• เปิดตัว “Lamborghini Fenomeno” สุดยอดคอลเลกชันยานยนต์ระดับโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำและขุมพลัง V12 แรงสุดในประวัติศาสตร์สายพันธุ์กระทิงดุ

    2 Min Read

    เปิดตัว “Lamborghini Fenomeno” สุดยอดคอลเลกชันยานยนต์ระดับโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำและขุมพลัง V12 แรงสุดในประวัติศาสตร์สายพันธุ์กระทิงดุ

    ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี (Automobili Lamborghini) ภูมิใจเสนอ Fenomenoสุดยอดรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 29 คัน ในโอกาสการเฉลิมฉลองครั้งสำคัญของมรดกแห่งยนตรกรรมรุ่นพิเศษของแบรนด์ โชว์ความโดดเด่นทั้งสมรรถนะ นวัตกรรมทางเทคนิคที่เหนือระดับ และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ระดับไอคอนิกของลัมโบร์กินี เซนโทร สไตล์ (Lamborghini Centro Stile) ซึ่งเป็นผู้นำเสนอรถยนต์คันแรกที่ออกแบบโดยแผนกออกแบบของโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส ในช่วงแรกของการก่อตั้งเมื่อ กว่า 20 ปีก่อน

    Fenomeno คือการประกาศเจตนารมณ์แห่งงานดีไซน์ (Design Manifesto) ในแบบฉบับดั้งเดิมของลัมโบร์กินี เพื่อยกระดับองค์ประกอบด้านการออกแบบอันโดดเด่นของแบรนด์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ซึ่งนอกจากงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และระบบอากาศพลศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ Fenomeno ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินี ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัวเพื่อมอบกำลังเครื่องรวมถึง 1,080 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ V12 แบบดูดอากาศเข้าตามธรรมชาติให้กำลังเครื่องสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 835 แรงม้าและมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัวจะให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า ทำให้ Fenomeno คือนิยามแห่งขุมพลังที่สูงเกินขีดจำกัดซึ่งยังไม่เคยปรากฏมาก่อน ผู้ขับขี่ยังจะได้สัมผัสกับโซลูชันทางเทคนิคขั้นสูงที่ติดตั้งมาในลัมโบร์กินีเป็นครั้งแรก อาทิ เซ็นเซอร์ 6D และระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM-R Plus

    มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “การเปิดตัว Reventón ในปี 2007 มีเป้าหมายในการสร้างสรรค์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ระดับสุดยอดที่แท้จริง เพื่อสะท้อนถึงเอกลักษณ์ที่ลัมโบร์กินีภาคภูมิใจ และสำหรับรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดนี้ เรายังคงรักษาปรัชญาแห่งความโดดเด่นและนวัตกรรมอันเป็นรากฐานสำคัญในดีเอ็นเอของเราไว้เฉกเช่นเดิม”

    Fenomeno ซึ่งกลายเป็นดาวเด่นในมหกรรม Monterey Car Week 2025 คือสิ่งที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนายานยนต์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันของลัมโบร์กินีได้อย่างชัดเจน เริ่มมาตั้งแต่รุ่น Reventón และรุ่นลิมิเต็ดต่อ ๆ มา ซึ่งประกอบด้วยรุ่น Sesto Elemento (2010), Veneno (2013), Centenario (2016), Sián (2019) และ Countach (2021) โดยชื่อรุ่น Fenomeno มาจากวัวกระทิงที่กล้าหาญและโด่งดังซึ่งเคยลงสนามสู้ในเมืองโมเรเลีย ประเทศเม็กซิโก เมื่อปี 2002 โดยเป็นการสู้วัวกระทิงระหว่างนักสู้วัวกระทิงสองคน วัวกระทิงตัวนี้ได้รับการละเว้นโทษจากคุณสมบัติอันโดดเด่นที่มันแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งในภาษาอิตาลีและสเปน คำว่า Fenomeno แปลว่า “ปรากฏการณ์” เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งพิเศษที่ไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง

    “Fenomeno เป็นรถยนต์ที่เหนือชั้นทั้งในด้านสมรรถนะ สไตล์ และการนำเสนอเอกลักษณ์ที่แปลกใหม่ของลัมโบร์กินี ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองคุณค่าและความสำเร็จของแบรนด์ ตลอดจนการอุทิศตนเพื่อลูกค้าซึ่งคาดหวังประสบการณ์สุดพิเศษจากเรา หากเหนือสิ่งอื่นใด Fenomeno คือรถยนต์รุ่นพิเศษที่เหนือชั้นกว่ารุ่นใด ๆ ในประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินี ที่นำเสนอนวัตกรรมโซลูชันด้านเทคนิค เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่พิเศษอย่างแท้จริง” มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ กล่าวเสริม

    ระบบส่งกำลังถูกติดตั้งภายในโครงสร้างตัวถังแบบ Monofuselage ซึ่งเป็นโครงแชสซีของลัมโบร์กินีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบอันล้ำสมัย ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมดด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเช่นเดียวกับโครงสร้างแบบ Monocoque และมีโครงสร้างด้านหน้าแบบ Forged Composite® ซึ่งเป็นวัสดุพิเศษที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์เส้นสั้นชุบในเรซิน โดยลัมโบร์กินีได้ผลิตและใช้งานวัสดุชนิดนี้มาตั้งแต่การเปิดตัว Reventón ในปี 2007 ซึ่งเป็นต้นแบบของรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันและเป็นรถยนต์รุ่นบุกเบิกสายการผลิตนี้ ด้วยโครงตัวถังสุดล้ำที่ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด

    Fenomeno ยังมาพร้อมเทคโนโลยีที่มีเฉพาะในรถแข่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลวัตและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดด้วยเครื่องยนต์ V12 โดยระบบเบรก CCM-R Plus พร้อมดิสก์เบรกคาร์บอนเซรามิก เพื่อการันตีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ส่วนล้ออัลลอยแบบ Single Nut Forged มอบความคล่องตัวที่เหนือระดับ ในขณะที่ยางรุ่นพิเศษที่ออกแบบสำหรับสนามแข่งของบริดจสโตน มอบการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม พร้อมเสริมความสมบูรณ์แบบด้วยระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งในแนวสปอร์ต ทำให้ Fenomeno มอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่แม่นยำและเปี่ยมด้วยเสถียรภาพสูงสุดในขณะขับขี่แนวสปอร์ตอันเร้าใจ

    ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ประกอบกับกำลังเครื่องยนต์ที่เหนือล้ำ ทำให้ Fenomeno เป็นรถยนต์ลัมโบร์กินีที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.4 วินาที และจาก 0-200 กม./ชม. เพียง 6.7 วินาทีเท่านั้น โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดมากกว่า 350 กม./ชม. ทั้งยังมีอัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินีที่ 1.64 กก./แรงม้า

     

    การออกแบบรถยนต์

    Fenomeno คือ “การประกาศเจตนารมณ์แห่งงานดีไซน์ (Design Manifesto)” ฉบับใหม่ ด้วยแนวคิดที่เหนือความคาดหมายและความหรูหราขั้นสุดของซูเปอร์สปอร์ตคาร์แบบลองเทล แฝงไว้ด้วยดีเอ็นเอการออกแบบอันโดดเด่นและตราตรึงใจอย่างไม่สิ้นสุด หากยังคงสัมผัสที่สดใหม่และเร้าใจอยู่เสมอ หัวใจสำคัญของจิตวิญญาณแบบอิตาเลียนเกิดจากการใช้รูปทรงเส้นสายที่ให้ความสำคัญกับเส้นแกนกลาง รวมถึงสถาปัตยกรรมสุดล้ำของห้องโดยสาร และรูปลักษณ์อันล้ำสมัยในทุกมุมมอง โดยมีการลดทอนเส้นสาย หากยังคงความบริสุทธิ์ประณีตและพื้นผิวสมรรถนะสูงที่ดูสะอาดตา ทุกเส้นสายล้วนผสานรวมฟังก์ชันการใช้งานขั้นสูงสุด เข้ากับความบริสุทธิ์ทางสุนทรียศาสตร์ขั้นสุดยอด และนี่จุดบรรจบกันแห่งงานออกแบบและสมรรถนะรถยนต์อย่างแท้จริง

    เจตนารมณ์นี้นำเสนอแนวคิดการผสานดีเอ็นเอในงานออกแบบอันโดดเด่นของลัมโบร์กินี เข้ากับเส้นสายที่เรียบง่าย แต่ยังคงความประณีตและพื้นผิวสมรรถนะสูงที่โปร่งสบายตา สะท้อนสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับไอคอนิกของแบรนด์อิตาลี โดยทุกเส้นสายล้วนผสานรวมฟังก์ชันการใช้งานขั้นสูงเข้ากับสุนทรียศาสตร์ขั้นสุดยอด สร้างจุดบรรจบแห่งงานออกแบบและสมรรถนะรถยนต์

    การเปิดตัว Fenomeno ยังถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของศูนย์ออกแบบลัมโบร์กินี เซนโทร สไตล์ (Lamborghini Centro Stile)  ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2005 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ศูนย์แห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบซูเปอร์สปอร์ตคาร์ของแบรนด์

     

    มร.มิตจา โบร์เคิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “Fenomeno นับเป็นการกำหนดเส้นทางใหม่ที่เป็นต้นฉบับที่แท้จริงในการออกแบบซึ่งมุ่งเน้นการเดินหน้าสู่อนาคตของเรา โดยเราได้สร้างสรรค์งานการออกแบบรถยนต์ที่สง่างามอย่างเหนือระดับ ประณีต และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ เปรียบเสมือนยานอวกาศซึ่งผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด แต่ยังคงไว้ซึ่งมรดกของเราอย่างเต็มเปี่ยม ราวกับ Fenomeno กำลังบรรเลงท่วงทำนองแห่งดีเอ็นเอในงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา แต่สื่อสารด้วยโทนเสียงและจังหวะที่แตกต่าง เพื่อสร้างสรรค์อีกหนึ่งตำนานอันน่าทึ่งซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายอันสูงล้ำ ทั้งของลูกค้าเราและเหล่านักสะสมรถยนต์”

    ตัวรถด้านหน้าโดดเด่นสะดุดตาด้วยรูปทรงที่เพรียวบางและกระชับเข้ากับพื้นผิวขนาดใหญ่แนวสปอร์ต ฝากระโปรงหน้ามีช่องอากาศเข้าขนาดใหญ่สองช่องที่มีแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งลัมโบร์กินีอย่าง Huracán GT3 ขณะที่ไฟ DRL สไตล์ซิกเนเจอร์ดั้งเดิมก็สะท้อนถึงส่วนเขาของกระทิงในโลโก้ลัมโบร์กินี โดยโลโก้ลัมโบร์กินีแบบใหม่ซึ่งได้เผยโฉมไปเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ก็ได้เปิดตัวบนรถซูเปอร์สปอร์ตจากโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส ในรุ่นนี้ โดยเสริมความโดดเด่นให้กับด้านหน้าของตัวรถที่ผสานองค์ประกอบต่าง ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินีไว้ด้วยกัน เช่น รูปทรงตัว Y ที่ประกอบเข้ากับสปลิตเตอร์ด้านหน้าที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์อย่างลงตัว รวมถึงดีไซน์อันเฉียบคมของชุดไฟ

    มุมมองด้านข้างสะท้อนภาพลักษณ์ของลัมโบร์กินีในแบบฉบับดั้งเดิม ผ่านเส้นสายเชิงเดี่ยวที่เน้นรูปทรงของตัวรถตั้งแต่ปลายฝากระโปรงหน้าจรดส่วนท้าย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก “ดีไซน์ลองเทล (Long tail)” ของรุ่น Essenza SCV12 การเลือกโทนสีของชุดตกแต่งเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของตัวรถส่วนบน ซึ่งตัดกันอย่างสง่างามกับเทคนิคการออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์อย่างมีสไตล์ในส่วนล่างของตัวรถ ซึ่งติดตั้งครีบคาร์บอนไฟเบอร์ของรุ่นรถแข่งเพื่อเสริมแรงด้านอากาศพลศาสตร์ เช่นเดียวกับการออกแบบซุ้มล้อ

     

    ระบบอากาศพลศาสตร์

    Fenomeno โดดเด่นด้วยระบบอากาศพลศาสตร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน อันเป็นผลมาจากการวิจัยเพื่อสร้างประสิทธิภาพและสมรรถนะที่ดีที่สุดในทุกสภาพการขับขี่ โดยชิ้นส่วนที่ประกอบเข้ากับสปลิตเตอร์หน้าช่วยสร้างม่านอากาศสองชุดที่ควบคุมทิศทางการไหลของอากาศให้ขนานไปกับล้อ ซึ่งช่วยลดแรงต้านอากาศพร้อมเพิ่มมวลอากาศให้ไหลไปยังหม้อน้ำในเวลาเดียวกัน

    ระบบ S-Duct ที่ติดตั้งไว้ด้านหน้ารถช่วยเพิ่มแรงกดตามหลักอากาศอากาศพลศาสตร์บริเวณด้านหน้า จึงมั่นใจได้ถึงพลวัตของรถที่สมบูรณ์แบบในการขับขี่แนวสปอร์ต และยังช่วยนำอากาศไหลเข้าสู่กึ่งกลางหลังคาผ่านช่องบนฝากระโปรงหน้า ด้วยรูปทรงเว้าของหลังคาทำให้การไหลเวียนของอากาศมีความหนาแน่น ทั้งเมื่อผ่านช่องดักอากาศบนฝากระโปรงเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของชิ้นส่วน และเมื่อผ่านปีกหลังแบบเคลื่อนไหวได้ซึ่งเป็นดีไซน์พิเศษแบบ “โอเมก้า” เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรถให้สูงสุดเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง

    ดีไซน์ประตูแบบใหม่ก็มีบทบาทสำคัญในด้านอากาศพลศาสตร์ โดยช่วยนำอากาศไหลเข้าสู่ช่องรับอากาศขนาดใหญ่ด้านข้าง ทำให้มั่นใจได้ถึงการระบายความร้อนของชิ้นส่วนต่างๆ ในห้องเครื่องยนต์และการทำงานที่เหมาะสมของหม้อน้ำ นอกจากนี้ยังมีการดีไซน์ท่อ NACA แบบใหม่ ซึ่งมีส่วนทำให้ดีไซน์ของลัมโบร์กินีโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาอย่างเนิ่นนาน นับตั้งแต่ Countach รุ่นแรก ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพการระบายความร้อนด้านข้างที่ดีขึ้นกว่าเดิม 30% เมื่อเปรียบเทียบกับ Lamborghini V12 รุ่นผลิตทั่วไป

    เมื่อมองจากด้านหลัง จะเห็นว่า Fenomeno เป็นรถยนต์ที่ไม่มีรุ่นใดเทียบได้ในประวัติศาสตร์การออกแบบของลัมโบร์กินี ด้วยเส้นสายที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงระหว่างปีกและซุ้มล้อ ช่วยแบ่งขอบเขตระหว่างตัวถังรถและส่วนท้ายให้เห็นอย่างชัดเจน รวมถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไฟส่องสว่างอันล้ำสมัย การตีความตัวอักษร Y อันเป็นเอกลักษณ์ในแนวตั้ง ซึ่งเชื่อมโยงองค์ประกอบคาร์บอนไฟเบอร์ของดิฟฟิวเซอร์เข้ากับเส้นสายหกเหลี่ยมที่เด่นชัดของครอบปลายท่อไอเสีย

    ดีไซน์เทอร์ไบน์ของล้อแม็กฟอร์จแบบน็อตเดี่ยว (ล้อหน้า 21 นิ้วและล้อหลัง 22 นิ้ว) ช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยติดตั้งร่วมกับยางรุ่น Bridgestone Potenza Sport ขนาด 265/30 ZRF21 และ 355/25 ZRF22

     

    การออกแบบภายใน

    ภายในห้องโดยสารสะท้อนถึงแนวคิดไฮเปอร์ดีไซน์ นำเสนอการตีความใหม่ตามปรัชญา “Feel like a pilot” ของลัมโบร์กินี เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับตัวรถอย่างลึกซึ้งมากขึ้นทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร การวางตำแหน่งผู้ขับและพวงมาลัยสไตล์รถแข่งจะมอบประสบการณ์การขับขี่สุดประทับใจ พร้อมจอแสดงผลดิจิทัล 3 จอ ซึ่งไม่เพียงแต่ตอบโจทย์แนวมินิมอลลิสต์ได้อย่างมีสไตล์เท่านั้น แต่ยังตัดปุ่มควบคุมส่วนใหญ่ออกไป เพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับท้องถนนหรือสนามแข่งขันได้อย่างเต็มที่ เสมือนกำลังขับขี่รถแข่งของจริง

    Fenomeno ยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของลัมโบร์กินีในเรื่องวัสดุน้ำหนักเบาพิเศษให้ถึงขีดสุด โดยใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุหลักในห้องโดยสาร เริ่มจากคอนโซลกลางที่ติดตั้งแผ่นรองแบบสปอร์ต ไปจนถึงแผงประตูและเบาะนั่งแบบสปอร์ตซึ่งได้รับการออกแบบมาเฉพาะรุ่น Fenomeno เท่านั้น เช่นเดียวกับช่องระบายอากาศบนแผงหน้าปัดที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ ระบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารช่วยเน้นรูปทรงที่เหมือนยานอวกาศ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่พิเศษยิ่งขึ้น

    ลูกค้ายังสามารถเลือกการปรับแต่งที่เหนือระดับเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับ Fenomeno ของตนเอง ด้วยโปรแกรม Lamborghini Ad Personam ซึ่งมอบตัวเลือกโทนสีที่แทบจะไร้ขีดจำกัด ทั้งสำหรับตัวถังและภายในห้องโดยสาร ซึ่งสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเลือกวัสดุหุ้มเบาะอีกมากมาย

    การปรับแต่งทั้งหมดจะช่วยให้รถดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง ผ่านการเลือกโทนสีภายนอกมากกว่า 400 สี และตัวเลือกการตกแต่งภายในที่มากมายไม่รู้จบ โดยลูกค้าสามารถกำหนดทุกอย่างได้เอง พร้อมบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟแบบเป็นส่วนตัวที่สตูดิโอ Lamborghini Ad Personam ในซัง’อกาตา

     

    ระบบส่งกำลัง

    สถาปัตยกรรมของ Fenomeno โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร แบบดูดลมเข้าตามธรรมชาติและวางตำแหน่งกลางลำตัวรถ ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยหนึ่งตัวถูกติดตั้งอยู่ในชุดเกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีดรูปแบบใหม่ โดย Fenomeno ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนน้ำหนักเบาที่ให้กำลังจำเพาะสูง ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณกลางโครงแชสซี

    เครื่องยนต์ V12 แบบ oversquare ให้กำลังขับ 835 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที ด้วยชุดควบคุมการเปิดและปิดวาล์วที่ได้รับการออกแบบใหม่ รองรับความเร็วรอบสูงสุดที่ 9,500 รอบต่อนาที และให้กำลังจำเพาะสูงกว่า 128 แรงม้า/ลิตร ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเครื่องยนต์ V12 ของลัมโบร์กินี ทั้งยังให้แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบต่อนาที โดย 80% ของแรงบิดทั้งหมดจะทำงานที่รอบเครื่อง 3,500 รอบต่อนาที

    ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ส่งกำลังไปยังล้อหลัง พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ติดตั้งบนเพลาหน้า โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเรเดียลฟลักซ์ตัวที่สามซึ่งติดตั้งอยู่เหนือกระปุกเกียร์คอยส่งแรงบิดไปยังล้อหลังตามโหมดการขับขี่ที่เลือก

    แรงบิดรวมจากทั้งสี่ยูนิตมอบสมรรถนะที่โดดเด่นแม้ในกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ด้วยแรงบิดถึง 725 นิวตันเมตรจากเครื่องยนต์และ 350 นิวตันเมตรจากมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าแต่ละตัว ทำให้ได้แรงบิดสูงสุดรวมสูงสุด 1,080 แรงม้า ซึ่งเกิดจากการใช้แบตเตอรี่ขนาด 7 กิโลวัตต์ชั่วโมงแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับรุ่น Fenomeno โดยเฉพาะ

    มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าสองตัวแบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันวางตามแนวแกน และมีอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังอันยอดเยี่ยมที่ 110 กิโลวัตต์ต่อยูนิต ซึ่งมีน้ำหนักในแต่ละยูนิตเพียง 18.5 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากขับเคลื่อนล้อหน้าแล้ว ยังมีฟังก์ชันควบคุมแรงบิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลวัตการขับขี่ รวมถึงฟังก์ชันการสร้างพลังงานกลับคืนจากการเบรก

     

    เกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีด

    Fenomeno ใช้เกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีดที่ติดตั้งในแนวขวางด้านหลังเครื่องยนต์ V12 ตามแนวยาว จึงเหลือพื้นที่ใต้ท้องรถสำหรับติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพื่อจ่ายพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า การวางผังเครื่องยนต์แบบนี้ยังช่วยลดน้ำหนักสุดท้ายของตัวรถและทำให้พื้นที่ฐานเครื่องเล็กกะทัดรัดยิ่งขึ้น

    เกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีด เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่สมรรถนะสูงสุดแนวสปอร์ต เนื่องจากใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มเกียร์ 8 สปีดยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและความรู้สึกสบายสูงสุดในขณะขับขี่ ส่วนฟังก์ชันลดเกียร์ต่อเนื่องซึ่งสามารถลดเกียร์ได้หลายเกียร์พร้อมกันเพียงแค่กดปุ่มเปลี่ยนเกียร์ด้านซ้ายค้างไว้ ก็นับว่ามีความโดดเด่น เพราะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเกียร์ที่เหมาะสมตามความเร็วได้ในขณะเบรก สร้างความรู้สึกในการควบคุมรถได้อย่างเต็มเปี่ยม

    ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่บริเวณเหนือกระปุกเกียร์ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมอเตอร์สตาร์ทและเครื่องปั่นไฟ รวมถึงจ่ายพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าทั้งสองตัวผ่านแบตเตอรี่ที่อยู่ใต้ช่องว่าง ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มกำลังเครื่องเมื่อขับขี่ในโหมดไฟฟ้า 100% และช่วยให้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อปลอดมลพิษผ่านการขับเคลื่อนด้วยเพลาหลังโดยตรง การทำงานของระบบจะมีความแตกต่างกันไปตามโหมดการขับขี่ผ่านการใช้กลไกแบบแยกส่วน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการติดตั้งซิงโครไนเซอร์เฉพาะทางที่สามารถเชื่อมต่อกับกระปุกเกียร์แบบคลัตช์คู่ เมื่อต้องเสริมการทำงานของเครื่องยนต์ V12 มอเตอร์ไฟฟ้าจะมาอยู่ในตำแหน่ง P3 โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะอยู่ด้านล่างกระปุกเกียร์ และจะเปลี่ยนไปยังตำแหน่ง P2 เพื่อชาร์จแบตเตอรี่เมื่อจอดนิ่งหรือวิ่งด้วยความเร็วต่ำ

    เมื่ออยู่ในตำแหน่ง P3 รถยนต์ Fenomeno จะทำงานเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบโดยขึ้นอยู่กับโหมดการขับขี่ที่เลือก ตอกย้ำประสิทธิภาพขับเคลื่อนสี่ล้อของซูเปอร์สปอร์ตคาร์ตามแบบฉบับลัมโบร์กินี แม้ในขณะขับขี่แบบปลอดมลพิษ

     

    ระบบเบรกและระบบกันสะเทือน

    เมื่อสร้างกำลังเครื่องยนต์และสมรรถนะที่เพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องออกแบบระบบเบรกใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความแข็งแกร่งและความทนทานในระดับที่จำเป็น โดยยังต้องรักษาเสถียรภาพในการเบรกที่ยอดเยี่ยม ซึ่ง Fenomeno ใช้ระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM-R Plus ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งคล้ายกับเทคโนโลยีเบรก LMDh ที่ใช้ในรถแข่ง เช่นรุ่น SC63 เพื่อนำสมรรถนะจากสนามแข่งมาสู่ท้องถนน

    ดิสก์เบรกผลิตขึ้นด้วยโครงสร้าง 3 มิติ โดยผสานคาร์บอนไฟเบอร์เส้นยาวในคาร์บอนเมทริกซ์ และเคลือบสารที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะโครงการนี้ ซึ่งไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานของดิสก์เบรกเท่านั้น แต่ยังเพิ่มค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน สร้างเสถียรภาพสูงสุดในการเบรก รวมถึงความทนทานและความมั่นใจ ทั้งยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมความสม่ำเสมอและความมั่นคงของการตอบสนองอย่างเหนือชั้นในทุกสภาวะ ระบบนี้ได้รับการยกระดับผ่านการออกแบบที่พิถีพิถันภายใต้แนวคิดการควบคุมอุณหภูมิของรถยนต์ด้วยอากาศทั้งหมด (Entire aerothermal concept) โดยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศไปยังดิสก์เบรกและคาลิปเปอร์ เพื่อประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่ดีที่สุด

    และเพื่อมอบพลวัตการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบและการันตีความสนุกสูงสุดในการขับขี่ Fenomeno จึงเลือกใช้โช้กอัปสำหรับรถแข่งขันที่สามารถปรับเทียบระดับได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ได้ระยะและการตั้งค่าที่สมบูรณ์แบบสำหรับแต่ละสนามแข่งและลักษณะการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมอบประสิทธิภาพการหน่วงที่ดีที่สุดเพื่อช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวรถ รวมถึงอัตราทดระหว่างล้อและโช้กอัปที่สูงขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าโช้กอัปจะทำงานได้อย่างแม่นยำที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ กลไกการทำงานของระบบกันสะเทือนที่ช่วยให้โช้กอัปทำงานดีที่สุด เพื่อมอบการขับขี่แนวสปอร์ตที่ไม่ธรรมดา

     

    พลศาสตร์รถยนต์

    การบริหารพลศาสตร์รถยนต์เกิดจากการใช้ชุดชิ้นส่วนเฉพาะ โดยหัวใจสำคัญของระบบควบคุมแบบบูรณาการของ Fenomeno คือเซ็นเซอร์ 6D ที่มาพร้อมกับชุดควบคุมพลศาสตร์รถยนต์อันล้ำสมัยซึ่งเปิดตัวในรถยนต์ลัมโบร์กินีเป็นครั้งแรก เซ็นเซอร์ 6D นี้ถูกติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงของรถและเชื่อมต่อโดยตรงกับชุดควบคุม IPB (Integrated Power Brake) โดยหน้าที่ของเซ็นเซอร์คือการตรวจวัดความเร่งบนแกนทั้งสาม (แกนด้านข้าง แกนตามยาว และแกนแนวตั้ง) แบบเรียลไทม์ รวมถึงวัดความเร็วเชิงมุมของแกนทั้งสาม (แกนพิตช์ แกนหมุน และแกนหัน) ข้อมูลนี้ช่วยในการประเมินความเร็วของรถ มุมลื่นไถลด้านข้าง และค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานระหว่างยางและพื้นผิวถนน ให้มีความแม่นยำสูง

    เซ็นเซอร์ 6D ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ IVE (Integrated Vehicle Estimator) ซึ่งใช้ในกระบวนการคำนวณตัวกรองคาลมาน (Kalman filtering) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมด้านมิติเชิงคาดการณ์เกี่ยวกับพลวัตของรถ ช่วยให้ระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องกันในทุกสถานการณ์การขับขี่ โดยระบบเหล่านี้ยังรวมถึง IBC (Integrated Brake Controller) ซึ่งใช้ฟังก์ชันควบคุมการลื่นไถลของล้อขณะเบรกและช่วยลดระยะเบรกได้ถึง 10% การเชื่อมต่อโดยตรงกับ IVE ช่วยให้ระบบ IPB เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกบนทางโค้ง รวมถึงในสถานการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในการขับขี่ เช่น การแซงชิดขอบถนน โดยทั้งหมดนี้มาจากการประเมินที่แม่นยำของระบบ IVE ผ่านเซ็นเซอร์ 6D นั่นเอง

     

    ยางรถยนต์

    บริดจสโตน (Bridgestone) ผู้นำระดับโลกด้านยางเกรดพรีเมียมและโซลูชันเพื่อการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ถือเป็นพันธมิตรด้านยางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวของรถยนต์ Fenomeno โดยติดตั้งยางระดับพรีเมียมรุ่น Bridgestone Potenza ที่ออกแบบโดยเฉพาะสำหรับซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่นี้

    ในฐานะพันธมิตรด้านเทคนิคอย่างเป็นทางการของลัมโบร์กินี บริดจสโตนได้พัฒนายางรุ่น Potenza Sport สมรรถนะสูงพิเศษสำหรับ Fenomeno เพื่อให้มั่นใจได้ถึงสมรรถนะสูงสุดจากเครื่องยนต์ V12 ซึ่งทรงพลังที่สุดเท่าที่ลัมโบร์กินีเคยผลิตมา ยางระดับพรีเมียมรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งขนาด 265/30 ZRF21 (ล้อหน้า) และ 355/25 ZRF22 (ล้อหลัง) มอบสมรรถนะความเร็วสูงอันยอดเยี่ยม พร้อมการตอบสนองต่อพวงมาลัยที่ฉับไว และความแม่นยำในการควบคุมระบบส่งกำลัง 1,080 แรงม้าได้อย่างดีเยี่ยม ยางรุ่นพิเศษนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Run Flat (RFT) ของบริดจสโตน โดยแม้จะเกิดเหตุยางรั่ว ก็ยังสามารถขับขี่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยที่ความเร็ว 80 กม./ชม. เป็นระยะทางไกลถึง 80 กม. แม้ว่าแรงดันลมยางจะอยู่ที่ศูนย์ก็ตาม

    Lamborghini Fenomeno จะมาพร้อมชุดแต่งดีไซน์เฉพาะสำหรับรถแข่ง เพื่อถ่ายทอดสมรรถนะจากสนามแข่งขันโดยผ่านการรับรองการใช้งานบนถนนสาธารณะ เพื่อการแสดงสมรรถนะได้อย่างเต็มที่

    ยางระดับพรีเมียมรุ่นนี้ผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Virtual Tire Development เอกสิทธิ์ของบริดจสโตน ซึ่งช่วยลดทั้งปริมาณการใช้วัตถุดิบและการปล่อยมลพิษได้อย่างมากตลอดกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์

    “Fenomeno คือการนำเสนอซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันที่ไร้คู่แข่งอีกครั้งของลัมโบร์กินี การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ V12 ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ เข้ากับดีไซน์อันน่าทึ่ง ระบบอากาศพลศาสตร์ที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโครงสร้างน้ำหนักเบา ทำให้ Fenomeno กลายเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่พิเศษสุดของยุคนี้” มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ กล่าว

    Fenomeno คือการประกาศเจตนารมณ์ทางเทคโนโลยีและงานดีไซน์อย่างแท้จริง และสิ่งนี้ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส

     

    ข้อมูลทางเทคนิค

    ขนาดตัวรถ
    ความยาว: 5014 มม.
    ความกว้าง: 2076 มม.
    ความสูง: 1161 มม.
    ฐานล้อ: 2779 มม.

    เบรก
    หน้า: 420×40 มม.
    หลัง: 410×32 มม.

    ระบบส่งกำลัง
    เครื่องยนต์ (ICE + BEV)
    ปริมาตรกระบอกสูบ: 6498 ลบ.ซม.
    กระบอกสูบและช่วงชัก: 95 x 76.4 มม.
    กำลังสูงสุด (รอบต่อนาที) (ICE): 835 แรงม้า ที่ 9250 รอบต่อนาที
    กำลังสูงสุด (รวม ICE + EE): 1.080 แรงม้า
    แรงบิดสูงสุด (ICE): 725 นิวตันเมตร ที่ 6750 รอบต่อนาที
    กำลังขับเฉพาะ: 128 แรงม้า/ลิตร
    รอบสูงสุด: 9500 รอบต่อนาที
    อัตราส่วนกำลังอัด: 12.6:1

    ระบบส่งกำลังและกระปุกเกียร์
    กระปุกเกียร์แบบคลัตช์คู่ 8 สปีด

    สมรรถนะ
    ความเร็วสูงสุด: มากกว่า 350 กม./ชม.
    อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.4 วินาที
    อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 6.7 วินาที
    ระยะเบรก 100-0 กม./ชม.: 30 ม.
    อัตราส่วนน้ำหนักแห้ง/กำลัง: 1.64 กก./แรงม้า


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • AGE โชว์ฟอร์มแกร่ง ไตรมาส 2/68 กำไรโตต่อเนื่อง เดินหน้ารุก EV เต็มสปีด – เตรียมเปิดโชว์รูมใหม่ หนุนรายได้เติบโต

    1 Min Read

    AGE โชว์ฟอร์มแกร่ง ไตรมาส 2/68 กำไรโตต่อเนื่อง เดินหน้ารุก EV เต็มสปีด – เตรียมเปิดโชว์รูมใหม่ หนุนรายได้เติบโต

    บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2568 มีกำไรสุทธิ 93 ล้านบาท เติบโต 163 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) สะท้อนภาพรวมธุรกิจหลักที่ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจดีลเลอร์ขายรถไฟฟ้า EV และโลจิสติกส์ ส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง

    นางสาวปณิตา ควรสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนของปี 2568 ว่าบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 7,608 ล้านบาท ลดลง 5.6 % (YoY)  มีปริมาณการขายถ่านหินรวม 1.9 ล้านตัน โดยบริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายทั้งปีที่ 4 ล้านตัน และมีกำไรสุทธิ 128.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 147.6% (YoY) ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ พร้อมกับการขยายฐานรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่

    ส่วนผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 4,019 ล้านบาท ลดลง 0.5 % (YoY) เพิ่มขึ้น 12% (QoQ) มีกำไรสุทธิที่ 93 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้:

    1. ธุรกิจถ่านหิน รายได้ไตรมาสนี้อยู่ที่ 2,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% (QoQ) มีปริมาณการขายถ่านหินที่ 1.06 ล้านตัน
    2. ธุรกิจโลจิสติกส์ มีรายได้ 156 ล้านบาท ลดลง 9% (QoQ) โดยบริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการขยายบริการสู่ลูกค้านอกกลุ่ม เช่น กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
    3. ธุรกิจพลังงานยั่งยืน ผ่านการลงทุนใน บมจ.เอเชีย ไบโอแมส (ABM) มีรายได้จากกลุ่มนี้รวม 594ล้านบาท โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการปรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการ เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินการ
    4. ธุรกิจ Low Emission Mobility โดย บริษัท เอจีอี ออโต้ แกลเลอรี่ จำกัด (AAG) ซึ่งดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ โดยมุ่งเน้นตลาดรถยนต์กลุ่ม EV และไฮบริด ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับพันธมิตร 4 แบรนด์รถยนต์ได้แก่ Zeekr (ซีเคอร์), Omoda & Jaecoo (โอโมดา แอนด์ แจคู), Chery (เชอรี่) และ Mitsubishi motors (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์แถวหน้า ทั้งนี้ AAG ได้วางแผนขยายการลงทุนก่อสร้าง พร้อมปรับปรุงโชว์รูม และศูนย์บริการหลังการขาย รวม 9 แห่ง ได้แก่ Zeekr House รามอินทรา , Zeekr House พระราม 2 , Omoda & Jaecoo รามคำแหง , Omoda & Jaecoo บางนา , Omoda & Jaecoo รังสิต , Chery รังสิต , Chery พระราม 2 , Chery แจ้งวัฒนะ และ มีแผนปรับปรุงโชว์รูม Mitsubishi สาขารามอินทรา โดยทั้ง 9 โชว์รูมพร้อมเปิดให้บริการภายใน ปี 2568 โดยปัจจุบันได้จัดทำโชว์รูม และศูนย์บริการ ชั่วคราวเพื่อรองรับการเยี่ยมชม และการให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง และมีรายได้จากการปล่อยเช่ารถ taxi EV จำนวน 50 คัน ทำให้ในไตรมาส 2/68 กลุ่มธุรกิจ มีรายได้อยู่ที่ 478 ล้านบาท

    ในปีนี้ บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ และไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมก่อนกำหนดครบชำระในเดือน มิถุนายน 2568 และ Turnaround ผลประกอบการของกลุ่มให้กลับมามีกำไรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายของ AGE ที่จะยกระดับความสามารถของกลุ่มในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการธุรกิจถ่านหินเดิม และเพิ่มการลงทุนในธุรกิจยั่งยืนอย่างปลอดภัย และคาดว่าจะทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจยั่งยืน จะอยู่ที่ประมาณ 30-35% ในปีนี้ และตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจยั่งยืนที่ 50% ในปี 2573 นางสาว ปณิตา กล่าว


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • Porsche Macan ครองยอดขายครึ่งปีแรก กว่า 60% เป็นรุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

    1 Min Read

    Porsche Macan ครองยอดขายครึ่งปีแรก กว่า 60% เป็นรุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

    ปอร์เช่เดินหน้าขยายตลาดยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 โดยระหว่างเดือนมกราคม ถึง มิถุนายน ปอร์เช่ส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าทั่วโลกทั้งสิ้น 146,391 คัน เพิ่มขึ้นในกลุ่มยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าเป็น 36.1% (เพิ่มขึ้น 14.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ 23.5% และรถปลั๊กอินไฮบริด 12.6% ปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) เป็นรุ่นที่เติบโตสูงสุดในบรรดารถยนต์ทั้ง 6 รุ่นของปอร์เช่ ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 15% ขณะที่  พานาเมร่า (Panamera)  ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจเช่นกัน ด้วยอัตราการเติบโต 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภูมิภาคอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของปอร์เช่ ด้วยยอดส่งมอบ 43,577 คัน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ถือเป็นสถิติสูงสุดของภูมิภาคในช่วงครึ่งปี ขณะที่กลุ่มตลาดนอกยุโรปและตลาดเกิดใหม่ (Overseas and Emerging Markets) ก็ทำลายสถิติยอดส่งมอบสูงสุดเช่นกัน ด้วยจำนวน 30,158 คัน

    อเมริกาเหนือ ตลาดนอกยุโรป รวมถึงตลาดเกิดใหม่ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

    ภูมิภาคอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของปอร์เช่ ด้วยยอดส่งมอบ 43,577 คันในครึ่งปีแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์ครึ่งปีของภูมิภาคนี้ การเติบโตดังกล่าวเกิดจากการที่มีรถยนต์พร้อมจำหน่ายมากขึ้นในตลาด และการคงราคาขายในช่วงครึ่งปีแรก ท่ามกลางสถานการณ์ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดนอกยุโรปและตลาดเกิดใหม่ (Overseas and Emerging Markets) ก็มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งเช่นกัน โดยมียอดส่งมอบรวม 30,158 คัน เพิ่มขึ้น 10% ทำสถิติสูงสุดใหม่ของภูมิภาค

    ในยุโรป (ไม่รวมเยอรมนี) ปอร์เช่ส่งมอบรถยนต์ 35,381 คันในช่วงหกเดือนแรกของปี ลดลง 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนในตลาดเยอรมนีซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์ มียอดส่งมอบ 15,973 คัน ลดลง 23% โดยสาเหตุหลักของการลดลงในทั้ง 2 ภูมิภาค มาจากฐานยอดขายที่สูงผิดปกติในปีก่อน ซึ่งมีคำสั่งซื้อที่ตกค้างจากปี 2023

    ปอร์เช่ส่งมอบรถยนต์ 21,302 คันในประเทศจีน ซึ่งลดลง 28% โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพตลาดที่ยากลำบาก โดยเฉพาะในกลุ่มรถหรู และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน ปอร์เช่ยังคงเน้นกลยุทธ์การขายแบบเน้นคุณค่า เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยรวมแล้ว ปอร์เช่มียอดส่งมอบทั่วโลกลดลง 6% ในครึ่งปีแรกเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายในแต่ละภูมิภาคยังคงกระจายตัวอย่างเหมาะสม

    มาคันน์ครองแชมป์รุ่นขายดีที่สุดในครึ่งปีแรก

    ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ปอร์เช่ส่งมอบมาคันน์ให้แก่ลูกค้าทั่วโลกทั้งสิ้น 45,137 คัน เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเกือบ 60% ของจำนวนนี้ หรือ 25,884 คัน เป็นรุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ส่วนในตลาดนอกสหภาพยุโรป ยังคงมีการจำหน่ายรุ่นเครื่องยนต์สันดาป โดยมียอดส่งมอบ 19,253 คัน ขณะที่    พานาเมร่าก็สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นเช่นกัน ด้วยยอดส่งมอบ 14,975 คัน เติบโตขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    ยอดส่งมอบของไอคอนแห่งรถสปอร์ต ปอร์เช่ 911 อยู่ที่ 25,608 คัน ลดลง 9% โดยมีสาเหตุหลักจากยอดขายของรุ่นก่อนหน้าที่สูงผิดปกติในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และการทยอยเปิดตัวรุ่นย่อยของโมเดลใหม่

    718 บ็อกซเตอร์ (718 Boxster) และ 718 เคย์แมน (718 Cayman) มียอดส่งมอบรวม 10,496 คัน ลดลง 12% ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในสหภาพยุโรป โดยปอร์เช่เตรียมยุติการผลิต 718 รุ่นปัจจุบันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ส่วนไทคานน์ (Taycan) ส่งมอบไปแล้ว 8,302 คัน ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับคาเยนน์ (Cayenne) มียอดส่งมอบ 41,873 คัน ลดลง 23% ส่วนหนึ่งเนื่องจากฐานยอดขายที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อน

    แมทเธียส เบ็คเคอร์ (Matthias Becker) กล่าวว่า “เราคาดว่าในครึ่งปีหลัง สถานการณ์ตลาดยังคงท้าทายต่อเนื่อง นั่นจึงยิ่งทำให้ความร่วมมือกับทีมขายในแต่ละภูมิภาคมีความสำคัญยิ่ง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ตามกลยุทธ์ ‘คุณค่ามาก่อนปริมาณ’ (Value over Volume) ซึ่งเรามั่นใจว่าไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่เกือบทั้งหมดของเราในตอนนี้ จะตอบโจทย์ลูกค้าทั่วโลกได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านระบบขับเคลื่อนและอุปกรณ์”

    PORSCHE AG

    การส่งมอบ

    มกราคม – มิถุนายน
    2024 2025 ความแตกต่าง
    ทั่วโลก 155,945 146,391 -6%
    เยอรมนี 20,811 15,973 -23%
    อเมริกาเหนือ 39,558 43,577 +10%
    จีน 29,551 21,302 -28%
    ยุโรป (ยกเว้นเยอรมนี) 38,611 35,381 -8%
    ตลาดต่างประเทศและตลาดเกิดใหม่ 27,414 30,158 +10%

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ปอร์เช่เปิดตัว 911 Cup ใหม่ – สมรรถนะเหนือชั้นยิ่งขึ้นสำหรับรถแข่งวันเมครุ่นยอดนิยม

    1 Min Read

    ปอร์เช่เปิดตัว 911 Cup ใหม่ – สมรรถนะเหนือชั้นยิ่งขึ้นสำหรับรถแข่งวันเมครุ่นยอดนิยม

    ปอร์เช่ (Porsche) เผยโฉม 911 Cup รุ่นใหม่ล่าสุด รถแข่งวันเมคคัพที่พัฒนาสำหรับการแข่งขัน ปอร์เช่ โมบิล 1 ซูเปอร์คัพ (Porsche Mobil 1 Supercup) และ คาร์เรร่า คัพ (Carrera Cup) และรายการอื่น ๆ ที่ปอร์เช่ รับรอง 911 Cup รุ่นใหม่นี้พร้อมลงแข่งตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2026 เป็นต้นไป รถรุ่นนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของรุ่นก่อน ด้วยการปรับปรุงในรายละเอียดในหลายจุด เน้นเพิ่มสมรรถนะ ลดต้นทุนการดูแลรักษา และทำให้ควบคุมง่ายขึ้นสำหรับทั้งนักแข่งและทีมช่าง ด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ 4.0 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศ ให้พลังสูงสุด 382 กิโลวัตต์ (520 แรงม้า) เพิ่มขึ้น 10 แรงม้า

    ปอร์เช่เปิดตัวรถแข่งรุ่นใหม่ในตระกูล 911 สำหรับรายการวันเมคคัพและซีรีส์ต่าง ๆ อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ 911 คัพ (911 Cup) การตั้งชื่อนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับมาตรฐานการตั้งชื่อรถแข่งลูกค้าของปอร์เช่ให้ชัดเจนและเป็นหนึ่งเดียว โดยต่อไปรถแข่งที่จะใช้ในรายการแข่งขันแบบเปิดยี่ห้อ หรือในเซ็กเมนต์เฉพาะ จะใช้ชื่อตามท้ายด้วย “GT” ตามด้วยหมายเลข เหมือนเช่น 911 จีที 3 อาร์ (911 GT3 R) รุ่นใหม่ ที่เปิดตัวพร้อมกันในวันนี้ โดย 911 คัพ รุ่นใหม่นี้พัฒนามาจากรถสปอร์ต 911 จีที รุ่นที่สามารถวิ่งบนถนนได้จริง และผลิตพร้อมกับรถรุ่นมาตรฐานที่โรงงานหลักของปอร์เช่ในเมืองซุฟเฟนเฮาเซน ซึ่งแนวทางนี้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ตั้งแต่เริ่มสายการผลิตปลายปี 2020 จนถึงปัจจุบัน ปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ต (Porsche Motorsport) ผลิต 911 จีที 3 คัพ (911 GT3 Cup) รุ่นปัจจุบันไปแล้ว 1,130 คัน และหากนับรวมทั้งหมดปอร์เช่ได้ผลิตรถแข่ง 911 สำหรับการแข่งขันวันเมคเรซมาแล้วถึง 5,381 คัน

    โทมัส เลาเดนบัค (Thomas Laudenbach) รองประธานฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต กล่าวว่า “เช่นเดียวกับรุ่นที่ประสบความสำเร็จในอดีต 911 คัพ ใหม่ยังคงก้าวข้ามขีดจำกัด ด้วยการผสานชิ้นส่วนจากรถสปอร์ต
    จีที รุ่นใช้บนถนนเข้ากับเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตอย่างแท้จริง จนกลายเป็นรถแข่งที่มีสมรรถนะสูงและมีคอนเซ็ปต์ที่ลงตัว การขับ 911 คัพ ถือเป็นความท้าทายเสมอ และเราต้องการให้เป็นเช่นนั้นต่อไป เพราะมันยังเป็นเวทีฝึกฝนฝีมือให้กับนักแข่งเยาวชน ปอร์เช่ จูเนียร์ (Porsche Junior) อีกด้วย ความสำเร็จของแนวคิดนี้พิสูจน์ได้จากชัยชนะนับไม่ถ้วนทั้งในระดับสนามและแชมป์เปี้ยนชิพมากมาย”

     

    ไมเคิล ไดรเซอร์ (Michael Dreiser) ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ต กล่าวเสริมว่า

    “รถแข่งคัพที่พัฒนาจาก 911 คือหนึ่งในรถแข่งที่ขายดีที่สุดในโลก ร่วมกับ 718 จีที 4 อาร์เอส คลับสปอร์ต (718 GT4 RS Clubsport) มันคือรากฐานสำคัญของลำดับขั้นในมอเตอร์สปอร์ตของเรา และถูกใช้ทั่วโลกในซีรีส์วันเมคคัพ ความสำเร็จของรุ่นนี้ยังไปไกลกว่านั้นมาก เคล็ดลับอยู่ที่ ‘สมรรถนะที่รอบด้าน’ รถคัพ สามารถทำผลงานโดดเด่นได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในการแข่งเอ็นดูรานซ์ (Endurance Races) รายการจีที แบบเปิด และการแข่งขันอีกนับไม่ถ้วน”

    โครงสร้างตัวถัง: ดีไซน์ใหม่ ปรับอากาศพลศาสตร์ให้ดียิ่งขึ้น

    911 คัพ รุ่นใหม่นี้โดดเด่นจากรุ่นก่อนทันทีที่มองเห็น โดยเฉพาะด้านหน้าที่สะท้อนเส้นสายของ 911 จีที 3 เจเนอเรชัน 992.2 ได้อย่างชัดเจน สปอยเลอร์หน้าถูกออกแบบเป็น 3 ชิ้นแยก ทำให้เมื่อเกิดการกระแทกสามารถเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสียหายได้ ลดทั้งค่าบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งของชิ้นส่วนอะไหล่ การตัดไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลต์ออกก็เพื่อเหตุผลเดียวกัน ลดความเสี่ยงต่อการทำให้หม้อน้ำด้านหลังเสียหายเมื่อเกิดการชน และไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยน

    ซุ้มล้อถูกออกแบบให้มีช่องระบายอากาศแบบบานเกล็ด เพื่อช่วยไหลเวียนลมผ่านซุ้มล้อ และสร้างแรงกดอากาศเพิ่มที่เพลาหน้า ร่วมกับแผงใต้ท้องรถที่ปรับให้ลู่ลมยิ่งขึ้น (เหมือนในรุ่นมาตรฐานที่ใช้ขับขี่บนถนน) เพื่อเสริมเสถียรภาพในการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีแผงบังคับทิศทางลม (turning vanes) หลังซุ้มล้อหน้าเพื่อจัดการการไหลของอากาศให้ดียิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยให้เพลาหน้าตอบสนองแม่นยำ โดยเฉพาะในความเร็วสูง ทำให้ผู้ขับสามารถเล็งมุมเข้าโค้งได้คมกว่าเดิม

    ด้านหลังของ 911 คัพ ถูกออกแบบใหม่หมดให้ดุดันกว่าเดิม ปีกหลังแบบ swan-neck ปรับการเชื่อมกับขาตั้งใหม่ ทำให้ปรับตำแหน่งและจัดการได้ง่ายขึ้น ฝาครอบห้องเครื่องก็ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เช่นเดียวกับชิ้นส่วนตัวถังเกือบทั้งหมด (รวมถึงประตู) ที่ทำจากผ้าคาร์บอนรีไซเคิลผสมเรซินชีวภาพ ตัวผ้าคาร์บอนนี้ได้มาจากกระบวนการผลิตอื่น นอกจากช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยควบคุมราคาชิ้นส่วนอะไหล่ให้นิ่งขึ้นด้วย

    เครื่องยนต์: ขุมพลังแข่งที่พัฒนาจนใกล้เคียงกับ 911 จีที 3 มากขึ้น

    911 คัพ ยังคงใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ สามารถทำความเร็วรอบได้สูง และไร้ระบบอัดอากาศ (NA) ความจุ 4.0 ลิตร ให้เสียงที่ทรงพลัง ดุดันเร้าใจ พัฒนามาจากเครื่องของปอร์เช่ 911 จีที 3 รุ่นที่ใช้บนท้องถนน สำหรับรุ่นแข่งใหม่นี้มีกำลัง 382 กิโลวัตต์ (520 แรงม้า) พร้อมอัปเกรดชิ้นส่วนจากเครื่องรุ่นผลิตบนท้องถนน เช่น ลิ้นปีกผีเสื้อแยกแต่ละสูบที่ปรับการไหลของอากาศให้ดียิ่งขึ้น และเพลาลูกเบี้ยวที่ขยายระยะเวลาเปิดวาล์ว ทำให้ไม่ต้องใช้ลิ้นปีกผีเสื้อตรงกลางอีกต่อไป และสามารถติดตั้งตัวจำกัดอากาศ (Air Restrictor) เพื่อเข้าร่วมแข่งในรายการมอเตอร์สปอร์ตอื่นได้ แม้กำลังเพิ่มขึ้น 10 แรงม้า แต่ยังคงทนทาน ใช้งานได้ถึง 100 ชั่วโมงในสนามก่อนรับการซ่อมบำรุงใหญ่ และมีชุดท่อไอเสียให้เลือก 3 แบบ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎควบคุมเสียงที่แตกต่างกันตามสนามและประเทศ

    ระบบส่งกำลังอัปเกรดเป็นคลัตช์แข่งโลหะ 4 แผ่น ที่แข็งแรงกว่าเดิม รับหน้าที่ส่งกำลังไปยังเกียร์ 6 จังหวะ การอัปเกรดนี้ทำให้เพิ่มรอบเครื่องขณะออกตัวจากเดิมที่จำกัดไว้ 6,500 รอบ/นาที ทำให้เสียงเครื่องตอนสตาร์ทเร้าใจยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันสตาร์ทเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อผู้ขับเหยียบคลัตช์หลังจากรถดับโดยไม่ได้ตั้งใจ และเพิ่มระบบไฟเบรกกระพริบ (stroboscope) เพื่อเตือนรถคันหลังในช่วงออกสตาร์ท แทนการใช้ไฟฉุกเฉินแบบเดิม

    ระบบเบรก: ประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้ทนนานกว่าเดิม

    ระบบเบรกของ 911 คัพ ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ ด้านหน้าใช้จานเบรกขนาด 380 มม. หนาขึ้นจาก 32 มม. เป็น 35 มม. ทำให้มีช่องระบายอากาศภายในที่ใหญ่ขึ้น ระบายความร้อนได้ดีขึ้น การปรับนี้เกิดจากการย้ายหม้อน้ำหลักไปไว้ด้านหลัง ทำให้สามารถนำลมเย็นเข้าสู่ระบบเบรกจากด้านหน้ากลางของตัวรถได้โดยตรง นอกจากนี้ยังลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของส่วนยึดจานเบรก (Brake Disc Hat) เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างจานเบรกกับผ้าเบรก ส่งผลให้หยุดรถได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยผ้าเบรกที่กว้างขึ้น คงความทนทานในการแข่งระยะไกล และยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นได้อย่างชัดเจน

    ระบบ ABS สำหรับแข่ง Bosch M5 จะติดตั้งมาให้จากโรงงานทุกรุ่น 911 คัพ มาพร้อมการประมวลผลข้อมูลที่แม่นยำขึ้น รับสัญญาณจากเซนเซอร์ตรวจจับอัตราเร่งรุ่นใหม่ที่สามารถอ่านข้อมูลได้ละเอียดกว่าเดิม ซอฟต์แวร์ยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อมีการรั่วในระบบเบรกทั้งสองวงจร อีกทั้งถังน้ำมันเบรกถูกขยายขนาดเพื่อรองรับการแข่งระยะไกล

    จุดหยุดของพวงมาลัยก็ได้รับการปรับให้หมุนได้มุมกว้างขึ้น ทำให้เลี้ยวในโค้งแคบหรือถนนในเมืองได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถขณะโอเวอร์สเตียร์ได้ดีขึ้นอีกด้วย

    ห้องโดยสาร: ควบคุมง่ายขึ้นทั้งในสนามและขณะเข้าพิต

    พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันรุ่นใหม่ของ 911 คัพ ถูกออกแบบให้ดูหรูขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น ปุ่มปรับแบบหมุนตรงกลางใช้สำหรับตั้งค่าระดับการทำงานของ ABS และระบบควบคุมการลื่นไถล (Traction Control) ปุ่มควบคุมที่มีไฟสีส่องสว่างถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มองเห็นป้ายกำกับได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    แผงควบคุมหลักข้างเบาะคนขับยังคงอยู่ในตำแหน่งที่เอื้อมถึงง่าย แม้ขณะกำลังแข่ง จากเดิม 10 ปุ่มเหลือเพียง 8 ปุ่ม ปุ่มขวาล่างใช้เปิดหน้าเมนูเสริมบนจอแสดงผล เพื่อปรับการตั้งค่ารายละเอียดต่าง ๆ ได้จากในรถ เช่น ความเร็วในเลนพิต (Pit Lane Speed), การจูนเสียงไอเสีย (Exhaust Mapping) และการรีเซ็ตองศาพวงมาลัย โดยไม่ต้องเสียเวลาต่อคอมพิวเตอร์ ทำให้ทีมงานทำงานได้ง่ายขึ้น ภายในคานประตูยังเพิ่มแผ่นโฟมเสริมเพื่อปกป้องแขน ขา และเท้าของผู้ขับมากขึ้น

     

    แมตเธียส ชูลซ์ (Matthias Scholz) ผู้อำนวยการฝ่ายรถแข่งจีที กล่าวว่า 911 คัพ ใหม่ มีความโดดเด่นเพราะเราลงรายละเอียดในทุกจุด มันแข็งแกร่งขึ้น เร็วขึ้น แต่ก็ใช้งานจริงได้ง่ายขึ้น อายุการใช้งานชิ้นส่วนยังคงเดิม หรือบางชิ้นก็ทนขึ้นแม้สมรรถนะสูงขึ้น วัสดุบางส่วนถูกแทนที่ด้วยชิ้นงานที่มีองค์ประกอบของวัสดุรีไซเคิล ห้องโดยสารถูกปรับให้ใช้งานง่ายขึ้น พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติมที่รองรับการแข่งขันหลายรูปแบบ”

    ระบบอิเล็กทรอนิกส์: ฟังก์ชันเสริมที่ใช้งานได้จริง

    ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่อัปเกรดใหม่ใน 911 คัพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ได้ดีขึ้น ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (TPMS) แสดงอุณหภูมิของลมยางบนหน้าปัดกลางได้ทันที เสาอากาศ GPS ที่ทรงพลังขึ้นมากเข้ามาแทนที่ระบบอินฟราเรดเดิม เพื่อใช้เก็บข้อมูลรอบเวลาและตำแหน่งรถได้แม่นยำยิ่งขึ้น ฟีเจอร์ยอดนิยมจากรุ่นพี่ 911 จีที 3 อาร์ ถูกนำมาใช้ เช่น การวัดรอบเวลาขณะวิ่งผ่านเลนพิต และฟังก์ชัน pre-kill” ที่ช่วยปิดเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่งในช่วงพักเข้าพิต นอกจากนี้ ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ คอยตรวจสอบระดับพลังงานของแบตเตอรี่ 9 โวลต์ ที่ใช้ในชุดปล่อยสารดับเพลิงด้วย

    ในการพัฒนา 911 คัพ ทางปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ต ร่วมมือกับ มิชลิน (Michelin) เพื่อสร้างยางรุ่นใหม่สำหรับรถแข่งวันเมคคัพ โดยทดสอบจริงในสนามระดับโลก ได้แก่ สนามอิตาเลียนกรังด์ปรีซ์ที่มอนซา สนามเลาซิทซ์ริงที่เยอรมนี และสนามทดสอบภายในของปอร์เช่ ที่ศูนย์พัฒนาไวส์ซาค โดยมีอดีตนักแข่ง ปอร์เช่ จูเนียร์ 3 คน คือ บาสเตียน บุส, ลอริน ไฮน์ริช, และเคลาส์ บัคเลอร์ ร่วมกับนักแข่งมืออาชีพมากประสบการณ์ มาร์โก ซีฟรีด ขับทดสอบ

    ติดตามความเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์และภาพจากสนามแข่งทั่วโลกของ Porsche Motorsport ได้ทาง X (@PorscheRaces), WhatsApp (Porsche Motorsport) และ Instagram (@porsche.motorsport)


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ทะยานสู่อนาคตกับขบวนยนตรกรรมพลังงานใหม่ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี! ‘Next Drive Auto Show’ ที่เซ็นทรัล เวสต์เกต ครบทั้งไฮบริดและอีวี

    1 Min Read

    ทะยานสู่อนาคตกับขบวนยนตรกรรมพลังงานใหม่ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี! ‘Next Drive Auto Show’ ที่เซ็นทรัล เวสต์เกต ครบทั้งไฮบริดและอีวี

    บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด  (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ร่วมกับ บริษัท ทีที เอเบิ้ล จำกัด จัดงาน “Next Drive Auto Show” ครั้งแรกกับมหกรรมแสดงยนตรกรรมพลังงานทางเลือกครบวงจร ทั้ง Electric, Hybrid, Plug-in Hybrid และพาหนะพลังงานใหม่ อาทิ E-Motorcycle, E-Bike, E-Scooter จากหลากหลายแบรนด์ดัง  รวบรวมที่สุดแห่งเทคโนโลยียานยนต์สะอาดและนวัตกรรมแห่งอนาคตไว้ในที่เดียว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ พร้อมเป็นเวทีแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสร้างโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 20–26 สิงหาคม 2568 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1

    ไฮไลต์ภายในงาน พบกับ Exclusive Preview 6 EV สุดล้ำ รวมรถรุ่นพิเศษและรับชมรถรุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใคร อาทิ

    • Chery iCar V23 รถไฟฟ้าสไตล์ Retro-Rugged SUV สุดเท่
    • Zeekr 7X SUV พรีเมียมไฟฟ้าดีไซน์ล้ำ
    • Hyundai All-New Santa Fe โฉมใหม่ SUV 3 แถว 6 ที่นั่ง เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย
    • Range Rover PHEV LWB Autobiography SUV สุดหรูพลังงานทางเลือก
    • Volvo Ex90 SUV ไฟฟ้า ที่มีระบบความปลอดภัยขั้นสูง และเทคโนโลยีล้ำสมัย​
    • MERCEDES-BENX EQE 300 EV ระดับลักชัวรี ดีไซน์หรู และฟีเจอร์อัจฉริยะครบ​
    • Land Rover Defender ตำนาน SUV ผสานเทคโนโลยีทันสมัย

    พร้อมรถไฮไลต์อื่นๆ กว่า 10 รุ่น และแบรนด์ชั้นนำทั้งพรีเมียม & Future Mobility อาทิ Mercedes-Benz, Volvo, Lexus, Porsche, Land Rover, Toyota, Hyundai, Zeekr, Chery, Kia, Mitsubishi, Deepal, Denza และอีกมากมาย

    โปรโมชันสุดคุ้ม เฉพาะในงานเท่านั้น อาทิ ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 72 เดือน ฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีของแถมพิเศษจากหลากหลายแบรนด์ และดีลพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำ เช่น Toyota ดาวน์ 0 บาท ฟรีประกันภัย Zeekr ดอกเบี้ย 0% + ประกันภัย 3 ปี Land Rover รับ Trail Pack และส่วนลดโรงแรมทั่วโลก Deepal ฟรีโฮมชาร์จ + ประกันภัย + ของแถม Monowheel & Auto1 ส่วนลดอุปกรณ์และบริการรถยนต์สูงสุดกว่า 50% โซนอุปกรณ์ตกแต่งและบริการครบวงจร พบกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Monowheel Auto1 โชคดีทะเบียน และอื่น ๆ อีกมากมาย

    ติดตามความเคลื่อนไหวของเซ็นทรัลพัฒนา คลิก  https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ฮอนด้าชวนลูกค้า Honda e:HEV สมัครร่วมทริป “Honda e:HEV Drive ดั่งใจ”ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ 15 ส.ค. – 14 ก.ย. 68

    2 Min Read

    ฮอนด้าชวนลูกค้า Honda e:HEV สมัครร่วมทริป “Honda e:HEV Drive ดั่งใจ”ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เลือกเส้นทางเพื่อ Drive อย่างใจอยาก จะล่องใต้หรอยแรง หรือ แอ่วเหนือม่วนใจ๋ ก็ฟินสุด ๆ สมัครด่วนทาง LINE Honda Thailand Official Account ตั้งแต่ 15 ส.ค. – 14 ก.ย. 68

    ห้ามพลาด! ทริปสุด Exclusive สำหรับครอบครัว Honda e:HEV เที่ยวฟรีสุดฟินกับรถยนต์ e:HEV คู่ใจ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชวนลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ Honda e:HEV ทุกรุ่น ได้แก่ City e:HEV, City Hatchback e:HEV, Civic e:HEV, Accord e:HEV, HR-V e:HEV และ CR-V e:HEV สมัครเข้าร่วมทริปสุด Exclusive “Honda e:HEV Drive ดั่งใจ” ออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์แห่งธรรมชาติ บน 2 เส้นทางเหนือ-ใต้ จำนวน 18 คัน/ทริป ให้คุณเลือกปักหมุดทริปที่ใช่ได้อย่างใจอยากในสไตล์คุณ ลุยชิล ๆ ทุกเส้นทางกับรถ e:HEV ที่สมรรถนะเร้าใจ ขับขี่ได้ไกล ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม
    โดยสามารถสมัครเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม และเลือกเดินทางเพียงทริปใดทริปหนึ่ง  ดังนี้

    • ทริปที่ 1 Honda e:HEV Drive ดั่งใจ – ล่องใต้ไปนครศรีธรรมราช วันที่ 25–28 กันยายน 2568

    แลเมืองคอน ออกเดินทางสู่เมืองแห่งศิลป์และวัฒนธรรมริมอ่าวไทย ชื่นชมมรดกโลก สัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่าย และลิ้มรสอาหารพื้นบ้านใต้แท้ ๆ พร้อมทะเลสวย ฟ้าใส และบรรยากาศชวนฝัน

    • ทริปที่ 2 Honda e:HEV Drive ดั่งใจ – แอ่วเหนือไปเมืองน่าน วันที่ 2–5 ตุลาคม 2568

    แอ่วเหนือแบบสโลว์ไลฟ์ สัมผัสมนต์เสน่ห์เมืองเก่าท่ามกลางขุนเขาและสายหมอก ดื่มด่ำธรรมชาติแสนสงบ และค้นพบความงดงามของวิถีล้านนาที่อบอุ่นและเรียบง่าย

    มาร่วมชาร์จพลังชีวิต ไปกับ Honda e:HEV – The Exciting Hybrid Drive ดั่งใจ ให้ทุกการเดินทางของคุณเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำไปพร้อมกับฮอนด้า! ลูกค้าที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ วันที่ 15 สิงหาคม – 14 กันยายน 2568 เพียงทำตามกติกาขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

     

    1. ถ่ายรูปเก๋ ๆ หรือวิดีโอสั้นกับ Honda e:HEV คันโปรด ที่จะใช้ร่วมทริป
    2. เขียนแคปชันให้ปัง! ว่า “Honda e:HEV ของคุณ Drive ดั่งใจ เพราะอะไร?”
      เช่น “Honda City e:HEV Drive ดั่งใจ เพราะคล่องตัวทุกซอย ซิ่งหน่อยก็ยังนุ่มนวล”
    3. โพสต์ลง Facebook Instagram หรือ TikTok ส่วนตัว พร้อมเปิดโพสต์เป็น สาธารณะ
    4. ติดแฮชแท็กให้ครบ! #eHEVDriveดั่งใจ #HondaWeAreFamily #HondaThailand
    5. แคปโพสต์ของคุณ จากนั้นลงทะเบียนร่วมกิจกรรมผ่าน LINE Official Account: Honda Thailand โดยคลิก “Event & Activity” แล้วเลือกหัวข้อ “สมัครร่วมทริป Honda e:HEV Drive ดั่งใจ” แนบภาพที่แคป แล้วเลือกทริปที่ใช่ ว่าจะแอ่วเหนือม่วนใจ๋ที่น่าน หรือล่องใต้ที่นครศรีธรรมราช พร้อมกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
    6. ผู้ที่ทำตามกติกาและตอบคำถามได้โดนใจคณะกรรมการมากที่สุด จำนวน 18 ท่าน/ทริป จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมทริป Honda e:HEV Drive ดั่งใจ 1 สิทธิ์ เท่ากับ 2 ท่าน (เจ้าของรถ Honda e:HEV 1 ท่าน พร้อมผู้ติดตาม 1 ท่าน)

    ทำครบตามนี้ รอลุ้นได้เลยว่าคุณจะได้ไป “Drive” ดั่งใจแอ่วเหนือหรือล่องใต้! ฮอนด้าก็จัดให้อย่างที่ใจอยาก!

    • ระยะเวลาสมัครร่วมกิจกรรม: วันที่ 15 สิงหาคม – 14 กันยายน 2568
    • ประกาศผล: วันที่ 18 กันยายน 2568 ทาง LINE VOOM และ Facebook Honda Thailand Official Account

    เงื่อนไขในการเข้าร่วมกิจกรรม “Honda e:HEV Drive ดั่งใจ”

    • เป็นเจ้าของรถยนต์ Honda e:HEV รุ่นใดก็ได้ และต้องมีเอกสารยืนยันความเป็นเจ้าของรถยนต์
    • มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันเข้าร่วมกิจกรรม
    • มีใบอนุญาตขับขี่ ที่ยังไม่หมดอายุจนถึงวันเข้าร่วมกิจกรรม
    • สมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ วันที่ 15 สิงหาคม – 14 กันยายน 2568 ทาง Honda Thailand LINE Official Account โดยผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมสามารถเลือกเดินทางได้เพียง 1 ทริปเท่านั้น คือ
      –  ทริปที่ 1: “Honda e:HEV Drive ดั่งใจ – ล่องใต้ไปนครศรีธรรมราช”
      เดินทางจากกรุงเทพฯ ปลายทางจังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ 25-28 กันยายน 2568
      หรือ
      –  ทริปที่ 2: “Honda e:HEV Drive ดั่งใจ – ม่วนเหนือไปเมืองน่าน”
      เดินทางจากกรุงเทพฯ ปลายทางจังหวัดน่าน วันที่ 2-5 ตุลาคม 2568
    • ร่วมสนุกโดยถ่ายภาพของคุณคู่กับรถยนต์ Honda e:HEV คู่ใจที่จะใช้ร่วมทริปกิจกรรม Honda e:HEV Drive ดั่งใจ” และเขียนแคปชันว่า Honda e:HEV ของคุณ Drive ดั่งใจ เพราะอะไร?” โพสต์ลง Facebook Instagram หรือ TikTok ส่วนตัวของคุณ เปิดเป็นสาธารณะ พร้อมติดแฮซแท็ก #eHEVDriveดั่งใจ #HondaWeareFamily #HondaThailand จากนั้นแคปโพสต์ทางโซเซียลของคุณ และเข้าไปที่ Honda Thailand LINE Official Account แนบรูปแคปโพสต์ทางโซเซียลของคุณ พร้อมกรอกข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วน
    • คณะกรรมการจะดำเนินการคัดเลือกลูกค้าผู้โชคดีเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด โดยจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ในวันที่ 18 กันยายน 2568 ผ่าน LINE VOOM และ Facebook Honda Thailand Official Account
    • เกณฑ์การตัดสินของคณะกรรมการจะพิจารณาจากภาพถ่ายและเนื้อหาของข้อความเป็นสำคัญ โดยผลการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด และสงวนสิทธิ์สำหรับผู้ทำผิดกติกา
    • ลูกค้าที่ได้รับสิทธิ์ต้องเดินทางโดยใช้รถยนต์ Honda e:HEV ของท่าน และสามารถพาผู้ติดตามมาร่วมกิจกรรมได้อีก 1 ท่าน (1 สิทธิ์ = 2 ท่าน)
    • ผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมยอมรับและเข้าใจเงื่อนไขในการสมัคร และบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับผู้สมัครที่ปฏิบัติตามเงื่อนไข
    • ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยินยอมให้ทางบริษัทฯ เผยแพร่รูปถ่ายและวิดีโอจากกิจกรรม เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจทั้งในปัจจุบันและ/หรือในอนาคตตามที่เห็นสมควร
    • ผู้เข้าร่วมกิจกรรม รับทราบและตกลงยินยอมที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดรวมถึงเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ข้างต้นทุกประการก่อนการสมัคร และบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการสมัคร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
    • พนักงาน บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่าย และพนักงานของผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้
    • ไม่สามารถโอนสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมให้กับผู้อื่นได้ และของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
    • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ความรับผิดชอบต่อความเสียหายและการสูญเสียจากการร่วมกิจกรรม
    • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02-341-7777

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ฮอนด้าเปิดศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริง  “The M.O.V.E. by Honda” Immersive Experience Center แห่งแรกในไทย เปิดประตูสู่อนาคตแห่งการเดินทาง ภายใต้แนวคิด “Sense the Synergy”

    1 Min Read

    ฮอนด้าเปิดศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริง  The M.O.V.E. by Honda” Immersive Experience Center แห่งแรกในไทย เปิดประตูสู่อนาคตแห่งการเดินทาง ภายใต้แนวคิด Sense the Synergy”

    บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัว The M.O.V.E. by Honda” ศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งแรกของแบรนด์ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ โดยจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ณ EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE

    ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคต ผ่านทั้ง 5 ประสาทสัมผัสในโซนมัลติเซนซอรีที่ผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับอารมณ์ ความรู้สึก และวิถีแห่งความยั่งยืนได้อย่าง กลมกลืนภายใต้แนวคิด Sense the Synergy”

    โซนทางเข้า และ Dream Sphere

    เริ่มต้นที่โซนทางเข้าด้วยการเช็กอินแบบอินเทอร์แอคทีฟที่พาผู้เข้าชมสัมผัสปรัชญาของฮอนด้าซึ่งยึด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” เป็นหัวใจสำคัญมาอย่างยาวนาน มุ่งเน้นทั้งความพึงพอใจ ของลูกค้า ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ

    ถัดจากโซนทางเข้า ผู้เข้าชมจะได้ก้าวเข้าสู่ Dream Sphere — ห้องจัดแสดงภาพเคลื่อนไหวแบบ 360 องศา ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของฮอนด้าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันและอนาคต  ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเส้นทางแห่งความฝันและความท้าทายตั้งแต่วันก่อตั้งไปจนถึงทศวรรษข้างหน้า พร้อมเชื่อมโยงถึงจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย และเหตุการณ์สำคัญที่ได้หล่อหลอมเส้นทางของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน

    Future Ride

    ในโซนนี้ ผู้เข้าชมจะได้ชมภาพแห่งอนาคตของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ผ่านเครื่องจำลองการขับขี่อัจฉริยะที่มอบประสบการณ์แห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด ภายใต้ธีม Expected Life. Unexpected Discoveries.” ที่ชวนให้ก้าวข้ามความคุ้นเคย ไปค้นพบประสบการณ์และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในโลกของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

    Future Mobility

     

    ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของฮอนด้าสู่ New Mobility Ecosystem” หรือระบบนิเวศการเดินทางยุคใหม่ ที่ผสานยานยนต์อนาคตให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างไร้รอยต่อ เปิดโอกาสให้ผู้คนเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและเพิ่มความหลากหลายในการเดินทางให้มากยิ่งขึ้น ภายในโซน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเครื่องจำลองเสมือนจริงแบบ 360 องศา พาเหินฟ้าจากกรุงเทพฯ สู่พัทยาเสมือนกำลังเดินทางจริง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ว่าการเดินทางแห่งอนาคตอาจใกล้ตัวกว่าที่คิด

    ความเป็นอิสระในการเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้สะท้อนถึงพันธกิจของฮอนด้าในการสร้างการเดินทางที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และสนุกยิ่งขึ้น พร้อมขยับความฝันด้านการเคลื่อนไหวของฮอนด้า ให้เข้าใกล้ความจริงด้วยการผสมผสานความสะดวกสบายเข้ากับความเพลิดเพลินได้อย่างลงตัว

    Future Drive

    ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของฮอนด้าในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโลกแห่งการเดินทาง จากความฝันในการ “รังสรรค์นิยามใหม่แห่งการขับเคลื่อน” มาสู่ความจริง เปลี่ยนภาพจำของรถยนต์ไฟฟ้าจาก “Thick and Heavy” เป็น Thin, Light and Wise” ไม่ใช่เพียงแค่ยานยนต์ไฟฟ้า แต่รวมถึงนวัตกรรมที่มอบประสบการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ความยั่งยืน และการใส่ใจผู้ใช้งานเป็นหัวใจสำคัญ

    แนวคิดนี้สะท้อนความเชื่อของฮอนด้าว่า อนาคตแห่งการขับเคลื่อน ต้องก้าวข้ามขอบเขตของเทคโนโลยี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ มอบความปลอดภัย และส่งมอบอิสระให้กับผู้คนและสังคม โดยในโซนนี้ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับยานยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้าที่หลอมรวมแนวคิดเหล่านี้ไว้ และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสู่อนาคตของการเดินทางที่ชาญฉลาด เปี่ยมไปด้วยความหมาย และสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดไปด้วยกัน

    The M.O.V.E. Cafe

    The M.O.V.E Café คือบทสรุปของการเดินทางภายใน The M.O.V.E by Honda พื้นที่สุดท้ายที่ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสวิสัยทัศน์การเดินทางแห่งอนาคตของฮอนด้าผ่าน “รสชาติ” ปิดท้ายประสบ การณ์ครบทั้ง 5 ประสาทสัมผัสที่เป็นหัวใจของศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

    คาเฟ่แห่งนี้นำเสนอประสบการณ์การลิ้มรสที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ภายใต้แนวคิด “Sense the Synergy” โดยเชฟเดช คิ้วคชา ผสานทุกประสาทสัมผัส ทั้งการมองเห็น การได้ยิน กลิ่น การสัมผัส และรสชาติไว้ในหนึ่งเดียว ที่นี่จึงไม่ใช่แค่คาเฟ่ทั่วไป แต่เป็นจุดหมายที่รวมความคิดสร้างสรรค์ ด้านอาหารเข้ากับแรงบันดาลใจจากอนาคตแห่งการขับเคลื่อน ถ่ายทอดความประทับใจ และคุณค่าทางอารมณ์ในแบบเฉพาะของฮอนด้า

    The M.O.V.E. by Honda คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางของฮอนด้าสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและความยั่งยืน ศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่การจัดแสดงเทคโนโลยี ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และเทคโนโลยีการเคลื่อนที่ ที่หมุนเวียนมาให้ชม แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการถ่ายทอดจิตวิญญาณของโกลบอลแบรนด์สโลแกน The Power of Dreams – How we move you.” สะท้อนเจตนารมณ์ของฮอนด้า ที่ยึดมั่นว่าการเดินทางไม่ใช่แค่การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการสร้างความผูกพันที่มีคุณค่า ก้าวสู่ความยั่งยืน และมอบประสบการณ์ที่เติมเต็มความหมายให้กับชีวิต

    ฮอนด้า มุ่งขับเคลื่อนผู้คน ไม่เพียงแค่ในเชิงกายภาพ แต่ยังรวมถึงมิติของการขับเคลื่อนความรู้สึกและสังคมไปด้วยกัน ทั้งหมดนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในประเทศไทยกับ The M.O.V.E. by Honda ศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งแรกของแบรนด์ ที่เปิดต้อนรับทั้งลูกค้า ผู้หลงใหลในนวัตกรรม และผู้ที่สนใจที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ได้แล้ววันนี้

     

    ชื่อกิจกรรม: The M.O.V.E. by Honda

    สถานที่: EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE

    628 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110

    วันเปิดให้เข้าชม: 15 สิงหาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569

    เวลาเปิดให้เข้าชม:

    • วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เวลา 19:00 – 22:00 น.
    • ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป เปิดทุกวัน เวลา 10:00 – 22:00 น

    ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี

    LINE Official Account: @TheM.O.V.E.byHonda

    จัดโดย: บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • “Premium Design x Powerful Diesel” มาตรฐานใหม่ของความพรีเมียมอันทรงพลัง ของ NEW GWM TANK 500 DIESEL รุ่น Black Warrior

    2 Min Read

    “Premium Design x Powerful Diesel” มาตรฐานใหม่ของความพรีเมียมอันทรงพลัง ของ NEW GWM TANK 500 DIESEL รุ่น Black Warrior

    GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีหลังจากเปิดตัวไปเพียงสามสัปดาห์และได้ฤกษ์ส่งมอบ NEW GWM TANK 500 DIESEL ล็อตแรกไปเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา และเริ่มทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่นไฮไลต์ “รุ่น Black Warrior” ได้ยกมาตรฐานใหม่และสร้างความต่างให้แก่วงการรถยนต์เอสยูวีพรีเมียม 7 ที่นั่ง ที่แฟน ๆ GWM TANK ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความพรีเมียมเกินคาดที่คอบคลุมทุกด้านเทียบเท่ารถยุโรป โดยเฉพาะด้านดีไซน์ภายนอกและภายใน เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และขุมพลังดีเซล 2.4T เจนใหม่ล่าสุดที่คิดค้นโดย GWM ซึ่งได้หลอมรวมสู่การเป็นยนตรกรรมเพื่อผู้นำยุคใหม่ สะท้อนบุคลิกที่สงบนิ่ง มั่นคง ล้ำหน้า และทรงพลัง โดยเฉพาะในสีพิเศษอย่าง Black Warrior 2 รุ่น ทั้ง 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD

    Black Warrior ดีไซน์ระดับผู้นำที่สะท้อนความพรีเมียมอย่างแท้จริง

    NEW GWM TANK 500 DIESEL รุ่นพิเศษ Black Warrior ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้นำที่มองหายานยนต์ที่สะท้อนตัวตนและสถานะผู้นำ โดยมาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นด้วยสีดำล้วนและเส้นสายที่เฉียบคม หนักแน่น มอบความแข็งแกร่งและสง่างามในทุกมุมมอง สีตัวถังพิเศษแบบสีดำเงาลึกแบบ Black Warrior ช่วยขับให้มิติของรถดูหนักแน่นยิ่งขึ้น เพิ่มความดุดันและทรงพลังอย่างลงตัว กระจังหน้าสีดำขนาดใหญ่พร้อมโลโก้สีดำ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบรมดำ กรอบประตูสีดำ เสริมด้วยล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง Continental ขนาด 265/50 R20 และยางอะไหล่ อีกทั้งยังยกระดับความพรีเมียมด้วยวัสดุตกแต่งคุณภาพสูง เช่น เบาะหนัง Nappa แผงคอนโซลหรูหราเหนือระดับ พร้อม Ambient Light ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมตั้งแต่เปิดประตูเข้าสู่ตัวรถ เบาะนวดไฟฟ้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า และหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาที่ช่วยสร้างบรรยากาศโปร่งโล่งเหนือระดับ พร้อมระบบเบาะระบายอากาศในที่นั่งด้านหน้าและแถวสอง ยกระดับความสบายทุกตำแหน่งที่นั่งอย่างแท้จริง อัปเกรดความล้ำสมัยด้วยหน้าจอคู่แบบอินเทอร์แอคทีฟขนาดใหญ่สูงสุด 14.6 นิ้ว พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 12 ตำแหน่ง ระบบชาร์จไร้สาย 50W และระบบควบคุมด้วยเสียงที่รองรับทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ให้ห้องโดยสารเปรียบเสมือน Smart Lounge ที่ออกแบบมาเพื่อนักเดินทางสไตล์ผู้นำโดยเฉพาะ ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกด้วยกระจกสองชั้นแบบ Double Layer Laminated Glass และระบบ Active Noise Cancellation (ANC) เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่เหนือระดับ รถคันนี้ไม่เพียงสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้นำที่โดดเด่น น่าเคารพเกรงขาม แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความพรีเมียม ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยสำหรับทุกการเดินทางเทียบชั้นรถยุโรปได้เลยทีเดียว

    พรีเมียมเหนือชั้นด้วยขุมพลังดีเซล 2.4T นิ่ง เงียบ นุ่มนวล แต่แรง ประหยัด พร้อมลุยทุกเส้นทาง

    สัมผัสประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับกับ NEW GWM TANK 500 DIESEL รุ่นพิเศษสี Black Warrior ผ่านหัวใจสำคัญอย่างเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนฯ ใหม่ล่าสุด ที่มอบสมรรถนะอันทรงพลังด้วยพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ที่มาในรอบต่ำเพียง 1,500–2,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่เปลี่ยนเกียร์สูงได้แม้ในความเร็วต่ำ ผลลัพธ์คือการส่งกำลังที่ลื่นไหล สามารถออกตัวได้อย่างนุ่มนวล และเร่งแซงได้อย่างทันใจ ตอบสนองได้ฉับไวในทุกการขับขี่ คล่องตัวทั้งในเมือง นุ่มนวลเมื่อเร่งแซง และมั่นคงบนทางไกล ทันใจ นอกจากนี้ ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ นิ่ง เงียบ และนุ่มนวลได้อย่างเหนือความคาดหมายของรถเอสยูวีดีเซลด้วยกัน ผ่านการออกแบบการจัดการ NVH (Noise, Vibration, Harshness) อย่างพิถีพิถัน ส่งผลให้ห้องโดยสารเงียบสงบแม้ขณะขับผ่านพื้นผิวขรุขระ หรือวิ่งด้วยความเร็วสูง ก็พร้อมถ่ายทอดอารมณ์ความพรีเมียมอย่างเหนือชั้น ทั้งยังพัฒนาบนโครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-Frame ซึ่งออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับตระกูล GWM TANK พร้อมโหมดการขับขี่ที่ครอบคลุม โดยรุ่น 2.4T ULTRA มาพร้อม 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต และโหมดประหยัด ขณะที่ 2.4T ULTRA 4WD มีมากถึง 8 โหมด ครอบคลุมทุกสภาพเส้นทางทั้งออนโรดและออฟโรด พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Tank Turn, Off-road Cruise Control และระบบล็อกเฟืองหน้า-หลัง เพื่อการควบคุมที่แม่นยำ มั่นใจ และทรงพลังในทุกเส้นทาง

    ความพรีเมียมทั้งในด้านดีไซน์และเครื่องยนต์ดีเซลที่สะท้อนใน NEW GWM TANK 500 DIESEL โดยเฉพาะในรุ่น Black Warrior นี้เป็นสิ่งที่ GWM ต้องการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์เอสยูวีในประเทศไทย และยังเป็นอีกก้าวสำคัญตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของคนไทยให้ทัดเทียมกับระดับโลก โดย NEW GWM TANK 500 DIESEL วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน 3 รุ่นย่อย ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีขาว สีเทา และรุ่นตกแต่งพิเศษ Black Warrior (เฉพาะรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำสุดพรีเมียม ในราคาแนะนำในช่วงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับลูกค้าที่ออกรถ 500 ท่านแรก พร้อมข้อเสนอพิเศษสู่การเดินทางที่เหนือระดับ ดังนี้

    • NEW GWM TANK 500 DIESEL 4T PRO ราคา 1,399,000 บาท
    • NEW GWM TANK 500 DIESEL 4T ULTRA* ราคา 1,499,000 บาท
    • NEW GWM TANK 500 DIESEL 4T ULTRA 4WD* ราคา 1,599,000 บาท

    (*ทั้งรุ่น ULTRA และ ULTRA 4WD มาพร้อมสีพิเศษ Black Warrior ซึ่งจะมีราคาเพิ่มจากรุ่นปกติ 30,000 บาท)

    โดยราคาแนะนำสำหรับลูกค้าที่จองและออกรถ NEW GWM TANK 500 DIESEL 500 คันแรก ยังได้สิทธิพิเศษดังนี้ ได้แก่ รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี ฟรี ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซล 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

    ** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service

    สัมผัสความพรีเมียมทั้งด้านดีไซน์และขุมพลังดีเซลใน NEW GWM TANK 500 DIESEL ได้แล้ววันนี้ ผ่าน GWM Partner Store ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center 02-668-8888


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พาลูกค้าร่วมเป็นสักขีพยานความยิ่งใหญ่! ร่วมพิธีตีธงสู้ศึกการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 พร้อมส่งแรงเชียร์ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์อย่างใกล้ชิด

    1 Min Read

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พาลูกค้าร่วมเป็นสักขีพยานความยิ่งใหญ่! ร่วมพิธีตีธงสู้ศึกการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 พร้อมส่งแรงเชียร์ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์อย่างใกล้ชิด

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ปลุกจิตวิญญาณแห่งตำนานมอเตอร์สปอร์ตขึ้นอีกครั้ง จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟพาลูกค้าร่วมเป็นสักขีพยานความยิ่งใหญ่
    ส่งแรงใจเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ร่วมพิธีปล่อยตัวตีธงเปิดการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 (Asia Cross Country Rally 2025  (AXCR 2025)) อย่างเป็นทางการ ณ Walking Street ใจกลางเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม
    ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ต้องการถ่ายทอดความเร้าใจของดีเอ็นเอมอเตอร์สปอร์ตให้ลูกค้าคนสำคัญได้มาร่วมสัมผัสอย่างใกล้ชิด

     

    นางสาวริสึโคะ คาเนะโคะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จุดมุ่งหมายในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตของเราไม่ใช่แค่การคว้าชัยชนะ แต่รวมถึงการแบ่งปันความหลงใหลและจิตวิญญาณที่ผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การจัดกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟร่วมพิธีตีธงเปิดการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 ในปีนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าของเรา โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถเข้าใกล้สนามแข่งขันมากยิ่งขึ้นและสัมผัสถึงความมุ่งมั่นของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต อย่างใกล้ชิด รวมถึงการจัดทริปสุดประทับใจที่เราตั้งใจตอบแทนลูกค้าอย่างเต็มที่ เพื่อเชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ ทั้งในด้านสมรรถนะ ความทนทาน และความมุ่งมั่นที่พร้อมฝ่าฟันทุกความท้าทาย”

    สำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จะได้รับประสบการณ์สุดประทับใจ ตั้งแต่ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน การพบปะกระทบไหล่กับเหล่านักแข่งและทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต พร้อมรับประทานอาหารมื้อค่ำ ภายใต้การดูแลต้อนรับ แบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วยที่พักระดับพรีเมียม อาหารเลิศรส และของที่ระลึก AXCR ลิมิเต็ดอิดิชัน ทั้งยังได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมการแข่งขันรถโกคาร์ตในวันที่สอง อีกด้วย

    นางสาว กุสุมา กลิ่นแก้ว ลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เผยว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมพิธีปล่อยตัวตีธงเปิดการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ นับเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมาก การได้เห็นรถไทรทัน แรลลี่คาร์ที่ใช้ในการแข่งขันและยังได้พบกับนักแข่งตัวจริงอย่างใกล้ชิด ถือเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ รวมถึงก่อนหน้านี้เคยได้ทดลองขับรถมิตซูบิชิในกิจกรรม “Mitsubishi e:MOTION Verse” และตัดสินใจซื้อรถเพราะประทับใจในสมรรถนะการขับขี่ด้วยค่ะ”

    นาย อุดม นาดี อีกหนึ่งลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ ไทรทัน ซิงเกิ้ล แค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ กล่าวว่า “ในฐานะเจ้าของรถไทรทันและนักแข่ง การแข่งขันครั้งนี้ทำให้ผมเห็นถึงสมรรถนะรถที่ยอดเยี่ยมแบบคาดไม่ถึง และดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตที่พร้อมลุยในทุกสภาพถนน ผมรู้สึกประทับใจในความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการฝึกซ้อมของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ตอย่างมาก รวมถึงการใช้รถมิตซูบิชิ ไทรทันลงสนามแข่งขันจริง ก็ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวรถยนต์มิตซูบิชิไปอีกขั้น และผมหวังว่ามิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะจัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีกในปีหน้า ผมและครอบครัวจะมาร่วมงานอีกแน่นอน!”

    การแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ (AXCR) เป็นการแข่งขันแรลลี่ข้ามประเทศรายการใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปีนี้จัดการแข่งขันขึ้นเป็นครั้งที่ 30 และถือเป็นหนึ่งในปีที่ท้าทายที่สุด โดยเส้นทางการแข่งขันเริ่มต้นที่พัทยา ครอบคลุมระยะทางกว่า 3,200 กิโลเมตร ในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    รวมระยะเวลา 8 วันสุดหฤโหด ผ่านพื้นที่ภูเขาสูง ป่าทึบ และทางข้ามแม่น้ำ ก่อนจะวนกลับมาจบการแข่งขันที่เมืองพัทยาในวันที่ 16 สิงหาคม ด้วยระยะความยาวของเส้นทางและสภาพพื้นผิวถนนที่หลากหลายในการทดสอบทั้งสมรรถนะการขับขี่และความแข็งแกร่งของทั้งรถแข่งและทีมแข่งอย่างถึงขีดสุด

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขอเชิญชวนแฟน ๆ ชาวไทยร่วมส่งแรงใจเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ในภารกิจสุดเร้าใจครั้งนี้ได้ทางช่องทางอย่างเป็นทางการของเรา:

    ติดตามข่าวสารการแข่งขันของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ที่ช่องทาง Facebook อย่างเป็นทางการ
    www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025
    https://asiacrosscountryrally.com/index_ja.html


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • โตโยต้า ร่วมโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” มอบข้าวรัชมงคล พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชน เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

    1 Min Read

    โตโยต้า ร่วมโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” มอบข้าวรัชมงคล พร้อมจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชน เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก จ.กรุงเทพมหานคร และ วัดศาลาปูนวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมอบข้าวจาก “โรงสีข้าวรัชมงคล” เป็นจำนวน 2,000 กิโลกรัม แก่ประชาชนที่เข้าร่วมงาน ตลอดจนประชาชนกลุ่มเปราะบาง เมื่อวันที่ 8 และ 12 สิงหาคม 2568

    ภายในงานโตโยต้าได้นำองค์ความรู้ภายใต้โครงการ “โตโยต้าถนนสีขาว” มาส่งต่อแก่ประชาชน โดยการจัดกิจกรรมอบรม ที่มุ่งเน้นเสริมสร้างทักษะการขับขี่ปลอดภัย “Save Life” รวมถึงลดการสิ้นเปลืองพลังงาน “Save Energy” ควบคู่กับการนำเครื่องจำลองการขับขี่ ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสประสบการณ์จริง และนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment