-
มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สานต่อ “การให้สุขภาพ” ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทันตกรรมในพื้นที่ห่างไกล ภายใต้แนวคิด “TOYOTA GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน”
มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับ สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สานต่อ “การให้สุขภาพ” ผ่านโครงการ “เติมรอยยิ้มสร้างสุข สุขภาพฟันดีถ้วนหน้า” เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทันตกรรมและส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพช่องปากแก่ประชาชนทั่วไปโดยสำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดกิจกรรมบริการทันตกรรมโดยไม่คิดมูลค่า เนื่องในวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี “พระมารดาแห่งการทันตแพทย์ไทย” เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่ผ่านมา
การดำเนินกิจกรรมด้านการบริการทางทันตกรรม ภายใต้การดำเนินการของสำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ได้มุ่งเน้นการให้โอกาสในการเข้าถึงบริการด้านทันตกรรมพื้นฐานที่จำเป็น เช่น การตรวจฟัน, การอุดฟัน, การถอนฟัน การขูดหินปูน รวมถึงการผ่าตัดอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกัน แก่ประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และมีข้อจำกัดด้านสิทธิการรักษา กลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนผู้ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ดูแลสุขภาพช่องปาก จำนวน 500 ชุด ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีให้แก่ชุมชน
อีกหนึ่งพลังสำคัญของกิจกรรมคือการมีส่วนร่วมของนักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยในปัจจุบัน ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาสและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม สะท้อนแนวคิด “เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ” โดยเชื่อมโยงโอกาสทางการศึกษาที่ได้รับเข้ากับการมีส่วนร่วมดูแลผู้อื่นและชุมชน ตอกย้ำคุณค่าของการให้ที่ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้รับ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ได้รับโอกาสได้ร่วมเป็นผู้ส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคมต่อไป
การดำเนินงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “TOYOTA GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” ผ่านแนวทาง “การให้สุขภาพ (Giving Health)” ที่มุ่งสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้และการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน โดยมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นสานต่อพลังแห่งการให้ พร้อมขยายแนวคิด Giving Health ไปยังพื้นที่และชุมชนอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การให้เป็นพลังที่ช่วยสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
GWM จัดกิจกรรม “MY WEY: The Craft of Living Well” ยกระดับประสบการณ์เอกสิทธิ์เฉพาะเจ้าของ WEY G9
GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เดินหน้าสานต่อแนวคิด “MY WEY” เอกสิทธิ์และไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้สำหรับครอบครัว WEY G9 จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “MY WEY: The Craft of Living Well” ณ ร้านอาหารคำหอม (Khum Hom by Chef Ian Kittichai) เพื่อสะท้อนการยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของ WEY G9 ให้เป็นมากกว่ายานพาหนะ สู่ประสบการณ์การเป็นเจ้าของระดับลักชัวรี ที่สะท้อนความประณีต ความใส่ใจในทุกรายละเอียด และเติมเต็มการใช้ชีวิตเหนือระดับอย่างลงตัว
กิจกรรม “MY WEY: The Craft of Living Well” ในครั้งนี้ ถูกนิยามขึ้นเพื่อถ่ายทอดศิลปะแห่งการใช้ชีวิต ผ่านบทสนทนาและมุมมองเกี่ยวกับการออกแบบวิถีชีวิตที่มีความสุขและความสมดุลในทุกมิติ โดยได้รับเกียรติจากบุคคลระดับ Masterpiece ผู้ร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ได้แก่ คุณบัญชา ชุมชัยเวทย์ ผู้เชี่ยวชาญในวงการเศรษฐกิจที่มาร่วมถอดรหัสโอกาสทางธุรกิจ การตลาด ตลอดจนการเงินและการลงทุนในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้ร่วมงานเท่าทันและต่อยอดความสำเร็จได้อย่างมั่นใจ พร้อมด้วย เชฟเอียน กิตติชัย เชฟแถวหน้าของประเทศไทยผู้ยกระดับอาหารไทยสู่สากล ที่นำความประณีตและความใส่ใจมารังสรรค์เมนูพิเศษสุดพิถีพิถัน ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนแนวคิด Crafted Masterpiece ของ WEY G9 เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GWM ในการดูแลลูกค้าแบบรอบด้าน ผ่านการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ บริการหลังการขาย สิทธิประโยชน์ และประสบการณ์การใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ พร้อมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในระยะยาวกับลูกค้าอย่างยั่งยืน
WEY G9 ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Crafted Masterpiece ที่ผสานงานออกแบบอันประณีต เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความสะดวกสบายที่ผ่านการคิดมาอย่างละเอียดเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนนิยามของยนตรกรรมเหนือระดับที่โดดเด่นด้วยความประณีตและความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริหาร นักธุรกิจ และครอบครัวยุคใหม่ โดยมาพร้อมเทคโนโลยี Hi4 Technology ระบบขับเคลื่อนไฮบริดอัจฉริยะที่มอบทั้งประสิทธิภาพและความมั่นใจในการขับขี่ ควบคู่กับพื้นที่ห้องโดยสารที่รังสรรค์ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อมอบความสะดวกสบายและความผ่อนคลายแก่ผู้โดยสารทุกตำแหน่ง ตอกย้ำบทบาทของ WEY G9 ในฐานะยนตรกรรมแฟลกชิปที่สะท้อนสุนทรียภาพและแนวคิดการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
นอกเหนือจากตัวผลิตภัณฑ์ GWM ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าตลอดระยะเวลาการใช้งาน ผ่าน MY WEY Privilege Service ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อมอบความสะดวกสบายและความอุ่นใจในทุกการเดินทางไม่ว่าจะเป็นบริการผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน บริการรถทดแทนและบริการรับ-ส่งรถเพื่อเข้ารับการตรวจเช็กระยะ ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไข พื้นที่ให้บริการ และความพร้อมของบริการที่บริษัทกำหนด สะท้อนความตั้งใจของ GWM ในการยกระดับมาตรฐานการบริการสำหรับลูกค้า WEY G9 อย่างรอบด้าน ควบคู่ไปกับการสร้างคอมมูนิตี้คุณภาพและประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกค้า เพื่อส่งมอบคุณค่า ความใส่ใจ และความประทับใจในทุกช่วงเวลาของการเป็นสมาชิกครอบครัว GWM
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ กิจกรรม MY WEY: The Craft of Living Well สะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Customer-Centric ผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงยนตรกรรมที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตและใส่ใจในทุกรายละเอียด เทคโนโลยี การบริการ และประสบการณ์การใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างใส่ใจ เพื่อให้การเป็นเจ้าของ WEY G9 มอบคุณค่าที่มากกว่าการเดินทาง สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์แฟลกชิปประดับลักชัวรี ซึ่งโดดเด่นทั้งงานออกแบบอันประณีต ความสะดวกสบาย เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการดูแลที่คิดมาอย่างรอบด้าน WEY G9 คืออีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมเปิดประตูสู่สิทธิประโยชน์ ประสบการณ์ที่เหนือระดับ และเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับครอบครัว MY WEY ที่ยังมีเรื่องราวน่าค้นหาอีกมากมาย รอติดตามว่า GWM จะรังสรรค์ประสบการณ์ครั้งต่อไปในรูปแบบใด เพื่อเติมเต็มทุกมิติของการใช้ชีวิตให้เปี่ยมด้วยความหมายยิ่งขึ้น”
#GWM #GWMThailand #GWMTH #WEYThailand #WEY #WEYG9 #MYWEY #TheCraftOfLivingWell
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดงาน Volvo Excellence ถ่ายทอดนวัตกรรมความปลอดภัยกว่าเกือบหนึ่งศตวรรษผ่านนิทรรศการ และงานเสวนา
ตลอดระยะเวลากว่าเกือบ 100 ปี แนวคิดที่ วอลโว่ คาร์ ยึดมั่นมาโดยตลอดในฐานะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลก นั่นคือ “ความปลอดภัยควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้”
วันนี้ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดงาน Volvo Excellence งานนิทรรศการที่รวบรวมนวัตกรรมความปลอดภัย แนวคิดด้านวิศวกรรม และความมุ่งมั่นในการสร้างความปลอดภัยที่เข้าถึงได้สำหรับผู้คนผ่านระยะเวลากว่าเกือบ 100 ปีมาจัดแสดง พร้อมเปิดเวทีเสวนาด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อตอกย้ำจุดยืนในความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความปลอดภัยที่มีส่วนกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าเกือบ 100 ปี
งาน Volvo Excellence เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้ที่ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1 บริเวณ Fashion Hall ระหว่างวันที่ 22–25 ตุลาคม พ.ศ. 2569 โดยผู้เข้าชมจะได้สัมผัส และเรียนรู้นวัตกรรมด้านความปลอดภัยของวอลโว่ที่ถูกนำมาจัดแสดงในงาน เพื่อมอบความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับนวัตกรรมความปลอดภัยที่วอลโว่เป็นผู้บุกเบิก และมีส่วนในการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์มาจนถึงปัจจุบัน โดยกิจกรรมบางส่วนภายในงานยังจะถูกยกไปจัดแสดง ณ โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายรถยนต์วอลโว่อย่างเป็นทางการในสาขาที่เข้าร่วมภายหลัง
และในโอกาสนี้ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ยังได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “Uncovering EV Safety Beyond the Battery จากความกังวลสู่ความเข้าใจ: เปิดเบื้องหลังความปลอดภัยรถอีวีที่มีมากกว่าแบตเตอรี่” โดยมีผู้แทนจากวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย คุณถนอมศักดิ์ สันทนาประสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค และบริการหลังการขาย, นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญอันทรงคุณวุฒิ – รองศาสตราจารย์ ดร. ยศพงษ์ ลออนวล, ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน และหัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขนส่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และลูกค้าวอลโว่ – คุณชนันท์ เพียรเพิ่มภัทร, เจ้าของเพจ Tiktok นำเสนอการใช้งานรถไฟฟ้า ‘เพจ ผมชื่อมูมู่ครับ’ และเป็นผู้ใช้รถไฟฟ้าวอลโว่ มาร่วมสนทนา เกี่ยวกับบทบาทความปลอดภัยของการใช้งานรถไฟฟ้า พร้อมพูดคุยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในรถไฟฟ้าและความปลอดภัย วิศวกรรมยานยนต์เบื้องหลังการขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า และถามตอบในข้อสงสัยที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้งานรถไฟฟ้า ให้แก่สื่อมวลชน และผู้สนใจเข้าร่วมงานได้รับฟัง โดยในงานยังได้รับเกียรติจากนักแสดง ศิลปิน และอินฟลูเอ็นเซอร์ ผู้ใช้รถวอลโว่ทั้งในกลุ่มของรถไฟฟ้า 100% และรถปลั๊กอินไฮบริด เข้าร่วมงาน อาทิ คุณกวาง กมลชนก เขมะโยธิน และคุณน็อต นุติ เขมะโยธิน, คุณมิก บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ, คุณดารัณ เศรษฐิณิช ชนวราสุทธิศิริ และคุณทราย เบญจพร เจษฏากานต์ จากเพจฟามสุขเล็กๆ
คุณคริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย กล่าวว่า “สำหรับวอลโว่แล้ว การนำเสนอและส่งมอบความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน คือแนวคิดหลักที่สำคัญที่สุดเสมอมาในการดำเนินธุรกิจของเรา และด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอความปลอดภัยด้านยานยนต์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเกือบกว่า 100 ปี เราเชื่อว่าการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการแบ่งปันงานวิจัย ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และบทเรียนจากสถานการณ์จริงซึ่งหล่อหลอมมาเป็นแนวคิดด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยของเรา เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องแบ่งปันให้แก่ผู้คนและอุตสาหกรรม งาน Volvo Excellence คืองานที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเรียนรู้แนวคิดเบื้องหลังนวัตกรรมมากมายจากวอลโว่ที่มุ่งนำเสนอความปลอดภัยต่อชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนน และถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์ เราต้องการสร้างการเรียนรู้ และบทสนทนาที่มีความหมายต่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะเราเชื่อว่าความเข้าใจคือการสร้างความโปร่งใส และตอบข้อสงสัยได้ดีที่สุด และการพูดคุยเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ จะมีส่วนช่วยในการสร้างความปลอดภัยที่เข้าถึงได้ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน”
นวัตกรรมความปลอดภัยที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยวอลโว่ และมีส่วนกำหนดความปลอดภัยของอุตสาหกรรมยานยนต์มาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับวอลโว่ ความปลอดภัยไม่เคยเป็นเพียงคุณสมบัติ หรือเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่เป็นผลจากการวิจัย ความรู้ด้านวิศวกรรม การออกแบบที่คำนึงถึงผู้คนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของผู้ขับขี่เพื่อการเดินทาง โดยความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญเหล่านี้เองถูกผสานเข้ากับผลจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการภายใต้สภาวะควบคุม และการวิเคราะห์ วิจัย อุบัติเหตุทางจราจรที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนน จนนำไปสู่นวัตกรรมมากมายที่ช่วยให้การขับขี่บนท้องถนนปลอดภัยขึ้น และช่วยวางรากฐานด้านความปลอดภัยหลายประการที่แบรนด์ผู้ผลิตรถมากมายในอุตสาหกรรมยานยนต์นำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นวัตกรรมจากวอลโว่ มีส่วนกำหนดการออกแบบยานยนต์ และมีส่วนในการกำหนดทิศทางมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ:
พ.ศ. 2502 – เข็มขัดนิรภัยแบบสามจุด
คิดค้นโดยคุณนิลส์ โบห์ลิน (Nils Bohlin) วิศวกรของวอลโว่ โดยเข็มขัดนิรภัยแบบสามจุดยังคงเป็นหนึ่งในนวัตกรรมความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์มาจนถึงปัจจุบัน เพราะแทนที่วอลโว่จะจำกัดการใช้เทคโนโลยีนี้ไว้เฉพาะกับรถยนต์ของตนเอง วอลโว่ได้เปิดให้สิทธิบัตรดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์วงกว้างจนทำให้เข็มขัดนิรภัยดังกล่าวนี้ยังถูกใช้งานจากหลายหลายแบรนด์รถยนต์ในปัจจุบัน โดยคาดว่าเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดนี้ มีส่วนช่วยปกป้องชีวิตผู้คนมาแล้วมากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วโลกพ.ศ. 2515 – ที่นั่งเด็กแบบหันไปทางด้านหลัง
วอลโว่เป็นผู้บุกเบิกที่นั่งเด็ก (car seat) แบบหันไปทางด้านหลังรุ่นแรกสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และช่วยวางหลักการซึ่งยังคงใช้เป็นแนวทางด้านความปลอดภัยสำหรับเด็กมาจนถึงปัจจุบันพ.ศ. 2537 – ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (SIPS-bag)
วอลโว่คือผู้คิดค้นระบบป้องกันแรงกระแทกจากการชนด้านข้างอย่างครอบคลุม ผ่านการออกแบบโครงสร้างและเทคโนโลยีดูดซับพลังงาน และวอลโว่ยังเป็นผู้บุกเบิกหนึ่งในระบบถุงลมนิรภัยด้านข้างรุ่นแรกของโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่มีใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์พ.ศ. 2541 – ระบบป้องกันการบาดเจ็บจากการสะบัดของศีรษะ (WHIPS)
ระบบป้องกันการบาดเจ็บจากการสะบัดของศีรษะ หรือ Whiplash Protection ถูกออกแบบโดยวอลโว่เพื่อช่วยลดการบาดเจ็บบริเวณคอจากอุบัติเหตุเมื่อรถยนต์ถูกชนจากด้านท้าย และการแบบดังกล่าวยังถูกนำมาใช้เป็นแนวทางการออกแบบเบาะนั่ง และระบบยึดเหนี่ยวผู้โดยสารของผู้ผลิตรถยนต์หลากหลายแบรนด์ในปัจจุบันพ.ศ. 2546 – ระบบเตือนจุดอับสายตา (BLIS)
BLIS หรือ ระบบเตือนจุดอับสายตาคือหนึ่งในเทคโนโลยีที่วอลโว่ใส่เข้าไปในรถที่ผลิตและจำหน่ายรุ่นแรกๆ เพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา และปัจจุบันกลายเป็นคุณสมบัติทั่วไปที่ใช้อย่างแพร่หลายในรถยนต์สมัยใหม่พ.ศ. 2553 – ระบบตรวจจับคนเดินถนนพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
หนึ่งในระบบตรวจจับรุ่นแรก ๆ ของอุตสาหกรรมที่สามารถตรวจจับคนเดินถนน และสั่งเบรกโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดความรุนแรงของการชน ก็ถูกพัฒนาขึ้นโดยวอลโว่เช่นกันพ.ศ. 2565 – เทคโนโลยี Safe Space
แนวทางด้านความปลอดภัยแบบองค์รวมสำหรับผู้ใช้รถทั้งจากภายในและรอบนอกตัวรถ ประกอบด้วยระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง เทคโนโลยีหลีกเลี่ยงการชน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง เซ็นเซอร์ขั้นสูงรอบคันรถ และระบบวิเคราะห์และเข้าใจผู้ขับขี่ (Driver Understanding System) ซึ่งทั้งหมดได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุเชิงรุก และปกป้องผู้คนเมื่อเกิดเหตุ
ราวปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน – การปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้งเพศหญิงและชายอย่างเท่าเทียม
เมื่อเร็วๆ นี้ งานวิจัยโดยศูนย์ความปลอดภัย วอลโว่ คาร์ (Volvo Cars Safety Centre) รายงานว่า รถยนต์วอลโว่ให้การปกป้องผู้หญิง และผู้ชายอย่างเท่าเทียมกันมาตั้งแต่ราวปีพ.ศ. 2513 เป็นต้นมา โดยข้อมูลดังกล่าวนี้ได้มาจากการวิจัยด้านความปลอดภัยจากอุบัติเหตุการจราจรที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยผลการศึกษาพบว่า ความเสี่ยงโดยรวมต่อการบาดเจ็บของผู้ขับขี่รถยนต์วอลโว่ลดลงถึงร้อยละ 79 เมื่อเปรียบเทียบรถที่ผลิตในช่วงปี พ.ศ. 2513 – พ.ศ. 2522 และรถที่ผลิตในช่วงปีพ.ศ. 2553 – 2562 โดยรายงานยังพบว่า ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของผู้หญิงในรถวอลโว่ลดลงสูงถึงร้อยละ 88 จนอยู่ในระดับเดียวกับผู้ชาย
งาน Volvo Excellence จัดขึ้นเพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในการยกระดับบทสนทนาเรื่องความปลอดภัยของยานยนต์ ผ่านการให้ความรู้ด้านความปลอดภัย ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และการแลกเปลี่ยนอย่างเปิดกว้าง โดยกิจกรรมนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมถึงลูกค้า และบุคคลทั่วไป เพื่อส่งเสริมการสนทนา และเผยแพร่ความรู้ด้านความปลอดภัย รวมถึงบทบาทของนวัตกรรมในการสร้างท้องถนนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้ที่
Website – www.volvocars.com/th
Facebook – https://www.facebook.com/volvocarsth
YouTube – https://www.youtube.com/user/VolvoCarsThailand
LINE – https://page.line.me/002olnns?oat_content=url&openQrModal=trueเยี่ยมชม Volvo Studio ICONSIAM ได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และ เยี่ยมชม Volvo Studio EmSphere ได้ที่ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวอลโว่ สำหรับสอบถามข้อมูลทั่วไป กรุณาโทร 02-544-0446
สำหรับลูกค้าวอลโว่ปัจจุบัน สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าได้ที่ https://bit.ly/459u6HD
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
โตโยต้า ผนึกกำลัง SCGC และ บางจากฯ สานต่อโครงการ “Mobility Upcycling รถเปลี่ยนโลก ปีที่ 2” ขับเคลื่อนการจัดการขยะรีไซเคิล และพลังงานสะอาด สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “Mobility Upcycling รถเปลี่ยนโลก ปีที่ 2” สานต่อความร่วมมือในการยกระดับการบริหารจัดการขยะรีไซเคิลและน้ำมันปรุงอาหารใช้ (Used Cooking Oil: UCO) อย่างครบวงจร ตั้งแต่การรวบรวมและคัดแยก ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
โครงการ “Toyota Mobility Upcycling รถเปลี่ยนโลก ปีที่ 2” มุ่งยกระดับศูนย์การเรียนรู้โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา สู่ต้นแบบศูนย์กลางการจัดการขยะรีไซเคิลระดับชุมชน (Recycling Hub) โดยเชื่อมโยงการรวบรวมขยะรีไซเคิลและน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากชุมชน อาคารพักอาศัย ร้านอาหาร และเครือข่ายกลุ่มเป้าหมาย (Clusters) ผ่านยานพาหนะสัญจร เพื่อนำทรัพยากรเข้าสู่กระบวนการจัดการและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังชุมชนทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในระดับชุมชน โดยในปีที่ 2 ตั้งเป้าขยายเครือข่ายให้ครอบคลุม 15 จังหวัด พร้อมรวบรวมขยะรีไซเคิลและน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วรวม 15 ตัน
ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 องค์กร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การรวบรวม คัดแยก และขนส่ง ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยแต่ละองค์กรมีบทบาทสำคัญ ดังนี้
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สนับสนุนรถกระบะสีเขียว (Mobility Upcycling) เพื่อใช้ในการเผยแพร่องค์ความรู้ เป็นยานพาหนะหลักในการรวบรวมและขนส่งขยะรีไซเคิลและน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากเครือข่ายชุมชน รวมถึงสนับสนุนของรางวัลจากวัสดุ Upcycled นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ได้แก่ LINE Official Account, Web Application และ Data Monitoring Dashboard สำหรับติดตามปริมาณขยะ คำนวณปริมาณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และบริหารระบบคะแนนสะสมแลกรางวัล ควบคู่กับการส่งเสริมและดูแลเครือข่ายชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการคัดแยกขยะรีไซเคิลประเภทต่าง ๆ อาทิ พลาสติก กระดาษ แก้ว อะลูมิเนียม และโลหะ พร้อมรับมอบขยะรีไซเคิล ที่รวบรวมได้จาก Mobility Upcycling เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการจัดเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (UCO) ตั้งแต่ระดับครัวเรือนจนถึงร้านอาหาร เพื่อรวบรวมไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาพลังงานคาร์บอนต่ำและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมการบิน
การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ มุ่งส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนเพื่อสิ่งที่รัก(ษ์)” ที่ชวนทุกคนเริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ให้เป็นพลังในการดูแลสิ่งแวดล้อมและส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้คนรุ่นต่อไป
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
กลุ่มผู้ใช้ยนตรกรรมระดับโลก BMW เชื่อมั่น Bangchak Hi Premium + Plus น้ำมันพรีเมียมคุณภาพสูงในงาน #BIMMERRACE 7
บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจในงาน #BIMMERRACE 7 ณ สนามพีระ เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นงานรวมพลคนรัก BMW และมอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความสนใจจากนักขับและผู้หลงใหลในยนตรกรรมสมรรถนะสูงจากทั่วประเทศ โดยทีมผู้ฝึกสอน (Driving Instructor) และผู้ร่วมงาน ได้ใช้น้ำมันบางจากไฮพรีเมียม + พลัส (Bangchak Hi Premium + Plus) สำหรับการลงขับขี่ในสนามแข่งจริง ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพและการได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง
งาน Bimmer Race ครั้งที่ 7 มีรถยนต์ BMW หลากหลายรุ่น ตั้งแต่รถใช้งานประจำวันไปจนถึงรถสมรรถนะสูงในตระกูล BMW M Series รวมกว่า 100 คัน จากทั่วประเทศ เข้าร่วมทดสอบสมรรถนะในสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต สนามมาตรฐานที่มีทั้งทางตรงสำหรับใช้ความเร็วสูง ทางโค้งและจุดเบรกหนักต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสภาวะที่ต้องรีดพลังสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาใช้อย่างเต็มที่ จึงต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงที่สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ในทุกย่านความเร็ว ตอบโจทย์การใช้งานหนักได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องความแรงตั้งแต่การออกตัว อัตราเร่งและกำลังที่ต่อเนื่องขณะขับขี่ ทั้งดูแลปกป้องเครื่องยนต์ระดับพรีเมียมไปพร้อมๆกัน
บางจากไฮพรีเมียม + พลัส เป็นน้ำมันพรีเมียมคุณภาพสูงเกรดที่ดีที่สุดของบางจาก ครอบคลุมทั้ง
พรีเมียมแก๊สโซฮอล์และพรีเมียมดีเซล ที่พัฒนาคุณภาพให้ล้ำไปอีกขั้น ด้วยกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพอย่างพิถีพิถันจากโรงกลั่นที่ได้รับรางวัลระดับโลก ทำให้ได้เนื้อน้ำมันคุณภาพสูงที่มีค่าออกเทนและซีเทนสูงเป็นพิเศษตั้งแต่ต้นทาง ช่วยดึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างฉับไวในทุกสภาวะ พร้อมสารเพิ่มคุณภาพจากสหรัฐอเมริกาที่มีความเข้มข้นสูงขึ้น ช่วยทำความสะอาดหัวฉีด ลดการสะสมของคราบเขม่าที่เกิดขึ้นจากการขับขี่ และป้องกันการเกิดคราบใหม่ รวมถึงช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์จากการสึกหรอ ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มสมรรถนะ เผาไหม้สะอาด รองรับมาตรฐานการปล่อยมลภาวะ Euro 6 จึงเป็นพลังสะอาดที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่มองหาทั้งสมรรถนะ และการดูแลรักษาเครื่องยนต์ในระยะยาว
บางจากฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลรถและเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ เพราะสมรรถนะที่ดีของรถยนต์เริ่มต้นจากการดูแลในทุกองค์ประกอบ จึงส่งมอบน้ำมันบางจากไฮพรีเมียม + พลัส ที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะ และการดูแลปกป้องเครื่องยนต์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ขับขี่ที่ดีที่สุดขณะขับขี่และระยะยาว ทั้งในสนามแข่งและถนนจริง ตามแนวคิด บางจากไฮพรีเมียม + พลัส พลัสพลังแรง…ปกป้องเหนือชั้น
เติมน้ำมันบางจากไฮพรีเมียม + พลัส ได้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่จำหน่าย รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.bangchakmarketplace.com
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ปอร์เช่ เอจี จัดตั้ง Home of Sports Cars พร้อมเพิ่มการถือหุ้นใน Manthey Racing เป็น 67 เปอร์เซ็นต์
ปอร์เช่ เอจี (Porsche AG) เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในมานทาย เรซซิง (Manthey Racing) เป็น 67 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจรถยนต์สมรรถนะสูง ภายใต้กลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 และ Home of Sports Cars ที่ได้จัดตั้งขึ้นใหม่ ไมเคิล ไลเทอร์ส (Michael Leiters) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปอร์เช่ เอจี กล่าวว่า “มานทายเป็นพันธมิตรที่ปอร์เช่ไว้วางใจมาหลายปี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน และมีลูกค้าที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เราจึงตั้งใจจะต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ โดยการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งจะช่วยให้เราร่วมงานกับมานทายได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น มานทายตั้งอยู่ใกล้สนามนูร์เบอร์กริง (Nürburgring) และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการแข่งขันรถยนต์สำหรับลูกค้า โดยเราตั้งใจเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าผ่านความร่วมมือนี้ ทั้งรถยนต์รุ่นพิเศษที่ผลิตในจำนวนจำกัด ชุดแต่งที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และประสบการณ์ขับขี่ในสนามแข่งที่จัดขึ้นเฉพาะกลุ่ม”
ภายใต้ชื่อ Home of Sports Cars ปอร์เช่จะรวมการดำเนินงานทั้งสามด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ สมรรถนะ (ดำเนินงานร่วมกับมานทาย) ความพิเศษเฉพาะบุคคล (ซอนเดอร์วุนช์ (Sonderwunsch) และเอ็กซ์คลูซีฟ เมนูแฟคทัวร์ (Exclusive Manufaktur)) และการสืบทอดเอกลักษณ์อันเป็นตำนานของปอร์เช่ โดยจะยกระดับความพิเศษสูงสุดผ่านการปรับแต่งรถยนต์เฉพาะบุคคลที่ปอร์เช่นำเสนออยู่แล้ว พร้อมกับการเตรียมขยายบริการนี้ให้มากยิ่งขึ้น
มานทายมีความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ GT มานานกว่า 30 ปี พร้อมพิสูจน์ความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตด้วยชัยชนะในการแข่งขันรวม 7 ครั้งในรายการนูร์เบอร์กริง 24 ชั่วโมง ชัยชนะในรุ่นการแข่งขัน 6 ครั้งที่เลอมังส์ (Le Mans) รวมถึงตำแหน่งแชมป์ FIA WEC และ DTM อีกหลายสมัย โดยปอร์เช่เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในครั้งนี้เพื่อกระชับความร่วมมือกับมานทาย พร้อมขยายบทบาทในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงทั้งสำหรับสนามแข่งและการขับขี่บนท้องถนนให้ครอบคลุมมากกว่ารถยนต์ GT ของปอร์เช่เอง
ความสำเร็จในสนามแข่งของโอลาฟ มานทาย (Olaf Manthey) ผู้ก่อตั้งบริษัท เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่สะท้อนสมรรถนะจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน โดยนับตั้งแต่ปี 2020 ปอร์เช่และมานทายได้ร่วมกันพัฒนาชุดแต่งมานทาย (Manthey Kits) เพื่อเพิ่มสมรรถนะทั้งหมด 9 ชุด ครอบคลุมตั้งแต่ปอร์เช่ 911 และปอร์เช่ 718 ไปจนถึงรุ่นล่าสุดอย่างไทคาน เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) พร้อมแพ็กเกจไวซัค (Weissach)
นิโคลัส เรเดอร์ (Nicolas Raeder) กรรมการผู้จัดการมานทาย เรซซิ่ง กล่าวว่า “ความไว้วางใจที่เรามีต่อกันเป็นรากฐานของความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา เราร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมมากมาย โดยเรามองว่าการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นครั้งนี้แสดงถึงการยอมรับและเห็นคุณค่าในตัวเรา เราพร้อมสานต่อความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และสนับสนุนกลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 ของปอร์เช่” มาร์ติน เรเดอร์ (Martin Raeder) อีกหนึ่งผู้บริหารจากครอบครัว
เรเดอร์และกรรมการผู้จัดการร่วมของมานทาย เรซซิ่ง กล่าวเสริมว่า “โครงสร้างการถือหุ้นใหม่นี้ช่วยให้เราก้าวสู่อนาคตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวต่อไปของความร่วมมือระหว่างเรา การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นจะช่วยให้ปอร์เช่และมานทายผสานจุดแข็งและใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างตรงเป้าหมายมากขึ้น พร้อมเสริมความเชื่อมโยงระหว่างโลกมอเตอร์สปอร์ตกับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”มานทายได้เผยโฉมผลงานแรกจากโครงการที่ทั้งสองพัฒนาร่วมกัน ในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษ 2 รุ่น เพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีของบริษัท ในการแข่งขัน DTM ณ สนามฮอกเคนไฮม์ริง (Hockenheimring)
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
“สรยท.” เผยรายชื่อรถ 3 กลุ่มรวม 23 รุ่นเข้าสู่ FINALIST ลุ้นรางวัลเกียรติยศ THAILAND CAR, EV & MOTORCYCLE OF THE YEAR 2026
สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ THAI AUTOMOTIVE JOURNALISTS ASSOCIATION (TAJA) นำโดย คุณลิขิต น้าประเสริฐ นายกสมาคมฯ ประกาศรายชื่อรถยนต์ – รถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ รวมทั้งสิ้น 23 รุ่น ที่ได้รับการโหวตแบบออนไลน์จากสมาชิกสามัญในรอบแรก ระหว่างวันที่ 2-11 ตุลาคม 2569 ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย (FINALIST) เพื่อเข้าชิงรางวัลเกียรติยศประจำปี ได้แก่ THAILAND CAR OF THE YEAR 2026, THAILAND EV OF THE YEAR 2026 และ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2026 ที่จะมอบรางวัลในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้
สำหรับการตรวจนับคะแนนจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมี คุณพินิต ทองสุข ประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสินรางวัลฯ พร้อมด้วยอดีตนายกสมาคมฯ คุณวัชระ ธรรมศรี, คุณภูวนาถ เผ่าจินดา และ คุณวชิระ เรืองมาลัย รวมถึงคณะอนุกรรมการฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ที่ทำการสมาคมฯ
รายชื่อรถยนต์ – รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (FINALIST) รวม 23 รุ่นประกอบด้วย
- รถยนต์เข้ารอบสุดท้ายรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2569 (THAILAND CAR OF THE YEAR 2026) จำนวน 5 รุ่น ประกอบด้วย FORD SUPER DUTY, NISSAN KICK E-POWER, ORA 5 HEV, TOYOTA LAND CRUISER FJ, TOYOTA TRAVO OVERLAND PLUS 4X4
- รถยนต์ไฟฟ้าเข้ารอบสุดท้ายรางวัลรถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปี 2569 (THAILAND EV OF THE YEAR 2026) จำนวน 13 รุ่น ประกอบด้วย All-NEW BMW iX3 (รหัสตัวถัง NA5), CHANGAN NEVO Q05, CHERY Q, HONDA e:N2, HONDA Super-ONE, JAECOO 6T EV, LEXUS ES 350e Premium, THE ALL-ELECTRIC MAZDA 6e, MERCEDES-BENZ CLA 250+ with EQ Technology, MG IM5, NEW MG URBAN, GWM ORA 5 EV, TOYOTA Hilux Travo-e (Double Cab 4TREX)
- รถจักรยานยนต์เข้ารอบสุดท้ายรางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2569 (THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2026) จำนวน 5 รุ่น ประกอบด้วย BMW R 12 G/S 2026, HONDA CBR500R E-CLUTCH, HONDA NX500 E-CLUTCH, YAMAHA AEROX SP 2026, YAMAHA FINN 2026
ด้าน คุณสินธุ์ชัย ภมรพล อุปนายกฯ ในฐานะประธานอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสินรางวัลฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การทดสอบและให้คะแนนในรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 โดยเชิญสมาชิกผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงร่วมลงคะแนน ตามเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีนับตั้งแต่การจัดรางวัลนี้ครั้งแรกในปี 2558 โดยพิจารณาอย่างเป็นธรรมรอบด้าน ทั้งดีไซน์ภายนอก-ภายใน สมรรถนะ อัตราสิ้นเปลือง นวัตกรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความสะดวกสบาย และความคุ้มค่าต่อการใช้งาน
ในปีนี้ คณะกรรมการฯ ได้รับความอนุเคราะห์จาก ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบัน
ยานยนต์ กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ใช้ “ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ” (ATTRIC) อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นสนามทดสอบภาคสนาม เพื่อยกระดับและสร้างมาตรฐานใหม่ พร้อมเชิญผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยร่วมเป็นสักขีพยานในการทดสอบและลงคะแนนภายหลังการทดสอบและลงคะแนน หีบบัตรลงคะแนนจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับ และเปิดนับคะแนนต่อหน้าคณะกรรมการและสักขีพยาน ก่อนเข้าสู่พิธีมอบรางวัล THAILAND CAR, EV & MOTORCYCLE OF THE YEAR 2026 อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-7 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Lodon JetX ฉลองความสำเร็จก้าวสู่ 50 สาขาร่วมกับบางจากฯ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายสู่ 300 สาขาภายในปี 2571
ชู “Automated Intelligence Car Wash” ผสาน AI และ IoT ยกระดับบริการล้างรถอัจฉริยะ 24 ชั่วโมง ล้างเร็วสุดเริ่มต้น 3 นาที ในราคา 69 บาทบริษัท ดีสแร็พเตอร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแบรนด์ Lodon JetX (โลด้อน เจ็ตเอ็กซ์) ร้านล้างรถด่วนอัจฉริยะไร้คน (Unmanned Car Wash) รายแรกในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จร่วมกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการขยายบริการครอบคลุมสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ครบ 50 สาขา สาขารวมทั้งหมดเป็น 77 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ปี 2571 ปักหมุดขยายสู่ 300 สาขา เพื่อรองรับผู้ใช้รถทั่วประเทศ ด้วยบริการล้างรถอัตโนมัติที่รวดเร็ว สะดวก และคุ้มค่าในมาตรฐานเดียวกัน
นายอภิรัตน์ ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lodon JetX กล่าวว่า “Lodon JetX เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมล้างรถอัตโนมัติกว่า 8 ปี โดยมุ่งปฏิวัติรูปแบบการล้างรถในประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้บริการล้างรถมีความสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ร้านล้างรถด่วนอัจฉริยะ 24 ชั่วโมงที่ขับไปไหนก็เจอ ทางเลือกของคนไม่มีเวลา” จุดเด่นสำคัญของ Lodon JetX คือแนวคิด “Automated Intelligence Car Wash” ที่ผสานเทคโนโลยี AI และ IoT Smart Car Wash System เข้ากับกระบวนการให้บริการแบบไร้พนักงาน ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการล้างรถ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานและบริหารจัดการร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้ตามความต้องการและช่วงเวลาที่สะดวก
การบรรลุเป้าหมาย 50 สาขาร่วมกับปั๊มน้ำมันบางจาก ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของโมเดลธุรกิจล้างรถอัจฉริยะไร้คน ซึ่ง Lodon JetX ถือเป็นผู้บุกเบิก ทั้งยังช่วยยกระดับสถานีบริการน้ำมันสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถยุคใหม่ที่ต้องการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ”
ชูจุดแข็ง ล้างรถอัจฉริยะ ผสาน AI และ IoT ใช้เวลา Express 3 นาที ราคา 69 บาท
ท่ามกลางตลาดล้างรถอัตโนมัติในไทยที่มีอัตราค่าบริการเริ่มต้นตั้งแต่ 69 ถึง 220 บาท และใช้เวลาบริการ 3 ถึง 20 นาที Lodon JetX วางตำแหน่งแบรนด์เป็นผู้นำด้านความเร็วและความคุ้มค่า โดยออกแบบทางเลือกให้เหมาะกับเวลาและความต้องการของผู้ใช้รถ ตั้งแต่ Express ล้าง 3 นาที ราคา 69 บาท, Signature ล้าง 5 นาที ราคา 89 บาท และ Ultimate ล้าง 7 นาที ราคา 119 บาท รวมถึงแพ็กเกจล้างรถ 30 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการเป็นประจำ โดยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงบริการให้กับผู้ใช้รถที่มีข้อจำกัดด้านเวลา และลูกค้ายังสามารถสั่งการและใช้บริการได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแอปพลิเคชัน JetX Car Wash
เบื้องหลังประสิทธิภาพดังกล่าว คือระบบ IoT Smart Car Wash โดยผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับเครื่องจักรอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การสแกนโครงสร้างรถแบบ 3 มิติเรียลไทม์เพื่อกำหนดทิศทางแปรงอย่างแม่นยำและป้องกันรอยขีดข่วน การปรับแรงดันน้ำ ปริมาณน้ำยา และแรงลมตามขนาดรถจริงเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรตามแนวคิด Zero Waste ไปจนถึงระบบเฝ้าระวังสถานะเครื่องจักรและระบบตอบรับลูกค้าด้วย AI ตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านมาตรฐานอุปกรณ์ เครื่องล้างรถระบบ Rollover ในทุกสาขาผ่านการรับรองมาตรฐาน CE และขึ้นทะเบียน UL Listed ติดตั้งมอเตอร์ All-Weather มาตรฐาน IP67 กันน้ำและฝุ่น พร้อมเรดาร์อัลตราโซนิกตรวจจับวัตถุและบุคคล ระบบป้องกันการชน โครงสร้างเหล็กเคลือบสังกะสีหนาเกิน 55 ไมครอนที่ผ่านการทดสอบสเปรย์เกลือ และเครื่องเป่าแห้งดิจิทัลรุ่นที่ 5 ที่ทำงานเงียบและประหยัดพลังงาน
ผนึกกำลังบางจากฯ เติมเต็มบริการดูแลรถในสถานีบริการ
นาย ยศธร อรัญนารถ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและพันธมิตรค้าปลีก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ ขอแสดงความยินดีกับ Lodon ที่ขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมันบางจากครบ 50 สาขา รองรับไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถในปัจจุบัน ที่ต้องมีความสะดวก รวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ต้องมีคุณภาพที่คุ้มค่า ซึ่งธุรกิจล้างรถอัตโนมัติ Lodon JetX ตอบรับความต้องการเหล่านี้ของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และสอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มุ่งเป็นจุดหมายปลายทางของคนทุกช่วงวัย Lodon JetX ก็จะเป็นอีกหนึ่งบริการภายในสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ตอบโจทย์นี้
ในโอกาสนี้ บางจากขอร่วมฉลองที่เปิดบริการครบ 50 สาขาในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ด้วยการมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ ใช้เพียง 50 คะแนน ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก รับสิทธิ์ล้างรถฟรีเมนู Signature ที่ Lodon ทุกสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก เพิ่มความคุ้มค่าและเติมเต็มประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น”
อัดโปรโมชันฉลอง 50 สาขากับบางจาก
เพื่อฉลองความสำเร็จ 50 สาขาร่วมกับบางจาก Lodon JetX มอบโปรโมชันพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2569 ดังนี้
- สำหรับสมาชิกลูกค้าทั่วไป : ได้รับส่วนลดอัตโนมัติ 50 บาท ทุกเมนู ที่ Lodon (โลด้อน)ทุกสาขา เฉพาะในสถานีบริการน้ำมันบางจากเท่านั้น
- สำหรับสมาชิกกรีนไมลล์ : แลก 50 คะแนน ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก รับสิทธิ์ล้างรถฟรีเมนู Signature ที่ Lodon ทุกสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก
ผู้สนใจสามารถใช้บริการ Lodon JetX ได้แล้ววันนี้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากและสาขาอื่น ๆ รวม 77 แห่งทั่วประเทศ เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สั่งการผ่านแอปพลิเคชัน JetX Car Wash (รองรับทั้ง iOS และ Android) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- https://washandgo-thailand.com/
- https://www.facebook.com/profile.php?id=61555542212106
- https://linktr.ee/WashandGo_Thailand?utm_source=linktree_profile_share<sid=e8f5b3b5-ff78-4fdd-a61b-54e40e957f03
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เลกซัส จับมือ MARRIOTT BONVOY จัดกิจกรรมมื้อค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟ REFINE DINING BY LEXUS ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พิเศษสำหรับลูกค้าเลกซัส
เลกซัส จับมือ MARRIOTT BONVOY โปรแกรมสมาชิกของโรงแรมในเครือ MARRIOTT จัดกิจกรรมมื้อค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ชื่อ REFINE DINING BY LEXUS สำหรับลูกค้าเลกซัส เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ Luxury Lifestyle ที่มุ่งมอบประสบการณ์เหนือระดับในทุกมิติ
นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวเปิดงานและร่วมสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับลูกค้าเลกซัสเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ในงานนี้พบกับเมนูที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษโดยเชฟชั้นนำจากโรงแรมในเครือ MARRIOTT พร้อมยกระดับประสบการณ์ในทุกองค์ประกอบตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารไปจนถึงภาชนะที่ใช้ในการรับประทานอาหารที่รับการออกแบบจากศิลปินท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ทั้งหมดนี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบและใส่ใจในทุกรายละเอียดให้กับลูกค้าเลกซัสตามปรัชญาแห่งการบริการด้วยหัวใจตามแบบฉบับของญีปุ่น (Omotenashi)
สำหรับประเทศไทย กิจกรรม REFINE DINING BY LEXUS จัดขึ้นที่ห้องอาหาร PAII The House on Sathon ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง เลกซัส ประเทศไทย และ โรงแรม W BANGKOK ซึ่งนับเป็นประเทศที่สองของการจัดกิจกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงาน ลูกค้าเลกซัสได้สัมผัสถึงคอร์สอาหารโมเดิร์นไทยซีฟู้ดที่ได้รับการรังสรรค์จากเชฟบัว สโรชา รัชตะนาวิน หัวหน้าเชฟ ห้องอาหาร PAII The House on Sathon ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวเส้นทางการเติบโต และความมุ่งมั่นทุ่มเทในการรังสรรค์ทุกผลงานด้วยความพิถีพิถัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเลกซัสที่ต้องการถ่ายทอดความเป็นเลิศผ่านการใส่ใจในทุกรายละเอียด ผสานกับนวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์อันเหนือระดับให้กับลูกค้าเลกซัสอย่างไม่หยุดนิ่ง
เลกซัส ประเทศไทย ยังได้ร่วมมือกับ Kitt.Ta.Khon แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานหัตถกรรมไทย ในการรังสรรค์ภาชนะสำหรับเสิร์ฟอาหารเพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้เหนือระดับยิ่งขึ้น พร้อมแขกรับเชิญคนพิเศษคุณอแมนด้า ออบดัมที่มาร่วมสร้างสีสันและเติมเต็มความประทับใจตลอดกิจกรรม
นอกจากนี้ ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ลูกค้าเลกซัสทั่วภูมิภาคทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับสิทธิพิเศษ ณ โรงแรมในเครือ MARRIOTT ที่ร่วมรายการ โดยครอบคลุมแพ็กเกจที่พักราคาพิเศษ ตลอดจนสิทธิ์เข้าถึงเลานจ์ สปา และประสบการณ์มื้ออาหารระดับพรีเมียม
สำหรับลูกค้าเลกซัสและสมาชิก MARRIOTT BONVOY ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ REFINE DINING BY LEXUS สามารถสำรองและดูรายละเอียดรอบพิเศษสำหรับบุคคลทั่วไปเพิ่มเติมได้ที่ lexs.in/Do5HCE
ตารางกิจกรรมรอบพิเศษสำหรับบุคคลทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569 18:30 – 21:00 น. วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2569 18:30 – 21:00 น. วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2569 18:30 – 21:00 น. ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเลกซัสได้ผ่านช่องทางออนไลน์
Official Account: Lexus Thailand และบนเว็บไซต์ www.lexus.co.th
รวมถึงช่องทาง LINE Official Account: @lexusthailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ปอร์เช่ มิชชั่น เอส นิยามใหม่ของจิตวิญญาณแห่งรถสปอร์ต
ปอร์เช่นำเสนอยนตรกรรมต้นแบบแห่งอนาคตภายใต้การปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 เพื่อเผยโฉมวิวัฒนาการใหม่ของเอกลักษณ์การออกแบบเป็นครั้งแรก ดร. ไมเคิล ไลเทอร์ส (Dr Michael Leiters) ประธานคณะกรรมการบริหาร ปอร์เช่ เอจี กล่าวว่า “ทุกคนต้องมองออกตั้งแต่แรกเห็นว่ารถคันนี้คือปอร์เช่ โดยมิชชั่น เอส (Mission S) จะเผยให้เห็นแนวคิดและรายละเอียดการออกแบบที่จะกำหนดทิศทางของปอร์เช่ในอีกหลายปีข้างหน้า”
การออกแบบครั้งนี้สะท้อนเอกลักษณ์ของปอร์เช่อย่างชัดเจน เชื่อมโยงทุกรายละเอียดให้เป็นหนึ่งเดียว และคงความร่วมสมัยอยู่เสมอ พร้อมสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างผู้ขับขี่กับตัวรถ ไลเทอร์ส กล่าวเพิ่มเติมว่า “มิชชั่น เอส ยังแสดงถึงแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับรถสปอร์ตสมรรถนะสูงเครื่องยนต์วางกลางที่วางตำแหน่งสูงกว่าปอร์เช่ 911 โดยไม่ได้เป็นเพียงไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการเติมเต็มทางเลือกที่หลากหลายและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าในระยะยาว”
ปอร์เช่ มิชชั่น เอส เปิดตัวครั้งแรกของโลก ณ ท่าเรือแห่งหนึ่งในเขตควีนส์ของนครนิวยอร์ก โดยมีทิวทัศน์เส้นขอบฟ้าของแมนแฮตตันเป็นฉากหลัง ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของปอร์เช่ เพราะในปี 1953 ภาพถ่ายชุดแรกของปอร์เช่ 550 สไปเดอร์ (550 Spyder) เครื่องยนต์วางกลาง ณ ท่าเรือแห่งนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ในฐานะรถสปอร์ตสมรรถนะสูงรุ่นแรกของปอร์เช่ และ 550 สไปเดอร์ยังคงเป็น ยนตรกรรมที่ผู้คนยกย่องว่ามีบทบาทในการสร้างเอกลักษณ์ให้กับปอร์เช่จนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งรถรุ่นนี้ยังวางรากฐานสำคัญให้ปอร์เช่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา การเลือกสถานที่แห่งนี้จึงตอกย้ำบทบาทสำคัญของประวัติศาสตร์ในการกำหนดอนาคตของทั้งการออกแบบและแบรนด์ปอร์เช่ ซึ่งแนวคิดนี้ยังได้สะท้อนผ่านการออกแบบของมิชชั่น เอส
เอกลักษณ์ที่ชัดเจน ความสอดคล้องในทุกรายละเอียด และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา คือสามแนวคิดหลักที่กำหนดทิศทางการพัฒนาเอกลักษณ์การออกแบบของปอร์เช่ในอนาคต โทเบียส ซูลมันน์ (Tobias Sühlmann) หัวหน้าฝ่ายออกแบบสไตล์ปอร์เช่ (Style Porsche) กล่าวว่า “มิชชั่น เอส (Mission S) คือผลลัพธ์ของกลยุทธ์การออกแบบที่คำนึงถึงทุกองค์ประกอบและมุ่งสู่อนาคต
ยนตรกรรมต้นแบบคันนี้แสดงให้เห็นถึงทิศทางหลักที่เราจะนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ในอนาคตอันใกล้นี้” มิชชั่น เอส ผสานแพลตฟอร์มของรถสปอร์ตสมรรถนะสูงเครื่องยนต์วางกลางอันทรงพลังเข้ากับภาษาการออกแบบที่ชัดเจน โดยได้แรงบันดาลใจจากปอร์เช่รุ่นสำคัญในอดีตที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่าย พร้อมจัดวางอุปกรณ์ให้เหมาะกับสรีระและความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่ รวมถึงผสานการควบคุมแบบอนาล็อกเข้ากับระบบดิจิทัลอย่างลงตัวเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต การออกแบบยังตั้งใจลดทอนพื้นที่หน้าจอดิจิทัล เพื่อเน้นให้ผู้ขับขี่มีปฏิสัมพันธ์กับตัวรถได้โดยตรง
การออกแบบภายนอกที่ผสานความเรียบง่ายเข้ากับองค์ประกอบล้ำสมัย
การออกแบบภายนอกของปอร์เช่ มิชชั่น เอส นำเอกลักษณ์การออกแบบของปอร์เช่มาต่อยอดสู่อนาคต ทั้งซุ้มล้อรูปทรงคล้ายตอร์ปิโด (Torpedo) อันโดดเด่น เส้นสายของหลังคาที่เป็นเอกลักษณ์ และสัดส่วนตัวถังที่กว้างและต่ำลงอย่างชัดเจน องค์ประกอบหลักเหล่านี้ถ่ายทอดมิติของตัวถังที่ดูเสมือนลอยตัว (Floating Volumes) ผ่านรูปทรงและพื้นผิวที่โค้งรับกันอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกราวกับลอยอยู่ สร้างรูปทรงคล้ายงานประติมากรรมที่ทรงพลังและล้ำสมัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและสมรรถนะของรถสปอร์ตอย่างชัดเจน
การออกแบบเน้นเส้นสายที่เรียบง่ายและชัดเจนเป็นพิเศษ โดยมีเส้นสายหลักพาดรอบตัวรถ เชื่อมโยงการออกแบบของไฟหน้าและไฟท้ายเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมดูโดดเด่นและกลมกลืน พื้นผิวตัวถังเหนือเส้นสายนี้เน้นความแข็งแกร่งและโฉบเฉี่ยว ส่วนด้านล่างเผยให้เห็นชิ้นส่วนและการทำงานของระบบต่าง ๆ พร้อมสะท้อนแนวคิดการออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบา โดยมีรถปอร์เช่รุ่นสำคัญในอดีตเป็นแรงบันดาลใจให้กับรายละเอียดเหล่านี้ ทั้งไฟหน้าทรงกลมและซุ้มล้ออันโดดเด่นที่ทำให้นึกถึงปอร์เช่ 911 โดยซุ้มล้อยังคงรูปทรงตอร์ปิโดที่คุ้นเคย และช่วยให้ตัวรถดูโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อมองจากด้านข้าง แนวรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนตัวถังที่กลมกลืนไปกับดีไซน์ชุดไฟสะท้อนเอกลักษณ์ของรุ่น G ส่วนด้านหน้าที่ออกแบบให้ลาดต่ำได้แรงบันดาลใจจาก GT1 พร้อมเส้นสายหลังคาอันโฉบเฉี่ยวซึ่งลาดผ่านใต้ปีกหลังได้สะท้อนกลิ่นอายของปอร์เช่ 959 โดยสำหรับมิชชั่น เอส แนวหลังคานี้ทอดยาวต่อเนื่องไปจนถึงท้ายรถอย่างมีเอกลักษณ์ และอีกหนึ่งจุดเด่นคือแนวคิด car-in-car บริเวณด้านท้าย ซึ่งต่อยอดจาก GT1 ด้วยการออกแบบให้ดูคล้ายมีรถอีกคันซ้อนอยู่ภายใน ซึ่งปอร์เช่ได้นำองค์ประกอบทั้งหมดมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย และผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
รถต้นแบบคันนี้มีสัดส่วนที่เป็นเอกลักษณ์จากโครงสร้างแบบเครื่องยนต์วางกลาง โดยตำแหน่งเครื่องยนต์บริเวณกลางตัวรถช่วยให้ออกแบบเส้นสายหลังคาที่ลาดต่อเนื่องไปถึงท้ายรถ หรือ Flyline ที่คุ้นเคยได้ ซึ่งรายละเอียดทางเทคนิคต่าง ๆ ได้ผสานการใช้งานและการออกแบบไว้ด้วยกันตามแบบฉบับของปอร์เช่ ทั้งระบบระบายความร้อนที่สะท้อนแนวคิดจากพัดลมหม้อน้ำของปอร์เช่ 917 และปีกหลังที่ปรับระดับได้ โดยออกแบบให้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของตัวรถ อีกหนึ่งจุดเด่นคือล้อที่นำดีไซน์หน้าปัดอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ 928 มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนักในทุกองค์ประกอบ พร้อมเสริมให้ภาพรวมของรถสปอร์ตต้นแบบคันนี้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสารที่ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่
ภายในห้องโดยสารของปอร์เช่ มิชชั่น เอส สะท้อนความตั้งใจที่จะกลับมาให้ความสำคัญกับคุณค่าของวิศวกรรมรถสปอร์ต โดยนำมาเป็นหลักในการออกแบบและอ้างอิงจากปอร์เช่รุ่นสำคัญในอดีตอย่าง 550 สไปเดอร์ และ 356 โดยมีเส้นสายหลักสองแนวเชื่อมแผงหน้าปัดและแผงประตูเข้าด้วยกัน ซึ่งเส้นสายเหล่านี้ให้ความรู้สึกอันเป็นเอกลักษณ์ของการนั่งลึกลงไปในตัวรถ พร้อมเชื่อมโยงดีไซน์ภายในกับภายนอกผ่านการออกแบบที่สอดคล้องกัน อีกทั้งยังช่วยให้ห้องโดยสารดูเรียบง่าย ร่วมสมัยอยู่เสมอ และดึงสายตาไปยังส่วนที่สำคัญ การผสานชุดควบคุมแบบอนาล็อกเข้ากับระบบดิจิทัลอย่างกลมกลืนสร้างบรรยากาศที่ทั้งคุ้นเคยและทันสมัย โดยใช้สวิตช์และปุ่มกดแบบคลาสสิกร่วมกับจอแสดงผลสมัยใหม่ พร้อมจัดวางให้เหมาะกับสรีระและใช้งานสะดวก จึงสามารถเชื่อมโยงรูปแบบการใช้งานที่คุ้นเคยเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว เบาะนั่งยังถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบนี้เช่นกัน ด้วยการพัฒนารายละเอียดทางเทคนิคใหม่ ๆ ทั้งตัวล็อกเข็มขัดนิรภัยที่ติดตั้งเข้ากับแผงควมคุมส่วนกลาง และการย้ายตำแหน่งปุ่มปรับเบาะไฟฟ้า เพื่อให้ทั้งความสบายและความสะดวกในการใช้งาน พร้อมคงดีเอ็นเอจากมอเตอร์สปอร์ต
รถต้นแบบคันนี้เลือกใช้โทนสีขาว เทา และแดง เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของรถแข่งปอร์เช่ที่ประสบความสำเร็จในอดีต และปอร์เช่ได้พัฒนาเฉดสีขึ้นเป็นพิเศษ ได้แก่ Firn White Metallic, Light Red Metallic, Black Chrome และ Special Black สำหรับภายในห้องโดยสาร โดยได้นำสีคลาสสิกของปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ตมาถ่ายทอดในรูปแบบใหม่ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างการออกแบบของตัวรถกับจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตของปอร์เช่
ประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานการควบคุมแบบอนาล็อกเข้ากับระบบดิจิทัล
นอกจากการพัฒนารูปแบบห้องโดยสารแล้ว ปอร์เช่ยังมุ่งเน้นประสบการณ์ของผู้ขับขี่ โดยผสานการควบคุมแบบอนาล็อกเข้ากับระบบดิจิทัลให้ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว เน้นความเรียบง่าย ชัดเจน และใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าการเพิ่มจำนวนหน้าจอและฟังก์ชันต่าง ๆ
แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการจัดวางอุปกรณ์โดยมีผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง ปอร์เช่จัดวางชุดควบคุมทั้งหมดให้หันเข้าหาผู้ขับขี่ พร้อมให้ผู้ขับขี่รับรู้การตอบสนองผ่านการสัมผัสและหน้าจอดิจิทัล เพื่อให้ผู้ขับขี่ควบคุมการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและเป็นธรรมชาติ มาตรวัดทรงกลมห้าช่องด้านหลังพวงมาลัยสะท้อนเอกลักษณ์อันโดดเด่นของปอร์เช่ โดยมีมาตรวัดรอบเครื่องยนต์อยู่ตรงกลาง ผสานเข็มมาตรวัดแบบดั้งเดิมเข้ากับจอแสดงผลที่อยู่ด้านหลัง โดยมาตรวัดรอบเครื่องยนต์สามารถปรับเลื่อนเข้าใกล้ผู้ขับขี่ได้ตามโหมดการขับขี่ที่เลือก เพื่อช่วยให้จดจ่อกับการขับขี่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ชุดมาตรวัดยังปรับการจัดเรียงตามโหมดการขับขี่ โดยแต่ละช่องสามารถเรียงกันหรือซ้อนเหลื่อมกันในแนวหน้าและหลัง เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละโหมด รวมทั้งจุดเด่นเพิ่มเติม ได้แก่ ช่องสำหรับวางกุญแจที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งอยู่ทางซ้ายของพวงมาลัยตามแบบฉบับของปอร์เช่ และชุดควบคุมใหม่บนแผงหน้าปัดที่ใช้งานด้วยการกดและดึง เพื่อเข้าถึงฟังก์ชันด้านความสะดวกสบายและการขับขี่ได้โดยตรง อีกทั้งสปอร์ต โครโน (Sport Chrono) ในรูปแบบใหม่ยังได้ผสานเอกลักษณ์แบบอนาล็อกเข้ากับความแม่นยำของระบบดิจิทัลอีกด้วย
ปอร์เช่วางแนวทางการออกแบบแผงหน้าปัดโดยไม่ติดตั้งจอกลางหรือจอสำหรับผู้โดยสารแบบถาวร แต่เลือกใช้แท่นวางสมาร์ตโฟนแบบเลื่อนเก็บได้ที่รองรับเทคโนโลยี MagSafe เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้สมาร์ตโฟนส่วนตัวเป็นหน้าจอนำทางหรือแสดงข้อมูลได้เมื่อต้องการ ขณะที่แอปพลิเคชัน My Porsche มาพร้อมเมนูที่เรียบง่ายและชัดเจน ช่วยให้เข้าถึงทุกฟังก์ชันได้อย่างสะดวก รวมถึงเลือกรูปแบบหน้าปัดดิจิทัลสำหรับมาตรวัดทรงกลมที่ได้แรงบันดาลใจจากดีไซน์ในอดีต แนวคิดการออกแบบห้องโดยสารนี้ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่เป็นอันดับแรก พร้อมมอบความยืดหยุ่นและความสะดวกสบายสูงสุดในการใช้งาน
อนาคตรถสปอร์ตกับการพัฒนาแพลตฟอร์มรถสมรรถนะสูงเครื่องยนต์วางกลาง
ปอร์เช่วางแผนเพิ่มรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่วางตำแหน่งเหนือกว่าปอร์เช่ 911 รถสปอร์ตที่เป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ ให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างถาวรเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือมาตรฐานสูงสุดด้านวิศวกรรมและความยืดหยุ่นสูงสุดในการพัฒนา ทั้งหมดนี้มีรากฐานมาจากประสบการณ์ในมอเตอร์สปอร์ตนานหลายทศวรรษ นวัตกรรมล้ำสมัยที่สะท้อนเอกลักษณ์ของปอร์เช่ และวิสัยทัศน์การออกแบบที่มุ่งสู่อนาคตซึ่งปอร์เช่ได้เผยให้เห็นผ่านมิชชั่น เอส
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine




















































































































































































