-
GWM จุดกระแสดีเซลอีกครั้ง เตรียมเผยโฉม NEW GWM POER SAHAR DIESEL ครั้งแรกในไทย! ในงาน TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD พร้อมกัน 18 ตุลาคม 2568 นี้

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟน ๆ สายลุยและสายปรับแต่งรถ สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถกระบะพรีเมียมทางเลือกใหม่ด้วยขุมพลังดีเซล 2.4T กับการเผยโฉม “NEW GWM POER SAHAR DIESEL” ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมแนวทางการตกแต่งใน 3 สไตล์เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย พลิกโฉมวงการกระบะในไทยด้วยการมอบความสะดวกสบายระดับพรีเมียม และความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่ที่เกินคาด พร้อมเผยให้คนไทยได้ยลโฉมและสัมผัสตัวจริงในงาน TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD ระหว่างวันที่ 18 – 19 ตุลาคม 2568 นี้ ที่ ESC PARK รังสิต จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป
การปรากฏตัวครั้งแรกของ NEW GWM POER SAHAR DIESEL ในงาน TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD ครั้งนี้ GWM เตรียมขนความเร้าใจพร้อมท้าทายความเชื่อเดิม ๆ ทั้งรุ่นมาตรฐาน และรถที่มีการปรับแต่งใน 3 สไตล์ที่แตกต่าง เพื่อตอบโจทย์การเป็นรถสายลุยในฝันตัวจริงที่ให้ทั้งพละกำลัง ความสนุก เท่ ความสะดวกสบาย และที่สำคัญสามารถใช้งานได้จริง ตอบสนองความต้องการของคนไทยที่ต้องการรถกระบะพรีเมียมทางเลือกใหม่ที่มีความโดดเด่นแบบรอบด้านอย่างแท้จริง ทั้งขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่คิดค้นโดย GWM ที่จะมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังด้วยแรงม้าแรงบิดที่เร้าใจ แต่ยังคงความนิ่ง เงียบ และนุ่มนวล และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวางและเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายระดับพรีเมียม รวมถึงนวัตกรรมอัจฉริยะด้านความปลอดภัยเพื่อการขับขี่ที่เหนือกว่า
GWM ผู้นำตลาดรถกระบะระดับโลก
GWM ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะด้วยสถิติยอดขายอันดับ 1 ในประเทศจีนยาวนานถึง 27 ปีติดต่อกันด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50% หรือในทุก ๆ การขายรถกระบะ 2 คันในประเทศจีน หนึ่งในนั้นจะเป็นแบรนด์ GWM พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในฐานะแบรนด์รถกระบะระดับพรีเมียมสัญชาติจีนรายแรกที่มียอดขายทะลุ 500,000 คัน ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่หลากหลายและแพลตฟอร์มออฟโรดที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน GWM ขยายตลาดครอบคลุมกว่า 60 ประเทศใน 6 ทวีป มียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 2.78 ล้านคัน และคว้ารางวัล “Pickup of the Year” จากหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อเมริกาใต้ หรือแอฟริกาใต้ ตอกย้ำความแข็งแกร่ง ความน่าเชื่อถือ และขีดความสามารถในการแข่งขันของยานยนต์ “Made in China” บนเวทีโลกอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ในงาน TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD ท่านจะได้พบกับมหกรรมสำหรับแฟนพันธุ์แท้ GWM TANK เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายในงาน เต็มไปด้วยกิจกรรมสุดเร้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการประกวดและจัดแสดงรถแต่งสุดครีเอทีฟ การแข่งขันขับขี่ออฟโรดสุดมันส์ สนามทดสอบสมรรถนะ กิจกรรมสำหรับทุกเพศทุกวัย โซนสตรีทฟู้ด และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ซึ่งผู้เข้าร่วมงานทุกคนสามารถเข้าชมได้ฟรีตลอดงาน แฟน ๆ GWM TANK และผู้ที่รักการผจญภัย ห้ามพลาด!
เตรียมพบกับ NEW GWM POER SAHAR DIESEL ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่และพลิกโฉมวงการรถกระบะในไทย รับประสบการณ์ใหม่กับรถกระบะหนึ่งเดียวของ GWM ที่ผสมผสานความต่างที่สุดขั้วแต่ลงตัว และความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดในการปรับแต่งเพื่อคนสายลุย ปักหมุดวันที่ 18–19 ตุลาคมนี้ มาร่วมสัมผัสบรรยากาศงานสุดยิ่งใหญ่ที่ ESC Park รังสิต แล้วพบกัน!
#GWM #GWMThailand #POERSAHARDIESEL #TANKFEST2025 #TOPRANKTANKMODCONTEST
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News / News Motocycle1 Min Read
ไทยฮอนด้า ชวนสัมผัสความออริจินัลในงาน “Super Cub THE ORIGINAL CLUB MEETING” รวมพลคนรัก Super Cub สุดคลาสสิก ณ ทรงวาด 23 ตุลาคมนี้

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เชิญชวนเหล่าสาวกผู้หลงใหลในเสน่ห์ความคลาสสิกของ Super Cub มารวมพลเฉลิมฉลองความออริจินัลในงาน “Super Cub THE ORIGINAL CLUB MEETING” การพบปะสุดพิเศษของคนรัก Super Cub ที่จะได้มาร่วมสร้างประสบการณ์เหนือระดับไปด้วยกัน ในวันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 – 20.00 น. ณ Mahapho Riverview อีเวนต์สเปซสุดอาร์ตริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านทรงวาด เปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีแล้วตั้งแต่วันนี้
ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อชาว Super Cub ตัวจริง ไม่ว่าจะเป็น
- การประกวดรถแต่ง Super Cub ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10,000 บาท
- การประกวดการแต่งกายสุดออริจินัล โชว์สไตล์ความคลาสสิกในแบบของตนเอง
- การรวมตัวของ Community Super Cub จากทั่วประเทศ
พร้อมกิจกรรมแจกของรางวัลและเซอร์ไพรส์มากมายตลอดงาน
ผู้เข้าร่วมยังจะได้อิ่มอร่อยกับ อาหารและเครื่องดื่มฟรี ตลอดงาน และได้พบปะเหล่า Influencers สายคลาสสิก ที่จะมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ เติมเต็มสีสันให้บรรยากาศสุดคึกคักริมเจ้าพระยา
พิเศษสุด! สำหรับลูกค้า Super Cub ทุกรุ่นที่ลงทะเบียนและขี่รถมาร่วมงาน 100 ท่านแรก รับฟรี! ผ้า Super Cub Original Club Bandana Limited Edition ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่บูธลงทะเบียนหน้างาน
เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสบรรยากาศคลาสสิกสุดอาร์ตและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองความออริจินัลไปพร้อมกันในงาน “Super Cub THE ORIGINAL CLUB MEETING” เข้าร่วมงานได้ฟรี! ไม่จำเป็นต้องมีรถมอเตอร์ไซค์ก็ร่วมได้ ลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ 👉 https://bit.ly/46Shfuu
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า: www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
เฟซบุ๊ก CUB House: www.facebook.com/cubhousebyhondaIG: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
YouTube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA
#SuperCub #TheOriginalClubMeeting #คนรักความออริจินัล #HondaSuperCub #CUBHouse #CUBHousebyHonda #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
NEW MAZDA CX-30 ESSENTIAL ครอสโอเวอร์เอสยูวีขวัญใจมหาชน คว้ารางวัลสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี 2568

ครอสโอเวอร์เอสยูวีระดับพรีเมี่ยม New Mazda CX-30 Essential คว้ารางวัล Product of the Year Awards 2025 หรือรางวัลสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี จากนิตยสาร Business+ ที่จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า มีความโดดเด่น และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ตอกย้ำถึงแนวทางของบริษัทฯ ต่อการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์อันล้ำสมัย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย และส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยพิธีมอบรางวัลครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล โดยมี นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนรับมอบฯ ณ ห้องบอลรูม โรงแรมสวิสโฮเต็ล รัชดา กรุงเทพฯ
นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า New Mazda CX-30 Essential เปิดตัวสู่ตลาดในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา พร้อมแนวคิด “LIVE A LIFE OF VALUE” เติมเต็มชีวิตให้คุ้มค่ากับเอสยูวีที่ใช่ ด้วยการปรับรุ่นย่อยใหม่และปรับราคาให้เกิดความคุ้มค่าคุ้มราคามากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของมาสด้าที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบที่สง่างาม ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่ายแต่งดงาม ความพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ภายในออกแบบอย่างประณีตดุจงานทำมือ ออกแบบโดยมุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มอบเอกลักษณ์ประสบการณ์ความสนุกสนานในการขับขี่ตามสไตล์มาสด้า มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะขั้นสูง เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ดีเอ็นเอของมาสด้าที่ถ่ายทอดลงในทุกผลิตภัณฑ์ และได้รับการยอมรับจากลูกค้ามาแล้วทั่วโลก

New Mazda CX-30 Essential มาพร้อมรุ่นเริ่มต้นใหม่ และได้รับการออกแบบรุ่นย่อยใหม่ โดยคัดสรรอุปกรณ์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ พร้อมราคาใหม่ที่ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เริ่มต้นเพียง 899,000 บาท สง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอกจาก โคโดะ ดีไซน์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เรียบง่ายแต่งดงาม คงไว้ซึ่งความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและทรงพลัง พร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus เหนือระดับด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า พร้อมการควบคุมการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน และฟังก์ชั่นความปลอดภัยและความสะดวกสบายครบครัน ที่พร้อมตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

“มาสด้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ New Mazda CX-30 Essential ได้รับการยอมรับจากมหาชน จนได้รับรางวัล Business+ Product of the Year Awards 2025 ในครั้งนี้ ขอขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีเสมอมา ทุกการสนับสนุนล้วนเป็นแรงผลักดันให้มาสด้ามุ่งมั่นพัฒนายกระดับยนตรกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการหลังการขาย เพื่อให้รถยนต์มาสด้าเป็นตัวแทนส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าในประเทศไทยตลอดไป” นายภพนิพิฐ กล่าว
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
มีอะไรใหม่? กับ Honda ADV 160 รุ่นปี 2026: สกู๊ตเตอร์ SUV พรีเมียมที่มาพร้อมความล้ำหน้าและดีไซน์ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น!

แฟน ๆ มอเตอร์ไซค์สายแอดเวนเจอร์เตรียมเฮ! เพราะมีกระแสข่าวการปรับโฉมครั้งสำคัญของ Honda ADV 160 รุ่นปี 2026 ในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมาพร้อมกับการอัปเกรดทั้งดีไซน์และเทคโนโลยีสุดล้ำ ก่อนจะถูกคาดหมายว่าจะมาอวดโฉมให้ชาวไทยได้สัมผัสในงาน Motor Expo 2025 ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้
| ใหม่! ดีไซน์โค้งมน แต่เฉียบคม พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย

สำหรับ ADV 160 รุ่นปี 2026 นี้ โดดเด่นด้วยการปรับลุคดีไซน์ให้มีความ “โค้งมน แต่เฉียบคมยิ่งขึ้น” ให้ความรู้สึกสปอร์ตและพรีเมียมกว่าเดิม แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือการอัปเกรดแผงหน้าปัดใหม่ โดยใช้ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่ให้ข้อมูลคมชัดครบถ้วน และเพิ่มฟีเจอร์การเชื่อมต่ออัจฉริยะด้วยระบบ Honda Roadsync ที่ผู้ขับขี่สามารถ เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับมอเตอร์ไซค์ผ่านบลูทูธ เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล
| เอกลักษณ์เดิมที่ยังรักษาไว้! เครื่องยนต์ eSP+ และระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด

แม้จะมีการปรับโฉมภายนอก แต่หัวใจสำคัญของ ADV 160 ยังคงเป็นเครื่องยนต์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องสมรรถนะและความทนทาน โดยยังคงใช้ เครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว ขนาด 160 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 15.8 แรงม้า ที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 14.7 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที มอบการขับขี่ที่สนุกและตอบโจทย์ทั้งในเมืองและทางลุย
ด้านระบบความปลอดภัยและฟีเจอร์อำนวยความสะดวกที่ยังคงมีมาให้อย่างครบครัน ได้แก่
- HSTC (Honda Selectable Torque Control) ระบบควบคุมแรงบิด
- ESS (Emergency Stop Signal) สัญญาณไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน
- ISS (Idling Stop System) ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ
- และ กุญแจอัจฉริยะ (Smart Key)
| สีที่มีขายในตลาดอินโดฯ

- รุ่น CBS: Solid Matte Red, Solid White, Solid Black



- รุ่น ABS: Tough Matte Green, Tough Matte Brown, Tough Matte Black

- รุ่น ABS RoadSync: SUV Brown
| คาดการณ์ในตลาดไทย
คาดว่า Honda ADV 160 รุ่นปี 2026 ที่จะทำตลาดในประเทศไทยจะมาพร้อมสเปคและฟีเจอร์หลักที่ใกล้เคียงกับรุ่นที่เปิดตัวในอินโดนีเซีย รวมถึงฟีเจอร์เชื่อมต่อ Honda RoadSync ผ่านหน้าจอ TFT ใหม่นี้ด้วย และมีความเป็นไปได้สูงที่ทาง A.P. Honda จะมีการเปิดตัวรถรุ่นนี้อย่างเป็นทางการภายในงาน Motor Expo 2025 ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ประวัติของ Suzuki Cappucino

Initial D อนิเมะขับรถชื่อดังที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นดีอย่าง แต่หากรู้ไม่ว่าหลายๆคนอาจไม่รู้ว่า Initial D นั้นมีรถของแบรนด์ Suzuki อยู่ด้วย นั่นคือ Suzuki Cappucino

Suzuki Cappucino ผลิตขึ้นมาตั้งแต่ปี 1991-1998 เป็นรถ Kei car ที่ผลิตขึ้นมาในคราบรถสปอร์ต เพื่อให้คนญี่ปุ่นมือใหม่หัดซิ่ง ซื้อได้ง่ายขึ้น ภาษี และเบี้ยประกันถูกลง ตลอดสายการผลิตของเจ้ารถชื่อเหมือนกาแฟรุ่นนี้หน้าตา และสเปคโดยรวมแทบจะไม่มีเปลี่ยนอะไรเท่าไหร่มากนัก นอกจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
ด้วยน้ำหนักที่เบาถึง 725 กก. ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ 657 cc เคลมพละกำลังได้ 63 แรงม้าที่ 6,500 rpm ซึ่งไม่เกินเพดานสูงสุดของการผลิต Kei car ที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมการวางเครื่องยนต์แบบ MF ขับล้อหลัง ที่กระจายน้ำหนักได้ 50/50 บอดี้ที่กว้าง 1,395 มม. และยาว 3,295 มม. มิติที่เล็กพร้อมดีไซน์มนๆ นั่นจึงทำให้มันดูน่ารักปุ๊กปิ๊กถูกใจบรรดาเมียๆ ไม่เบาเลย
ที่มาที่ไปของ Suzuki Cappucino นั้นเกิดจากว่า เมื่อปี 1987 ทาง Suzuki อยากจะทำรถที่ดูมีอิมเมจความเป็นรถสปอร์ตนี่ เพราะรถ Kei car ส่วนใหญ่จะออกแบบเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ชดเชยกับขนาดที่เล็กของมัน พอรถทรงนี้ออกมาจนโหล มันก็ทำให้ตลาดรถเล็กดูน่าเบื่อและ 2 ปีต่อมา ปี 1989 Suzuki ก็ปล่อยรถคอนเซ็ปท์ออกมากในงาน Tokyo Motor Show โดยในช่วงแรกๆ Suzuki ไม่ได้คิดที่จะขายต่างประเทศเลยด้วยซ้ำ จนในเดือนตุลาคมปี 1991 รถเล็กคันนี้ก็เริ่มผลิตจริงในโรงงานที่เมืองโคไซ ภายใต้รหัสโมเดล EA11R ซึ่งก็คือคันที่ Sakamoto ขับในอนิเมะ พร้อมปล่อยออกสู่ท้องตลาดในเดือนพฤศจิกายน ปี 1991 พร้อมคำโปรยว่า “ความฝันที่จะมีรถสปอร์ต 2 ที่นั่งเท่ๆ และราคาจับต้องง่าย เป็นจริงได้แล้ว”
ตลอด 2 ปีแรก Suzuki Cappucino ผลิตในโรงงานนี้ทั้งหมด 15,113 คัน และขายออกไปได้ถึง 13,318 คัน หรือเท่ากับ 88% ของยอดผลิตในตลาดญี่ปุ่น ด้วยราคาเปิดตัว 1.4 ล้านเยนกว่าๆ ถือว่าค่อนข้างแพงพอสมควร ราคาพอๆ กันกับรถใหญ่ๆ ขนาด 1.5 ลิตร แต่ถ้ามองในแง่ของความเป็นรถสปอร์ตแล้วก็ยังถือว่ายังถูก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณค่าทางใจของเราว่า “ซื้อไม่คิด” หรือ “คิดไม่ซื้อ”
ในระหว่างที่เจ้า Cappucino ยังทำตลาดอยู่ที่ญี่ปุ่นในปีแรกๆ ทาง Suzuki ที่อังกฤษก็ขอคุยชวนจิบชาดาร์จิลิง กับ Suzuki Motor ที่ญี่ปุ่นว่า “เอามาขายบ้านเราเถอะ คนเมืองผู้ดีเค้าอยากได้” ฝั่งญี่ปุ่นก็เกาหัว “เอาไงดีวะ… ไม่ได้คิดเรื่องจะขายประเทศอื่นด้วยสิ” ซึ่งก็ใช้เวลาเจรจา และปรับแก้นู่นนิดนี่หน่อยไปทั้งหมด 1 ปีครึ่ง จนผ่านการอนุมัติให้ขายในตลาดอังกฤษได้ด้วยการปรับแก้ชิ้นส่วนถึง 23 จุด โดยที่มี Suzuki Import Centre ทำหน้าที่รับผิดชอบการนำเข้าที่อังกฤษ
ในเดือนตุลาคมปี 1992 Suzuki Cappucino เปิดตัวในต่างประเทศครั้งแรกที่งาน British International Motor Show และชนะรางวัลของสถาบันยานยนต์อังกฤษถึง 2 รางวัลทั้งรางวัล “รถสปอร์ตยอดเยี่ยมในราคาต่ำกว่า 20,000 ปอนด์” และ ”รางวัลรถยอดเยี่ยมภายในงาน” จนมาถึงเดือนตุลาคมปี 1993 เจ้า Cappucino วางขายอย่างเป็นทางการสนนราคาอยู่ที่ 11,995 ปอนด์ แต่ก็ติดในเรื่องของโควต้าการส่งออก-นำเข้าจะญี่ปุ่นไปอังกฤษ ทำให้เวลาจะขายก็ขายได้จริงเพียงแค่ 1,182 คันเท่านั้นจากที่คิดไว้ว่าจะเอาไปขาย 1,500 คัน โดยที่ส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง ในขณะที่ตัวสีเงินหาได้น้อยมาก แทบจะต่างกันราวฟ้ากับเหว และภายในปี 1993-1995 รถที่ขายไปทั้งหมด 1,110 คันถูกจดทะเบียนที่อังกฤษในขณะที่คันอื่นๆ ที่เหลือถูกขายและจดทะเบียนผ่านดีลเลอร์ตามประเทศเพื่อนบ้านเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ หรือ สวีเดน
จนในปี 1995 เป็นช่วงที่มาตรการควบคุมไอเสียในยุโรปเริ่มเข้มข้นขึ้น Suzuki จึงต้องออก Minorchange ออกมาเป็นรุ่น E21R โดยอัปเดตเครื่องยนต์ใหม่จาก F6A ที่กระบอกสูบช่วงชักยาว ปากแคบๆ และขับแคมชาฟท์คู่ด้วยสายพาน เปลี่ยนมาเป็นเครื่อง K6A ที่กระบอกสูบปากกว้างช่วงชักสั้น และใช้โซ่ขับแคมชาฟท์ ทำให้ได้แรงบิดที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อยและแรงม้ายังเท่าเดิม แถมยังให้ออปชั่นใหม่ๆ เพิ่มเติมอย่างพวงมาลัยพาวเวอร์ และ เกียร์ออโต้ 3 สปีด สำหรับคนที่แรงมือไม่ได้เยอะแยะอะไรมากมาย นอกจากนี้ยังมีออปชั่นเสริมความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น ถุงลมนิรภัย, ระบบเบรก ABS ทั้ง 4 ล้อ, เฟืองท้ายหรือ “เต๊ด”หรือแม้แต่ กระจกเปิดปิดด้วยไฟฟ้า นั่นเอง

อีกเสน่ห์ของ Suzuki Cappucino อย่างนึงคือ หลังคา เพราะมันถูกออกแบบมาเป็นหลังคาแข็งที่แบ่งเป็นสามส่วนคือ ปีกซ้าย, ปีกขวา และแกนกลาง ทำให้สามารถเลือกถอดได้หลายรูปแบบตามใจเรา จะเหลือแกนไว้เป็น T-Top ก็ทำได้, จะถอดหมดเป็น Targa ก็ทำได้ หรือจะถอดกระจกหลังให้เป็นเปิดประทุนก็ทำได้ ซึ่งกระจกหลังก็เป็นกระจกจริงๆ และกันฝ้าได้อีกด้วย ส่วนการออกแบบภายในจะเป็นดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายตามสูตรของ Suzuki ไม่ได้มีอะไรหวือหวา อารมณ์คล้ายๆ Swift หรือ Celerio ในปัจจุบัน

เพราะความเล็กนี่ทำให้มีปัญหากวนใจอย่างนึง คือ เรื่องของตำแหน่ง ปุ่ม และคันโยกต่างๆที่ดูแปลกๆ เช่น ที่เปิดฝาถังน้ำมันอยู่ในช่องเก็บของใต้ที่พักแขนตรงกลาง หรือคันชักเปิดฝากระโปรงหน้าก็หลบอยู่ในที่เก็บของฝั่งผู้โดยสารจนมองไม่เห็นนี่เอง ทำให้รู้สึกว่ามันไม่อยู่ในที่ๆ ควรอยู่นี่เอง
ทั้งหมดนี้คือประวัติของ Suzuki Cappucino คันเล็กๆ น่ารักกะปุ๊กกะปิ๊ก อายุ 30 ปี สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
ตำนานคืนชีพ! Honda CB400 Four โฉมใหม่ เตรียมเปิดตัว พร้อมนวัตกรรม “E-Clutch” สุดล้ำ

Honda เตรียมสร้างความฮือฮาให้กับวงการมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง หลังมีกระแสข่าวหนาหูจากสื่อยานยนต์ชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Young Machine ว่ากำลังซุ่มพัฒนาและเตรียมเปิดตัว All New Honda CB400 Super Four เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งจะกลับมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงอันเป็นเอกลักษณ์ และที่น่าจับตาที่สุดคือการติดตั้งเทคโนโลยี “Honda E-Clutch” ที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ไปจากเดิม



การกลับมาของตระกูล CB400 Super Four ในครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย ที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 399 ซีซี และเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งรุ่นเดิมได้ยุติการผลิตไปเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานไอเสีย
ตามรายงานของ Young Machine ระบุว่า Honda CB400 Four โฉมใหม่ จะยังคงดีไซน์แนว Neo-Retro Classic ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับองค์ประกอบที่ทันสมัย แต่จะมีการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

จุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดคือการนำระบบ Honda E-Clutch มาใช้กับ CB400 Four ซึ่งเป็นระบบคลัตช์ไฟฟ้าอัตโนมัติที่เคยเปิดตัวและสร้างความประทับใจมาแล้วในรุ่นพี่อย่าง CB650R และ CBR650R ระบบนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลงได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้คันคลัตช์เลยแม้แต่น้อย (ตั้งแต่เกียร์ 1) ทำให้การขับขี่ในสภาพการจราจรหนาแน่น หรือการเปลี่ยนเกียร์ต่อเนื่องขณะเร่งความเร็วเป็นไปอย่างราบรื่น สะดวกสบาย และเร้าใจยิ่งกว่าเดิม แต่ผู้ขับขี่ก็ยังคงสามารถใช้คันคลัตช์แบบปกติได้หากต้องการ

นอกจาก E-Clutch แล้ว คาดว่า All New CB400 Four จะได้รับการอัพเกรดในหลายส่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีการวิเคราะห์ว่า ขุมพลัง 4 สูบเรียง 16 วาล์ว DOHC อาจจะถูกปรับจูนใหม่ให้มีกำลังมากกว่า 70 แรงม้า พร้อมกับช่วงล่างที่ทันสมัย เช่น โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ (Upside Down) จาก Showa รุ่น SFF-BP, ระบบดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS ทั้งหน้าและหลัง และเฟรมรถแบบ Steel Diamond ที่ถูกออกแบบมาใหม่, นอกจากนี้ยังเพิ่มหน้าจอสี TFT และระบบคันเร่งไฟฟ้ามาให้อีกด้วย
กระแสข่าวดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นอย่างมากในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ 4 สูบเรียงคลาสกลาง และคาดการณ์ว่า Honda อาจจะมีการเพิ่มทางเลือกด้วยรุ่นพิกัด 500 ซีซี เพื่อทำตลาดในบางประเทศด้วย การกลับมาของ CB400 Four พร้อมเทคโนโลยี E-Clutch ถือเป็นสัญญาณว่า Honda กำลังรุกตลาดรถจักรยานยนต์คลาสกลางอย่างจริงจัง เพื่อตอบโต้คู่แข่งในตลาด
ต้องจับตาดูต่อไปว่า การเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นเมื่อใด และจะมีโอกาสเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยหรือไม่ แต่ที่แน่นอนคือ Honda CB400 Four โฉมใหม่นี้ได้ถูกยกระดับให้เป็นมากกว่าตำนาน แต่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ที่มา : Young-Machine.com
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ประวัติ Mitsubishi เพชรสามเม็ดอายุร้อยปี!

หากว่าจะเอ่ยถึง Mitsubishi เชื่อได้ว่าใครๆ ก็ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี และมีรถชื่อดังที่หลายๆ คนชอบอยู่หลายต่อหลายคัน และใครๆต่างก็รู้ว่า นอกจากรถยนต์ แล้วยังทำหลายอย่างเยอะแยะมาก ในสกู๊ตนี้จะย้อนประวัติความเป็นมากว่าร้อยปีของเพชร 3 เม็ดในตำนานนี้กัน
- จุดเริ่มต้นจากธุรกิจเรือสินค้า

เรื่องราวของ Mitsubishi ต้องย้อนไปถึงยุคเมจิ มีชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า Yatarou Iwasaki ซึ่งเขาเป็นลูกหลานของอดีตตระกูลซามูไรที่เคยมีบทบาทในสงครามเซกิงาฮาระ หนึ่งในสงครามที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น Yatarou ในวัย 36 ปีได้ก่อตั้งบริษัทขนส่งทางเรือขึ้นมาในชื่อว่า “Tsukumo Shokai” (九十九商会) ในปี 1870 และต่อมาในปี 1873 ชื่อบริษัทก็เปลี่ยนมาเป็น “Mitsubishi Shokai” (三菱) ซึ่งประกอบขึ้นจากตัวคันจิ 2 ตัว คือ Mitsu (三) ที่แปลว่า 3

อ้างอิงจากตราประจำตระกูล Yamauchi ที่ปกครองแคว้นโทสะ บ้านเกิด ของ Yatarou หรือก็คือ จังหวัดโคชิ ในปัจจุบัน ที่มีลักษณะเป็น รูปใบโอ๊ค 3 ใบแยกเป็น 3 แฉก และตัวคันจิอีกตัวคือ Hishi (菱) ที่แปลว่าลูกเกาลัด หรือรูปทรงข้าวหลามตัด ทำให้ชื่อของ Mitsubishi แปลได้ว่า “เพชรสามเม็ด” และนำความหมายของชื่อนี้มาถ่ายทอดผ่านโลโก้นี่เอง
การก่อตั้ง Mitsubishi ขึ้นมาในรูปแบบธุรกิจขนส่งทางเรือ ในช่วงหลังการปฏิรูปเมจินี้ ถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย เพราะในยุคนั้นเป็นยุคที่การขนส่งทางเรือเฟื่องฟูมาก ก่อนจะขยายตัวไปยังธุรกิจเหมืองถ่านหินเพื่อหาเชื้อเพลิงมาใช้ ซื้ออู่ต่อเรือจากภาครัฐมาใช้ซ่อมเรือ ก่อตั้งโรงเหล็กเพื่อผลิตวัสดุสำหรับต่อเรือ หรือแม้กระทั่งเริ่มธุรกิจประกันภัยทางทะเลนั่นเอง
- จากเรือสู่ธุรกิจไซบัตสึ
ในเวลาต่อมา Mitsubishi ก็กลายเป็นธุรกิจที่แยกแตกออกมาหลายสาย โดยที่มีญาติๆ ในวงศ์ตระกูลแยกกันดูแลจนกลายมาเป็นธุรกิจประเภท “ไซบัตสึ” นั่นเอง ตัวอย่างธุรกิจที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Mitsubishi ในปัจจุบันที่หลายๆคนควรรู้จัก เช่น

หัวเรือใหญ่ 3 เจ้า ได้แก่ Mitsubishi UFJ Financial Group ที่รับผิดชอบธุรกิจการเงินและธนาคาร, Mitsubishi Corporation ที่รับผิดชอบการค้าและเป็นสะพานเชื่อมให้กับทุกๆ สายธุรกิจ, Mitsubishi Heavy Industries ที่รับผิดชอบในส่วนของอุตสาหกรรมหนักทุกรูปแบบ
เครื่องใช้ไฟฟ้า Mitsubishi Electric, บริษัทอุตสาหกรรมกระจก AGC, Tokio Marine ประกันภัย, กล้องถ่ายรูป Nikon, บริษัทขนส่งทางทะเล Nippon Yusen Kabushiki Kaisha หรือ NYK Line ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทร่วมทุนในชื่อ Ocean Network Express หรือ ONE, ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น ENEOS หรือแม้แต่ Mitsubishi Motors ด้วย

จนกระทั่งในปี 1890 ตระกูล Iwasaki เข้าซื้อพื้นที่อสังหาฯ ในย่านมารุโนอุจิ เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว ในเวลาต่อมาก็ก่อตั้งบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในชื่อว่า Mitsubishi Estate ส่วนในปัจจุบันก็ยังเป็นที่ตั้งของ ตึกระฟ้ามารูโนอูจิ ที่ว่ากันว่าตั้งอยู่บนที่ดิน ที่ราคาแพงที่สุดของญี่ปุ่นถึง 21 ล้านเยนต่อตารางเมตร หรือเท่ากับ 4 ล้านกว่าบาท
จนกระทั่งมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Mitsubishi เริ่มมีบทบาทสำคัญในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ทั้งการผลิตเครื่องบิน เช่น

เครื่องบินขับไล่ Mitsubishi A6M (Zero)

เครื่องบินขับไล่ Mitsubishi A7M (Reppu)
ที่ออกแบบโดย Jiro Horikoshi พระเอกจากการ์ตูนดังเรื่อง The Wind Rises

รถถังขนาดกลาง Type 97 Chi-Ha

รถถังขนาดกลาง Type 3 Chi-Nu

เรือพิฆาตชั้น Kagerou (ในภาพคือ Yukikaze)

เรือพิฆาตชั้น Akizuki

เรือพิฆาตชั้น Yuugumo (ในภาพคือ Kiyoshimo)

เรือลาดตระเวน Takao

เรือลาดตระเวน Myoko

และแน่นอนเรือประจัญบานที่ทุกๆ คนจะต้องรู้จักกันดีอย่าง Musashi นี่เอง
- จุดเริ่มต้นวงการยานยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์ ในปี 1917 เมื่ออู่ต่อเรือ Mitsubishi เปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกขึ้นมาในชื่อ Model A ซึ่งเป็นรถซีดาน 7 ที่นั่ง ที่เอาต้นแบบมาจาก Fiat Tipo 3 แถมยังผลิตด้วยมือทั้งคันอีกด้วย หลายๆ คนอาจจะงงว่าทำไมหน้าตาแบบนี้ถึงเรียกว่า “ซีดาน” เหตุผลมาจากนิยามของคำว่า “ซีดาน” ในช่วงศตวรรษที่ 20 นั้นไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของจำนวนที่นั่งที่มี 4 ที่นั่งขึ้นไป มีจำนวนประตูไม่ตายตัว ไม่ได้มีข้อกำหนดในเรื่องของขนาดหรือรูปทรง ตัว Model A คันนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 2.8 ลิตร 35 แรงม้า แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เปิดตัวมาและผลิตได้แค่ 22 คันก็ต้องเลิกผลิตไปในปี 1921
จนกระทั่งในปี 1934 Mitsubishi ก็ยุบเอาแผนกต่อเรือมารวมกับแผนกเครื่องบิน กลายมาเป็น Mitsubishi Heavy Industries เพื่อรับผิดงานผลิตให้กว้างขึ้น มีทั้งเครื่องบิน เรือ รถราง ยันเครื่องจักรอุตสาหกรรม และพัฒนารถซีดานต้นแบบสำหรับกองทัพจักรวรรดิขึ้นมาในชื่อ PX33 นับได้ว่าเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นแรกของ Mitsubishi มาพร้อมเครื่องยนต์ 6.7 ลิตร 69 แรงม้า แต่สุดท้ายแล้วก็โดนยกเลิกไปในปี 1937 เพื่อไปโฟกัสการผลิตรถบรรทุก กับ รถบัส

Mitsubishi Mizushima

Mitsubishi Silver Pigeon
หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 Mitsubishi กลับมาผลิตรถบัส Fuso ใหม่ พร้อมกับพัฒนารถสามล้อ Mizushima และรถสกูตเตอร์ Silver Pigeon ขึ้นมา และนอกจากนี้ครับยังถูกสั่งห้ามทำธุรกิจแบบ ไซบัตสึ ในปี 1950 อีกด้วย เคสเหมือนกันกับ Subaru เลย ทำให้ Mitsubishi ต้องแยกตัวออกมาเป็น 3 บริษัท ได้แก่ West Japan Heavy-Industries ที่ต่อมาก็กลับมาทำอู่ต่อเรือเหมือนเดิม

Mitsubishi Jeep
Central Japan Heavy-Industries ที่เอาแบบของ Jeep CJ รุ่น 3Bs มาผลิตเป็นรถ Mitsubishi Jeep นับได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของ Mitsubishi Triton กับ Pajero ก็ว่าได้ และ East Japan Heavy-Industries ที่นำเข้ารถ Henry J มาจดประกอบในญี่ปุ่น
ในเวลาต่อมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มค่อยๆ กลับมาฟื้นตัว บริษัท Central Japan Heavy-Industries ก็กลับมาก่อตั้ง Mitsubishi ใหม่ในชื่อว่า Shin Mitsubishi-Heavy Industries และรื้อฟื้นแฟนกรถยนต์ขึ้นมาใหม่ในปี 1953 พร้อมเปิดตัวรถซีดานขนาดเล็ก Mitsubishi 500 ในงาน Tokyo Motor Show เมื่อปี 1959

และในปี 1961 ก็เปิดตัวรถบรรทุกพานิชย์ Mitsubishi 360 ซึ่งก็มีทั้งแบบรถตู้ 2 ที่นั่ง, 4 ที่นั่ง, ยันรถกระบะ ซึ่งก็ขายดีมากจนมียอดผลิตถึง 54,000 คัน และยังเป็นปีแรกที่เข้ามาทำตลาดในไทยอีกด้วย ด้วยการนำเข้ารถจากญี่ปุ่นมาขายก่อนที่ต่อมาในปี 1962 Mitsubishi เปิดตัวรถ Kei Car ตระกูล Minica รุ่นแรก และเปิดตัว Colt รุ่นแรก จนมาถึงปี 1964 Mitsubishi ออกรถนั่งซีดานที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้นด้วยชื่อ Debonair เพื่อเจาะกลุ่มตลาดรถยนต์หรู และยังเป็นรถประจำตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ Mitsubishi อีกด้วย
ภายในปีนั้นเอง 2 บริษัทที่เหลือก็กลับมารวมตัวกันเป็น Mitsubishi Heavy Industries เหมือนเดิม ก่อนจะสร้างผลงานด้วยยอดการผลิตรถยนต์กว่า 75,000 คันภายใน 3 ปี และในปี 1968 Mitsubishi ก็ออกรถตู้ Delica รุ่นแรก ตามมาด้วยปี 1969 Mitsubishi ก็ออกรถ Galant รุ่นแรก งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ด้วยผลงานที่ผ่านๆ มานี้ทำให้เติบโตไวมากครับจนในวันที่ 22 เมษายน ปี 1970 Mitsubishi ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทในเครืออย่าง Mitsubishi Motors เพื่อผลิตรถยนต์โดยเฉพาะในขนะที่ Mitsubishi Heavy Industries ที่เป็นเฮดใหญ่ก็หันไปทำอย่างอื่นต่อ
- ก้าวสู่ตลาดโลก
หลังจากก่อตั้ง Mitsubishi Motors มาได้ 1 ปี เฮดใหญ่อย่าง Mitsubishi Heavy-Industries ก็ขายหุ้น 15% ของผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาอย่าง Chrysler ให้ไปใช้ลงทุนต่อ ทำให้ Chrysler สามารถเอารถ Galant มาขายในตลาดพี่มะกันได้ในชื่อว่า Dodge Colt และยังขายในชื่อว่า Chrysler Sigma ในตลาดออสเตรเลีย

Mitsubishi Lancer โฉมที่ 1 (1973)
และในปี 1973 Mitsubishi Lancer โฉมแรกก็ปล่อยออกสู่ท้องตลาด พร้อมกับสร้างผลงานในการแข่งขัน Australian Souther Cross Rally กินเรียบ 4 อันดับแรก
ในปี 1977 ดีลเลอร์ของ Mitsubishi ภายใต้ชื่อ Colt เริ่มแพร่กระจายไปทั่วยุโรป เนื่องจาก Mitsubishi มีความตั้งใจที่จะขายในตลาดต่างประเทศเอง ไม่ต้องผ่านค่ายรถเจ้าอื่น ทำให้ยอดการผลิตของรถ Mitsubishi พุ่งสูงขั้นถึง 500,000 คันในปี 1973 และ 965,000 คันในปี 1978

Mitsubishi Galand Lambda
ในขณะที่ Chrysler เองก็เอา Mitsubishi Galant Lambda มาขายในแบรนด์ Dodge Challenger และ Plymouth Sapporo ดูเหมือนว่าการรุกตลาดเข้ามาของ Mitsubishi ครั้งนี้ทำให้เกิดรอยร้าวขึ้นระหว่าง 2 ค่ายนี้ ไม่มีใครยอมใครเลยครับ ในช่วงปีนี้เอง Mitsubishi ก็ออกรถรุ่น Mirage เป็นโฉมแรก รวมถึงยังเปิดตัวรถกระบะขนาด 1 ตันรุ่นแรกในชื่อว่า L200 อีกด้วย
จนในช่วงยุค 1980 Mitsubishi Motors บรรลุเป้าหมายในการขยายกำลังการผลิตได้มากถึง 1 ล้านคัน ตัดภาพมาที่ Chrysler กลายเป็นว่านอนพะงาบ จะเจ๊งอยู่รอมร่อ ทำให้ต้องขายฐานการผลิตในออสเตรเลียให้กับ Mitsubishi ไปในที่สุด

Mitsubishi Tredia

Mitsubishi Cordia

Mitsubishi Starion
ในปี 1982 นี้เอง Mitsubishi ก็ได้เปิดตัวไลน์อัพรถภายใต้แบรนด์ของตัวเองในตลาดสหรัฐอเมริกาทั้ง Tredia, Cordia และ Starion วางขายผ่านดีลเลอร์ 70 แห่งใน 22 รัฐ แต่เนื่องจากข้อตกลงระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่น กับ สหรัฐฯ ทำให้มีการจำกัดจำนวนรถที่ส่งไปขาย ไม่เกิน 30,000 คัน จากที่รวมกับรถของ Chrysler ทั้งหมด 120,000 คัน รวมถึงยังเปิดตัว Pajero รุ่นแรกในญี่ปุ่นอีกด้วยก่อนที่ในปีต่อมาก็เปิดตัว Galant โฉมที่ 5 ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นแรก ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 Mitsubishi ก็ออกแคมเปญโฆษณาต่างๆ ตามโทรทัศน์ทั่วสหรัฐฯ และหมายมั่นปั้นมือว่าจะขยายเครือข่ายดีลเลอร์ให้ถึง 340 เจ้า
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Mitsubishi กับ Chrysler จะยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ยังมีการตกลงร่วมมือกันตั้งฐานการผลิตในเมือง Normal รัฐ Illinois ในเดือนตุลาคม ปี 1985 โดยลงทุนกันคนละครึ่ง ในเดือนเมษายน ปี 1986 ก็มีการขยายโรงงานจนใหญ่ถึง 177,000 ตรม.และในปี 1987 รถที่ออกมาจากโรงงานนี้ทำยอดขายไปได้ 67,000 คัน และเมื่อโรงงานสร้างจนเสร็จในเดือนมีนาคมปี 1988 ก็ทำให้สามารถผลิตรถออกมาได้ถึง 240,000 คันต่อปี และยังเปิดตัวรถสปอร์ตคูเป้ 4 ที่นั่งถึง 3 คันเหมือนพี่น้องกันเลย ได้แก่ Mitsubishi Eclipse, Eagle Talon และ Plymouth Laser

Mitsubishi Minicab
ในขณะที่ตลาดฝั่งเอเชีย Mitsubishi ก็ขอกับ SAIC-GM-Wuling จากเมืองจีน ให้ช่วยผลิตรถ Kei Truck อย่าง Minicab ทำให้กลายเป็นแบรนด์รถญี่ปุ่นรายที่ 3 ที่มีฐานการผลิตรถ Kei Truck ในประเทศจีน ต่อจาก Daihatsu กับ Suzuki
- ยุคสมัยของรถซิ่ง

Mitsubishi 3000GT
ปี 1990 Mitsubishi เปิดตัวรุ่น 3000GT หรือในชื่อว่า GTO รถสปอร์ตซิ่งพร้อมลงสนาม 2 ประตู 4 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ขุมพลัง V6 ขนาด 3 ลิตรเทอร์โบคู่ พร้อมกันนั้นยังเปิดตัวรถซีดานหรู รุ่น Diamante ถือได้ว่า ทั้ง 2 คันนี้ Mitsubishi มีเท่าไหร่ ใส่หมดจริงๆ ไม่มีกั๊ก ซึ่งเจ้า Diamante นี้เองก็ได้รับรางวัล Car of the Year Japan ถึง 2 ปีติด และในปี 1991 Mitsubishi ก็โชว์เทคโนโลยีใหม่ที่ใช้มายาวนานมาก นั่นก็คือระบบวาล์วแปรผัน MIVEC นี่เองที่ทำให้เครื่องยนต์ทำงานดีขึ้น และประหยัดน้ำมันมากขึ้น จนมาถึงปี 1992 Mitsubishi เปิดสายการผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรม แหลมฉบัง
ในตลาดสหรัฐฯ คราวนี้ Chrysler ตัดสินใจขายโรงงานที่ก่อตั้งมาด้วยกันในปี 1993 ทำให้โรงงานนี้เป็นของ Mitsubishi ไปโดยปริยาย ก่อนที่ต่อมาโรงงานนี้ก็ถูกปิดไปในเดือนพฤษภาคมปี 2016 และถูกขายให้กับแบรนด์สตาร์ทอัพรถกระบะไฟฟ้าน้องใหม่อย่าง Rivian ในปี 2017

ในปี 1996 Mitsubishi เปิดตัวรถ Lancer Evolution รุ่นแรก และเปิดตัวรถรุ่น FTO ที่มาพร้อมเกียร์ INVECS-II และได้รับรางวัล Car of the Year Japan ตั้งแต่ปี 1996-1997 แต่ในเวลาต่อมากระแสความนิยมรถ SUV จากสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มลามมาที่ญี่ปุ่น แน่นอนว่าไม่มีผู้ผลิตญี่ปุ่นเจ้าไหนสนใจ ยกเว้น Mitsubishi ที่ลองวัดดวง และก็ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริง เพราะหลังจากที่เปิดตัวรถ Pajero Mini และ Delica Space Gear ในปี 1994 Mitsubishi ได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นมาเป็น 11.6% ในปีถัดมา
- Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance

ตั้งแต่ในปี 2016 เป็นต้นมา Mitsubishi ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกรายที่สาม ในความร่วมมือระยะยาว Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเป็นความร่วมมือที่มีเพียงแค่ Renault กับ Nissan เท่านั้นตั้งแต่เมื่อปี 1999 ก่อนที่ Nissan จะเข้ามาถือหุ้นใน Mitsubishi ด้วยจำนวน 34% และดึงเอาเข้ามาเป็นสมาชิก ทำให้ผู้ผลิตรถทั้ง 3 เจ้านี้มีโอกาสที่จะได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงยังมีการแชร์ชิ้นส่วนและแพลตฟอร์มรถยนต์ให้ใช้ร่วมกันอีกด้วย จนกลายเป็นพันธมิตรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดขายรวมกว่า 10 ล้านคันในปี 2017
ตัวอย่างรถยนต์ Mitsubishi ที่พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือนี้ก็อย่างเช่น รถไฟฟ้า i-MiEV, Outlander รุ่นล่าสุดที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มของ Nissan X-Trail, Xpander, Xpander Cross, Eclipse Cross และ Triton ที่ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีจากเพื่อนร่วมทีม

หลังจากที่ Mitsubishi เข้ามาเป็นสมาชิกแล้วก็ยังได้ Carlos Ghosn ขึ้นมาเป็น CEO ด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถพลิกบริษัทที่ขาดทุนให้กลับมาทำกำไรได้ในเวลาไม่นาน แต่เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น เมื่อ Ghosn โดนเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นรวบตอนลงจากเครื่องบินส่วนตัวที่สนามบินฮาเนดะ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2018 ด้วยข้อหา รายงานรายได้น้อยกว่าความเป็นจริง และยักยอกเงินของบริษัทไปใช้ส่วนตัว หลังจากที่ถูกจับกุมไปได้ 3 วัน เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งประธานของผู้ผลิตรถทั้ง 3 เจ้านี้ทันที และนี่ยังเป็นเพียงคดีแรกเท่านั้น เพราะคดีต่อมา คือ ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ญี่ปุ่น Ghosn ก็แอบหลบหนีไปฉลองปีใหม่ ปี 2020 ที่เลบานอน เหตุการณ์นี้ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงกับทั้งแบรนด์รถทั้ง 3 เจ้า ทำให้ยอดขายและกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง และนั่นจึงทำให้ Mitsubishi ต้องดึงเอานาย Osamu Masuko มาเป็น CEO คนใหม่

และเมื่อล่าสุดวันที่ 27 มกราคม 2022 กลุ่มพันธมิตรนี้ ก็ประกาศแผนใหม่ Alliance 2030 เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า, ระบบขับขี่อัตโนมัติ, เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และการลดต้นทุนในการผลิตนี่เอง แล้วในปี 2023 Mitsubishi ก็เปิดตัวรถรุ่น ASX โฉมที่ 2 ซึ่งพัฒนาบนแพลตฟอร์มเดียวกันกับ Renault Captur โฉมที่ 2 และ Colt ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มของ Renault Clio โฉมที่ 5 ซึ่งมาพร้อมระบบ Hybrid และ Plug-in Hybrid ทั้งคู่เลย
นี่คือเรื่องราวอันยาวนานถึงร้อยปีของ Mitsubishi จากรากเหง้าแห่งความกล้า สู่นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโลก สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP MOTOCYCLE1 Min Read
ตำนานจิ๋ว “Suzuki VanVan” คืนชีพในร่างไฟฟ้า! “e-VanVan” เตรียมเผยโฉมเต็มพิกัดในงาน Japan Mobility Show 2025!

แฟน ๆ สองล้อทั่วโลกเตรียมเฮ! เมื่อค่ายคนบ้าอย่าง Suzuki เตรียมชุบชีวิตมอเตอร์ไซค์สุดรักในตำนานอย่าง VanVan ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในยุคแห่งพลังงานสะอาด! การกลับมาครั้งนี้มาพร้อมชื่อใหม่สุดล้ำ “Suzuki e-VanVan” มอเตอร์ไซค์คอนเซ็ปต์ไฟฟ้า (BEV Fun Bike) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลุกจิตวิญญาณแห่งความสนุกและอิสระในการขับขี่ให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง!
ย้อนตำนาน: “VanVan” มินิไบค์ขาลุยที่ไม่มีวันตาย

ก่อนจะไปตื่นเต้นกับยุคใหม่ เราต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักกับต้นตำนานอย่าง Suzuki VanVan ที่เปิดตัวครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1970 ในชื่อตระกูล RV Series (เช่น RV50, RV90, RV125) เอกลักษณ์ที่ทำให้ VanVan ไม่เหมือนใครและเป็นที่รักของเหล่าไบค์เกอร์ก็คือ “ยางบอลลูน” (Balloon Tire) ขนาดใหญ่และหนาเป็นพิเศษ ที่ไม่ว่าจะเจอกับพื้นผิวทราย ชายหาด ดินลูกรัง หรือถนนทั่วไป ก็สามารถพาผู้ขับขี่ “บัง ๆ” (ไปเรื่อย ๆ) ได้อย่างสนุกสนานและมั่นคง ด้วยดีไซน์ไฟหน้ากลม เบาะนั่งยาวเรียบ และรูปลักษณ์ที่ดูขี้เล่น ทำให้ VanVan กลายเป็นสัญลักษณ์ของความชิลล์และความสนุกแบบไม่ผูกมัด มันห่างหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะถูกนำกลับมาอีกครั้งในยุค 2000 ในรุ่น RV125 และ VanVan 200 ที่อัพเกรดเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ พร้อมหัวฉีด แต่ยังคง DNA ความน่ารักและลุยได้ทุกที่ไว้เต็มเปี่ยม
e-VanVan: เรโทรล้ำยุค! ข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรพลาด


และในปี 2025 นี้! Suzuki ได้ตัดสินใจพาตำนาน VanVan ก้าวเข้าสู่ยุค EV อย่างเต็มตัว ภายใต้ชื่อ e-VanVan! แม้ว่าจะเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ไบค์ แต่ข้อมูลเบื้องต้นที่เผยออกมาก็ทำเอาแฟน ๆ ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ!
- แรงบันดาลใจจากยุคแรก: หลายคนอาจจะตกใจว่าทำไมหน้าตาของ e-VanVan ไม่เหมือน VanVan 200 รุ่นที่เราคุ้นเคย? นั่นเพราะดีไซน์นี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก VanVan 90 ในปี 1971 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นคลาสสิกของตระกูล!
- โครงสร้างรองรับอนาคต: เพื่อรองรับการติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทีมวิศวกรได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเฟรมจากแบบ Backbone ไปเป็นแบบ Cradle (เปล) ซึ่งเป็นการผสานความคลาสสิกของดีไซน์แรกเข้ากับโครงสร้างที่แข็งแรงและทันสมัยของรถ EV อย่างลงตัว
- สมรรถนะที่น่าจับตา: ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า e-VanVan ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีพละกำลัง เทียบเท่ารถคลาส 125 ซีซี ซึ่งหมายความว่ามันจะไม่ใช่แค่รถขี่เล่น แต่สามารถใช้งานจริงได้อย่างสนุกสนานและคล่องตัวในเมือง!
- สมรรถนะที่น่าจับตา: ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า e-VanVan ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีพละกำลัง เทียบเท่ารถคลาส 125 ซีซี ซึ่งหมายความว่ามันจะไม่ใช่แค่รถขี่เล่น แต่สามารถใช้งานจริงได้อย่างสนุกสนานและคล่องตัวในเมือง!
- เทคโนโลยีสมัยใหม่: จากภาพคอนเซ็ปต์ เราได้เห็นรายละเอียดของชุดโช้คอัพหน้าแบบ หัวกลับ (Upside-Down), ดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS เฉพาะด้านหน้า และเรือนไมล์แบบ ดิจิทัลสี ที่คาดว่าจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้
ปักหมุดรอ! การเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่ Tokyo


สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ การเปิดเผยข้อมูลสำคัญทั้งหมด! ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคอย่างละเอียด (เช่น กำลังขับเคลื่อน, ขนาดแบตเตอรี่, ระยะทางวิ่งต่อชาร์จ) และที่สำคัญที่สุดคือ แผนการผลิตเพื่อจำหน่ายจริงในอนาคต จะถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการในงานใหญ่ประจำปีของญี่ปุ่น Japan Mobility Show 2025 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม นี้!
นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวรถใหม่ แต่มันคือการประกาศการกลับมาของตำนานที่ทุกคนคิดถึง ในเวอร์ชันที่เข้ากับยุคสมัยได้อย่างลงตัว! แฟน ๆ มอเตอร์ไซค์ต้องเกาะติดสถานการณ์นี้ไว้ให้ดี เพราะ e-VanVan อาจเป็นก้าวใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของ Suzuki และเป็นนิยามใหม่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เน้นความสนุกแบบ “ไม่เร่งรีบ แต่ไม่หยุดนิ่ง”!
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ต้นกำเนิด Forza 750

รู้หรือไม่? Forza 750 กับ Forza 350 ถึงชื่อจะเหมือนกันแต่อาจจะไม่ได้เป็นญาติกันอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แม้ว่าในตลาดยุโรป จะมี Forza ตั้งแต่ขนาด 125 cc มาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ตาม ทว่า Forza 750 ไม่ได้ถูกพัฒนามาจาก Forza รุ่นเล็ก แต่มาจากรถสกูตเตอร์อีกรุ่นหนึ่ง

เรื่องราวของ Honda Forza 750 ต้องเล่าย้อนไปถึงเรื่องราวของรถ Maxi Scooter รุ่นนึงอย่าง NC700D เมื่อปี 2010 หรือในชื่อเล่นว่า Integra ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับรถสปอร์ตซึ่งชื่อดังรุ่นหนึ่งของฮอนด้าตั้งแต่ยุค 80-90 โดยที่เจ้า Integra รุ่นนี้ยังเป็นเพียงรถต้นแบบเท่านั้น จนกระทั่งทาง Honda เปิดตัวรถรุ่นผลิตจริงในงาน EICMA ปี 2011
สำหรับจุดเด่นของ Integra คือการออกแบบที่มีพื้นฐานมาจากการออกแบบรถบิ๊กไบค์ NC700X และ NC700S ซึ่งเป็นรถ Dual-Sport ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์และเฟรม แทบจะเรียกได้ว่าคนละเซกเมนต์กันเลย โดยที่เครื่องยนต์เป็น 2 สูบคู่เรียงรุ่น RC61E ขนาด 670 cc 4 จังหวะ แคมเดี่ยว 4 วาล์ว ซึ่งให้พละกำลังสูงสุด 51.1 แรงม้า และบางคันถูกปรับจูนใหม่ให้พละกำลังลดลงเหลือ 47 แรงม้า เพื่อให้รองรับกับใบขับขี่ยุโรประดับ A2
และที่สำคัญคือการนำระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) 6 สปีด มาใช้ ทำให้ได้ฟีลลิ่งการขับขี่ในแบบรถสกูตเตอร์ แต่ยังคงให้สมรรถนะของรถบิ๊กไบค์ โดยที่สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 166.9 กม./ชม. เมื่อวัดจาก GPS และทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ 5.6 วินาที จากการทดสอบโดยสื่อรถมอเตอร์ไซค์เยอรมัน Scooter und Sport เมื่อปี 2012

และในปี 2014 Integra ก็ได้มีการปรับโฉมใหม่โดยการเพิ่มขนาดกระบอกสูบขึ้นมาเป็น 745 cc ทำให้ได้พละกำลังที่สูงขึ้นถึง 54 แรงม้า และเปลี่ยนรหัสรุ่นเป็น NC750D
ถึงแม้ว่าตลาดรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเจ้า Integra นั้นกลับไม่ค่อยเป็นที่นิยมในตลาดไทยเท่าไหร่นัก เพราะในช่วงยุคนั้น คนไทย ยังชอบรถบิ๊กไบค์แบบมีเกียร์มากกว่า
ต่อจากนั้นอีกหลายปีจนมาถึงช่วงหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความนิยมในรถสกูตเตอร์ก็เริ่มพุ่งสูงมากขึ้น เนื่องจากความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวันและยังสามารถเดินทางออกทริปไกลๆ ได้ดี ทาง Honda จึงมองเห็นโอกาสที่จะทำตลาดอีกครั้งด้วยการเปลี่ยนชื่อจาก Integra กลายมาเป็น Forza 750
ในปี 2021 ซึ่งชื่อของ Forza นั้นมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นเพราะ อานิสงค์จากความสำเร็จและความนิยมของบิ๊กสกูตเตอร์ Forza ตั้งแต่รุ่น 250 ในช่วงปี 2000 ต้นๆ จนถึงรุ่น 350 ในยุคปัจจุบันนี่เอง นอกจากนี้ Forza 750 ยังมีชื่อรหัสโมเดลว่า NSS750 ซึ่งย่อมาจาก New Standard Scooter
และ Forza 750 ก็ยังหยิบยกเอาทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ DCT มาจากรุ่นพี่อย่าง Integra มาแทบทั้งหมด พร้อมกับใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆ เพียบ ไม่ว่าจะเป็น Honda RoadSync, คันเร่งไฟฟ้า, โหมดการขับขี่ที่เยอะกว่า Integra หรือแม้กระทั่งระบบกุญแจ Smart Key
หลังจากที่เปิดตัวใหม่ในชื่อว่า Forza 750 แล้วก็ยิ่งเป็นที่จับตามองมากขึ้นในตลาดไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่ยอมเอาเข้าตลาดไทยสักที จนกระทั่งในปี 2025 งาน Motor Show ที่ผ่านมา Forza 750 ก็เปิดตัวและวางขายในตลาดไทยสมกับการรอคอย ซึ่งปรับเปลี่ยนดีไซน์ไปจากเดิมมาก และวัสดุในการทำชุดสียังเปลี่ยนมาเป็น Durabio (ดูร่าไบโอ) ซึ่งเป็นวัสดุชีวภาพที่มีความทนทานสูง และยังรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นอกจากนี้ยังให้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ทั้งระบบ Cruise Control, หน้าจอ TFT ที่อัปเกรดให้ดีขึ้น และระบบเกียร์ DCT ที่ปรับปรุงใหม่
นี่คือเรื่องราวกว่าจะมาเป็น Forza 750 จนถึงทุกวันนี้ จากแนวคิดที่ต้องการผสานความสบายในการขี่กับสมรรถนะระดับสปอร์ต เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ขับทุกครั้งที่บิดคันเร่ง สำหรับสกู๊ตนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
TOYOTA GAZOO Racing Thailand ปิดฉาก 8 ชม.สุดอึดเอ็นดูรานซ์ คว้าแชมป์ประเทศไทยถ้
วยพระราชทานฯ ไปครอง 
“TOYOTA GAZOO Racing Thailand” ทีมแข่งรถที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จอย่างสูงของวงการมอเตอร์สปอร์ต ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ปิดฉากการแข่งขัน “RAAT Thailand Endurance Championship 2025” อย่างยิ่งใหญ่ หลังฝ่าด่านพิสูจน์ความแกร่งของทั้งรถและคนยาวนาน 8 ชม. จบสวยคว้าถ้วยอันดับ 1 ครองตำแหน่งแชมป์ประเทศไทยถ้วยพระราชทานฯ 4 ปีซ้อนไปแบบสมศักดิ์ศรี ในศึกสุดท้ายสนาม 4 ระหว่างวันที่ 11-12 ตุลาคม 2568 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ส่งท้ายเอ็นดูรานซ์เรซนี้ท่ามกลางรถแข่งทั้ง 40 คัน เดินพันด้วยตำแหน่งแชมป์ประเทศไทย เข้มข้นตั้งแต่ออกสตาร์ท ทีม TOYOTA GAZOO Racing Thailand ลงสู้ศึก 3 รุ่น จบการแข่งขันผลปรากฏว่า

รุ่น D2 Touring Car ด้วยรถ Toyota Corolla Altis GR Sport รถหมายเลข 20 ขับโดย ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ, กรัณฑ์ ศุภพงษ์ และ อัครพงษ์ อัคนีนิโรธ หวดกันไม่ยั้งใช้ทีมเวิร์คจบการแข่งขันคว้าอันดับ 1 ของทั้งรุ่นและแบบ Overall วิ่งรวม 234 รอบสนาม เป็นทั้งแชมป์สนามและรับแชมป์ประจำปีถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง

หมายเลข 19 ขับโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ และมานัต กุละปาลานนท์ เดิมพันท้าชิงแชมป์ประจำปีถ้วยพระราชทานฯ เจอดราม่าตั้งแต่รอบแรกของการแข่งขันทำให้ตกไปอยู่ท้ายเกม แต่สุดท้ายด้วยฝีมือไล่ไต่อันดับกลับมาปิดเกมไปด้วยอันดับ 3 ทั้งในรุ่นและแบบ Overall วิ่งรวม 225 รอบสนาม

รุ่น D3 Compact Car ด้วยหมายเลข 29 Yaris Ativ ขับโดย ณ ดล วัฒนธรรม และ นรรัศมิ์ อภิวาท จบอันดับ 1 ของรุ่นและอันดับ 4 แบบOverall รวม 223 รอบสนาม

ด้านรถหมายเลข 39 Yaris HB Turbo ขับโดย กฤษฎิ์ วสุรัตน์ และ ชิบะ เคนทาโร ทำผลงานดีไม่แพ้กันคว้าอันดับ 2 ของรุ่นและอันดับ 7 แบบOverall รวม 221 รอบสนาม

สุดท้ายในรุ่น Super NZ Lady ด้วยรถ Vios CVT หมายเลข 89 ขับโดย กิติยา ธีรวัฒน์วาที และ ศิริภากรณ์ แยบยนต์ ผนึกกำลังโชว์ผลงานเยี่ยม จบอันดับ 2 ของรุ่นและอันดับ 21 แบบOverall รวม 193 รอบสนาม และยังเป็นแชมป์ประจำปีในรุ่นนี้อีกด้วย

หลังจบการแข่งขัน คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการทีมและนักแข่งสังกัด TOYOTA GAZOO Racing Thailand กล่าวว่า “ถือเป็นการปิดฤดูกาลเอ็นดูรานซ์ RAAT 2025 ที่สวยงามสำหรับทีมเรา ตลอด 8 ชม.ของการแข่งขันเต็มไปด้วยแรงกดดันและท้าทาย ด้วยแผนการและการตัดสินใจที่เฉียบคม ทั้งนักแข่งและทีมงานทุกส่วนประสานกันยอดเยี่ยม ทำให้รถทุกคันได้ขึ้นโพเดียม และรักษาแชมป์ประเทศไทยถ้วยพระราชทานฯ ต่อเนื่องได้อีกปีเป็นความภาคภูมิใจของพวกเรามากครับ”
แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตร่วมติดตามชมและเชียร์ “TOYOTA GAZOO Racing Thailand” กับอีก 2 ศึกความเร็วส่งท้ายปี คือ การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “TSS The Super Series 2025” Event 5 ในระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 และรายการ “IDEMITSU SUPER ENDURANCE THAILAND 2025” แข่งขันรถยนต์มาราธอน 12 ชั่วโมงเที่ยงวันยันเที่ยงคืน ในระหว่างวันที่ 18-20 ธันวาคม 2568 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ร่วมติดตามชมภาพการแข่งขันของทีมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook และ Instagram: TOYOTAGAZOORacingTeamThailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine























































































































