-
News Car1 Min Read
ธนบุรีนอยสเติน เดินหน้ารุกตลาด EV ไทย เปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2569 – บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้ารุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ด้วยการเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่ GEELY EX5 MAX+ รถไฟฟ้าอเนกประสงค์อัจฉริยะที่ยกระดับการใช้งานไปอีกขั้น พร้อมเผยโฉม GEELY EX2 Shooting Star ซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นพิเศษ ดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยชุดแต่งรอบคัน เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX5 และ GEELY EX2 ที่ได้เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทย
นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ GEELY ในระดับโลกและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย สะท้อนวิสัยทัศน์ของเราที่มุ่งนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ยังเป็นการตอกย้ำทิศทางของ GEELY ภายใต้การดำเนินงานของธนบุรีนอยสเติน และด้วยประสบการณ์กว่า 85 ปีของกลุ่มธนบุรี พร้อมวางรากฐานแบรนด์ GEELY ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมาตรฐานบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย”
GEELY EX5 MAX+ ยกระดับยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะ
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญภายในบูธ GEELY ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 คือการเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ ที่ต่อยอดจาก GEELY EX5 รถไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อทุกคน โดยยังคงจุดแข็งด้านนวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีล้ำสมัย และประสบการณ์การขับขี่ที่ระดับสูง พร้อมยกระดับระยะทางด้วยแบตเตอรี่ Short Blade Battery ใหม่ ขนาด 68.39 kWh ให้ระยะทางสูงสุด 525 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) เสริมความโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางจากกู๊ดเยียร์ และสีภายนอกใหม่ ‘สีเขียว มอส กรีน’ ที่ช่วยขับภาพลักษณ์พรีเมียมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
GEELY EX5 MAX+ ยังคงใช้แพลตฟอร์ม Global Intelligent Electric Architecture (GEA) ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ผสานเทคโนโลยี Cell-to-Body Integration ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวรถและเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร โดยในด้านสมรรถนะ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 11-in-1 Intelligent Electric Drive และแบตเตอรี่ Short Blade Battery แบบ LFP ที่มีความปลอดภัยสูง พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง Level-2 ADAS และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ Flyme Auto ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อภายในรถอย่างลื่นไหล
GEELY EX5 รุ่น MAX+ มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 4 สี ได้แก่ สีเงิน มูนไลท์ ซิลเวอร์ สีเทา ฟอรสต์ เกรย์ สีขาว สโนวี ไวท์ และสีใหม่อย่าง ‘สีเขียว มอส กรีน’ และสีภายใน 2 สี ได้แก่ สีขาว ไอวอรี ไวท์ และสีน้ำเงิน ดาร์ก บลู เปิดราคาจำหน่ายที่ 929,000 บาท และพิเศษสำหรับลูกค้า 400 คันแรก รับส่วนลด 30,000 บาท ในราคาเพียง 899,000 บาท
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ GEELY EX5
นอกจากการเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ แล้ว ธนบุรีนอยสเตินยังนำ GEELY EX5 รุ่น PRO กลับมาจำหน่ายอีกครั้ง เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดและกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน ดังนี้
GEELY EX5 รุ่น PRO รับส่วนลด 60,000 บาท* ในราคาพิเศษ 739,000 (จากราคาปกติ 799,000 บาท)
GEELY EX5 รุ่น MAX รับส่วนลด 50,000 บาท* ในราคาพิเศษ 849,000 บาท (จากราคาปกติ 899,000 บาท)
GEELY EX5 ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่
- ดอกเบี้ยเริ่มต้น 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48 เดือน
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 160,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 180,000 กม.
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- ค่าจดทะเบียนรถยนต์ และพรมปูพื้น
- Portable charger
- ฟรี! ฟิล์มรถยนต์ Lamina รุ่น Ceramic Onyx Boost (เฉพาะ GEELY EX5 รุ่น MAX และ MAX+)
GEELY EX2 Shooting Star เติมสีสันให้การขับขี่ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น
อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงานคือ GEELY EX2 Shooting Star รุ่นพิเศษ ที่ต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX2 ซิตี้อีวีรุ่นที่ขายดีที่สุดในจีน อีกทั้งยังได้เสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทย มาพร้อมชุดตกแต่งรอบคัน ยกระดับสไตล์ให้ผู้ขับขี่ได้สนุกกับทุกเส้นทาง ได้แก่ ชุดสเกิร์ตด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ชุดแต่งด้านหน้าดีไซน์สปอร์ต และสปอยเลอร์หลัง ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้มีความสปอร์ตและโดดเด่นยิ่งขึ้น
GEELY EX2 Shooting Star มีตัวเลือกสีภายนอก 2 สีทูโทน ได้แก่ สีขาวหลังคาดำ และสีเทาหลังคาดำ อีกทั้งตัวเลือกเส้นสายชุดแต่งได้ 2 สไตล์ ได้แก่ ชุดแต่งสีเดียวกับรถ และ ชุดแต่งสีเหลือง เปิดให้ลูกค้าจองภายในงานมอเตอร์โชว์ ในราคา 484,990 บาท พร้อมการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ GEELY EX2
GEELY EX2 รุ่น PRO จำหน่ายในราคา 429,990 บาท และ GEELY EX2 รุ่น MAX ราคา 459,990 บาท พร้อมด้วย GEELY EX2 Shooting Star ที่มอบสิทธิพิเศษมากมายแก่ลูกค้าที่จองภายในงานและที่โชว์รูมทั่วประเทศ ได้แก่
- ดอกเบี้ยเริ่มต้น 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 150,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 150,000 กม.
- ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- Portable charger
- พรมปูพื้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
นอกจากการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ธนบุรีนอยสเติน ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า ผ่านแผนขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 พร้อมแผนเปิดตัวโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
วอลโว่ ยกระดับมาตรฐานรถไฟฟ้า ครั้งแรกกับการเปิดตัวข้อเสนอ ประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปี สำหรับ Volvo EX90 ในงานมอเตอร์โชว์ 2026
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ร่วมกับบริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นาน 5 ปี สำหรับรถรุ่น Volvo EX90 นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการมอบความคุ้มครองระยะยาวสำหรับรถไฟฟ้า สะท้อนความตั้งใจในการดูแลลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถระดับพรีเมียม ควบคู่กับไปการนำเสนอแนวคิดการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียน ผ่านพื้นที่จัดแสดงที่โอบล้อมด้วยต้นสนขนาดใหญ่ สูงถึง 8 เมตรและสีสันพันธุ์ไม้แห่งหน้าร้อน พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมทั้งรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบและปลั๊กอินไฮบริด ให้ผู้สนใจได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ณ บูธ A15 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 วันนี้ – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี
ความคุ้มครองสูงสุด พร้อมคุ้มครองแบตเตอรี่ High Voltage 100% นาน 5 ปี
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีของวอลโว่ นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มอบความคุ้มครองครอบคลุมทั้งคัน รวมถึง คุ้มครองแบตเตอรี่ High Voltage 100% ตลอด 5 ปี พร้อมค่าเบี้ยประกันภัย คงที่ไม่เพิ่ม แม้มีประวัติการเคลม และสิทธิ ซ่อมห้างจากศูนย์บริการมาตรฐานของวอลโว่ทั่วประเทศเพื่อความสบายใจสูงสุด
แม้ประกันภัยระยะยาวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเรื่องท้าทายในตลาด จากความไม่แน่นอนด้านราคาอะไหล่และต้นทุนแบตเตอรี่ แต่บริษัทประกันภัยให้ความเชื่อมั่นในวอลโว่จากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อมั่นในราคาขายต่อของรถวอลโว่, ต้นทุนการซ่อมที่คาดการณ์ได้ และระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้บริษัทประกันภัยสามารถออกแบบความคุ้มครองที่ยาวขึ้นในระดับที่ตลาดทั่วไปไม่สามารถทำได้
คุณคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเชีย กล่าวว่า “ข้อเสนอประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 5 ปีสำหรับ Volvo EX90 คือหลักฐานชัดเจนของความเชื่อมั่นที่พันธมิตรประกันภัยมีต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีของวอลโว่ เราภูมิใจที่บริษัทธนชาตประกันภัยพร้อมเดินหน้าร่วมกับเราและเป็นรายแรกที่พร้อมมอบการคุ้มครองที่ยาวนานและครอบคลุมที่สุดให้กับลูกค้ารถไฟฟ้าของวอลโว่ในประเทศไทย
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนว่ารถยนต์ของเรามีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มีต้นทุนการดูแลรักษาที่ชัดเจนและมีประวัติความเชื่อถือที่พิสูจน์แล้วในตลาด เมื่อรวมกับความเชี่ยวชาญของบริษัทประกันภัย จึงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ทั้งความอุ่นใจ ค่าใช้จ่ายที่คงที่ และความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าอย่างแท้จริง
เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ของเจ้าของรถวอลโว่ในประเทศไทยต่อไป และเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับมาตรฐานของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้สูงขึ้นอีกขั้น”
คุณวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“เริ่มต้นจากการเป็นพันธมิตรประกันภัยรายแรกกับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบของวอลโว่ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่วันนี้ได้เป็นพันธมิตรประกันภัยเพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่เสนอความคุ้มครองประกันภัยชั้น 1 ต่อเนื่องถึง 5 ปีเต็ม ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าวอลโว่
สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้แตกต่าง ไม่ใช่เพียงการนำเสนอประกันภัย แต่คือการยกระดับรูปแบบความคุ้มครองให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานและเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้ารับรถ ภายใต้ผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นไปตามกรอบการกำกับดูแล
ทั้งหมดนี้เกิดจากความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงใน คุณภาพ ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีของรถวอลโว่ ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับการคุ้มครองที่ครอบคลุมและเหมาะสมที่สุด เรามั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดประกันภัยสำหรับรถไฟฟ้าในประเทศไทยและสร้างความอุ่นใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าที่เลือกใช้รถวอลโว่”
จากต้นสนต้นเดิม.. สู่สวนป่า Scandinavian Summer House ถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืนของวอลโว่
กลับมาอีกครั้งกับการเนรมิตพื้นที่จัดแสดงรถให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ปกคลุมด้วยป่าสน โดยครั้งนี้ วอลโว่ได้นำต้นสนต้นเดิมจากการจัดงานครั้งก่อนกลับมาใช้ตกแต่งบูธอีกครั้ง หลังจากนำไปอนุบาล ดูแล และฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ต้นสนเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของการตกแต่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดการให้คุณค่ากับธรรมชาติและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบของวอลโว่ ภายในงานปีนี้ วอลโว่ยังคงได้รับเกียรติจาก คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ มาร่วมออกแบบพื้นที่ในธีม Scandinavian Summer House ถ่ายทอดบรรยากาศสวนป่าในฤดูร้อนแบบสแกนดิเนเวีย จากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสธรรมชาติของภูมิภาคนี้ด้วยตนเอง ทำให้การออกแบบในครั้งนี้สะท้อนรายละเอียดและจิตวิญญาณของความเป็นสวีเดนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ วอลโว่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินงาน โดยวัสดุที่ใช้ภายในบูธถูกนำกลับมาใช้ใหม่จากการจัดงานครั้งก่อน ไม่ว่าจะเป็น ผนังที่ทำจากผ้า เก้าอี้ โต๊ะ ต่าง ๆ ที่ออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่และสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะสำหรับวอลโว่ ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวทาง แต่เป็นวิธีคิดและวิธีการทำงานที่ยึดถือในทุกขั้นตอนของการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คน
คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ, นักออกแบบภูมิทัศน์ ผู้ออกแบบบูธ วอลโว่ คาร์ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กล่าวว่า “การออกแบบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผมได้ถ่ายทอดจินตนาการของสวนป่าในรูปแบบใหม่ภายในพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสธรรมชาติในแถบสแกนดิเนเวียด้วยตนเอง ผมนึกถึงบรรยากาศของป่าในฤดูร้อนของภูมิภาคนั้น ซึ่งเต็มไปด้วยพลังของธรรมชาติ ความสดใสของแสงแดด และความอบอุ่นของช่วงเวลาที่ผู้คนในครอบครัวได้มานั่งพูดคุย และใช้เวลาอย่างมีความสุขร่วมกัน ผมจึงต้องการให้การออกแบบพื้นที่ในครั้งนี้ถ่ายทอดบรรยากาศดังกล่าวออกมา ให้ผู้ที่มาเยือนบูธวอลโว่รู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางสวนป่า ได้หยุดพักจากความเร่งรีบของงาน ได้รับฟังเสียงของธรรมชาติและสัมผัสความสงบของฤดูร้อนในแบบสแกนดิเนเวียไปพร้อมกัน”
วอลโว่ร่วมมือกับศิลปินไทย คุณปรางค์ วิภาลักษณ์ ศิริพลานนท์ เปิดตัวคอลเลกชันไลฟ์สไตล์ที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากการเดินทางทั่วประเทศไทย
วอลโว่เปิดตัวคอลเลกชันไลฟ์สไตล์สุดพิเศษที่ร่วมมือกับศิลปินไทย คุณปรางค์ วิภาลักษณ์ ศิริพลานนท์ (IG @prangg) ผู้ออกแบบคอลเลคชันไลฟ์สไตล์ของวอลโว่ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากการเดินทางของครอบครัววอลโว่ผ่านภูมิทัศน์ที่หลากหลายของประเทศไทย ตั้งแต่การใช้ชีวิตในเมืองไปจนถึงการออกเดินทางสู่เส้นทางใหม่ ๆ ผ่านภาพประกอบและสีสันสดใสที่สะท้อนช่วงเวลาแห่งความผูกพันของครอบครัว และการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ระหว่างทาง โดยนำมาผสานลงบนไอเท็มใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างพิถีพิถัน ทั้งแก้วทรัมเบอร์, แก้วมัก, เสื้อยืด, กระเป๋าโท้ท, หมอนผ้าห่ม, หมวก, และร่ม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบของวอลโว่ที่ผสานทั้งฟังก์ชันการใช้งาน และความสะดวกในการหยิบใช้งานเข้าด้วยกัน ทุกท่านสามารถรับชมสินค้าจริงได้เป็นครั้งแรกภายในงานมอเตอร์โชว์
สิทธิประโยชน์ สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ภายในงาน วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เตรียมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ ทั้งรับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่าสูงสุด 520,000 บาท และข้อเสนอการรับประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นานสูงสุด 5 ปี* ในรถรุ่น Volvo EX90 และข้อเสนอการรับประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นานสูงสุด 3 ปี* ในรถรุ่น Volvo ES90, XC60, XC90 อีกทั้งยังมีรถวอลโว่อีกหลากหลายรุ่นนำมาจัดแสดง ผู้สนใจสามารถชมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถ พร้อมสอบถามสิทธิประโยชน์ในงานที่มีให้เลือกมากมาย อาทิ
- ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นเวลาสูงสุด 5 ปี
- ฟรี บริการหลังการขาย รวมถึง บริการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 ปี, บริการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
- ฟรี เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบติดผนัง พร้อมรับประกันอายุการใช้งาน 1 ปี และฟรีบริการตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและติดตั้ง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car3 Min Read
ที่สุดแห่งการรอคอย กับ TOYOTA LAND CRUISER FJ สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก “Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ณ Toyota ALIVE บางนา กม.3
LAND CRUISER สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงประวัติ และตำนานของ LAND CRUISER ว่า “กว่า 70 ปีที่ผ่านมา Toyota Land Cruiser ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ระดับตำนานที่เป็นสัญลักษณ์ของ ความแข็งแกร่ง ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ ตำนานของ Land Cruiser เริ่มต้นขึ้นในปี 1951 ภายใต้ชื่อ “Toyota BJ” และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายของผู้คนทั่วโลก โดยปัจจุบัน Land Cruiser ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในกว่า 180 ประเทศ
ตลอดระยะเวลาการพัฒนา Land Cruiser ได้ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด ทั้งในทะเลทราย เส้นทางทุรกันดาร และภูมิประเทศที่สมบุกสมบัน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ Land Cruiser เป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับในด้านความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยม
หัวใจสำคัญของ Land Cruiser คือแนวคิด “Trust”
- Trust in Reliability – ความไว้วางใจในความน่าเชื่อถือที่ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลา และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Land Cruiser
- Trust in Durability – ความไว้วางใจในความแข็งแกร่งและความทนทาน ที่ผ่านบทพิสูจน์ในทุกสภาพภูมิประเทศทั่วโลก
- Trust in Capability – ความไว้วางใจในสมรรถนะการขับเคลื่อน ที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามทุกเส้นทาง และทุกความท้าทาย
ปัจจุบัน Toyota Land Cruiser มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 12 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม คุณค่าของ Land Cruiser ไม่ได้สะท้อนจากตัวเลขยอดขายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการอยู่เคียงข้างผู้คนทั่วโลกในการเดินทางผ่านความท้าทายต่างๆ”
ความภาคภูมิใจของชาวไทยกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีที่ผ่านมา โตโยต้าเปิดตัว Hilux Travo และ Hilux Travo-e ในประเทศไทย ด้วย Hilux คือ “รถกระบะของคนไทย” ที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน กับมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% พร้อมด้วยกำลังการผลิตขนาดใหญ่และมีการส่งออกไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ทำให้ Hilux มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
สำหรับ Hilux Travo รุ่นใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าในประเทศไทย และเมื่อรวมกับยอดจำหน่ายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของ Hilux Revo และ Hilux Champ ทำให้โตโยต้าสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถกระบะได้สูงถึง 48.7% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในปีที่ผ่านมา
ในโอกาสนี้ โตโยต้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน รวมถึงทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา และในวันนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว “Toyota Land Cruiser FJ”
Land Cruiser FJ ถือเป็น Land Cruiser รุ่นแรกที่มีการผลิตเต็มรูปแบบ (Fully Manufactured) นอกประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นฐานการผลิตหลัก ด้วยสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 84% พร้อมแผนการส่งออกมากกว่า 40,000 คันต่อปี ไปยังประมาณ 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศญี่ปุ่น
โตโยต้าเชื่อมั่นว่า Land Cruiser FJ จะมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ เครือข่ายอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ (Supply Chain) และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับตลาดประเทศไทย โตโยต้าได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 คันในปีแรก แม้จะเป็นเป้าหมายที่ไม่สูงนัก แต่เราเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของเราในอนาคต
การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโตโยต้า และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
“Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”
มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาและออกแบบ LAND CRUISER FJ ว่า “ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 75 ปีของ Land Cruiser รถรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ “ความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด” โดยเรื่องราวของ Land Cruiser เริ่มต้นจาก Toyota BJ ในปี 1951 ต่อมาในปี 1960 เราได้เปิดตัว 40 Series นับจากนั้น Land Cruiser ได้พัฒนาออกเป็น 3 สายผลิตภัณฑ์ ได้แก่
- สาย Station Wagon (ซึ่งปัจจุบันคือ LC300)
- สาย Heavy Duty หรือ 70 Series
- สาย Light Duty หรือ 250 Series
จาก 3 สายผลิตภัณฑ์หลักของ Land Cruiser คำที่สะท้อนความเป็นตัวตนที่ชัดเจนที่สุดตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “ความไว้วางใจ (Trust)”
ในการพัฒนา Land Cruiser ทุกครั้ง เราคำนึงถึง 2 แนวคิดสำคัญ คือ “การสืบทอด (Inheritance)” และ “การพัฒนา (Evolution)” อีกทั้งยังคงยกระดับความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะออฟโรดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า Land Cruiser เป็นรถที่สามารถพาไปได้ทุกที่ และนำสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ Land Cruiser ไปสู่อนาคต เราจึงตัดสินใจเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเพื่อขยายฐานลูกค้าในตลาดที่กำลังเติบโต เรามุ่งมั่นนำเสนอรถออฟโรดที่ “เข้าถึงได้” มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่ง “คุณค่าอย่างแท้จริง” ซึ่งคำตอบสำหรับความท้าทายนี้คือ Land Cruiser FJ
ในการพัฒนา Land Cruiser FJ เราได้ย้อนกลับไปสู่จิตวิญญาณของ 40 Series ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมใน Land Cruiser ระดับโลก เป้าหมายของเราคือการส่งมอบ “ความไว้วางใจ (TRUST)” ให้กับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ที่สำคัญ เรายังต้องการจุดประกายให้ผู้คนได้สนุกกับชีวิตในทุกๆ วันมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างรถที่สามารถ “ขับเคลื่อนความรู้สึก” และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง เราจึงผสานสมรรถนะออฟโรดในแบบฉบับ Land Cruiser เข้ากับ 2 คุณค่าหลัก นั่นคือ “Freedom” และ “Joy” ซึ่งเป็นความหมายของ “FJ”
“Freedom” — อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” — ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเอง
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดรถรุ่นนี้ คือ “การปรับแต่งรถในแบบของคุณ” เราตั้งใจออกแบบตัวรถพื้นฐานให้มี “พื้นที่สำหรับการต่อยอด” เพราะเราเชื่อว่า Land Cruiser ที่แท้จริง ควรถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของที่ครอบครองรถเอง ซึ่งลูกค้าแต่ละคนสามารถสร้างรถที่สะท้อนตัวตน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว
จุดเด่นสำคัญของ Land Cruiser FJ เริ่มจากมิติตัวรถมีความยาวโดยรวมสั้นกว่า Fortuner ถึง 185 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อสั้นกว่าถึง 170 มิลลิเมตร ขนาดที่กะทัดรัดนี้ ทำให้มีวงเลี้ยวที่แคบกว่า คล่องตัวและเฉียบคมยิ่งขึ้น สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่เติมเต็มความสนุกให้กับตระกูล Land Cruiser ได้อย่างแท้จริง
การออกแบบภายนอก พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ “PLAYFUL DICE” ที่ผสานความ “สนุก” เข้ากับ “ฟังก์ชันการใช้งาน” ได้อย่างลงตัว ด้วยรูปทรงตัวถังแบบเหลี่ยมลบมุม (Chamfered Square) และระยะที่ยื่นจากตัวถังรถด้านหน้าและด้านท้ายที่สั้นลง ทำให้ Land Cruiser FJ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ชัดเจน ขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมความสามารถในการขึ้นลงทางชันให้ดียิ่งขึ้น ทำให้รถสามารถลุยได้ทุกสภาพเส้นทางได้อย่างมั่นใจ
การออกแบบภายใน คงไว้ซึ่ง “เส้นสายแนวนอน” ตามแบบฉบับของ Land Cruiser เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานและควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ด้วยแนวกระจกที่ต่ำลง และการออกแบบเสา A ให้ตั้งตรงมากขึ้น มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่
ด้านสมรรถนะ ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Land Cruiser อย่างแท้จริง ตัวรถถูกพัฒนาบนโครงสร้างแชสซีส์ IMV ที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งและปรับจูนให้ได้มาตรฐานระดับ Land Cruiser มาพร้อมระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบล็อกเฟืองท้าย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่ในทุกสภาพเส้นทางอย่างมั่นใจ และเพื่อให้ Land Cruiser FJ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะได้อย่างเต็มศักยภาพ ในด้านการผลิต คงไม่มีที่ใดเหมาะสมไปกว่า โรงงานบ้านโพธิ์ ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์การผลิตรถยนต์มากกว่า 1.5 ล้านคัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทีมงานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้าง Land Cruiser FJ คันนี้ ให้ถ่ายทอดทั้ง “คุณภาพ” และ “ปรัชญา” ของ Land Cruiser ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น เป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา Land Cruiser FJ คือ การสร้างรถเพื่อให้ผู้คน “สนุกกับการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างแท้จริง” ทีมงานที่พัฒนารถรุ่นนี้ได้ขับทดสอบจริงร่วมกับผู้ใช้งานออฟโรดทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ถึงหัวใจของ “ความสนุกในการขับขี่” ภายใต้องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ความคล่องตัวสูง รองรับการเลี้ยวในพื้นที่แคบได้อย่างแม่นยำ / การยึดเกาะของล้อบนพื้นถนนที่มั่นคง และระยะความสูงใต้ท้องรถที่มากพอ สร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง นอกจากนั้น ยังผ่านการทดสอบบนสนามทดสอบเดียวกันกับที่ใช้พัฒนา Land Cruiser รุ่นก่อนหน้า
Land Cruiser FJ พร้อมแล้วที่จะเปิดตำนานบทใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการขยายขอบเขตการเดินทางของตัวเองเพื่อ “Freedom” — อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” — ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเองบนรากฐานของ QDR ได้แก่ Quality (คุณภาพ) / Durability (ความทนทาน) และ Reliability (ความเชื่อถือได้)”
พบประสบการณ์ใหม่แห่งความประทับใจกับ LAND CRUISER FJ
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงจุดเด่นของ LAND CRUISER FJ ว่า “Land Cruiser FJ มีจุดขายหลัก 5 ประการ ได้แก่
- ดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย
- สมรรถนะการขับขี่ที่แข็งแกร่ง
- ความสะดวกสบายในการโดยสาร
- การทรงตัวที่มั่นคงในทุกสภาพเส้นทาง
- ระบบเบรกที่เชื่อถือได้
คุณสมบัติเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องการส่งมอบให้กับลูกค้า และทำให้ Land Cruiser FJ สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน Land Cruiser FJ จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญในตลาด PPV ของประเทศไทย ซึ่งมีความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยโตโยต้าได้วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับลูกค้าแต่ละกลุ่มไว้อย่างชัดเจน สำหรับกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการรถยนต์ 7 ที่นั่ง เพื่อรองรับการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว ปัจจุบัน Fortuner ยังคงเป็นคำตอบที่เหมาะสม ด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่ สมรรถนะที่ทรงพลัง และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ (QDR) นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา โตโยต้ายังได้เปิดตัวรุ่นย่อย Leader G+ ซึ่งโดดเด่นด้านความคุ้มค่า ส่งผลให้ Fortuner เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่มองหารถยนต์ที่ครบครันทั้งสมรรถนะและความคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน ตลาด PPV ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ ผู้ที่โสดหรือมีครอบครัวขนาดเล็ก รวมถึงผู้ที่หลงใหลการขับขี่สายลุยและการตกแต่งรถยนต์ ซึ่งมองหารถที่เปรียบเสมือน Hobby Car มีขนาดกะทัดรัด สามารถปรับแต่งได้ ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว และในวันหยุดยังสามารถออกไปสัมผัสความสนุกบนเส้นทางออฟโรด พร้อมใช้ชีวิตอย่างอิสระในทุกเส้นทาง สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ Land Cruiser FJ คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
เครื่องยนต์ 2TR ที่ติดตั้งใน Land Cruiser FJ เป็นเครื่องยนต์เดียวกับที่ใช้ใน Land Cruiser 250 ซึ่งได้รับการพิสูจน์สมรรถนะจากการใช้งานจริง รวมถึงการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่สมบุกสมบันมาแล้ว โดย โตโยต้าได้ปรับจูนเครื่องยนต์ และระบบควบคุมให้ทำงานสอดประสานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถอย่างลงตัว เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง
นอกจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการขับขี่สายลุยแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับ Land Cruiser FJ ในฐานะรถที่สามารถต่อยอดการตกแต่งได้ตามสไตล์ของผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Land Cruiser Series ด้วยระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ใช้ Land Cruiser รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมสามารถร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์และสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Land Cruiser กลายเป็นรถที่มีวัฒนธรรมการใช้งานและการตกแต่งที่โดดเด่น
ภายในงาน โตโยต้ายังได้นำเสนอ อุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้า ที่พัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยเป็นครั้งแรกของความร่วมมือระหว่าง โตโยต้า และ ARB (Thailand) ในการนำเสนอสไตล์การตกแต่งแบบออฟโรดที่ช่วยเสริมทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และความมั่นใจในการใช้งาน ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งแท้ได้จากโชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ
นอกจากนี้ โตโยต้าขอนำเสนอรถต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตลาดรถแต่ง 4 สไตล์ ที่สะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกแนวทางการแต่งรถให้ตรงกับตัวตนของตัวเองได้มากที่สุด ได้แก่
สไตล์รถแต่ง แนวคิด เหมาะสำหรับ 1) The Meridian Authentic Off-Road สายลุย ที่ชอบท้าทายอุปสรรคต่างๆ 2) The Nature Explorer Basecamp เคลื่อนที่ สาย Passion ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง 3) The Legendary สานต่อปรัชญาของ Land Cruiser สาย Retro ที่มีความเชื่อมั่นต่อ Land Cruiser 4) The Street Cruiser Lifestyle คนเมือง สาย Creative ที่ชีวิตต้อง Active อยู่ตลอดเวลา ในเดือนที่ผ่านมา โตโยต้าได้เตรียมความพร้อมผ่านการจัดกิจกรรม Decoration Garage Preview ซึ่งเป็นเวทีที่โตโยต้าเปิดโอกาสให้สำนักแต่งและผู้ประกอบการในประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ตกแต่งเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อลูกค้ารับรถแล้ว จะสามารถเริ่มตกแต่งได้ทันทีตามสไตล์ที่ต้องการ”
นายศุภกร รัตนวราหะ กล่าวตอกย้ำว่า “การเปิดตัว Land Cruiser FJ ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยขยายตลาดเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ตลาดอุปกรณ์ตกแต่งในประเทศกลับมาคึกคักและมีสีสันอีกครั้ง”
นายศุภกร รัตนวราหะ เปิดเผยถึงแผนการตลาดว่า “Land Cruiser FJ จะถูกนำไปจัดแสดงต่อสาธารณะภายในงาน Bangkok International Motor Show ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป พร้อมเปิดรับจองอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
และพิเศษสุดในงานมอเตอร์โชว์ เปิดตัวแคมเปญพิเศษตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า LAND CRUISER FJ สายลุย โตโยต้าจับมือ Krungsri Auto และแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียม Triumph ในการนำร่องแพ็กเกจการเงินรูปแบบใหม่ ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ได้พร้อมกัน ด้วยแพ็กเกจผ่อนชำระรวมทั้งสองคัน เริ่มต้นเพียง 21,743 บาทต่อเดือน และมากไปกว่านั้นยังได้รับ Krungsri Gift Card มูลค่า 5,000 บาท / Triumph Accessory Voucher มูลค่า 5,000 บาท และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทจากโตโยต้า ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึง 5 เมษายน 2569
พร้อมกันนี้ โตโยต้ายังเตรียมจัดกิจกรรม Pop-up Roadshow เดินสายจัดแสดงรถในจังหวัดสำคัญรวม 16 จังหวัด ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 3 พฤษภาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสรถอย่างใกล้ชิดก่อนใคร หลังจากนั้น เมื่อรถพร้อมส่งมอบ โตโยต้าจะจัดกิจกรรมเปิดตัวพร้อมการทดลองขับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม เป็นต้นไป ณ โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ และที่ Toyota Alive
Land Cruiser FJ เปิดตัวด้วยรุ่นย่อย 4WD พร้อมตัวเลือกสีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่นำเสนอภาย ในงาน โดยมีราคาอย่างเป็นทางการดังนี้
LAND CRUISER FJ ราคาเต็ม 1,289,000 บาท พิเศษสุด! กับราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว 1,269,000 บาท (ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569)
รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care
ทางเลือกที่ 2 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมเลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า*
*เลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า 3 แพ็คเกจ
แพ็คเกจที่ 1 ชุดตกแต่ง “Unbound Explorer…เพราะชีวิต ต้องลุยนอกกรอบที่คุ้นเคย”
มูลค่า 32,450 บาท ประกอบไปด้วย
1. สน็อกเกิล ราคา 15,600 บาท
2. แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ARB ราคา 8,500 บาท
3. ชุดบังโคลนล้อ ราคา 8,350 บาท
แพ็คเกจที่ 2 ชุดตกแต่ง “Urban Unique…ครบทุกสิ่ง ที่ใจต้องการ”
มูลค่า 32,700 บาท ประกอบไปด้วย
1. แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ราคา 7,500 บาท
2. คิ้วกระจังหน้า ราคา 3,400 บาท
3. คิ้วกันกระแทกประตู ราคา 7,900 บาท
4. คิ้วตกแต่งฝาครอบล้ออะไหล่ ราคา 4,600 บาท
5. ชุดตกแต่งฝาถังน้ำมัน ราคา 1,200 บาท
6. แผงบังแดดข้าง ราคา 2,100 บาท
7. กล้องบันทึกภาพด้านหน้าและหลัง (รุ่น 2K) ราคา 6,000 บาท
แพ็คเกจที่ 3 ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง “Freedom Journey…เติมพลังให้ทุกวันมีความหมาย”
มูลค่า 36,400 บาท ประกอบไปด้วย
1. ถาดแร็คหลังคา ARB ราคา 36,400 บาท
LAND CRUISER FJ มาพร้อม 3 สีให้เลือก
ใหม่! สีฟ้า SMOKY BLUE
สีขาวมุก PLATINUM WHITE PEARL MICA
สีเทา ASH
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญพิเศษ อาทิ ประกันภัยชั้นหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และบริการทางการเงินจากเครือข่ายธุรกิจโตโยต้า รวมถึง Kinto และ Toyota Sure เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ โตโยต้าได้เตรียมชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษให้สามารถเลือกเพิ่มเติมได้ตามสไตล์การใช้งาน
โตโยต้าคาดว่า Land Cruiser FJ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการเดินทาง การใช้งานที่ทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดตามแบบฉบับของ Land Cruiser”
พบกับ LAND CRUISER FJ ในกิจกรรมต่างๆ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ
ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้ที่
- งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026)
ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
- กิจกรรม Land Cruiser FJ Roadshow
ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ 16 จังหวัดทั่วประเทศไทย
- กิจกรรม เปิดตัว Land Cruiser FJ และทดลองขับขี่ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศไทย
ระหว่างวันที่ 9-31 พฤษภาคม 2569
ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.toyota.co.th/ Facebook: Toyota Motor Thailand
LINE Official: @ToyotaThailand TikTok: @ToyotaMotorTH
X: @ToyotaMotorTH Instagram: @toyotamotorthailandofficial
Facebook: Toyota Hilux Thailand TikTok: @toyotahiluxthailand
Instagram: @toyotahiluxthailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
บริดจสโตนร่วมฉลอง Grand Opening “TOP SECRET THAILAND SHOP” แลนด์มาร์กใหม่ของสาวก JDM
พร้อมยกทัพยาง BRIDGESTONE POTENZA ปลุก DNA ความสปอร์ตเต็มสมรรถนะบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยคุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ กรรมการผู้จัดการ ร่วมแสดงความยินดีกับ “คุณเบียร์ ใบหยก” เจ้าของสำนักแต่งรถยนต์ TOP SECRET THAILAND และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของบริดจสโตน ในงาน Grand Opening เฉลิมฉลองการเปิด “TOP SECRET THAILAND SHOP” ณ ซอยประดิษฐ์มนูธรรม 1 ใกล้แยกเหม่งจ๋าย แลนด์มาร์กใหม่ ที่รวมครบทั้ง garage, café และ ramen ไว้ในที่เดียวเพื่อให้สาวก JDM และคนรักรถได้สัมผัส Car Culture อย่างเต็มอารมณ์ ทั้งการชมรถ พูดคุยแลกเปลี่ยน และพักผ่อนในบรรยากาศคอมมูนิตี้
ได้อย่างลงตัวภายในงานยังได้รับเกียรติจากคุณ Smoky Nagata ผู้ก่อตั้ง TOP SECRET สำนักแต่งรถยนต์ระดับตำนานจากญี่ปุ่น พร้อมพาร์ทเนอร์คนสำคัญในวงการรถยนต์ร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง การร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริดจสโตนในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยางรถยนต์ที่พร้อมถ่ายทอด DNA แห่งความสปอร์ตและประสบการณ์ความเร็วให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ ณ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่สาวก JDM ไม่ควรพลาด
บริดจสโตนยังได้จัดโซน BRIDGESTONE POTENZA CORNER โชว์นวัตกรรมยางสปอร์ตพรีเมียมรุ่นแฟลกชิป นำโดย BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE005 รุ่นล่าสุดสำหรับผู้ที่หลงใหลการขับขี่
ที่สนุกและเร้าใจยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมด้วยBRIDGESTONE POTENZA RE-71RS และ BRIDGESTONE POTENZA RACE ยางสมรรถนะสูงเพื่อรถสปอร์ตพรีเมียมทั้งในสนามแข่งและชีวิตประจำวัน รวมถึง BRIDGESTONE POTENZA SPORT ยางสปอร์ตระดับซูเปอร์คาร์ที่มอบความมั่นใจในทุกโค้งและทุกความเร็ว นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษให้ชาว JDM ที่มา TOP SECRET THAILAND SHOP ได้ร่วมสนุกลุ้นรับส่วนลดยางบริดจสโตนมูลค่า 10,000 บาทตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างสีสันและเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ Car Culture พร้อมเชื่อมโยงสมรรถนะการขับขี่สไตล์สปอร์ตสุดเร้าใจเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรักรถอย่างแท้จริง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Uncategorized1 Min Read
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดเต็มเอาใจสายไฮบริด! ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และระบบไฮบริด สูงสุด 7 ปี พร้อมส่งโปรแรง ดอกเบี้ย 0% ที่งานบางกอก อินเตอร์แนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ยกทัพยนตรกรรมล้ำสมัยครบทุกไลน์อัปบุกงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ชูไฮไลต์เอาใจลูกค้าสายไฮบริดด้วย “โปรแกรมขยายเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่” ที่ยกระดับความคุ้มครองทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์ และระบบไฮบริด นานสูงสุด 7 ปี สำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถยนต์ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี พร้อมส่งโปรแรง “ดอกเบี้ยพิเศษ 0%” ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี เพิ่มความคุ้มค่าและความอุ่นใจแบบจัดเต็ม
มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางกระแสความนิยมของรถยนต์ไฮบริดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ความสำเร็จของรถยนต์ไฮบริดมิตซูบิชิสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อคุณภาพในผลิตภัณฑ์ของเรา ทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ให้ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการตอบแทนความไว้วางใจดังกล่าว เราขอมอบ ‘โปรแกรมขยายเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่’ ที่ให้ความคุ้มครองคุณภาพผลิตภัณฑ์สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมการรับประกันระบบไฮบริดสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เพราะ ‘เรามั่นใจในคุณภาพ จึงกล้ารับประกันที่ยาวนานกว่า’
สิทธิประโยชน์นี้ครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่ที่เป็นเจ้าของ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และครอบคลุมถึงลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริดทั้งสามรุ่นตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัวเช่นกัน เพื่อให้ลูกค้าสบายใจในทุกเส้นทาง ตามความตั้งใจของมิตซูบิชิมอเตอร์ส ในการส่งมอบยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ความทนทาน และความคุ้มค่า พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ ด้วยมาตรฐานการบริการหลังการขายด้วยความใส่ใจ จริงใจ และให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ Omotenashi (おもてなし) ทั้งนี้ เราขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านร่วมสัมผัสยนตรกรรมมิตซูบิชิ พร้อมรับโปรแรง ดอกเบี้ย 0% ที่เราเตรียมไว้ต้อนรับทุกท่านที่บูธของเราภายในงานนี้”
บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 นี้ มาในแนวคิด “SO INSPIRE. DRIVE EVERYWHERE” เพื่อนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ พร้อมสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง ผ่านยนตรกรรมหลากหลายรุ่นที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ตามแนวทางการดำเนินงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ยึดมั่นในปรัชญา “KOE” (声) การรับฟังเสียงของลูกค้า และ “KANDO” (感動) การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ
รถยนต์ไฮไลต์ภายในบูธ นำโดย ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี รถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริดรุ่นล่าสุดที่มียอดส่งมอบแล้วกว่า 10,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย การันตีความคุ้มค่าและคุณภาพด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) โดยรถยนต์รุ่นนี้มุ่งมอบประสบการณ์ “Xperience the Force” ที่ทั้งขับสนุก เร้าใจ และทรงพลัง ตอบโจทย์สไตล์คนเมือง ด้วย MITSUBISHI e:MOTION ที่ยกระดับการขับขี่ผ่านระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ผสานกับช่วงล่างและระบบกันสะเทือนที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนในประเทศไทย จากการทดสอบจริงบนถนนทั่วประเทศ รวมระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อมอบความมั่นใจในทุกการเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง
อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ รถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่ครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์อย่างต่อเนื่อง และยังคว้ารางวัลอันดับ 1 “รถใหม่คุณภาพสูง” จากผลการสำรวจความคิดเห็นด้านคุณภาพของผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย ปี 2568 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2025 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) สองสมัยติดต่อกัน โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้มาในสโลแกน “พื้นที่ใหญ่ ใส่ให้เต็มที่” ที่อัปลุคดีไซน์ให้สปอร์ตพรีเมียมขึ้น สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าใหม่ที่ทันสมัยและโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม สอดรับกับไฟท้าย LED สี Smoke ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีใหม่ ให้บรรยากาศเรียบหรู พร้อมวัสดุหุ้มเบาะแบบสะท้อนความร้อน (Heat Guard) และพื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ปรับพับเบาะได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังเพิ่มความอุ่นใจด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ครอบคลุม 360 องศา ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ที่พร้อมออกไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไร้กังวล
นอกเหนือจากไลน์อัปไฮบริดแล้ว ภายในงานยังจัดแสดง มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท กระบะสายพันธุ์แกร่งที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮเปอร์ พาวเวอร์ เอ็กซ์ทู (Hyper Power X2) ให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า ถ่ายทอดความสปอร์ตพรีเมียมผ่านรูปลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร เหนือกว่าด้วยโครงสร้าง Mega Frame แชสซีส์ขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา ให้ลุยได้ทุกเส้นทางและยึดเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ที่ให้ความคุ้มค่าในทุกมิติ พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันที่สุด ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.139 ล้านบาท
และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน คือ รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ โฉมใหม่* พร้อมประกาศความพร้อม ในการส่ง ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต นำโดย มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการทีม พร้อมด้วย บริษัท ทันท์ สปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับวิศวกรของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งรับหน้าที่พัฒนาและปรับแต่งรถแข่ง เพื่อลงสู้ศึกการแข่งขันรายการเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี่ 2026 หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 (AXCR 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อป้องกันตำแหน่งแชมป์อีกครั้ง หลังจากในปีที่ผ่านมา สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์ทั้งในประเภทโอเวอร์ออล และประเภททีม มาครอง โดยสำหรับนักแข่งและผู้นำทาง ยังคงเป็น “ชยพล โยธา” และ “พีรพงษ์ สมบัติวงศ์” คู่หูชาวไทยเจ้าของแชมป์ AXCR ปี 2022 และ 2025 พร้อมด้วย 2 นักแข่งคู่หูจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ “คัตสึฮิโกะ ทากูชิ” และ “ทาคาฮิโระ ยาสุอิ” ผู้คว้าอันดับ 5 ในปี 2025 และ “คาสุโตะ โคอิเดะ” กับ “เออิจิ ชิบะ” ที่พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนเพื่อนร่วมทีมเหมือนปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ยังได้ฉลองความสำเร็จด้วยการคว้า 5 รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 (Car of The Year 2026) จากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งตอกย้ำความเป็นเลิศของแบรนด์ในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ สมรรถนะการขับขี่ และความพึงพอใจของลูกค้า โดยรถยนต์มิตซูบิชิที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่
- ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี: รางวัลรถไฮบริดเอสยูวี เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,800 ซีซี ยอดเยี่ยม
- มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี: รางวัลรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี ยอดเยี่ยม
- มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท: รางวัลรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม
- มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชัน: รางวัลรถยนต์อเนกประสงค์ดัดแปลงขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ต่ำกว่า
2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม - มิตซูบิชิ แอททราจ: รางวัลรถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตู ราคาคุ้มค่า ยอดเยี่ยม
พลาดไม่ได้ กับโปรแรง “ดอกเบี้ย 0%” ที่มาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มอีกมากมาย ผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมสัมผัส ทัพรถยนต์คุณภาพจากมิตซูบิชิหลากหลายรุ่น ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (A11) ภายในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th
หรือมิตซูบิชิคอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH*รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ โฉมใหม่ จะถูกจัดแสดงที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เฉพาะในวันแถลงข่าวเท่านั้น
โปรโมชันรถยนต์มิตซูบิชิ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
รุ่นรถยนต์ โปรโมชัน ออล-นิว เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี · เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1) · รับฟรี ประกันคุณภาพรถ นาน 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(2)
· รับฟรี ประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
และ ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง(2)
· เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) (1)
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1)
· เลือกรับ บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 10,000 บาท (ทุกรุ่น) (1)
· รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)
· ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส
เอชอีวี ใหม่
· เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1) · รับฟรี ประกันคุณภาพรถ นาน 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(2)
· รับฟรี ประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
และ ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง(2)
· เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) (1)
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1)
· รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)
· ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
ปาเจโร สปอร์ต จีที ใหม่ · ราคาเพียง 1,139,000 บาท(1) · รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)
· รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)
แอททราจ และ มิราจ · เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1) · รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)
· รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)
· เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1)
· ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง · เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1) · รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)
· รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)
· เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1)
· เลือกรับ บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 5,000 บาท สำหรับมิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง ทุกรุ่น(1)
· ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
ไทรทัน เมกะ แค็บ ตัวเตี้ย · ราคาเพียง 649,000 บาท(1) · รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)
· รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)
· ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)
-
เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
-
เงื่อนไขการรับสิทธิ์ขยายเวลาการรับประกันคุณภาพ รวมสูงสุดเป็น 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
และการรับประกันระบบไฮบริดรวมสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ทั้งนี้ ลูกค้าต้องนำรถยนต์เข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะที่กำหนด และเป็นไปตามเงื่อนไขในสมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ รวมถึงเป็นไปตามเงื่อนไขการรับประกันของบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
-
News / News Motocycle2 Min Read
ดูคาติ ฉลอง 100 ปี ยกทัพครบทุก Model Range เปิดตัว New Monster+ พร้อมแคมเปญ “Limitless Ride” ใน Motor Show 2026
ดูคาติ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เข้าร่วมงาน Bangkok International Motor Show 2026 ภายใต้แนวคิดบูธ “The Ultimate Collision of Speed & Style” ถ่ายทอดการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสมรรถนะระดับสูงและไลฟ์สไตล์แบบอิตาเลียน พร้อมเปิดตัวไฮไลต์สำคัญ New Monster+ (มอนเสตอร์ พลัส) Sport Naked Bike รุ่นใหม่ล่าสุด ณ งาน Bangkok International Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ บูธ ดูคาติ (A17) อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ Ducati ในโอกาสครบรอบ 100 ปี (1926–2026) นับตั้งแต่การก่อตั้งในเมือง Bologna ประเทศอิตาลี สู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับโลกที่สะท้อนความเป็นเลิศทั้งด้านวิศวกรรม สมรรถนะ และดีไซน์ “Made in Italy” ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา Ducati ได้ถ่ายทอดความหลงใหลผ่านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเฉลิมฉลองในระดับโลก รวมถึงงาน World Ducati Week ณ สนาม Misano World Circuit ประเทศอิตาลี
คุณอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด กล่าวว่า การกลับมาของ Ducati ภายใต้การบริหารโดย AAS Moto Corse ในครั้งนี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ แต่คือการส่งมอบ “ความเชื่อมั่น” กลับคืนสู่ผู้ขับขี่ทุกคน เราจึงตั้งใจเปิดตัวแพ็กเกจ RIDE LIMITLESS+ (ไรด์ ลิมิตเลส พลัส) เป็นครั้งแรกในงาน Motor Show เพื่อยืนยันว่าทุกการเดินทางของลูกค้าจะได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานของ AAS Group อย่างแท้จริง
ภายในงานครั้งนี้ ดูคาติ ประเทศไทย ได้สร้างความโดดเด่นด้วยการ จัดแสดงรถจักรยานยนต์ครบทุก Model Range เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง (Accessories) อย่างครบครัน สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ที่ครอบคลุมทั้งสาย Performance, Adventure และ Lifestyle อย่างแท้จริง
ไฮไลต์สำคัญของบูธปีนี้คือ New Monster+ สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์ระดับไอคอน ที่กลับมาภายใต้แนวคิด “Everything you need, nothing more” ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบที่ตัดทอนสิ่งไม่จำเป็น เหลือไว้เพียง “แก่นแท้ของความสนุกในการขับขี่” มาพร้อมเครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นใหม่ ให้สมรรถนะ 111 แรงม้า 890 ซีซี โครงสร้างน้ำหนักเบาเพียง 175 กิโลกรัม และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครบครัน ทั้ง Riding Modes, Traction Control, Wheelie Control, Quick Shift 2.0 และครั้งแรกสำหรับ Monster ที่มี Engine Brake control (EBC) พร้อมดีไซน์ใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ Monster อย่างชัดเจน
Monster รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ โดยผสานเทคโนโลยีและดีไซน์ที่โดดเด่นเข้าด้วยกัน ตัวรถมีเส้นสายสปอร์ต แต่ยังคงความดุดัน พร้อมจุดสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของ Monster ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมันทรง Bison-back ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ Naked ของ Ducati ที่ถูกออกแบบใหม่ พร้อมดีไซน์ช่องรับอากาศด้านหน้า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Monster ใน Generation ที่ 2 มาพร้อมไฟหน้าที่ได้รับการดีไซน์ใหม่แบบ Full-LED Double “C” ตัวเบาะนั่งได้รับการออกแบบให้แคบลงและเตี้ยลง โดยมีความสูงรวม 775 มม. เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น
เครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นล่าสุด ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ถูกออกแบบมาให้มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุลมากขึ้น ลดแรงสั่นสะเทือน ซึ่งช่วยให้การขับขี่มีความนุ่มนวลและควบคุมได้ง่าย เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้มีน้ำหนักเบาลง 5.9 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Testastretta รุ่นก่อนหน้า และมาพร้อมระบบวาล์วแปรผัน IVT (Intake Variable Timing) ที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถผสานความนุ่มนวลในรอบต่ำ แรงดึงในรอบกลาง และ พละกำลังในรอบสูง โดยให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที และให้แรงบิด 70% ของแรงบิดสูดสุดตั้งแต่ที่ 3,000 รอบ/นาที และยังคงแรงบิด 80% ของแรงบิดสูงสุดไว้ให้ใช้งานตั้งแต่ 4,000 – 10,000 รอบ/นาที นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ลดความกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษา เพราะเครื่องยนต์ V2 รุ่นล่าสุด สามารถยืดระยะเวลา Maintenance Service ได้นานขึ้น โดยมีระยะการตรวจตั้งวาล์วที่ 45,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็น 1 ในมาตรฐานที่ดีที่สุดในกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับเดียวกัน
โครงสร้างสปอร์ต น้ำหนักเบา และควบคุมง่าย โดยใช้เฟรมแบบ Monocoque พร้อมสวิงอาร์มคู่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Panigale V4 ซี่งโครงสร้างนี้ช่วยให้ Monster ใหม่มีน้ำหนักเบาลงถึง 4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีน้ำหนักรวม 175 กิโลกรัม (ไม่รวมเชื้อเพลิง) Monster รุ่นใหม่มาพร้อมช่วงล่างที่ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าจาก Showa Upside-down ขนาด 43 มม. และ โช้คหลัง Showa monoshock ปรับพรีโหลดได้ พร้อมระบบเบรกจาก Brembo ใช้ดิสก์หน้าคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์ M4.32 radial และยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 และ 180/55 มอบการยึดเกาะและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการใช้งานบนถนน
เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการขับขี่ที่สนุกและปลอดภัย มาพร้อมโหมดการขับขี่ (Riding mode) ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Sport, Road, Urban และ Wet รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น Cornering ABS, Ducati Traction Control (DTC), Ducati Wheelie Control (DWC), Engine Brake Control (EBC), Ducati Quick Shift (DQS) 2.0 ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการตั้งค่าต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มความคุม 4 ทิศทางดีไซน์ใหม่ และหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับระบบ Ducati Multimedia System และระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn Navigation (เป็น Ducati Accessory สามารถติดตั้งเพิ่มได้) แสดงผลอ่านง่ายในทุกสภาพแสง ด้วย Dual mode มีให้เลือกแบบทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมการแสดงข้อมูลที่มีให้เลือก 2 รูปแบบ ทั้ง Road และ Road Pro ช่วยให้ผู้ขับขี่โฟกัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ โดยปรับการแสดงผลให้เหมาะสมและชัดเจนกับข้อมูลที่สำคัญที่สุดในแต่ละสถานการณ์
โดย Monster ถือเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ของ Ducati ที่เจ้าของนิยมปรับแต่งมากที่สุด Ducati Performance จึงนำเสนออุปกรณ์เสริมหลากหลายรูปแบบ เช่น เบาะแบบสปอร์ต, คาร์บอนไฟเบอร์แฟริ่ง และ Billet Aluminum รวมถึงท่อไอเสีย Termignoni ที่พัฒนาร่วมกันกับทาง Ducati
โดยปัจจุบันในประเทศไทยได้เปิดจำหน่าย Ducati รุ่น Monster+ ที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Ducati Red, Iceberg White และ Sport Livery โดยจะมาพร้อมฝาครอบเรือนไมล์และฝาครอบเบาะท้ายติดตั้งให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มาจากโรงงาน เปิดราคาจำหน่ายที่
- Monster+ สี Ducati Red ราคา 515,000 บาท
- Monster+ สี Iceberg White ราคา 525,000 บาท
- Monster+ สี Sport Livery ราคา 569,000 บาท
อีกหนึ่งไฮไลท์นอกจาก Monster ตัวใหม่ Ducati ยังนำเสนอความพิเศษระดับโลกด้วย Scrambler 10th Anniversary Rizoma Edition รุ่นลิมิเต็ดที่ผลิตเพียง 500 คันทั่วโลก โดยมาจัดแสดงและจำหน่ายในประเทศไทยเพียงคันเดียว สะท้อนความร่วมมือระหว่าง Ducati และ Rizoma ในการถ่ายทอดงานดีไซน์ระดับพรีเมียมที่ผสานศิลปะและวิศวกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
ขณะเดียวกัน ภายในบูธยังรวบรวมรถจักรยานยนต์รุ่นเด่นจากหลากหลายเซกเมนต์ เพื่อสะท้อนศักยภาพของ Ducati ในแต่ละไลน์อย่างครบถ้วน โดยมาพร้อมแพ็กเกจอุปกรณ์ตกแต่ง (Ducati Accessories) ที่ช่วยยกระดับทั้งสมรรถนะและดีไซน์ ได้แก่
Panigale V4 ซูเปอร์ไบค์ที่ถ่ายทอด DNA จากสนามแข่ง MotoGP สู่ถนน มาพร้อมชุด Performance เต็มรูปแบบ อาทิ Racing Exhaust System, Dry Clutch (คลัทช์แห้ง) และ ชุดแต่งคาร์บอน (Carbon Components)
Hypermotard 950 RVE ตัวแทนความสนุกสไตล์ Supermoto โดดเด่นด้วยความคล่องตัวสูง มาพร้อมอุปกรณ์เสริมสายสมรรถนะ เช่น Öhlins Steering Damper และชิ้นส่วน Carbon
Multistrada V4S Sport-Touring ระดับพรีเมียม รองรับทุกเส้นทางการขับขี่ มาพร้อมชุดแต่ง Touring และ Enduro เพิ่มความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ในการเดินทาง
Streetfighter V2S Sport-Naked ที่ผสานความดุดันแบบซูเปอร์ไบค์เข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมชุดแต่ง Carbon และ Performance Parts ช่วยเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มสมรรถนะของตัวรถ
XDiavel V4 Sport-Cruiser โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงพลังและตำแหน่งการขับขี่แบบ Feet-Forward ที่ผสาน Performance และความสบายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
DesertX Adventure สายลุยที่พัฒนามาเพื่อการผจญภัยโดยเฉพาะ มาพร้อมชุดอุปกรณ์เสริมสำหรับการเดินทางระยะไกล ตอกย้ำความพร้อมในทุก ๆ สภาพเส้นทาง
นอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์ในไลน์อัพอื่น ๆ มาจัดแสดงเพิ่มเติม อาทิ Desmo450MX, Monster SP (MY25) และ Scrambler Icon ครบทุก Model Range ครอบคลุมทั้ง Superbike, Naked, Adventure, Cruiser, Motocross และ Scrambler เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง
แพ็คเกจ RIDE LIMITLESS+ และข้อเสนอพิเศษในงาน Motor Show
ดูคาติ ประเทศไทย เปิดตัวแพ็คเกจ RIDE LIMITLESS+ ที่มาพร้อมรถทุกคัน เพื่อยกระดับประสบการณ์และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทุกท่าน โดยครอบคลุมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Warranty) นานถึง 3 ปี พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม Ducati Riding Experience (DRE) Road Academy หลักสูตรขับขี่ปลอดภัยตามมาตรฐาน Ducati โดย Ducati Riding Instructors ที่ผ่านการอบรมจากอิตาลี
พร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะในงาน Motor Show อาทิ เช่น
- ฟรีประกันภัยชั้น 1*
- ฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี*
- ดอกเบี้ย 0%*
- ส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท*
*(รายละเอียดข้อเสนอแตกต่างกันตามรุ่นรถ)
และยังมีกิจกรรมภายในงาน “Which Monster are you?” เพื่อค้นหา Ducati Monster ที่ใช่สำหรับคุณ พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษเฉพาะในงาน
ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสรถ Ducati ครบทุก Model Range พร้อมทดลองนั่งและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงจองรถและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่บูธ ดูคาติ ประเทศไทย ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม Ducati ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์: www.ducati.com/th Facebook: Ducati Thailand LINE Official: @ducatithailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News / News Motocycle1 Min Read
Royal Enfield เปิดตัว Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition ครั้งแรกในไทย ณ งาน Motor Show 2026
โรยัล เอ็นฟิลด์ (Royal Enfield) แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับตำนานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงสายการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้นำในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250–750 ซีซี) เผยโฉม Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (BIMS 2026) ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
หลังจากสร้างความตื่นตาตื่นใจในการเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งาน Motoverse 2025 ณ เมืองโกอา ประเทศอินเดีย วันนี้ ‘Sundowner Orange’ พร้อมแล้วที่จะมาสร้างสีสันและสะกดทุกสายตาในประเทศไทย ด้วยรูปลักษณ์ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเดินทางที่ผ่อนคลาย และความอบอุ่นของแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของชาว Meteor ทั่วโลกที่มีสมาชิกมากกว่าครึ่งล้านคนในปัจจุบัน
คุณ มาโนช กาจาร์ลาวาร์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟิลด์ (Mr. Manoj Gajarlawar, Business Head – Asia Pacific Markets – Royal Enfield) กล่าวว่า “ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดการขับขี่ที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติในแบบฉบับของ Royal Enfield ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักขี่ทั่วโลก ด้วยคาแรกเตอร์การขับขี่แบบครุเซอร์ที่ผ่อนคลาย เครื่องยนต์ที่นุ่มนวล และความง่ายในการควบคุม Meteor 350 จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยม ทั้งในกลุ่มนักขี่มากประสบการณ์และผู้ขับขี่หน้าใหม่
สำหรับนักขี่ชาวไทย Meteor 350 ไม่ได้เป็นเพียงมอเตอร์ไซค์ แต่ยังสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของการเดินทางอย่างผ่อนคลาย และการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำบนทุกเส้นทาง เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน Sundowner Orange เข้ามาเสริมในไลน์อัพของ Meteor 350 และเชื่อว่าจะช่วยยกระดับประสบการณ์ให้กับคอมมูนิตี้ของเราได้มากยิ่งขึ้น”
ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการขี่ ผ่านเฉดสีแห่งช่วงเวลาทองคำ
นิยามใหม่ของสีสันแห่ง “Golden Hour” Sundowner Orange ไม่ใช่แค่ชื่อสี แต่คือการถ่ายทอด “อารมณ์” ของท้องฟ้ายามเย็นก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้า โทนสีส้มที่เข้มข้นและอบอุ่นนี้ เมื่อผสานเข้ากับเส้นสายที่โค้งมนในสไตล์คลาสสิกครูเซอร์ของ Meteor 350 ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ท่ามกลางป่าคอนกรีตในกรุงเทพฯ หรือการโลดแล่นบนถนนเลียบชายฝั่งทะเล Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ มาพร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษเพื่อระบุความเป็น Limited Edition ที่เน้นย้ำถึงความสุขของการเดินทางอย่างไร้จุดหมาย
ครูเซอร์ที่สะท้อนอิสรภาพบนท้องถนน และนิยามของ ‘Pure Motorcycling’
Meteor 350 Sundowner Orange ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อนักขี่ที่หลงใหลการขับขี่แบบ Immersive ที่เน้นดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัว ภายใต้ปรัชญา ‘Pure Motorcycling’ ที่ให้ความสำคัญกับ “ระหว่างทาง” พอๆ กับจุดหมายปลายทาง ท่ามกลางยุคที่ตลาดให้ความสำคัญกับตัวเลขสมรรถนะ Meteor 350 ยังคงยืนหยัดในการมอบประสบการณ์ที่นิยามด้วยความสบาย การเข้าถึงง่าย และการเชื่อมโยงอารมณ์ระหว่างผู้ขับขี่กับบรรยากาศบนท้องถนน
พร้อมออกเดินทางด้วยอุปกรณ์ Touring ครบครันจากโรงงาน
Meteor 350 Sundowner Orange อัดแน่นด้วยชุดแต่งมาตรฐานสไตล์ Touring มาพร้อมกับอุปกรณ์ติดตั้งจากโรงงานเพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล
- เบาะนั่ง Deluxe Touring: ออกแบบมาเพื่อความสบายสูงสุดตลอดวันในการขับขี่
- ชิลด์บังลมหน้า (Flyscreen): ช่วยลดแรงลมปะทะตัวผู้ขับขี่ โดยยังคงรักษาลุคที่โฉบเฉี่ยว
- พนักพิงหลังสำหรับผู้ซ้อน: เปลี่ยนทุกการเดินทางให้มีความหมาย ให้คนซ้อนกลายเป็นคู่หูที่พร้อมออกไปสัมผัสโลกกว้างด้วยกัน
- ระบบนำทาง Tripper Navigation Pod: ระบบนำทางแบบ Turn-by-turn เอกสิทธิ์เฉพาะของโรยัล เอ็นฟิลด์
- ล้อแม็กอะลูมิเนียมพรีเมียมแบบไม่ใช้ยางใน (Tubeless): โดดเด่นสะดุดตา น้ำหนักเบา พร้อมลุยทุกเส้นทาง
- ระบบ Slip-and-Assist Clutch: ช่วยให้การควบคุมคลัตช์นุ่มนวล ลดความเมื่อยล้าจากการใช้งานทั้งในจราจรที่ติดขัดและบนถนนโล่งที่ทำความเร็วได้ต่อเนื่อง
- ก้านเบรกและคลัตช์แบบปรับระดับได้: ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระฝ่ามือของนักขับขี่อันหลากหลาย เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัวและเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ
- ไฟหน้า Full LED: มอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงตลอดคืน
- พอร์ตชาร์จด่วน USB Type-C: ตอบโจทย์ไรเดอร์ยุคใหม่ ให้คุณเชื่อมต่อและชาร์จพลังงานให้อุปกรณ์สื่อสารได้ทุกที่ ทุกเวลา
Meteor 350 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 349cc สูบเดี่ยวที่ผ่านการพิสูจน์สมรรถนะมาแล้วทั่วโลก ให้พละกำลังที่ต่อเนื่อง นุ่มนวล และแรงบิดในรอบต่ำที่ยอดเยี่ยม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายในสไตล์ครูเซอร์อย่างแท้จริง
สะท้อนตัวตนของคอมมูนิตี้นักขี่ทั่วโลก
ด้วยความนิยมของผู้ใช้งาน Meteor 350 ทั่วโลก รุ่นพิเศษ Sundowner Orange จึงเป็นมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์ แต่คือสัญลักษณ์ของคอมมูนิตี้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่แตกต่าง
Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition พร้อมเปิดจองในประเทศไทยแล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 177,900 บาท
ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสตัวรถได้ที่บูธ Royal Enfield (M8) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 โดยภายในบูธยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสไลน์อัพมอเตอร์ไซค์ครบทุกเซกเมนต์ ทั้งสายครุเซอร์ คลาสสิก และแอดเวนเจอร์ ภายใต้แนวคิด Pure Motorcycling
#Meteor350 #RoyalEnfield #RoyalEnfieldThailand #PureMotorcycling #RidePure
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
Uncategorized2 Min Read
นิสสัน เปิดตัว นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ กับคอนเซปต์ KICKS ON. GAME ON. อิสระใหม่แบบคิกส์ มาพร้อมกับโฉมใหม่ โฉบเฉี่ยว พร้อมเทคโนโลยี ProPILOT เพื่อการขับขี่สนุกเร้าใจ ปลอดภัยเต็มพิกัด
นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์คอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุด นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ใหม่โฉบเฉี่ยว พร้อมนวัตกรรมล้ำยุค เครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย และระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ProPILOT ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมมอบโปรชั่นพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และอาเซียน กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่น่าภาคภูมิใจของนิสสัน เราได้เปิดตัวรถยนต์เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ รุ่นที่ 4 ซึ่งได้รับการพัฒนา และผลิตขึ้นในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการผลิตในประเทศ และการให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ทันสมัย พร้อมจะเติมเต็มชีวิตให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทางได้อย่างเต็มพิกัด และพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์พิเศษในทุกช่วงเวลาชีวิต”
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ จะสร้างความประทับใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่ใช้ชีวิตทันสมัย ด้วยคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ติดตั้งเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์ของนิสสัน และรองรับมาตรฐานยูโร 6 ที่เข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งให้ประสบการณ์ประทับใจกับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองทันใจ ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ พร้อมจะสร้างความสนุกในทุกเส้นทาง ในแนวคิด “KICKS ON. GAME ON. หรือ อิสระใหม่แบบคิกส์”
“KICKS ON. GAME ON. หรือ อิสระใหม่แบบคิกส์” สะท้อนจิตวิญญาณของ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ที่พร้อมปลุกความเร้าใจในทุกการขับขี่ ให้ความมั่นใจที่จะเริ่มต้นทุกการเดินทางด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม และสนุกกับประสบการณ์ที่จะขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า
โฉมใหม่ โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว สะกดทุกสายตา
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบให้ทันสมัย โฉบเฉี่ยว และมั่นใจ สะท้อนความปราดเปรียว แข็งแกร่ง และพรีเมียมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เปี่ยมพลัง
ด้านหน้า สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ V-Motion ที่เป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน แต่โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสามมิติที่สะดุดตา ไฟหน้าดีไซน์ใหม่เพรียวบางเป็นพิเศษให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างที่ดียิ่งขึ้น ไฟ Daytime Running Lights แบบหางลูกศรที่แยกส่วนกัน 3 เส้น ช่วยเพิ่มลุคทันสมัยและโดดเด่น ฝากระโปรงหน้าที่ยกสูงและกว้าง ช่วยเพิ่มคาแรกเตอร์ที่ทรงพลังและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเพิ่มความน่าสนใจให้ดีไซน์ของตัวรถด้านล่างกับกันชน และซุ้มล้อที่ดูดุดันมากขึ้น
ด้านหลังออกแบบด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายและทันสมัย ช่วยให้ตัวรถดูโดดเด่นแบบมินิมอล ขณะที่ไฟท้ายทรงหกเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์แบบรถ SUV ของนิสสัน ยิ่งช่วยเพิ่มความน่าจดจำ เห็นชัดสะดุดตาในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะยามค่ำคืน
ห้องโดยสารยุคดิจิทัล ให้ความสดใส พร้อมความสะดวกสบาย
ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ ซึ่งไม่เพียงให้บรรยากาศทันสมัย แต่ยังช่วยให้ใช้งานได้ง่าย จุดเด่นภายในตัวรถ อยู่ที่ Audio Display หน้าจอแสดงผลดิจิทัลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว และ หน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมมาตรวัดความเร็วดิจิทัล เพิ่มความทันสมัย อ่านข้อมูลสำคัญได้สะดวก รวดเร็ว และชัดเจน พร้อมทั้งจัดการระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect ได้ง่ายดายเพื่อการเชื่อมต่อที่ราบรื่นแบบไร้สายกับ Apple CarPlay และ Android Auto หรือเชื่อมต่อผ่านสาย USB หรือบลูทูธได้สะดวก นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้แอป เลือกเพลง และระบบนำทางได้อย่างสะดวกในทุกเส้นทาง รวมทั้งยังมีที่ชาร์จไร้สาย เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อได้ตลอดการเดินทาง
ห้องโดยสารได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ตั้งแต่แผงคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง ไปจนถึงแผงประตู และช่องแอร์ ทั้งหมดช่วยให้บรรยากาศภายในดูเป็นระเบียบ และใช้งานได้ง่ายขึ้นในทุกจุด พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนังที่มีในทุกรุ่นย่อย เสริมประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสบายให้กับผู้โดยสารด้วยเบาะนั่งแบบ Zero Gravity ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ลดความเมื่อยล้าในการเดินทางไกลหรือการขับขี่ในสภาพจราจรหนาแน่น พร้อมบุด้วยวัสดุสังเคราะห์สะท้อนความร้อน ช่วยให้เบาะนั่งสบายแม้ในสภาพอากาศร้อน เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับตำแหน่งที่เหมาะสม และรองรับสรีระได้ดีที่สุด เบาะหลังปรับปรุงใหม่ ปรับมุมพนักพิงให้นั่งสบายขึ้น พื้นที่โดยสารที่กว้างขวาง พนักพิงศีรษะขนาดใหญ่ และที่วางแขนตรงกลางพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง กระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นด้านหลังได้อย่างชัดเจนแม้จะมีผู้โดยสารเบาะหลังหรือสัมภาระที่บดบังทัศนวิสัย พื้นที่เก็บสัมภาระจุได้มากถึง 423 ลิตร รองรับกระเป๋าเดินทางหลากหลายขนาดหรือสัมภาระที่ใช้ประจำวันได้อย่างจุใจ
ใหม่ ProPILOT ผู้ช่วยขับขี่อัจฉริยะ พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย Nissan 360 Safety Shield
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ให้ความอุ่นใจกับระบบความปลอดภัย และระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงมากมาย โดยเฉพาะ ProPILOT ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เป็นเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัตโนมัติ ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 เทคโนโลยี ได้แก่ Intelligent Cruise Control (ICC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า มาพร้อมกับระบบ Stop and Go และ Lane Keeping Assist (LKA) ที่ช่วยรักษาตำแหน่งรถให้อยู่ในเลน หากรถมีแนวโน้มออกนอกเลน ระบบจะเตือนและประคองรถกลับอย่างนุ่มนวล อีกทั้งยังสามารถหยุดและออกตัวได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาระในการขับขี่บนทางด่วนและทางไกล รวมถึงลดความเมื่อยล้าระหว่างเดินทางได้เป็นอย่างดี โดยระบบจะทำงานอย่างต่อเนื่องเมื่อผู้ขับจับพวงมาลัยตลอดเวลา
พร้อมกันนี้ ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ที่ช่วยป้องกันและปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เช่น ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Leading Car Departure Notification – LCDN) จะเตือนผู้ขับขี่เมื่อรถคันหน้าออกตัวแล้วแต่ผู้ขับขี่ยังคงหยุดรถอยู่ ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า (IFCW) ที่ช่วยตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถยนต์ด้านหน้าได้ถึงสองคัน และระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ Intelligent Emergency Braking with Pedestrian Detection (IEB) เทคโนโลยีเตือนรถในมุมอับสายตา Blind Spot Warning ที่ทำงานพร้อมกับเทคโนโลยีป้องกันการชนรถในจุดอับสายตา Intelligent Blind Spot Intervention เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning และระบบ Lane Departure Prevention ระบบเบรคถอยหลังฉุกเฉินอัตโนมัติ Rear Automatic Emergency Braking (RAEB) ระบบตรวจสอบแรงดันลมยางอัตโนมัติ Tire Pressure Monitoring System (TPMS) นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์เสริมอีกมากมาย อาทิ เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถ Rear Cross Traffic Alert (RCTA) มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor พร้อมระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA) และระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่เมื่อยล้า Driver Attention Alert (DAA) เพื่อช่วยส่งเสริมการรับรู้ของผู้ขับขี่และยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้น
อี-พาวเวอร์ ขับสนุกเร้าใจแบบรถยนต์ไฟฟ้าแต่ไม่ต้องชาร์จ
เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ของนิสสันผสานมอเตอร์ไฟฟ้าและอินเวอร์เตอร์ไว้ในชุดเดียว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบ DOHC 12 วาล์วซึ่งรองรับน้ำมันหลากหลายรวมถึง E20 ให้กำลัง 136 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 2.06 kWh ให้การเร่งที่นุ่มนวล ตอบสนองทันใจ เครื่องเดินเงียบ และให้ความรู้สึกขับขี่แบบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอกหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่
ระบบ อี-เพดัล สเต็ป (e-Pedal Step) ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ ของนิสสันช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ โดยผู้ขับสามารถเร่งและชะลอความเร็วได้ด้วยแป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว ช่วยให้ควบคุมระยะห่าง เข้าโค้ง ลงทางลาด หรือผ่านลูกระนาดได้อย่างมั่นใจ รวมทั้งยังช่วยชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ (Regenerative Braking) ระหว่างการชะลอความเร็ว
เกรด และสี
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ V, VL และ SV พร้อมสีตัวถังภายนอก 6 สี ได้แก่ สีฟ้า อิเล็กทริก ไซแอน (Electric Cyan) (สีใหม่) สีเกรย์ สกาย เพิร์ล (Gray Sky Pearl) (สีใหม่) สีขาวสตอร์มไวท์ (Storm White) สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) สีเทา กันเมทัลลิก (Gun Metallic) และ สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) และมีตัวเลือก สีภายนอกแบบทูโทนหลังคาดำ สำหรับรุ่น VL และ SV สำหรับผู้ที่ต้องการความโดดเด่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น
โทนสีภายในห้องโดยสาร เป็นโทนสีดำ-เทาเข้ม ในทุกรุ่นย่อย และเพิ่มทางเลือกโทนสีฟ้า-เทา Moonstone ที่มอบความรู้สึกหรูหรา ทันสมัย ในเกรด SV
ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ “SAY YES”
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาที่เข้าถึงได้ เริ่มตั้งแต่ รุ่น V 839,000 บาท รุ่น VL ราคา 899,000 บาท และรุ่น SV ราคา 929,000 บาท
พิเศษสุดเฉพาะช่วงเปิดตัว นิสสัน เตรียมมอบความคุ้มค่าให้คุณเป็นเจ้าของ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้ง่าย ๆ ด้วยราคาพิเศษในรุ่น V เพียง 789,900 บาท รุ่น VL เพียง 849,900 บาท และรุ่น SV เพียง 899,900 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.49% พร้อมอุ่นใจด้วยการรับประกันที่ครอบคลุม ได้แก่ รับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กม.* รับประกันระบบอี-พาวเวอร์ 5 ปี หรือ 150,000 กม.* และการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** ฟรีประกันภัยชั้น 1 NPP เฉพาะรุ่น VL และ SV** โดยต้องจองรถตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 และออกรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569**
นอกจากการเปิดตัวนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ แล้ว นิสสัน ยังได้นำรถยนต์หลักทุกรุ่นมาโชว์ในงาน ได้แก่ รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ สีแคชมียร์ โกลด์ (Beige Cashmere Gold หลังคาดำ) รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด*** รถยนต์ คอมแพคซีดาน นิสสัน อัลเมร่า รถยนต์พรีเมียมเอสยูวี นิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-พาวเวอร์ อี-ฟอร์ซ รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว นิสสัน เซเรน่า และ รถกระบะ ทน พร้อม ลุย นิสสัน นาวารา
เพื่อช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพสูงจากนิสสันได้ง่ายขึ้น นิสสันส่งแคมเปญพิเศษ “SAY YES” ที่มอบข้อเสนอหลากหลายตั้งแต่ดอกเบี้ยต่ำ ดาวน์น้อย ผ่อนสบายนานสุด 84 เดือน ** และข้อเสนอพิเศษเฉพาะรุ่นหลัก ได้แก่ ส่วนลด 100,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ และ ดอกเบี้ย 0% พร้อมประกันภัยชั้น 1 สำหรับนิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-พาวเวอร์ อี-ฟอร์ซ
*แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
**ขึ้นกับเงื่อนไขของบริษัทฯ
***ค่าสีพิเศษ แคชเมียร์โกลด์ หลังคาดำ 20,000 บาท
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
มาสด้ามอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า MAZDA6e PREMIERE PACKAGE จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมมอบของขวัญที่บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์
มาสด้าจัดงาน MAZDA6e VIP DAY เชิญลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่สะท้อนจิตวิญญาณของมาสด้า ผ่าน 3 กิจกรรมพิเศษกับ Experience Zone ณ บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์ 2026 โดยเนรมิตพื้นที่จัดให้มีทั้ง “AI PHOTO BOOTH EXPERIENCE: บันทึกภาพที่ระลึกผ่าน Photo Booth AI”, “JAPANESE TEA CEREMONY EXPERIENCE: กิจกรรมชงชาแบบญี่ปุ่น” และ “ORIZURU WORKSHOP: กิจกรรมพับนกโอริซูรุ” สัญลักษณ์แห่งความหวังและสันติภาพ ที่มาสด้าจะส่งต่อไปยังฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทย โดยให้ลูกค้าได้ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและแชร์ประสบการณ์ความสุขความสุขร่วมกัน นอกจากนี้ มาสด้ายังมอบของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Mazda6e Leather Phone Stand สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานในวันนี้อีกด้วย ซึ่งสิทธิพิเศษนี้ เป็นสิ่งที่มาสด้าตั้งใจมอบให้กับลูกค้า เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับทุกช่วงเวลาของชีวิตตามปรัชญาแบรนด์ “Joy Drives Lives” ที่มาสด้ามุ่งมั่นเสมอมา
สำหรับการออกแบบบูธมาสด้าครั้งนี้ ได้ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ “Joy of Driving Creates a Richer Life” เพื่อถ่ายทอดปรัชญาแบรนด์ Joy Drives Lives เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” (Joy of Driving) จะนำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” (Joy of Living) และมาสด้าตั้งใจส่งมอบความสุขเหล่านี้ไปยังลูกค้าทุกคน เพื่อให้ทุกวันขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มและการใช้ชีวิตให้มีความหมาย มาสด้าได้เนรมิตพื้นที่ในบูธเป็น Experience Zone เพื่อให้ลูกค้าได้มาร่วมกิจกรรมความสุข นอกจากนี้ภายในบูธยังมีการจัดแสดงพื้นที่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของรถยนต์มาสด้า ที่มุ่งมั่นส่งมอบให้กับลูกค้ามาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน
สำหรับในงาน มอเตอร์ โชว์ 2026 นอกจากมาสด้าจะได้นำยนตรกรรมเอสยูวีแห่งอนาคต The All-New Mazda CX-6e ที่พัฒนาภายใต้กลยุทธ์ Multi-solution มาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในอาเซียน กับ ASEAN Premiere มาสด้ายังได้เปิดตัว The All-Electric Mazda6e ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทย ที่มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Premium ราคาจำหน่าย 1,169,000 ล้านบาท และรุ่น Exclusive ราคาจำหน่าย 1,199,000 ล้านบาท พร้อมมอบข้อเสนอ
- ดอกเบี้ย 1.78%
- ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance
- ฟรี Home Charger จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรี ทั่วประเทศ
- ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี
รวมถึงยังมอบฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย
- รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรม New Mazda CX-30 Signature Spirit รุ่นตกแต่งพิเศษ ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณความสปอร์ต สะท้อนตัวตนผ่านดีไซน์และสมรรถนะความสปอร์ต มาจัดแสดงภายในงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการแต่งรถ ควบคู่กับการนำรถยนต์ทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-Series และ ปิกอัพ มาจัดแสดง พร้อมมอบแคมเปญพิเศษมากมาย ทั้งส่วนลดสูงสุด 130,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ Mazda Ultimate Service (MUS) นานสูงสุด 7 ปี ฟรีขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษจากมาสด้า และพิเศษสำหรับลูกค้า Mazda Family และครอบครัว มาสด้ายังมอบบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุดอีก 20,000 บาท
มาสด้าขอเชิญลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้า เข้ามาชมยนตรกรรมเหล่านี้ ได้ที่บูธมาสด้า A5 ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ 2026 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือสามารถจองเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นพร้อมรับข้อเสนอเดียวกันได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เผยผลประกอบการปี 2568 สุดแกร่ง ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งรายได้และยอดส่งมอบรถยนต์
หลังประกาศสถิติการส่งมอบรถยนต์ครั้งใหม่สูงสุดตลอดกาลที่ 10,747 คัน ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี สรุปผลประกอบการปี 2568 ด้วยรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 3 พันล้านยูโรเป็นปีที่สองติดต่อกันด้วยมูลค่ารวมแตะ 3.20 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวอันโดดเด่นของบริษัทฯ โดยมีรายได้จากการดำเนินงานที่ 768 ล้านยูโร อัตรากำไร 24% ซึ่งปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย
สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ผลงานปี 2568 แสดงให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางการเงินเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการความซับซ้อนของตลาดปัจจุบัน แม้เกิดบริบทอันท้าทายทั่วโลก เราก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรและเสริมมูลค่าแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความสำเร็จนี้เกิดจากกลยุทธ์ที่ชัดเจนของเรา นั่นคือระเบียบแบบแผน วิสัยทัศน์ระยะยาว และการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง สมดุลนี้ทำให้เราสามารถเปลี่ยนความท้าทายจากภายนอก ให้กลายเป็นโอกาสเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนแก่แบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง”
สำหรับรายได้จากการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในแดนลบและการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถพยุงผลกระทบส่วนใหญ่เอาไว้ได้ ด้วยสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับกลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ก็ส่งผลต่อตัวเลขการเงินของเราด้วย โดยผลกระทบเหล่านั้นจะถูกนำมาพิจารณาอย่างครบถ้วนในรอบปีงบประมาณ เมื่อพิจารณาตามบริบทนี้ การประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดรุ่น 4 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ในอุตสาหกรรมระยะยาว ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน โดยไม่ปิดกั้นแผนการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต
เปาโล โพมา กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ปัจจัยภายนอกและความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค ทำให้ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทายเป็นพิเศษ แม้ในบริบทดังกล่าว เรายังสามารถสรุปผลประกอบการทางการเงินและธุรกิจในระดับดีได้ตลอดทั้ง 12 เดือน โดยที่รักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ได้ ทำให้เรายังอยู่ในกลุ่มผู้เล่นที่ทำกำไรสูงสุดในภาคสินค้าหรูระดับโลก ผลลัพธ์นี้เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายของเราในการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับการรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ต่อเนื่อง”
ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 10,747 คันในปี 2568 ทำให้ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ทำสถิติทะลุเพดาน 10,000 คันเป็นปีที่สามติดต่อกันและตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุปสงค์ทั่วโลกที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นยังส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการประจำปี เพราะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นของ Revuelto[1] และความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโปรแกรม Ad Personam โดยในปี 2568 รถยนต์ที่ส่งมอบถึง 94% ได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคลอย่างน้อยหนึ่งจุด ยืนยันว่าโปรแกรมดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ รถรุ่น Temerario จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแนวทางนี้ โดยบริษัทฯ ได้เริ่มส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้แก่ลูกค้าในช่วงเดือนแรกของปี 2569 เพื่อเติมเต็มกลยุทธ์การพัฒนายานยนต์ไฮบริดของแบรนด์ให้สมบูรณ์แบบ รถยนต์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบส่งกำลังใหม่ทั้งหมด โดยสามารถทำรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 10,000 รอบต่อนาทีเป็นครั้งแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ผลิตจริง มาพร้อมกับสมรรถนะขั้นสูงสุดและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งถ่ายทอดดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีเอาไว้อย่างชัดเจน
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ยึดมั่นในดีเอ็นเอของแบรนด์
บริษัทแห่งซัง’อกาตา โบโลนเญส ยังคงเติบโตและสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะการณ์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งดีเอ็นเอแห่งอารมณ์การขับขี่ ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับไลน์อัปรถยนต์ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบไฮบริดเต็มรูปแบบในปี 2568 ประกอบด้วย Revuelto, Urus SE [2]และ Temerario[3] ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จโดยไม่สูญเสียคาแรกเตอร์และสมรรถนะแม้แต่น้อย ซึ่งเห็นได้จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลก
ในปี 2569 ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี จะยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องอีกหลายรายการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตำแหน่งทางการตลาดและสร้างแรงดึงดูดของแบรนด์ในตลาดสากลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยบางผลิตภัณฑ์จะถูกเปิดตัวบนเวทีระดับนานาชาติ อาทิ เทศกาล Goodwood Festival of Speed และงาน Monterey Car Week ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการจัดแสดงวิวัฒนาการและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มุ่งเน้นการเติบโตและการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน
การหลอมรวมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย งานฝีมือสุดประณีต และวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบ ให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างลงตัว คือสิ่งที่ยกระดับให้ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กลายเป็นมาตรฐานขั้นสูงซึ่งถูกนำไปใช้อ้างอิงในวงการสินค้าหรูระดับโลก รวมถึงสัญลักษณ์ Made in Italy ซึ่งสื่อถึงความเป็นเลิศที่ทุกคนยอมรับ
[1] Revuelto: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 4.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 15 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 350 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): G; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 17.9 ลิตร/100 กม.
[2] Urus SE: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 21.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 5.71 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 140 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): E; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 12.9 ลิตร/100 กม.
[3] Temerario: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 4.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 11.2 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 272 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): G; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 14 ลิตร/100 กม.ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทฯ ยังคงเดินหน้า พร้อมตอบรับต่อทุกความท้าทายในอนาคต บนพื้นฐานความมั่นคงทางการเงิน ความชัดเจนด้านกลยุทธ์ และการวางตำแหน่งทางการตลาดอันโดดเด่น ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบทบาทผู้เล่นชั้นนำในสมรภูมิยานยนต์ระดับไฮเอนด์
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

































































































































































































