• ไทยฮอนด้า เปิดบ้านต้อนรับสื่อมวลชน จัดงาน “Thai Honda Press-Exclusive Factory Tour” ครบรอบ 60 ปี แห่งความสำเร็จ พร้อมเผยศักยภาพกำลังการผลิตของโรงงานผลิตอันดับต้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    1 Min Read

    ไทยฮอนด้า เปิดบ้านต้อนรับสื่อมวลชน จัดงาน “Thai Honda Press-Exclusive Factory Tour” ครบรอบ 60 ปี แห่งความสำเร็จ พร้อมเผยศักยภาพกำลังการผลิตของโรงงานผลิตอันดับต้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย สร้างประสบการณ์สุดพิเศษแก่สื่อมวลชน ด้วยการจัดงาน “Thai Honda Press-Exclusive Factory Tour” เปิดบ้านพาชมกระบวนการผลิต ณ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษที่โรงงานไทยฮอนด้าได้เปิดประตูต้อนรับสื่อ เพื่อสะท้อนเส้นทางกว่า 60 ปีแห่งความสำเร็จ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์สู่อนาคตที่ยั่งยืน

    บรรยากาศงานเริ่มต้นด้วยคำกล่าวต้อนรับจาก มร.ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ที่ย้ำถึงความภาคภูมิใจในเส้นทางที่องค์กรได้เดินเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ไทยฮอนด้าได้พัฒนาจากโรงงานขนาดเล็กสู่หนึ่งในฐานการผลิตที่มีศักยภาพการผลิตอันดับต้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับรถจักรยานยนต์กำลังการผลิตสูงสุดกว่า 6,600 คันต่อวัน และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ 11,000 หน่วยต่อวัน โดยมียอดการผลิตสะสมกว่า 90 ล้านหน่วย โดยแบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ 40 ล้านคัน และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ 50 ล้านเครื่อง รุ่นที่ครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Honda WAVE110, Honda WAVE125, New Honda Giorno+ รวมถึงกลุ่มบิ๊กไบค์ Honda CB650 CBR500 Honda CB650 และ Honda CBR650 ซึ่งได้รับความนิยมสูงในตลาดต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

    ความสำเร็จนี้เกิดจากมาตรฐานการผลิตระดับสากลที่ไทยฮอนด้ายึดถือมาโดยตลอด โรงงานดำเนินการภายใต้มาตรฐาน ISO 9001:2015 และระบบ Quality Management System ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ อาทิ การเชื่อมโครงสร้างด้วยเลเซอร์ (Laser Welding) การพ่นสีด้วยหุ่นยนต์ความเร็วสูง และการตรวจสอบด้วยเครื่องสแกนสามมิติ (3D Scanner) ควบคู่กับการใช้ทักษะและฝีมือของพนักงานไทยในงานที่ต้องการความละเอียด เช่น การประกอบ การเดินสายไฟ และการตรวจสอบขั้นสุดท้าย ซึ่งสะท้อนแนวคิดการผสมผสานระหว่างคนและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

    ในด้านสิ่งแวดล้อม ไทยฮอนด้ายังเดินหน้าตามเป้าหมาย โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 46% ภายในปี 2573 (เทียบกับปี 2562) และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 ผ่านการดำเนินโครงการพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การติดตั้ง Hybrid Generator ที่ช่วยลด CO2 ได้กว่า 1,800 ตันตั้งแต่ปี 2021 และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ที่ช่วยลด CO2 ได้กว่า 1,600 ตันต่อปี พร้อมแผนขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคตเพิ่มอีก

    พร้อมกันนี้ ระหว่างการเยี่ยมชมโรงงาน สื่อมวลชนได้สัมผัสกระบวนการผลิตจริงใน 3 สายการผลิตหลัก ได้แก่ 1.) Commuter Line ที่ผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กตั้งแต่รุ่น 110 – 300 ซีซี 2.) Global Line รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ตั้งแต่ 300 ซีซีขึ้นไป รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และไอคอนิกโมเดลจาก CUB House 3.) Power Product Line ที่ผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ โดยมีคณะผู้บริหารและผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้นำบรรยาย ให้เห็นถึงมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด กระบวนการควบคุมคุณภาพหลายชั้น มาตรการด้านความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่การผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาโรงงานไปสู่ Smart Factory

    นอกจากนี้ยังมีช่วงถามตอบกับผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ มร.ฮายาโตะ เซกุจิ รองประธานบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด พร้อมด้วย คุณสาวิตรี แก้วพวงงาม กรรมการบริหาร, คุณวิวัฒน์ เลิศผาติ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานขายและการตลาด, คุณณัฐชัย ศรีโสวรรณา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานวางแผนองค์กร, คุณสัมพันธ์ ขวัญใจ ผู้จัดการทั่วไปโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์  และคุณเทียนชัย สีตา ผู้จัดการทั่วไปโรงงานผลิตเครื่องยนต์ต้นกำลัง ซึ่งได้อธิบายเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การบริหารจัดการซัพพลายเชน การจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจหลังภาวะวิกฤต และมาตรการยกระดับคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

    งานในครั้งนี้ปิดท้ายด้วยการกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนโดย มร.ฮายาโตะ เซกุจิ ที่ย้ำถึงเจตนารมณ์ของไทยฮอนด้าในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย เดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพ และพัฒนานวัตกรรมเพื่ออนาคตอย่างยั่งยืน เป็นการปิดฉาก “Thai Honda Press-Exclusive Factory Tour” อย่างสมบูรณ์แบบ

    สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

    เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th

    เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand

    IG : www.instagram.com/hondamotorcyclethailand

    TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha

    Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA

    #ThaiHondaPressExclusiveFactoryTour

    #ไทยฮอนด้า60ปี #ThaiHonda60TH #ไทยฮอนด้าเคียงข้างสังคมไทย #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ประวัติ Soichiro Honda ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮอนด้าที่ลุกขึ้นยืนได้เพราะความรักเมีย

    2 Min Read

    ประวัติ Soichiro Honda ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮอนด้าที่ลุกขึ้นยืนได้เพราะความรักเมีย

    “ความสำเร็จของผมที่คนอื่นเห็นมีเพียง 1% อีก 99% ที่เหลือมาจากความล้มเหลว” นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งจากปากของชายคนหนึ่งซึ่งในเวลาต่อมา ก็กลายมาเป็นผู้ก่อตั้งหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ชายคนนี้คือ Soichiro Honda

    ย้อนกลับไปในวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี 1906 ที่จังหวัดชิซูโอกะ คู่สามีภรรยา Gihei Honda และ Mika Honda ได้ให้กำเนิดเด็กชาย Soichiro Honda ขึ้นมา โดยนาย Gihei ผู้เป็นพ่อทำงานเป็นช่างตีเหล็ก และซ่อมจักรยานเก่ามาขาย ส่วน Mika ผู้เป็นแม่ก็ทำงานเป็นช่างทอผ้า Soichiro ในวัยเด็กมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน และได้คลุกคลีกับเครื่องยนต์กลไกต่างๆ จากการช่วยพ่อซ่อมจักรยาน

    จนกระทั่งมีรถ Ford Model T คันหนึ่งขับผ่านหมู่บ้านที่ Soichiro อาศัยอยู่ ทำให้เขาตื่นเต้นมากถึงกับวิ่งไล่ตามรถคันนั้นจนหายลับสายตาไป นับได้ว่าเป็นความทรงจำที่อยู่กับ Soichiro ไปทั้งชีวิต และจุดประกายความฝันที่อยากจะออกแบบ และสร้างรถยนต์ของตัวเอง

    วีรกรรมแรกๆ ของ Soichiro ค่อนข้างจะแสบมาก เมื่อเขาแอบจิ๊กเงินจากกล่อง และจักรยานของพ่อ เพื่อเอาไปเข้าชมงานแอร์โชว์ที่สนามบิน ห่างจากบ้านไปประมาณ 20 กม. แต่ว่า ค่าตั๋วดันแพงกว่าที่คิด และเงินที่เอามาก็มีไม่พอ แต่ในเมื่องานแอร์โชว์เป็นงานแสดงบินผาดโผน เขาจึงยืนรอชมนอกสนามบินแทน

    ในเรื่องของการเรียนหนังสือ Soichiro เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการอ่านการเขียนในตำราสักเท่าไร เขากลับชอบในการสร้างสรรค์ในงานประดิษฐ์มากกว่า จนเมื่อเขาอายุ 15 ปี Soichiro เห็นโฆษณาประกาศรับสมัครงานของอู่รถยนต์ชั้นนำ Art Shokai บนนิตยสาร Bicycle World Magazine เขาจึงไม่ลังเลที่จะลาออกจากโรงเรียน และส่งจดหมายสมัครงานทันที ในปี 1922

    ซึ่งในช่วงเดือนแรกๆ งานที่เขาได้รับจาก Yuzo Sakakibara ผู้เป็นเจ้าของอู่ มีเพียงแค่ทำงานจิปาถะ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกของ Sakakibara ซักอย่างงั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Soichiro ถอดใจเลยสักนิด เขาทุ่มเทและไม่เกี่ยงงานเลยแม้แต่นิดเดียว จนในที่สุดก็ได้เรียนรู้งานช่างซ่อมรถยนต์อย่างที่ตั้งใจไว้ และกลายเป็นช่างยอดฝีมือของอู่ ในปี 1923 Sakakibara ฟอร์มทีมแข่งรถขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของ Soichiro และทีมช่างคนอื่นๆ

    13 พฤศจิกายน ปี 1924 ทีมแข่งจากอู่ Art Shokai เข้าแข่งขันในรายการ Japan Motor Car Championship และคว้าชัยชนะมาได้สำเร็จ โดยที่มี Shinichi Sakakibara น้องชายของ Yuzo Sakakibara เป็นนักขับ และ Soichiro Honda เป็นช่างเครื่องนั่งประกบข้างไปด้วยกัน

    หลังจากที่ทำงานอยู่ได้ 6 ปี Soichiro ในวัย 21 ปี ที่สำเร็จวิชาจาก Sakakibara ก็ได้รับความไว้วางใจ  และส่งเขาไปเปิดสาขาที่บ้านเกิดในปี 1928 ตลอดเวลาที่เขาทำงานอยู่ในอู่นี้เขาได้รับอิสระในการทำงานค่อนข้างมาก จึงทำให้เขามีโอกาสที่จะได้ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ จนได้รับฉายาว่า “เอดิสันแห่งเมืองฮามะมัตซึ” ผลงานของเขาในช่วงเวลานั้นก็มีทั้งรถยนต์ดัดแปลง รถแข่ง หรือแม้กระทั่งเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงาน อย่างเช่น แท่นยกรถยนต์

    เดือนตุลาคม ปี 1935 Soichiro ก็ได้แต่งงานกับ Sachi Isobe และในเวลาต่อมา เธอทำงานบัญชีให้กับอู่ Art Shokai สาขาฮามะมัตสึ ที่เติบโตจนมีพนักงานมากกว่า 30 คน

    วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ปี 1936 Soichiro ประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันเปิดสนาม Tamagawa Speedway สนามแข่งรถแห่งแรกของญี่ปุ่น อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ Soichiro บาดเจ็บที่ตาซ้าย แต่ Benjiro ผู้เป็นน้องชายและเป็นช่างเครื่องที่ประกบคู่มาด้วยกัน บาดเจ็บรุนแรงกว่า เพราะกระดูกสันหลังหัก แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดความบ้าระห่ำของ Soichiro ได้ เพราะต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Soichiro เข้าแข่งขันรถยนต์ต่อ และจะเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายในชีวิต ตามคำขอร้องทั้งน้ำตาของ Sachi ภรรยาสุดที่รัก

    หลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นเป็นต้นมา Soichiro ก็เริ่มคิดว่า งานซ่อมรถยนต์ที่ทำๆ อยู่เริ่มไม่ตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาได้อีกต่อไป ณ เวลานั้น เขาอยากผลิตอะไหล่รถยนต์ขาย แต่ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนสนับสนุน เพราะมองว่า แค่ซ่อมรถขนาดนี้ก็ทำเงินได้เหลือเฟือแล้ว จะคิดการใหญ่กว่านั้นให้เกินตัวทำไม เขาไม่สนใจคำสบประมาทและได้ก่อตั้ง บริษัท Tokai Seiki Heavy Industries เพื่อผลิตแหวนลูกสูบให้กับ Toyota พร้อมกับเข้าศึกษาใน” สถาบันอุตสาหกรรมฮามะมัตสึ” เป็นเวลา 2 ปี สถาบันนี้ก็ได้กลายมาเป็น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิซุโอกะในปัจจุบัน

    การผลิตแหวนลูกสูบ เป็นไปด้วยความน่าผิดหวังมาก เพราะแหวนลูกสูบที่ผลิตส่งไปให้กับทาง Toyota จำนวน 50 ชิ้น กลับผ่านมาตรฐานโรงงานเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้เกิดจากความเชื่อมั่นว่า “ถ้าทฤษฎีทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ตอนนี้พวกอาจารย์คงเป็นนักประดิษฐ์กันหมดแล้ว” บวกกับว่า เขามีความมั่นใจในฝีมือมากเกินไปอีกด้วย

    ทำให้เขาต้องลดอีโก้ของตัวเอง และศึกษาดูงานตามโรงงานทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้การควบคุมคุณภาพการผลิตให้มีมาตรฐานมากขึ้น และกลับมาบริหารโรงงานใหม่ ผลิตแหวนลูกสูบได้ทีละเยอะๆ และผ่านมาตรฐานของ Toyota ในที่สุด นอกจากนี้เขายังได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย อย่าง Nakajima Aircraft บริษัทผลิตเครื่องบินที่เวลาต่อมาก็จะกลายมาเป็นแบรนด์รถยนต์ Subaru นั่นเอง

    ความท็อปฟอร์มในครั้งนี้ทำให้ บริษัท Tokai Seiki เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีพนักงานมากกว่า 2 พันคน ในขณะที่อนาคตกำลังรุ่งอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นรุ่งริ่งภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน เพราะจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี 1937 ก่อนที่ต่อมาภายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไปห้าวกับสหรัฐอเมริกาด้วยการบุกโจมตีฐานทัพเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941

    บริษัท Tokai Seiki ในขณะนั้นก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงยุทโธปกรณ์ ในตอนนั้น Kaichi Kawakami ประธานบริษัท Nippon Gakki หรือ Yamaha ในปัจจุบันก็ร้องขอให้ Soichiro คิดค้นเครื่องจักรที่ช่วยในการผลิตใบพัดเครื่องบินรบได้จำนวนนึง ด้วยอัตราการผลิต 4 ชิ้นต่อชั่วโมง

    จากเดิมที่ผลิตด้วยมือกว่าจะได้ชิ้นนึงก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ จนในปี 1942 Toyota เข้ามาถือหุ้นของ Tokai Seiki มากกว่า 40% และ Soichiro โดนลดขั้นจากประธานบริษัท มาเป็น กรรมการผู้จัดการอาวุโส หนำซ้ำยังต้องเสียพนักงานชายไปเกือบหมด เพราะถูกเกณฑ์ไปรบในกองทัพ  ในขณะที่ผู้หญิงและนักเรียนหญิงก็ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัคร เพื่อทำงานในโรงงานแทนผู้ชาย Soichiro จึงต้องออกแบบเครื่องจักรที่ช่วยให้ผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์สามารถทำงาน ผลิตได้ง่ายขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

    ในปี 1944 โรงงาน Tokai Seiki ที่ย่านยามะชิตะ โดนลูกหลงจากการที่ เครื่องบิน B-29 ทิ้งระเบิดใส่ จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ก่อนที่จะซวยซ้ำซวยซ้อนต่อในวันที่ 13 มกราคม ปี 1945 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในเขตมิคาวะ จนทำให้โรงงานในเมืองอิวาตะ พังทลายอีก เป็นเวลา 7 เดือนก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะบึ้มญี่ปุ่นด้วยระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก

    เกร็ดน่ารู้ : สำหรับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลา 03:38 น. มีจุดศูนย์เกิดอยู่ที่ปากอ่าวมิคาวะ ลึกลงไปถึง 11 กม. วัดระดับความรุนแรงได้ถึง 6.8 ริกเตอร์ และกินรัศมีความเสียหายราว 50 กม.เสียชีวิต 1,180 คน บาดเจ็บ 3,866 คน สูญหาย 1,126 คน อาคารบ้านเรือนพังทลายไปทั้งหมด 7,221 หลัง, เสียหายหนัก 16,555 หลัง และเกิดไฟไหม้ 2 หลัง

    ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้มันหนักหนาเกินกว่าจะฟื้นฟูไหว จนต้องตัดสินใจขายโรงงานที่ปั้นมากับมือให้กับ Toyota ด้วยจำนวนเงินกว่า 450,000 เยน หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทในปัจจุบัน บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรง ประชาชนอดอยากปากแห้ง เพราะความพ่ายแพ้ในสงคราม

    Soichiro ที่เริ่มท้อและสิ้นหวังก็เริ่มใช้ชีวิต ติดเหล้า เมาหัวราน้ำ ไม่ทำงานทำการอะไรเลยเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

    ในเดือนตุลาคม ปี 1946 Soichiro ก่อตั้งศูนย์วิจัยขนาดเล็กพื้นที่ 16 ตารางเมตร ในชื่อว่า Honda Gijutsu Kenkyu Sho (Honda Technical Research Laboratory) ( 本田技術研究所) ที่เมืองฮามะมัตสึ ด้วยจำนวนพนักงานเพียง 12 คน เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน และเครื่องจักรต่างๆ

    สภาพการคมนาคมในญี่ปุ่นหลังสงครามนั้นเป็นไปด้วยความย่ำแย่มาก เพราะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางด้วยการเดิน หรือปั่นจักรยาน เมื่อ Soichiro เห็น Sachi ที่ต้องลำบากลำบนขี่จักรยานกลับจากซื้อกับข้าว เขาจึงเดินไปรื้อหาของเก่าๆ จนเจอเข้ากับเครื่องปั่นไฟของกองทัพญี่ปุ่นที่ใช้จ่ายพลังงานให้กับวิทยุไร้สาย ก็นำมา DIY เป็นเครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 50 cc ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มาติดตั้งบนจักรยานของ Sachi และยังนำขวดน้ำมาติดตั้งเป็นถังน้ำมัน

    Soichiro เอาจักรยานดัดแปลงคันนี้มาให้ Sachi ลองขี่ไปข้างนอก ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากให้เหนื่อยกับการที่ต้องออกแรงปั่นไปซื้อกับข้าวมาเลี้ยงครอบครัว เพราะความรักที่มีต่อภรรยาทำให้ Soichiro ทุ่มสุดหัวใจ เมื่อ Sachi ลองขี่ไปได้สักพักแล้วกลับมาถึงบ้านก็ได้ชี้ข้อบกพร่องต่างๆ ให้ Soichiro ได้แก้ไขก่อนจะปล่อยออกสู่ท้องตลาดในชื่อว่า Pon-Pon นั่นจึงทำให้ Sachi เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ของฮอนด้านับแต่นั้นมา

    หลังจากที่ Soichiro แก้ไขจนเสร็จสมบูรณ์ เขาก็ได้กว้านซื้อเครื่องปั่นไฟเหลือทิ้งมาผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดจักรยานขาย ซึ่งก็ขายดีมาก เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างจนตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่น แห่มาสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก

    Honda A-Type

    Honda Dream D-Type

    เมื่อวัตถุดิบอย่างเครื่องปั่นไฟเก่าๆ พวกนี้เริ่มหมดลง Soichiro ก็หันมาออกแบบเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง ออกมาเป็น Honda A-Type หรือในชื่อเล่นว่า Bata Bata และก่อตั้งบริษัท Honda Motors ในวันที่ 24 กันยายน ปี 1948 ด้วยเงินทุน 1 ล้านเยน หรือ ประมาณ 17 ล้านบาท พร้อมจ้างพนักงานจำนวน 34 คน ผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งจักรยาน ที่กำลังบูมในญี่ปุ่น ก่อนที่ต่อมาในเดือนสิงหาคมปี 1949 Honda Dream D-Type ถูกผลิตขึ้นมาในฐานะรถมอเตอร์ไซค์อย่างเต็มตัว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1 สูบ 2 จังหวะขนาด 98 cc พละกำลังสูงสุด 3 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 4.27 Nm นับได้ว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จของ Honda ที่ Soichiro วาดฝันเอาไว้ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ Dream นั่นเอง

    Soichiro Honda (ซ้าย) และ Takeo Fujisawa (ขวา)

    ภายในปีเดียวกันนี้เอง Takeo Fujisawa ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อช่วยเหลือ Soichiro ในเรื่องการเงิน การตลาด และการวางแผนธุรกิจ ถือได้ว่าช่วยเติมเต็มในส่วนที่ Soichiro ไม่ถนัดจริงๆ

    ในปี 1950 เกิดสงครามเกาหลีขึ้นทำให้กองกำลังสหประชาชาติ ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา มีความต้องการในการสั่งซื้อเครื่องยนต์ติดจักรยานของฮอนด้ามากขึ้น ทาง Honda จึงต้องเปิดโรงงานและสำนักงานใหม่ในกรุงโตเกียว

    ในเดือนมีนาคม 1951 Honda เปิดตัว Dream E-Type รถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะรุ่นแรกของฮอนด้า และกลายมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นที่ทำยอดขายได้เยอะที่สุด ณ เวลานั้น

    ในปี 1952 Honda เปิดตัวเครื่องยนต์ติดจักรยานรุ่นใหม่ Cub F ที่มาพร้อมสโลแกน “ถังขาวเครื่องแดง” กลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม เป็นมิตรกับผู้หญิง

    Takeo เองก็ริเริ่มแผนการตลาดใหม่เพื่อให้สามารถแซงคู่แข่งได้ ด้วยการหว่านจดหมายประชาสัมพันธ์ไปยังร้านขายจักรยานกว่า 5 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งก็มีร้านจำนวน 30,000 แห่งให้ความสนใจ Takeo จึงดำเนินแผนการต่อโดยการเสนอขายเครื่อง Cub F จำนวน 1 เครื่องต่อ 1ร้านตามลำดับ และเมื่อร้านไหนต้องการสั่งซื้อเพิ่มก็สามารถจ่ายได้ด้วยการโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทโดยตรง ถือว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น และทำให้ Takeo ประสบความสำเร็จในเรื่องของการสร้างเครือข่ายการขายแบบอิสระ และทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

    นอกจากนี้ Takeo ยังเป็นคนที่วางรากฐานการในเรื่องของการ “เช่า-ซื้อ” ให้ผู้บริโภคสามารถผ่อนจ่ายกับศูนย์ได้เป็นเวลา 1 ปีอีกด้วย โดยภายในปีนั้น Honda Cub F สามารถทำยอดขายไปได้ 6,000 เครื่องในเดือนตุลาคม และ 9,000 เครื่องในเดือนธันวาคม

    Honda Motor ประสบความสำเร็จจนขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตอันดับต้นๆในประเทศ แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วยังตามหลังอยู่ ซึ่ง Soichiro เองก็ยอมรับไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะเขาต้องการจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้วยการผลิตจำนวนมาก แต่คุณภาพต้องไม่ดรอป และราคาต้องสมเหตุสมผล จึงสั่งนำเข้าเครื่องจักรจากยุโรปและอเมริกา ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 450 ล้านเยน หรือ 1,600 ล้านบาทในปัจจุบัน ด้วยความกล้าได้กล้าเสียนี้เองก็ทำให้สามารถผลิตรถมอเตอร์ไซค์ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ และมีมาตรฐานมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมสร้างโรงงานใหม่ และจ้างพนักงานเพิ่มจาก 214 คนเป็น 1,337 คน เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่มากขึ้น และยังมีการออกชุดเครื่องแบบสีขาวสะอาดตา ที่ไม่ว่าจะพนักงานหรือ ผู้บริหารทุกคนต้องใส่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน และดูแลโรงงานให้สะอาดอยู่เสมอ

    ในปี 1953 Soichiro ปลูกฝังนโยบายให้กับพนักงานว่า “คุณภาพของรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ต้องอยู่เหนือความคาดหวังของลูกค้าเกิน 100% เสมอ” เพราะหากผิดพลาดแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียวย่อมส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้ ซึ่งนโยบายนี้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขาย ไปจนถึงบริการหลังการขาย

    เดือนมิถุนายนปี 1954 Soichiro เดินทางไปศึกษาการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ในยุโรป และไฮไลต์สำคัญคือไปชมการแข่งขัน Isle of Man TT เมื่อกลับมาที่ญี่ปุ่น Soichiro ที่ยังไม่หายตื่นเต้นกับวงการมอเตอร์สปอร์ตก็เริ่มลงมือออกแบบรถสำหรับแข่งขัน และลั่นว่าจะต้องส่งรถเข้าแข่งขัน Isle of Man TT ให้ได้

    วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 1958 Honda Motor ก็ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ต่อมาจะกลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาล นั่นก็คือ Super Cub และยังกลายมาเป็นบรรพบุรุษของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น Monkey, Dream หรือแม้กระทั่งรุ่นยอดฮิตในประเทศไทยอย่าง นานาสารพัด Wave เลย

    ในปีต่อมา ปี 1959 บริษัท American Honda Motor ถูกก่อตั้งขึ้นในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา พร้อมสโลแกนว่า “You meet the nicest people on a Honda” หรือ “คนดีขี่ Honda” ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ที่สดใส ดูเป็นมิตร ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อเมริกันที่ถูกจดจำในภาพลักษณ์ของ รถมอเตอร์ไซค์คันโตๆ ที่คนขี่ใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนัง ดูดิบๆ เถื่อนๆ มากกว่า ทำให้ Honda Motor ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์เบอร์ 1 ของโลกในที่สุด

    ภายในปีเดียวกันนี้เอง Honda RC142 กลายมาเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ได้เข้าแข่งขันใน Isle of Man TT และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในปี 1961ถึง 2 รุ่นรวด ทั้ง Lightweight และ Ultra-Lightweight รวมถึงยังคว้าแชมป์ในรายการ World Grand Prix หรือก็คือ MotoGP ในปัจจุบัน ทั้งรุ่น 125cc และ 250cc ผลงานที่ผ่านมานี้ทำให้ Honda เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก และมีการตั้งฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกขึ้นที่ประเทศเบลเยียม

    ถึงแม้ว่ารถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกไปแล้วก็ตาม แต่ Soichiro ก็ยังไม่ได้สานต่อความฝันที่เคยวาดไว้มาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือการเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ ซึ่งคนรอบข้างเองก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย และอยากให้เขาทุ่มเทกับรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า เพราะ ณ เวลานั้น ค่ายรถต่างๆ มากมายในญี่ปุ่นขับเคี่ยวกันมานานมากแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ ย่างเท้าก้าวเข้าสู่สายการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัวในปี 1963 ด้วยการผลิตรถ Kei-Truck รุ่นแรกในชื่อ T360 ตามมาด้วยรถสปอร์ตเปิดประทุน S500

    Honda RA272

    จนกระทั่งในปี 1964 Honda Motor ตอบสนองความฝันของ Soichiro ด้วยการพัฒนา และส่งรถแข่งรุ่นแรก RA271 ไปแจ้งเกิดในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนาม German Grand Prix และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในสนาม Mexican Grand Prix ปี 1965 ด้วยรถ RA272

    ก่อนที่ต่อมาในปี 1972 Soichiro ก็อนุมัติให้พัฒนา และปล่อย Honda Civic ออกสู่ท้องตลาด ก่อนที่ในปีต่อมา Soichiro Honda และ Takeo Fujisawa ก็เกษียณไปพร้อมๆ กันในปี 1973 ด้วยวัย 77 ปี แถมยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในคอลัมน์ “25 บุคคลที่น่าสนใจที่สุดแห่งปี” บนนิตยสาร People Magazine นอกจากนี้ยังได้รับฉายาว่า “Henry Ford แห่งญี่ปุ่น” อีกด้วย

    ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 Honda กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าแรกที่ตั้งฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกาในปี 1982 ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์รถยนต์อันดับ 3 ของโลกในช่วงปลายทศวรรษ นอกจากนี้ทาง American Society of Mechanical Engineers ยังเอาชื่อของ Soichiro Honda มาเป็นชื่อเหรียญรางวัลสาขาการออกแบบและผลิตยานยนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาอีกด้วย

    ต่อมาในปี 1989 ชื่อของ Soichiro Honda ก็ได้รับการบรรจุอยู่ใน Automotive Hall of Fame ที่เมือง Dearborn รัฐมิชิแกน ใกล้ๆ กับกรุง Detroit

    ในส่วนของชีวิตหลังเกษียณของ Soichiro เขาใช้ชีวิตตามใจอยากกับครอบครัว ทั้งการเล่นสกี ตีกอล์ฟ แข่งรถ ร่อนแฮงค์ไกลเดอร์ หรือแม้กระทั่ง นั่งบอลลูน นอกจากนี้ทั้งตัวเขา และ Takeo ยังทำข้อตกลงด้วยกันว่าจะไม่บังคับให้ลูกชายของตัวเองมาสานต่อธุรกิจของตัวเองอีกด้วยครับ ซึ่งลูกชายของ Soichiro ที่พูดถึงอยู่นี้เขาก็คือ Hirotoshi Honda ผู้ก่อตั้งสำนักแต่ง และทีมแข่ง Mugen Motorsport นั่นเอง

    Ayrton Senna (Hungarian Grand Prix ปี 1991)

    และแล้วในวันที่ 5 สิงหาคม ปี 1991 Soichiro Honda ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัย 84 ปี จากอาการตับวาย เป็นเวลา 1 วันก่อนการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนามฮังการี ซึ่งต่อมา Ayrton Senna นักแข่งฟอร์มูล่าวันทีม McLaren ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Honda ก็สามารถคว้าแชมป์เปรียบเสมือนของขวัญอำลา Soichiro ผู้ล่วงลับมาได้สำเร็จ  และนอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัยชั้นที่ 1 หรือ เคียวกุจิสึ ไดจูโช อีกด้วย

    นี่คือเรื่องราวชีวิตของ Soichiro Honda จากเด็กชายตัวน้อยผู้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ผ่านความยากลำบาก ความล้มเหลว และความเจ็บปวดมามากมาย จนกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์อันดับต้นๆ ของโลก อย่างที่ Soichiro ได้กล่าวไว้ “คุณไม่ควรละทิ้งความฝันของตัวเอง” เพราะความสำเร็จล้วนเกิดมาจากความคาดหวัง หากพบเจออุปสรรคแล้วต้องทิ้งความฝันไป ความสำเร็จย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นจริง สำหรับสกู๊ปนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • เบนท์ลีย์ แบงค็อก ร่วมกับ สิงห์ เอสเตท เปิดประสบการณ์ ‘THE INFINITE CRAFTS’ เชิญลูกค้าสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งงานฝีมือและความหรูหราที่อยู่เหนือกาลเวลา ณ โครงการ S’RIN พรานนก-กาญจนา

    1 Min Read

    เบนท์ลีย์ แบงค็อก ร่วมกับ สิงห์ เอสเตท เปิดประสบการณ์ ‘THE INFINITE CRAFTS’ เชิญลูกค้าสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งงานฝีมือและความหรูหราที่อยู่เหนือกาลเวลา ณ โครงการ S’RIN พรานนก-กาญจนา

    เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ (SET: S) เปิดประสบการณ์ ‘The Infinite Crafts’ ภายใต้แนวคิด Let the Magic Fusion Begin เพื่อส่งมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่ลูกค้าคนพิเศษได้สัมผัสถึงมนต์เสน่ห์แห่งงานฝีมือที่สะท้อนความหรูหราและความงดงามที่อยู่เหนือกาลผ่านงานออกแบบยนตรกรรมและสถาปัตยกรรมของโครงการระดับลักชูรี พร้อมเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมมากมายที่ได้มาเติมเต็มความพิเศษให้กับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตท่ามกลางบรรยากาศแบบ Mediterranean Revival ณ โครงการ S’RIN พรานนก-กาญจนา เมื่อวันที่ 27-28 กันยายนที่ผ่านมา

    ภายในงาน ‘The Infinite Crafts’ ผู้เข้าร่วมงานได้มีโอกาสทดลองขับ Bentayga Hybrid ยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์ระดับ Ultra Luxury เจ้าของขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินรุ่น V6 แบบไฮบริดที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพและสมรรถนะในการขับขี่ที่โดดเด่นในแบบฉบับรถยนต์เบนท์ลีย์ โดยผู้สนใจทดลองขับยังได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยีความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่ผสานเข้ากับสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ได้อย่างลงตัวบนเส้นทางที่รายล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบเมดิเตอร์เรเนียนอันงดงาม อีกทั้ง ผู้ร่วมงานยังได้ยลโฉมยนตรกรรมรุ่น New Continental GT และ รุ่น New Flying Spur สุดยอดแกรนด์ ทัวเรอร์สมรรถนะสูงโฉมใหม่ ทรงสมรรถนะที่สุดด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ High Performance V8 Hybrid ขนาด 4.0 ลิตร วิวัฒนาการล่าสุดที่จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าอันทรงพลังเพื่อส่งมอบพละกำลังกว่า 680 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 930 นิวตันเมตร ซึ่งสุดยอดยนตรกรรมทั้ง 3 รุ่นนี้ได้นิยามความเป็น Everyday Supercar ของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ที่เน้นสมรรถนะ พร้อมนำเสนอการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างพละกำลังอันมหาศาล เสถียรภาพและความคล่องตัว การออกแบบที่ประณีต และงานฝีมืออันงดงามได้อย่างสมบูรณ์แบบ เชื่อมโยงค่านิยมของทั้งสองแบรนด์ เบนท์ลีย์ แบงค็อก และ สิงห์ เอสเตทในด้านความพิถีพิถันในการออกแบบและงานฝีมืออันงดงามที่สะท้อนภาพลักษณ์ความหรูหราเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่แตกต่าง

    นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายที่ได้มาเติมเต็มความพิเศษให้กับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต อาทิ

    • The Art of Living in Balance เสริมพลังบ้านดี ชีวิตดี ด้วยศาสตร์การจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ยที่ช่วยสร้างสมดุลและพลังงานให้แก่ผู้อยู่อาศัยจากอาจารย์เอื้อ อัครเทพ พร้อมรับหินสีมงคลเพื่อเพิ่มพลังงานดีๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานฯ
    • The Art of Flowers & Flow เพลิดเพลินไปกับเวิร์คช็อปจัดดอกไม้ให้เหมาะสมตามสไตล์บ้าน โดย Quattro Design ผู้นำด้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านระดับพรีเมียม
    • The Art of Harmonious Wine Pairing เปิดประสาทสัมผัสกับการแพริ่งไวน์ระดับพรีเมียมจาก Penfolds ผู้นำเข้าไวน์ชั้นนำจากประเทศออสเตรเลียสู่มนต์เสน่ห์แห่งดื่มไวน์อันเป็นศิลปะชั้นสูง
    • The Art of Strategic Financial Planning ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “ศาสตร์และศิลป์ในการวางแผนการเงิน” กับผู้เชี่ยวชาญจาก Baker McKenzie สำนักงานกฎหมายชั้นนำระดับโลก
    • The Art of Luxury Travel ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการเดินทางด้วยเรือยอร์ชสุดหรู ทำความรู้จักกับ Sunseeker แบรนด์เรือยอร์ชหรูสัญชาติอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน พร้อมชมโมเดลจำลองเรือยอร์ชรุ่นไอคอนนิกจากแบรนด์

    ‘The Infinite Crafts’ ถือเป็นอีกหนึ่งการสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษที่ทั้งเบนท์ลีย์ แบงค็อก และ สิงห์ เอสเตท เล็งเห็นคุณค่าร่วมกัน พร้อมเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ระดับลักชูรีในทุกมิติเข้าด้วยกันเพื่อส่งมอบสัมผัสแห่งมนต์เสน่ห์งานฝีมือและความหรูหราที่อยู่เหนือกาลเวลาในโลกของ Luxury Living และ Luxury Mobility ให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ

    สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับการเลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์กับเบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับข้อเสนอพิเศษ โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • โตโยต้าร่วมแสดงความยินดี “ธนภัทร – ไชยภัทร – ไหมจักรี” ผู้ชนะ TOYOTA GAZOO RACING THAILAND ESPORT GT CHAMPIONSHIP 2025 พร้อมคว้าสิทธิ์ตัวแทนประเทศไทยลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย

    1 Min Read

    โตโยต้าร่วมแสดงความยินดี “ธนภัทร – ไชยภัทร – ไหมจักรี” ผู้ชนะ TOYOTA GAZOO RACING THAILAND ESPORT GT CHAMPIONSHIP 2025 พร้อมคว้าสิทธิ์ตัวแทนประเทศไทยลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอแสดงความยินดีกับ “ธนภัทร พวงพัฒน์ – ไชยภัทร ลิปิกรโกศล – ไหมจักรี อารีกิจเสรี” 3 นักแข่งอีสปอร์ตชาวไทย ผู้คว้าชัยรอบคัดเลือกระดับประเทศ ในการแข่งขัน TOYOTA GAZOO RACING THAILAND ESPORT GT CHAMPIONSHIP 2025 บนเกม Gran Turismo 7 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 พร้อมสิทธิ์ตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมชิงแชมป์ระดับเอเชีย รายการ TOYOTA GAZOO RACING ASIA ESPORT GT CHAMPIONSHIP 2025 ที่จะจัดขึ้น ณ Toyota Alive บางนา ระหว่างวันที่ 22 – 23 พฤศจิกายน 2568

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ส่งเสริมและสนับสนุนกีฬา e-Motorsport มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 ในโครงการ  TOYOTA GAZOO RACING THAILAND ESPORT GT CHAMPIONSHIP ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลก พร้อมเปิดโอกาสผู้มีความชื่นชอบในกีฬาแข่งรถ ได้สัมผัสประสบการณ์อันตื่นเต้น เร้าใจ กับความท้าทายใหม่ๆ ในโลกเสมือนจริง โดยในปี 2025 นี้ นับเป็นปีที่ 5 ของการจัดการแข่งขันในประเทศไทย สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาวงการ e-Motorsport ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับการแข่งขันปีนี้ ได้มีการนำรถ Toyota GR Supra สายพันธุ์สปอร์ตระดับตำนาน มาใช้ในการแข่งขัน รอบควอลิฟาย และรถ Toyota GR Yaris รถสปอร์ตแฮชแบ็ก สายพันธุ์แรง แชมป์แรลลี่โลก มาใช้ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ตอกย้ำ DNA ความแรงและสมรรถนะของรถยนต์ภายใต้แบรนด์ GR (Toyota Gazoo Racing)
    รายชื่อนักแข่งที่ทำคะแนนสะสมสูงสุด 3 คน ในรอบคัดเลือกระดับประเทศ รายการ TOYOTA GAZOO RACING THAILAND ESPORT GT CHAMPIONSHIP 2025 ได้แก่

    • รางวัลชนะเลิศ                               ธนภัทร พวงพัฒน์
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1            ไชยภัทร ลิปิกรโกศล
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2            ไหมจักรี อารีกิจเสรี

    การแข่งขันระดับเอเชีย TOYOTA GAZOO RACING ASIA ESPORT GT CHAMPIONSHIP 2025 ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศไทยในปีนี้ ระหว่างวันที่ 22 – 23 พฤศจิกายน 2568 นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับบทบาทเจ้าภาพ โดยขอเชิญชวนแฟนมอเตอร์สปอร์ตและผู้ที่สนใจ ร่วมส่งแรงใจให้นักกีฬาไทย ในการก้าวสู่เวทีระดับเอเชียได้ที่ Toyota Alive บางนา

    วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568

    • กิจกรรมการแข่งขันพิเศษ E-Sport Team Exhibition Race ระหว่างเวลา 14:45 – 15:15 น.

    ร่วมส่งแรงเชียร์นักแข่งเยาวชนไทย 15 คน ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในการแข่งขัน เพื่อเข้าร่วมเก็บเกี่ยวประสบการณ์และพัฒนาทักษะในเวทีระดับภูมิภาค

    • การแข่งขัน  TOYOTA GAZOO RACING ASIA ESPORT GT CHAMPIONSHIP 2025

    รอบชิงแชมป์ระดับเอเชีย ระหว่างเวลา 17:00 – 20:30 น.

    ร่วมส่งแรงเชียร์ตัวแทนจากประเทศไทยทั้ง 3 คน สู่เวทีการแข่งขันระดับนานาติ

    นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ผมขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคน รวมทั้งผู้ชนะการแข่งขันทั้ง 3 คน ที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันในรอบเอเชียต่อไป ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสประสบการณ์และแสดงพลังความแรงของรถแข่งโตโยต้า ที่ผ่านสนามแข่งระดับโลกมาอย่างโชกโชน อีกทั้งยังเป็นการแสดงทักษะการขับขี่และการควบคุมรถอันยอดเยี่ยมของผู้เข้าแข่งขัน และหวังว่าในอนาคตจะได้เห็นตัวแทนประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นสุดยอดนักกีฬา E-sport ในเวทีโลกต่อไป”

    ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวการแข่งขันได้ที่เพจ Toyota Gazoo Racing Thailand


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ได้เวลา! สร้างปรากฏการณ์ “คัสต้อมไบค์ไทย” สู่สายตาชาวโลก Bangkok Hot Rod Custom Show เปิดตัวโปรเจกต์ “Bangkok Boy” ส่งผลงานไทย ลุยเวทีระดับโลก! ที่ประเทศญี่ปุ่น

    1 Min Read

    ได้เวลา! สร้างปรากฏการณ์ “คัสต้อมไบค์ไทย” สู่สายตาชาวโลก Bangkok Hot Rod Custom Show เปิดตัวโปรเจกต์ “Bangkok Boy” ส่งผลงานไทย ลุยเวทีระดับโลก! ที่ประเทศญี่ปุ่น

    ถึงเวลาส่งพลังสร้างสรรค์ของช่างไทยให้โลกรู้จัก! Bangkok Hot Rod Custom Show นำโดย นันทพัฒน์ อุ่นพิกุล เจ้าแห่งงานคัสตอมที่ใหญ่ที่สุดในไทย ผนึกกำลังแบรนด์พันธมิตร อาทิ Harley-Davidson, โซดาสิงห์ และ Idemitsu เปิดตัวโปรเจกต์พิเศษ “Bangkok Boy” คัสต้อมไบค์คันแรกที่สร้างในนามประเทศไทย พร้อมประกาศศักดาฝีมือคนไทยบนเวทีระดับโลกที่ 33rd Yokohama Hot Rod Custom Show ประเทศญี่ปุ่น

    ในวาระ ครบรอบ 10 ปี ของ Bangkok Hot Rod Custom Show (2016–2026) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ Thailand Custom Culture สู่เวทีสากล สื่อสารถึงความสามารถด้านการออกแบบ สร้าง ประกอบ และศิลปะที่หลอมรวมอยู่ในคัสต้อมไบค์คันนี้

    “Bangkok Boy” หรือ “เด็กเทพ” คือผลงานที่รวมสุดยอดฝีมือช่างไทยจากทั่วประเทศ นำทีมโดย มาร์ค แห่ง Fat Boy Design แชมป์คัสต้อมยุคบุกเบิกของไทย ซึ่งมาร่วมสร้างรถคันนี้ในคอนเซ็ปต์ “เก่ง เท่ มีสไตล์ และมีหัวใจเป็นไทยแท้”

    ชื่อ “Bangkok Boy” มาจากความร่วมมือระหว่าง Bangkok Hot Rod และ Fat Boy Design พร้อมสื่อถึง “เด็กไทยที่มีพรสวรรค์ระดับเทพ” ด้วยรูปลักษณ์ โครงสร้าง สี และลายเส้น ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างชัดเจน

    รถคันนี้ใช้หัวใจเป็นเครื่องยนต์ Harley-Davidson และได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับโลกที่เห็นศักยภาพของช่างไทยอย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่แค่รถโชว์ แต่เป็นผลงานที่สะท้อนวัฒนธรรม Custom ไทย ที่พร้อมเข้าสู่เวทีการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

    “Bangkok Boy” จึงเป็นก้าวสำคัญของวงการคัสต้อมไทย ที่พร้อมประกาศให้โลกรู้ว่า ฝีมือคนไทยไปได้ไกลกว่าที่คิด

    ติดตามการเดินทางของ “Bangkok Boy” สู่เวทีโลก และร่วมส่งแรงใจให้ช่างไทยก้าวไกลไปพร้อมกัน กับแคมเปญ #คัสต้อมไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก / สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://www.facebook.com/BangkokHotrod


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • มาสด้ามอบรางวัลอันทรงเกียรติให้ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี Driven to Distinction ขับเคลื่อนสู่ความเป็นหนึ่งด้วยความแตกต่างเหนือระดับ

    1 Min Read

    มาสด้ามอบรางวัลอันทรงเกียรติให้ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี Driven to Distinction ขับเคลื่อนสู่ความเป็นหนึ่งด้วยความแตกต่างเหนือระดับ

    มาสด้าจัดงาน Mazda Dealer of Excellence Awards 2024 เพื่อเชิดชูความสำเร็จของผู้จำหน่ายที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมตลอดปี 2567 ภายใต้ธีม “Driven to Distinction ขับเคลื่อนสู่ความเป็นหนึ่ง ด้วยความแตกต่างเหนือระดับ” ถ่ายทอดความเป็นเลิศอันเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ตั้งมั่นด้วยปณิธานอันแน่วแน่คือการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พร้อมมอบรางวัลทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายบริการยอดเยี่ยมแห่งปี หรือ Mazda Guild Sales and Servies Awards 2024 ให้กับทีมงานของผู้จำหน่ายที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และแทนคำขอบคุณที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยการส่งมอบการบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้ามาสด้าในประเทศไทย โดยงานฯ จัดขึ้นที่โรงแรม โฟร์ซีซั่นส์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีผู้บริหารจากมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ และทีมงานของผู้จำหน่ายเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมแสดงความยินดี ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

    นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประสบการณ์ความสุขในการขับขี่และความสุขในดำเนินชีวิตทุกด้าน คือสิ่งที่มาสด้ามุ่งมั่นเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน ในช่วงที่ผ่านมา มาสด้าได้นำแนวคิด Brand Value Management และ Retention Business Model มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ส่งผลให้แบรนด์มาสด้าสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ และมีจำนวนลูกค้าครอบครัวมาสด้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง ความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง และความจำเป็นในการปรับตัวสู่โลกธุรกิจใหม่ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้มาสด้ายืนหยัดและเติบโตในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่ง คือความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกภาคส่วน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ความเชื่อมั่นในพันธมิตร และความมุ่งมั่นระยะยาว ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท เพราะ “แบรนด์ คือ ประสบการณ์” และผู้จำหน่ายมาสด้าคือผู้ถ่ายทอดประสบการณ์อันทรงคุณค่าเหล่านั้นไปสู่ลูกค้า

    ทั้งนี้ ผู้จำหน่ายมาสด้า ทีมงานขาย และทีมงานบริการหลังการขาย ถือเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดคุณค่าหลักของแบรนด์ไปสู่ลูกค้า นั่นคือ การส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าให้กับลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่มาสด้ามุ่งมั่นในการทำงานและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน มาสด้าและผู้จำหน่ายมาสด้าทุกคนจะยังคงเดินหน้าผลักดันกลยุทธ์ในด้านต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้มั่นใจได้ทุก ๆ ครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด และมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับความสุขจากการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าตลอดไป ภายใต้ปรัชญา Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต

    นายธีร์ กล่าวเสริมว่า “พิธีมอบรางวัลในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อมาอยู่กันพร้อมหน้าเพื่อรับรางวัลแห่งความสำเร็จเท่านั้น แต่นี่คือการรวมพลังของคนที่มีใจรักในแบรนด์มาสด้า เชื่อมั่นในศักยภาพ มีปณิธานร่วมกันพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และสะท้อนถึงความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความทุ่มเทร่วมกัน เพื่อสร้างสรรค์ความสำเร็จนี้ขึ้นมา ผมขอแสดงความชื่นชมและยกย่องผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้ เพราะผู้จำหน่ายทุกท่านคือแรงบันดาลใจ และเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า เส้นทางธุรกิจของมาสด้าจะมั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกันไม่ใช่แค่ในวันนี้ แต่รวมถึงวันข้างหน้าที่เรายังมีเป้าหมายร่วมกันรอเราอยู่ เพราะความสุขของทุกคน ทั้งของผู้จำหน่าย ลูกค้า และทีมงานทุกท่าน คือความสุขของทุกคน เพราะเราคือครอบครัวมาสด้า”

    สำหรับรางวัลอังทรงเกียรติ Mazda Dealer of Excellence Awards 2024 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย รางวัลสูงสุด คือ ประเภท Gold จำนวน 5 รางวัล, รางวัลประเภท Silver จำนวน 5 รางวัล และรางวัลประเภท Bronze จำนวน 5 รางวัล นอกจากนี้ ภายในงานฯ ยังได้มีพิธีมอบรางวัล Guild Awards ประเภทฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายยอดเยี่ยม ให้กับทีมงานของผู้จำหน่ายที่ปฏิบัติงานด้วยความเป็นเลิศอีกด้วย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจของผู้จำหน่ายและทีมงาน ที่ทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันภายใต้ปณิธานเดียวกัน “One Mazda One Team” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในประเทศไทย ภายใต้บรรยากาศแห่งความอบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งมีทั้งบุคลากรจากมาสด้า เซลส์ และผู้จำหน่ายมาสด้า ร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

    ผู้จำหน่ายมาสด้าที่ได้รับรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ประจำปี 2567

    รางวัล รายชื่อผู้จำหน่าย
    ระดับ Gold บริษัท บิซ มอเตอร์ส จำกัด
    กลุ่มบริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน)
    กลุ่มบริษัท พระราม 7 กรุ๊ป จำกัด
    กลุ่มบริษัท 14 ออโต้กรุ๊ป จำกัด
    บริษัท กฤษฎา ออโต้ จำกัด
    ระดับ Silver กลุ่มบริษัท อนุภาษธุรกิจและการค้าภูเก็ต จำกัด
    กลุ่มบริษัท มาสด้าเชียงใหม่ จำกัด
    บริษัท เจริญศรีนครพนม (2012) จำกัด
    บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด
    กลุ่มบริษัท พระนคร เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
    ระดับ Bronze บริษัท ชูเกียรติยนต์ จำกัด
    กลุ่มบริษัท ช.เอราวัณออโตเซลส์ จำกัด
    กลุ่มบริษัท แอลบาทรอส ออโต้ จำกัด
    กลุ่มบริษัท วี แอนด์ พี มอเตอร์เซลส์ จำกัด
    กลุ่มบริษัท ชูเกียรติยนต์ หาดใหญ่ จำกัด

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • นักบิดดาวรุ่งไทยฟอร์มร้อนแรง รั้งท็อป 5 “อิเดมิตสึ เอเชีย ทาเลนต์ คัพ 2025” สนาม 5 อินโดนีเซีย

    1 Min Read

    นักบิดดาวรุ่งไทยฟอร์มร้อนแรง รั้งท็อป 5 “อิเดมิตสึ เอเชีย ทาเลนต์ คัพ 2025” สนาม 5 อินโดนีเซีย

    นักบิดดาวรุ่งไทยจากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” ควบรถ Honda NSF250R ในรอบคลอลิฟาย “ออสติน” ธนฉรรต ประทุมทอง หมายเลข 5 สตาร์ตลำดับที่ 8 ตามติดมาด้วย “อุ้ม” นพรุธพงษ์ บุญประเวศ หมายเลข 20 สตาร์ตลำดับที่ 9 ขณะที่ดาวรุ่งอย่าง “เฟอร์” ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร หมายเลข 24 ต้องพบกับความท้าทายในการล่าแต้มสะสม คว้ากริดสตาร์ตลำดับที่ 20

    เรซแรกท่ามกลางการแข่งขันที่สุดดุเดือด สถานการณ์พลิกไปมา “อุ้ม-นพรุธพงษ์” โชว์ฟอร์มการขี่สุดแกร่งจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 6 เก็บแต้มสะสมเพิ่มไป 10 แต้ม ขณะที่ “ออสติน-ธนฉรรต” ต่อสู้อย่างเต็มกำลังจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 8 เก็บแต้มสะสมเพิ่มไป 8 แต้ม ด้าน “เฟอร์-ปัญจรุจน์” ที่สนามนี้ต้องพบกับความท้าทายเป็นอย่างมาก สามารถจบการแข่งขันที่อันดับ 16 เกือบเก็บแต้มสะสมได้อย่างเฉียดฉิว

    เรซสองนักบิดดาวรุ่งไทยสร้างผลงานโดดเด่น “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ขี่สุดมันส์แย่งชิงอย่างดุเดือดก่อนเข้าเส้นชัยด้วยอันดับที่ 4 เก็บแต้มไปอีก 13 แต้ม ด้าน “ออสติน-ธนฉรรต” ก็ทำผลงานได้ดีเช่นกันจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 9 เก็บแต้มสะสมได้อย่างต่อเนื่อง รับเพิ่มไป 7 แต้ม ขณะที่ “เฟอร์-ปัญจรุจน์” สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมพุ่งทะยานเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 14 เก็บแต้มสำเร็จ โดยรับเพิ่มไป 2 แต้ม

    การแข่งขัน “อิเดมิตสึ เอเชีย ทาเลนต์ คัพ 2025” ผ่านมาแล้ว 5 สนาม 10 เรซ “อุ้ม-นพรุธพงษ์” มีแต้มสะสม 102 แต้ม รั้งอยู่อันดับที่ 5 ตามมาด้วย “ออสติน-ธนฉรรต” ที่มีแต้มสะสม 52 แต้มรั้งอยู่อันดับที่ 10 ด้าน “เฟอร์-ปัญจรุจน์” เก็บแต้มสะสมไปได้ 39 แต้ม อยู่อันดับที่ 12

     

    สำหรับการแข่งขัน “อิเดมิตสึ เอเชีย ทาเลนต์ คัพ 2025” สนามที่ 6 ซึ่งเป็นสนามสุดท้ายจะแข่งขันกันที่ เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคมนี้

     

    แฟนมอเตอร์สปอร์ตส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้า ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH

     

    #ThaiHonda #HondaRacingThailand #RaceToTheDream #RoadToMotoGP #Motorsport #AsiaTalentCup #IATC #Austin5 #Aum20 #Fer24


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • YADEA Thailand รับใบรับรองจาก BOI พร้อมปักหมุดสู่แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอันดับ 1 ในไทย

    1 Min Read

    YADEA Thailand รับใบรับรองจาก BOI   พร้อมปักหมุดสู่แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอันดับ 1 ในไทย

    YADEA Thailand แบรนด์ผู้นำรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับโลก ได้รับ ใบรับรองส่งเสริมการลงทุน (Investment Promotion Certificate) จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการ BOI เป็นผู้มอบ นับเป็นก้าวสำคัญด้านกลยุทธ์การลงทุนและขยายฐานการผลิตของ YADEA ในประเทศไทย ที่ไม่เพียงสะท้อนถึง มาตรฐานความปลอดภัยและเทคโนโลยีของโรงงาน YADEA Thailand เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ YADEA สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมายในไทย และรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี  พร้อมปักหมุดก้าวสู่แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของไทย

     

    แบรนด์อันดับหนึ่งของโลก : ทุก 25 วินาที มีรถ YADEA ประกอบแล้วเสร็จ 1 คันในสายการผลิต

    YADEA (ออกเสียงว่า ยา-เดีย) เป็น แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดในโลกติดต่อกัน 8 ปีซ้อน (ตั้งแต่ปี 2017– ปี 2024) มียอดขายสะสมกว่า 120 ล้านคัน และมีโรงงานกว่า 10 แห่งทั่วโลก ทั้งในประเทศจีน ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม เม็กซิโก และบราซิล โดยมีสายการผลิตอัจฉริยะรวมกว่า 100 สาย ผลิตได้สูงสุด 30 ล้านคันต่อปี ด้วยระบบอัตโนมัติประสิทธิภาพสูงและความเร็วในการผลิตที่เหนือชั้นจึงสามารถผลิตรถได้ 1 คันในทุกๆ 25 วินาที และคุณภาพผ่านเกณฑ์การผลิตกว่า 99.9% สะท้อนมาตรฐานการผลิตระดับโลก

    โรงงานอัจฉริยะในไทย : ศูนย์กลางการผลิตอาเซียน กำลังการผลิต 500,000 คัน/ปี

    โรงงาน YADEA Thailand ตั้งอยู่ที่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและเทคโนโลยีของ YADEA ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ระบบการผลิตอัจฉริยะเหมือนกับ “Super Factory” ในจีน  และมีแผนการขยายกำลังการผลิตรวม 600,000 คันภายใน 3 ปี มีสัดส่วนพนักงานไทยมากกว่า 80% และสร้างงานให้คนไทยมากกว่า 500 ตำแหน่ง และในเชิง กลยุทธ์ยังตั้งเป้าให้เป็นศูนย์นวัตกรรมและการผลิตอัจฉริยะสำหรับตลาดอาเซียน

    เทคโนโลยี TTFAR: แบตเตอรี่รับประกันนานถึง 2 ปี อึดขึ้น 3 เท่า ทนทุกสภาพอากาศ

    เทคโนโลยีหลัก TTFAR (YADEA’s Technology helps you to Travel FAR) ได้รับการพัฒนาจากห้องทดลองขนาด 6,600 ตารางเมตรในประเทศจีน ผ่านการทดสอบกว่า 220 ชิ้นส่วน และการทดสอบทั้งคัน 41 รายการ เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมสุดโหดจากทั่วโลก สำหรับประเทศไทยที่มีลักษณะภูมิอากาศร้อน ชื้น ฝนตกบ่อย และสภาพถนนที่ไม่เรียบ YADEA ได้ปรับปรุงเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศ โดยเฉพาะแบตเตอรี่กราฟีน TTFAR ที่ทนความร้อนได้สูงถึง 55 องศา มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดทั่วไป และมาพร้อมการรับประกันนาน 2 ปี นอกจากนี้ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ YADEA ยังผ่านมาตรฐานกันน้ำ IPX7 สามารถป้องกันน้ำได้ดีในช่วงฤดูฝน ตัวโครงรถผลิตจากเหล็กคาร์บอนความแข็งแรงสูง ผ่านการทดสอบการสั่นสะเทือนกว่า 300,000 ครั้ง และผ่านการทดสอบการป้องกันน้ำเกลือ เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความทนทานต่อสนิมและการใช้งานที่ยาวนาน เหมาะสมกับสภาพถนนของประเทศไทยอย่างแท้จริง

    ขับขี่มั่นใจทุกคัน : จดทะเบียนได้ตามกฎหมาย

    หลังจากได้รับ BOI Certification มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ YADEA ที่ผลิตในไทยทุกคัน สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมายและรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี จึงมั่นใจได้ในคุณภาพและบริการ รุ่นเด่น เช่น Velax, VoltGuard, RS20, Ova ตอบโจทย์การเดินทางทั่วไป และในเมือง

     

    ขยายช่องทางจำหน่าย : ครอบคลุมทั่วไทย 100 สาขาภายในปี 2025

    ปัจจุบัน YADEA Thailand มีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 70 สาขา พร้อมโซนทดลองขับ และ ศูนย์บริการครบวงจร  และภายในปี 2025 ตั้งเป้าให้มีสาขาครอบคลุมกว่า 100 แห่งเพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศสามารถเข้าถึงร้านค้าและบริการหลังการขายได้อย่างสะดวกและทั่วถึง

     

    “การได้รับ BOI Certification เป็นก้าวสำคัญของ YADEA Thailand เราไม่เพียงแค่สร้างโรงงาน แต่ยังผสานนวัตกรรมระดับโลกกับการวิจัยเชิงลึกเพื่อนำเสนอมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่สร้างสรรค์มาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ”  นายแจ็ค หยาง (Mr.Jack Yang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YADEA Technology (Thailand) จำกัด สรุปทิ้งท้ายต่อความมุ่งมั่นในนำเสนอทางเลือกการเดินทางที่ปลอดภัย อัจฉริยะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • MOTOR EXPO 2025 รวมใจสานสายสัมพันธ์สื่อมวลชน ครั้งที่ 15

    1 Min Read

    MOTOR EXPO 2025 รวมใจสานสายสัมพันธ์สื่อมวลชน ครั้งที่ 15 

    ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” จัดกิจกรรม “รวมใจสานสายสัมพันธ์สื่อมวลชน – MOTOR EXPO ครั้งที่ 15” เพื่อกระชับสัมพันธ์ และขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ณ เดอะ แบงเควท ฮอลล์ แอท นาทอง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ประวัติศาสตร์ของ Yamaha จากเครื่องดนตรีสู่รถมอเตอร์ไซค์

    2 Min Read

    ประวัติศาสตร์ของ Yamaha จากเครื่องดนตรีสู่รถมอเตอร์ไซค์

    ทุกท่านต่างรู้จัก Yamaha กันเป็นอย่างดี แต่ว่าความเป็นมาของแบรนด์ของรถมอเตอร์ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อย่าง Yamaha ที่กำลังเล่าถึงนั้นว่าเคยผลิตเครื่องดนตรีมาก่อน แล้วได้ขยายมาเป็นแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ได้ยังไง?

    จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อนาย Torakusu Yamaha ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องดนตรีที่เมือง Hamamatsu จังหวัดชิซุโอกะ ในชื่อว่า บริษัท Nippon Gakki ก่อนจะจดทะเบียนใหม่ในชื่อ Yamaha Corporation ในปี 1987 หรือ 100 ปีให้หลัง เพื่อผลิต Reed Organ โดยเฉพาะ จนในช่วงปี 1900 บริษัท Nippon Gakki ก็เริ่มผลิตเปียโนรุ่นแรก และเริ่มผลิตแกรนด์เปียโนรุ่นแรกในสองปีต่อมา ทำให้ Nippon Gakki กลายเป็นบริษัทผลิตเปียโนเจ้าแรกของญี่ปุ่น และกลายมาเป็นแบรนด์เครื่องดนตรีที่ยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลาต่อมา จนมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Nippon Gakki มีบทบาทในการผลิตใบพัดเครื่องบินรบป้อนให้กับกองทัพจักรวรรดิ ซึ่งประธานในตอนนั้นอย่าง Kaichi Kawakami ก็ได้มีการไหว้วานให้นาย Soichiro Honda ออกแบบและประดิษฐ์เครื่องจักรที่ช่วยทุ่นแรงให้ผลิตได้ทีละเยอะๆ ในเวลาต่อมาเขาคนนี้ก็กลายมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Honda

    จนกระทั่งหลังสิ้นสุดสงคราม Genichi Kawakami ประธานคนต่อมาและเป็นลูกชายของ Kaichi ก็ตัดสินใจฟื้นฟูโรงงานขึ้นมาใหม่ และหันมาผลิตรถมอเตอร์ไซค์สำหรับขับขี่ในชีวิตประจำวัน จนมาถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 1955 แผนกรถมอเตอร์ไซค์ของ Nippon Gakki ก็แยกตัวออกมาต่างหากในชื่อ Yamaha Motor

    โดยรถคันแรกที่ผลิตคือรุ่น YA-1 ซึ่งเป็นรถ 2 จังหวะขนาด 125 cc และหยิบเอาต้นแบบมาจากรถมอเตอร์ไซค์เยอรมันรุ่น RT125 ของ DKW มาผลิต ความพิเศษของรถรุ่นนี้คือเปิดตัวมาก็ประสบความสำเร็จในวงการแข่งขัน ด้วยการคว้าแชมป์รุ่น 125 cc ในการแข่งขันไต่ภูเขาไฟฟูจิ, คว้าโพเดียมตั้งแต่อันดับที่ 1-3 ในรายการ All Japan Autobike Endurance Road Race และชนะการแข่งไต่เขาอาซามะ ภายในปีเดียวกัน และจากความสำเร็จตั้งแต่ต้นครั้งนี้ก็กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ของ Yamaha ไปอีกนานแสนนานจนถึงปัจจุบัน แถมยังได้รับฉายาว่า Aka-tombo (赤トンボ, “Red Dragonfly”) หรือแมลงปอแดง

    ในปี 1956 Yamaha ส่งรถ YA-1 ไปเยือนต่างประเทศครั้งแรกในสนาม Catalina Grand Prix บนเกาะซานตา คาตาลินา ที่อยู่นอกชายฝั่งทางใต้ของนครลอสแอนเจลิส และได้อันดับที่ 6 ในการแข่งขัน ต่อมาในปี 1957 Yamaha เปิดตัวรถ YA-2 ซึ่งเป็นการปรับปรุง YA-1 ในส่วนของเฟรมกับช่วงล่าง และ YD-1 ซึ่งเป็นรถเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 250cc ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่และทรงพลังกว่าเดิม แถมยังผลิตมาในเวอร์ชั่นรถแข่งอย่าง YDS-1 ที่เฟรมรถเป็นแบบเปลคู่ และระบบเกียร์ 5 สปีด และในช่วงยุคนี้นี่เองครับที่ Yamaha ยังผลิตเครื่องยนต์เรืออีกด้วย

    ในปี 1963 Yamaha ส่งรถรุ่น RD56 ไปแข่งขันในสนาม Belgian GP คลาส 250cc ถึง 4 คัน และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกโดย Fumi Ito และตามมาด้วย Yoshikazu Sunako คว้าอันดับที่ 2 จนในปีต่อมาปี 1964 Yamaha ต่อยอดความสำเร็จด้วยการก่อตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศไทยเป็นแห่งแรกภายใต้ชื่อ บริษัท สยามยามาฮ่า จำกัด หรือในปัจจุบันก็คือ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด นี่เอง และเลือกให้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นฐานการผลิตแห่งแรกในยุโรปเมื่อปี 1968

    ในปี 1965 Yamaha เปิดตัวรถรุ่นเรือธงอย่าง YM1 ที่ให้เครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 305 cc พร้อมเทคโนโลยีใหม่ในยุคนั้นอย่างระบบจ่ายน้ำมันออโตลูปเข้าไปในเครื่องยนต์โดยตรง ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผสมน้ำมันออโตลูปเข้าไปในถังน้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป และยังประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย และในปี 1967 Yamaha เปิดตัวรถสองสูบคู่เรียงรุ่น R1 ที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 350cc

    ในปี 1969 Yamaha เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะรุ่นแรกในชื่อ XS650 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบคู่เรียงขนาด 650cc 4 วาล์ว ที่ใหญ่และทรงพลังมากกว่าเดิม ถึงแม้รถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นจะเริ่มหันมาทำรถ 4 สูบเรียงตามเทรนด์แล้วก็ตาม แต่ Yamaha ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองด้วยการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ สูบเดียว 2 จังหวะ และ สูบคู่เรียง 4 จังหวะอยู่เหมือนเดิม

    ในช่วงปี 1970 Yamaha เพิ่ม Reed Valve ให้กับเครื่องยนต์ 2 จังหวะทั้งสองสูบคู่เรียงของรถตระกูล RD และ สูบเดี่ยวของรถตระกูล RS ซึ่งรถทั้งสองตระกูลนี้ก็จะลากขายยาวมาจนถึงยุค 1980 นอกจากนี้ Yamaha ยังผลิตรถขนาดเล็กอย่างรุ่น FS1 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์สองจังหวะขนาด 50cc พร้อม Rotary-Disk Valve และรถวิบากตระกูล DT จนมาถึงปี 1976 Yamaha เริ่มพัฒนาและเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ที่แหกออกไปจากความตั้งใจดั้งเดิมอย่าง XS750 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 750cc ก่อนที่ต่อมาในปี 1978 Yamaha ก็เปิดตัวรถ 4 สูบเรียงรุ่นแรกขึ้นมาในชื่อ XS1100 หรือ XS Eleven ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1,100cc

    ในช่วงยุคนี้เองก็เป็นช่วงที่ Yamaha ได้สร้างตำนานไว้อีกหนึ่งอย่างครับนั่นก็คือการเอารถรุ่น XT500 ไปพิชิตและคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Dakar Rally เมื่อปี 1979 จนมาถึงช่วงยุค 1980 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนเริ่มมีความต้องการรถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะมากขึ้น Yamaha ก็ยังไม่สนใจเทรนด์นี้ และยังเดินหน้าผลิตรถ 2 จังหวะต่อไป ตัวอย่างเช่น RZ-350 ที่กลายเป็นรถยอดนิยมในช่วงยุคนั้น

    ในปี 1981 Yamaha ปล่อยรถ Cruiser รุ่นแรกในชื่อ XV750 หรือในอีกชื่อว่า Virago 750 มาพร้อมเครื่องยนต์ V-Twin สี่จังหวะขนาด 750cc และในปี 1984 รถมอเตอร์ไซค์ Yamaha ที่ดัดแปลงจากรถแข่งในสนาม กลายมาเป็นรถวิ่งบนท้องถนน ก็เปิดตัวเป็นครั้งแรกนั่นก็คือรุ่น RSV500R ซึ่งมีต้นแบบมาจากรถรุ่น YZR500 ที่อดีตนักแข่ง MotoGP ระดับตำนานยุคก่อน MotoGP อย่าง Kenny Roberts เคยขี่ และยังเป็นรถที่ทำขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงสนามสุดท้ายที่แข่งขันและคว้าแชมป์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยุติบทบาทในฐานะนักแข่งรายการนี้เมื่อปี 1983 ซึ่งเจ้า RSV500R คันนี้ให้เครื่องยนต์ 4 สูบวี 2 จังหวะ 500cc

    ในปีต่อมา ปี 1985 Yamaha เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ที่สมรรถนะสูงกว่าเดิม และมีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กันนั่นก็คือ FZ750 มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ 750cc และเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้คือฝาสูบที่มีถึง 5 วาล์ว และอีกรุ่นหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้นั่นก็คือ RX-Z รถเน็คเก็ตในตำนาน พร้อมเครื่องยนต์สูบเดียว 2 จังหวะ 133cc และผลิตออกมาหลายต่อหลายรุ่น มีความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ จนสิ้นสุดการผลิตไปในปี 2011

    Yamaha YZF-R1 (1998)

    กระโดดข้ามมาจนถึงปี 1995 Yamaha ก่อตั้งแบรนด์ใหม่เพื่อเจาะกลุ่มตลาดรถ Cruiser ในสหรัฐอเมริกา Star Motorcycles และในปี 1998 Yamaha เริ่มเจาะกลุ่มตลาด 4 สูบเรียงขนาด 1,000cc ด้วยการเปิดตัว YZF R1 โฉมแรก แถมยังดีไซน์ชุดเกียร์ให้สั้นลง ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

    ผ่านมาจนถึงยุค 2000 Yamaha ก่อตั้งฐานการผลิตเพิ่มที่ประเทศฟิลิปปินส์ และผ่านมาจนถึงปี 2015 Yamaha ลงทุนไปทั้ง 150 ล้าน USD หรือ 5 พันล้านบาท เพื่อตั้งฐานการผลิตในเขตท่าเรือกาซิม นครการาจี ประเทศปากีสถาน และในเดือนตุลาคม ปี 2017 Yamaha เข้าซื้อแผนกผลิตเครื่องยนต์ขนาดเล็กของ Subaru ซึ่งเครื่องยนต์ว่ามานี้ก็เอาไว้ใช้กับเครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ และปั๊มน้ำ พร้อมกับขายภายใต้แบรนด์ Yamaha นอกจาก Yamaha จะผลิตรถมอเตอร์ไซค์แล้ว ก็ยังมีผลิตอย่างอื่นอีกเยอะแยะอยู่เหมือนกันครับเช่น รถ ATV ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ยุค 80, สโนว์โมบิล, เรือยนต์, เรือใบ, เจ็ทสกี

    Fabio Quatararo (ซ้าย) และ Alex Rins (ขวา) สองนักแข่ง MotoGP จากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Team

    ในส่วนของวงการมอเตอร์สปอร์ตนั้นหลายๆ คนต่างก็รู้กันว่า Yamaha เป็นแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ที่แจ้งเกิดมาตั้งแต่ผลิตรถรุ่นแรกๆ โดยในปัจจุบันที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ MotoGP ที่ Yamaha ฟอร์มทีมโรงงานขึ้นมาตั้งแต่ปี 1999 ก่อนเข้าสู่ยุค MotoGP ประมาณ 1 ปี และนักแข่งคู่แรกที่เซ็นสัญญาเข้าทีมก็คือ Max Biaggi และ Carlos Checa

    Valentino Rossi

    และยุคที่เป็นตำนานขนาดว่า โลกต้องจดจำนั่นก็คือยุคของ VR46 นั่นเอง เมื่อ Valentino Rossi เข้ามาขี่รถ YZR-M1 ให้กับทีมเมื่อปี 2004 และคว้าแชมป์ฤดูกาลในปีนั้นทันที  และเป็นเจ้าของแชมป์ 9 สมัย จนยุติบทบาทนักแข่งหลังจบฤดูกาลปี 2021

    Ben Spies (ปี 2009)

    ในส่วนของ WorldSBK Yamaha เข้ามาแข่งขันตั้งแต่ฤดูกาลแรกสุดเมื่อปี 1988 โดยมี Ben Spies เป็นแชมป์โลกคนแรกของ Yamaha ในฤดูกาลปี 2009 และแชมป์โลกคนล่าสุดของทีมคือ Toprak Razgatlıoğlu เมื่อปี 2021

    อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจและควรรู้คือ Yamaha เคยทำรถยนต์มาก่อน แถมเป็นรถสปอร์ตซะด้วย โดยแผนการพัฒนารถยนต์ของ Yamaha นั้นเริ่มขึ้นจากการทดสอบรถยนต์ต้นแบบที่ชื่อ YX-30 ซึ่งเอาต้นแบบมาจากรถ MGA และใช้ออกแบบเครื่องยนต์ให้มีขนาด 1.6 ลิตร 4 สูบ 4 จังหวะ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างจึงทำให้ไปได้ไม่สวยครับ เพราะเจอปัญหากันไม่หยุดไม่หย่อนตลอดการทดสอบ

    จนในวันที่ 5 มิถุนายน ปี 1961 รถต้นแบบ YX-30 คันที่ 2 ก็ประกอบจนเสร็จ โดยจะมีการดีไซน์ตัวถังใหม่ และทำเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 2 ลิตร ตามแบบของ Tice Engineering แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่ได้เครื่องยนต์ตามที่อยากได้ เจอปัญหาอยู่เรื่อยๆ เพราะเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตยังไม่แม่นยำมากพอ โปรเจคการพัฒนารถของ Yamaha ที่ทำให้ตายยังไงก็ไม่สำเร็จสักทีทำให้เสียเงินทุนไปมหาศาลมากเลยครับ และทีมวิจัยก็ต้องถูกยุบไปในที่สุด

    Nissan A550X รถต้นแบบที่ Yamaha มีส่วนร่วมในการพัฒนา

    แต่ Yamaha ก็ยังไม่ยอมแพ้ และขอความร่วมมือกับ Nissan ที่อยากจะทำรถสปอร์ตเหมือนกัน และยังได้รับความร่วมมือกับ Albrecht Goertz ที่ตอนนั้นทำงานกับ BMW ช่วยกันพัฒนารถสปอร์ตออกมาเป็น A550X แต่สุดท้ายแล้วความร่วมมือนี้ก็ไม่ได้ไปต่อ ทิ้งให้ Yamaha ต้องพัฒนาโปรเจคนี้ต่อเพียงลำพัง ในขณะที่ทีมวิศวกรของ Nissan ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจคนี้ก็เอามาต่อยอดจนกลายมาเป็น Nissan Silvia โฉมแรก

    Toyota 2000GT

    เมื่อสัญญาความร่วมมือระหว่าง Yamaha กับ Nissan หมดอายุลง ทาง Yamaha จึงหันหน้าไปหา Toyota ทันทีและเอาแบบของรถ A550X คันนี้ไปพัฒนาต่อยอดโดย Yamaha จะรับผิดชอบในเรื่องของการทำเครื่องยนต์ โรงงานและเครื่องไม้เครื่องมือก็ใช้ของ Yamaha หมดเลย จนออกมาเป็น Toyota 2000GT และนั่นทำให้ Toyota และ Yamaha มีมิตรภาพที่ดีอยู่เหมือนกัน

    จนกระทั่งต้องมาหยุดชะงักจากการพัฒนารถแข่ง Toyota 7 โดยที่ Yamaha รับผิดชอบการพัฒนาแชสซีส์ ซึ่งในตอนนั้น Toyota มีเป้าหมายที่จะเอารถรุ่นนี้ไปแข่งใน Le Mans และ Canadian-American Challenge Cup แต่ในระหว่างการทดสอบที่สนามของ Yamaha นักขับ Sachio Fukuzawa ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 1969 Toyota ปฎิเสธการส่งมอบภาพถ่ายอุบัติเหตุครั้งนี้ให้เป็นหลักฐานกับทางตำรวจ ด้วยเหตุผลที่เป็นความลับทางการค้า และกล่าวหาว่าเป็นเพราะความผิดพลาดของ Sachio ในเวลาต่อมา Shintaro Fukuzawa พ่อของ Sachio ก็ยื่นฟ้องกับทาง Toyota ว่าประมาทเลินเล่อ และขัดขวางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่างฝ่ายต่างสู้คดีกันยืดเยื้อนานมากถึง 12 ปี จนทางครอบครัว Fukuzawa ชนะคดีในปี 1981 และทาง Toyota ต้องจ่ายค่าเสียหายถึง 61 ล้านเยน

    และนักแข่งอีกคนที่ต้องประสบชะตากรรมคล้ายๆ กันก็คือ Minoru Kawai โดยที่เขามาขับทดสอบที่สนาม Suzuka Circuit ในวันที่ 26 สิงหาคม 1970 และประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ นั่นจึงทำให้ Toyota กับ Yamaha ต้องแยกทางกัน และถอนตัวจากโครงการนี้ไปในที่สุด

    ปี 1984 Yamaha กลับมาทำเครื่องยนต์รถแข่งใหม่ นั่นก็คือ OX66 เพื่อเอาไปใช้กับรถแข่ง Formula 2 โดยเป็นเครื่องยนต์ V6 ทำมุม 75 องศา ขนาด 2 ลิตร 330 แรงม้า ก่อนจะขยับมาทำเครื่องยนต์ OX77 สำหรับรถแข่ง Formula 3000 ในปี 1987 โดยเป็นเครื่องยนต์ V8 ทำมุม 90 องศา ขนาด 3 ลิตร ราวๆ 450 แรงม้า รวมถึงในช่วงยุคนี้เอง Yamaha ก็มีส่วนร่วมในการทำเครื่องยนต์ร่วมกับ Ford อีกด้วย เช่น เครื่องยนต์ Zetec-SE สำหรับรถยนต์ Ford หลายๆ รุ่น

    จนกระทั่งในปี 1989 Yamaha ก็ทำเครื่องยนต์ OX88 สำหรับรถแข่ง Formula 1 ป้อนให้กับทีม West Zakspeed Racing เอาไปใส่ในรถ Zakspeed 891 โดยเป็นเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.5 ลิตร ผลตอบรับที่ได้นั้นกลายเป็นว่าน่าผิดหวังมาก เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา และทีม Zakspeed ก็ถอนตัวไปในปีต่อมา ก่อนที่ในเวลาต่อมาในปี 1991 Yamaha ก็ย้ายไปทำเครื่องยนต์ให้กับทีม Brabham ออกมาเป็นเครื่องยนต์ OX99 โดยเป็นเครื่องยนต์ V12 ทำมุม 70 องศาขนาด 3.5 ลิตร พละกำลังสูงตั้งแต่ 560-700 แรงม้า และยังเป็นเครื่องยนต์ที่รับผิดชอบโดยทีมพิเศษที่ Yamaha ตั้งขึ้นสำหรับ Formula 1 โดยเฉพาะ

    ในปี 1992 Yamaha ก็เอาเครื่องยนต์นี้ไปใส่รถของทีม Jordan และตั้งแต่ปี 1993-1996 Yamaha ก็หันไปทำเครื่องยนต์ให้กับทีม Tyrell ซึ่งก็แน่นอน อยู่ท้ายตารางยาวๆ ก่อนจะย้ายไปทำเครื่องยนต์ให้กับทีม Arrows ในปี 1997 เป็นปีสุดท้าย และยุติบทบาทใน Formula 1 ไปในที่สุด

    Yamaha OX99-11

    ในช่วงแรกๆ ที่ Yamaha ก้าวเข้าสู่ Formula 1 เป็นช่วงที่กระแสเอารถ Formula 1 มาทำเป็นรถซูเปอร์คาร์ที่สามารถวิ่งได้บนท้องถนนกำลังมา จากการมาถึงของ McLaren F1 นั่นจึงทำให้ Yamaha อยากทำบ้างจึงได้มีการ Assign งานให้ทีม Ypsilon Technology และ IAD ออกแบบรถของตัวเอง และยังได้ Takuyu Yura เจ้าของบริษัทผลิตรถแข่ง Mooncraft มาคุมงานออกแบบ จนออกมาเป็นรถหน้าตาตลกๆ ที่มีชื่อว่า OX99-11 ซึ่งเป็นรถที่ขึ้นจากแชสซีคล้ายๆ กับ F1 เลยครับ แต่ด้วยความที่อยากให้เป็นรถ 2 ที่นั่ง จึงมีเบาะเล็กๆ อยู่ด้านหลังคนขับ มีพละกำลังสูงถึง 400 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 อยู่ที่ 3 วินาที และ Yamaha ตั้งใจจะผลิตขายออกมา 50 คัน และเปิดให้จองในปี 1994 แต่สุดท้ายก็หลับไปอีกจนได้ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงทำให้ Yamaha ต้องถอยออกมาจากโครงการนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้รถที่ผลิตจริงมีเพียงต้นแบบจำนวน 3 คันเท่านั้น

    Yamaha MOTIV

    Yamaha Sport Ride Concept

    Yamaha Cross Hub Concept

    วันเวลาผ่านไปจนถึงงาน Tokyo Motor Show ปี 2013 Yamaha เปิดตัวรถ MOTIV ซึ่งเป็นรถคอนเซ็ปท์ ซิตี้คาร์ ที่ผลิตจากแชสซีที่มีชื่อว่า iStream ซึ่งเป็นผลงานของ Gordon Murray พ่อมดแห่งวงการยานยนต์นี่เอง และในงานเดียวกันปี 2015 Yamaha ก็เปิดตัวรถ Sports Ride Concept จนมาถึงปี 2017 Yamaha ก็เปิดตัวรถ Cross Hub Concept ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ที่วางที่นั่งคนขับอยู่ตรงกลาง

    จนในปี 2022 Yamaha ก็เข้ามามีส่วนร่วมกับ Subaru เพื่อพัฒนารถแข่งไฟฟ้า STI E-RA โดยการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า และ อินเวอร์เตอร์มาให้ถึง 4 ตัวให้พละกำลังรวม 1,100 แรงม้า เพื่อใช้ในการสร้างสถิติทำเวลาต่อรอบที่สนาม Nuburgring โดยเฉพาะ และตั้งเป้าไว้ว่าจะทำเวลาให้ต่ำกว่า 6 นาที 40 วินาที และเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา Yamaha กลายมาเป็นซัพพลายเออร์ให้กับทีมแข่งรถสัญชาติอังกฤษ Lola Cars ที่ก้าวเข้าสู่สนามแข่งขัน Formula E โดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2025

    จากรากฐานดนตรีสู่จักรยานยนต์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก ยืนยันวิสัยทัศน์แห่งความเป็นเลิศและความกล้าท้าทาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้โลกก้าวไปข้างหน้า สำหรับสกู๊ปนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment