-
News / News Car / News Motocycle2 Min Read
The M.O.V.E. by Honda ยกโลกมอเตอร์สปอร์ตมาไว้ใจกลางเมืองกับธีมใหม่ “The Racing Playground Challenge: Unleash Your Sport DNA”
The M.O.V.E. by Honda ศูนย์ประสบการณ์จากฮอนด้าที่เปิดโอกาสให้ทุกคนค้นหาแรงบันดาลใจผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ เทคโนโลยี และประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ ชวนทุกคนสัมผัสประสบการณ์ความสนุกครั้งใหม่กับธีมพิเศษ “The Racing Playground Challenge: Unleash Your Sport DNA” ที่พลิกโฉมพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต พร้อมการจัดแสดงรถแข่งระดับแชมป์ กิจกรรมสุดสนุก และการถ่ายทอดสดการแข่งขันระดับโลก เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งความท้าทายและความเร้าใจในแบบฉบับของฮอนด้า ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569
ธีม Racing Playground ครั้งใหม่นี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา กับงาน FIRST M.O.V.E. FIRST RACE ซึ่งได้รับสีสันจาก 9214KIDS เด็กเทรนนีจากค่าย SONRAY Music ที่มาร่วมสร้างความสนุกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมพบปะแฟน ๆ อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแห่งมอเตอร์สปอร์ต
ภายใต้ธีม Racing Playground ผู้เข้าชมจะได้พบกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงครั้งใหญ่ พร้อมยกทัพรถแข่ง รถแข่งเยาวชน รถยนต์แข่งขัน และรถรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ตรวม 11 คัน มาจัดแสดงใน 2 โซนหลัก ได้แก่
โซนจัดแสดงรถจักรยานยนต์ไฮไลต์ ถอดรหัสจาก DNA รถสนามแข่ง ที่สร้างประวัติศาสตร์ ในรายการแข่งขันระดับโลก ตั้งแต่รถแข่งรุ่นเล็กในระดับเอเชีย ต่อยอดไปจนถึงโมเดลที่ใช้ในการแข่งขันในระดับโลกอย่าง “FIM Superbike World Championship” ที่ Honda ส่ง ก้อง สมเกียรติ จันทรา อดีตนักบิด โมโตจีพี ชาวไทย ลงแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลภายใต้ทีมโรงงาน HRC มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด
- HRC WSBK – “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา Replica
- HRC JMX – “นีโม่” จิรัฏฐ์ วรรณลักษณ์ Replica
- Honda Racing Thailand – ARRC ASB1000 Display Bike
- Honda Racing Thailand – ARRC SS600 Display Bike
- Honda Racing Thailand – ARRC AP250 Display Bike
- Moto3 Junior – เกียรติศักดิ์ สิงห์หะพงษ์ Replica
- Moto4 Asia Replica
- Thailand Talent Cup
- New Honda Monkey FTR Limited Edition
โซนจัดแสดงรถยนต์ไฮไลต์ พบกับ 2 ซีดานรุ่นยอดนิยม Honda Civic จากศึกดวลความเร็วทางเรียบ Honda One Make Race ที่ส่งตรงจากสนามแข่งมาให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อม Honda City ตกแต่งในคอนเซปต์ HRC ที่ถ่ายทอด DNA Racing Spirit แบบฉบับฮอนด้า สู่ความสปอร์ตที่เข้าถึงได้ในรถยนต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
- Honda Civic One Make Race ส่งตรงจากสนามแข่งให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด กับ Honda Civic One Make Race รถแข่งที่พัฒนาต่อยอดจากสปอร์ตซีดานระดับไอคอนของฮอนด้า สู่สเปกเวอร์ชันสำหรับการแข่งขันในศึกดวลความเร็วทางเรียบ Honda One Make Race โดย GPI Motorsport ผ่านการอัปเกรดสมรรถนะในด้านต่าง ๆ อาทิ เครื่องยนต์ กล่อง ECU เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และระบบช่วงล่างสเปกสนามแข่ง พร้อมอุปกรณ์เสริมสมรรถนะรอบคันหลากหลายไอเท็ม เพื่อรีดศักยภาพการขับขี่และความเร้าใจอย่างเต็มพิกัด
- Honda City HRC Concept ซิตี้คาร์ที่อัปลุคดุดันสไตล์สปอร์ต ด้วยแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่ง Honda Racing ถ่ายทอด DNA ของ HRC สู่สไตล์ Street Racing ที่โดดเด่นสะดุดทุกสายตาด้วยการแร็ปฟิล์มเปลี่ยนสีรถยนต์และกราฟิกสติกเกอร์ในโทนสีเอกลักษณ์ของ HRC เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแอโรพาร์ตรอบคัน พร้อมปรับลุคโหลดเตี้ย สะท้อนลุคสปอร์ตปราดเปรียวพร้อมพุ่งทะยานในทุกเส้นทาง
โดยรถจัดแสดงทั้งหมดสะท้อนความหลากหลายของโลกมอเตอร์สปอร์ต ตั้งแต่รถแข่งระดับโลก รถแข่งสำหรับพัฒนานักแข่งเยาวชน ไปจนถึงรถต้นแบบและรถรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณ Honda Racing ถ่ายทอด DNA ของ HRC จากสนามแข่งสู่การใช้งานบนท้องถนน พร้อมสะท้อนความสนุก ความท้าทาย นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี และความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการผลักดันวงการมอเตอร์สปอร์ตตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงเวทีการแข่งขันระดับโลก
ผู้เข้าชมสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรม “Racing Playground Challenge” ที่ให้ทุกคนได้ท้าทายความสามารถและปลดปล่อย DNA นักแข่งในตัวเอง ผ่านภารกิจและเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็น Race Warm-Up Challenge, Future Ride Simulator Challenge, Racetrack Challenge และ F1 Spirit Challenge รวมถึงกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ความสนุกให้กับผู้เข้าร่วมทุกวัย
สำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ต The M.O.V.E. by Honda ยังเปิดพื้นที่รับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน MotoGP™ และ Formula 1® บนจอขนาดใหญ่แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ให้ทุกคนได้ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันไปพร้อมกันในคอมมูนิตี้ของคนรักความเร็ว
นอกจากนี้ เตรียมพบกับกิจกรรม Meet & Greet สุดพิเศษกับนักแข่งจาก HRC “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา และ
“นีโม่” จิรัฏฐ์ วรรณลักษณ์ ในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :The M.O.V.E. by Honda | Bangkokร่วมสัมผัสโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต สนุกกับกิจกรรมสุดสนุก ท้าทาย และเชียร์การแข่งขันระดับโลกไปด้วยกันได้ที่ The M.O.V.E. by Honda เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10:00 – 22:00 น. ที่ศูนย์การค้า EMSPHERE ตึก EM GLASS ชั้น G
#TheMOVEbyHonda #TheMOVEbyHondax9214KIDS
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
อีซูซุ เคียงข้างทุกสถานการณ์ ส่งต่อความห่วงใย ฝ่าวิกฤตอุทกภัยไปด้วยกัน
อีซูซุส่งต่อความห่วงใย ภายใต้แนวคิด “อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนสิ่งของอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็น การลงพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอีซูซุเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่ผู้ประสบภัย ตลอดจนมาตรการดูแลลูกค้าอีซูซุที่รถได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ และ ร่วมส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านสถานการณ์ไปด้วยกัน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมคมที่ผ่านมา อีซูซุได้สานต่อความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัยรุนแรงในจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ด้วยการสนับสนุนสิ่งของจำเป็น ประกอบด้วย น้ำดื่มอีซูซุ เสื้อยืด ข้าวสาร อาหารกระป๋อง ยา และสุขภัณฑ์เคลื่อนที่ รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท โดยส่งมอบความช่วยเหลือผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งการลงพื้นที่โดยตรง การกระจายสิ่งของผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายอีซูซุในพื้นที่ และมูลนิธิ ใจถึงใจ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนในพื้นที่และบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง
นอกจากการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ว อีซูซุยังเดินหน้ามาตรการดูแลเจ้าของรถที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรอบด้าน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและสะท้อนเจตนารมณ์ในการเคียงข้างลูกค้าอีซูซุในทุกสถานการณ์ โดยลูกค้าที่รถได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมส่วนลดค่าแรง 30% และส่วนลดค่าอะไหล่ 30%* (ยกเว้นอุปกรณ์ประดับยนต์ แบตเตอรี่รถยนต์ และยางรถยนต์) ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ 0-2118-0777 ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai
*หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเป็นไปตามที่แต่ละบริษัทกำหนด
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวโปรแกรมสนับสนุน Trade-in มอบความคุ้มค่า และทางเลือกสำหรับลูกค้าที่สนใจเปลี่ยนเป็นรถวอลโว่คันใหม่
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวโปรแกรมสนับสนุน Trade-in สำหรับลูกค้าวอลโว่ปัจจุบัน เพื่อเพิ่มทางเลือก และมอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนเป็นรถวอลโว่คันใหม่
โปรแกรมสนับสนุน Trade-in เริ่มตั้งแต่วันนี้ จนถึง 29 ธันวาคม พ.ศ. 2569 โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าวอลโว่ปัจจุบันสามารถนำรถมา Trade-in เพื่อเปลี่ยนเป็นรถวอลโว่รุ่นอื่นได้อย่างสะดวก และคุ้มค่ายิ่งขึ้น ด้วยกระบวนการที่ชัดเจน โปร่งใส ช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกและความยืดหยุ่นมากขึ้นในการเลือกรถวอลโว่คันต่อไปที่เหมาะกับความต้องการ
คุณคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้า เรามีมาตราการดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อดูแลและคลายข้อกังวลของลูกค้า เราขอขอบคุณลูกค้าวอลโว่ทุกท่านที่ยังคงมอบความไว้วางใจให้กับเรา และเราจะยังคงพิสูจน์ความมุ่งมั่นนี้ผ่านสิ่งที่เราทำต่อไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวอลโว่ดูแลและพร้อมสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โปรแกรมสนับสนุน Trade-in นี้จึงเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมสำคัญที่เราตั้งใจจัดขึ้นเพื่อเพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นให้แก่ลูกค้า พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่กำลังพิจารณารถวอลโว่ในอนาคต”
โปรแกรมสนับสนุน Trade-in นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในการดูแลลูกค้าตลอดช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถ ด้วยการเพิ่มทางเลือกในการ Trade-in สำหรับลูกค้าที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนรถวอลโว่คันเดิมเป็นรถวอลโว่คันใหม่ โดยโปรแกรมนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าปัจจุบันสามารถเปลี่ยนเป็นรถคันใหม่ได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์จากมูลค่าราคา Trade-in ที่มากขึ้นเพิ่มเติม เพื่อช่วยชดเชยมูลค่ารถจากราคา Trade-in ในตลาดปัจจุบัน และเพิ่มความคุ้มค่าในการเปลี่ยนเป็นรถวอลโว่คันใหม่ ทั้งนี้ ลูกค้าที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขสามารถรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เมื่อนำรถคันปัจจุบันมา Trade-in เพื่อซื้อรถวอลโว่ในรุ่นที่ร่วมรายการ* ดังนี้
รถยนต์คันปัจจุบันของลูกค้า รถวอลโว่รุ่นใหม่ที่ซื้อ สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม EX30 รถวอลโว่ทุกรุ่น 200,000 บาท รถวอลโว่รุ่นอื่นๆ* EC40 Ultra Single 100,000 บาท รถวอลโว่รุ่นอื่นๆ* EX40 Ultra Single 100,000 บาท รถวอลโว่รุ่นอื่นๆ* ES90 Ultra Single 100,000 บาท รถวอลโว่รุ่นอื่นๆ* XC60 Ultra Bright 150,000 บาท รถวอลโว่รุ่นอื่นๆ* XC90 Ultra Bright 200,000 บาท รถวอลโว่รุ่นอื่นๆ* EX90 Twin Plus / Ultra 200,000 บาท นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากโปรแกรมสนับสนุน Trade-in ลูกค้าอาจมีสิทธิ์ได้รับข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ สำหรับรถวอลโว่รุ่นที่ร่วมรายการในช่วงระยะเวลาของโปรแกรม โดยสามารถศึกษารายละเอียดข้อเสนอ เงื่อนไข และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ Volvo Cars Thailand Special Offers.
โปรแกรมสนับสนุน Trade-in นี้ให้บริการผ่านตัวแทนผู้จัดจำหน่ายวอลโว่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 29 ธันวาคม พ.ศ. 2569 ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อผู้จัดจำหน่ายวอลโว่ใกล้บ้านท่าน เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข้อกำหนด เงื่อนไข และคุณสมบัติในการเข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุน Trade-in
*ข้อกำหนดและเงื่อนไข
- รถที่นำมา Trade-in ต้องจดทะเบียนในชื่อลูกค้า หรือคู่สมรส บิดา มารดา หรือบุตรของลูกค้า มาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน กรณีจดทะเบียนในนามนิติบุคคล ต้องมีเอกสารพิสูจน์ความเกี่ยวข้องระหว่างนิติบุคคลและผู้ซื้อ
- รถที่นำมา Trade-in ต้องเป็นรถยนต์ Volvo ที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นไป
- ข้อเสนอนี้ใช้สำหรับการซื้อรถยนต์ใหม่เท่านั้น
- ข้อเสนอมีจำนวนจำกัด และให้สิทธิ์ตามลำดับก่อน–หลัง
- อาจมีข้อกำหนดและเงื่อนไขเพิ่มเติม
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามข่าวสารล่าสุดจากวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย สามารถติดตามได้ที่
- Website: Volvo Cars Thailand
- Facebook: Volvo Cars Thailand Facebook
- YouTube: Volvo Cars Thailand YouTube
- LINE Official Account: Volvo Cars Thailand LINE
เยี่ยมชม Volvo Studio ICONSIAM ได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และ เยี่ยมชม Volvo Studio EmSphere ได้ที่ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์
เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวอลโว่ สำหรับสอบถามข้อมูลทั่วไป กรุณาโทร 02-544-0446
สำหรับลูกค้าวอลโว่ปัจจุบัน สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าได้ที่ https://bit.ly/459u6HD
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดตัว ‘อัตลักษณ์องค์กร’ ใหม่ สะท้อนวิสัยทัศน์แห่งอนาคต พร้อมพลิกโฉมเครือข่ายผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการทั่วโลก
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดตัว ‘อัตลักษณ์องค์กร’ ใหม่ (Corporate Identity) สำหรับผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมโชว์รูมรถยนต์แบบดั้งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความหรูหราที่จะมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจ พร้อมเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล แนวคิดใหม่นี้เริ่มต้นเปิดตัว ณ Jack Barclay โชว์รูมรถยนต์เบนท์ลีย์แห่งแรกของโลกในกรุงลอนดอน และจะถูกนำไปใช้เพื่อกำหนดรูปแบบประสบการณ์ลูกค้าทั่วโลกผ่านเครือข่ายผู้นำเข้าและตัวจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการที่มีมากกว่า 220 แห่งในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก
Jack Barclay ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2470 ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยตั้งชื่อตาม John Donald ‘Jack’ Barclay นักแข่งรถยนต์เบนท์ลีย์ผู้โด่งดังในช่วงปี พ.ศ. 2463 ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก นี่จึงนับเป็นสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเปิดตัวแนวคิดอัตลักษณ์องค์กรรูปแบบใหม่นี้
โดยเพื่อเป็นการยกย่องมรดกอันยาวนานกว่า 107 ปีของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ พร้อมทั้งสร้างสมดุลระหว่างเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่กำลังพัฒนาและความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าในปัจจุบัน แนวคิดอัตลักษณ์องค์กรใหม่นี้จึงแตกต่างจากโชว์รูมแบบเดิมที่เน้นการจัดวางแบบเส้นตรง โดยหันมาใช้พื้นที่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานบริการต้อนรับที่ออกแบบมาเพื่อการค้นพบสิ่งใหม่และการปรับแต่งเฉพาะบุคคล อีกทั้ง สถาปัตยกรรมที่สวยงาม วัสดุที่สัมผัสได้ และเทคโนโลยีดิจิทัล ยังผสานกันเพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่นใหม่ การสัมผัสงานฝีมือและวัสดุ หรือการส่งมอบประสบการณ์การส่งมอบรถยนต์คันใหม่ที่สั่งทำพิเศษเฉพาะบุคคล
สำหรับภายนอกอาคาร การออกแบบใหม่ช่วยสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและสะดุดตาให้กับแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์เมื่อมองจากภายนอก โดยผสานระบบไฟเข้ากับลวดลายรูปทรงเพชรอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ผ่านการตีความใหม่ ส่วนภายในอาคาร ทางเข้าที่เป็นผนังกระจกโค้งจะนำลูกค้าเข้าสู่โซนบาร์ ซึ่งเข้ามาแทนที่เคาน์เตอร์ต้อนรับแบบเดิมเพื่อสร้างบรรยากาศการต้อนรับที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเองและผ่อนคลายยิ่งขึ้น
หัวใจสำคัญของพื้นที่แต่ละส่วนคือโซน ‘Atelier’ ซึ่งนำเอาศิลปะแห่งงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์จากโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ณ เมืองครูว์มาไว้ภายในโชว์รูมเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสและเลือกสรรวัสดุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนัง วีเนียร์ วัสดุตกแต่งพื้นผิว และเฉดสีต่างๆ โดยมีการนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ควบคู่ไปกับตัวอย่างวัสดุจริง อาทิ ระบบปรับแต่งรถยนต์แบบ 3 มิติที่เชื่อมต่อกับจอ LED ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าและผู้แทนจำหน่ายสามารถสลับการใช้งานระหว่างการสัมผัสวัสดุจริงและระบบดิจิทัลได้อย่างลื่นไหลเพื่อการรังสรรค์รถยนต์เบนท์ลีย์ให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
รถยนต์เบนท์ลีย์ถูกจัดแสดงภายในพื้นที่จัดแสดงและเลานจ์ สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายกว่าการจัดแสดงรถยนต์แบบเดิมในโชว์รูม พื้นที่ส่งมอบรถยนต์ที่จัดไว้โดยเฉพาะมอบประสบการณ์อันน่าดื่มด่ำให้แก่ลูกค้าก่อนพบกับรถยนต์เบนท์ลีย์คันใหม่ที่ได้รับการรังสรรค์อย่างพิถีพิถันหรือเริ่มต้นการทดลองขับผ่านการใช้จอแสดงผลแบบดิจิทัลและแสงไฟที่เลือกสรรมาอย่างดีเพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ
แนวคิดนี้เป็นการตีความใหม่ของเอกลักษณ์การออกแบบที่คุ้นเคย รูปทรงสถาปัตยกรรมโค้งมนได้รับแรงบันดาลใจจากโลโก้รูปปีก ลวดลายเพชรของแบรนด์ปรากฏให้เห็นบนสถาปัตยกรรมและวัสดุ พร้อมด้วยเฉดสีเขียวเบนท์ลีย์อันเป็นองค์ประกอบที่ปรากฏให้เห็นในขณะที่แสงอันเปรียบเสมือน ‘วัสดุชิ้นที่ 4’ จะนำทางลูกค้าผ่านพื้นที่ต่างๆ พร้อมเน้นคุณสมบัติหลักภายในโชว์รูม
การออกแบบในรูปแบบโมดูลาร์นี้สามารถนำไปปรับให้เข้ากับสถานที่ รูปแบบ และข้อกำหนดทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถส่งมอบประสบการณ์เบนท์ลีย์ที่สอดคล้องกันกับเครือข่ายผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก
สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษและทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์เบนท์ลีย์ โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษา 300,000 บาท ให้กับโรงเรียนเยาววิทย์ ต่อเนื่องโครงการสนับสนุนระยะยาวเป็นเวลากว่า 22 ปี
บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคุณพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า ร่วมมอบทุนการศึกษากว่า 300,000 บาท ให้แก่โรงเรียนเยาววิทย์ ในอำเภอกะปง จังหวัดพังงา ตอกย้ำบทบาทผู้สนับสนุนระยะยาวนับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลากว่า 22 ปี ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนโรงเรียนเยาววิทย์เป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่การมอบทุนการศึกษา มอบอุปกรณ์และของใช้ที่จำเป็น การติดตั้งแผงโซล่าเซลส์ การสร้างสนามฟุตบอลและสนามเด็กเล่น รวมไปถึงการเชิญผู้ที่มีชื่อเสียงมาร่วมมอบความรู้และพัฒนาทักษะให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน
โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดกิจกรรมพิเศษเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ด้วยการนำรถ Mercedes-Benz Sprinter 419 Business ไปที่โรงเรียนเยาววิทย์ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ร่วมระบายสีลงบนรถคันดังกล่าว พร้อมพาคณะครูและนักเรียนกว่า 35 คน เดินทางไปร่วมงาน Motor Show 2026 ที่มีการจัดแสดงรถแวนรุ่นพิเศษ เพื่อให้เด็กๆ ได้ร่วมชมผลงานของตัวเอง นอกจากนี้ยังพาคณะครูและนักเรียนเข้าชม “พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” เพื่อปลูกฝังแนวคิด ด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรมอย่างครบวงจร
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ยนตรกรรมตระกูล TANK รถ SUV ทรงกล่อง (Boxy SUV) พันธุ์แท้ พร้อมลุยจริงทุกสภาพเส้นทาง
ทดลองขับและเป็นเจ้าของ TANK 300 และ TANK 500 ได้แล้ววันนี้ ที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศGWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) เผยกระแสความนิยมของรถยนต์ Boxy SUV หรือ SUV ทรงกล่องสไตล์ Off-Road กำลังได้รับความสนใจอย่างสูงจากลูกค้าทั่วโลก ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนความแข็งแกร่ง ผสานกับการออกแบบพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางและโปร่งสบาย พร้อมทุกการเดินทางในทุกสภาพถนน รวมทั้งรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือการท่องเที่ยวในสไตล์ออฟโรดได้อย่างลงตัว
ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” ทำให้ GWM สามารถส่งมอบรถยนต์ให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าในแต่ละภูมิภาคได้อย่างลงตัว สำหรับประเทศไทยแม้ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่เครื่องยนต์ดีเซลยังคงเป็นขุมพลังที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ด้วยจุดเด่นด้านความทนทาน แรงบิดสูงในรอบต่ำ ตอบโจทย์ทั้งการบรรทุก การเดินทางไกล และศักยภาพในการรองรับทุกรูปแบบการใช้งานทุกสภาพเส้นทาง การแนะนำรถยนต์ในตระกูล TANK รถ SUV ทรงกล่อง (Boxy SUV) ทั้ง TANK 300 และ TANK 500 ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล จึงไม่เพียงเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นหลักฐานสะท้อนความตั้งใจในการนำเสนอยนตรกรรมและระบบขับเคลื่อนที่ “ใช่” สำหรับสภาพภูมิประเทศและตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคชาวไทย
Boxy SUV พันธุ์แท้ ปลุก DNA ออฟโรด พร้อมลุยจริงทุกสภาพเส้นทาง
TANK ถ่ายทอดเอกลักษณ์ Boxy SUV ที่ผสานโครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-Frame อันแข็งแกร่ง เสริมด้วยสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดจริงได้อย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ พร้อมเติมเต็มความหรูหรา ความสะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองอย่างสมบูรณ์แบบด้วย 2 ขุมพลังดีเซล ประกอบด้วย:
- เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน 4 ลิตร ที่ขับเคลื่อน TANK 300 DIESEL และ TANK 500 2.4L DIESEL ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500–2,500 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ
- เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน 0 ลิตร ที่ขับเคลื่อน TANK 500 3.0T DIESEL ให้กำลังสูงสุด 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400–2,400 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ
ก้าวข้ามทุกความท้าทายด้วยเทคโนโลยี Off-Road อัจฉริยะ
นอกเหนือจากสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลแล้ว TANK ยังเติมเต็มความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีออฟโรดล้ำสมัย อาทิ ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK Turn) ที่ล็อกล้อหลังด้านในเพื่อลดรัศมีวงเลี้ยวในพื้นที่แคบ, ระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent) ทำงานควบคู่กับกล้อง 360 องศาจำลองภาพใต้ท้องรถเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างแม่นยำ, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบออฟโรด (Off-Road Cruise Control) ช่วยรักษาความเร็วต่ำคงที่อัตโนมัติบนเส้นทางท้าทาย ช่วยให้ควบคุมพวงมาลัยผ่านทางชัน โคลน หรือหินได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย, ระบบตรวจจับความลึกของน้ำ (Water depth detection) ประเมินและแสดงระดับความลึกของน้ำแบบ Real-time บนหน้าจอ ช่วยให้การลุยน้ำขังหรือข้ามลำธารเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัย ตลอดจนความสามารถในการลุยน้ำลึกสูงสุด 700–800 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังมีการออกแบบตำแหน่งท่อไอดีและกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในตำแหน่งสูงและได้รับการปกป้องอย่างรอบคอบ ป้องกันความเสียหายของเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าเมื่อขับขี่ผ่านเส้นทางน้ำท่วมขังหรืออุปสรรคออฟโรด ได้อย่างไร้กังวล
TANK 300 DIESEL ผสานความคล่องตัวกับห้องโดยสารที่สะดวกสบาย ในขณะที่ TANK 500 3.0T DIESEL รองรับ 7 ที่นั่ง พร้อมเบาะแถว 3 ปรับและพับไฟฟ้า บันไดข้างอัตโนมัติ พวงมาลัยไฟฟ้า หน้าจอมัลติมีเดีย 14.6 นิ้ว ระบบ Coffee OS 3.0, Apple CarPlay และ Android Auto ทั้งสองรุ่นติดตั้งระบบช่วยขับขี่สำคัญ ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน และกล้องรอบคัน 360 องศา เพื่อมอบทั้งความสะดวกสบายและความมั่นใจในทุกการเดินทาง ตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงทริปพักผ่อนของทุกคนในครอบครัว
*ข้อมูลจำเพาะและอุปกรณ์อาจแตกต่างกันตามรุ่น
ยกระดับความคุ้มค่า การันตีเครื่องยนต์ดีเซล 1 ล้านกิโลเมตร
GWM เผยโฉมยนตรกรรมตระกูล TANK สู่สายตาโลกเป็นครั้งแรกในปี 2563 ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในปี 2566 พร้อมเดินสายการผลิต ณ ฐานการผลิตในประเทศเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยอย่างตรงจุด โดยนับตั้งแต่วันเปิดตัว TANK ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม จนเกิดเป็นสังคม TANKER ที่แข็งแกร่งด้วยจำนวนสมาชิกครอบคลุมทั้งรุ่นขุมพลังไฮบริด (HEV) และดีเซล รวมเกือบ 1,000,000 คันทั่วโลก (ตัวเลขสะสม ณ เดือนกันยายน 2569 กว่า 977,500 คัน)
ยิ่งไปกว่านั้น GWM ยังยกระดับความเชื่อมั่นจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน สู่การพิสูจน์สมรรถนะและความทนทานอันแท้จริงบนสมรภูมิการแข่งขันระดับสากลสุดท้าทาย ทั้งรายการ Taklimakan Rally 2026 และ Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ตอกย้ำศักยภาพของยนตรกรรมออฟโรดระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ เพื่อตอกย้ำความยึดมั่นในคุณภาพและการดูแลระยะยาว GWM ได้ยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายด้วยการมอบการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ร่วมด้วยการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในฐานะแบรนด์รถยนต์จีนรายแรกในประเทศไทยที่มอบการรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับ TANK 300 และ TANK 500 ยาวนานสูงสุดถึง 8 ปี หรือ 1,000,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ตามเงื่อนไขของบริษัทฯ) ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพและความทนทานของรถยนต์ พร้อมมอบความอุ่นใจให้ลูกค้าทุกคนตลอดการใช้งานในระยะยาว
พร้อมให้สัมผัสและทดลองขับแล้ววันนี้ ที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศ
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถร่วมชม ทดลองขับ และเป็นเจ้าของ TANK 300 และ TANK 500 ได้แล้ววันนี้ที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศ พิเศษสำหรับที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทดลองขับ TANK 500 3.0T ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2569 – 31 ตุลาคม 2569 จะได้รับบัตร Starbuck Card มูลค่า 200 บาท (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
ติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง GWM Application, เว็บไซต์ www.gwm.co.th หรือสอบถามผ่าน GWM Contact Center โทร. 02-668-8888
#GWM #GWMThailand #GWMTH #TANK300 #TANK500
#GWMTANK #WorryFreeOwnership #BOXYSUV
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
M18 Mobility ทุ่มงบกว่า 80 ล้านบาท เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งใหม่ที่ธัญบุรี คลอง 2 พร้อมศูนย์บริการตัวถังและสีมาตรฐาน GAC ยกระดับประสบการณ์การดูแลรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร
M18 Mobility เดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งใหม่ “GAC M18 Mobility” ณ ธัญบุรี คลอง 2 จังหวัดปทุมธานี พร้อมศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถัง (Body & Paint Center) ภายใต้มาตรฐาน GAC เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ให้กับลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ M18 Mobility ในการพัฒนาเครือข่ายบริการหลังการขายเพื่อรองรับฐานผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นายมาโนช ปฐมวรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เอ็ม 18 โมบิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าตลอดอายุการใช้งานรถยนต์ โดยมองว่าความสำเร็จของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาพร้อมกับบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ครบวงจร และสามารถดูแลลูกค้าได้ในทุกสถานการณ์
“M18 Mobility เชื่อว่าความสำเร็จของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้วัดกันที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความมั่นใจที่ลูกค้ามีตลอดอายุการใช้งานรถ เราจึงพัฒนาศูนย์ธัญบุรีขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ในการสร้างระบบนิเวศการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ที่รวมทั้งการจำหน่ายรถยนต์ การบริการหลังการขาย และบริการซ่อมสีและตัวถังไว้ในสถานที่เดียว เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับรถ จะมีทีมงานที่พร้อมดูแลอย่างครบถ้วนเสมอ”
โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพย่านธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ รองรับการขยายตัวของชุมชนเมืองและจำนวนผู้ใช้รถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย M18 Mobility วางบทบาทให้ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการให้บริการสำหรับลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ปริมณฑล และภาคกลางตอนบน
ศูนย์ธัญบุรี คลอง 2 จะทำหน้าที่เป็นจุดบริการหลักสำหรับลูกค้าในพื้นที่ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครนายก รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการมาตรฐาน GAC ได้สะดวกยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกซื้อรถยนต์ใหม่ การตรวจเช็กตามระยะ การซ่อมบำรุงทั่วไป การดูแลระบบรถยนต์ไฟฟ้า การซ่อมบำรุงแบตเตอรี่ การใช้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า ตลอดจนงานซ่อมสีและตัวถัง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่ศูนย์บริการในกรุงเทพมหานครชั้นใน ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางและเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการหลังการขายอย่างครบวงจร
โครงการดังกล่าวใช้งบลงทุนรวมกว่า 80 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโชว์รูม ศูนย์บริการหลังการขาย และศูนย์ซ่อมสีและตัวถังภายใต้มาตรฐาน GAC พร้อมเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมือเฉพาะทาง และระบบการให้บริการ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ และจังหวัดใกล้เคียง
ด้านศักยภาพการให้บริการ บริเวณศูนย์บริการประกอบด้วย Service Building จำนวน 12 ช่องซ่อม สำหรับงานตรวจเช็กและซ่อมบำรุงทั่วไป รวมถึง ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถัง (Body & Paint Center) จำนวน 15 ช่องซ่อม พร้อมแท่นดึงตัวถังและห้องพ่น-อบสีมาตรฐาน รองรับงานซ่อมตัวถังและสีตามมาตรฐาน GAC เพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าตลอดอายุการใช้งานรถยนต์
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของศูนย์แห่งนี้คือบริการซ่อมสีและตัวถัง (Body & Paint Center) ภายใต้มาตรฐาน GAC ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับงานซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ด้วยทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรมและรับรองตามมาตรฐาน GAC พร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือ และกระบวนการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพงานซ่อมให้แก่ลูกค้า สามารถรองรับรถเข้ารับบริการได้ประมาณ 50-100 คันต่อเดือน และมีแผนขยายขีดความสามารถเป็น 150-200 คันต่อเดือน ตามการเติบโตของฐานลูกค้าและความต้องการด้านบริการหลังการขายในอนาคต
M18 Mobility วางแนวทางการให้บริการภายใต้แนวคิด GAC Mobility Hub ที่มุ่งดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานรถยนต์ ครอบคลุมตั้งแต่การจำหน่ายรถยนต์ การบริการหลังการขาย การตรวจเช็กตามระยะ งานซ่อมบำรุงทั่วไป การดูแลระบบรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ตลอดจนงานซ่อมสีและตัวถัง โดยศูนย์ธัญบุรี คลอง 2 ได้รับการออกแบบให้รวมทุกบริการสำคัญไว้ในสถานที่เดียว รองรับรถยนต์ GAC ทุกรุ่น พร้อมให้บริการซ่อมสีและตัวถังสำหรับรถยนต์ทุกยี่ห้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอนของการเป็นเจ้าของรถยนต์
อีกหนึ่งจุดแข็งของศูนย์คือความพร้อมด้านอะไหล่และการสนับสนุนงานซ่อม โดยเชื่อมโยงกับระบบคลังอะไหล่ของ GAC ที่มีอะไหล่มากกว่า 120,000 รายการ สามารถจัดส่งและเบิกใช้งานได้ภายใน 3-7 วันทำการ ช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนเปิดให้บริการศูนย์ GAC Mobility Hub ที่มาพร้อมเทคโลโนยี Battery-Swapping บริการใหม่ล่าสุดสำหรับประเทศไทย และ ศูนย์ซ่อมแบตเตอรี่เพิ่มเติมภายในปีนี้ ที่จะทำให้ GAC M18 ธัญบุรี คลอง 2 เป็นศูนย์ GAC ที่มีความครบครันที่สุดในภูมิภาค เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
นอกจากนี้ ศูนย์ยังรองรับงานเคลมประกันจากบริษัทประกันภัยทุกแห่ง โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรประกันภัยชั้นนำ พร้อมบริการรถทดแทนระหว่างซ่อมสำหรับลูกค้าที่เข้ารับบริการงานซ่อมสีและตัวถัง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม อาทิ สถานีชาร์จไฟฟ้า iGreen+ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในทุกมิติของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า
นายมาโนช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีการแข่งขันที่เข้มข้นทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนให้กับแบรนด์ในระยะยาวคือคุณภาพของบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงตลอดอายุการใช้งานรถยนต์
“บริการหลังการขายจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ การลงทุนในโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ M18 Mobility ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการควบคู่ไปกับการเติบโตของตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและยกระดับมาตรฐานการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
ศูนย์บริการ GAC M18 ธัญบุรี คลอง 2 พร้อมรองรับลูกค้ากรุงเทพมหานคร ปริมณฑล รวมถึงจังหวัดตามแนวเส้นทางสายเหนือและสายตะวันออก เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการมาตรฐาน GAC ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
โชว์รูม GAC M18 ธัญบุรี คลอง 2 เปิดให้บริการทุกวัน ฝ่ายขายเวลา 08.30-17.30 ฝ่ายบริการเวลา 08.00-17.00 น. ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม นัดหมายเข้ารับบริการ หรือติดต่อฝ่ายบริการหลังการขายได้ที่ โทรศัพท์ 02-991-1818 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของ M18 Mobility และ GAC Thailand เพื่อรับข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมส่งเสริมการขาย และบริการหลังการขายต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ฮอนด้า ประกาศใช้ชื่อ “Honda Hybrid” สำหรับระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อม Honda Hybrid ใหม่ทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ภายใต้ชื่อ “Honda Hybrid” เพื่อรองรับความต้องการรถยนต์ไฮบริดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ตามทิศทางการดำเนินธุรกิจยานยนต์ที่ฮอนด้าประกาศไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรทรัพยากรด้านการพัฒนาและการผลิตให้มุ่งเน้นธุรกิจไฮบริดมากยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับเทคโนโลยีไฮบริด สู่ Honda Hybrid ระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งเตรียมเริ่มทยอยเปิดตัวสู่ตลาดโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2027 เป็นต้นไป
Honda Hybrid คือระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก e:HEV ระบบฟูลไฮบริดแบบ 2 มอเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า โดยยกระดับสมรรถนะในทุกด้าน ทั้งประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และการตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดั่งใจสั่ง ฮอนด้า จึงประกาศใช้ชื่อ “Honda Hybrid” เป็นทั้งชื่ออย่างเป็นทางการของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ รวมถึงเป็นชื่อที่ใช้ในการสื่อสารทางการตลาดของเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ทั่วโลก เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าได้เข้าใจถึงคุณค่าและจุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยฮอนด้า มีแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ติดตั้งระบบ Honda Hybrid รวม 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2030 โดยมีตลาดอเมริกาเหนือเป็นตลาดหลัก พร้อมเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายช่วงการทำงานประสิทธิภาพสูงของเครื่องยนต์ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและลดขนาดของชุดขับเคลื่อน (Drive Unit) ให้มีขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น เป็นต้น
นอกจากนี้ รถยนต์ที่ติดตั้งระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ Honda Hybrid จะได้รับการพัฒนาบนแพลตฟอร์มใหม่ที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ด้วยแนวคิดการบริหารจัดการความแข็งแรงของตัวถัง (Body Rigidity Management) รูปแบบใหม่ ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างความแข็งแรงของโครงสร้างและการลดน้ำหนักตัวรถ ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างเฉียบคม พร้อมเสริมประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน
ฮอนด้า ยังเตรียมนำฟังก์ชันการใช้งานและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้กับรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ อาทิ ระบบเพิ่มความเสถียรและความคล่องตัวในการขับขี่ (Motion Management System) เทคโนโลยีการควบคุมแบบบูรณาการที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นเอง และระบบ e-AWD (electric all-wheel-drive system) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้แม่นยำและตอบสนองได้ดั่งใจยิ่งขึ้น พร้อมมอบทั้งความสนุกเร้าใจ ความมั่นใจ และคุณภาพการขับขี่ระดับสูงในทุกเส้นทาง
| วิวัฒนาการเทคโนโลยีไฮบริดของฮอนด้า
ปี 1999 – IMA (Integrated Motor Assist)
ระบบไฮบริดรุ่นแรกของฮอนด้าที่เปิดตัวครั้งแรกใน Honda Insight เจเนอเรชันแรก โดยเป็นระบบไฮบริดแบบ Parallel Hybrid ที่มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ใช้เครื่องยนต์เป็นแหล่งส่งกำลังหลัก ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ช่วยเสริมกำลังในช่วงออกตัวและการเร่งความเร็ว สามารถมอบทั้งประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและความสนุกในการขับขี่ได้อย่างลงตัว
ปี 2012 – SPORT HYBRID i-DCD (Intelligent Dual Clutch Drive)
ระบบไฮบริดแบบมอเตอร์เดี่ยวที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 สปีด (เกียร์ DCT) พร้อมมอเตอร์กำลังสูงที่ติดตั้งรวมอยู่ในชุดเกียร์ นอกจากจะให้ความประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังมอบอัตราเร่งที่ทรงพลังและการตอบสนองที่ฉับไวในการขับขี่
ปี 2012 – SPORT HYBRID i-MMD (Intelligent Multi-Mode Drive)
ระบบไฮบริดแบบ 2 มอเตอร์ ประกอบด้วยมอเตอร์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า (Generator Motor) และมอเตอร์ขับเคลื่อนล้อ (Traction Motor) ซึ่งใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงเป็นกำลังหลักในสถานการณ์การขับขี่ส่วนใหญ่ มอบทั้งความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและนุ่มนวลในแบบรถยนต์ไฟฟ้า
ระบบสามารถสลับการทำงานระหว่าง 3 โหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด ให้อัตราเร่งที่ทรงพลังและนุ่มนวลแบบรถยนต์ไฟฟ้า เงียบและมีประสิทธิภาพสูง พร้อมทั้งสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่น โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ฮอนด้าได้ใช้ชื่อ “e:HEV” เป็นชื่อสื่อสารทางการตลาดของเทคโนโลยีไฮบริดนี้
ปี 2012 – SPORT HYBRID SH-AWD (Super Handling All-Wheel Drive)
ระบบไฮบริดแบบ 3 มอเตอร์ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยใช้เทคโนโลยีควบคุมแรงบิดอันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าอิสระสำหรับล้อซ้ายและขวา เพื่อกระจายแรงขับไปยังทั้ง 4 ล้ออย่างเหมาะสม ส่งผลให้ได้ทั้งความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
ปี 2026 – Honda Hybrid
Honda Hybrid คือระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี e:HEV ผ่านการยกระดับองค์ประกอบสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ชุดขับเคลื่อน และเทคโนโลยีการควบคุมการทำงานของระบบ โดยชื่อ Honda Hybrid จะถูกใช้ทั้งในฐานะชื่อระบบขับเคลื่อนและชื่อสำหรับการสื่อสารเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า ในระดับโลกอีกด้วย
อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่
- เว็บไซต์: honda.co.th
- Facebook Official Account: Honda Thailand
- LINE Official Account: @honda-thailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
TOYOTA GAZOO RACING THAILAND ESPORTS GT CHAMPIONSHIP 2026 “ธนภัทร – ไหมจักรี – จิรัฏฐ์” คว้าสิทธิ์ตัวแทนประเทศไทยลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอแสดงความยินดีกับ “ธนภัทร พวงพัฒน์ – ไหมจักรี อารีกิจเสรี – จิรัฏฐ์ ภัคจิรายุวัฒน์” 3 นักแข่งอีสปอร์ตชาวไทย ที่คว้าสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับเอเชีย TOYOTA GAZOO RACING ASIA ESPORTS GT CHAMPIONSHIP 2026 หลังทำผลงานโดดเด่นจากการแข่งขัน TOYOTA GAZOO RACING THAILAND ESPORTS GT CHAMPIONSHIP 2026 บนเกม Gran Turismo 7 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569
การแข่งขันระดับเอเชีย TOYOTA GAZOO RACING ASIA ESPORTS GT CHAMPIONSHIP 2026 จะจัดขึ้น ณ Toyota ALIVE บางนา ระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2569 โดยนับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักแข่งอีสปอร์ตชาวไทยได้แสดงศักยภาพและทักษะการขับขี่ในระดับภูมิภาค พร้อมสร้างประสบการณ์บนเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ
โตโยต้ามุ่งมั่นส่งเสริมและสนับสนุนกีฬามอเตอร์สปอร์ตในรูปแบบอีสปอร์ตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและผู้ที่มีใจรักการแข่งรถในกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้พัฒนาทักษะ แสดงศักยภาพ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยการแข่งขันในปี 2026 นับเป็น ปีที่ 6 ของการจัดการแข่งขันในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโตโยต้าในการสนับสนุนและพัฒนาวงการ Esports ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
สำหรับการแข่งขันปีนี้ ได้มีการนำรถยนต์ภายใต้แบรนด์ GR (GAZOO Racing) มาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน เพื่อถ่ายทอด DNA ด้านมอเตอร์สปอร์ตและสมรรถนะการขับขี่ผ่านโลกของ Esports โดยในรอบคัดเลือก ผู้เข้าแข่งขันได้สัมผัสสมรรถนะของ รถ GR Yaris รถสปอร์ตแฮชแบ็ก สายพันธุ์แรง แชมป์แรลลี่โลก รถสปอร์ตแฮทช์แบ็กสมรรถนะสูงที่ถ่ายทอด DNA จากการแข่งขันแรลลี่ระดับโลก ขณะที่รอบชิงชนะเลิศใช้ GR Corolla รถสปอร์ตแฮทช์แบ็กที่ผสานเครื่องยนต์เทอร์โบ 3 สูบ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และเทคโนโลยีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ต เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและเร้าใจให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน
โดยในปี 2026 นับเป็นครั้งแรกของการแข่งขันในประเทศไทยที่มีการแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่มีใจรัก ใน Esports ได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะการแข่งขันได้อย่างเต็มที่
ผลการแข่งขัน TOYOTA GAZOO RACING THAILAND ESPORTS GT CHAMPIONSHIP 2026
รุ่นทั่วไป อายุมากกว่า 18 ปี
- รางวัลชนะเลิศ : นายธนภัทร พวงพัฒน์ พร้อมสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: นายไหมจักรี อารีกิจเสรี พร้อมสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 : นายไชยภัทร ลิปิกรโกศล
รุ่นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี
- รางวัลชนะเลิศ : นายจิรัฏฐ์ ภัคจิรายุวัฒน์ พร้อมสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย
นอกจากนักแข่งตัวแทนประเทศไทยทั้ง 3 คน ยังมีนักแข่งไทยอีก 15 คนที่ทำเวลาได้ดีที่สุด ยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน E-Sport Team Exhibition Race ซึ่งจะจัดขึ้นควบคู่กับการแข่งขันระดับเอเชีย เพื่อให้เยาวชนไทยได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ พัฒนาทักษะ และเรียนรู้การแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ
นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าแข่งขันทุกคน รวมถึงนักแข่งทั้ง 3 คนที่ได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันระดับเอเชีย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และแสดงศักยภาพของนักแข่งไทยบนเวทีระดับภูมิภาค ผมหวังว่าการแข่งขันในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เยาวชนและผู้ที่มีใจรักในกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้พัฒนาทักษะและก้าวไปสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงร่วมสร้างอนาคตให้กับวงการ Esports และมอเตอร์สปอร์ตของประเทศไทยต่อไป”
ขอเชิญชวนแฟนมอเตอร์สปอร์ตและผู้ที่สนใจร่วมส่งกำลังใจให้กับนักแข่งไทยทั้ง 3 คน ในการก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับเอเชีย TOYOTA GAZOO RACING ASIA ESPORTS GT CHAMPIONSHIP 2026 ระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2569 ณ Toyota ALIVE บางนา
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวการแข่งขันได้ที่ TOYOTA GAZOO Racing Thailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เบนท์ลีย์ แบงค็อก เปิดราคา พร้อมรับจอง ‘Torcal’ ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าโฉมใหม่
เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดรับคำสั่งจอง ‘Torcal’ (ทอร์คัล) ยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่โดดเด่นด้วยการออกแบบ เทคโนโลยี ความประณีตในการรังสรรค์ วัสดุ และความยั่งยืน ราคาเริ่มต้น 13.89 ล้านบาท* พร้อมรับเอกสิทธิ์ที่เหนือกว่าด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้า 10 ปี หรือ 258,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต (Factory Warranty) และบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (24-hour Bentley Roadside Assistance) นาน 3 ปีเต็ม
*หมายเหตุ: ราคาเริ่มต้นดังกล่าวอ้างอิงจากโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) นำเข้า ณ ปัจจุบัน ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังการประกาศปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่อย่างเป็นทางการจากภาครัฐ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2569)
ดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและล้ำสมัย
ทีมออกแบบ ณ เมืองครูว์ นำโดย Robin Page ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ได้รังสรรค์ยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์ที่มีรูปทรงโฉบเฉี่ยว โดยนำเสนอภาษาการออกแบบใหม่ที่โดดเด่นและสะท้อนถึงดีเอ็นเอของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์อย่างแท้จริง
สิ่งแรกที่สัมผัสได้ คือ สัดส่วน ฐานล้อที่ยาว ระยะด้านหน้าและด้านหลังที่สั้น และด้านหน้าที่ดูสง่างาม สร้างท่าทางที่ทรงพลัง สะท้อนถึง ‘ความสง่างาม’ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการออกแบบที่สำคัญของเบนท์ลีย์ เมื่อรวมกับหลักการของ ‘ฝากระโปรงหน้าแบบไร้ขอบ’ (Endless Bonnet) องค์ประกอบเหล่านี้เน้นย้ำถึงความยาว ความโดดเด่น และคาแรกเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของเบนท์ลีย์
สำหรับองค์ประกอบด้านกราฟิกของตัวรถช่วยสะท้อนถึงอัตลักษณ์และบุคลิกเฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนหน้าของตัวรถ กลิ่นอายความคลาสสิกจากรถยนต์เบนท์ลีย์ระดับตำนานอย่าง Continental T ได้รับการตีความใหม่ผ่านเทคโนโลยีระบบไฟอันล้ำสมัยและกระจังหน้าลายเพชรที่โดดเด่นด้วยการเรืองแสง ส่วนด้านท้ายของตัวรถนั้น เส้นสายกราฟิกที่เรียบง่ายและสะอาดตาได้ก่อให้เกิดรูปทรงที่เปรียบเสมือน ‘โล่แห่งความสง่างาม’ (Prestigious Shield) ซึ่งเป็นแนวคิดการออกแบบที่เคยนำเสนอเป็นครั้งแรกในรถยนต์ต้นแบบรุ่น EXP 15
ในส่วนของพื้นผิว รูปทรง ปริมาตร และวิธีที่แสงตกกระทบบนตัวถัง Torcal จงใจลดเส้นสายที่ไม่จำเป็นลงเพื่อให้พื้นผิวและสัดส่วนสร้างอารมณ์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ส่วนท้ายที่ทรงพลัง ห้องโดยสารลาดไปทางด้านหลัง ทำให้เกิดตัวถังที่สร้างขึ้นเหนือซุ้มล้อหลังที่ทีมออกแบบอธิบายลักษณะเหมือน ‘สัตว์ร้ายที่กำลังพักผ่อน’ (Resting Beast) ให้ความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและพลังงานที่อยู่ภายใน
รายละเอียดและงานฝีมือได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยลวดลายรูปทรงเพชรที่ปรากฏแทรกซึมอยู่ทั่วทั้งองค์ประกอบของ Torcal ซึ่งบางจุดก็แสดงออกมาอย่างชัดเจน ในขณะที่บางจุดถูกถ่ายทอดออกมาผ่านพื้นผิว สัมผัส และลวดลายต่างๆ
การออกแบบแผงหน้าปัดยังคงได้รับแรงบันดาลใจจากโลโก้ ‘Bentley Wings’ ที่สร้างความสมมาตร พลัง และความสมดุล ในขณะที่พื้นผิวเรียบที่โดดเด่นช่วยให้วัสดุแท้อย่างหนัง ขนสัตว์ วีเนียร์ และอะลูมิเนียมเผยเสน่ห์เฉพาะตัวออกมา
ปุ่มควบคุมและช่องระบายอากาศทรงกลมที่ได้รับการออกแบบใหม่ สะท้อนถึง “การผสมผสานอันน่ามหัศจรรย์” ระหว่างงานฝีมือและเทคโนโลยีของเบนท์ลีย์ ปุ่มควบคุมยังคงติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลางและพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เบาะโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี โดยรุ่นมาตรฐานมาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 16 ทิศทาง ระบบปรับอุณหภูมิเบาะโดยสาร ระบบระบายอากาศ ปีกเบาะโดยสารที่ปรับระดับได้ และฟังก์ชันนวดแบบใหม่
อีกทั้ง นวัตกรรมใหม่อย่าง Postural Adjust และ Smart Seat Climate ยังมาเป็นตัวเลือกเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดในการเดินทางระยะไกล โดยระบบจะปรับเปลี่ยนรูปทรงของเบาะโดยสารอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายแรงกดทับให้เหมาะสม พร้อมทั้งปรับระบบทำความร้อนและระบายอากาศเพื่อควบคุมอุณหภูมิของผู้โดยสารให้เป็นไปตามระดับที่ตั้งค่าไว้ สำหรับแพ็กเกจ Wellness Seat Specification นั้น ระบบนวดได้รับการพัฒนาการทำงานจากพนักพิงไปสู่เบาะรองนั่ง ทำให้สามารถนวดผ่อนคลายได้ทั้งบริเวณขา หลัง และหัวไหล่
สำหรับเบาะโดยสารด้านหลังที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 3 คนนั้น มาพร้อมกับระบบเบาะพับด้วยไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถยนต์เบนท์ลีย์
ล้ออัลลอยด์มาพร้อมกับตัวเลือก 5 ดีไซน์กับพื้นผิวสัมผัสที่หลากหลาย โดยรุ่นมาตรฐานจะมาพร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 21 นิ้ว ในขณะที่รุ่น S จะมาพร้อมกับล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้วแบบก้านคู่ 10 ก้านเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้วให้เลือกเพิ่มเติมอีก 3 รูปแบบ ซึ่งรวมถึงล้ออัลลอยด์ที่ออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์โดยเฉพาะ ส่วนยางนั้นมีให้เลือกทั้งขนาด 21 และ 22 นิ้ว รวมถึงยางแบบ All-season ขนาด 22 นิ้วที่เข้ามาเติมเต็มทางเลือกในการออกแบบ
Torcal ยังถือเป็นรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่นแรกที่มาพร้อมกับโลโก้เบนท์ลีย์ที่ได้รับการออกแบบใหม่และปรับโฉมให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา
สมรรถนะอันเหนือชั้นแบบฉบับรถยนต์เบนท์ลีย์
Torcal คือ ยนตรกรรมรุ่นแรกที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน โดยมอบสมรรถนะการขับขี่จากการผสานพละกำลังอันมหาศาลที่มาพร้อมความนุ่มนวลและแม่นยำในการควบคุมด้วยพละกำลังสูงสุดถึง 888 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุดถึง 1,350 นิวตันเมตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขแรงบิดที่สูงที่สุด Torcal สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที ทว่ายังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เข้าถึงง่าย นุ่มนวลต่อเนื่อง และเปี่ยมด้วยความหรูหราสง่างาม สมรรถนะระดับนี้เป็นสิ่งที่ทีมวิจัยและพัฒนาตั้งใจกำหนดขึ้น โดยคำนึงถึงข้อมูลที่ระบุว่าลูกค้าส่วนใหญ่มองว่าอัตราเร่งที่รุนแรงเกินกว่าระดับดังกล่าวนั้นอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวขณะขับขี่
ตัวรถติดตั้งมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรทรงพลังสองตัว ทั้งสองตัวเป็นแบบน้ำมันแห้งและเติมน้ำมันตลอดอายุการใช้งาน ในขณะที่มอเตอร์ด้านหน้าใช้เฟืองท้ายแบบเปิด มอเตอร์ด้านหลังใช้เฟืองท้ายแบบล็อกได้พร้อมคลัตช์แบบหลายแผ่นบนเพลาส่งกำลังแต่ละตัว
ชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบ Pouch cell จำนวน 192 เซลล์ที่ต่ออนุกรมกัน โดยมีแรงดันไฟฟ้าปกติอยู่ที่ 800 โวลต์ และมีความจุสุทธิรวม 113 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ทั้งนี้ แบตเตอรี่ดังกล่าวมาพร้อมกับการรับประกันครอบคลุมระยะทาง 160,000 ไมล์ หรือ ระยะเวลา 10 ปี
ระบบช่วงล่างแบบแอคทีฟเต็มรูปแบบได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถยนต์เบนท์ลีย์ และโช้คอัพแบบปรับได้สองวาล์ว มอบความนุ่มนวลราวกับ “พรมวิเศษ” พร้อมทั้งยังสามารถปรับแต่งแชสซีให้เหมาะสมกับโหมดการขับขี่แต่ละแบบได้ โช้คอัพแต่ละตัวสามารถยกขึ้นหรือลดลงได้อย่างอิสระและทันที ตอบสนองต่อทั้งสภาพถนนและการควบคุมของผู้ขับขี่เพื่อความสะดวกสบายในการขับขี่และการควบคุมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เหล็กกันโคลง แต่ใช้โช้คอัพเพื่อสร้างแรงบิดต้านการโคลงที่ปรับได้ไม่จำกัด พร้อมด้วยความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นอีกด้วยระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นมาตรฐาน โดยใช้มุมบังคับเลี้ยวล้อหลังได้สูงสุดถึง 5 องศาเพื่อลดรัศมีวงเลี้ยวให้เหลือเพียง 11.1 เมตร
ระบบเบรกมาตรฐานเป็นแบบเหล็ก (Iron) โดยมาพร้อมจานเบรกคู่หน้าขนาด 420 มม. และคู่หลังขนาด 370 มม. นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกอัปเกรดเป็นระบบเบรกเซรามิก Carbon Silicon Carbide (CSiC) ซึ่งใช้จานเบรกคู่หน้าขนาด 440 มม. ซึ่งถือเป็นจานเบรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ใช้กับรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่นอื่นๆ และจานเบรกคู่หลังขนาด 410 มม. โดยทั้งสองระบบมีตัวเลือกคาลิปเปอร์เบรกสีดำ สีแดง หรือสีเทา และยังมีอีก 3 สีพิเศษให้เลือกผ่านบริการของ Bentley Mulliner
Torcal พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายสำหรับการเดินทางระยะไกล ผสานความคล่องตัวและการตอบสนองที่ฉับไว รวมถึงสมรรถนะอันเหนือชั้นเมื่อขับขี่ในแบบออฟโรด ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ในขีดความสามารถอันหลากหลายของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ กล่าวได้ว่า Torcal มอบความสะดวกสบายเทียบเท่ารุ่น Flying Spur และให้สมรรถนะการขับขี่ที่เปี่ยมด้วยพละกำลังและความคล่องตัวไม่ต่างจากรุ่น Continental GT Speed โดยประสิทธิภาพในการขับขี่นี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนบุคลิกและอารมณ์ในการขับขี่ที่แตกต่างกันได้ง่ายดาย ผ่านโหมดการขับขี่ที่คัดสรรมาให้เลือกถึง 4 รูปแบบ
อรรถประโยชน์อันล้นเหลือ
Torcal มีความยาวตลอดตัวถัง 5 เมตร ถือเป็นรถยนต์แบบ 4 ประตูที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด แต่กลับมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาด 460 ลิตร และพื้นที่เก็บของด้านหน้าอีก 90 ลิตร และด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 11.1 เมตร ทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีความคล่องตัวสูงในการขับขี่ในเมือง ในขณะที่สามารถมอบพิสัยการเดินทางได้สูงสุด 600 กม. ช่วยให้การเดินทางไกลเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดพักบ่อยครั้ง นอกจากนี้ Torcal ยังรองรับการชาร์จไฟจากระดับ 10% ถึง 80% ได้ในเวลาไม่ถึง 20 นาทีด้วยกำลังไฟ 400 กิโลวัตต์ ซึ่งหมายความว่าสามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ถึง 161 กม. โดยใช้เวลาชาร์จเพียง 7 นาทีเท่านั้น
เทคโนโลยี ADAS ล่าสุดมาพร้อมฟีเจอร์ขั้นสูงทั้งสำหรับการขับขี่และการจอดรถเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ระบบมาพร้อมกับเรดาร์ เซ็นเซอร์ และกล้องรวม 25 ตัวติดตั้งอยู่รอบตัวรถเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ตัวรถจะสแกนสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากพบสิ่งกีดขวางบนถนนแคบ รถจะสามารถถอยหลังกลับไปยังจุดที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้โดยอัตโนมัติเพื่อให้สิ่งกีดขวางนั้นผ่านไปได้ นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยอำนวยความสะดวกในการลากจูง การนำรถเข้าจอดในที่จอด และการจอดรถขนานขอบทางที่จะช่วยป้องกันความเสียหายต่อขอบล้อ รวมถึงระบบสั่งการจอดรถระยะไกลผ่านแอปพลิเคชัน อีกทั้งยังสามารถ “เรียนรู้” และจดจำรูปแบบการจอดรถที่แม่นยำเฉพาะเจาะจงได้อีกด้วย ประตูไฟฟ้าทั้ง 4 บานที่ควบคุมด้วยระบบเรดาร์สามารถเปิดและปิดได้เองโดยอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น ผู้โดยสารสามารถสั่งปิดประตูได้เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยหรือสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัสหลัก ในขณะที่ผู้ขับขี่สามารถปิดประตูฝั่งตนเองได้เพียงแค่เหยียบแป้นเบรก
หลังคาซันรูฟแบบกระจกที่ปรับเปลี่ยนความโปร่งแสงได้รุ่นใหม่ในดีไซน์ “Frosted Diamond” ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถปรับระดับแสงและบรรยากาศได้ตามต้องการ พร้อมผสมผสานทั้งประโยชน์ใช้สอยและความหรูหราไว้อย่างลงตัว
การรังสรรค์เสียงอันทรงพลัง
เสียงจังหวะอันทรงพลังของเครื่องยนต์เป็นสิ่งที่คงอยู่คู่ประวัติศาสตร์ของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์มาตั้งแต่รถยนต์คลาสสิกขนาด 3 ลิตรคันแรกในปี พ.ศ. 2462 จนถึงปัจจุบัน ทีมพัฒนาจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมโยงผ่านเสียงที่เปี่ยมด้วยพลังในลักษณะเดียวกัน โดยไม่พึ่งพาเพียงการเลียนแบบทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น พวกเขาค้นพบว่าจังหวะของเครื่องยนต์ V8 คือหัวใจสำคัญของเสน่ห์อันน่าหลงใหล และได้ใช้เครื่องดนตรีจริงอย่าง กลอง ไวโอล่า และกีตาร์เบส ร่วมรังสรรค์ Bentley Dynamic Symphony ที่สมจริง
ตั้งแต่จังหวะปกติไปจนถึงการเร่งความเร็วอย่างเต็มกำลัง เสียงที่เกิดขึ้นจากการตอบสนองต่อการขับขี่จะมอบความรู้สึกให้แก่ผู้ขับขี่ โดยเน้นย้ำถึงความรู้สึกเชื่อมโยงและการตอบสนองที่แท้จริง มากกว่าจะเป็นเพียงการจำลองเสียงเครื่องยนต์ทั่วไป เสียงที่มีพลังและหนักแน่นในย่านความถี่ต่ำนี้ได้รับการปรับจูนให้สอดคล้องกับแรงบิดที่ผู้ขับขี่ต้องการและความเร็วของรถ ซึ่งช่วยเสริมการรับรู้ถึงพฤติกรรมการใช้รถและให้ข้อมูลที่คาดการณ์ได้ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระดับเสียงของระบบ Dynamic Symphony จะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้โหมด Sport และสามารถปิดการทำงานได้อย่างสมบูรณ์หากผู้ขับขี่ต้องการความเงียบสงบ
เสียงจากระบบสั่งการอื่นๆ ยังรวมถึงเสียงสัญญาณไฟเลี้ยว ซึ่งเป็นเสียงที่บันทึกมาจากจังหวะค้อนกระทบพื้นผิวของหนังแท้ภายในเวิร์กช็อปงานหุ้มเบาะโดยสารของเบนท์ลีย์ หรือแม้แต่เสียงแจ้งเตือนบนหน้าจอแบบสัมผัสและระบบผู้ช่วยดิจิทัลก็ยังแฝงไว้ด้วยสัมผัสแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เพราะเป็นเสียงที่ถอดแบบมาจากเสียงของแก้วคริสตัล
นอกเหนือจากเสียงที่เกิดจากการขับเคลื่อนและเสียงการทำงานของระบบต่างๆ แล้ว Torcal ยังมาพร้อมกับตัวเลือกของระบบเครื่องเสียง 2 รูปแบบ โดยเริ่มต้นที่ระบบกำลังขับ 620 วัตต์ พร้อมลำโพง 16 ตัว และอีกทางเลือกหนึ่งคือระบบที่พัฒนาร่วมกับ Naim ซึ่งมีกำลังขับสูงถึง 1,780 วัตต์ พร้อมลำโพง 28 ตัว รวมถึงระบบสั่นสะเทือนที่เบาะโดยสารเพื่อถ่ายทอดสัมผัสทางกายภาพ (Kinaesthetic Seat Shakers) และลำโพงที่ติดตั้งบริเวณพนักพิงศีรษะคู่หน้า อีกทั้งยังรองรับระบบเสียง Dolby Atmos 7.1 อีกด้วย
โหมดการขับขี่และคุณสมบัติเพื่อความสะดวกสบายสำหรับทุกการเดินทาง
โหมดการขับขี่ของ Torcal ก้าวล้ำไปไกลกว่าเพียงแค่การปรับตั้งค่าช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน ผู้ขับขี่สามารถออกแบบทุกการเดินทางให้สอดคล้องกับความรู้สึกที่ผู้ขับขี่ต้องการสัมผัสด้วยโหมดประสบการณ์การเดินทาง (Experience Modes) ทั้ง 4 รูปแบบที่ได้ผสานองค์ประกอบต่างๆ ทั้งแสง สี เสียง ระบบปรับอากาศ การไหลเวียนของอากาศ และข้อมูลดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อตอบสนองต่ออารมณ์ ช่วงเวลา และสภาวะจิตใจที่แตกต่างกัน
โหมด Bentley สะท้อนความอบอุ่น ความมีชีวิตชีวา และความสมดุลที่ผสานความสะดวกสบายและงานฝีมือเข้าด้วยกัน สร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกหรูหราแต่ยังคงเน้นผู้ขับขี่เป็นหลัก ในขณะที่โหมด Comfort สร้างสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบที่จะลดสิ่งรบกวนให้ได้น้อยที่สุด เสริมจังหวะการขับขี่ที่นุ่มนวลขึ้น พร้อมตัวเลือกในการงดใช้อุปกรณ์ดิจิทัล โดยซ่อนข้อมูลที่ไม่จำเป็นทั้งหมดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากหน้าจอ
โหมดที่ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจที่สุดในบรรดา 4 โหมด คือ โหมด Sport ในโหมดนี้ เสียงประกอบจะสมจริงยิ่งขึ้น ภาพประกอบและบรรยากาศที่แสดงออกผ่านแสงและการตอบสนองของปุ่มควบคุมจะชัดเจนมากขึ้น
โหมด Refresh จะช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศบริสุทธิ์ ปรับแสงให้สว่างขึ้น และสร้างบรรยากาศที่ดูโปร่งโล่ง สะอาดสดชื่น ช่วยเติมพลังให้กับทั้งร่างกายและจิตใจ
ยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้ดียิ่งขึ้นด้วยการให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับหลักสรีรศาสตร์และความสะดวกในการใช้งานผ่านหน้าจอ OLED แบบโค้งที่ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเบนท์ลีย์ มอบสีดำสนิทและสีสันที่สดใสยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพและเอื้อต่อหลักสรีรศาสตร์ในการใช้งานที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ของหน้าจอ
ระบบจดจำใบหน้าช่วยให้สามารถระบุตัวตนผู้ขับขี่ได้อย่างง่ายดายเพื่อปรับการตั้งค่าส่วนบุคคลที่บันทึกไว้มาใช้งานได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเบาะโดยสารและพวงมาลัย การตั้งค่าระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) และการตั้งค่าอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ โทรศัพท์มือถือของผู้ใช้ยังสามารถตั้งค่าให้ทำหน้าที่เสมือนกุญแจรถ (Mobile Device Key) ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งานฟังก์ชันต่างๆ และเข้าถึงระบบของตัวรถได้อย่างเต็มรูปแบบ
เบนท์ลีย์ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้วยการลดระยะเวลาที่ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากท้องถนนผ่านระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้าแบบ Augmented Reality ที่จะฉายข้อมูลต่างๆ เช่น คำแนะนำเส้นทางและสัญลักษณ์ ADAS บนพื้นถนนลงในระดับสายตาของผู้ขับขี่โดยตรง โดยจัดวางตำแหน่งให้สอดคล้องกับทางเลี้ยวหรือจุดอันตรายต่างๆ บนท้องถนน
วัสดุร่วมสมัยคัดสรรอย่างยั่งยืน
ตลอดหลายชั่วอายุคน เบนท์ลีย์ได้สร้างมาตรฐานด้านงานฝีมือการตกแต่งภายในด้วยวัสดุที่ดีที่สุด และ Torcal ได้เพิ่มทางเลือกให้มากขึ้นด้วยการนำเสนอวัสดุที่เป็นนวัตกรรมใหม่ แนวคิดสุดล้ำสมัย และความใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันเพื่อนิยามความหรูหราแห่งยนตรกรรมยุคใหม่
ขนแกะเมอริโนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการแฟชั่นมาอย่างยาวนานในเรื่องความนุ่มนวล ความอบอุ่น และความหรูหราสง่างามตามธรรมชาติ ทว่าที่ผ่านมาวัสดุชนิดนี้ยังขาดความทนทานสำหรับการใช้งานภายในห้องโดยสารรถยนต์ ล่าสุด ทีมงานด้านสี วัสดุ และการตกแต่งของเบนท์ลีย์ได้ร่วมมือกับ Fox Brothers ซึ่งเป็นบริษัทจากซอมเมอร์เซ็ตที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทอผ้าขนแกะคุณภาพสูงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ในการพัฒนาผ้าสำหรับใช้ในรถยนต์ที่ผลิตจากขนแกะเมอริโนแท้ 100% เป็นครั้งแรกของโลก เพื่อมอบมิติใหม่แห่งความอบอุ่นและความสบายให้แก่ห้องโดยสาร อีกทั้งยังนับเป็นผ้าขนแกะสำหรับยานยนต์ชนิดแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Responsible Wool Standard (RWS) อีกด้วย
Ombré Walnut by Mulliner พื้นผิวแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Torcal นั้น ผ่านกรรมวิธีการนำเศษไม้วอลนัทที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันมากถึง 1,000 ชั้น และกระดาษคราฟต์ (กระดาษรีไซเคิล) ที่คัดสรรอย่างยั่งยืน มาอัดเข้าด้วยกันอย่างระมัดระวัง แล้วจึงตัดให้มีความหนาน้อยกว่าหนึ่งมิลลิเมตร เฉดสีวอลนัทสี่เฉดที่แตกต่างกันจะค่อยๆ ไล่ระดับจากสีดำเข้มไปจนถึงสีเทาเข้มและสีเทาอ่อน สะท้อนความหรูหราและร่วมสมัยที่หยั่งรากอยู่ในงานฝีมือแบบดั้งเดิม
อีกหนึ่งวัสดุตกแต่งใหม่ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก คือ Sunburst Aluminium จาก Bentley Mulliner ซึ่งถือเป็นการตีความใหม่ของแผงหน้าปัดอะลูมิเนียมขัดเงาแบบ Engine-turned ของรถยนต์เบนท์ลีย์ในอดีต ลวดลายการขัดเงาแบบสามทิศทางที่ให้สัมผัสที่แม่นยำ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดและความใส่ใจในรายละเอียดของงานฝีมือเบนท์ลีย์ในมุมมองใหม่
สำหรับการตกแต่งภายในที่งดงามและสะดุดตา เบนท์ลีย์มีการผสานเฉดสีหนังแท้โทน Olive Tan ถึง 15 เฉดสี (รวมถึงเฉดสีใหม่ล่าสุดอย่าง Teal, Terra และ Glaze) เข้ากับวัสดุ Dinamica ในเฉดสีที่เข้าคู่กันอีก 15 เฉดสี และผ้าขนสัตว์ Merino แท้ในอีก 5 เฉดสี นอกจากนี้ยังมีทางเลือกวัสดุวีเนียร์ 6 แบบ เสริมด้วยวัสดุพื้นผิวแบบ Technical อีก 2 แบบ และพื้นผิวแบบ Piano อีก 6 เฉดสี อันได้แก่ Black, Gravity Grey, Linen, Teal, Imperial Blue และ Cricket Ball
Torcal รุ่น Core และ รุ่น S
Torcal เปิดตัวรุ่นมาตรฐานและรุ่น S ที่เน้นสมรรถนะสไตล์สปอร์ต โดยรุ่นมาตรฐานมาพร้อมพละกำลัง 821 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 1,194 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กม./ชม. ส่วนรุ่น S นั้นเหนือกว่าด้วยพละกำลัง 888 แรงม้า (PS) และแรงบิด 1,350 นิวตันเมตรเมื่อเปิดใช้งานระบบ Launch Control ทำให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 2.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 260 กม./ชม.
รุ่น Torcal มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งในเฉดสีเงินซาติน การตกแต่งภายในแบบทูโทน และแผงตกแต่งลายไม้ Open Pore Crown Cut Walnut เป็นมาตรฐาน ส่วนรุ่น Torcal S ได้รับการปรับปรุงรูปลักษณ์ให้ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวเพื่อสะท้อนสมรรถนะที่เหนือชั้น โดยมาพร้อมรายละเอียดการตกแต่งเพิ่มเติม ดังนี้
- ชุดแต่งภายนอกและครอบกระจกมองข้างสีดำ
- ไฟท้ายรมดำ
- ดิฟฟิวเซอร์หลัง พร้อมด้วยสเกิร์ตข้างสไตล์สปอร์ตและกันชนหน้า
- คาลิปเปอร์เบรกสีแดง
- ตราสัญลักษณ์ ‘S’ ที่บังโคลนหน้า พร้อมด้วยโลโก้เบนท์ลีย์สีดำ
- ลวดลายการแบ่งสีแบบ S การควิลต์ และการเดินเส้นด้ายที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
- แป้นเบรกสไตล์สปอร์ต
- วีเนียร์ Piano Black
- กาบบันไดแบบเรืองแสงและไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบ
บทสรุป
ทั้งงานดีไซน์ เสียงเครื่องยนต์ และความประณีตในการรังสรรค์รถยนต์เบนท์ลีย์ล้วนก่อให้เกิดสายใยแห่งความรู้สึกอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างมนุษย์และยนตรกรรม ทุกองค์ประกอบของ Torcal ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ วิศวกรรม เทคโนโลยี หรือศิลปะแห่งงานช่าง ล้วนได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น โดยเป็นการผสานเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเข้ากับงานฝีมืออันทรงคุณค่าเหนือกาลเวลาเพื่อถ่ายทอดมิติใหม่แห่งความผูกพันอันลึกซึ้งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์รถยนต์เบนท์ลีย์ทุกคัน
สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์เบนท์ลีย์ โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine





















































































































































































































