะเป็นอย่างไร? ทุกวันนี้ไม่อาจรู้ได้นอกจากทาง Mitsubishi จะออกมายืนยันด้วยตัวเอง

แม้ชื่อ Lancer Evolution จะหยุดอยู่ที่รุ่น Evo X แต่จิตวิญญาณของมันไม่เคยหายไปจากหัวใจสายซิ่ง “อีโว” คือสัญลักษณ์แห่งพลัง เทคโนโลยี และความเร้าใจที่เกิดจากสนามแข่งจริง มันพิสูจน์แล้วว่าซีดานธรรมดาก็กลายเป็นตำนานได้ หากมีจิตวิญญาณแห่งความเร็วอยู่ในตัว และต่อให้ยุคสมัยเปลี่ยนไป เสียงเทอร์โบและแรงดึงของขับสี่ยังจะคงอยู่ในความทรงจำ ตำนานขับสี่จ้าวทางฝุ่น ที่ไม่มีวันเลือนหาย สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ประวัติของ Suzuki Cappucino

Initial D อนิเมะขับรถชื่อดังที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นดีอย่าง แต่หากรู้ไม่ว่าหลายๆคนอาจไม่รู้ว่า Initial D นั้นมีรถของแบรนด์ Suzuki อยู่ด้วย นั่นคือ Suzuki Cappucino

Suzuki Cappucino ผลิตขึ้นมาตั้งแต่ปี 1991-1998 เป็นรถ Kei car ที่ผลิตขึ้นมาในคราบรถสปอร์ต เพื่อให้คนญี่ปุ่นมือใหม่หัดซิ่ง ซื้อได้ง่ายขึ้น ภาษี และเบี้ยประกันถูกลง ตลอดสายการผลิตของเจ้ารถชื่อเหมือนกาแฟรุ่นนี้หน้าตา และสเปคโดยรวมแทบจะไม่มีเปลี่ยนอะไรเท่าไหร่มากนัก นอกจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
ด้วยน้ำหนักที่เบาถึง 725 กก. ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ 657 cc เคลมพละกำลังได้ 63 แรงม้าที่ 6,500 rpm ซึ่งไม่เกินเพดานสูงสุดของการผลิต Kei car ที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมการวางเครื่องยนต์แบบ MF ขับล้อหลัง ที่กระจายน้ำหนักได้ 50/50 บอดี้ที่กว้าง 1,395 มม. และยาว 3,295 มม. มิติที่เล็กพร้อมดีไซน์มนๆ นั่นจึงทำให้มันดูน่ารักปุ๊กปิ๊กถูกใจบรรดาเมียๆ ไม่เบาเลย
ที่มาที่ไปของ Suzuki Cappucino นั้นเกิดจากว่า เมื่อปี 1987 ทาง Suzuki อยากจะทำรถที่ดูมีอิมเมจความเป็นรถสปอร์ตนี่ เพราะรถ Kei car ส่วนใหญ่จะออกแบบเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ชดเชยกับขนาดที่เล็กของมัน พอรถทรงนี้ออกมาจนโหล มันก็ทำให้ตลาดรถเล็กดูน่าเบื่อและ 2 ปีต่อมา ปี 1989 Suzuki ก็ปล่อยรถคอนเซ็ปท์ออกมากในงาน Tokyo Motor Show โดยในช่วงแรกๆ Suzuki ไม่ได้คิดที่จะขายต่างประเทศเลยด้วยซ้ำ จนในเดือนตุลาคมปี 1991 รถเล็กคันนี้ก็เริ่มผลิตจริงในโรงงานที่เมืองโคไซ ภายใต้รหัสโมเดล EA11R ซึ่งก็คือคันที่ Sakamoto ขับในอนิเมะ พร้อมปล่อยออกสู่ท้องตลาดในเดือนพฤศจิกายน ปี 1991 พร้อมคำโปรยว่า “ความฝันที่จะมีรถสปอร์ต 2 ที่นั่งเท่ๆ และราคาจับต้องง่าย เป็นจริงได้แล้ว”
ตลอด 2 ปีแรก Suzuki Cappucino ผลิตในโรงงานนี้ทั้งหมด 15,113 คัน และขายออกไปได้ถึง 13,318 คัน หรือเท่ากับ 88% ของยอดผลิตในตลาดญี่ปุ่น ด้วยราคาเปิดตัว 1.4 ล้านเยนกว่าๆ ถือว่าค่อนข้างแพงพอสมควร ราคาพอๆ กันกับรถใหญ่ๆ ขนาด 1.5 ลิตร แต่ถ้ามองในแง่ของความเป็นรถสปอร์ตแล้วก็ยังถือว่ายังถูก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณค่าทางใจของเราว่า “ซื้อไม่คิด” หรือ “คิดไม่ซื้อ”
ในระหว่างที่เจ้า Cappucino ยังทำตลาดอยู่ที่ญี่ปุ่นในปีแรกๆ ทาง Suzuki ที่อังกฤษก็ขอคุยชวนจิบชาดาร์จิลิง กับ Suzuki Motor ที่ญี่ปุ่นว่า “เอามาขายบ้านเราเถอะ คนเมืองผู้ดีเค้าอยากได้” ฝั่งญี่ปุ่นก็เกาหัว “เอาไงดีวะ… ไม่ได้คิดเรื่องจะขายประเทศอื่นด้วยสิ” ซึ่งก็ใช้เวลาเจรจา และปรับแก้นู่นนิดนี่หน่อยไปทั้งหมด 1 ปีครึ่ง จนผ่านการอนุมัติให้ขายในตลาดอังกฤษได้ด้วยการปรับแก้ชิ้นส่วนถึง 23 จุด โดยที่มี Suzuki Import Centre ทำหน้าที่รับผิดชอบการนำเข้าที่อังกฤษ
ในเดือนตุลาคมปี 1992 Suzuki Cappucino เปิดตัวในต่างประเทศครั้งแรกที่งาน British International Motor Show และชนะรางวัลของสถาบันยานยนต์อังกฤษถึง 2 รางวัลทั้งรางวัล “รถสปอร์ตยอดเยี่ยมในราคาต่ำกว่า 20,000 ปอนด์” และ ”รางวัลรถยอดเยี่ยมภายในงาน” จนมาถึงเดือนตุลาคมปี 1993 เจ้า Cappucino วางขายอย่างเป็นทางการสนนราคาอยู่ที่ 11,995 ปอนด์ แต่ก็ติดในเรื่องของโควต้าการส่งออก-นำเข้าจะญี่ปุ่นไปอังกฤษ ทำให้เวลาจะขายก็ขายได้จริงเพียงแค่ 1,182 คันเท่านั้นจากที่คิดไว้ว่าจะเอาไปขาย 1,500 คัน โดยที่ส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง ในขณะที่ตัวสีเงินหาได้น้อยมาก แทบจะต่างกันราวฟ้ากับเหว และภายในปี 1993-1995 รถที่ขายไปทั้งหมด 1,110 คันถูกจดทะเบียนที่อังกฤษในขณะที่คันอื่นๆ ที่เหลือถูกขายและจดทะเบียนผ่านดีลเลอร์ตามประเทศเพื่อนบ้านเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ หรือ สวีเดน
จนในปี 1995 เป็นช่วงที่มาตรการควบคุมไอเสียในยุโรปเริ่มเข้มข้นขึ้น Suzuki จึงต้องออก Minorchange ออกมาเป็นรุ่น E21R โดยอัปเดตเครื่องยนต์ใหม่จาก F6A ที่กระบอกสูบช่วงชักยาว ปากแคบๆ และขับแคมชาฟท์คู่ด้วยสายพาน เปลี่ยนมาเป็นเครื่อง K6A ที่กระบอกสูบปากกว้างช่วงชักสั้น และใช้โซ่ขับแคมชาฟท์ ทำให้ได้แรงบิดที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อยและแรงม้ายังเท่าเดิม แถมยังให้ออปชั่นใหม่ๆ เพิ่มเติมอย่างพวงมาลัยพาวเวอร์ และ เกียร์ออโต้ 3 สปีด สำหรับคนที่แรงมือไม่ได้เยอะแยะอะไรมากมาย นอกจากนี้ยังมีออปชั่นเสริมความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น ถุงลมนิรภัย, ระบบเบรก ABS ทั้ง 4 ล้อ, เฟืองท้ายหรือ “เต๊ด”หรือแม้แต่ กระจกเปิดปิดด้วยไฟฟ้า นั่นเอง

อีกเสน่ห์ของ Suzuki Cappucino อย่างนึงคือ หลังคา เพราะมันถูกออกแบบมาเป็นหลังคาแข็งที่แบ่งเป็นสามส่วนคือ ปีกซ้าย, ปีกขวา และแกนกลาง ทำให้สามารถเลือกถอดได้หลายรูปแบบตามใจเรา จะเหลือแกนไว้เป็น T-Top ก็ทำได้, จะถอดหมดเป็น Targa ก็ทำได้ หรือจะถอดกระจกหลังให้เป็นเปิดประทุนก็ทำได้ ซึ่งกระจกหลังก็เป็นกระจกจริงๆ และกันฝ้าได้อีกด้วย ส่วนการออกแบบภายในจะเป็นดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายตามสูตรของ Suzuki ไม่ได้มีอะไรหวือหวา อารมณ์คล้ายๆ Swift หรือ Celerio ในปัจจุบัน

เพราะความเล็กนี่ทำให้มีปัญหากวนใจอย่างนึง คือ เรื่องของตำแหน่ง ปุ่ม และคันโยกต่างๆที่ดูแปลกๆ เช่น ที่เปิดฝาถังน้ำมันอยู่ในช่องเก็บของใต้ที่พักแขนตรงกลาง หรือคันชักเปิดฝากระโปรงหน้าก็หลบอยู่ในที่เก็บของฝั่งผู้โดยสารจนมองไม่เห็นนี่เอง ทำให้รู้สึกว่ามันไม่อยู่ในที่ๆ ควรอยู่นี่เอง
ทั้งหมดนี้คือประวัติของ Suzuki Cappucino คันเล็กๆ น่ารักกะปุ๊กกะปิ๊ก อายุ 30 ปี สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ประวัติ Mitsubishi เพชรสามเม็ดอายุร้อยปี!

หากว่าจะเอ่ยถึง Mitsubishi เชื่อได้ว่าใครๆ ก็ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี และมีรถชื่อดังที่หลายๆ คนชอบอยู่หลายต่อหลายคัน และใครๆต่างก็รู้ว่า นอกจากรถยนต์ แล้วยังทำหลายอย่างเยอะแยะมาก ในสกู๊ตนี้จะย้อนประวัติความเป็นมากว่าร้อยปีของเพชร 3 เม็ดในตำนานนี้กัน
- จุดเริ่มต้นจากธุรกิจเรือสินค้า

เรื่องราวของ Mitsubishi ต้องย้อนไปถึงยุคเมจิ มีชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า Yatarou Iwasaki ซึ่งเขาเป็นลูกหลานของอดีตตระกูลซามูไรที่เคยมีบทบาทในสงครามเซกิงาฮาระ หนึ่งในสงครามที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น Yatarou ในวัย 36 ปีได้ก่อตั้งบริษัทขนส่งทางเรือขึ้นมาในชื่อว่า “Tsukumo Shokai” (九十九商会) ในปี 1870 และต่อมาในปี 1873 ชื่อบริษัทก็เปลี่ยนมาเป็น “Mitsubishi Shokai” (三菱) ซึ่งประกอบขึ้นจากตัวคันจิ 2 ตัว คือ Mitsu (三) ที่แปลว่า 3

อ้างอิงจากตราประจำตระกูล Yamauchi ที่ปกครองแคว้นโทสะ บ้านเกิด ของ Yatarou หรือก็คือ จังหวัดโคชิ ในปัจจุบัน ที่มีลักษณะเป็น รูปใบโอ๊ค 3 ใบแยกเป็น 3 แฉก และตัวคันจิอีกตัวคือ Hishi (菱) ที่แปลว่าลูกเกาลัด หรือรูปทรงข้าวหลามตัด ทำให้ชื่อของ Mitsubishi แปลได้ว่า “เพชรสามเม็ด” และนำความหมายของชื่อนี้มาถ่ายทอดผ่านโลโก้นี่เอง
การก่อตั้ง Mitsubishi ขึ้นมาในรูปแบบธุรกิจขนส่งทางเรือ ในช่วงหลังการปฏิรูปเมจินี้ ถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย เพราะในยุคนั้นเป็นยุคที่การขนส่งทางเรือเฟื่องฟูมาก ก่อนจะขยายตัวไปยังธุรกิจเหมืองถ่านหินเพื่อหาเชื้อเพลิงมาใช้ ซื้ออู่ต่อเรือจากภาครัฐมาใช้ซ่อมเรือ ก่อตั้งโรงเหล็กเพื่อผลิตวัสดุสำหรับต่อเรือ หรือแม้กระทั่งเริ่มธุรกิจประกันภัยทางทะเลนั่นเอง
- จากเรือสู่ธุรกิจไซบัตสึ
ในเวลาต่อมา Mitsubishi ก็กลายเป็นธุรกิจที่แยกแตกออกมาหลายสาย โดยที่มีญาติๆ ในวงศ์ตระกูลแยกกันดูแลจนกลายมาเป็นธุรกิจประเภท “ไซบัตสึ” นั่นเอง ตัวอย่างธุรกิจที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Mitsubishi ในปัจจุบันที่หลายๆคนควรรู้จัก เช่น

หัวเรือใหญ่ 3 เจ้า ได้แก่ Mitsubishi UFJ Financial Group ที่รับผิดชอบธุรกิจการเงินและธนาคาร, Mitsubishi Corporation ที่รับผิดชอบการค้าและเป็นสะพานเชื่อมให้กับทุกๆ สายธุรกิจ, Mitsubishi Heavy Industries ที่รับผิดชอบในส่วนของอุตสาหกรรมหนักทุกรูปแบบ
เครื่องใช้ไฟฟ้า Mitsubishi Electric, บริษัทอุตสาหกรรมกระจก AGC, Tokio Marine ประกันภัย, กล้องถ่ายรูป Nikon, บริษัทขนส่งทางทะเล Nippon Yusen Kabushiki Kaisha หรือ NYK Line ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทร่วมทุนในชื่อ Ocean Network Express หรือ ONE, ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น ENEOS หรือแม้แต่ Mitsubishi Motors ด้วย

จนกระทั่งในปี 1890 ตระกูล Iwasaki เข้าซื้อพื้นที่อสังหาฯ ในย่านมารุโนอุจิ เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว ในเวลาต่อมาก็ก่อตั้งบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในชื่อว่า Mitsubishi Estate ส่วนในปัจจุบันก็ยังเป็นที่ตั้งของ ตึกระฟ้ามารูโนอูจิ ที่ว่ากันว่าตั้งอยู่บนที่ดิน ที่ราคาแพงที่สุดของญี่ปุ่นถึง 21 ล้านเยนต่อตารางเมตร หรือเท่ากับ 4 ล้านกว่าบาท
จนกระทั่งมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Mitsubishi เริ่มมีบทบาทสำคัญในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ทั้งการผลิตเครื่องบิน เช่น

เครื่องบินขับไล่ Mitsubishi A6M (Zero)

เครื่องบินขับไล่ Mitsubishi A7M (Reppu)
ที่ออกแบบโดย Jiro Horikoshi พระเอกจากการ์ตูนดังเรื่อง The Wind Rises

รถถังขนาดกลาง Type 97 Chi-Ha

รถถังขนาดกลาง Type 3 Chi-Nu

เรือพิฆาตชั้น Kagerou (ในภาพคือ Yukikaze)

เรือพิฆาตชั้น Akizuki

เรือพิฆาตชั้น Yuugumo (ในภาพคือ Kiyoshimo)

เรือลาดตระเวน Takao

เรือลาดตระเวน Myoko

และแน่นอนเรือประจัญบานที่ทุกๆ คนจะต้องรู้จักกันดีอย่าง Musashi นี่เอง
- จุดเริ่มต้นวงการยานยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์ ในปี 1917 เมื่ออู่ต่อเรือ Mitsubishi เปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกขึ้นมาในชื่อ Model A ซึ่งเป็นรถซีดาน 7 ที่นั่ง ที่เอาต้นแบบมาจาก Fiat Tipo 3 แถมยังผลิตด้วยมือทั้งคันอีกด้วย หลายๆ คนอาจจะงงว่าทำไมหน้าตาแบบนี้ถึงเรียกว่า “ซีดาน” เหตุผลมาจากนิยามของคำว่า “ซีดาน” ในช่วงศตวรรษที่ 20 นั้นไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของจำนวนที่นั่งที่มี 4 ที่นั่งขึ้นไป มีจำนวนประตูไม่ตายตัว ไม่ได้มีข้อกำหนดในเรื่องของขนาดหรือรูปทรง ตัว Model A คันนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 2.8 ลิตร 35 แรงม้า แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เปิดตัวมาและผลิตได้แค่ 22 คันก็ต้องเลิกผลิตไปในปี 1921
จนกระทั่งในปี 1934 Mitsubishi ก็ยุบเอาแผนกต่อเรือมารวมกับแผนกเครื่องบิน กลายมาเป็น Mitsubishi Heavy Industries เพื่อรับผิดงานผลิตให้กว้างขึ้น มีทั้งเครื่องบิน เรือ รถราง ยันเครื่องจักรอุตสาหกรรม และพัฒนารถซีดานต้นแบบสำหรับกองทัพจักรวรรดิขึ้นมาในชื่อ PX33 นับได้ว่าเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นแรกของ Mitsubishi มาพร้อมเครื่องยนต์ 6.7 ลิตร 69 แรงม้า แต่สุดท้ายแล้วก็โดนยกเลิกไปในปี 1937 เพื่อไปโฟกัสการผลิตรถบรรทุก กับ รถบัส

Mitsubishi Mizushima

Mitsubishi Silver Pigeon
หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 Mitsubishi กลับมาผลิตรถบัส Fuso ใหม่ พร้อมกับพัฒนารถสามล้อ Mizushima และรถสกูตเตอร์ Silver Pigeon ขึ้นมา และนอกจากนี้ครับยังถูกสั่งห้ามทำธุรกิจแบบ ไซบัตสึ ในปี 1950 อีกด้วย เคสเหมือนกันกับ Subaru เลย ทำให้ Mitsubishi ต้องแยกตัวออกมาเป็น 3 บริษัท ได้แก่ West Japan Heavy-Industries ที่ต่อมาก็กลับมาทำอู่ต่อเรือเหมือนเดิม

Mitsubishi Jeep
Central Japan Heavy-Industries ที่เอาแบบของ Jeep CJ รุ่น 3Bs มาผลิตเป็นรถ Mitsubishi Jeep นับได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของ Mitsubishi Triton กับ Pajero ก็ว่าได้ และ East Japan Heavy-Industries ที่นำเข้ารถ Henry J มาจดประกอบในญี่ปุ่น
ในเวลาต่อมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มค่อยๆ กลับมาฟื้นตัว บริษัท Central Japan Heavy-Industries ก็กลับมาก่อตั้ง Mitsubishi ใหม่ในชื่อว่า Shin Mitsubishi-Heavy Industries และรื้อฟื้นแฟนกรถยนต์ขึ้นมาใหม่ในปี 1953 พร้อมเปิดตัวรถซีดานขนาดเล็ก Mitsubishi 500 ในงาน Tokyo Motor Show เมื่อปี 1959

และในปี 1961 ก็เปิดตัวรถบรรทุกพานิชย์ Mitsubishi 360 ซึ่งก็มีทั้งแบบรถตู้ 2 ที่นั่ง, 4 ที่นั่ง, ยันรถกระบะ ซึ่งก็ขายดีมากจนมียอดผลิตถึง 54,000 คัน และยังเป็นปีแรกที่เข้ามาทำตลาดในไทยอีกด้วย ด้วยการนำเข้ารถจากญี่ปุ่นมาขายก่อนที่ต่อมาในปี 1962 Mitsubishi เปิดตัวรถ Kei Car ตระกูล Minica รุ่นแรก และเปิดตัว Colt รุ่นแรก จนมาถึงปี 1964 Mitsubishi ออกรถนั่งซีดานที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้นด้วยชื่อ Debonair เพื่อเจาะกลุ่มตลาดรถยนต์หรู และยังเป็นรถประจำตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ Mitsubishi อีกด้วย
ภายในปีนั้นเอง 2 บริษัทที่เหลือก็กลับมารวมตัวกันเป็น Mitsubishi Heavy Industries เหมือนเดิม ก่อนจะสร้างผลงานด้วยยอดการผลิตรถยนต์กว่า 75,000 คันภายใน 3 ปี และในปี 1968 Mitsubishi ก็ออกรถตู้ Delica รุ่นแรก ตามมาด้วยปี 1969 Mitsubishi ก็ออกรถ Galant รุ่นแรก งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ด้วยผลงานที่ผ่านๆ มานี้ทำให้เติบโตไวมากครับจนในวันที่ 22 เมษายน ปี 1970 Mitsubishi ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทในเครืออย่าง Mitsubishi Motors เพื่อผลิตรถยนต์โดยเฉพาะในขนะที่ Mitsubishi Heavy Industries ที่เป็นเฮดใหญ่ก็หันไปทำอย่างอื่นต่อ
- ก้าวสู่ตลาดโลก
หลังจากก่อตั้ง Mitsubishi Motors มาได้ 1 ปี เฮดใหญ่อย่าง Mitsubishi Heavy-Industries ก็ขายหุ้น 15% ของผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาอย่าง Chrysler ให้ไปใช้ลงทุนต่อ ทำให้ Chrysler สามารถเอารถ Galant มาขายในตลาดพี่มะกันได้ในชื่อว่า Dodge Colt และยังขายในชื่อว่า Chrysler Sigma ในตลาดออสเตรเลีย

Mitsubishi Lancer โฉมที่ 1 (1973)
และในปี 1973 Mitsubishi Lancer โฉมแรกก็ปล่อยออกสู่ท้องตลาด พร้อมกับสร้างผลงานในการแข่งขัน Australian Souther Cross Rally กินเรียบ 4 อันดับแรก
ในปี 1977 ดีลเลอร์ของ Mitsubishi ภายใต้ชื่อ Colt เริ่มแพร่กระจายไปทั่วยุโรป เนื่องจาก Mitsubishi มีความตั้งใจที่จะขายในตลาดต่างประเทศเอง ไม่ต้องผ่านค่ายรถเจ้าอื่น ทำให้ยอดการผลิตของรถ Mitsubishi พุ่งสูงขั้นถึง 500,000 คันในปี 1973 และ 965,000 คันในปี 1978

Mitsubishi Galand Lambda
ในขณะที่ Chrysler เองก็เอา Mitsubishi Galant Lambda มาขายในแบรนด์ Dodge Challenger และ Plymouth Sapporo ดูเหมือนว่าการรุกตลาดเข้ามาของ Mitsubishi ครั้งนี้ทำให้เกิดรอยร้าวขึ้นระหว่าง 2 ค่ายนี้ ไม่มีใครยอมใครเลยครับ ในช่วงปีนี้เอง Mitsubishi ก็ออกรถรุ่น Mirage เป็นโฉมแรก รวมถึงยังเปิดตัวรถกระบะขนาด 1 ตันรุ่นแรกในชื่อว่า L200 อีกด้วย
จนในช่วงยุค 1980 Mitsubishi Motors บรรลุเป้าหมายในการขยายกำลังการผลิตได้มากถึง 1 ล้านคัน ตัดภาพมาที่ Chrysler กลายเป็นว่านอนพะงาบ จะเจ๊งอยู่รอมร่อ ทำให้ต้องขายฐานการผลิตในออสเตรเลียให้กับ Mitsubishi ไปในที่สุด

Mitsubishi Tredia

Mitsubishi Cordia

Mitsubishi Starion
ในปี 1982 นี้เอง Mitsubishi ก็ได้เปิดตัวไลน์อัพรถภายใต้แบรนด์ของตัวเองในตลาดสหรัฐอเมริกาทั้ง Tredia, Cordia และ Starion วางขายผ่านดีลเลอร์ 70 แห่งใน 22 รัฐ แต่เนื่องจากข้อตกลงระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่น กับ สหรัฐฯ ทำให้มีการจำกัดจำนวนรถที่ส่งไปขาย ไม่เกิน 30,000 คัน จากที่รวมกับรถของ Chrysler ทั้งหมด 120,000 คัน รวมถึงยังเปิดตัว Pajero รุ่นแรกในญี่ปุ่นอีกด้วยก่อนที่ในปีต่อมาก็เปิดตัว Galant โฉมที่ 5 ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นแรก ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 Mitsubishi ก็ออกแคมเปญโฆษณาต่างๆ ตามโทรทัศน์ทั่วสหรัฐฯ และหมายมั่นปั้นมือว่าจะขยายเครือข่ายดีลเลอร์ให้ถึง 340 เจ้า
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Mitsubishi กับ Chrysler จะยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ยังมีการตกลงร่วมมือกันตั้งฐานการผลิตในเมือง Normal รัฐ Illinois ในเดือนตุลาคม ปี 1985 โดยลงทุนกันคนละครึ่ง ในเดือนเมษายน ปี 1986 ก็มีการขยายโรงงานจนใหญ่ถึง 177,000 ตรม.และในปี 1987 รถที่ออกมาจากโรงงานนี้ทำยอดขายไปได้ 67,000 คัน และเมื่อโรงงานสร้างจนเสร็จในเดือนมีนาคมปี 1988 ก็ทำให้สามารถผลิตรถออกมาได้ถึง 240,000 คันต่อปี และยังเปิดตัวรถสปอร์ตคูเป้ 4 ที่นั่งถึง 3 คันเหมือนพี่น้องกันเลย ได้แก่ Mitsubishi Eclipse, Eagle Talon และ Plymouth Laser

Mitsubishi Minicab
ในขณะที่ตลาดฝั่งเอเชีย Mitsubishi ก็ขอกับ SAIC-GM-Wuling จากเมืองจีน ให้ช่วยผลิตรถ Kei Truck อย่าง Minicab ทำให้กลายเป็นแบรนด์รถญี่ปุ่นรายที่ 3 ที่มีฐานการผลิตรถ Kei Truck ในประเทศจีน ต่อจาก Daihatsu กับ Suzuki
- ยุคสมัยของรถซิ่ง

Mitsubishi 3000GT
ปี 1990 Mitsubishi เปิดตัวรุ่น 3000GT หรือในชื่อว่า GTO รถสปอร์ตซิ่งพร้อมลงสนาม 2 ประตู 4 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ขุมพลัง V6 ขนาด 3 ลิตรเทอร์โบคู่ พร้อมกันนั้นยังเปิดตัวรถซีดานหรู รุ่น Diamante ถือได้ว่า ทั้ง 2 คันนี้ Mitsubishi มีเท่าไหร่ ใส่หมดจริงๆ ไม่มีกั๊ก ซึ่งเจ้า Diamante นี้เองก็ได้รับรางวัล Car of the Year Japan ถึง 2 ปีติด และในปี 1991 Mitsubishi ก็โชว์เทคโนโลยีใหม่ที่ใช้มายาวนานมาก นั่นก็คือระบบวาล์วแปรผัน MIVEC นี่เองที่ทำให้เครื่องยนต์ทำงานดีขึ้น และประหยัดน้ำมันมากขึ้น จนมาถึงปี 1992 Mitsubishi เปิดสายการผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรม แหลมฉบัง
ในตลาดสหรัฐฯ คราวนี้ Chrysler ตัดสินใจขายโรงงานที่ก่อตั้งมาด้วยกันในปี 1993 ทำให้โรงงานนี้เป็นของ Mitsubishi ไปโดยปริยาย ก่อนที่ต่อมาโรงงานนี้ก็ถูกปิดไปในเดือนพฤษภาคมปี 2016 และถูกขายให้กับแบรนด์สตาร์ทอัพรถกระบะไฟฟ้าน้องใหม่อย่าง Rivian ในปี 2017

ในปี 1996 Mitsubishi เปิดตัวรถ Lancer Evolution รุ่นแรก และเปิดตัวรถรุ่น FTO ที่มาพร้อมเกียร์ INVECS-II และได้รับรางวัล Car of the Year Japan ตั้งแต่ปี 1996-1997 แต่ในเวลาต่อมากระแสความนิยมรถ SUV จากสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มลามมาที่ญี่ปุ่น แน่นอนว่าไม่มีผู้ผลิตญี่ปุ่นเจ้าไหนสนใจ ยกเว้น Mitsubishi ที่ลองวัดดวง และก็ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริง เพราะหลังจากที่เปิดตัวรถ Pajero Mini และ Delica Space Gear ในปี 1994 Mitsubishi ได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นมาเป็น 11.6% ในปีถัดมา
- Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance

ตั้งแต่ในปี 2016 เป็นต้นมา Mitsubishi ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกรายที่สาม ในความร่วมมือระยะยาว Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเป็นความร่วมมือที่มีเพียงแค่ Renault กับ Nissan เท่านั้นตั้งแต่เมื่อปี 1999 ก่อนที่ Nissan จะเข้ามาถือหุ้นใน Mitsubishi ด้วยจำนวน 34% และดึงเอาเข้ามาเป็นสมาชิก ทำให้ผู้ผลิตรถทั้ง 3 เจ้านี้มีโอกาสที่จะได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงยังมีการแชร์ชิ้นส่วนและแพลตฟอร์มรถยนต์ให้ใช้ร่วมกันอีกด้วย จนกลายเป็นพันธมิตรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดขายรวมกว่า 10 ล้านคันในปี 2017
ตัวอย่างรถยนต์ Mitsubishi ที่พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือนี้ก็อย่างเช่น รถไฟฟ้า i-MiEV, Outlander รุ่นล่าสุดที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มของ Nissan X-Trail, Xpander, Xpander Cross, Eclipse Cross และ Triton ที่ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีจากเพื่อนร่วมทีม

หลังจากที่ Mitsubishi เข้ามาเป็นสมาชิกแล้วก็ยังได้ Carlos Ghosn ขึ้นมาเป็น CEO ด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถพลิกบริษัทที่ขาดทุนให้กลับมาทำกำไรได้ในเวลาไม่นาน แต่เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น เมื่อ Ghosn โดนเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นรวบตอนลงจากเครื่องบินส่วนตัวที่สนามบินฮาเนดะ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2018 ด้วยข้อหา รายงานรายได้น้อยกว่าความเป็นจริง และยักยอกเงินของบริษัทไปใช้ส่วนตัว หลังจากที่ถูกจับกุมไปได้ 3 วัน เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งประธานของผู้ผลิตรถทั้ง 3 เจ้านี้ทันที และนี่ยังเป็นเพียงคดีแรกเท่านั้น เพราะคดีต่อมา คือ ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ญี่ปุ่น Ghosn ก็แอบหลบหนีไปฉลองปีใหม่ ปี 2020 ที่เลบานอน เหตุการณ์นี้ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงกับทั้งแบรนด์รถทั้ง 3 เจ้า ทำให้ยอดขายและกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง และนั่นจึงทำให้ Mitsubishi ต้องดึงเอานาย Osamu Masuko มาเป็น CEO คนใหม่

และเมื่อล่าสุดวันที่ 27 มกราคม 2022 กลุ่มพันธมิตรนี้ ก็ประกาศแผนใหม่ Alliance 2030 เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า, ระบบขับขี่อัตโนมัติ, เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และการลดต้นทุนในการผลิตนี่เอง แล้วในปี 2023 Mitsubishi ก็เปิดตัวรถรุ่น ASX โฉมที่ 2 ซึ่งพัฒนาบนแพลตฟอร์มเดียวกันกับ Renault Captur โฉมที่ 2 และ Colt ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มของ Renault Clio โฉมที่ 5 ซึ่งมาพร้อมระบบ Hybrid และ Plug-in Hybrid ทั้งคู่เลย
นี่คือเรื่องราวอันยาวนานถึงร้อยปีของ Mitsubishi จากรากเหง้าแห่งความกล้า สู่นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโลก สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP CAR / SCOOP MOTOCYCLE2 Min Read
ประวัติ Soichiro Honda ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮอนด้าที่ลุกขึ้นยืนได้เพราะความรักเมีย

“ความสำเร็จของผมที่คนอื่นเห็นมีเพียง 1% อีก 99% ที่เหลือมาจากความล้มเหลว” นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งจากปากของชายคนหนึ่งซึ่งในเวลาต่อมา ก็กลายมาเป็นผู้ก่อตั้งหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ชายคนนี้คือ Soichiro Honda

ย้อนกลับไปในวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี 1906 ที่จังหวัดชิซูโอกะ คู่สามีภรรยา Gihei Honda และ Mika Honda ได้ให้กำเนิดเด็กชาย Soichiro Honda ขึ้นมา โดยนาย Gihei ผู้เป็นพ่อทำงานเป็นช่างตีเหล็ก และซ่อมจักรยานเก่ามาขาย ส่วน Mika ผู้เป็นแม่ก็ทำงานเป็นช่างทอผ้า Soichiro ในวัยเด็กมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน และได้คลุกคลีกับเครื่องยนต์กลไกต่างๆ จากการช่วยพ่อซ่อมจักรยาน
จนกระทั่งมีรถ Ford Model T คันหนึ่งขับผ่านหมู่บ้านที่ Soichiro อาศัยอยู่ ทำให้เขาตื่นเต้นมากถึงกับวิ่งไล่ตามรถคันนั้นจนหายลับสายตาไป นับได้ว่าเป็นความทรงจำที่อยู่กับ Soichiro ไปทั้งชีวิต และจุดประกายความฝันที่อยากจะออกแบบ และสร้างรถยนต์ของตัวเอง
วีรกรรมแรกๆ ของ Soichiro ค่อนข้างจะแสบมาก เมื่อเขาแอบจิ๊กเงินจากกล่อง และจักรยานของพ่อ เพื่อเอาไปเข้าชมงานแอร์โชว์ที่สนามบิน ห่างจากบ้านไปประมาณ 20 กม. แต่ว่า ค่าตั๋วดันแพงกว่าที่คิด และเงินที่เอามาก็มีไม่พอ แต่ในเมื่องานแอร์โชว์เป็นงานแสดงบินผาดโผน เขาจึงยืนรอชมนอกสนามบินแทน
ในเรื่องของการเรียนหนังสือ Soichiro เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการอ่านการเขียนในตำราสักเท่าไร เขากลับชอบในการสร้างสรรค์ในงานประดิษฐ์มากกว่า จนเมื่อเขาอายุ 15 ปี Soichiro เห็นโฆษณาประกาศรับสมัครงานของอู่รถยนต์ชั้นนำ Art Shokai บนนิตยสาร Bicycle World Magazine เขาจึงไม่ลังเลที่จะลาออกจากโรงเรียน และส่งจดหมายสมัครงานทันที ในปี 1922

ซึ่งในช่วงเดือนแรกๆ งานที่เขาได้รับจาก Yuzo Sakakibara ผู้เป็นเจ้าของอู่ มีเพียงแค่ทำงานจิปาถะ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกของ Sakakibara ซักอย่างงั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Soichiro ถอดใจเลยสักนิด เขาทุ่มเทและไม่เกี่ยงงานเลยแม้แต่นิดเดียว จนในที่สุดก็ได้เรียนรู้งานช่างซ่อมรถยนต์อย่างที่ตั้งใจไว้ และกลายเป็นช่างยอดฝีมือของอู่ ในปี 1923 Sakakibara ฟอร์มทีมแข่งรถขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของ Soichiro และทีมช่างคนอื่นๆ
13 พฤศจิกายน ปี 1924 ทีมแข่งจากอู่ Art Shokai เข้าแข่งขันในรายการ Japan Motor Car Championship และคว้าชัยชนะมาได้สำเร็จ โดยที่มี Shinichi Sakakibara น้องชายของ Yuzo Sakakibara เป็นนักขับ และ Soichiro Honda เป็นช่างเครื่องนั่งประกบข้างไปด้วยกัน

หลังจากที่ทำงานอยู่ได้ 6 ปี Soichiro ในวัย 21 ปี ที่สำเร็จวิชาจาก Sakakibara ก็ได้รับความไว้วางใจ และส่งเขาไปเปิดสาขาที่บ้านเกิดในปี 1928 ตลอดเวลาที่เขาทำงานอยู่ในอู่นี้เขาได้รับอิสระในการทำงานค่อนข้างมาก จึงทำให้เขามีโอกาสที่จะได้ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ จนได้รับฉายาว่า “เอดิสันแห่งเมืองฮามะมัตซึ” ผลงานของเขาในช่วงเวลานั้นก็มีทั้งรถยนต์ดัดแปลง รถแข่ง หรือแม้กระทั่งเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงาน อย่างเช่น แท่นยกรถยนต์

เดือนตุลาคม ปี 1935 Soichiro ก็ได้แต่งงานกับ Sachi Isobe และในเวลาต่อมา เธอทำงานบัญชีให้กับอู่ Art Shokai สาขาฮามะมัตสึ ที่เติบโตจนมีพนักงานมากกว่า 30 คน
วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ปี 1936 Soichiro ประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันเปิดสนาม Tamagawa Speedway สนามแข่งรถแห่งแรกของญี่ปุ่น อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ Soichiro บาดเจ็บที่ตาซ้าย แต่ Benjiro ผู้เป็นน้องชายและเป็นช่างเครื่องที่ประกบคู่มาด้วยกัน บาดเจ็บรุนแรงกว่า เพราะกระดูกสันหลังหัก แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดความบ้าระห่ำของ Soichiro ได้ เพราะต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Soichiro เข้าแข่งขันรถยนต์ต่อ และจะเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายในชีวิต ตามคำขอร้องทั้งน้ำตาของ Sachi ภรรยาสุดที่รัก

หลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นเป็นต้นมา Soichiro ก็เริ่มคิดว่า งานซ่อมรถยนต์ที่ทำๆ อยู่เริ่มไม่ตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาได้อีกต่อไป ณ เวลานั้น เขาอยากผลิตอะไหล่รถยนต์ขาย แต่ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนสนับสนุน เพราะมองว่า แค่ซ่อมรถขนาดนี้ก็ทำเงินได้เหลือเฟือแล้ว จะคิดการใหญ่กว่านั้นให้เกินตัวทำไม เขาไม่สนใจคำสบประมาทและได้ก่อตั้ง บริษัท Tokai Seiki Heavy Industries เพื่อผลิตแหวนลูกสูบให้กับ Toyota พร้อมกับเข้าศึกษาใน” สถาบันอุตสาหกรรมฮามะมัตสึ” เป็นเวลา 2 ปี สถาบันนี้ก็ได้กลายมาเป็น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิซุโอกะในปัจจุบัน
การผลิตแหวนลูกสูบ เป็นไปด้วยความน่าผิดหวังมาก เพราะแหวนลูกสูบที่ผลิตส่งไปให้กับทาง Toyota จำนวน 50 ชิ้น กลับผ่านมาตรฐานโรงงานเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้เกิดจากความเชื่อมั่นว่า “ถ้าทฤษฎีทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ตอนนี้พวกอาจารย์คงเป็นนักประดิษฐ์กันหมดแล้ว” บวกกับว่า เขามีความมั่นใจในฝีมือมากเกินไปอีกด้วย
ทำให้เขาต้องลดอีโก้ของตัวเอง และศึกษาดูงานตามโรงงานทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้การควบคุมคุณภาพการผลิตให้มีมาตรฐานมากขึ้น และกลับมาบริหารโรงงานใหม่ ผลิตแหวนลูกสูบได้ทีละเยอะๆ และผ่านมาตรฐานของ Toyota ในที่สุด นอกจากนี้เขายังได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย อย่าง Nakajima Aircraft บริษัทผลิตเครื่องบินที่เวลาต่อมาก็จะกลายมาเป็นแบรนด์รถยนต์ Subaru นั่นเอง

ความท็อปฟอร์มในครั้งนี้ทำให้ บริษัท Tokai Seiki เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีพนักงานมากกว่า 2 พันคน ในขณะที่อนาคตกำลังรุ่งอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นรุ่งริ่งภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน เพราะจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี 1937 ก่อนที่ต่อมาภายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไปห้าวกับสหรัฐอเมริกาด้วยการบุกโจมตีฐานทัพเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941
บริษัท Tokai Seiki ในขณะนั้นก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงยุทโธปกรณ์ ในตอนนั้น Kaichi Kawakami ประธานบริษัท Nippon Gakki หรือ Yamaha ในปัจจุบันก็ร้องขอให้ Soichiro คิดค้นเครื่องจักรที่ช่วยในการผลิตใบพัดเครื่องบินรบได้จำนวนนึง ด้วยอัตราการผลิต 4 ชิ้นต่อชั่วโมง
จากเดิมที่ผลิตด้วยมือกว่าจะได้ชิ้นนึงก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ จนในปี 1942 Toyota เข้ามาถือหุ้นของ Tokai Seiki มากกว่า 40% และ Soichiro โดนลดขั้นจากประธานบริษัท มาเป็น กรรมการผู้จัดการอาวุโส หนำซ้ำยังต้องเสียพนักงานชายไปเกือบหมด เพราะถูกเกณฑ์ไปรบในกองทัพ ในขณะที่ผู้หญิงและนักเรียนหญิงก็ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัคร เพื่อทำงานในโรงงานแทนผู้ชาย Soichiro จึงต้องออกแบบเครื่องจักรที่ช่วยให้ผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์สามารถทำงาน ผลิตได้ง่ายขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

ในปี 1944 โรงงาน Tokai Seiki ที่ย่านยามะชิตะ โดนลูกหลงจากการที่ เครื่องบิน B-29 ทิ้งระเบิดใส่ จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ก่อนที่จะซวยซ้ำซวยซ้อนต่อในวันที่ 13 มกราคม ปี 1945 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในเขตมิคาวะ จนทำให้โรงงานในเมืองอิวาตะ พังทลายอีก เป็นเวลา 7 เดือนก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะบึ้มญี่ปุ่นด้วยระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก
เกร็ดน่ารู้ : สำหรับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลา 03:38 น. มีจุดศูนย์เกิดอยู่ที่ปากอ่าวมิคาวะ ลึกลงไปถึง 11 กม. วัดระดับความรุนแรงได้ถึง 6.8 ริกเตอร์ และกินรัศมีความเสียหายราว 50 กม.เสียชีวิต 1,180 คน บาดเจ็บ 3,866 คน สูญหาย 1,126 คน อาคารบ้านเรือนพังทลายไปทั้งหมด 7,221 หลัง, เสียหายหนัก 16,555 หลัง และเกิดไฟไหม้ 2 หลัง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้มันหนักหนาเกินกว่าจะฟื้นฟูไหว จนต้องตัดสินใจขายโรงงานที่ปั้นมากับมือให้กับ Toyota ด้วยจำนวนเงินกว่า 450,000 เยน หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทในปัจจุบัน บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรง ประชาชนอดอยากปากแห้ง เพราะความพ่ายแพ้ในสงคราม
Soichiro ที่เริ่มท้อและสิ้นหวังก็เริ่มใช้ชีวิต ติดเหล้า เมาหัวราน้ำ ไม่ทำงานทำการอะไรเลยเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

ในเดือนตุลาคม ปี 1946 Soichiro ก่อตั้งศูนย์วิจัยขนาดเล็กพื้นที่ 16 ตารางเมตร ในชื่อว่า Honda Gijutsu Kenkyu Sho (Honda Technical Research Laboratory) ( 本田技術研究所) ที่เมืองฮามะมัตสึ ด้วยจำนวนพนักงานเพียง 12 คน เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน และเครื่องจักรต่างๆ

สภาพการคมนาคมในญี่ปุ่นหลังสงครามนั้นเป็นไปด้วยความย่ำแย่มาก เพราะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางด้วยการเดิน หรือปั่นจักรยาน เมื่อ Soichiro เห็น Sachi ที่ต้องลำบากลำบนขี่จักรยานกลับจากซื้อกับข้าว เขาจึงเดินไปรื้อหาของเก่าๆ จนเจอเข้ากับเครื่องปั่นไฟของกองทัพญี่ปุ่นที่ใช้จ่ายพลังงานให้กับวิทยุไร้สาย ก็นำมา DIY เป็นเครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 50 cc ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มาติดตั้งบนจักรยานของ Sachi และยังนำขวดน้ำมาติดตั้งเป็นถังน้ำมัน
Soichiro เอาจักรยานดัดแปลงคันนี้มาให้ Sachi ลองขี่ไปข้างนอก ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากให้เหนื่อยกับการที่ต้องออกแรงปั่นไปซื้อกับข้าวมาเลี้ยงครอบครัว เพราะความรักที่มีต่อภรรยาทำให้ Soichiro ทุ่มสุดหัวใจ เมื่อ Sachi ลองขี่ไปได้สักพักแล้วกลับมาถึงบ้านก็ได้ชี้ข้อบกพร่องต่างๆ ให้ Soichiro ได้แก้ไขก่อนจะปล่อยออกสู่ท้องตลาดในชื่อว่า Pon-Pon นั่นจึงทำให้ Sachi เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ของฮอนด้านับแต่นั้นมา

หลังจากที่ Soichiro แก้ไขจนเสร็จสมบูรณ์ เขาก็ได้กว้านซื้อเครื่องปั่นไฟเหลือทิ้งมาผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดจักรยานขาย ซึ่งก็ขายดีมาก เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างจนตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่น แห่มาสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก

Honda A-Type

Honda Dream D-Type
เมื่อวัตถุดิบอย่างเครื่องปั่นไฟเก่าๆ พวกนี้เริ่มหมดลง Soichiro ก็หันมาออกแบบเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง ออกมาเป็น Honda A-Type หรือในชื่อเล่นว่า Bata Bata และก่อตั้งบริษัท Honda Motors ในวันที่ 24 กันยายน ปี 1948 ด้วยเงินทุน 1 ล้านเยน หรือ ประมาณ 17 ล้านบาท พร้อมจ้างพนักงานจำนวน 34 คน ผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งจักรยาน ที่กำลังบูมในญี่ปุ่น ก่อนที่ต่อมาในเดือนสิงหาคมปี 1949 Honda Dream D-Type ถูกผลิตขึ้นมาในฐานะรถมอเตอร์ไซค์อย่างเต็มตัว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1 สูบ 2 จังหวะขนาด 98 cc พละกำลังสูงสุด 3 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 4.27 Nm นับได้ว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จของ Honda ที่ Soichiro วาดฝันเอาไว้ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ Dream นั่นเอง

Soichiro Honda (ซ้าย) และ Takeo Fujisawa (ขวา)
ภายในปีเดียวกันนี้เอง Takeo Fujisawa ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อช่วยเหลือ Soichiro ในเรื่องการเงิน การตลาด และการวางแผนธุรกิจ ถือได้ว่าช่วยเติมเต็มในส่วนที่ Soichiro ไม่ถนัดจริงๆ
ในปี 1950 เกิดสงครามเกาหลีขึ้นทำให้กองกำลังสหประชาชาติ ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา มีความต้องการในการสั่งซื้อเครื่องยนต์ติดจักรยานของฮอนด้ามากขึ้น ทาง Honda จึงต้องเปิดโรงงานและสำนักงานใหม่ในกรุงโตเกียว

ในเดือนมีนาคม 1951 Honda เปิดตัว Dream E-Type รถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะรุ่นแรกของฮอนด้า และกลายมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นที่ทำยอดขายได้เยอะที่สุด ณ เวลานั้น

ในปี 1952 Honda เปิดตัวเครื่องยนต์ติดจักรยานรุ่นใหม่ Cub F ที่มาพร้อมสโลแกน “ถังขาวเครื่องแดง” กลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม เป็นมิตรกับผู้หญิง
Takeo เองก็ริเริ่มแผนการตลาดใหม่เพื่อให้สามารถแซงคู่แข่งได้ ด้วยการหว่านจดหมายประชาสัมพันธ์ไปยังร้านขายจักรยานกว่า 5 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งก็มีร้านจำนวน 30,000 แห่งให้ความสนใจ Takeo จึงดำเนินแผนการต่อโดยการเสนอขายเครื่อง Cub F จำนวน 1 เครื่องต่อ 1ร้านตามลำดับ และเมื่อร้านไหนต้องการสั่งซื้อเพิ่มก็สามารถจ่ายได้ด้วยการโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทโดยตรง ถือว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น และทำให้ Takeo ประสบความสำเร็จในเรื่องของการสร้างเครือข่ายการขายแบบอิสระ และทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ Takeo ยังเป็นคนที่วางรากฐานการในเรื่องของการ “เช่า-ซื้อ” ให้ผู้บริโภคสามารถผ่อนจ่ายกับศูนย์ได้เป็นเวลา 1 ปีอีกด้วย โดยภายในปีนั้น Honda Cub F สามารถทำยอดขายไปได้ 6,000 เครื่องในเดือนตุลาคม และ 9,000 เครื่องในเดือนธันวาคม

Honda Motor ประสบความสำเร็จจนขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตอันดับต้นๆในประเทศ แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วยังตามหลังอยู่ ซึ่ง Soichiro เองก็ยอมรับไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะเขาต้องการจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้วยการผลิตจำนวนมาก แต่คุณภาพต้องไม่ดรอป และราคาต้องสมเหตุสมผล จึงสั่งนำเข้าเครื่องจักรจากยุโรปและอเมริกา ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 450 ล้านเยน หรือ 1,600 ล้านบาทในปัจจุบัน ด้วยความกล้าได้กล้าเสียนี้เองก็ทำให้สามารถผลิตรถมอเตอร์ไซค์ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ และมีมาตรฐานมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมสร้างโรงงานใหม่ และจ้างพนักงานเพิ่มจาก 214 คนเป็น 1,337 คน เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่มากขึ้น และยังมีการออกชุดเครื่องแบบสีขาวสะอาดตา ที่ไม่ว่าจะพนักงานหรือ ผู้บริหารทุกคนต้องใส่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน และดูแลโรงงานให้สะอาดอยู่เสมอ
ในปี 1953 Soichiro ปลูกฝังนโยบายให้กับพนักงานว่า “คุณภาพของรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ต้องอยู่เหนือความคาดหวังของลูกค้าเกิน 100% เสมอ” เพราะหากผิดพลาดแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียวย่อมส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้ ซึ่งนโยบายนี้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขาย ไปจนถึงบริการหลังการขาย

เดือนมิถุนายนปี 1954 Soichiro เดินทางไปศึกษาการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ในยุโรป และไฮไลต์สำคัญคือไปชมการแข่งขัน Isle of Man TT เมื่อกลับมาที่ญี่ปุ่น Soichiro ที่ยังไม่หายตื่นเต้นกับวงการมอเตอร์สปอร์ตก็เริ่มลงมือออกแบบรถสำหรับแข่งขัน และลั่นว่าจะต้องส่งรถเข้าแข่งขัน Isle of Man TT ให้ได้
วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 1958 Honda Motor ก็ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ต่อมาจะกลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาล นั่นก็คือ Super Cub และยังกลายมาเป็นบรรพบุรุษของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น Monkey, Dream หรือแม้กระทั่งรุ่นยอดฮิตในประเทศไทยอย่าง นานาสารพัด Wave เลย

ในปีต่อมา ปี 1959 บริษัท American Honda Motor ถูกก่อตั้งขึ้นในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา พร้อมสโลแกนว่า “You meet the nicest people on a Honda” หรือ “คนดีขี่ Honda” ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ที่สดใส ดูเป็นมิตร ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อเมริกันที่ถูกจดจำในภาพลักษณ์ของ รถมอเตอร์ไซค์คันโตๆ ที่คนขี่ใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนัง ดูดิบๆ เถื่อนๆ มากกว่า ทำให้ Honda Motor ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์เบอร์ 1 ของโลกในที่สุด

ภายในปีเดียวกันนี้เอง Honda RC142 กลายมาเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ได้เข้าแข่งขันใน Isle of Man TT และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในปี 1961ถึง 2 รุ่นรวด ทั้ง Lightweight และ Ultra-Lightweight รวมถึงยังคว้าแชมป์ในรายการ World Grand Prix หรือก็คือ MotoGP ในปัจจุบัน ทั้งรุ่น 125cc และ 250cc ผลงานที่ผ่านมานี้ทำให้ Honda เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก และมีการตั้งฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกขึ้นที่ประเทศเบลเยียม

ถึงแม้ว่ารถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกไปแล้วก็ตาม แต่ Soichiro ก็ยังไม่ได้สานต่อความฝันที่เคยวาดไว้มาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือการเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ ซึ่งคนรอบข้างเองก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย และอยากให้เขาทุ่มเทกับรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า เพราะ ณ เวลานั้น ค่ายรถต่างๆ มากมายในญี่ปุ่นขับเคี่ยวกันมานานมากแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ ย่างเท้าก้าวเข้าสู่สายการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัวในปี 1963 ด้วยการผลิตรถ Kei-Truck รุ่นแรกในชื่อ T360 ตามมาด้วยรถสปอร์ตเปิดประทุน S500

Honda RA272
จนกระทั่งในปี 1964 Honda Motor ตอบสนองความฝันของ Soichiro ด้วยการพัฒนา และส่งรถแข่งรุ่นแรก RA271 ไปแจ้งเกิดในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนาม German Grand Prix และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในสนาม Mexican Grand Prix ปี 1965 ด้วยรถ RA272

ก่อนที่ต่อมาในปี 1972 Soichiro ก็อนุมัติให้พัฒนา และปล่อย Honda Civic ออกสู่ท้องตลาด ก่อนที่ในปีต่อมา Soichiro Honda และ Takeo Fujisawa ก็เกษียณไปพร้อมๆ กันในปี 1973 ด้วยวัย 77 ปี แถมยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในคอลัมน์ “25 บุคคลที่น่าสนใจที่สุดแห่งปี” บนนิตยสาร People Magazine นอกจากนี้ยังได้รับฉายาว่า “Henry Ford แห่งญี่ปุ่น” อีกด้วย
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 Honda กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าแรกที่ตั้งฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกาในปี 1982 ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์รถยนต์อันดับ 3 ของโลกในช่วงปลายทศวรรษ นอกจากนี้ทาง American Society of Mechanical Engineers ยังเอาชื่อของ Soichiro Honda มาเป็นชื่อเหรียญรางวัลสาขาการออกแบบและผลิตยานยนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาอีกด้วย
ต่อมาในปี 1989 ชื่อของ Soichiro Honda ก็ได้รับการบรรจุอยู่ใน Automotive Hall of Fame ที่เมือง Dearborn รัฐมิชิแกน ใกล้ๆ กับกรุง Detroit

ในส่วนของชีวิตหลังเกษียณของ Soichiro เขาใช้ชีวิตตามใจอยากกับครอบครัว ทั้งการเล่นสกี ตีกอล์ฟ แข่งรถ ร่อนแฮงค์ไกลเดอร์ หรือแม้กระทั่ง นั่งบอลลูน นอกจากนี้ทั้งตัวเขา และ Takeo ยังทำข้อตกลงด้วยกันว่าจะไม่บังคับให้ลูกชายของตัวเองมาสานต่อธุรกิจของตัวเองอีกด้วยครับ ซึ่งลูกชายของ Soichiro ที่พูดถึงอยู่นี้เขาก็คือ Hirotoshi Honda ผู้ก่อตั้งสำนักแต่ง และทีมแข่ง Mugen Motorsport นั่นเอง

Ayrton Senna (Hungarian Grand Prix ปี 1991)
และแล้วในวันที่ 5 สิงหาคม ปี 1991 Soichiro Honda ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัย 84 ปี จากอาการตับวาย เป็นเวลา 1 วันก่อนการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนามฮังการี ซึ่งต่อมา Ayrton Senna นักแข่งฟอร์มูล่าวันทีม McLaren ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Honda ก็สามารถคว้าแชมป์เปรียบเสมือนของขวัญอำลา Soichiro ผู้ล่วงลับมาได้สำเร็จ และนอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัยชั้นที่ 1 หรือ เคียวกุจิสึ ไดจูโช อีกด้วย
นี่คือเรื่องราวชีวิตของ Soichiro Honda จากเด็กชายตัวน้อยผู้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ผ่านความยากลำบาก ความล้มเหลว และความเจ็บปวดมามากมาย จนกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์อันดับต้นๆ ของโลก อย่างที่ Soichiro ได้กล่าวไว้ “คุณไม่ควรละทิ้งความฝันของตัวเอง” เพราะความสำเร็จล้วนเกิดมาจากความคาดหวัง หากพบเจออุปสรรคแล้วต้องทิ้งความฝันไป ความสำเร็จย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นจริง สำหรับสกู๊ปนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ประวัติ Ford และเฮนรี่ ฟอร์ด – จากวิสัยทัศน์สู่ถนนทั่วโลก

เด็กชายในฟาร์มที่หลงใหลเครื่องจักรกล สู่ผู้ปฏิวัติที่นำพาจุดกำเนิดของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นแรงบันดาลใจทั้งด้านวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และความกล้าที่จะคิดต่าง โดยเรื่องราวของแบรนด์รถยนต์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเดินทางของมนุษยชาติสู่ปัจจุบันนี้
- จุดเริ่มต้นของตำนาน

เฮนรี่ ฟอร์ด เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1863 ในฟาร์มแห่งหนึ่งใกล้เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เด็ก เขามีความสนใจในเครื่องจักรกลเป็นอย่างมากโดยเฉพาะนาฬิกา ซึ่งเขาชอบแกะออกมาดูกลไกภายในและประกอบกลับเข้าไปใหม่ เมื่ออายุ 16 ปี เขาออกจากบ้านเพื่อไปเป็นช่างกลฝึกหัดในเมืองดีทรอยต์ ที่นั่นเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรไอน้ำและเครื่องยนต์ต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับอนาคตของเขา

จนกระทั่งในปี 1888 เฮนรี่ แต่งงานกับ คลาร่า เจน ไบรอันท์ และให้กำเนิดลูกชายชื่อ เอดเซล ฟอร์ด หลังจากนั้นมา เฮนรี่ ได้เข้าทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัท Edison Illuminating Company ในปี 1891 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในชีวิตการทำงานของเขา ที่นี่เองที่เขาได้พบกับ โธมัส เอดิสัน ผู้ซึ่งกลายเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาของเขาในเวลาต่อมา

แต่ความฝันของเฮนรี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาหลงใหลในแนวคิดของยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง และในปี 1896 เขาได้สร้างรถยนต์คันแรกของตัวเองที่เรียกว่า “Quadricycle” หลังจากความสำเร็จของ Quadricycle เฮนรี่ได้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor Company ในปี 1903 โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะผลิตรถยนต์ที่มีราคาไม่แพงสำหรับชาวอเมริกันทั่วไป

ความสำเร็จครั้งใหญ่ของ Ford มาถึงในปี 1908 เมื่อบริษัทเปิดตัวรถยนต์รุ่น Model T ซึ่งกลายเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในยุคนั้น ด้วยราคาที่ย่อมเยาและคุณภาพที่ดี Model T ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวอเมริกันไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ เฮนรี่ ฟอร์ด ยังเป็นผู้บุกเบิกระบบการผลิตแบบสายพาน (Assembly Line) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก วิธีการนี้ไม่เพียงแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกอีกด้วย

เฮนรี่ ฟอร์ด ประสบกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมาก ในปี 1919 เขาส่งมอบตำแหน่งประธานบริษัทให้กับลูกชายของเขา เอดเซล ฟอร์ด แต่ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากในการดำเนินงานของบริษัท อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเฮนรี่และเอดเซลมักจะตึงเครียด เนื่องจาก เฮนรี่ มักจะแทรกแซงการตัดสินใจของลูกชาย โดยเฉพาะในเรื่องการออกแบบรถยนต์และการบริหารจัดการ


Lincoln Continental SS-100-X รถประจำตำแหน่งประธานาธิบดี John F. Kennedy
และในปี 1922 Ford Motor เข้าซื้อกิจการแบรนด์รถยนต์สุดหรู ที่ตั้งชื่อตามประธานาธิบดี Lincoln ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1917 และกลายเป็นที่จดจำในฐานะ รถประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกหลายต่อหลายคนในอนาคตหลังจากนั้น เช่น Franklin D. Roosevelt, Harry S. Truman, John F. Kennedy, Richard Nickson, Jimmy Carter หรือแม้กระทั่ง Ronald Reagan
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัท Ford ได้มีส่วนร่วมในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด B-24 Liberator ที่ผลิตในโรงงาน Willow Run ของ Ford หลังจาก เอดเซล ผู้เป็นลูกชายเสียชีวิตในปี 1943 ด้วยโรคมะเร็ง เฮนรี่ ฟอร์ด กลับมาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอีกครั้ง แม้ว่าสุขภาพของเขาจะเริ่มทรุดโทรมลงในช่วงนี้ เขาได้เผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์หลังสงคราม

ในปี 1945 เฮนรี่ ฟอร์ด ได้ส่งมอบการควบคุมบริษัทให้กับหลานชายของเขา เฮนรี่ ฟอร์ดที่ 2 ซึ่งเป็นลูกชายของ เอดเซล เฮนรี่ ฟอร์ดที่ 2 ได้นำพาบริษัทเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยการปรับปรุงการบริหารจัดการและการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในวาระสุดท้ายของชีวิต เฮนรี่ ฟอร์ด ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านพักของเขาในดีร์บอร์น รัฐมิชิแกน เขายังคงสนใจในกิจการของบริษัทและมักจะให้คำปรึกษาแก่ทีมผู้บริหาร แม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานประจำวันแล้วก็ตาม นอกจากนี้ เฮนรี่ ฟอร์ด ยังใช้เวลาในการทำงานด้านการกุศลผ่านมูลนิธิฟอร์ด (Ford Foundation) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1936 มูลนิธินี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการศึกษา วิทยาศาสตร์ และการพัฒนาสังคม
เฮนรี่ ฟอร์ด เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 เมษายน 1947 ที่บ้านของเขาในดีร์บอร์น ด้วยวัย 83 ปี งานศพของเขาจัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์พอล ในดีร์บอร์น และมีผู้เข้าร่วมไว้อาลัยกว่า 100,000 คน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและความเคารพที่ผู้คนมีต่อเขา แล้วมรดกของ เฮนรี่ ฟอร์ด ยังคงสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ผ่านบริษัท Ford Motor Company รวมถึงแนวคิดด้านการผลิต นวัตกรรม และการบริหารธุรกิจที่เขาได้ริเริ่มไว้ ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้
- ทิศทางของ Ford หลังสิ้นสุดยุคสมัย

เออร์เนสต์ โรเบิร์ต บรีช
หลังจาก เฮนรี่ ฟอร์ด ได้จากโลกนี้ไป 1 ปี ก็ได้มีการจ้างนาย เออร์เนสต์ โรเบิร์ต บรีช ที่ดำรงตำแหน่งประธานของ Bendix ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายบบริหารของ Ford และขึ้นมาเป็นประธานบอร์ดบริหารในปี 1955 ในส่วนของ นาย เฮนรี่ ฟอร์ดที่ 2 ผู้ซึ่งเป็นหลานชายก็ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ประธานในปี 1945-1960 และดำรงตำแหน่ง CEO ในปี 1960-1980 จนกระทั่งในปี 1965 Ford ได้ให้กำเนิดม้าคลั่งขวัญใจมหาชน นั่นก็คือ Mustang และกลายมาเป็นไลน์อัพรถยนต์ของ Ford ที่อายุยืนที่สุดเท่าที่เคยมีมา และในปี 1966 Ford ก็เปิดตัวรถ SUV รุ่น Bronco ออกมาเป็นโฉมแรก

Ford Pinto
ในเมื่อมีความสำเร็จก็ย่อมต้องมีความล้มเหลว และความล้มเหลวที่ร้ายแรงที่สุด คือ Ford Pinto ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 1971-1980 มียอดขายมากกว่า 3 ล้านคัน แต่ถูกประทับหน้าว่าเป็นรถที่อันตรายที่สุดในโลก

เพราะถังน้ำมันอยู่ติดท้ายรถมากเกินไป จนเกิดเหตุน่าสลดขึ้นเมื่อมันเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนผู้ขับขี่บาดเจ็บสาหัส และเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น และศาลก็ออกคำสั่งให้ Ford ต้องยกเลิกการผลิตรถรุ่นนี้ และเสียค่าปรับไปกว่า 125 ล้าน USD หรือ 2,500 ล้านบาท

Ford Ranger (1983)
ในปี 1983 Ford จากเดิมที่เคยผลิตรถกระบะมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ได้ผ่านมรสุมต่างๆมากมายจากการที่มีรถกระบะแบรนด์ต่างๆจากยุโรปและญี่ปุ่นเข้ามาตีตลาดแทบแตก และไหนจะเกิดวิกฤตน้ำมันอีกก็เริ่มเปิดตัว Ford Ranger ขึ้นมา และดุดันไม่เกรงใจใครจนถึงปัจจุบัน และในปี 2009 Ford ก็ยังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่นั่นก็คือ EcoBoost ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาดเล็กที่ให้กำลังสูงแต่ประหยัดน้ำมัน เทคโนโลยีนี้ใช้การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง (direct injection) ร่วมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำให้ได้เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยไอเสียได้ดีขึ้น
- Ford ในประเทศไทย

Ford เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 1995 ภายใต้ชื่อบริษัท ฟอร์ด โอเพอเรชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่าย ต่อมาในปี ค.ศ. 1997 Ford ได้ร่วมทุนกับบริษัท มาสด้า คอร์ปอเรชั่น จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อก่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ซึ่งนับเป็นการลงทุนครั้งสำคัญของ Ford ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานแห่งนี้เริ่มการผลิตรถยนต์รุ่นแรกในปี ค.ศ. 1998 คือ Ford Ranger รถกระบะที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการผลิตรถยนต์รุ่นอื่นๆ เช่น Ford Everest, Ford Fiesta และ Ford Focus
Ford ได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในปี ค.ศ. 2012 Ford ได้ลงทุนเพิ่มเติมกว่า 27,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่สองในจังหวัดระยอง และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค แล้ว Ford ยังได้นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ สู่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทย เช่น ระบบ SYNC ที่ช่วยในการเชื่อมต่อและควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยนต์ด้วยเสียง

นอกจากนี้ Ford ยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ในประเทศไทย เช่น โครงการขับขี่ปลอดภัย Ford Driving Skills for Life ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการขับขี่อย่างปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน Ford ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญในประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาดที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะและรถอเนกประสงค์ (SUV)
- วิธีคิดแบบเฮนรี่ ฟอร์ด
เฮนรี่ ฟอร์ด ไม่ใช่แค่นักประดิษฐ์หรือนักธุรกิจธรรมดา แต่เขาเป็นนักคิดที่มองการณ์ไกล วิธีคิดของเขาที่ปฏิวัติวงการอุตสาหกรรม มีดังนี้
– การผลิตแบบสายพาน
เฮนรี่นำเสนอระบบการผลิตแบบสายพานในปี 1913 ซึ่งปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ระบบนี้ลดเวลาการประกอบ Model T จาก 12 ชั่วโมงเหลือเพียง 2 ชั่วโมง 30 นาที นวัตกรรมนี้ทำให้สามารถผลิตรถยนต์ได้เร็วขึ้นและมีราคาถูกลง ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
– ราคาที่จับต้องได้
เขาเชื่อว่ารถยนต์ไม่ควรเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนรวย แต่ควรเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้
ในปี 1908 Model T มีราคาเริ่มต้นที่ 825 ดอลลาร์ และลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 260 ดอลลาร์ในปี 1925 นโยบายนี้ทำให้ชนชั้นกลางสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ เปลี่ยนแปลงสังคมอเมริกันอย่างมาก– นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
เฮนรี่ ไม่เคยหยุดคิดค้นและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของเขา แล้วส่งเสริมให้พนักงานคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต จน Ford ได้รับสิทธิบัตรมากกว่า 160 ชิ้นในช่วงชีวิตของ เฮนรี่
– การให้ความสำคัญกับพนักงาน
ในปี 1914 เขาประกาศนโยบาย “$5 Day” โดยเพิ่มค่าแรงจาก 2.34 ดอลลาร์ต่อวัน เป็น 5 ดอลลาร์ต่อวัน
เขาลดชั่วโมงการทำงานจาก 9 ชั่วโมงเป็น 8 ชั่วโมงต่อวัน นโยบายนี้ช่วยลดอัตราการลาออกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้งยังทำให้พนักงานมีกำลังซื้อรถยนต์ Ford ได้– มองเห็นภาพใหญ่
เฮนรี่ไม่ได้มองแค่การขายรถยนต์ แต่เขามองเห็นว่ารถยนต์จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนอย่างไร เขาสนับสนุนการสร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเขามองว่ารถยนต์จะช่วยให้ผู้คนมีอิสระในการเดินทางและเปิดโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต
- บทบาทในสนาม

ในส่วนของวงการมอเตอร์สปอร์ต Ford นับได้ว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีความโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ และมักจะไปโผล่ในการแข่งขันรูปแบบต่างๆ เช่น การแข่งขันเอ็นดูรานซ์ รายการต่างๆ ที่เริ่มส่ง Ford GT40 ไปลงแข่งขันครั้งแรกที่สนาม Nurburgring 1000 km เมื่อเดือนพฤษภาคม 1964 เพราะระบบช่วงล่างมีปัญหาจึงแข่งไม่จบ และยังมีปัญหามาเรื่อยจนกระทั่งมีอยู่คนหนึ่งที่ช่วยให้ Ford แก้ตัวได้สำเร็จ นั่นก็คือ Carroll Shelby และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกที่สนาม Daytona 2000km เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 1965 โดยที่ได้ เคน ไมลส์ และ ลอยด์ รูบี เป็นนักขับให้กับทีม และคว้าอันดับที่ 2 ในรายการ Sebring 12hr เมื่อเดือนมีนาคมปีเดียวกัน ผลงานโด่งดังที่สุดของ Ford GT40 มาจากการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ปี 1966 ที่กวาดตำแหน่ง 1-2-3 ไปหมดเกลี้ยง โดยนักขับที่ได้อันดับที่ 1 คือ บรูซ แมคลาเรน จับคู่กับ คริส อามอน อันดับที่ 2 คือ เคน ไมลส์ จับคู่กับ เดนนี่ ฮูล์ม และอันดับที่ 3 คือ รอนนี บัคนัม จับคู่กับ ดิก ฮัทเชอร์สัน และการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ก็มีอยู่ในหนังเรื่อง Ford v Ferrari

ถัดมาที่ IndyCar ที่ Ford ก้าวเข้าสู่สังเวียนครั้งแรกในปี 1935 ด้วยการส่งเครื่องยนต์ V8 ให้ทีม Miller-Ford ไปแจ้งเกิด และยังสนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับ Lotus เป็นครั้งแรกในปี 1963 และคว้าแชมป์มาได้ในปี 1965 ด้วยเครื่องยนต์ V8 DOHC จนกระทั่งในปี 1976 Ford ได้ร่วมพัฒนาเครื่องยนต์กับ Cosworth ออกมาเป็นเครื่อง DFX ขนาด 2.6 L เทอร์โบ และคว้าแชมป์ Indianapolis 500 มาถึง 18 ครั้ง ในวันที่ 12 พฤษภาคม 1996 Arie Luyendyk สามารถสร้างสถิติทำความเร็วในการแข่งขันรอบ ควอลิฟายเร็วที่สุด ทั้ง 1 รอบที่ความเร็วเฉลี่ย 382.216 กม./ชม. และ 4 รอบที่ความเร็วเฉลี่ย 381.392 กม./ชม. โดยที่สถิตินี้ยังคงอยู่มาถึงปี 2022
ต่อมาในส่วนของการแข่งขัน Formula 1 Ford มีส่วนร่วมในการแข่งขันนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1967 และหยุดพักไปยาวตั้งแต่ปี 2004 ในช่วงระหว่างนี้ ทีม Lotus และทีม McLaren ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Ford ที่พัฒนาร่วมกับ Cosworth เช่นกัน สามารถคว้าแชมป์มาได้ถึง 176 สนาม และยังเข้าซื้อทีม Stewart Grand Prix เพื่อฟอร์มทีม Jaguar Racing ขึ้นมาในปี 2000 แต่หลังจากที่ทีมนี้สร้างผลงานมาได้เพียง 5 ซีซั่น Ford ก็หยุดพักจาก Formula 1 พร้อมขายทีม Jaguar Racing ซึ่งต่อมาทีมนี้ก็กลายมาเป็นทีม กระทิงแดง Red Bull Racing ส่วน Cosworth ก็ถูกขายให้กับ Gerald Forsythe กับ Kevin Kalkhoven

จนกระทั่ง เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา Ford ได้ประกาศว่าจะกลับมาสนับสนุนเครื่องยนต์ต่อ ในปี 2026 โดยการจับมือร่วมกับทีมรองของกระทิงแดงอย่าง Visa Cash App RB Formula 1 ที่เพิ่งแจ้งเกิดในฐานะทีมน้องใหม่เมื่อปี 2024
ในสนาม Drag เราจะพบเห็นได้บ่อยในการแข่งขันรุ่น Funny Cars ของ NHRA ด้วยรถ Mustang ส่วนของสนาม Drift เราก็มักจะได้เห็น Ford Mustang โชว์ลีลาเชือดเฉือนกับคู่แข่งอย่างบ้าคลั่งในรายการใหญ่ๆ ทั้ง Formula Drift หรือ D1 Grand Prix โดยนักแข่งขาประจำก็คือ Vaughn Gittin Jr. และนอกจากนี้ Diego Higa นักดริฟท์ชาวบราซิลยังเคยคว้าแชมป์ในรายการ Netflix Hyperdrive เมื่อปี 2019 ด้วยรถ Mustang V8 รุ่นปี 2006

Ford Coupe ของ Red Byron แชมป์ NASCAR คนแรก
รายการแข่งขัน NASCAR มีนักแข่ง Red Byron นำรถ Ford Coupe ปี 1939 มาเข้าร่วมจนได้เป็นแชมป์คนแรกของรายการนี้ ในปัจจุบัน Ford เป็นหนึ่งใน 3 แบรนด์หลักที่เข้าแข่งขันทั้ง 3 รายการย่อย และรถที่ใช้แข่งขันก็มีทั้ง Mustang GT ในรายการ NASCAR Cup Series และ Xfinity Series ส่วนอีกคันก็คือ F-150 ในรายการ NASCAR Craftsman Truck Series และยังมีรายการแข่งขันอีกมากมายที่ Ford ได้เข้าร่วมมา

Ford Mustang GT

Ford F-150
จากวิสัยทัศน์ของเฮนรี่ ฟอร์ด สู่การสร้างสรรค์ยานยนต์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วโลก วันนี้ “Ford” ยังคงเดินหน้าพัฒนา นวัตกรรมและยึดมั่นในเจตนารมณ์เดิม เพื่อขับเคลื่อนอนาคตการเดินทางของมนุษยชาติให้ก้าวไกลอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Toyota… แบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นที่ครองใจคนทั่วโลก

เราทุกคนคงจะรู้จัก Toyota กันเป็นอย่างดี หลายๆ คนใช้รถแบรนด์นี้กันอยู่ แต่เรื่องราวเบื้องหลังนั้นหลายๆ คนอาจจะลืมไปแล้วว่ามีจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอุตสาหกรรมยานยนต์เลย สกู๊ตนี้จะเล่าย้อนประวัติศาสตร์ว่า กว่าจะมีวันนี้ได้ Toyota เคยผ่านอะไรมาบ้าง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1920 นาย Kiichiro Toyoda ที่มีความสนใจในหลักการทำงานของเครื่องทอผ้า จากการที่ นาย Sakichi Toyoda พ่อของ Kiichiro เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตสิ่งทอ Toyoda Boshoku เขาเรียนจบภาควิชาวิศวะเครื่องกล มหาวิทยาลัยโตเกียว โดยตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียล” และเรียนต่อในคณะนิติศาสตร์อีกประมาณ 7 เดือน Kiichiro ก็เดินทางกลับมาทำงานในบริษัทของพ่อ ที่เมือง Nagoya
ต่อมาปี 1921 Kiichiro เดินทางไปศึกษาดูงานอุตสาหกรรมทอผ้าทั้งในยุโรป และอเมริกา แต่สิ่งที่เขาเห็นแล้วต้องเหวอ ก็คือถนนหนทางในเมืองนอก มีแต่รถยนต์เต็มไปหมด ทำให้คิดขึ้นมาว่ายุคสมัยของรถยนต์จะต้องมาถึงญี่ปุ่นในสักวันนึง
การเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ ในญี่ปุ่นสมัยก่อนนั้นส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยรถไฟ จนกระทั่งในปี 1923 ก็เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.9 ริกเตอร์ขึ้นในเขตภูมิภาค Kanto ขึ้น ทำให้ทางรถไฟหลายสายพังเสียหาย รัฐบาลญี่ปุ่นจึงต้องสั่งซื้อโครงรถกระบะจาก Ford มาทำเป็นรถโดยสารชั่วคราวในชื่อ Ford TT Entarou-Bus ที่นั่งก็จะคล้ายกับรถสองแถว และทำให้แนวคิดของ Henry Ford ว่ารถยนต์ต้องเป็นอะไรที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ ใครๆ ก็ซื้อได้ ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย หรู แพง เริ่มมีอิทธิพลมาถึงญี่ปุ่นในที่สุด

ในปี 1924 Sakichi Toyoda ผู้เป็นพ่อในวัย 57 ปี ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องทอผ้าอัตโนมัติขึ้นมาในชื่อว่า Toyoda Model G ความพิเศษของเครื่องทอผ้าตัวนี้ คือสามารถหยุดการทำงานด้วยตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ทำให้ช่างสามารถเข้ามาแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ซึ่งต่อมาก็กลายมาเป็นรากฐานให้กับกรรมวิธีในการผลิตรถมาจนถึงปัจจุบัน และถูกจดทะเบียนให้เป็นมรดกทางวิศวกรรมของประเทศญี่ปุ่นในปี 2007
2 ปีต่อมา ในปี 1926 พ่อ-ลูก ตระกูล Toyoda ก็ได้ก่อตั้งบริษัท Toyoda Automatic Loom Works เพื่อผลิตเครื่องทอผ้าโดยเฉพาะ และ Kiichiro ที่เริ่มสนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ และลองเอาระบบการผลิตแบบสายพานมาใช้กับการผลิตเครื่องทอผ้า ก่อนจะสั่งนำเข้าเครื่องจักรที่จำเป็นเตรียมไว้สำหรับการผลิตรถในเวลาต่อมา รวมถึงยังซื้อรถ Chevrolet มาทดลองชำแหละชิ้นส่วนและประกอบใหม่ร่วมกับทีมวิศวกร ทำอย่างนี้ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับวิธีการประกอบรถยนต์

นอกจากนี้ในปี 1929 สิทธิบัตรของเครื่องทอผ้า Toyoda Model G ก็ถูกขายให้กับบริษัท Platt Bros.จากอังกฤษ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสิ่งทอรายใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วยราคา 1 แสนปอนด์ หรือเท่ากับ 270 ล้านบาทไทย ในปัจจุบัน โดยที่ Kiichiro เดินทางไปเซ็นรับรองการโอนสิทธิบัตรด้วยตัวเอง
ในช่วงที่ Kiichiro เดินทางไปต่างประเทศเป็นรอบที่สองนี้เอง เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไปเร็วมาก และยังเดินทางไปดูโรงงาน Ford Motor ที่เมือง Detroit รัฐ Michigan สหรัฐอเมริกา
หลังจากที่เดินทางกลับมาญี่ปุ่น บริษัท Toyoda Automatic Loom Works เกิดปัญหาขึ้นมา เมื่อยอดขายเครื่องทอผ้าลดหายไปกว่าครึ่ง จากปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมาทั้ง สงครามโลกครั้งที่ 1, เหตุแผ่นดินไหวใน Kanto และ วันอังคารทมิฬ แถม Sakichi Toyoda ผู้เป็นพ่อก็ยังจากโลกนี้ไป ในวันที่ 30 ตุลาคม ปี 1930 ด้วยวัย 63 ปี

รถยนต์ Toyota รุ่นแรก
Kiichiro ต้องขึ้นมาบริหารบริษัท Toyoda Automatic Loom Works ต่อจากพ่อ และเปิดแผนกยานยนต์ขึ้นมาในวันที่ 1 กันยายน ปี 1933 และพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นแรกในชื่อ Type A เมื่อวันที่ 25 กันยายน ปี 1934 ก่อนจะเปิดตัวรถยนต์ซีดานต้นแบบรุ่นแรกในชื่อ A1 เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1935
ในวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1935 รถบรรทุก G1 ถูกพัฒนาขึ้นและปล่อยออกสู่ท้องตลาดในวันที่ 21 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน โดยมียอดการผลิตทั้งหมด 379 คัน สนนราคาอยู่ที่ 2,900 เยน หรือ 19,500 บาทไทย ในปัจจุบัน

ถัดมาในเดือนเมษายนปี 1936 รถ A1 รุ่น Minorchange ก็ปล่อยออกสู่ท้องตลาดในชื่อว่า AA สนนราคาอยู่ที่ 3,350 เยน หรือเท่ากับ 22,100 บาทในปัจจุบัน ในเดือนต่อมาเดือนพฤษภาคม โรงงานแห่งใหม่ในเมือง Kariya จังหวัด Aichi ก็ถูกก่อสร้างจนแล้วเสร็จ และในเดือนกรกฎาคม ปี 1936 Toyota มีการส่งออกรถไปวางขายในตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยเริ่มจากเอารถบรรทุก G1 ไปขายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน จนกระทั่งในวันที่ 19 กันยายน ปี 1936 รัฐบาลจักรวรรดิญี่ปุ่น กำหนดให้ Toyoda Automatic Loom Works เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อย่างเป็นทางการ
จุดเริ่มต้นของชื่อ Toyota
จากเดิมที่สายการผลิตรถยนต์ถูกผลิตขึ้นภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า Toyoda ซึ่งเมื่อเขียนเป็นตัวคันจิแล้วจะมีความหมายว่า “นาข้าวที่อุดมสมบูรณ์” จะสังเกตได้จากตัวอักษรตัวหลังที่เป็นช่องสี่เหลี่ยมเหมือนนาข้าว ปัญหาคือ ชื่อมันไม่ตรงกับสายการผลิตรถยนต์ ก็มีการจัดแคมเปญประกวดชื่อและโลโก้ใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็มีผู้เข้าร่วมประกวดกว่า 27,000 ราย สุดท้ายมาจบที่ไอเดียของ Rizaburo Toyoda พี่เขยของ Kiichiro ด้วยการเอานามสกุล Toyoda (トヨダ) มาเขียนเป็นตัวอักษรคาตาคานะ ซึ่งจะมีจำนวนเส้นทั้งหมด 10 เส้น ก่อนจะตัดเอาเครื่องหมายเสียงขุ่นที่เรียกว่า てんてん (tenten) ออกให้เหลือ 8 เส้น ทำให้ต้องออกเสียงเป็น Toyota ตั้งแต่นั้นมา ซึ่งเลข 8 ก็ถือได้ว่าเป็นเลขมงคลตามความเชื่อของหลากหลายวัฒนธรรม รวมถึงประเทศไทยบ้านเราที่สื่อถึง ความโชคดี ความสุขความเจริญ และความสำเร็จ
หลังจากที่ได้ชื่อนี้ออกมาแล้วก็มีการจดทะเบียนในชื่อ บริษัท Toyota Motor จำกัด ในวันที่ 28 สิงหาคม ปี 1937 พร้อมแต่งตั้งให้ Rizaburo Toyoda ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการคนแรกของ Toyota Motor ในขณะที่ Kiichiro ผู้ก่อตั้งดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการ
ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
Toyota Motor กลายมาเป็นหัวเรือใหญ่ในการผลิตรถบรรทุกขนส่งสำหรับใช้งานในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น จนวันที่ 14 สิงหาคม ปี 1945 ใน 1 วันก่อนจักรวรรดิญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม โรงงานผลิตรถยนต์ของ Toyota ที่ตั้งอยู่ในเมือง Koromo ถูกกองทัพพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่จนพังเสียหาย และหลังจากที่แพ้สงคราม

กองกำลังยึดครองจากสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่า General Headquarter หรือเรียกย่อๆ ว่า GHQ ประกาศสั่งห้ามไม่ให้ Toyota ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ยังสามารถผลิตรถกระบะ และรถบรรทุกสำหรับพลเรือนได้ แต่เนื่องด้วยสภาพของญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามที่ย่ำแย่ ทำให้ Toyota ขาดแคลนวัสดุ และไม่สามารถผลิตรถให้ถึงเป้าที่ 500 คันต่อเดือน นอกจากนี้ทางสหรัฐอเมริกายังอนุญาตให้ Toyota ศึกษาและวิจัยรถยนต์นั่งได้ และยังต้องรับงานซ่อมยานพาหนะของกองทัพสหรัฐฯ
วิบากกรรมยุคสงครามเย็น

ในปี 1947 ก็เป็นช่วงที่เกิดสงครามเย็นขึ้น ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจเสรีประชาธิปไตย ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา และขั้วอำนาจคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของ สหภาพโซเวียต ทำให้ GHQ ต้องเปลี่ยนนโยบายจาก การลงโทษ และปฏิรูปการเมืองในญี่ปุ่นให้เป็นประชาธิปไตย กลายมาเป็นนโยบาย Dodge Line ที่เน้นในเรื่องของการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเองขึ้นมา ทำให้ Toyota สามารถกลับมาผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า พิกัดเครื่องยนต์ต้องไม่เกิน 1.5 ลิตร และผลิตไม่เกิน 300 คันต่อปี

ในช่วงเดือนตุลาคม Toyota ก็ออกรถรุ่น SA ซึ่งเป็นรถนั่งส่วนบุคคลรุ่นแรกของยุคหลังสงคราม ภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า Toyopet ที่คนไทยหลายๆ คนเรียกติดปากว่า “โตโยเป็ด” ซึ่งเจ้า SA คันนี้เปิดตัวมาด้วยตัวถังที่มีขนาดเล็ก พร้อมเครื่องยนต์ Type S 4 สูบเรียงขนาด 1.0 L 27 แรงม้า ถึงแม้ว่าจะเป็นรถที่มีคำวิจารณ์ออกมาดีก็ตาม แต่ก็ยังทำยอดขายได้ไม่ดีเท่าไหร่ครับ ด้วยยอดขายเพียงแต่ 197 คัน ในช่วง 5 เดือนแรกหลังจากเปิดตัว ในขณะที่ตลาดรถกระบะสามารถทำยอดขายได้ดีกว่ามาก ยอดขายมากกว่า 12,000 คัน
นโยบาย Dodge Line ที่ GHQ บังคับใช้นั้น เนื่องจากเป็นความพยายามในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วยการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 360 เยนต่อ 1 USD แต่นั่นกลับทำให้ยิ่งพังมากกว่าเดิม เพราะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นต้องขาดแคลนเงินทุน ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงอัตราการว่างงาน, ความต้องการรถยนต์ในตลาดเริ่มถดถอย, การเช่าซื้อรถกระบะเริ่มปั่นป่วนจากการที่มีลูกค้าผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และธุรกิจต่างๆ กว่า 8,000 แห่งต้องล้มละลายในปี 1949
Kiichiro หาวิธีการต่างๆ มากมายที่จะช่วยลดต้นทุนกับค่าวัสดุลง แต่ Toyota ต้องประสบกับภาวะขาดดุลถึง 22 ล้านเยนทุกๆ เดือน จนในเดือนสิงหาคม ปี 1949 Kiichiro เสนอข้อตกลงให้มีลดค่าจ้างพนักงานลง 10% และลดเงินเกษียนลงครึ่งหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเลิกจ้างพนักงาน ถ้าถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ นั่นก็เพราะว่าเขาเคยประสบปัญหาแบบนี้มาแล้วในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากเหตุการณ์ต่างๆ ช่วงปี 1930 และไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ต้องกลับมาซ้ำรอยแบบนี้อีก
Kiichiro ตัดสินใจที่จะตระเวนไปขอกู้เงินตามแบงค์ต่างๆ กว่า 24 แห่งมาใช้เป็นเงินทุนในการฟื้นฟู Toyota ไปทั้งหมด 188.2 ล้านเยน เมื่อเทียบอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันจะเท่ากับ 4,000 – 5,000 ล้านเยน หรือเท่ากับ 1,170 ล้านบาท จนทำให้ Toyota สามารถรอดจากวิกฤตล้มละลายมาได้ แต่ปัญหายังมีต่ออีก เพราะ Feedback ของ Toyota ไม่มีการฟื้นตัวเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า ค่าวัสดุและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในขณะที่ราคารถย่ำอยู่กับที่ตามนโยบาย Dodge Line ทำให้ Kiichiro ซึ่งเป็นโรคความดันเลือดสูงอยู่แล้ว เครียดมากจนล้มป่วยไป และในวันที่ 22 เมษายนปี 1950 Toyota ประกาศเกษียนพนักงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการผิดคำสัญญาไว้ที่ว่าจะไม่เลิกจ้างพนักงาน และสร้างความไม่พอใจมากจน แห่กันหยุดงานประท้วงยาวถึง 2 เดือน ทำให้อัตราการผลิตรถในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ร่วงลงมา 70% และแล้วเรื่องที่ทำให้คนรักรถ Toyota ในตอนนั้นต้องช็อกก็เกิดขึ้น เมื่อ Kiichiro Toyoda ตัดสินใจลาออกจาก Toyota ในวันที่ 5 มิถุนายน ปี 1950 เพื่อรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทำให้การหยุดงานประท้วงต้องยุติลง
สงครามเกาหลี กับยุคฟื้นฟู

ในช่วงสงครามเกาหลีที่กำลังปะทุขึ้นมา ทำให้กองกำลังสหประชาชาติ ต้องสั่งซื้อของมากมายจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับสนามรบมากที่สุด หนึ่งในนั้นคือการสั่งซื้อรถบรรทุก Toyota BM อย่างเร่งด่วนรวมทั้งหมด 4,679 คัน มูลค่ารวมทั้งหมดอยู่ที่ 3,660 ล้านเยน หรือ ประมาณ 23,400 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก เนื่องจากเป็นช่วงยุคที่อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในช่วงนั้นไม่แน่นอนเอามากๆ ดิ้นอยู่ตลอดเวลา

Toyota Jeep BJ บรรพบุรุษของ Toyota Land Cruiser
Toyota จึงกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการยกเลิกนโยบาย Dodge Line ทำให้ Toyota สามารถกำหนดราคารถให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตได้ พร้อมกันนั้นทาง Toyota ยังมีการเอาแบบของ Willys Jeep มาผลิตรถอเนกประสงค์ป้อนให้กองกำลังสหประชาชาติในชื่อว่า Toyota “Jeep” BJ ซึ่งต่อมาเจ้ารถอเนกประสงค์รุ่นนี้ก็กลายมาเป็นบรรพบุรุษของราชาแห่งรถ SUV Toyota Land Cruiser
ย้อนกลับไป เมื่อต้นปี 1950 Toyota ได้มีการลงนามข้อตกลงกับ Ford ให้รับเอาวิศวกรจำนวน 3 คนมาควบคุมดูแลการผลิตที่ญี่ปุ่น แต่หลังจากที่เกิดสงครามเกาหลี รัฐบาลสหรัฐฯ มีการสั่งห้ามลงทุนในต่างประเทศ และห้ามส่งบุคลากรสำคัญๆ ไปต่างประเทศ ทำให้ข้อตกลงนี้ต้องแก้ไขใหม่ครับเป็นการส่งพนักงานของ Toyota ไปฝึกอบรมในสำนักงานใหญ่ของ Ford ที่สหรัฐอเมริกาแทน หนึ่งในตัวแทนของ Toyota ก็คือ Eiji Toyoda ลูกพี่ลูกน้องของ Kiichiro ซึ่งใช้เวลาฝึกอบรมไปทั้งหมด 1 เดือนครึ่ง แต่ว่าความรู้ที่ได้จากการเดินทางไปดูงานกับ Ford นั้นยังใช้ไม่ได้กับ Toyota ทั้งด้วยเรื่องของพื้นที่จัดเก็บสต็อกสินค้า และทรัพยากรที่ยังมีไม่มากเพราะยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

Taiichi Ohno วิศวกรของ Toyota ที่ได้ไปฝึกอบรมกับ Ford มาเหมือนกันก็เอาไอเดียการจัดเก็บสินค้าตามห้างในสหรัฐอเมริกา และกระบวนการผลิตแบบ Just In Time มาปรับใช้กับแนวคิดเครื่องจักรทำงานอัตโนมัติ และหยุดทำงานได้เองเมื่อเกิดข้อผิดพลาด เหมือนเครื่องทอผ้า Model G ที่ Sakichi Toyoda เคยคิดค้นเมื่อนานมาแล้ว รวมถึงแนวคิดการปรับปรุงกระบวนการทำงานแบบต่อเนื่อง ออกมาเป็นระบบการผลิต Toyota Production System และปรัชญาการผลิต The Toyota Way หรือ “วิถิแห่งโตโยต้า” นั่นจึงทำให้ Taiichi Ohno ถูกเรียกว่า “บิดาแห่งการผลิตแบบ Toyota”

Toyota Crown กับความสำเร็จที่ Kiichiro ไม่มีวันได้เห็น

ตลอดเวลาที่ผ่านมา การผลิตรถของ Toyota จะเป็นการจ้าง Outsource ตามที่ต่างๆ มาผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และประกอบขึ้นบนเฟรมรถกระบะที่ Toyota ผลิตขึ้นมาเอง จนกระทั่งในปี 1952 Toyopet Crown หรือ Toyota Crown ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรถที่ผลิตโดย Toyota เองทั้งคัน ก็ได้เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกด้วยการทดสอบวิ่งบนเส้นทางที่แคบ ขรุขระ และประสบความสำเร็จ ก่อนจะปล่อยออกสู่ท้องตลาดจริงในเดือนสิงหาคม ปี 1955
และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แถมได้รีวิวเชิงบวกจากสื่อทั่วโลก แถมยังเป็นรถยนต์ Toyota รุ่นแรกที่ถูกใช้ในงานราชการตำรวจ และ ยังเอามาใช้เป็นรถแท็กซี่อีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะก่อนที่ Toyopet Crown คันนี้จะวางขาย Kiichiro Toyoda ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันจากโรคหลอดเลือดสมอง ในวันที่ 27 มีนาคม ปี 1952 ด้วยวัยเพียง 57 ปี

Toyota Land Cruiser (J20)
ภายหลังความสำเร็จของ Crown Toyota ก็เริ่มรุกตลาดต่างประเทศอย่างหนักด้วยการส่ง Toyota Land Cruiser รุ่น J20 ซึ่งเป็นโฉมที่ 2 ไปขายในตลาดซาดุดิอาระเบีย โดยมี Sheikh Abdul Latif Jameel เป็นตัวแทนนำเข้า และยังส่งออกไปยังประเทศข้างๆ อย่าง เยเมน ในปี 1956 นั่นจึงทำให้มักจะกลายเป็นภาพจำว่า Toyota Land Cruiser มักจะอยู่คู่กับเศรษฐีตะวันออกกลาง
Toyota ในตลาดอเมริกา กับเรื่องตลกที่ควรรู้
ในปี 1958 Toyota ตั้งฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกขึ้นในประเทศบราซิล และเริ่มส่งออกรถ Toyopet Crown ไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็มีเรื่องตลกที่อย่างนึงครับ คือเมื่อ Toyota มาทำตลาดในสหรัฐอเมริกา ก็มีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องของการออกเสียงชื่อแบรนด์จากที่ควรจะเป็น To-Yo-Ta ก็เพี้ยนมาเป็น Toy-O-Ta ซึ่งคำว่า “Toy” ในพยางค์แรกนั้นก็แปลว่า “ของเล่น” และมีเรื่องเล่าว่าเมื่อมีการจัดงานเปิดตัวรถรุ่นใหม่ หรือมีงานประชุมอะไรสักอย่าง บางครั้งก็จะมีคนออกเสียงชื่อแบรนด์ว่า Toy-O-Ta แล้วฝ่ายการตลาดก็จะต้องแก้ไขว่า “No No No No No เราเรียกว่า To-Yo-Ta” จนกลายเป็นเรื่องตลกกันในกลุ่ม หรือนอกจากนี้ยังมีประโยคปั่นๆอีกว่า “ถ้าเรียกว่า Toy-O-Ta แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น” จนกลายเป็นมุขที่เล่นกันระหว่างการโปรโมทและการขาย
ถึงแม้ Toyopet Crown จะเป็นรถที่ดีมีคุณภาพ แต่เมื่อข้ามทะเลมาที่สหรัฐอเมริกาแล้ว ปรากฏว่า “ขายไม่ดี” ด้วยเหตุผลที่ว่า ราคาสูงเกินไป, ถูกออกแบบมาสำหรับวิ่งสมบุกสมบันบนถนนขรุขระของญี่ปุ่น ไม่ได้เน้นแรงม้าเยอะๆ แต่ไม่ตอบโจทย์ถนนของสหรัฐฯ ที่เรียบๆ เหมาะสำหรับวิ่งด้วยความเร็วสูง, ขนาดที่เล็กเกินไปสำหรับรูปร่างของคนอเมริกันส่วนใหญ่ และที่สำคัญครับ ชื่อของ Toyopet ที่สะกดแยกออกมามีคำว่า Toy ที่แปลว่า “ของเล่น” กับ Pet ที่แปลว่า “สัตว์เลี้ยง” ก็ยังสร้างความเข้าใจผิดว่านี่ไม่ใช่แบรนด์รถยนต์ด้วย นั่นจึงทำให้ Toyopet Crown ถูกระงับการขายในช่วงต้นยุค 60
ยุคปาฏิหาริย์ แห่งเศรษฐกิจ

หลังจากนั้นมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาผงาดอีกครั้ง เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น” เป็นช่วงยุคที่ผู้คนในญี่ปุ่นเริ่มมีกิน มีใช้ และเข้าถึงรถราคาประหยัดได้ง่ายขึ้น

และในปี 1962 บริษัท Toyota Motor (ประเทศไทย) จำกัด ก็ถูกก่อตั้งขึ้น เป็นฐานการผลิตรถยนต์ Toyota แห่งแรกในเอเชียนอกเกาะญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานแห่งแรกตั้งอยู่ สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ และในปลายปี 1966 Toyota ก็เปิดตัว Corolla โฉมแรก ในเวลาต่อมาก็กลายมาเป็นรถที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขายมากกว่า 50 ล้านคัน ทั่วโลก ก่อนที่ต่อมา Eiji Toyoda ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ในปี 1967 พร้อมกับเข้าซื้อหุ้นของ Daihatsu เพื่อร่วมมือกันพัฒนารถขนาดเล็กตั้งแต่ Kei car ไปจนถึง Kei truck

ภายในปีนั้นเอง Toyota 2000GT ก็เปิดตัวเป็นครั้งแรกในฐานะ “รถแกรนด์ ทัวร์ริ่ง และ ซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของญี่ปุ่น” และกลายมาเป็นรถคลาสสิกในตำนานที่มีราคาประมูลสูงที่สุดของ Toyota

ในตลาดสหรัฐอเมริกา ปี 1965 Toyota สามารถแก้ตัวได้สำเร็จด้วยการส่ง Corona โฉมที่ 2 ไปขาย ซึ่งมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ทรงพลังมากขึ้น ทำให้ยอดขายรถ Toyota ในตลาดสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 20,000 คัน และกลายเป็นแบรนด์รถยนต์นำเข้าที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับสาม ในปี 1966
จนมาถึงปี 1971 Toyota ร่วมทุนกับบริษัท Astra ตั้งฐานการผลิตเพิ่มที่ประเทศอินโดนีเซียภายใต้ชื่อ Toyota Astra Motor และผลิตรถยนต์รุ่นต่างๆ ออกมาได้มากกว่า 10,000 คัน ภายใน 3 ปี ก่อนที่ต่อมาในปี 1973 Toyota จับมือกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฟิลิปปินส์ Delta Motor ในการผลิตเครื่องยนต์ 12R สำหรับรถ Corona, Hilux และ Hiace

Toyota Kijang (1976)
ผ่านไปจนถึงช่วงระหว่างปี 1976-1977 Toyota เปิดตัวรถ Segment ใหม่ที่เรียกว่า Basic Utility Vehicle หรือ BUV เพื่อตอบโจทย์กับพฤติกรรมผู้บริโภคในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยที่ในตลาดอินโดนีเซียใช้ชื่อว่า Toyota Kijang และตลาดฟิลิปปินส์ใช้ชื่อว่า Toyota Tamaraw

ต่อมาในปี 1972 Toyota ได้ทำการเจรจาข้อตกลงกับบริษัท Atlas Fabricators ซึ่งตั้งอยู่ที่ เมือง Long Beach, California เพื่อนำเข้ารถกระบะ Hilux ที่ไม่มีกระบะท้ายมาประกอบในแผ่นดินสหรัฐฯ ตั้งแต่โฉมแรก ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการเสียภาษีไก่ที่เก็บกันบ้าเลือดถึง 25% ดังนั้นภาษีเพียงอย่างเดียวที่จะต้องเสียก็มีเพียงแค่ ภาษีศุลกากร 4% เท่านั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ช่องโหว่ก็ถูกปิดไปภายในเวลาไม่นาน จนทำให้ Toyota ต้องควบรวมกับ Atlas มาเป็นบริษัท Toyota Auto Body และกลายเป็นฐานการผลิตแห่งแรกของอเมริกาเหนือในเวลาต่อมา แต่วิธีการผลิตยังคงเป็นการนำเข้าหัวมาประกอบกับกระบะท้ายเหมือนเดิมจนมาถึงโฉมสุดท้ายนั่นก็คือ โฉมที่ 5 หรือที่ในตลาดประเทศไทยเรียกว่า Mighty-X

ในปี 1976 Toyota ก่อตั้งแผนก Toyota Racing Development หรือ TRD เพื่อพัฒนารถแข่ง และเอาเทคโนโลยีจากสนามมาประยุกต์ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตวางขายทั่วไป โดยเริ่มต้นจากการพัฒนารถแข่งสำหรับการแข่งขัน NASCAR ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะขยายขอบเขตไปที่รายการอื่นๆ อีกเพียบ

และในปี 1981 Eiji Toyoda ลงจากตำแหน่งประธานกรรมการ พร้อมแต่งตั้งให้ Shoichiro Toyoda ลูกชายของ Kiichiro ขึ้นมาเป็นประธานกรรมการคนใหม่ และ จากเดิมที่ Toyota Motor ในญี่ปุ่นเคยแยกกันเป็น 2 บริษัท โดยที่เจ้าหนึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายขาย และอีกเจ้าหนึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต และทำงานเข้าขากันได้ไม่ค่อยดีนัก ขนาดที่ว่า Hino Satoshi ยังเคยกล่าวในหนังสือ “ถอดรหัส DNA Toyota” ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2006 เอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 บริษัทย่อยนี้เหมือน “น้ำ กับ น้ำมัน”

ถอดรหัส DNA โตโยต้า (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2551)
Shoichiro กลายเป็นคนที่สามารถผนวกรวมทั้ง 2 บริษัทนี้กลายมาเป็นบริษัทเดียวภายใต้ชื่อ Toyota Motor Corporation ได้สำเร็จ หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการไม่ถึงเดือน

Toyota Sprinter Trueno AE86
และในช่วงยุคนี้เองที่ Toyota ให้กำเนิดรถยนต์ Coupe และ Sedan ขายดีอีกหลายต่อหลายรุ่น ทั้ง Supra, Mark II, Cresta, Chaser, Celica, Corolla Levin หรือแม้กระทั่ง รถส่งเต้าหู้ Sprinter Trueno AE86

ต่อมาในเดือนธันวาคม 1984 Toyota ลงนามข้อตกลงร่วมกับ General Motor ก่อตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาในชื่อว่า NUMMI และตั้งฐานการผลิตที่เมือง Fremont, California โดยมี Tatsuro Toyoda น้องชายของ Shoichiro มาดูแลโรงงานแห่งนี้ และรถคันแรกสุดที่ปล่อยออกจากโรงงานนี้คือ Corolla FX16 สีขาว ในวันที่ 7 ตุลาคมปี 1986
กำเนิด Lexus

วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 1989 Toyota ก็ได้มีการอัปเดต โลโก้ใหม่ ให้เป็นรูปวงรีสามวงซ้อนกันที่หลายๆ คนคุ้นเคยและเรียกติดปากว่า “สามห่วง” ที่สื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างตัวรถ กับ ลูกค้า แถมยังเป็นโลโก้ที่ซ่อนชื่อภาษาอังกฤษ ได้แนบเนียนสุดๆ

Lexus LS400
พร้อมกันนั้นยังเปิดตัวแบรนด์ลูกเจ้าใหม่ที่มุ่งเน้นตลาดรถระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ นั่นก็คือ Lexus นี่เองครับ และรถรุ่นแรกของแบรนด์นี้คือ LS400 ที่สร้างขึ้นจากการระดมสมองของนักออกแบบ 60 คน วิศวกร 1,400 คน แบ่งเป็น 24 ทีม ช่าง 2,300 คน และพนักงานสนับสนุนอีก 220 คน พัฒนารถตัวต้นแบบกว่า 450 แบบ ใช้เงินทุนในการพัฒนามากกว่า 1,000 ล้าน USD หรือมากกว่า 3 หมื่นล้านกว่าบาท และใช้เวลาพัฒนาถึง 6 ปี ตั้งแต่ปี 1983
ยุคแห่งพลังงาน Hybrid
ในปี 1992 Toyota ก็เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจากไฮโดรเจนเป็นครั้งแรก หรือก็คือ Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) ซึ่งต่อมาก็จะกลายมาเป็นรากฐานในการพัฒนา Toyota Mirai

Toyota Prius (1997)
เดือนธันวาคมปี 1997 Toyota ก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฮบริดด้วยการเปิดตัว Prius และเป็นรถยนต์ HEV รุ่นแรกของโลก และขายเฉพาะในญี่ปุ่นก่อนในช่วง 2 ปีแรก ก่อนที่ในปีต่อมา Toyota ก็เพิ่มการถือหุ้น Daihatsu ขึ้นมาเป็น 51 % ทำให้ Toyota มีอำนาจควบคุม Daihatsu อย่างเต็มตัว ทำให้ในปัจจุบันมีรถยนต์ Toyota ที่เอา Daihatsu มาแปะโลโก้เป็นจำนวนมาก เช่น Copen ที่ขายในชื่อ Toyota Copen GR Sport, Hijet ที่ขายในชื่อ Pixis, Rocky ที่ขายในชื่อ Toyota Raize, Xenia ที่ขายในชื่อ Toyota Avanza และ Veloz และในปี 2001 Toyota จับมือเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันกับผู้ผลิต รถบัส, รถบรรทุก Hino Motor และตั้งฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศฝรั่งเศสโดยได้รับความร่วมมือจาก Citroen และ Peugeot

ในปี 2003 Toyota ก่อตั้งแบรนด์ Scion เพื่อเจาะตลาดอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็น Toyota เหมือนเดิมในปี 2016

และในปี 2007 Toyota ที่สร้างผลงานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน ก็ก่อตั้งแผนกใหม่ขึ้นมาเพื่อพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูง และฟอร์มทีมแข่งขันสำหรับรายการต่างๆ โดยเฉพาะ นั่นก็คือ Toyota Gazoo Racing โดยในปัจจุบัน มีรถที่เปิดตัวอยู่ภายใต้

Toyota GR86

Toyota GR Supra

Toyota GR Yaris

Toyota GR Corolla
แบรนด์นี้อยู่ 4 รุ่น ได้แก่ GR Supra, GR Yaris, GR86 และ GR Corolla รวมถึงยังมีรถ Toyota เดิมที่แต่งขึ้นมาเป็นพิเศษอย่าง Gazoo Racing Tuned by “Meister of Nurburgring” หรือในชื่อย่อว่า GRMN ที่เน้นสมรรถนะสูงสุด และมีการปรับแต่งอย่างละเอียดทุกส่วน ผลิตขึ้นมาจำนวนจำกัด และยังมี GR Sport ซึ่งเป็นรถรุ่นตกแต่งพิเศษที่เพิ่มความสปอร์ตทั้งภายนอกและภายในไว้มีโอกาสหน้า เราอาจจะได้เล่าประวัติศาสตร์เรื่องราวของ Gazoo Racing แยกมา
วิกฤตครั้งใหม่ของ Toyota
ในปี 2008 Toyota ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลก แซง General Motors ที่ครองแชมป์มา 80 ปี แต่ความสำเร็จนี้ยังมีปัญหาในเงามืดที่ต้องเจอ เมื่อ Toyota ได้รับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จนทำให้ประสบภาวะขาดทุนหนักที่สุดในรอบ 70 ปี ทำให้ในเดือนมกราคมปี 2009 Toyota ต้องสั่งหยุดโรงงานทั้งหมดในญี่ปุ่นถึง 11 วัน เพื่อลดอัตราการผลิต และควบคุมปริมาณรถค้างสต็อกให้น้อยที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2009-2011 Toyota ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ทั่วโลกกว่า 9 ล้านคัน ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์เรียกคืนรถยนต์ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็มี 3 สาเหตุหลัก ทั้งเกิดจากพรมปูพื้นของรถยนต์บางรุ่นเลื่อนออกจากตำแหน่งจนไปติดคันเร่ง ทำให้คันเร่งติดค้าง, คันเร่งไฟฟ้าค้าง ลดความเร็วไม่ได้ และ Toyota Prius รุ่นปี 2010 พบว่าระบบเบรกไฮบริดทำงานผิดปกติจนไม่สามารถควบคุมการเบรกได้
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากอาการผิดปกติของรถไม่ต่ำกว่า 37 ราย และ Toyota ยังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเป็นเงินกว่า 1.2 พันล้าน USD จากข้อกล่าวหาที่ว่าจงใจปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย

Akio Toyoda
จากเรื่องอื้อฉาวที่ว่ามานี้ทำให้ Katsuaki Watanabe ที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของ Toyota ในตอนนั้นตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ Akio Toyoda ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนในวันที่ 23 มิถุนายนปี 2009
ในปี 2011 Toyota ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีจากวิกฤตที่ผ่านมาก็ยังถูกซ้ำเติมอย่างหนักด้วยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่น และภัยน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย ทำให้สูญเสียกำลังการผลิตกว่า 150,000 คันจากเหตุแผ่นดินไหว และ 240,000 คันจากน้ำท่วม
ยุคสมัยแห่งพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

Toyota Mirai (2014)
ในเดือนธันวาคม ปี 2014 Toyota Mirai ที่พัฒนาจากเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนตั้งแต่ปี 1992 ก็เปิดตัวให้วางขายจริงเป็นโฉมแรก แล้วในปี 2020 Toyota หลังจากที่ต้องผ่านมรสุมต่างๆ มากมายจนไม่อาจเล่าได้ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ทวงคืนตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกกลับมาได้ และขายรถยนต์ไปได้ 9,528,000 คันทั่วโลก ถึงแม้ว่ายอดขายจะลดลงจากเกิด 11.3% เพราะเป็นช่วงที่โควิด-19 ระบาดก็ตาม ในวันที่ 2 เมษายน ของปีนั้น Toyota ลงนามข้อตกลงก่อตั้งบบริษัทร่วมทุนกับผู้ผลิตรถไฟฟ้าสัญชาติจีน BYD เพื่อศึกษาและพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
ในเดือนมีนาคม 2021 Toyota, Hino และ Isuzu ประกาศร่วมมือกันเพื่อพัฒนารถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจน โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ในชื่อว่า Commercial Japan Partnership Corporation และยังมีการแลกเปลี่ยนหุ้นกันอีกด้วย

Toyota bZ4X (2023)
ในเดือนเมษายนปี 2022 Toyota เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก นั่นคือ bZ4X และในเดือนมกราคม 2023 Akio Toyoda สละตำแหน่งประธานกรรมการ และ CEO เพื่อส่งไม้ต่อให้กับ Koji Sato ที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของ Lexus กับ Gazoo Racing อยู่ ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน

นี่คือเรื่องราวมหากาพย์ตำนาน 88 ปี ของ Toyota จากเครื่องทอผ้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีใหม่ มาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
ประวัติของ Chevrolet

บัมเบิ้ลบี หุ่นตัวเอกจากมหากาฬหนังชื่อดังที่ทุกคนต่างรู้จักกันดีอย่าง Transformers แต่หากรู้ไม่ว่าหลายๆคนอาจไม่รู้ว่า บัลเบิ้มบี นั้นเป็นรถของแบรนด์ Chevrolet ก่อนที่จะประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศไทยในปี 2020 แต่กว่าจะขึ้นเป็น Chevrolet ได้ทุกวันนี้ต้องผ่านเรื่องราวสุดทรหดเป็นมายังไง?

Chevrolet เริ่มต้นขึ้นมาจากนาย หลุย์ โจเซฟ เชฟโวเลต เกิดในวันคริสต์มาส ปี 1878 ที่เมือง ลาโชเดอฟงส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่ โจเซฟ เฟอร์ริซอร์ท เชฟโวเลต ผู้เป็นพ่อทำงานเป็นช่างทำนาฬิกา และยังเป็นลูกคนที่สองของ 7 พี่น้องตระกูล Chevrolet จนเข้าสู่วัย 8-9 ขวบ และครอบครัวย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในเมือง Beaune ประเทศฝรั่งเศส เมื่อธุรกิจทำนาฬิกาของพ่อมาถึงช่วงขาลง หลุย์ ก็เริ่มพัฒนาทักษะฝีมือช่างกลในวัย 11 ขวบด้วยการซ่อมจักรยาน รวมถึงเข้าแข่งขันจักรยานในรายการต่างๆ
จุดเปลี่ยนของ หลุย์ เกิดขึ้นเมื่อเขารับงานซ่อมรถจักรไอน้ำ 3 ล้อ ที่โรงแรม “Hôtel de la Poste” ซึ่งรถคันนี้เป็นรถ Made in USA ของมหาเศรษฐีตระกูล แวนเดอร์บิลต์ โดยตระกูลนี้นับว่าเป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดเป็นอันดับต้นๆ มาตั้งแต่ยุคทองคำเปลวในสหรัฐอเมริกา เริ่มสร้างตัวครั้งแรกจากการถือหุ้นธุรกิจส่งสินค้า และทางรถไฟ ก่อนที่จะขยายไปยัง อุตสาหกรรมเกษตร เหมืองแร่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยันธุรกิจการเงิน ในธุรกิจปัจจุบันที่เราๆคุ้นเคยกันดี เช่น แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า General Electric หรือ บริการโอนเงินระหว่างประเทศ Western Union เป็นต้น

อาเธอร์ เชฟโวเลต

แกสตัน เชฟโวเลต
งานซ่อมรถในครั้งนี้ทำให้เขาหลงสเน่ห์ในวงการยานยนต์ และซอฟท์พาวเวอร์ของชาวอเมริกันเข้าเต็มๆ หลุย์ จึงตัดสินใจศึกษาหาความรู้เรื่องเครื่องยนต์สันดาปภายใน พร้อมหางานทำภายในประเทศฝรั่งเศสที่เขาอาศัยอยู่เพื่อเก็บเงินเดินทางไปหางานทำที่เมือง Montreal ประเทศแคนาดา ซึ่งเขาทำงานเป็นคนขับรถและช่างยนต์อยู่ประมาณ 2-3 เดือน ก่อนที่จะเดินทางไปนิวยอร์ก และได้งานทำเป็นช่างให้กับค่ายรถชื่อดัง De Dion-Bouton ในช่วงปี 1900 นอกจากนี้เขายังส่งเงินเก็บไปให้ อาเธอร์ และ แกสตัน เชฟโวเลต ผู้เป็นน้องชาย เพื่อใช้เป็นค่าเดินทางมาหาเขาอีกด้วย
จนในปี 1902 เมื่อ De Dion-Bouton สาขาอเมริกาปิดตัวลง หลุย์ ได้งานใหม่เป็นคนขับรถให้กับครอบครัวตระกูล เทรโวซ์ นั่นจึงทำให้เขาได้พบรักกับ ซูซันเนะ ลูกสาวของตระกูลนี้ และแต่งงานกันในเดือนกรกฎาคม ปี 1902 พร้อมทั้งให้กำเนิดลูกชายถึง 2 คนได้แก่ ชาร์ลส์ ในปี 1906 และ อัลเฟรด

ในปี 1912 และในปี 1905 หลุย์ ได้เข้ามาทำงานและเป็นนักแข่งคว้าแชมป์ให้กับค่ายรถ Fiat ในรายการ AAA National Motor Car Championship สนาม Morris Park ซึ่งเป็นสนามแรกของรายการ ก่อนที่ต่อมาในปี 1907 หลุย์ ได้ย้ายไปทำงานกับค่ายรถ Autocar Company ในเมือง Philadelphia และพัฒนารถแข่งขับเคลื่อนล้อหน้า จนเขาได้กลายเป็นนักแข่งให้กับ Buick ในปี 1909 ทำให้เขาสนิทกับ วิลเลียม คราโป ดูแรนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง General Motor ค่อนข้างมากและยังให้ หลุย์ พัฒนารถแข่งรุ่นใหม่ในชื่อว่า Buick 60 Special หรือในชื่อเล่นว่า “Buick Bug”
- William C. Durant

ในส่วนของ วิลเลียม คราโป ดูแรนท์ เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 1861 ที่เมือง Boston รัฐ Massachusetts เขาเป็นลูกคนที่ 2 ในตระกูลมั่งคั่งที่อพยพมาจากฝรั่งเศส ฟังดูเหมือนเขาจะมีฐานะที่เพียบพร้อม แต่ความจริงแล้วชีวิตเขากลับมีปัญหาอยู่พอสมควรจากการที่บ้านแตก ต้องย้ายตามแม่มาอยู่ที่เมือง Flint รัฐ Michigan หลังจากที่พ่อและแม่หย่าร้างกันในปี 1869 และเขายังต้องลาออกจากโรงเรียน ม.ปลาย เพื่อทำงานที่ลานไม้ของ เฮนรี่ เอช. คราโป ผู้ซึ่งเป็นตาและยังเป็นอดีตผู้ว่าการรัฐมิชิแกนอีกด้วย และนอกจากนี้ ดูแรนท์ ยังสู้ชีวิตทำงานขายซิการ์ พร้อมทั้งก่อตั้งบริษัทขนส่งซิการ์เป็นของตัวเอง

จนกระทั่ง ในวันที่ 17 มิถุนายน ปี 1885 ดูแรนท์ ก็ได้แต่งงานกับ คลาร่า มิลเลอร์ พิตต์ และมีลูกด้วยกัน 2 คนได้แก่ มาร์เจอรี่ พิตต์ ดูแรนท์ (24 พ.ค. 1887) และ รัสเซส คลิฟฟ์ฟอร์ด ดูแรนท์ (26 พ.ย. 1890) ก่อนที่ต่อมาทั้งคู่ก็หย่าร้างกันในวันที่ 27 ปี 1908 แล้วในปี 1886 เขาก็จับมือกับ โจเซีย ดัลลัส ดอร์ต เพื่อก่อตั้งบริษัทผลิตรถม้าในชื่อ Flint Road Car Company ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Durant-Dort Carriage Company ในปี 1890 และกลายเป็นแบรนด์รถม้าที่ยักษ์ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ณ เวลานั้น
ทว่าตอนนั้น ดูแรนท์ เป็นคนที่มีความคิดต่อต้านรถยนต์สันดาปค่อนข้างมาก เพราะในยุคสมัยก่อนนั้น รถยนต์มีกลิ่นที่เหม็นมากจากการเผาไหม้น้ำมันเบนซิน และบวกกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังจนน่ารำคาญ จนกระทั่งกระแสต่อต้านของชาวเมือง Flint เริ่มรุนแรงขึ้นในปี 1900
ดูแรนท์ ก็เริ่มมองเห็นโอกาสที่จะพัฒนารถยนต์ที่แก้ปัญหาตรงจุดนี้ด้วยการซื้อค่ายรถ Buick มาเป็นของตัวเอง และผลักดันจนกลายมาเป็นค่ายรถที่ขายดีที่สุดในอเมริกา ก่อนที่ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน ปี 1908 ดูแรนท์ ก็ก่อตั้ง General Motor ขึ้นมาเพื่อควบรวมรถยนต์ค่ายต่างๆ มาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ซึ่งวิธีการของ ดูแรนท์ ถือได้ว่าค่อนข้างบ้าระห่ำมาก เพราะเขาใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารมาซื้อค่ายรถหลายต่อหลายเจ้า ทั้ง Oldsmobile ในปี 1908, Pontiac, Cadillac และ GMC ในปี 1909 จนแล้วก็มีภาระหนี้ที่หนักหนาสาหัส ธนาคารต้องก้าวเข้ามารวบอำนาจการบริหารทั้งหมดเพื่อพยุงไม่ให้เจ๊ง และ ดูแรนท์ ก็ต้องวางมือจากการบริหาร GM ทั้งหมดในปี 1910
- กำเนิด Chevrolet

จนกระทั่งในวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี 1911 หลุย์ เชฟโวเลต, อาเธอร์ เชฟโวเลต และ วิลเลียม ซี. ดูแรนท์ ก็ก่อตั้งค่ายรถ Chevrolet ขึ้นมา พร้อมสร้างโรงงานแห่งแรกที่เมือง Flint อยู่อีกฟากของแม่น้ำตรงข้ามมหาวิทยาลัย Kettering ซึ่งในปัจจุบันก็เหลือแต่เป็นที่โล่งๆ ในชื่อว่า “Chevy Commons” รถรุ่นแรกของ Chevrolet ที่เปิดตัวคือ Series C Classic Six มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ระบบวาล์ว T-Head ขนาด 5.0 ลิตร 40 แรงม้า แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรด้วยราคาที่แพงเกินไป
- ปริศนาโลโก้ของ Chevrolet

ต่อมาในปี 1914 ทาง Chevrolet ก็เริ่มมีการใช้โลโก้ Bowtie ในแบบที่เราต่างคุ้นเคยกันดีและน่าแปลกมาก เพราะที่มาที่ไปในการออกแบบโลโก้นี้กลับไม่ชัดเจน และมีการอธิบายออกมาอยู่หลายทฤษฎี โดยที่ ดูแรนท์ กล่าวว่ามาจากลายโบว์ไทด์ บนวอลล์เปเปอร์ผนังโรงแรมแห่งหนึ่งที่เคยไปพักในกรุง Paris ประเทศฝรั่งเศส ส่วน Margery ผู้เป็นลูกสาวก็กล่าวว่า โลโก้นี้ออกแบบในระหว่างที่ทั้งครอบครัวกำลังนั่งทานอาหารค่ำด้วยกัน

ในขณะที่ คลาร่า ภรรยาเก่าของ ดูแรนท์ ก็กล่าวว่าเขาไปเห็นโลโก้โฆษณาบริษัทถ่านหินที่ชื่อว่า “Coalettes” ในระหว่างที่เขากำลังอ่านข่าวบนหนังสือพิมพ์ ก็เลยเอามาเป็นไอเดียในการออกแบบโลโก้ของ Chevrolet ตั้งแต่ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1911 ทำให้ทฤษฎีที่มาการออกแบบโลโก้นี้ฟังดูมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด แต่ก็มีบางทฤษฎีได้กล่าวว่า โลโก้ของ Chevrolet มีต้นแบบมาจากเครื่องหมายกาชาดบนธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ หลุย์ เชฟโวเลต
- จุดแตกหัก
ต่อมาในปี 1915 ก็เกิดปัญหากับ Chevrolet เข้าจนได้ เมื่อ หลุย์ ทะเลาะกับ ดูแรนท์ ในเรื่องของแนวคิดการผลิตรถยนต์ เพราะทาง หลุย์ มีความฝันที่อยากจะสร้างรถสปอร์ต แต่ ดูแรนท์ มองว่าการผลิตรถราคาประหยัด เอื้อมถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างยอดขาย ทำกำไรได้ดีกว่า และทั้งบริษัทเองก็สนับสนุนของ ดูแรนท์ มากกว่า จนทำให้ หลุย์ ฟิวส์ขาดและขายหุ้นทิ้งไปในที่สุด

ในปี 1916 Chevrolet ก็เปิดตัวรถ Series Four-Ninety ที่สร้างยอดขายได้อย่างงดงาม แต่ ดูแรนท์ สามารถเข้าซื้อกิจการ General Motor กลับคืนมาได้ และปิดดีลในปี 1918 พร้อมทั้งยังรวมเอา Chevrolet มาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ในปี 1919 Chevrolet ขยายฐานการผลิตไปยังโรงงานอื่นๆ ในเครือ GM ได้แก่ ในเมือง Sleepy Hollow รัฐนิวยอร์ก, เมือง St.Louis รัฐมิสซูรี, เมือง Oakland รัฐแคลิฟอร์เนีย, เมือง Arlington รัฐเท็กซัส และโรงงานในต่างประเทศ ที่เมือง Oshawa รัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดา ภายในปีเดียวกันนี้ก็ได้มีการรีแบรนด์รถกระบะ GMC สำหรับการพาณิชย์ให้ผลิตในนาม Chevrolet อีกด้วย สายการผลิตของรถยนต์ Chevrolet ดำเนินไปอย่างเรื่อยๆ และแข่งขันกับ Ford มาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งการมาถึงของ Plymouth ในปี 1928 ก็ทำให้ทั้ง 3 ค่ายนี้ถูกเรียกรวมกันว่า “Low-priced 3”
- เกิดอะไรขึ้นกับหลุย์

ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่พี่น้องตระกูล Chevrolet แยกตัวออกมา เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบ้างนั้น ก็เริ่มจากในปี 1915 หลุย์ เข้าสู่วงการรถแข่ง ด้วยการจับมือกับ โฮเวิร์ด อี. บลัด พัฒนารถ Cornelian ไปแข่งขันในสนาม Indianapolis 500 ซึ่งก็จบได้ไม่สวยนักด้วยอันดับที่ 20 จนกระทั่งในปี 1916 หลุย์, แกสตัน และ อาเธอร์ ก็มาก่อตั้งบริษัท Frontenac Motor Corporation เพื่อผลิตอะไหล่สำหรับรถยนต์ Ford Model T กับ รถแข่ง และยังก่อตั้งบริษัท American Motors Corporation ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ควบคู่ไปด้วยเพื่อผลิตรถยนต์ของตัวเอง
หลุย์ เข้าแข่งขันในสนาม Indianapolis 500 ถึง 4 ครั้งโดยผลงานที่ดีที่สุดที่เคยทำได้อยู่อันดับที่ 7 ในปี 1919 คู่กับ Arthur ส่วน Gaston น้องชายอีกคนนึงของ หลุย์ คว้าแชมป์อันดับที่ 1 ได้ในปี 1920 ต่อมาในปี 1923 American Motors ที่พี่น้อง Chevrolet ก่อตั้งก็ถูกยุบรวมเข้ากับบริษัท Bessemer Motor Truck Company ก่อนที่ต่อมาภายในเวลาไม่ถึงปี ก็ยุบรวมเข้ากับค่าย Winther และ Northway แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบอยู่ดี ในปี 1927 หลุย์ เปิดตัวบริษัทผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน Chevrolair แต่กลับประสบความล้มเหลวในสามปีต่อมา และในปี 1929 ซึ่งเป็นช่วงวันอังคารทมิฬพอดี หลุย์ ที่ทำอะไรก็เฟลไปหมดก็เริ่มกลับมาเล้าหลือกับ ดูแรนท์ และสมัครงานเป็นช่างเทคนิคของ Chevrolet ถือได้ว่าดิ่งมาก จากที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลายมาเป็นลูกจ้างในบริษัทที่ตัวเองเป็นคนก่อตั้ง

ภายในปีเดียวกันนี้เอง Chevrolet ก็เปิดตัวเครื่องยนต์วาล์วเหนือสูบรุ่นใหม่ ในชื่อ Stovebolt ซึ่งเป็นเครื่อง 6 สูบเรียง และเจ้าเครื่องนี้เองที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในด้านการตลาดเป็นอย่างมากด้วยนิยามที่ว่า เครื่อง 6 สูบที่ราคาเท่ากับ 4 สูบ และในช่วงปี 1933 ก็เปิดตัวรถรุ่น Standard Six หรือในอีกชื่อว่า Mercury ในฐานะรถ 6 สูบที่ราคาถูกที่สุด

และในปี 1935 Chevrolet ก็เปิดตัวรถ Station Wagon รุ่น Carryall Suburban ที่ในเวลาต่อมาก็กลายมาเป็นบรรพบุรุษของรถ SUV ในปัจจุบัน ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Chevrolet ก็เริ่มเน้นออกแบบรถที่ดีไซน์ได้รับอิทธิพลจากศิลปะ Art Deco มากขึ้น เช่น Chevrolet Master, Deluxe หรือ Fleetline และกระแสตอบรับก็ดีอย่างเหลือเชื่อ
- บั้นปลายของผู้ก่อตั้ง
หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น เมื่อ หลุย์ เชฟโวเลต จากโลกนี้ไปด้วยวัย 62 ปี ในวันที่ 6 มิถุนายนปี 1941 จากอาการหัวใจวาย ก่อนที่ต่อมาในวันที่ 16 เมษายน ปี 1946 อาเธอร์ เชฟโวเลต ก็จากโลกนี้ไปอีกคนด้วยการจบชีวิตตัวเองภายในบ้านพักที่เมือง Slidell รัฐหลุยเซียนา และในวันที่ 13 มีนาคม ปี 1947 วิลเลียม ซี. ดูแรนท์ ก็จากไปในวัย 85 ปี ด้วยโรคหลอดเลือดสมอง
- กำเนิด Corvette

ในปี 1953 Chevrolet กลับมาผงาดในวงการยานยนต์อเมริกันด้วยการเปิดตัวรถ Corvette โฉมแรก และอนาคตเราอาจจะได้เล่าประวัติควบคู่กับ Camaro ไม่วันใดก็วันหนึ่งครับ และในปี 1957 Chevrolet ก็เปิดตัวระบบหัวฉีด Ramjet เป็นครั้งแรก พร้อมติดตั้งให้กับรถ Corvette และ Bel Air ซึ่งก็ประสบความสำเร็จได้ด้วยดีจนมีการเปิดตัวรถรุ่นดังๆ ออกมาเรื่อยๆ

ในช่วงยุค 1960 เป็นยุคสมัยที่มีการนำเข้ารถยนต์จาก ยุโรป และญี่ปุ่น เยอะมากจนทำให้ค่ายรถต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาเสียดุลการค้าไปมหาศาลและแน่นอน ทั้ง Chevrolet และ General Motor ก็ไม่รอดจากเรื่องนี้ รัฐบาลสหรัฐจึงออกภาษีไก่ขึ้นมาเพื่อตอบโต้ในเรื่องนี้ และ General Motor ก็เอารถจากญี่ปุ่นหลายต่อหลายค่ายมาขายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เช่น Suzuki Cultus ที่ถูกขายในชื่อ Chevrolet Sprint, Isuzu Gemini ที่ถูกขายในชื่อ Chevrolet Spectrum, Toyota Sprinter E80 หรือโฉมที่ 5 ที่ถูกขายในชื่อ Chevrolet Nova โฉมที่ 5

ในช่วงยุค 70-80 Chevrolet ก็เปิดตัวรถของตัวเองที่หลายๆ คนน่าจะคุ้นหู เช่น Vega ในปี 1970, Monza ในปี 1974, Citation ในปี 1980, Cavalier และ Celebrity ในปี 1981 หรือ Corsica ในปี 1987

จนกระทั่งในช่วงยุค 1990 Chevrolet ก็เปิดตัวรถ Toyota แปะโลโก้ของตัวเองต่อได้แก่ Toyota Sprinter E90, E100 และ Corolla E110 ที่ถูกขายในชื่อ Geo Prism แต่ก็ยังไม่ทิ้งการออกแบบรถของตัวเองอยู่ เพราะในช่วงยุคนี้ก็เปิดตัวรถรุ่นต่างๆ ที่ General Motor ออกแบบเองเยอะมาก เช่น Lumina ในปี 1990, Venture ในปี 1997 และ Trailblazer ในปี 1998 และนอกจากนี้ทาง General Motor ก็เข้าซื้อหุ้นของ Subaru ในปี 1999 พร้อมกับเอารถ Zafira ของ Opel ที่ General Motor เข้าซื้อมาตั้งแต่ปี 1931 มาให้ Subaru ขายในชื่อ Subaru Traviq อีกด้วย

จนขึ้นสหัสวรรษใหม่อย่างปี 2000 General Motor ก็ปลุกชีพ Impala ขึ้นมาใหม่ใน Segment ใหม่คือ รถซีดาน 4 ประตูขนาดกลางขับเคลื่อนล้อหน้า และกลายมาเป็นรถธงสำหรับการแข่งขัน NASCAR Xfinity Series จนถึงปี 2013 และ NASCAR Canada Series ในปี 2018

ในปี 2005 General Motors กลับมาทำตลาด Chevrolet ในยุโรปอีกครั้งด้วยการนำเอารถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้ Daewoo มาขายภายใต้แบรนด์ Chevrolet จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเปิดตัว Chevrolet Volt ในปลายปี 2010 นับได้ว่าเป็นรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นแรกของ Chevrolet พร้อมกับขายในชื่อ Opel Ampera และ Vauxhall Ampera ในตลาดยุโรป แถมยังได้รับรางวัล North American Car of the Year, European Car of the Year และ World Green Car of the Year ในปี 2012 รวมถึงยังทำยอดขายทั่วโลกจนถึงปีนั้นได้ 31,400 คัน และมากกว่า 1 แสนคันในช่วงปลายปี 2015 จนกระทั่งในปี 2016 รถตระกูล Volt ขึ้นแท่นรถ Plug-in Hybrid ที่ขายดีเป็นอันดับ 3 ของโลก รองลงมาจาก Nissan Leaf และ Tesla Model S

ในเดือนตุลาคมปี 2016 Chevrolet เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นแรกในชื่อว่า Bolt ที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 320 กม.ต่อชาร์จ และคว้ารางวัลมามากมายในปี 2017 จากสื่อต่างๆ ทั้ง Motor Trend, AutoGuide.com, Green Car Journal และยังติด 25 อันดับสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดบนนิตยสาร Time

Chevrolet เข้ามาในตลาดประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2000 ภายใต้บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรถรุ่นแรกที่วางขายคือ Zafira และมี Captiva โฉมที่ 2 เป็นรุ่นสุดท้ายก่อนที่จะยุติบทบาทในตลาดไทยตั้งแต่สิ้นปี 2020 และขายโรงงานที่ จ.ระยอง ให้กับ Great Wall Motors ในที่สุด
ในส่วนของวงการมอเตอร์สปอร์ต Chevrolet มีบทบาทในที่โดดเด่นอยู่หลักๆ 3 รูปแบบ โดยเริ่มจาก NASCAR ที่ในปัจจุบันมีทีมใหญ่ๆ อยู่ 3 ทีม ได้แก่

– Hendrick Motorsport ที่คว้าแชมป์ 12 สมัย, Richard Childress Racing ที่ได้แชมป์ 6 สมัย และ Trackhouse Racing Team ที่ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่สังเวียน MotoGP ด้วยการเข้าซื้อทีม RNF มาตั้งแต่ปลายปี 2023 ที่ผ่านมา
– ส่วนรถของ Chevrolet ที่เคยใช้แข่งขัน ได้แก่ Impala, Chevelle, Chevelle Laguna, Malibu, Monte Carlo, SS และในปัจจุบันรถที่ใช้ในการแข่งขันก็มี Camaro ZL1 1LE ในรายการ NASCAR Cup, Camaro SS ในรายการ NASCAR Xfinity และ Silverado ในรายการ NASCAR Craftman Truck

– ต่อมาคือ IndyCar ได้คว้าแชมป์รายการ Indianapolis 500 มา 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1986-1993 และคว้าแชมป์ในรายการ CART World Championship มา 5 ครั้งตั้งแต่ปี 1986-1992 จนกระทั่งเข้าสู่ยุคของ NTT IndyCar Series ที่ Chevrolet ขึ้นแท่นเป็นซัพพลายเอร์หลักร่วมกับ Toyota ในส่วนของเครื่องยนต์แทนเพื่อนร่วมชายคาอย่าง Oldsmobile ในปี 2002 จนกระทั่งถอนตัวออกไปทั้งคู่เมื่อปี 2005 และกลับมาอีกครั้งตั้งแต่ปี 2012 เพื่อประชันเครื่องยนต์กับ Honda และอีกรายการคือ FIA World Touring Car Championship หรือ WTCC ที่คว้าแชมป์ 3 ปีติดตั้งแต่ปี 2010-2012 ด้วยรถ Cruze

สำหรับ ประวัติของ Chevrolet นี้ที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน เป็นมากกว่ารถยนต์ เพราะนี่คือเรื่องราวที่สืบทอดจากตำนาน สู่เส้นทางที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจไม่สิ้นสุด สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
6 เรื่องชวนปวดหัวบนท้องถนน

เคยเจอกันมั๊ย? เวลาขับรถแล้วเจออะไรที่ทำให้เราหงุดหงิด หัวเสีย หัวร้อน มันเป็นเรื่องที่กวนใจเรามากเลยใช่มั้ยล่ะ แถมยังเสี่ยงอุบัติเหตุทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แล้วในแต่ละวันเราจะเจอพวกเหล่านี้เยอะมาก แล้วเราควรทำยังไงกับสิ่งเหล่านี้กันล่ะ?
1.เล่นโทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ
ผู้คนส่วนใหญ่มักติดมือถือกัน ทำให้มีการเล่นโทรศัพท์มือถือบนท้องถนน มีความเสี่ยงอันตรายสูงมาก และมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุจนผู้คนเดือดร้อน เพราะเราจะโฟกัสที่หน้าจอจุดเดียว จะทำให้เราไม่ได้สนใจวิสัยทัศน์รอบข้างถนน หรือแม้แต่การเล่นมือถือในระหว่างติดไฟแดงอยู่ แล้วไฟเขียวก็ไม่ออกรถ จนต้องบีบแตรเตือน
วิธีการรับมือ: บีบแตรเรียกเตือนเพื่อไม่ให้ติดขัดการจราจรกลางท้องถนน หรืออย่าแซงหน้ารถที่ขับไปเล่นมือถือไป

2.ขับรถซิ่ง
เราๆมักจะเจอหรือตกใจกับเสียงรถที่ขับด้วยความเร็วสูงที่เกินบนท้องถนน มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะจุดกลับรถต้องระวังรถที่ขับเร็ว อย่างน้อยสุดทำให้บาดเจ็บสาหัสเกือบกระดูกหรือหัก จนถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตอย่างเราหรือคนอื่น
วิธีการรับมือ: หลบหรือหลีกเลี่ยงรถที่ขับเร็ว ติดกล้องหน้ารถไว้เสมอ และอย่าไปแข่งเด็ดขาด ถ้าเจอเหตุการณ์ขับหวาดเสียวต่อเนื่องให้รีบแจ้งตำรวจ

3.เปลี่ยนเลนไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว
ทุกคนล้วนแล้วจะเจอกันบ่อยเวลาขับรถอยู่ อย่างการขับกำลังตรงไปอยู่จู่ๆก็โดนแซงปาดหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุจนท้ายรถของอีกฝ่ายได้ สร้างความเดือดร้อนไม่พอและยังเสียเวลาอีกด้วย จุดนี้อาจจะเป็นนิสัยไม่ก็ลืมที่จะเปิดกัน
วิธีการรับมือ: สังเกตพฤติกรรมล่วงหน้า คอยชะลอความเร็ว และเพิ่มระยะห่าง

4.คนข้ามถนนในที่ไม่ควรข้าม
เชื่อว่าข้อนี้ทุกคนที่ขับรถมักจะเจอบ่อยและต้องคอยเบรกหรือระวังไม่ให้ชน จนเกิดความเสี่ยงอันตรายต่อผู้คนที่เดินข้าม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ความมักง่ายกัน ทำให้ผู้ขับขี่ต้องหงุดหงิดมากบนท้องถนนลุบวิ่ง
วิธีการรับมือ: ตั้งสติและสังเกตพฤติกรรมคนข้างทางตลอดเวลา และลดความเร็วทันทีเมื่อคนกำลังข้ามถนน หรือชะลอความเร็ว

5.รถจักรยานยนต์วิ่งบนทางเท้า
ทุกครั้งที่เวลาเราเดินบนทางเท้าดีๆก็จะมีมอเตอร์ไซค์ขับผ่าน จนมีความเสี่ยงที่จะถูกชนหรือเดินไม่ปลอดภัยจนต้องหลบให้วิ่งไป และยังสร้างความหงุดหงิดพอตัว ซึ่งจะเป็นความมักง่ายของผู้ขับที่ใช้ทางลัดย่นเวลา
วิธีการรับมือ: ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองไว้เสมอ หรือแจ้งตำรวจและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

6.ขับรถเบียด
สำหรับผู้ขี่มอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ก็ตามต่างก็ต้องเจอไม่มากก็น้อย จากการที่ถูกรถขับเบียดแถบชนหรือล้ม เสี่ยงเป็นอันตรายอย่างมากจนเกิดอุบัติเหตุ และผู้ขับจะเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยและสร้างความหงุดหงิดในภายหลัง
วิธีการรับมือ: อย่าตอบโต้ด้วยการขับเบียดกลับ คอยเว้นช่องว่างให้มากขึ้น อย่าเอาอารมณ์เข้าแลก และคอยสังเกตและคาดการณ์ไว้ไม่ให้ไปโดนเบียด
สิ่งเหล่านี้ที่มักจะต้องเจอบ่อยครั้งและจะพาความหงุดหงิดเสมอ แต่เราก็สามารถรับมือได้บ่อยๆ คือ หายใจเข้าลึกๆและบอกกับตัวเองว่า “ใจเย็นไว้” หรือ ฟังเพลงหรือพอดแคสต์ที่ชอบ เป็นต้น ไม่ว่ายังไงก็ควรจะขับขี่อย่างปลอดภัยและเคราพกฎจราจร ขับอย่างมีน้ำใจเพื่อตัวเราเองและผู้อื่น สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
75 ปีแห่งการผลิตรถยนต์ปอร์เช่ที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen)

ปอร์เช่รุ่น 356 คันแรกที่ผลิตในเยอรมนี เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1950 นับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซุฟเฟนเฮาเซนกลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถสปอร์ตของปอร์เช่ ที่นี่ไม่เพียงแต่ผลิตเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผลิตรถที่มีการปรับแต่งเฉพาะตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย
การผลิต ปอร์เช่ 356 เริ่มต้นขึ้นที่เมืองสตุ๊ทการ์ทเมื่อ 75 ปีที่แล้ว รถคันแรกของสายการผลิตใหม่นี้เสร็จสมบูรณ์ที่เมืองซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1950 และนี่คือการเริ่มต้นของเรื่องราวความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมืองซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์รถสปอร์ตของปอร์เช่อย่างไม่สามารถแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็น รุ่น 911 ที่เริ่มผลิตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1964, รุ่น 718 และไทคานน์ (Taycan) ที่เป็นรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% “เมืองซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) คือบ้านเกิดของรถสปอร์ตของเรา มันสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้บุกเบิก, เทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย และคุณภาพการผลิตในระดับสูงสุด การพัฒนาของสถานที่นี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของปอร์เช่ จากผู้ผลิตรถสปอร์ตขนาดเล็กมาสู่การเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกที่สร้างสรรค์ยนตรกรรมสุดพิเศษ” กล่าวโดย อัลเบรชต์ ไรโมลด์ (Albrecht Reimold) สมาชิกของคณะกรรมการบริหารฝ่ายการผลิตและโลจิสติกส์ที่ ปอร์เช่ เอจี (Porsche AG)
จากเมืองเกมุนด์ (Gmünd) สู่ ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen): เส้นทางสู่การผลิตรถยนต์ภายในโรงงานของตัวเอง

ปอร์เช่เริ่มต้นที่เมืองซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ในปี 1938 โดยเริ่มต้นจากสำนักงานออกแบบของบริษัท ก่อนจะเริ่มผลิตรถยนต์ภายใต้ชื่อแบรนด์ปอร์เช่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ปี 1948 ปอร์เช่ 356 ‘No.1’ โรดสเตอร์ ได้รับใบอนุญาตการใช้งานอย่างเป็นทางการ รถรุ่นแรกจำนวน 52 คันถูกสร้างขึ้นด้วยมือในออสเตรียระหว่างปี 1948–1950 โดยใช้ตัวถังอะลูมิเนียม วางเครื่องยนต์ด้านหลัง พร้อมเบาะหลังฉุกเฉิน และกลายเป็นต้นแบบของ Porsche 356 ที่จะผลิตในเมืองสตุ๊ทการ์ทในเวลาต่อมา เมื่อปอร์เช่ย้ายกลับมายังแคว้นสวาเบียน (Swabia) โรงงานของปอร์เช่ก็ถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตร จึงต้องใช้สำนักงานชั่วคราวในอาคารไม้ริมถนน Schwieberdinger ขณะเดียวกันปอร์เช่ได้เช่าพื้นที่ใน Reutter Plant II ฝั่งตรงข้ามถนนสำหรับการผลิตเครื่องยนต์และประกอบรถยนต์ และว่าจ้างบริษัท Reutter ให้ผลิตตัวถังที่สมบูรณ์ ทั้งพ่นสีและติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ดำเนินการที่ Reutter Plant I บนถนน Augustenstrasse ทางฝั่งตะวันตกของเมืองสตุ๊ทการ์ทจนถึงปี 1953

ปอร์เช่รุ่น 356 คันแรกเสร็จสมบูรณ์ที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1950 โดยในปลายปี 1950 ปอร์เช่ได้ผลิตรถทั้งหมด 317 คัน เนื่องจากความสำเร็จในสนามแข่งและความต้องการที่จากตลาดต่างประเทศ ทำให้ 356 กลายเป็นรถที่สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ปอร์เช่ หลังจากการส่งมอบ โรงงานหมายเลข 1 ถูกเลื่อนออกไปโดยกองทัพสหรัฐฯ ปอร์เช่จึงว่าจ้างสถาปนิกชื่อดังจากสตุ๊ทการ์ท โรลฟ์ กุตบรอด (Rolf Gutbrod) ให้มาทำการออกแบบ โรงงานหมายเลข 2 โดยอาคารประกอบแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนที่ดินที่ปอร์เช่ซื้อจาก Reutter และเริ่มใช้งานในปี 1952 จากนั้นก็ขยายพื้นที่เพิ่มเติมในปี 1954 ในช่วงปลายปี 1955 ปอร์เช่ก็กลับมาใช้พื้นที่อาคาร โรงงานหมายเลข 1 ของตนเองอีกครั้งในซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) อาคารดังกล่าวจะมีแผนกออกแบบ แผนกธุรกิจ การซ่อมรถยนต์ รวมถึงห้องทดสอบและพัฒนารถแข่ง ขณะที่กระบวนการผลิต การขาย และการจัดหาชิ้นส่วนยังคงดำเนินการที่ โรงงานหมายเลข 2 การผลิตเครื่องยนต์เริ่มต้นที่ โรงงานหมายเลข 3 ในปี 1960 และในวันที่ 1 ธันวาคม 1963 ปอร์เช่ได้ซื้อโรงงานตัวถังของ Reutter พร้อมพนักงานประมาณ 1,000 คน ซึ่งส่งผลให้จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า และนับแต่นั้นมา ปอร์เช่ก็ได้ครอบครองสถานที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) อย่างสมบูรณ์ ในปีเดียวกันนั้นเอง ปอร์เช่ 911 คันแรก ซึ่งในตอนนั้นยังใช้ชื่อ 901 ได้ออกจากสายการผลิตที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) โดยในปลายปี 1965 ปอร์เช่ผลิตรุ่น 356 ไปแล้วกว่า 78,000 คัน และในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปอร์เช่ยังคงพัฒนาและขยายพื้นที่โรงงานแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ช่วงปี 1950 เป็นต้นมา ปอร์เช่ได้เริ่มใช้หลักการผลิตที่ยังคงยึดถือมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ “การผลิตที่ยืดหยุ่น” โดยนำรถรุ่นต่าง ๆ มาผลิตบนสายการผลิตเดียวกัน เช่น คูเป้ (Coupé), คาบริโอเล็ต (Cabriolet), โรดสเตอร์ (Roadster) และ สปีดสเตอร์ (Speedster) ของปอร์เช่ 356 ที่สามารถผลิตแบบคู่ขนานและปรับแต่งเฉพาะคันได้ จุดเด่นนี้เองที่ทำให้การผลิตของปอร์เช่ที่สำนักงานใหญ่โดดเด่นในด้านประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และคุณภาพสูงสุด และแม้ในปัจจุบัน ปอร์เช่ 911 ทุกรุ่น ตั้งแต่ คาร์เรร่า (Carrera) ไปจนถึงโมเดล GT ระดับสูงและ Cup car ก็ยังคงถูกผลิตในสายการผลิตเดียวกัน ส่วนกระบวนการตกแต่งภายในก็ทำอย่างพิถีพิถันในแผนกช่างฝีมือประจำโรงงาน
จาก 356 สู่ 911 – การเติบโตและขยายตัวของปอร์เช่
ในทศวรรษ 1960 นั้นรุ่น 911 ได้เข้ามาแทนที่รุ่น 356 อย่างเต็มตัว พร้อมกับการขยายกำลังการผลิตและการสร้างอาคารโรงงานใหม่เพิ่มเติม โดยมีการย้ายการผลิตเครื่องยนต์ออกจากพื้นที่หลัก และขยายโรงงาน โรงงานหมายเลข 2 ด้วยการสร้างอาคารประกอบเพิ่มเติม ในปี 1969 Building 41 ถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารประกอบขั้นสุดท้ายแบบหลายชั้น เพื่อรองรับสายการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปอร์เช่ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ในปี 1973 ปอร์เช่มีพนักงานประมาณ 4,000 คน และเมื่อสิ้นทศวรรษ 1980 จำนวนพนักงานก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า กระจายอยู่ใน 3 สถานที่หลัก ได้แก่ สายการผลิตที่ ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen), ศูนย์วิจัยและพัฒนาใน ไวซัค (Weissach) และสำนักงานใน ลุดวิกส์บูร์ก (Ludwigsburg) โรงงานซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ยังคงขยายตัวเรื่อยมาเพื่อตอบรับกับยอดการผลิตที่เติบโตขึ้น โดยในยุค 70 และ 80 ปอร์เช่ผลิตรถที่วางเครื่องยนต์ด้านหน้าอย่างรุ่น 928, 944 และ 968 ควบคู่ไปกับ 911

ในช่วงทศวรรษ 1980 การผลิตตัวถังที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนั้นโรงงาน โรงงานหมายเลข 5 จึงถูกสร้างขึ้นในปี 1988 เพื่อรอบรับการผลิตตัวถังที่มีความยืดหยุ่นสูง จุดสังเกตที่โดดเด่นของโรงงานแห่งใหม่นี้คือ “สะพานลำเลียงรถ” ซึ่งมีความสูงประมาณ 35 เมตร ใช้สำหรับลำเลียงตัวถังรถยนต์ข้ามถนน Schwieberdinger ที่มีการจราจรคับคั่ง ไปยังสายการประกอบขั้นสุดท้ายที่ โรงงานหมายเลข 2 ฝั่งตรงข้าม

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โรงงานที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั้งการปรับปรุงพื้นที่ การขยายอาคาร และการสร้างใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเรื่องของความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นในการผลิต ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ของโรงงานคือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นการผลิตไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% ที่เริ่มการผลิตในสายการผลิตปี 2019 ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ ปอร์เช่ได้สร้างพื้นที่การผลิตใหม่ ได้แก่ โรงงานผลิตตัวถังแห่งใหม่ใน โรงงานหมายเลข 5 และโรงพ่นสีสุดล้ำใน โรงงานหมายเลข 1 ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของ e-mobility พร้อมกันนี้ยังได้สร้างอาคารประกอบสมัยใหม่ใน โรงงานหมายเลข 2 ริมถนน Adestrasse และเพิ่มสะพานลำเลียงแห่งที่สองข้ามถนน Schwieberdinger เพื่อเชื่อมต่อกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ
ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) คือสถานที่ซึ่งปอร์เช่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและฝีมือชั้นสูง

ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) คือหัวใจของการผลิตรถสปอร์ต “ผลิตในซุฟเฟนเฮาเซน (Made in Zuffenhausen)” ที่ผสานระหว่างความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือกับเทคโนโลยีอันล้ำหน้า เช่น ระบบขนส่งไร้คนขับ ระบบคลาวด์กลางของโรงงาน และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ที่นี่ศูนย์กลางการผลิตสำหรับ 911 และ ไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100%
บนพื้นที่กว่า 1 ตารางกิโลเมตรทางตอนเหนือของเมืองสตุ๊ทการ์ต ยังรวมถึงโรงงานผลิตเครื่องยนต์ 2 แห่งที่รับหน้าที่ผลิตเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สำหรับรถสปอร์ต เครื่องยนต์ V8 สำหรับรถสี่ประตูที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป และมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับ Taycan และ Macan รุ่นไฟฟ้า

นอกจากนี้ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของการผลิตพิเศษทั้งหมดถึงสามอย่าง ได้แก่ Porsche Exclusive Manufaktur ซึ่งที่นี่ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถยนต์ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า, Sonderwunsch แผนกที่สร้างรถยนต์รุ่นพิเศษแบบหนึ่งเดียวในโลก และ CFRP Manufaktur ซึ่งที่นี่จะประกอบชิ้นส่วนตัวถังน้ำหนักเบาแบบพิเศษนอกสายการผลิตหลัก นั่นคือ คาร์บอนไฟเบอร์ที่ผลิตด้วยมือ สำหรับรถรุ่นเฉพาะทางที่เน้นความเบา เช่น 911 S/T และ 911 GT3 RS
นอกเหนือจาก ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) และ ไวซัค (Weissach) แล้ว อีกหนึ่งสถานที่อย่าง ไลพ์ซิก (Leipzig) ก็มีบทบาทสำคัญในโลกของปอร์เช่เช่นกัน คาเยนน์ (Cayenne) เริ่มผลิตที่นี่ในปี 2002 และผลิตจนถึงปี 2016 และในระหว่างปี 2003 ถึง 2006 คาร์เรร่า จีที (Carrera GT) ก็ได้ถูกผลิตที่นี่เช่นกัน พานาเมร่า (Panamera) สปอร์ตซีดานได้เริ่มผลิตที่นี่ตั้งแต่ปี 2009 และ มาคันน์ (Macan) ก็ได้เริ่มผลิตที่ไลพ์ซิก (Leipzig) ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งในการผลิต มาคันน์ (Macan) ปอร์เช่ได้ขยายสถานที่ผลิตที่ไลพ์ซิกให้เป็นโรงงานเต็มรูปแบบระหว่างปี 2011 ถึง 2014
ก้าวสู่อนาคตในวาระครบรอบ

ที่ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) ปอร์เช่ผสมผสานการผลิตในระดับอุตสาหกรรมเข้ากับความเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตที่ผ่านการสร้างสรรค์อย่างประณีต อัลเบรชต์ ไรโมลด์ (Albrecht Reimold) กล่าว ว่า “ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen) คือบ้านและจะยังคงเป็นบ้านของรถสปอร์ตของเราตลอดไป ที่นี่คือสถานที่ที่เราผลิตรถยนต์ที่ทำให้คนทั้งโลกหลงใหล ด้วยกระบวนการผลิตที่ผสมผสานงานฝีมือและทักษะทางวิศวกรรมชั้นสูงมาตลอดระยะเวลา 75 ปี” ในโอกาสการครบรอบนี้ ปอร์เช่ไม่ได้เพียงแค่เฉลิมฉลองอดีตที่น่าประทับใจเท่านั้น แต่ยังมองไปอนาคต ด้วยความมั่นใจว่า โรงงานผลิตทั้ง 3 สถานที่ ไม่ว่าจะเป็น ซุฟเฟนเฮาเซน (Zuffenhausen), ไวซัค (Weissach) และไลพ์ซิก (Leipzig) จะยังคงเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีล้ำสมัย คุณภาพในการผลิต และความมุ่งมั่นอันยั่งยืนของปอร์เช่เพื่อการผลิตรถสปอร์ตที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ป้ายทะเบียนรถหาย! ต้องทำอย่างไร

เชื่อว่าหลายท่านต้องเคยประสบปัญหาเรื่อง ป้ายทะเบียนของรถหาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแจ้งเรื่องหรือดำเนินการอย่างไรบ้างถึงจะได้มีป้ายทะเบียนกลับมาเหมือนเดิม ในคอลัมน์นี้จะมาไขข้อข้องใจนี้กัน
อย่างแรกที่ต้องบอกกันก่อนเลยคือในกรณีป้ายทะเบียนรถของท่านหาย ไม่ต้องทำเรื่องแจ้งความแต่อย่างใด แค่ใช้บันทึกถ้อยคำกับเจ้าหน้าที่ขนส่งที่รับผิดชอบหรือพูดง่ายๆคือจดในเขตที่จดทะเบียนรถไว้ ไม่สามารถดำเนินเรื่องข้ามเขตได้ โดยเตรียมเอกสาร ดังนี้
1.สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง
2.สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ
3.หากไม่สามารถมาดำเนินการด้วยตัวเองได้ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมทั้งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ
กรณีรถติดไฟแนนซ์ แล้วต้องการดำเนินการด้วยตัวเอง
1.สมุดคู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง
2.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้เช่าซื้อ
3.หนังสือรับรองจากบริษัทจัดไฟแนนซ์
4.หนังสือมอบอำนาจจากไฟแนนซ์ พร้อมสำเนาบัตรผู้รับมอบอำนาจ

โดยมีค่าบริการที่ต้องชำระคือ ค่าป้ายทะเบียนป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท และท่านจะได้รับป้ายทะเบียนใหม่ภายใน 15 วัน
ก็เป็นเกร็ดความรู้ที่ได้นำมาฝากกันกับทุกท่านที่เคยเจอกรณีป้ายทะเบียนหายไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม ก็สามารถดำเนินการได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นและหวังว่าการขับขี่ครั้งแต่ขอให้ทุกท่านระมัดระวังการทำป้ายทะเบียนหล่นหายอีก คงไม่มีท่านไหนอยากให้หล่นหายบ่อยอย่างแน่นอน (ขอขอบคุณข้อมูลจาก กลุ่มประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร กรมการขนส่งทางบก)
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine



























































































































































































































