• มาสด้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายต่อเนื่อง จับมือกลุ่มอารีมิตรเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ ครอบคลุม 3 จังหวัด สร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจในภาคอีสาน

    1 Min Read

    มาสด้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายต่อเนื่อง จับมือกลุ่มอารีมิตรเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ ครอบคลุม 3 จังหวัด สร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจในภาคอีสาน

    มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือกับกลุ่มอารีมิตร กลุ่มธุรกิจรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่อีสานเหนือ และเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2560 ประกาศทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ทำเลศักยภาพสูงเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ในจังหวัดมหาสารคาม รองรับการบริการลูกค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครอบคลุมทั้งจังหวัดมหาสารคาม, กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด พร้อมส่งมอบบริการภายใต้ปรัชญา “Enjoy the Moment with Areemit Mazda” เน้นสร้างความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลักในทุกการปฏิบัติงาน พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษเนื่องในโอกาสเปิดโชว์รูมใหม่ เมื่อจองรถมาสด้าที่อารีมิตร รับโชค 2 ต่อ รวมมูลค่า 190,000 บาท ต่อที่ 1 ลุ้นรับโชครางวัลมูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท ต่อที่ 2 รับบัตรน้ำมันรวมมูลค่า 140,000 บาท และเมื่อนำรถมาสด้าเข้ารับบริการที่อารีมิตร ลุ้นรับโชคคูปองส่วนลดทันที มูลค่าสูงสุด 500 บาท ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 สิงหาคม 2568  นอกจากนี้ มาสด้า อารีมิตร ยังมีแผนในการเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดร้อยเอ็ดที่พร้อมเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้

    นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การขยายโชว์รูมและศูนย์บริการเพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มจำนวนสาขาเท่านั้น แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน ทั้งในด้านการบริการที่ได้มาตรฐานเดียวกัน ความสะดวกสบายในการเข้ารับการบริการ และการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งความร่วมมือกับกลุ่มอารีมิตรในครั้งนี้ถือเป็นการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในจังหวัดมหาสารคาม จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาเครือข่ายของมาสด้า ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันรวมถึงในอนาคต ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีกลุ่มลูกค้ามาสด้าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

    จากความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจรถยนต์มาอย่างยาวนาน ทำให้กลุ่มอารีมิตรมั่นใจกับแบรนด์มาสด้าเป็นอย่างมาก ประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้ทุ่มเงินลงทุนในจังหวัดกาฬสินธุ์ 120 ล้านบาท และในจังหวัดมหาสารคามอีก 100 ล้านบาท และในเร็ว ๆ นี้ เตรียมขยายไปยังจังหวัดร้อยเอ็ดโดยจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยการเพิ่มการลงทุนอีก 100 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยึดหลักการบริหารงาน คือ การมุ่งมั่นสร้างยอดขาย ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาคุณภาพของการบริการหลังการขายสู่ความเป็นเลิศ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุก ๆ ด้าน ผ่านแนวคิด ”ความพึงพอใจสูงสุด คือมาตรฐานการทำงานของเรา” โดยได้วางกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างผ่านการยกระดับมาตรฐานโชว์รูมในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด พร้อมมุ่งสร้างแบรนด์ให้ก้าวสู่ระดับพรีเมียม โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากกว่า 10%

    “ด้วยประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์มากกว่า 30 ปี ของ บริษัท อารีมิตร กรุ๊ป จึงทำให้มีความชำนาญในการดูแลลูกค้า รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากร ช่างซ่อม ทีมงานขาย และการให้บริการแบบมืออาชีพ ตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจรถยนต์มาสด้าก็คว้ารางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย ทั้งรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม หรือ Mazda Dealer of Excellence Award ถึง 4 ปี ติดต่อกัน เราจึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ที่ดำเนินงานภายใต้มาสด้าอารีมิตร จะส่งมอบการประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการได้อย่างแน่นอน” นายธีร์ กล่าว

    นางพิกุล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด กล่าวว่า โชว์รูม มาสด้า อารีมิตร สาขา มหาสารคาม ตั้งอยู่บนพื้นทั้งหมด 3,600 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่โชว์รูมและพื้นที่ส่วนงานบริการ ที่สามารถรองรับงานเช็กระยะและงานซ่อมได้กว่า 500 คันต่อเดือน โดยตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพซึ่งเป็นย่านชุมชนและเขตเศรษฐกิจหลักของจังหวัดมหาสารคาม อยู่บนถนนสายหลักมีความสะดวกสบายในการเดินทาง และอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญของจังหวัด เช่น เทศบาลเมืองมหาสารคาม ถนนนครสวรรค์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเชื่อมต่อไปยังจังหวัดร้อยเอ็ด และยังมีระยะห่างจากจังหวัดร้อยเอ็ดเพียง 30 กม. ทำให้ลูกค้าในจังหวัดร้อยเอ็ดสามารถเดินทางมารับบริการที่โชว์รูมได้ใกล้ขึ้น ซึ่งส่งผลให้โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งนี้จะเป็นจุดเชื่อมต่อที่สามารถรองรับลูกค้าจากทั้งสองจังหวัดได้

    นายณัฐพล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการขาย บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด กล่าวว่า ที่มาสด้า อารีมิตร เรายึดหลักแนวคิด “Enjoy the Moment with Areemit Mazda” ที่สะท้อนถึงปรัชญาการทำงานที่เน้นสร้างความพึงพอใจของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เมื่อลูกค้ามารับบริการกับเราจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การติดต่อประสานงาน การเข้ารับบริการ รวมถึงมีความพร้อมของห้องรับรองลูกค้า ที่พร้อมให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีและอบอุ่นในระหว่างรอรับรถ และในส่วนของงานบริการก็เช่นกัน เรามีทีมช่างและพนักงานที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ เราจึงมั่นใจว่าโชว์รูมแห่งใหม่จะสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด ได้เป็นอย่างดี

    “มาสด้า อารีมิตร มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอน ทั้งด้านการขาย การบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐานแบบครบวงจร โดยยึดมั่นในคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน ทุกบริการของเราดำเนินการโดยทีมช่างผู้ชำนาญและพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานจาก มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย พร้อมมอบความมั่นใจด้วยการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่สูงสุดถึง 20,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปีเต็ม ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าเราจะให้การดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว เพราะลูกค้าทุกคนคือคนพิเศษสุด เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจและกลับมาใช้บริการกับเราตลอดไป” นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติม

    มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ มาสด้า อารีมิตร พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าทุกคน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ เพื่อแทนคำขอบคุณที่เลือกใช้มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจไปตลอดการเดินทาง โดยลูกค้ามาสด้าทั้ง 3 จังหวัด หรือพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้ารับการบริการได้แล้วทั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    สำหรับลูกค้ามาสด้าที่จะเข้ารับบริการที่ มาสด้า อารีมิตร สามารถนัดหมายเข้ารับบริการได้ตามที่อยู่และเบอร์ติดต่อ ดังต่อไปนี้

    • มาสด้า อารีมิตร สาขา กาฬสินธุ์ ตั้งอยู่ที่ 9/1 ถนนสงเปลือย ตำบล กาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 โทร 043-010-252 หรือ 098-101-0030 Line: @areemitmazda
    • มาสด้า อารีมิตร สาขา มหาสารคาม ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 927 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม 44000 โทร 043-010-252 หรือ 098-101-0040 Line: @areemitmazda2
    • มาสด้า อารีมิตร สาขาจังหวัดร้อยเอ็ด (พร้อมเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้)

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ชยพล โยธา คว้าแชมป์ประเภทโอเวอร์ออล และนำทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์ประเภททีม ในการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025

    1 Min Read

    ชยพล โยธา คว้าแชมป์ประเภทโอเวอร์ออล และนำทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์ประเภททีม ในการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความยิ่งใหญ่ ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเอเชียอีกครั้ง เมื่อทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศญี่ปุ่น) คว้าแชมป์รายการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 (AXCR 2025) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 8 – 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยใช้รถกระบะไทรทัน1 (สเปก T1 หรือรถครอสคันทรีดัดแปลง) เข้าแข่งขันบนเส้นทางสุดหฤโหด รวมระยะทางกว่า 2,316.32 กิโลเมตร ซึ่งรวมถึงเส้นทาง Special Stage (SS)2 กว่า 1,002.95 กิโลเมตร

    ในประเภทคะแนนรวม (Overall) ชยพล โยธา คว้าอันดับหนึ่งด้วยเวลา 16 ชั่วโมง 15 นาที 12 วินาที ขณะที่ คัตสึฮิโกะ ทากูชิ จบการแข่งขันที่อันดับ 5 และ คาสุโตะ โคอิเดะ คว้าอันดับที่ 22 นอกจากนี้ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ยังสามารถคว้ารางวัลประเภททีม (Team Award) ได้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นการทวงคืนแชมป์ประเภททีมในรอบ 2 ปี ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้กับ ทีมที่มีผู้เข้าเส้นชัย 3 คันขึ้นไป โดยพิจารณาจากเวลารวมของ 2 คันแรกที่ทำผลงานได้ดีที่สุด

    การแข่งขัน AXCR ในปีนี้ เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ด้วยพิธีเปิดที่ถนนคนเดินพัทยา แหล่งท่องเที่ยวริมทะเลชื่อดังของเมืองไทย ก่อนเริ่มการแข่งขันในวันถัดมาด้วยเส้นทาง Leg 1 ซึ่งมีระยะทางกว่า 360 กิโลเมตร จากเมืองพัทยามุ่งหน้าสู่จังหวัดปราจีนบุรีทางภาคตะวันออก ซึ่งรวมถึงเส้นทาง SS ที่ยาวที่สุดในการแข่งขันถึง 199.13 กิโลเมตร

    ส่วนการแข่งขัน Leg 2 พาทุกทีมมุ่งขึ้นเหนือไปอีก 500 กิโลเมตร จากจังหวัดปราจีนบุรี สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่โดยเส้นทาง SS ครั้งนี้ มีทั้งทางหินที่สมบุกสมบัน สลับกับทางเรียบที่ต้องใช้ความเร็วสูงผ่านพื้นที่การเกษตร สะท้อนถึงความหลากหลายของภูมิประเทศ อันเป็นเอกลักษณ์ของการแข่งขัน AXCR ได้อย่างน่าเร้าใจ ส่วนใน Leg 3 เส้นทางยังคงอยู่ในเขตเขาใหญ่ แต่ต้องเจอกับพายุฝนในช่วงบ่าย ทำให้เส้นทางกลายเป็นดินโคลนสุดอันตราย จนทำให้รถแข่งหลายคันต้องเจอปัญหาใหญ่และฝ่าผ่านไปได้อย่างยากลำบาก

    สำหรับการแข่งขัน Leg 4 และ Leg 6 ซึ่งเดิมกำหนดเส้นทางที่มีระยะห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 50 กิโลเมตร ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ส่วน Leg 5 ยังเดินหน้าจัดแข่งขันตามปกติ โดยมีเส้นทางวกกลับไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งแม้จะเป็นเส้นทางเดียวกับ SS1 แต่สภาพถนนเลวร้ายลงอย่างหนักจากร่องลึกและหลุมบ่อ ที่ทีมต่าง ๆ ทิ้งไว้ในช่วงการแข่งขัน Leg 1 และยังมีต้นไม้หักโค่นจากพายุฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้แม้แต่กลุ่มทีมผู้นำยังติดหล่ม ส่งผลให้การแข่งขัน Leg นี้ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในวันที่โหดหินที่สุดของการแข่งขันปีนี้

    ใน Leg 7 ขบวนรถต่างมุ่งหน้ากลับสู่เมืองพัทยา โดยใช้เส้นทางบางส่วนเดียวกับ SS1 และ SS5 ซึ่งมีทั้งถนนแคบผ่านพื้นที่การเกษตร ถนนที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ และการลุยข้ามลำธาร จนกระทั่งถึง Leg 8 ในวันสุดท้าย ซึ่งปิดฉากการแข่งขันลงอย่างยิ่งใหญ่ ณ ท่าเรือบาลีฮาย ในเมืองพัทยา

     

    ผลงานของนักแข่งทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

    ชยพล โยธา นักขับมือหนึ่งของทีม ออกสตาร์ทอันดับที่ 12 แต่สามารถไต่อันดับขึ้นมาอย่างรวดเร็วตั้งแต่การแข่งขัน Leg แรก และปิดวันด้วยอันดับที่ 2 ก่อนจะขึ้นนำได้สำเร็จใน Leg 3 จากฝีมือการนำทางที่แม่นยำของผู้นำทาง พีรพงษ์ สมบัติวงศ์ และทักษะการขับที่รวดเร็ว โดยเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับตัวรถให้น้อยที่สุด และถึงแม้จะติดหล่มโคลนลึกใน Leg 5 แต่ชยพลยังคงเดินหน้า ทำเกมรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำเวลาเส้นทาง SS ได้เร็วสุดเป็นอันดับ 2 ใน Leg 7 และสุดท้ายก็สามารถคว้าแชมป์คะแนนรวมได้สำเร็จ โดยเฉือนชนะไปเพียง 7 นาที คว้าชัยชนะให้กับทีมได้อีกครั้งในรอบสามปี และนับเป็นครั้งที่ 2 ในรายการ AXCR

    คัตสึฮิโกะ ทากูชิ ออกสตาร์ทในอันดับ 5 และสามารถเกาะกลุ่มหัวตารางได้ตลอดช่วงแรก แต่ใน Leg 3 ต้องเจอเส้นทางสุดโหด จนทำให้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าพัง ส่งผลให้ร่วงไปอยู่ที่อันดับ 10 ก่อนจะกลับมาแสดงพลังการขับที่ดุดันใน Leg 5 ในขณะที่ทีมอื่น ๆ กำลังติดหล่ม จนสามารถแซงหน้าคู่แข่งได้ถึง 18 คัน และทำเวลาเร็วที่สุดบนเส้นทาง SS ของวันได้สำเร็จและทำคะแนนรวมอยู่ในอันดับ 6 และแม้ใน Leg 7 จะเจอปัญหาชิ้นส่วนการ์ดและระบบกันสะเทือนช่วงหลังเสียหาย แต่เขายังสามารถทำคะแนนรวมจบได้ที่อันดับ 5 สร้างผลงานที่ดีที่สุดในหมู่นักแข่งคู่ญี่ปุ่นในปีนี้ ซึ่งนับเป็นการแข่งขันรายการ AXCR ครั้งที่สามของเขา

    คาสุโตะ โคอิเดะ ลงแข่งเป็นปีที่สอง ในฐานะนักขับของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ต้องพบกับอุปสรรคตั้งแต่การแข่งขันวันแรกจากฝุ่นที่บดบังทัศนวิสัย จนชนเข้ากับรถอีกคันที่หยุดอย่างกะทันหัน และต้องออกจากการแข่งขันในวันนั้นทันที ต่อมาใน Leg 5 เกิดปัญหาเบรกหลังขัดข้อง แม้จะเกิดปัญหามากมาย แต่เขาก็ยังพยายามทำหน้าที่เป็นรถสนับสนุน ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมทั้งใน Leg 3 และ Leg 8 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และยังทำผลงานได้ดีขึ้นจากปีก่อน โดยจบการแข่งขันที่อันดับ 22 ประเภทคะแนนรวม

     

    เสียงจากทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

    ฮิโรชิ มาซูโอกะ  ผู้อำนวยการทีม

    “เป้าหมายสูงสุดในปีนี้ของเราคือการคว้าชัยชนะ และผมดีใจอย่างยิ่งที่ทีมของเราสามารถทำได้ พร้อมกับพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและห้าวหาญในแบบฉบับ Mitsubishi Motors-ness การคว้ารางวัลของทีมยังสะท้อนถึงพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจและความมุ่งมั่นของทุกคน การยกระดับประสิทธิภาพของไทรทันให้โดดเด่นทั้งในด้านเสถียรภาพเมื่อต้องขับขี่ด้วยความเร็วสูงและความคล่องตัวในเส้นทางคดเคี้ยว ทำให้เราก้าวล้ำเหนือกว่าคู่แข่งที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่าได้ และในปีหน้า เราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพของรถให้สูงยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความเป็นต่อในการแข่งขันต่อไป”

    ชยพล โยธา นักแข่งรถหมายเลข 112

    “ผมดีใจมากที่คว้าแชมป์คะแนนรวมกลับมาได้อีกครั้ง ต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ทำงานกันได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ และสร้างรถที่สมบูรณ์แบบให้กับผม การแข่งขันปีนี้โหดสุด ๆ เพราะมีทั้งทางหิน ถนนโคลน และพื้นลื่น แต่ด้วยความทนทานและการควบคุมที่ยอดเยี่ยมของไทรทัน ทำให้ผมสามารถนำรถผ่านโค้งต่าง ๆ ด้วยความเร็วสูงและวิ่งบนทางโคลนแคบ ๆ ได้อย่างมั่นใจ จนสร้างผลงานได้ในระดับท็อปฟอร์ม ปีหน้าผมจะกลับมาเพื่อป้องกันแชมป์อีกครั้ง”

    คัตสึฮิโกะ ทากูชิ นักแข่งรถหมายเลข 105

    “แม้ผมจะจบอันดับ 5 เหมือนปีที่แล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าทีมของเรามีพัฒนาการขึ้นมาก เราสามารถทำเวลาแข่งกับรถเครื่องใหญ่กว่าได้อย่างสูสีทุกรอบ และยังทำสถิติเร็วที่สุดใน Leg 5 อีกด้วย เพราะไทรทันมีการยกระดับประสิทธิภาพขึ้นทุกปี โดยเฉพาะระบบกันสะเทือนและการควบคุมมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ทีมผ่านเส้นทางสุดโหดมาได้ และยังช่วยสนับสนุนชัยชนะของชยพลได้ในที่สุด ซึ่งหลังการแข่งขัน เรายังสามารถหาจุดที่นำไปพัฒนาต่อได้ในหลายด้านที่จะช่วยให้เราทำเวลาได้ดีขึ้น และด้วยการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อสร้างจุดแข็งในด้านต่าง ๆ  ผมมั่นใจว่าปีหน้าเราจะทำผลงานได้ดีกว่านี้แน่นอน”

    คาสุโตะ โคอิเดะ นักแข่งรถหมายเลข 118

    “แม้การแข่งขันจะสร้างความรู้สึกกดดันมาก โดยเฉพาะการที่ต้องออกจากการแข่งขันในวันแรก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก รถไทรทันที่ผมใช้ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติจากรุ่นผลิตจริง แต่สามารถพิสูจน์ถึงความทนทานได้อย่างยอดเยี่ยมท่ามกลางสภาพโหดของการแข่งขัน AXCR ซึ่งประสบการณ์ในการควบคุมและการบังคับพวงมาลัยที่ผมได้รับมานั้น จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญต่อการพัฒนารถรุ่นต่อไปของมิตซูบิชิ และผมตั้งตารอที่จะได้นำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปใช้กับรถยนต์ของมิตซูบิชิรุ่นต่อไป”

     

    ผลการแข่งขันคะแนนรวม รายการ AXCR 2025

    1. 1. ชยพล โยธา (มิตซูบิชิ ไทรทัน) 16 ชั่วโมง 15 นาที 12 วินาที
    2. 2. มานะ พรศิริเชิด (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว) 16 ชั่วโมง 23 นาที 3 วินาที
    3. 3. เบลีย์โคล (ฟอร์ด แร็พเตอร์) 17 ชั่วโมง 8 นาที 29 วินาที
    4. 4. ดิษพงศ์ มณีอินทร์ (อีซูซุ ดีแมคซ์) 17 ชั่วโมง 9 นาที 32 วินาที
    5. 5. คัตสึฮิโกะ ทากูชิ (มิตซูบิชิ ไทรทัน) 17 ชั่วโมง 37 นาที 56 วินาที
    6. 6. ณัฐพล อังฤทธานนท์ ((โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว) 17 ชั่วโมง 46 นาที 52 วินาที

    1. 22. คาสุโตะ โคอิเดะ (มิตซูบิชิ ไทรทัน) 29 ชั่วโมง 34 นาที 31 วินาที

    ติดตามข่าวสารการแข่งขันของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ที่ช่องทาง Facebook
    อย่างเป็นทางการของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย
    www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

    ติดตามข่าวสารการแข่งขันของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ที่ช่องทางอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการ
    https://www.instagram.com/ralliart.official/

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่
    https://www.mitsubishi-motors.com/en/brand/ralliart/axcr/axcr2025/

    1. เนื่องจากการปิดพรมแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ทางผู้จัดงานจึงจัดการแข่งขันภายในประเทศไทยเท่านั้น
    2. จัดจำหน่ายด้วยชื่อรุ่น L200 ในตลาดบางประเทศ

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • แคมเปญ ‘THE BOLD JOURNEY’ จากเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) สร้างยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์ไปกับการเดินทางที่ยั่งยืน ด้วย The Kia EV5 รถยนต์ไฟฟ้า 100%

    1 Min Read

    แคมเปญ ‘THE BOLD JOURNEY’ จากเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) สร้างยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์ ส่งเสริมครอบครัวยุคใหม่ออกมาผจญภัย ไปกับการเดินทางที่ยั่งยืน ด้วย The Kia EV5 รถยนต์ไฟฟ้า 100%

    เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เผยความสำเร็จ “เดอะ โบลด์ เจอร์นีย์” (THE BOLD JOURNEY) แคมเปญที่ร่วมมือกับ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “การเดินทาง” ผ่าน 3 กิจกรรม ไฮไลต์ที่เน้นเจาะกลุ่มครอบครัวยุคใหม่และทันสมัยในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1. The BOLD Destination 2. The BOLD Honeymoon และ 3. The BOLD Friend สะท้อนปรัชญา “Movement that Inspires” ที่เกียเชื่อว่า “ทุกการเดินทาง คือ โอกาสที่จะได้ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ ๆ” โดยเกียได้พาผู้โชคดีออกเดินทางสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าค้นหาในประเทศไทยไปกับ The Kia EV5 รถเอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบตามปรัชญา Opposites United เพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลายของครอบครัวทุกรูปแบบ ซึ่งแคมเปญฯ ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม และยังได้สร้างยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์ บนโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยให้เกียขยายการรับรู้ของแบรนด์ไปยังกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ได้ในวงกว้าง

    นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า “เกีย มุ่งมั่นส่งมอบนวัตกรรมและบริการที่ดีและมีคุณค่า พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้คนให้สะดวกสบายและสร้าง
    แรงบันดาลใจตามปรัชญา Movement that Inspires ที่เราเชื่อว่าพลังของการเดินทางจะสร้างแรงบันดาลใจและสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองและชีวิตผู้คนได้ เพื่อตอกย้ำปรัชญาดังกล่าว ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างสรรค์แคมเปญที่ผสานเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยเข้ากับประสบการณ์การเดินทางด้วย The Kia EV5 ยนตรกรรมไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และทุกครอบครัวอย่างลงตัว ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในด้านการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์เกียให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และยังสร้างแรงกระเพื่อมทางการตลาด (market impact) ด้วยการเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ (engagement) กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล  กล่าวต่อว่า “ความน่าสนใจของแคมเปญนี้ คือ การออกแบบกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวที่หลากหลายรูปแบบ ครอบครัวสำหรับบางคนอาจเป็นพ่อแม่ลูก สำหรับบางคนอาจเป็นคนที่เรารักโดย
    ไม่จำกัดเพศ สำหรับบางคนอาจเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นพยานรักและเป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงเวลาที่มีความหมายร่วมกัน การเข้าใจนิยามใหม่นี้กลายเป็นจุดแข็งที่เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เลือกนำมาใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแคมเปญ “THE BOLD JOURNEY” ซึ่งสะท้อน DNA ของเกียได้เป็นอย่างดีในการเป็นแบรนด์ที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นบรรทัดฐาน

     

    กิจกรรมสร้างสรรค์จากแคมเปญ THE BOLD JOURNEY

     

    1. The BOLD Destination เป็นกิจกรรมที่เกีย ร่วมมือกับ ททท. ชวนทุกครอบครัวออกไปท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางสุด BOLD พร้อมกิจกรรมซีเอสอาร์รักษ์โลกด้วยการทำปะการังเทียม เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ณ เกาะมันกลาง จังหวัดระยอง
    2. The BOLD Honeymoon กิจกรรมร่วมฉลอง Pride Month ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เกียที่พร้อมสนับสนุนความสัมพันธ์และความรักในทุกรูปแบบ เพราะความรักคือพลังขับเคลื่อนที่ทรงพลัง พร้อมให้คู่รักสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก กับกิจกรรมฮันนีมูนสุดหวาน
      ณ จังหวัดอยุธยา
    3. The BOLD Friend กิจกรรมซีเอสอาร์ที่ เกีย ร่วมกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ เชิญชวนผู้ที่พร้อมอุปการะสัตว์เลี้ยงมาร่วมเป็นบ้านหลังใหม่
      ให้เพื่อนสี่ขาสุด BOLD ซึ่งเป็นการขยายนิยามของคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่เกียมองว่าสำหรับบางคน สัตว์เลี้ยง คือ สมาชิกครอบครัว
      ที่สำคัญไม่แพ้คนในครอบครัว

    ซึ่ง 3 กิจกรรมนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังได้ทดลองและสัมผัสสมรรถนะของ The Kia EV5 รถเอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การเดินทางของครอบครัวทั้งสะดวกสบาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอกย้ำความตั้งใจของเกียในการสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คน

    การผสานพลัง KOL/Influencer แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมออนกราวน์

     

    เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เลือกใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก ควบคู่กับการใช้ KOL/Influencer ที่สอดคล้องกับ
    แต่ละกลุ่มเป้าหมาย อาทิ Influencer ครอบครัวสายท่องเที่ยวอย่าง “ไอซ์ – ณพัชรินทร์ ปรีดากุล และ “แบงค์ – อธิกิตติ์ ไพบูลย์รัตนกิจ” เพื่อสื่อสารกับครอบครัวนักเดินทาง และ คู่รัก LGBTQ+ อย่าง “พอร์ช-อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี” และ “อาม-สัพพัญญู ปนาทกุล” ที่รักกันมานานกว่า 16 ปี รับหน้าที่เป็นคู่รักต้นแบบที่มาชวนคู่รักไปฉลองทริปฮันนีมูน นอกจากนี้ยังมี Influencer ผู้รักสัตว์เลี้ยงอย่าง “เต๋า – เศรษฐพงศ์ เพียงพอ” ที่เข้าถึงกลุ่มคนรักสัตว์ได้ และยังมีการจัดกิจกรรม On ground รวมถึงทริปกับเจ้าของรถเกียและผู้โชคดีที่สร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรง นำไปสู่การสร้างเอนเกจเมนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกียเชื่อมโยงกับครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

    “แคมเปญนี้ได้รับความคิดเห็นเชิงบวก และกระแสตอบรับที่ล้นหลามจากผู้บริโภคไทยยุคใหม่ ด้วยยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์บนโซเชียลมีเดียในทุกแพลตฟอร์ม ความสำเร็จเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ก้าวหน้าของเกียในฐานะแบรนด์ที่ยอมรับความเท่าเทียมและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่อย่างแท้จริง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเกียในการเป็นแบรนด์ยนตรกรรมระดับโลกที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกให้กับสังคม”  นายฌ็อง–ดาวิด กล่าวสรุป


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • PTT Lubricants และ FIT Auto ร่วมหนุนภารกิจ “มูลนิธิร่วมกตัญญู” มอบน้ำมันเครื่องและบริการเปลี่ยนถ่ายฟรี เสริมความพร้อมรถปฏิบัติงานทั่วประเทศ

    1 Min Read

    PTT Lubricants และ FIT Auto ร่วมหนุนภารกิจ “มูลนิธิร่วมกตัญญู” มอบน้ำมันเครื่องและบริการเปลี่ยนถ่ายฟรี เสริมความพร้อมรถปฏิบัติงานทั่วประเทศ

    บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น PTT Lubricants และศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto นำโดย คุณรชา อุทัยจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจหล่อลื่น เดินหน้าสนับสนุนการทำงานของ มูลนิธิร่วมกตัญญู หน่วยงานที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย กู้ชีพ กู้ภัย และปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

    โดยในครั้งนี้ได้ส่งมอบน้ำมันเครื่อง PTT Lubricants Dynamic Commonrail เบอร์ 10W-30 และ 15W-40 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 120 แกลลอน พร้อมบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องฟรีที่ FIT Auto และส่วนลดราคาพิเศษ เพื่อให้รถปฏิบัติงานของมูลนิธิฯ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ เพิ่มความมั่นใจในการออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยได้รับเกียรติจาก คุณสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผู้จัดการมูลนิธิฯ, คุณสกาวรัตน์ สมสกุลรุ่งเรือง เลขาธิการฯ และคณะดาราอาสา อาทิ คุณวิภพ บางยี่ขัน, คุณกรเศก โคนินทร์ และ คุณอุษณียาภรณ์ ผลเจริญ ร่วมรับมอบ

    คุณรชา เปิดเผยว่า เราตระหนักดีว่าความพร้อมของรถและเครื่องยนต์ คือหัวใจสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ให้ทันเวลาในสถานการณ์ฉุกเฉิน การที่ PTT Lubricants และ FIT Auto ได้มีโอกาสสนับสนุนน้ำมันเครื่องคุณภาพสูง พร้อมบริการเปลี่ยนถ่ายและดูแลสภาพรถให้กับมูลนิธิฯ จึงไม่ใช่แค่การดูแลเครื่องยนต์ แต่คือการร่วมดูแลหัวใจของการช่วยเหลือ ซึ่งทุกภารกิจของมูลนิธิร่วมกตัญญูคือภารกิจที่แข่งกับเวลา และมีความหมายต่อชีวิตของผู้คน สอดคล้องกับพันธกิจของ OR ที่เชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการ “ส่งต่อคุณค่าและความห่วงใย” สู่สังคม จึงได้มุ่งสร้างโครงการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” และพร้อมเคียงข้างทุกภารกิจของผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า เพื่อให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • มูลนิธิกลุ่มอีซูซุและอีซูซุเคียงคู่คนไทย มอบเงินสนับสนุน 300,000 บาท พร้อมแคมเพจ์น ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

    1 Min Read

    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุและอีซูซุเคียงคู่คนไทย มอบเงินสนับสนุน 300,000 บาท พร้อมแคมเพจ์น ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

    คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองประธานมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด ตอกย้ำพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการเป็นนิติบุคคลที่ดี ยืนเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ความยากลำบาก ด้วยการมอบเงินบริจาคในนามมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มูลค่า 300,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดน่าน โดยมีคุณบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นผู้รับมอบ ณ ศาลากลางจังหวัดน่าน อีกทั้งอีซูซุยังได้ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนให้ท่านผู้ใช้รถอีซูซุที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในจังหวัดต่าง ๆ โดยการมอบบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมมอบส่วนลดค่าแรง 30% และส่วนลดค่าอะไหล่ 30% (ยกเว้น อุปกรณ์ประดับยนต์ แบตเตอรี่รถยนต์ และยางรถยนต์) ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568 – 30 กันยายน 2568

               สำหรับท่านผู้ใช้รถอีซูซุ สามารถนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุที่ร่วมรายการ รวมถึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ 0-2118-0777 โดยสามารถตรวจสอบศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุที่ร่วมรายการและติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • “TOYOTA GAZOO Racing Thailand” ครองโพเดียม 2 ปีซ้อน คว้าอันดับ 2 และ 5 ในรุ่น T1D  ศึกใหญ่ Asia Cross Country Rally 2025 (AXCR 2025) ด้วย Hilux REVO GR SPORT 4×4

    1 Min Read

    “TOYOTA GAZOO Racing Thailand” ครองโพเดียม 2 ปีซ้อน คว้าอันดับ 2 และ 5 ในรุ่น T1D  ศึกใหญ่ Asia Cross Country Rally2025 (AXCR2025) ด้วย Hilux REVO GR SPORT 4×4

     

    TOYOTA GAZOO Racing Thailand” ทีมแข่งรถยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จอย่างสูงของวงการมอเตอร์สปอร์ต ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยความร่วมมือกับ ARTO, TOYOTA MOTOR ASIA (TMA) ทีมวิศวกรชาวไทย เดินหน้าร่วมกันศึกษาเก็บข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนายนตกรรมที่ดียิ่งกว่าให้กับผู้ใช้รถคนไทยในอนาคต ตามแนวคิด MAKE EVER-BETTER CARS FROM CIRCUIT TO THE ROAD ประกาศความสำเร็จอีกครั้ง ครองโพเดียมปีที่ 2 คว้าอันดับ 2 และ 5 ในรุ่น T1D ด้วยรถแข่งสายพันธุ์แกร่ง  Hilux REVO GR SPORT 4 x 4  ในการแข่งขันแรลลี่รถยนต์สุดโหด “30th  Asia Cross Country Rally 2025” (AXCR 2025) บนเส้นทางภาคตะวันออกจากจุดสตาร์ท พัทยา จ.ชลบุรี  ระหว่างวันที่ 8-16 สิงหาคม 2568

    ศึก “30th  Asia Cross Country Rally 2025” (AXCR 2025) ทีมส่งรถ Hilux REVO GR SPORT 4×4  กระบะแกร่ง สายพันธุ์สปอร์ต ดีไซน์ดุดัน ลงแข่งขันในรุ่น T1D จำนวน 2 คัน แบ่งเป็น 8 ช่วงการแข่งขัน หรือ 8 LEG  การแข่งขันเริ่มต้นใน LEG 1-3 จากพัทยา มุ่งหน้าปราจีนบุรี และเขาใหญ่ นครราชสีมา LEG1 เป็นเส้นทางดินแข็งและขรุขระ เต็มไปด้วยหลุมเนิน  LEG 2-3 ยากขึ้น เต็มไปด้วยหิน หลุมลึกและบางส่วนเป็นโคลน ในช่วง LEG 4 และ LEG 6  เนื่องจากเส้นทางเดิมวางไว้ค่อนข้างใกล้เขตชายแดนทำให้ผู้จัดยกเลิกเพื่อความปลอดภัย แข่งต่อใน LEG 5 กลับมาใช้เส้นทางพัทยา-ปราจีนบุรี ซึ่งทวีความยากขึ้นเมื่อฝนตกหนักเส้นทางกลายเป็นโคลน หลุมและบ่อเต็มไปหมด ปิดท้ายที่ LEG 7-8 เส้นทางปราจีนบุรี-พัทยา และมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นชัยที่พัทยาเพื่อปิดฉากการแข่งขันสุดทรหด โดยหลังจบการแข่งขันผลปรากฏว่า

    รถหมายเลข 101 ดีกรีแชมป์เก่าขับโดย หนึ่ง-มานะ พรศิริเชิด และ โคไดร์ฟเวอร์  ตอน-กิติศักดิ์ กลิ่นจันทร์ จบการแข่งขันอันดับ 2 ในรุ่น T1D และ 2 แบบโอเวอร์ออล ใช้เวลารวม 16:23:03 ชม.

    รถหมายเลข 113 ขับโดย จุ๊บ-ณัฐพล อังฤทธานนท์ และ โคไดร์ฟเวอร์  ตั้ม-ธันยพัต มีนิล จบการแข่งขันอันดับ 5 ของรุ่น T1D และ 6 แบบโอวอร์ออล ใช้เวลารวม 17:46:52 ชม.

    การแข่งขัน “30th Asia Cross Country Rally 2025”  ในวาระครบรอบ 30 ปี ของรายการแรลลี่ระดับตำนานในเอเชีย ถือเป็นสนามที่ท้าทายและขึ้นชื่อว่าโหดครบรส ด้วยระยะทางไกล เส้นทางหฤโหดทั้งโคลน ลูกรัง ทางทุรกันดาร ฝ่าตะลุยเข้าไปในป่าเขา หรือร่องน้ำ ต้องใช้ทักษะและฝีมือตลอดการแข่งขัน เป็นบททดสอบและพิสูจน์สมรรถนะความแกร่งของรถและนักแข่ง รวมถึงทีมเซอร์วิสซัพพอร์ตที่ต้องพร้อมแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเส้นทาง

    ความสำเร็จต่อเนื่องในปีที่ 2 ของ TOYOTA GAZOO Racing Thailand ตอกย้ำแนวคิดในการพัฒนายนตกรรมที่แข็งแกร่งเพื่อผู้ใช้จริง จากการเก็บข้อมูลสำคัญทุกช่วงเวลาในสภาวะการแข่งขันที่กดดัน เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนายนตกรรมที่ดียิ่งกว่าให้กับผู้ใช้รถคนไทยในอนาคต แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตติดตามภาพบรรยากาศแข่งขันสุดมันส์และข้อมูลเพิ่มเติมของทีมได้ที่ Facebook และ Instagram: TOYOTAGAZOORacingTeamThailand


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • แคมเปญ ‘THE BOLD JOURNEY’ จากเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) สร้างยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์ ส่งเสริมครอบครัวยุคใหม่ออกมาผจญภัย ไปกับการเดินทางที่ยั่งยืน ด้วย The Kia EV5 รถยนต์ไฟฟ้า 100%

    1 Min Read

    แคมเปญ ‘THE BOLD JOURNEY’ จากเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) สร้างยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์ ส่งเสริมครอบครัวยุคใหม่ออกมาผจญภัย ไปกับการเดินทางที่ยั่งยืน ด้วย The Kia EV5 รถยนต์ไฟฟ้า 100%

    เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เผยความสำเร็จ “เดอะ โบลด์ เจอร์นีย์” (THE BOLD JOURNEY) แคมเปญที่ร่วมมือกับ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “การเดินทาง” ผ่าน 3 กิจกรรม ไฮไลต์ที่เน้นเจาะกลุ่มครอบครัวยุคใหม่และทันสมัยในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1. The BOLD Destination 2. The BOLD Honeymoon และ 3. The BOLD Friend สะท้อนปรัชญา “Movement that Inspires” ที่เกียเชื่อว่า “ทุกการเดินทาง คือ โอกาสที่จะได้ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ” โดยเกียได้พาผู้โชคดีออกเดินทางสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าค้นหาในประเทศไทยไปกับ The Kia EV5 รถเอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบตามปรัชญา Opposites United เพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลายของครอบครัวทุกรูปแบบ ซึ่งแคมเปญฯ ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม และยังได้สร้างยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์ บนโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยให้เกียขยายการรับรู้ของแบรนด์ไปยังกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ได้ในวงกว้าง

    นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า “เกีย มุ่งมั่นส่งมอบนวัตกรรมและบริการที่ดีและมีคุณค่า พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้คนให้สะดวกสบายและสร้างแรงบันดาลใจตามปรัชญา Movement that Inspires ที่เราเชื่อว่าพลังของการเดินทางจะสร้างแรงบันดาลใจและสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองและชีวิตผู้คนได้ เพื่อตอกย้ำปรัชญาดังกล่าว ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างสรรค์แคมเปญที่ผสานเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยเข้ากับประสบการณ์การเดินทางด้วย The Kia EV5 ยนตรกรรมไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และทุกครอบครัวอย่างลงตัว ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในด้านการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์เกียให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และยังสร้างแรงกระเพื่อมทางการตลาด (market impact) ด้วยการเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์(engagement) กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล  กล่าวต่อว่า “ความน่าสนใจของแคมเปญนี้ คือ การออกแบบกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวที่หลากหลายรูปแบบ ครอบครัวสำหรับบางคนอาจเป็นพ่อแม่ลูก สำหรับบางคนอาจเป็นคนที่เรารักโดยไม่จำกัดเพศ สำหรับบางคนอาจเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นพยานรักและเป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงเวลาที่มีความหมายร่วมกัน การเข้าใจนิยามใหม่นี้กลายเป็นจุดแข็งที่เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เลือกนำมาใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแคมเปญ “THE BOLD JOURNEY” ซึ่งสะท้อน DNA ของเกียได้เป็นอย่างดีในการเป็นแบรนด์ที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นบรรทัดฐาน

     

    กิจกรรมสร้างสรรค์จากแคมเปญ THE BOLD JOURNEY

    1. The BOLD Destination เป็นกิจกรรมที่เกีย ร่วมมือกับ ททท. ชวนทุกครอบครัวออกไปท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางสุด BOLD พร้อมกิจกรรมซีเอสอาร์รักษ์โลกด้วยการทำปะการังเทียม เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ณ เกาะมันกลาง จังหวัดระยอง
    2. The BOLD Honeymoon กิจกรรมร่วมฉลอง Pride Month ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เกียที่พร้อมสนับสนุนความสัมพันธ์และความรักในทุกรูปแบบ เพราะความรักคือพลังขับเคลื่อนที่ทรงพลัง พร้อมให้คู่รักสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก กับกิจกรรมฮันนีมูนสุดหวาน ณ จังหวัดอยุธยา
    3. The BOLD Friend กิจกรรมซีเอสอาร์ที่ เกีย ร่วมกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ เชิญชวนผู้ที่พร้อมอุปการะสัตว์เลี้ยงมาร่วมเป็นบ้านหลังใหม่ ให้เพื่อนสี่ขาสุด BOLD ซึ่งเป็นการขยายนิยามของคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่เกียมองว่าสำหรับบางคน สัตว์เลี้ยง คือ สมาชิกครอบครัว ที่สำคัญไม่แพ้คนในครอบครัว

    ซึ่ง 3 กิจกรรมนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังได้ทดลองและสัมผัสสมรรถนะของ The Kia EV5 รถเอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การเดินทางของครอบครัวทั้งสะดวกสบาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอกย้ำความตั้งใจของเกียในการสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คน

     

    การผสานพลัง KOL/Influencer แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมออนกราวน์

     

    เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เลือกใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก ควบคู่กับการใช้ KOL/Influencer ที่สอดคล้องกับ แต่ละกลุ่มเป้าหมาย อาทิ Influencer ครอบครัวสายท่องเที่ยวอย่าง “ไอซ์ – ณพัชรินทร์ ปรีดากุล และ “แบงค์ – อธิกิตติ์ ไพบูลย์รัตนกิจ” เพื่อสื่อสารกับครอบครัวนักเดินทาง และ คู่รัก LGBTQ+ อย่าง “พอร์ช-อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี” และ “อาม-สัพพัญญู ปนาทกุล” ที่รักกันมานานกว่า 16 ปี รับหน้าที่เป็นคู่รักต้นแบบที่มาชวนคู่รักไปฉลองทริปฮันนีมูน นอกจากนี้ยังมี Influencer ผู้รักสัตว์เลี้ยงอย่าง “เต๋า – เศรษฐพงศ์ เพียงพอ” ที่เข้าถึงกลุ่มคนรักสัตว์ได้ และยังมีการจัดกิจกรรม On ground รวมถึงทริปกับเจ้าของรถเกียและผู้โชคดีที่สร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรง นำไปสู่การสร้างเอนเกจเมนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกียเชื่อมโยงกับครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

    “แคมเปญนี้ได้รับความคิดเห็นเชิงบวก และกระแสตอบรับที่ล้นหลามจากผู้บริโภคไทยยุคใหม่ ด้วยยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์บนโซเชียลมีเดียในทุกแพลตฟอร์ม ความสำเร็จเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ก้าวหน้าของเกียในฐานะแบรนด์ที่ยอมรับความเท่าเทียมและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่อย่างแท้จริง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเกียในการเป็นแบรนด์ยนตรกรรมระดับโลกที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกให้กับสังคม”  นายฌ็อง–ดาวิด กล่าวสรุป

    ติดตามความเคลื่อนไหว และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง Official ของ Kia Thailand ที่ https://www.kia.com/th


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • เปิดตัว “Lamborghini Fenomeno” สุดยอดคอลเลกชันยานยนต์ระดับโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำและขุมพลัง V12 แรงสุดในประวัติศาสตร์สายพันธุ์กระทิงดุ

    2 Min Read

    เปิดตัว “Lamborghini Fenomeno” สุดยอดคอลเลกชันยานยนต์ระดับโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำและขุมพลัง V12 แรงสุดในประวัติศาสตร์สายพันธุ์กระทิงดุ

    ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี (Automobili Lamborghini) ภูมิใจเสนอ Fenomenoสุดยอดรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 29 คัน ในโอกาสการเฉลิมฉลองครั้งสำคัญของมรดกแห่งยนตรกรรมรุ่นพิเศษของแบรนด์ โชว์ความโดดเด่นทั้งสมรรถนะ นวัตกรรมทางเทคนิคที่เหนือระดับ และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ระดับไอคอนิกของลัมโบร์กินี เซนโทร สไตล์ (Lamborghini Centro Stile) ซึ่งเป็นผู้นำเสนอรถยนต์คันแรกที่ออกแบบโดยแผนกออกแบบของโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส ในช่วงแรกของการก่อตั้งเมื่อ กว่า 20 ปีก่อน

    Fenomeno คือการประกาศเจตนารมณ์แห่งงานดีไซน์ (Design Manifesto) ในแบบฉบับดั้งเดิมของลัมโบร์กินี เพื่อยกระดับองค์ประกอบด้านการออกแบบอันโดดเด่นของแบรนด์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ซึ่งนอกจากงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และระบบอากาศพลศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ Fenomeno ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินี ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัวเพื่อมอบกำลังเครื่องรวมถึง 1,080 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ V12 แบบดูดอากาศเข้าตามธรรมชาติให้กำลังเครื่องสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 835 แรงม้าและมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัวจะให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า ทำให้ Fenomeno คือนิยามแห่งขุมพลังที่สูงเกินขีดจำกัดซึ่งยังไม่เคยปรากฏมาก่อน ผู้ขับขี่ยังจะได้สัมผัสกับโซลูชันทางเทคนิคขั้นสูงที่ติดตั้งมาในลัมโบร์กินีเป็นครั้งแรก อาทิ เซ็นเซอร์ 6D และระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM-R Plus

    มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “การเปิดตัว Reventón ในปี 2007 มีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ระดับสุดยอดที่แท้จริง เพื่อสะท้อนถึงเอกลักษณ์ที่ลัมโบร์กินีภาคภูมิใจ และสำหรับรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดนี้ เรายังคงรักษาปรัชญาแห่งความโดดเด่นและนวัตกรรมอันเป็นรากฐานสำคัญในดีเอ็นเอของเราไว้เฉกเช่นเดิม”

    Fenomeno ซึ่งกลายเป็นดาวเด่นในมหกรรม Monterey Car Week 2025 คือสิ่งที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนายานยนต์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันของลัมโบร์กินีได้อย่างชัดเจน เริ่มมาตั้งแต่รุ่น Reventón และรุ่นลิมิเต็ดต่อ ๆ มา ซึ่งประกอบด้วยรุ่น Sesto Elemento (2010), Veneno (2013), Centenario (2016), Sián (2019) และ Countach (2021) โดยชื่อรุ่น Fenomeno มาจากวัวกระทิงที่กล้าหาญและโด่งดังซึ่งเคยลงสนามสู้ในเมืองโมเรเลีย ประเทศเม็กซิโก เมื่อปี 2002 โดยเป็นการสู้วัวกระทิงระหว่างนักสู้วัวกระทิงสองคน วัวกระทิงตัวนี้ได้รับการละเว้นโทษจากคุณสมบัติอันโดดเด่นที่มันแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งในภาษาอิตาลีและสเปน คำว่า Fenomeno แปลว่า “ปรากฏการณ์” เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งพิเศษที่ไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง

    “Fenomeno เป็นรถยนต์ที่เหนือชั้นทั้งในด้านสมรรถนะ สไตล์ และการนำเสนอเอกลักษณ์ที่แปลกใหม่ของลัมโบร์กินี ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองคุณค่าและความสำเร็จของแบรนด์ ตลอดจนการอุทิศตนเพื่อลูกค้าซึ่งคาดหวังประสบการณ์สุดพิเศษจากเรา หากเหนือสิ่งอื่นใด Fenomeno คือรถยนต์รุ่นพิเศษที่เหนือชั้นกว่ารุ่นใด ๆ ในประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินี ที่นำเสนอนวัตกรรมโซลูชันด้านเทคนิค เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่พิเศษอย่างแท้จริง” มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ กล่าวเสริม

    ระบบส่งกำลังถูกติดตั้งภายในโครงสร้างตัวถังแบบ Monofuselage ซึ่งเป็นโครงแชสซีของลัมโบร์กินีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบอันล้ำสมัย ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมดด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเช่นเดียวกับโครงสร้างแบบ Monocoque และมีโครงสร้างด้านหน้าแบบ Forged Composite® ซึ่งเป็นวัสดุพิเศษที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์เส้นสั้นชุบในเรซิน โดยลัมโบร์กินีได้ผลิตและใช้งานวัสดุชนิดนี้มาตั้งแต่การเปิดตัว Reventón ในปี 2007 ซึ่งเป็นต้นแบบของรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันและเป็นรถยนต์รุ่นบุกเบิกสายการผลิตนี้ ด้วยโครงตัวถังสุดล้ำที่ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด

    Fenomeno ยังมาพร้อมเทคโนโลยีที่มีเฉพาะในรถแข่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลวัตและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดด้วยเครื่องยนต์ V12 โดยระบบเบรก CCM-R Plus พร้อมดิสก์เบรกคาร์บอนเซรามิก เพื่อการันตีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ส่วนล้ออัลลอยแบบ Single Nut Forged มอบความคล่องตัวที่เหนือระดับ ในขณะที่ยางรุ่นพิเศษที่ออกแบบสำหรับสนามแข่งของบริดจสโตน มอบการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม พร้อมเสริมความสมบูรณ์แบบด้วยระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งในแนวสปอร์ต ทำให้ Fenomeno มอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่แม่นยำและเปี่ยมด้วยเสถียรภาพสูงสุดในขณะขับขี่แนวสปอร์ตอันเร้าใจ

    ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ประกอบกับกำลังเครื่องยนต์ที่เหนือล้ำ ทำให้ Fenomeno เป็นรถยนต์ลัมโบร์กินีที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.4 วินาที และจาก 0-200 กม./ชม. เพียง 6.7 วินาทีเท่านั้น โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดมากกว่า 350 กม./ชม. ทั้งยังมีอัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินีที่ 1.64 กก./แรงม้า

     

    การออกแบบรถยนต์

    Fenomeno คือ “การประกาศเจตนารมณ์แห่งงานดีไซน์ (Design Manifesto)” ฉบับใหม่ ด้วยแนวคิดที่เหนือความคาดหมายและความหรูหราขั้นสุดของซูเปอร์สปอร์ตคาร์แบบลองเทล แฝงไว้ด้วยดีเอ็นเอการออกแบบอันโดดเด่นและตราตรึงใจอย่างไม่สิ้นสุด หากยังคงสัมผัสที่สดใหม่และเร้าใจอยู่เสมอ หัวใจสำคัญของจิตวิญญาณแบบอิตาเลียนเกิดจากการใช้รูปทรงเส้นสายที่ให้ความสำคัญกับเส้นแกนกลาง รวมถึงสถาปัตยกรรมสุดล้ำของห้องโดยสาร และรูปลักษณ์อันล้ำสมัยในทุกมุมมอง โดยมีการลดทอนเส้นสาย หากยังคงความบริสุทธิ์ประณีตและพื้นผิวสมรรถนะสูงที่ดูสะอาดตา ทุกเส้นสายล้วนผสานรวมฟังก์ชันการใช้งานขั้นสูงสุด เข้ากับความบริสุทธิ์ทางสุนทรียศาสตร์ขั้นสุดยอด และนี่จุดบรรจบกันแห่งงานออกแบบและสมรรถนะรถยนต์อย่างแท้จริง

    เจตนารมณ์นี้นำเสนอแนวคิดการผสานดีเอ็นเอในงานออกแบบอันโดดเด่นของลัมโบร์กินี เข้ากับเส้นสายที่เรียบง่าย แต่ยังคงความประณีตและพื้นผิวสมรรถนะสูงที่โปร่งสบายตา สะท้อนสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับไอคอนิกของแบรนด์อิตาลี โดยทุกเส้นสายล้วนผสานรวมฟังก์ชันการใช้งานขั้นสูงเข้ากับสุนทรียศาสตร์ขั้นสุดยอด สร้างจุดบรรจบแห่งงานออกแบบและสมรรถนะรถยนต์

    การเปิดตัว Fenomeno ยังถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของศูนย์ออกแบบลัมโบร์กินี เซนโทร สไตล์ (Lamborghini Centro Stile)  ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2005 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ศูนย์แห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบซูเปอร์สปอร์ตคาร์ของแบรนด์

     

    มร.มิตจา โบร์เคิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “Fenomeno นับเป็นการกำหนดเส้นทางใหม่ที่เป็นต้นฉบับที่แท้จริงในการออกแบบซึ่งมุ่งเน้นการเดินหน้าสู่อนาคตของเรา โดยเราได้สร้างสรรค์งานการออกแบบรถยนต์ที่สง่างามอย่างเหนือระดับ ประณีต และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ เปรียบเสมือนยานอวกาศซึ่งผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด แต่ยังคงไว้ซึ่งมรดกของเราอย่างเต็มเปี่ยม ราวกับ Fenomeno กำลังบรรเลงท่วงทำนองแห่งดีเอ็นเอในงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา แต่สื่อสารด้วยโทนเสียงและจังหวะที่แตกต่าง เพื่อสร้างสรรค์อีกหนึ่งตำนานอันน่าทึ่งซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายอันสูงล้ำ ทั้งของลูกค้าเราและเหล่านักสะสมรถยนต์”

    ตัวรถด้านหน้าโดดเด่นสะดุดตาด้วยรูปทรงที่เพรียวบางและกระชับเข้ากับพื้นผิวขนาดใหญ่แนวสปอร์ต ฝากระโปรงหน้ามีช่องอากาศเข้าขนาดใหญ่สองช่องที่มีแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งลัมโบร์กินีอย่าง Huracán GT3 ขณะที่ไฟ DRL สไตล์ซิกเนเจอร์ดั้งเดิมก็สะท้อนถึงส่วนเขาของกระทิงในโลโก้ลัมโบร์กินี โดยโลโก้ลัมโบร์กินีแบบใหม่ซึ่งได้เผยโฉมไปเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ก็ได้เปิดตัวบนรถซูเปอร์สปอร์ตจากโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส ในรุ่นนี้ โดยเสริมความโดดเด่นให้กับด้านหน้าของตัวรถที่ผสานองค์ประกอบต่าง ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินีไว้ด้วยกัน เช่น รูปทรงตัว Y ที่ประกอบเข้ากับสปลิตเตอร์ด้านหน้าที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์อย่างลงตัว รวมถึงดีไซน์อันเฉียบคมของชุดไฟ

    มุมมองด้านข้างสะท้อนภาพลักษณ์ของลัมโบร์กินีในแบบฉบับดั้งเดิม ผ่านเส้นสายเชิงเดี่ยวที่เน้นรูปทรงของตัวรถตั้งแต่ปลายฝากระโปรงหน้าจรดส่วนท้าย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก “ดีไซน์ลองเทล (Long tail)” ของรุ่น Essenza SCV12 การเลือกโทนสีของชุดตกแต่งเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของตัวรถส่วนบน ซึ่งตัดกันอย่างสง่างามกับเทคนิคการออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์อย่างมีสไตล์ในส่วนล่างของตัวรถ ซึ่งติดตั้งครีบคาร์บอนไฟเบอร์ของรุ่นรถแข่งเพื่อเสริมแรงด้านอากาศพลศาสตร์ เช่นเดียวกับการออกแบบซุ้มล้อ

     

    ระบบอากาศพลศาสตร์

    Fenomeno โดดเด่นด้วยระบบอากาศพลศาสตร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน อันเป็นผลมาจากการวิจัยเพื่อสร้างประสิทธิภาพและสมรรถนะที่ดีที่สุดในทุกสภาพการขับขี่ โดยชิ้นส่วนที่ประกอบเข้ากับสปลิตเตอร์หน้าช่วยสร้างม่านอากาศสองชุดที่ควบคุมทิศทางการไหลของอากาศให้ขนานไปกับล้อ ซึ่งช่วยลดแรงต้านอากาศพร้อมเพิ่มมวลอากาศให้ไหลไปยังหม้อน้ำในเวลาเดียวกัน

    ระบบ S-Duct ที่ติดตั้งไว้ด้านหน้ารถช่วยเพิ่มแรงกดตามหลักอากาศอากาศพลศาสตร์บริเวณด้านหน้า จึงมั่นใจได้ถึงพลวัตของรถที่สมบูรณ์แบบในการขับขี่แนวสปอร์ต และยังช่วยนำอากาศไหลเข้าสู่กึ่งกลางหลังคาผ่านช่องบนฝากระโปรงหน้า ด้วยรูปทรงเว้าของหลังคาทำให้การไหลเวียนของอากาศมีความหนาแน่น ทั้งเมื่อผ่านช่องดักอากาศบนฝากระโปรงเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของชิ้นส่วน และเมื่อผ่านปีกหลังแบบเคลื่อนไหวได้ซึ่งเป็นดีไซน์พิเศษแบบ “โอเมก้า” เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรถให้สูงสุดเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง

    ดีไซน์ประตูแบบใหม่ก็มีบทบาทสำคัญในด้านอากาศพลศาสตร์ โดยช่วยนำอากาศไหลเข้าสู่ช่องรับอากาศขนาดใหญ่ด้านข้าง ทำให้มั่นใจได้ถึงการระบายความร้อนของชิ้นส่วนต่างๆ ในห้องเครื่องยนต์และการทำงานที่เหมาะสมของหม้อน้ำ นอกจากนี้ยังมีการดีไซน์ท่อ NACA แบบใหม่ ซึ่งมีส่วนทำให้ดีไซน์ของลัมโบร์กินีโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาอย่างเนิ่นนาน นับตั้งแต่ Countach รุ่นแรก ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพการระบายความร้อนด้านข้างที่ดีขึ้นกว่าเดิม 30% เมื่อเปรียบเทียบกับ Lamborghini V12 รุ่นผลิตทั่วไป

    เมื่อมองจากด้านหลัง จะเห็นว่า Fenomeno เป็นรถยนต์ที่ไม่มีรุ่นใดเทียบได้ในประวัติศาสตร์การออกแบบของลัมโบร์กินี ด้วยเส้นสายที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงระหว่างปีกและซุ้มล้อ ช่วยแบ่งขอบเขตระหว่างตัวถังรถและส่วนท้ายให้เห็นอย่างชัดเจน รวมถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไฟส่องสว่างอันล้ำสมัย การตีความตัวอักษร Y อันเป็นเอกลักษณ์ในแนวตั้ง ซึ่งเชื่อมโยงองค์ประกอบคาร์บอนไฟเบอร์ของดิฟฟิวเซอร์เข้ากับเส้นสายหกเหลี่ยมที่เด่นชัดของครอบปลายท่อไอเสีย

    ดีไซน์เทอร์ไบน์ของล้อแม็กฟอร์จแบบน็อตเดี่ยว (ล้อหน้า 21 นิ้วและล้อหลัง 22 นิ้ว) ช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยติดตั้งร่วมกับยางรุ่น Bridgestone Potenza Sport ขนาด 265/30 ZRF21 และ 355/25 ZRF22

     

    การออกแบบภายใน

    ภายในห้องโดยสารสะท้อนถึงแนวคิดไฮเปอร์ดีไซน์ นำเสนอการตีความใหม่ตามปรัชญา “Feel like a pilot” ของลัมโบร์กินี เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับตัวรถอย่างลึกซึ้งมากขึ้นทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร การวางตำแหน่งผู้ขับและพวงมาลัยสไตล์รถแข่งจะมอบประสบการณ์การขับขี่สุดประทับใจ พร้อมจอแสดงผลดิจิทัล 3 จอ ซึ่งไม่เพียงแต่ตอบโจทย์แนวมินิมอลลิสต์ได้อย่างมีสไตล์เท่านั้น แต่ยังตัดปุ่มควบคุมส่วนใหญ่ออกไป เพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับท้องถนนหรือสนามแข่งขันได้อย่างเต็มที่ เสมือนกำลังขับขี่รถแข่งของจริง

    Fenomeno ยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของลัมโบร์กินีในเรื่องวัสดุน้ำหนักเบาพิเศษให้ถึงขีดสุด โดยใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุหลักในห้องโดยสาร เริ่มจากคอนโซลกลางที่ติดตั้งแผ่นรองแบบสปอร์ต ไปจนถึงแผงประตูและเบาะนั่งแบบสปอร์ตซึ่งได้รับการออกแบบมาเฉพาะรุ่น Fenomeno เท่านั้น เช่นเดียวกับช่องระบายอากาศบนแผงหน้าปัดที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ ระบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารช่วยเน้นรูปทรงที่เหมือนยานอวกาศ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่พิเศษยิ่งขึ้น

    ลูกค้ายังสามารถเลือกการปรับแต่งที่เหนือระดับเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับ Fenomeno ของตนเอง ด้วยโปรแกรม Lamborghini Ad Personam ซึ่งมอบตัวเลือกโทนสีที่แทบจะไร้ขีดจำกัด ทั้งสำหรับตัวถังและภายในห้องโดยสาร ซึ่งสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเลือกวัสดุหุ้มเบาะอีกมากมาย

    การปรับแต่งทั้งหมดจะช่วยให้รถดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง ผ่านการเลือกโทนสีภายนอกมากกว่า 400 สี และตัวเลือกการตกแต่งภายในที่มากมายไม่รู้จบ โดยลูกค้าสามารถกำหนดทุกอย่างได้เอง พร้อมบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟแบบเป็นส่วนตัวที่สตูดิโอ Lamborghini Ad Personam ในซัง’อกาตา

     

    ระบบส่งกำลัง

    สถาปัตยกรรมของ Fenomeno โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร แบบดูดลมเข้าตามธรรมชาติและวางตำแหน่งกลางลำตัวรถ ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยหนึ่งตัวถูกติดตั้งอยู่ในชุดเกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีดรูปแบบใหม่ โดย Fenomeno ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนน้ำหนักเบาที่ให้กำลังจำเพาะสูง ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณกลางโครงแชสซี

    เครื่องยนต์ V12 แบบ oversquare ให้กำลังขับ 835 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที ด้วยชุดควบคุมการเปิดและปิดวาล์วที่ได้รับการออกแบบใหม่ รองรับความเร็วรอบสูงสุดที่ 9,500 รอบต่อนาที และให้กำลังจำเพาะสูงกว่า 128 แรงม้า/ลิตร ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเครื่องยนต์ V12 ของลัมโบร์กินี ทั้งยังให้แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบต่อนาที โดย 80% ของแรงบิดทั้งหมดจะทำงานที่รอบเครื่อง 3,500 รอบต่อนาที

    ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ส่งกำลังไปยังล้อหลัง พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ติดตั้งบนเพลาหน้า โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเรเดียลฟลักซ์ตัวที่สามซึ่งติดตั้งอยู่เหนือกระปุกเกียร์คอยส่งแรงบิดไปยังล้อหลังตามโหมดการขับขี่ที่เลือก

    แรงบิดรวมจากทั้งสี่ยูนิตมอบสมรรถนะที่โดดเด่นแม้ในกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ด้วยแรงบิดถึง 725 นิวตันเมตรจากเครื่องยนต์และ 350 นิวตันเมตรจากมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าแต่ละตัว ทำให้ได้แรงบิดสูงสุดรวมสูงสุด 1,080 แรงม้า ซึ่งเกิดจากการใช้แบตเตอรี่ขนาด 7 กิโลวัตต์ชั่วโมงแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับรุ่น Fenomeno โดยเฉพาะ

    มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าสองตัวแบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันวางตามแนวแกน และมีอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังอันยอดเยี่ยมที่ 110 กิโลวัตต์ต่อยูนิต ซึ่งมีน้ำหนักในแต่ละยูนิตเพียง 18.5 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากขับเคลื่อนล้อหน้าแล้ว ยังมีฟังก์ชันควบคุมแรงบิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลวัตการขับขี่ รวมถึงฟังก์ชันการสร้างพลังงานกลับคืนจากการเบรก

     

    เกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีด

    Fenomeno ใช้เกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีดที่ติดตั้งในแนวขวางด้านหลังเครื่องยนต์ V12 ตามแนวยาว จึงเหลือพื้นที่ใต้ท้องรถสำหรับติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพื่อจ่ายพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า การวางผังเครื่องยนต์แบบนี้ยังช่วยลดน้ำหนักสุดท้ายของตัวรถและทำให้พื้นที่ฐานเครื่องเล็กกะทัดรัดยิ่งขึ้น

    เกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีด เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่สมรรถนะสูงสุดแนวสปอร์ต เนื่องจากใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มเกียร์ 8 สปีดยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและความรู้สึกสบายสูงสุดในขณะขับขี่ ส่วนฟังก์ชันลดเกียร์ต่อเนื่องซึ่งสามารถลดเกียร์ได้หลายเกียร์พร้อมกันเพียงแค่กดปุ่มเปลี่ยนเกียร์ด้านซ้ายค้างไว้ ก็นับว่ามีความโดดเด่น เพราะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเกียร์ที่เหมาะสมตามความเร็วได้ในขณะเบรก สร้างความรู้สึกในการควบคุมรถได้อย่างเต็มเปี่ยม

    ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่บริเวณเหนือกระปุกเกียร์ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมอเตอร์สตาร์ทและเครื่องปั่นไฟ รวมถึงจ่ายพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าทั้งสองตัวผ่านแบตเตอรี่ที่อยู่ใต้ช่องว่าง ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มกำลังเครื่องเมื่อขับขี่ในโหมดไฟฟ้า 100% และช่วยให้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อปลอดมลพิษผ่านการขับเคลื่อนด้วยเพลาหลังโดยตรง การทำงานของระบบจะมีความแตกต่างกันไปตามโหมดการขับขี่ผ่านการใช้กลไกแบบแยกส่วน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการติดตั้งซิงโครไนเซอร์เฉพาะทางที่สามารถเชื่อมต่อกับกระปุกเกียร์แบบคลัตช์คู่ เมื่อต้องเสริมการทำงานของเครื่องยนต์ V12 มอเตอร์ไฟฟ้าจะมาอยู่ในตำแหน่ง P3 โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะอยู่ด้านล่างกระปุกเกียร์ และจะเปลี่ยนไปยังตำแหน่ง P2 เพื่อชาร์จแบตเตอรี่เมื่อจอดนิ่งหรือวิ่งด้วยความเร็วต่ำ

    เมื่ออยู่ในตำแหน่ง P3 รถยนต์ Fenomeno จะทำงานเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบโดยขึ้นอยู่กับโหมดการขับขี่ที่เลือก ตอกย้ำประสิทธิภาพขับเคลื่อนสี่ล้อของซูเปอร์สปอร์ตคาร์ตามแบบฉบับลัมโบร์กินี แม้ในขณะขับขี่แบบปลอดมลพิษ

     

    ระบบเบรกและระบบกันสะเทือน

    เมื่อสร้างกำลังเครื่องยนต์และสมรรถนะที่เพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องออกแบบระบบเบรกใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความแข็งแกร่งและความทนทานในระดับที่จำเป็น โดยยังต้องรักษาเสถียรภาพในการเบรกที่ยอดเยี่ยม ซึ่ง Fenomeno ใช้ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM-R Plus ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งคล้ายกับเทคโนโลยีเบรก LMDh ที่ใช้ในรถแข่ง เช่นรุ่น SC63 เพื่อนำสมรรถนะจากสนามแข่งมาสู่ท้องถนน

    ดิสก์เบรกผลิตขึ้นด้วยโครงสร้าง 3 มิติ โดยผสานคาร์บอนไฟเบอร์เส้นยาวในคาร์บอนเมทริกซ์ และเคลือบสารที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะโครงการนี้ ซึ่งไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานของดิสก์เบรกเท่านั้น แต่ยังเพิ่มค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน สร้างเสถียรภาพสูงสุดในการเบรก รวมถึงความทนทานและความมั่นใจ ทั้งยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมความสม่ำเสมอและความมั่นคงของการตอบสนองอย่างเหนือชั้นในทุกสภาวะ ระบบนี้ได้รับการยกระดับผ่านการออกแบบที่พิถีพิถันภายใต้แนวคิดการควบคุมอุณหภูมิของรถยนต์ด้วยอากาศทั้งหมด (Entire aerothermal concept) โดยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศไปยังดิสก์เบรกและคาลิปเปอร์ เพื่อประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่ดีที่สุด

    และเพื่อมอบพลวัตการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบและการันตีความสนุกสูงสุดในการขับขี่ Fenomeno จึงเลือกใช้โช้กอัปสำหรับรถแข่งขันที่สามารถปรับเทียบระดับได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ได้ระยะและการตั้งค่าที่สมบูรณ์แบบสำหรับแต่ละสนามแข่งและลักษณะการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมอบประสิทธิภาพการหน่วงที่ดีที่สุดเพื่อช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวรถ รวมถึงอัตราทดระหว่างล้อและโช้กอัปที่สูงขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าโช้กอัปจะทำงานได้อย่างแม่นยำที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ กลไกการทำงานของระบบกันสะเทือนที่ช่วยให้โช้กอัปทำงานดีที่สุด เพื่อมอบการขับขี่แนวสปอร์ตที่ไม่ธรรมดา

     

    พลศาสตร์รถยนต์

    การบริหารพลศาสตร์รถยนต์เกิดจากการใช้ชุดชิ้นส่วนเฉพาะ โดยหัวใจสำคัญของระบบควบคุมแบบบูรณาการของ Fenomeno คือเซ็นเซอร์ 6D ที่มาพร้อมกับชุดควบคุมพลศาสตร์รถยนต์อันล้ำสมัยซึ่งเปิดตัวในรถยนต์ลัมโบร์กินีเป็นครั้งแรก เซ็นเซอร์ 6D นี้ถูกติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงของรถและเชื่อมต่อโดยตรงกับชุดควบคุม IPB (Integrated Power Brake) โดยหน้าที่ของเซ็นเซอร์คือการตรวจวัดความเร่งบนแกนทั้งสาม (แกนด้านข้าง แกนตามยาว และแกนแนวตั้ง) แบบเรียลไทม์ รวมถึงวัดความเร็วเชิงมุมของแกนทั้งสาม (แกนพิตช์ แกนหมุน และแกนหัน) ข้อมูลนี้ช่วยในการประเมินความเร็วของรถ มุมลื่นไถลด้านข้าง และค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานระหว่างยางและพื้นผิวถนน ให้มีความแม่นยำสูง

    เซ็นเซอร์ 6D ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ IVE (Integrated Vehicle Estimator) ซึ่งใช้ในกระบวนการคำนวณตัวกรองคาลมาน (Kalman filtering) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมด้านมิติเชิงคาดการณ์เกี่ยวกับพลวัตของรถ ช่วยให้ระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องกันในทุกสถานการณ์การขับขี่ โดยระบบเหล่านี้ยังรวมถึง IBC (Integrated Brake Controller) ซึ่งใช้ฟังก์ชันควบคุมการลื่นไถลของล้อขณะเบรกและช่วยลดระยะเบรกได้ถึง 10% การเชื่อมต่อโดยตรงกับ IVE ช่วยให้ระบบ IPB เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกบนทางโค้ง รวมถึงในสถานการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในการขับขี่ เช่น การแซงชิดขอบถนน โดยทั้งหมดนี้มาจากการประเมินที่แม่นยำของระบบ IVE ผ่านเซ็นเซอร์ 6D นั่นเอง

     

    ยางรถยนต์

    บริดจสโตน (Bridgestone) ผู้นำระดับโลกด้านยางเกรดพรีเมียมและโซลูชันเพื่อการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ถือเป็นพันธมิตรด้านยางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวของรถยนต์ Fenomeno โดยติดตั้งยางระดับพรีเมียมรุ่น Bridgestone Potenza ที่ออกแบบโดยเฉพาะสำหรับซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่นี้

    ในฐานะพันธมิตรด้านเทคนิคอย่างเป็นทางการของลัมโบร์กินี บริดจสโตนได้พัฒนายางรุ่น Potenza Sport สมรรถนะสูงพิเศษสำหรับ Fenomeno เพื่อให้มั่นใจได้ถึงสมรรถนะสูงสุดจากเครื่องยนต์ V12 ซึ่งทรงพลังที่สุดเท่าที่ลัมโบร์กินีเคยผลิตมา ยางระดับพรีเมียมรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งขนาด 265/30 ZRF21 (ล้อหน้า) และ 355/25 ZRF22 (ล้อหลัง) มอบสมรรถนะความเร็วสูงอันยอดเยี่ยม พร้อมการตอบสนองต่อพวงมาลัยที่ฉับไว และความแม่นยำในการควบคุมระบบส่งกำลัง 1,080 แรงม้าได้อย่างดีเยี่ยม ยางรุ่นพิเศษนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Run Flat (RFT) ของบริดจสโตน โดยแม้จะเกิดเหตุยางรั่ว ก็ยังสามารถขับขี่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยที่ความเร็ว 80 กม./ชม. เป็นระยะทางไกลถึง 80 กม. แม้ว่าแรงดันลมยางจะอยู่ที่ศูนย์ก็ตาม

    Lamborghini Fenomeno จะมาพร้อมชุดแต่งดีไซน์เฉพาะสำหรับรถแข่ง เพื่อถ่ายทอดสมรรถนะจากสนามแข่งขันโดยผ่านการรับรองการใช้งานบนถนนสาธารณะ เพื่อการแสดงสมรรถนะได้อย่างเต็มที่

    ยางระดับพรีเมียมรุ่นนี้ผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Virtual Tire Development เอกสิทธิ์ของบริดจสโตน ซึ่งช่วยลดทั้งปริมาณการใช้วัตถุดิบและการปล่อยมลพิษได้อย่างมากตลอดกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์

    “Fenomeno คือการนำเสนอซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันที่ไร้คู่แข่งอีกครั้งของลัมโบร์กินี การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ V12 ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ เข้ากับดีไซน์อันน่าทึ่ง ระบบอากาศพลศาสตร์ที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโครงสร้างน้ำหนักเบา ทำให้ Fenomeno กลายเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่พิเศษสุดของยุคนี้” มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ กล่าว

    Fenomeno คือการประกาศเจตนารมณ์ทางเทคโนโลยีและงานดีไซน์อย่างแท้จริง และสิ่งนี้ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส

     

    ข้อมูลทางเทคนิค

    ขนาดตัวรถ
    ความยาว: 5014 มม.
    ความกว้าง: 2076 มม.
    ความสูง: 1161 มม.
    ฐานล้อ: 2779 มม.

    เบรก
    หน้า: 420×40 มม.
    หลัง: 410×32 มม.

    ระบบส่งกำลัง
    เครื่องยนต์ (ICE + BEV)
    ปริมาตรกระบอกสูบ: 6498 ลบ.ซม.
    กระบอกสูบและช่วงชัก: 95 x 76.4 มม.
    กำลังสูงสุด (รอบต่อนาที) (ICE): 835 แรงม้า ที่ 9250 รอบต่อนาที
    กำลังสูงสุด (รวม ICE + EE): 1.080 แรงม้า
    แรงบิดสูงสุด (ICE): 725 นิวตันเมตร ที่ 6750 รอบต่อนาที
    กำลังขับเฉพาะ: 128 แรงม้า/ลิตร
    รอบสูงสุด: 9500 รอบต่อนาที
    อัตราส่วนกำลังอัด: 12.6:1

    ระบบส่งกำลังและกระปุกเกียร์
    กระปุกเกียร์แบบคลัตช์คู่ 8 สปีด

    สมรรถนะ
    ความเร็วสูงสุด: มากกว่า 350 กม./ชม.
    อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.4 วินาที
    อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 6.7 วินาที
    ระยะเบรก 100-0 กม./ชม.: 30 ม.
    อัตราส่วนน้ำหนักแห้ง/กำลัง: 1.64 กก./แรงม้า


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • AGE โชว์ฟอร์มแกร่ง ไตรมาส 2/68 กำไรโตต่อเนื่อง เดินหน้ารุก EV เต็มสปีด – เตรียมเปิดโชว์รูมใหม่ หนุนรายได้เติบโต

    1 Min Read

    AGE โชว์ฟอร์มแกร่ง ไตรมาส 2/68 กำไรโตต่อเนื่อง เดินหน้ารุก EV เต็มสปีด – เตรียมเปิดโชว์รูมใหม่ หนุนรายได้เติบโต

    บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2568 มีกำไรสุทธิ 93 ล้านบาท เติบโต 163 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) สะท้อนภาพรวมธุรกิจหลักที่ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจดีลเลอร์ขายรถไฟฟ้า EV และโลจิสติกส์ ส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง

    นางสาวปณิตา ควรสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนของปี 2568 ว่าบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 7,608 ล้านบาท ลดลง 5.6 % (YoY)  มีปริมาณการขายถ่านหินรวม 1.9 ล้านตัน โดยบริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายทั้งปีที่ 4 ล้านตัน และมีกำไรสุทธิ 128.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 147.6% (YoY) ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ พร้อมกับการขยายฐานรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่

    ส่วนผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 4,019 ล้านบาท ลดลง 0.5 % (YoY) เพิ่มขึ้น 12% (QoQ) มีกำไรสุทธิที่ 93 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้:

    1. ธุรกิจถ่านหิน รายได้ไตรมาสนี้อยู่ที่ 2,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% (QoQ) มีปริมาณการขายถ่านหินที่ 1.06 ล้านตัน
    2. ธุรกิจโลจิสติกส์ มีรายได้ 156 ล้านบาท ลดลง 9% (QoQ) โดยบริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการขยายบริการสู่ลูกค้านอกกลุ่ม เช่น กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
    3. ธุรกิจพลังงานยั่งยืน ผ่านการลงทุนใน บมจ.เอเชีย ไบโอแมส (ABM) มีรายได้จากกลุ่มนี้รวม 594ล้านบาท โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการปรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการ เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินการ
    4. ธุรกิจ Low Emission Mobility โดย บริษัท เอจีอี ออโต้ แกลเลอรี่ จำกัด (AAG) ซึ่งดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ โดยมุ่งเน้นตลาดรถยนต์กลุ่ม EV และไฮบริด ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับพันธมิตร 4 แบรนด์รถยนต์ได้แก่ Zeekr (ซีเคอร์), Omoda & Jaecoo (โอโมดา แอนด์ แจคู), Chery (เชอรี่) และ Mitsubishi motors (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์แถวหน้า ทั้งนี้ AAG ได้วางแผนขยายการลงทุนก่อสร้าง พร้อมปรับปรุงโชว์รูม และศูนย์บริการหลังการขาย รวม 9 แห่ง ได้แก่ Zeekr House รามอินทรา , Zeekr House พระราม 2 , Omoda & Jaecoo รามคำแหง , Omoda & Jaecoo บางนา , Omoda & Jaecoo รังสิต , Chery รังสิต , Chery พระราม 2 , Chery แจ้งวัฒนะ และ มีแผนปรับปรุงโชว์รูม Mitsubishi สาขารามอินทรา โดยทั้ง 9 โชว์รูมพร้อมเปิดให้บริการภายใน ปี 2568 โดยปัจจุบันได้จัดทำโชว์รูม และศูนย์บริการ ชั่วคราวเพื่อรองรับการเยี่ยมชม และการให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง และมีรายได้จากการปล่อยเช่ารถ taxi EV จำนวน 50 คัน ทำให้ในไตรมาส 2/68 กลุ่มธุรกิจ มีรายได้อยู่ที่ 478 ล้านบาท

    ในปีนี้ บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ และไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมก่อนกำหนดครบชำระในเดือน มิถุนายน 2568 และ Turnaround ผลประกอบการของกลุ่มให้กลับมามีกำไรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายของ AGE ที่จะยกระดับความสามารถของกลุ่มในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการธุรกิจถ่านหินเดิม และเพิ่มการลงทุนในธุรกิจยั่งยืนอย่างปลอดภัย และคาดว่าจะทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจยั่งยืน จะอยู่ที่ประมาณ 30-35% ในปีนี้ และตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจยั่งยืนที่ 50% ในปี 2573 นางสาว ปณิตา กล่าว


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • Porsche Macan ครองยอดขายครึ่งปีแรก กว่า 60% เป็นรุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

    1 Min Read

    Porsche Macan ครองยอดขายครึ่งปีแรก กว่า 60% เป็นรุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

    ปอร์เช่เดินหน้าขยายตลาดยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 โดยระหว่างเดือนมกราคม ถึง มิถุนายน ปอร์เช่ส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าทั่วโลกทั้งสิ้น 146,391 คัน เพิ่มขึ้นในกลุ่มยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าเป็น 36.1% (เพิ่มขึ้น 14.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ 23.5% และรถปลั๊กอินไฮบริด 12.6% ปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) เป็นรุ่นที่เติบโตสูงสุดในบรรดารถยนต์ทั้ง 6 รุ่นของปอร์เช่ ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 15% ขณะที่  พานาเมร่า (Panamera)  ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจเช่นกัน ด้วยอัตราการเติบโต 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภูมิภาคอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของปอร์เช่ ด้วยยอดส่งมอบ 43,577 คัน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ถือเป็นสถิติสูงสุดของภูมิภาคในช่วงครึ่งปี ขณะที่กลุ่มตลาดนอกยุโรปและตลาดเกิดใหม่ (Overseas and Emerging Markets) ก็ทำลายสถิติยอดส่งมอบสูงสุดเช่นกัน ด้วยจำนวน 30,158 คัน

    อเมริกาเหนือ ตลาดนอกยุโรป รวมถึงตลาดเกิดใหม่ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

    ภูมิภาคอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของปอร์เช่ ด้วยยอดส่งมอบ 43,577 คันในครึ่งปีแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์ครึ่งปีของภูมิภาคนี้ การเติบโตดังกล่าวเกิดจากการที่มีรถยนต์พร้อมจำหน่ายมากขึ้นในตลาด และการคงราคาขายในช่วงครึ่งปีแรก ท่ามกลางสถานการณ์ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดนอกยุโรปและตลาดเกิดใหม่ (Overseas and Emerging Markets) ก็มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งเช่นกัน โดยมียอดส่งมอบรวม 30,158 คัน เพิ่มขึ้น 10% ทำสถิติสูงสุดใหม่ของภูมิภาค

    ในยุโรป (ไม่รวมเยอรมนี) ปอร์เช่ส่งมอบรถยนต์ 35,381 คันในช่วงหกเดือนแรกของปี ลดลง 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนในตลาดเยอรมนีซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์ มียอดส่งมอบ 15,973 คัน ลดลง 23% โดยสาเหตุหลักของการลดลงในทั้ง 2 ภูมิภาค มาจากฐานยอดขายที่สูงผิดปกติในปีก่อน ซึ่งมีคำสั่งซื้อที่ตกค้างจากปี 2023

    ปอร์เช่ส่งมอบรถยนต์ 21,302 คันในประเทศจีน ซึ่งลดลง 28% โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพตลาดที่ยากลำบาก โดยเฉพาะในกลุ่มรถหรู และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน ปอร์เช่ยังคงเน้นกลยุทธ์การขายแบบเน้นคุณค่า เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยรวมแล้ว ปอร์เช่มียอดส่งมอบทั่วโลกลดลง 6% ในครึ่งปีแรกเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายในแต่ละภูมิภาคยังคงกระจายตัวอย่างเหมาะสม

    มาคันน์ครองแชมป์รุ่นขายดีที่สุดในครึ่งปีแรก

    ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ปอร์เช่ส่งมอบมาคันน์ให้แก่ลูกค้าทั่วโลกทั้งสิ้น 45,137 คัน เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเกือบ 60% ของจำนวนนี้ หรือ 25,884 คัน เป็นรุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ส่วนในตลาดนอกสหภาพยุโรป ยังคงมีการจำหน่ายรุ่นเครื่องยนต์สันดาป โดยมียอดส่งมอบ 19,253 คัน ขณะที่    พานาเมร่าก็สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นเช่นกัน ด้วยยอดส่งมอบ 14,975 คัน เติบโตขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    ยอดส่งมอบของไอคอนแห่งรถสปอร์ต ปอร์เช่ 911 อยู่ที่ 25,608 คัน ลดลง 9% โดยมีสาเหตุหลักจากยอดขายของรุ่นก่อนหน้าที่สูงผิดปกติในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และการทยอยเปิดตัวรุ่นย่อยของโมเดลใหม่

    718 บ็อกซเตอร์ (718 Boxster) และ 718 เคย์แมน (718 Cayman) มียอดส่งมอบรวม 10,496 คัน ลดลง 12% ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในสหภาพยุโรป โดยปอร์เช่เตรียมยุติการผลิต 718 รุ่นปัจจุบันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ส่วนไทคานน์ (Taycan) ส่งมอบไปแล้ว 8,302 คัน ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับคาเยนน์ (Cayenne) มียอดส่งมอบ 41,873 คัน ลดลง 23% ส่วนหนึ่งเนื่องจากฐานยอดขายที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อน

    แมทเธียส เบ็คเคอร์ (Matthias Becker) กล่าวว่า “เราคาดว่าในครึ่งปีหลัง สถานการณ์ตลาดยังคงท้าทายต่อเนื่อง นั่นจึงยิ่งทำให้ความร่วมมือกับทีมขายในแต่ละภูมิภาคมีความสำคัญยิ่ง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ตามกลยุทธ์ ‘คุณค่ามาก่อนปริมาณ’ (Value over Volume) ซึ่งเรามั่นใจว่าไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่เกือบทั้งหมดของเราในตอนนี้ จะตอบโจทย์ลูกค้าทั่วโลกได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านระบบขับเคลื่อนและอุปกรณ์”

    PORSCHE AG

    การส่งมอบ

    มกราคม – มิถุนายน
    2024 2025 ความแตกต่าง
    ทั่วโลก 155,945 146,391 -6%
    เยอรมนี 20,811 15,973 -23%
    อเมริกาเหนือ 39,558 43,577 +10%
    จีน 29,551 21,302 -28%
    ยุโรป (ยกเว้นเยอรมนี) 38,611 35,381 -8%
    ตลาดต่างประเทศและตลาดเกิดใหม่ 27,414 30,158 +10%

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment