-
News Car1 Min Read
โตโยต้าถนนสีขาว สนับสนุนที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก แก่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ส่งเสริมโครงการ “100 โรงพยาบาล 100 ธนาคารที่นั่งนิรภัย ร้อยดวงใจผูกพัน”
นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มอบที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก จำนวน 30 ที่นั่ง แก่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ “100 โรงพยาบาล 100 ธนาคารที่นั่งนิรภัย ร้อยดวงใจผูกพัน” ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กและร่วมผลักดันการลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย
โตโยต้าตระหนักดีว่าการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะในกลุ่มทารกแรกเกิดจนถึงปฐมวัยที่โดยสารรถยนต์ นับเป็นหนึ่งในความสูญเสียสำคัญของประเทศ แม้กฎหมายกำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือมีส่วนสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องนั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Car Seat) ขณะโดยสารรถยนต์ แต่ในทางปฏิบัติยังคงพบอุปสรรคจากการขาดความรู้ความเข้าใจของประชาชน รวมถึงข้อจำกัดด้านราคาและการเข้าถึงอุปกรณ์ดังกล่าว ดังนั้นโตโยต้าจึงมอบที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก จำนวน 30 ที่นั่งให้แก่กระทรวงสาธารณสุข
โครงการ “100 โรงพยาบาล 100 ธนาคารที่นั่งนิรภัย ร้อยดวงใจผูกพัน” ดำเนินการโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความตระหนัก และเพิ่มการเข้าถึงที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ผ่านการจัดตั้ง “ธนาคารที่นั่งนิรภัย (Car Seat Bank)” เพื่อให้ประชาชนที่ขาดแคลนสามารถยืมใช้งานได้ โดยดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาล 100 แห่งทั่วประเทศ พร้อมภาคีเครือข่ายสำคัญ อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
ทั้งนี้ โตโยต้ามีแผนขยายการสนับสนุนโครงการเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าบริจาคที่นั่งนิรภัยให้ครบ 100 ที่นั่ง สำหรับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 100 แห่ง พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือ
กับผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางรับบริจาคที่นั่งนิรภัยจากประชาชน ก่อนนำไปส่งต่อให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการโตโยต้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยทางถนน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อแสนประชากร ภายในปี พ.ศ. 2570 ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “สังคมคนขับรถดี” ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญภายใต้โครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว”
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car2 Min Read
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พลิกโฉมอนาคตแห่งการขับขี่ไปกับ
บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจาก
เจเนอเรชั่น “Neue Klasse”บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดฉากประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู ใหม่ รถยนต์รุ่นแรกจากตระกูล Neue Klasse ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมดบนพื้นฐานของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า นวัตกรรมดิจิทัล ความยั่งยืน และสุนทรียภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้นไปอีกขั้น การกลับมาของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ในเจเนอเรชัน Neue Klasse นี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมด้านการออกแบบและเทคโนโลยีล่าสุดที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ออกมาเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างในทุกมิติ ภายใต้รูปลักษณ์ของรถยนต์อเนกประสงค์แบบ SAV (Sports Activity Vehicle)
มิสคริส จู ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การมาถึงของ Neue Klasse นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และเป็นจุดเริ่มต้นของยานยนต์ในเจเนอเรชันใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู เราตื่นเต้นมากที่ได้นำบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกจากเจเนอเรชันนี้ มาเปิดตัวให้ได้สัมผัสกัน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า จากการผสมผสานนวัตกรรมทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดทั้งในด้านแบตเตอรี่และเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ จึงเป็นรถยนต์ที่สะท้อนถึงทิศทางในอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู และเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของเราในประเทศไทยไปพร้อมกัน”
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้ประกาศการพัฒนายานยนต์ในเจเนอเรชัน Neue Klasse เมื่อปี 2564 โดยถือเป็นการลงทุนในโครงการเพื่ออนาคตครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท ครอบคลุมทั้งในด้านการผลิต พัฒนารถยนต์ การดำเนินงานภายในโรงงาน ประสบการณ์การขับขี่ การออกแบบ และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับชื่อ “Neue Klasse” มีที่มาจากรถยนต์ซีรีส์ Neue Klasse ซึ่งเข้าสู่สายการผลิตเป็นครั้งแรกในปี 2505 ก่อนจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบีเอ็มดับเบิลยูในการมุ่งสู่ความสำเร็จบนเวทีโลก ปูทางไปสู่การพัฒนารถยนต์ตระกูลซีรีส์ 3 และซีรีส์ 5 ในเวลาต่อมา และหวนกลับมาอีกครั้งในโอกาสที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เตรียมเปิดฉากอีกหนึ่งยุคใหม่ที่นำทัพโดยบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่
บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่
ราคา: 3,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ รถยนต์รุ่นแรกจากตระกูล Neue Klasse ที่เข้าสู่สายการผลิตเต็มรูปแบบ เป็นรถยนต์ SAV พลังงานไฟฟ้า 100% มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในทุกด้าน นับตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงเทคโนโลยีภายใน พร้อมมอบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด เปี่ยมสมรรถนะ และโดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์เฉพาะตัวยิ่งกว่าที่เคย ก่อนจะปูทางไปสู่การเปิดตัวนวัตกรรมจาก Neue Klasse ในรถยนต์รุ่นใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู
บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยแนวทางการออกแบบที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยนำเอกลักษณ์ดั้งเดิมของบีเอ็มดับเบิลยูมาตีความจากมุมมองใหม่ที่ล้ำสมัย กระจังหน้าทรงไตคู่ในรุ่นนี้จัดวางมาในแนวตั้ง คล้ายคลึงกับกระจังหน้าของรถยนต์ Neue Klasse รุ่นดั้งเดิมจากทศวรรษ 1960 ทั้งยังติดตั้งระบบไฟ BMW Iconic Glow มาขับเน้นกรอบกระจังให้เด่นสะดุดตาแทนการใช้กรอบโครเมียมในรุ่นเดิม ส่วนมือจับประตูทั้ง 4 ก็ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างมาอำนวยความสะดวกเช่นกัน ขณะที่ฝาปิดช่องชาร์จส่วนท้ายรถ นำ AI มาวิเคราะห์ว่าผู้ขับขี่ตั้งใจจะจอดรถเพื่อชาร์จแบตเตอรี่หรือไม่ ก่อนจะทำการเปิด-ปิดฝาแบบอัตโนมัติ
เมื่อมองจากด้านข้าง บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ โดดเด่นด้วยพื้นผิวตัวถังขนาดใหญ่ ตัดด้วยเส้นสายที่แม่นยำเพื่อสร้างรูปลักษณ์และเหลี่ยมมุมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับรถยนต์ SAV ในรุ่นก่อนหน้า บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ มีซุ้มล้อทรงเหลี่ยมที่ขับเน้นบุคลิกของตัวรถให้ดูแข็งแกร่งและสง่างาม เข้ากับล้อ BMW Individual aerodynamic ขนาด 22 นิ้วอย่างลงตัว ส่วนไฟท้ายทอดยาวในแนวนอนเข้าสู่จุดกึ่งกลางของตัวรถ ทำให้ส่วนท้ายดูทรงพลังและโฉบเฉี่ยว ส่วนในด้านการใช้งาน iX3 ใหม่ ยังคงพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุดถึง 1,750 ลิตร เมื่อพับพนักพิงเบาะหลังลง และยังมีช่องเก็บของเพิ่มเติมใต้ฝากระโปรงหน้าความจุ 58 ลิตรอีกด้วย
ภายในห้องโดยสาร บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยกระดับการออกแบบที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง อันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยระบบ BMW Panoramic iDrive ซึ่งพัฒนาขึ้นจากเสียงตอบรับของลูกค้า รวมถึงข้อมูลจากรถยนต์ที่ใช้งานจริงกว่า 10 ล้านคัน และการศึกษาด้านการใช้งานจริงกับลูกค้าอีกกว่า 3,000 คนทั่วโลก ทั้งหมดนี้ทำให้ BMW Panoramic iDrive รวบรวมองค์ประกอบและฟังก์ชันหลักๆ ของตัวรถมาไว้ในระบบแสดงผลและควบคุมสั่งการที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร โดยระบบจะฉายข้อมูลลงบนกระจกหน้าแบบเต็มความกว้าง ตามหลักการออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยูที่เน้นให้ผู้ขับขี่ไม่ปล่อยมือจากพวงมาลัย และไม่ต้องละสายตาจากเส้นทางข้างหน้า ทั้งนี้ ข้อมูลสำคัญสำหรับการขับขี่ทั้งหมดจะจัดวางไว้ในระยะสายตาของผู้ขับ และเปิดให้สามารถปรับเปลี่ยนและเลือกเนื้อหามาวางในส่วนกลางและฝั่งผู้โดยสารได้โดยอิสระ ส่วนอีกหนึ่งนวัตกรรมอย่างจอแสดงผล BMW 3D Head-Up Display ติดตั้งอยู่เหนือ BMW Panoramic Vision ทางฝั่งผู้ขับ เพื่อแสดงข้อมูลเส้นทางเป็นภาพสามมิติ
เบื้องหลังระบบ BMW Panoramic iDrive คือระบบปฏิบัติการ BMW Operating System X ที่พัฒนาขึ้นใหม่เช่นเดียวกัน โดยตัวระบบเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรายละเอียดในการใช้งานได้มากมาย ผ่านทางบัญชีผู้ใช้ BMW ID ทั้งยังรองรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ ฟังก์ชันดิจิทัลอันหลากหลาย และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านแอป My BMW ทั้งยังพร้อมรองรับเทคโนโลยีในอนาคตผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์จากบีเอ็มดับเบิลยูอีกด้วย
ส่วนหน้าจอแสดงผลกลาง จัดวางในรูปแบบที่ยกตัวออกมาจากแผงคอนโซลหน้า ใช้งานได้สะดวกด้วยตำแหน่งการติดตั้งที่ไม่ไกลจากพวงมาลัย และแสดงภาพได้คมชัดด้วยเทคโนโลยี Matrix Backlight ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ที่เรียกใช้งานเป็นประจำได้ผ่านวิดเจ็ต QuickSelect ที่จัดเรียงเป็นแถวแนวตั้งในฝั่งขวามือ โดยไม่ต้องเข้าเมนูหลายชั้น ส่วนพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมปุ่มควบคุม พร้อมรับคำสั่งจากผู้ขับขี่และแจ้งเตือนถึงฟังก์ชันต่างๆ ด้วยผิวสัมผัสของตัวปุ่มเอง ไฟส่องสว่างใต้ปุ่ม และระบบสั่น (haptic feedback) ที่ตอบสนองต่อการสัมผัส ทั้งนี้ ระบบ BMW Panoramic iDrive รับบทบาทเป็นศูนย์กลางที่ช่วยให้ทั้งหน้าจอ องค์ประกอบงานออกแบบภายใน พร้อมด้วยแสงและเสียงภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ผสานเป็นหนึ่ง พร้อมรองรับการปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการผ่านฟังก์ชัน My Modes นอกจากนี้ ระบบเสียงสังเคราะห์ประกอบการขับขี่ BMW HypersonX ที่สรรสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดสำหรับรถยนต์ Neue Klasse ยังพร้อมเสริมบรรยากาศและความเร้าใจในทุกการเดินทาง
นอกเหนือจากเทคโนโลยีดิจิทัลแล้วห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยังมอบพื้นที่กว้างขวางโอ่อ่าในทุกที่นั่ง โดยแผงหน้าปัดแบบลอยตัวของระบบ BMW Panoramic iDrive ทอดยาวตามแนวกระจกหน้ามาเชื่อมกับบานประตูได้อย่างพอดี สร้างบรรยากาศของห้องโดยสารที่โอบล้อมทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารแบบรอบด้าน ส่วนระบบไฟตกแต่งภายใน พร้อมด้วยหน้าต่างบานใหญ่และหลังคากระจกพาโนรามาแบบกันความร้อน ช่วยสร้างบรรยากาศที่ยิ่งดูโอ่โถงและสว่างไสว แพ็กเกจ M Sport ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานในรุ่นนี้ ยิ่งตอกย้ำรูปลักษณ์อันปราดเปรียวของ iX3 ใหม่ ด้วยเบาะนั่งแบบมัลติฟังก์ชัน ปรับได้ 8 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบรองรับหลังและโปรแกรมนวด 7 รูปแบบ รวมถึงพวงมาลัยแบบ M ภายในห้องโดยสาร คู่ไปกับชุดแต่งที่เติมประกายสวยสะดุดตา
ด้านนอกตัวรถในด้านสมรรถนะและการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 6 ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ Neue Klasse โดยเฉพาะ ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง แบตเตอรี่แรงดันสูงแบบใหม่ที่ใช้เซลล์ทรงกระบอก และเทคโนโลยีการชาร์จไฟระดับ 800 โวลต์ ทั้งนี้ เซลล์ทรงกระบอกถูกบรรจุเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูงโดยตรง (“cell to pack”) เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานและประสิทธิภาพด้านต้นทุน นอกจากนี้ แบตเตอรี่แรงดันสูงยังถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวรถ (“pack to open body”) เพื่อช่วยลดน้ำหนักของตัวรถให้น้อยที่สุด ทั้งหมดนี้ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ สามารถส่งพละกำลังมหาศาลถึง 345 กิโลวัตต์ / 469 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 645 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ลงสู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ จึงพารถพุ่งทะยานจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Neue Klasse นี้ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานลงถึง 40% ลดน้ำหนักลง 10% และลดต้นทุนการผลิตลง 20% เมื่อเทียบกับระบ BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 5
แบตเตอรี่ของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ เพิ่มปริมาณพลังงานต่อเซลล์ขึ้นราว 20% และยังชาร์จได้เร็วขึ้นถึง 30% ด้วยความจุแบตเตอรี่รวม 113.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมง iX3 รุ่นนี้จึงสามารถเดินทางได้สูงสุดถึง 805 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP และเมื่อใช้บริการจากสถานีชาร์จความเร็วสูงแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) 800 โวลต์ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ที่กำลังไฟสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ถึง 372 กิโลเมตรเมื่อจอดชาร์จเพียง 10 นาที ขณะที่การชาร์จจาก 10% ถึง 80% ใช้เวลาเพียง 21 นาทีเท่านั้น
ระบบส่งกำลังและการควบคุมที่แม่นยำในทุกจังหวะของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนโดยระบบที่มีชื่อว่า “Heart of Joy” ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่คอมพิวเตอร์ระดับ “Superbrain” ที่ควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในรถยนต์ Neue Klasse ทุกรุ่น ชุดควบคุมสมรรถนะสูงนี้รับผิดชอบดูแลระบบส่งกำลัง เบรก ระบบหมุนเวียนพลังงาน และฟังก์ชันย่อยที่สนับสนุนการบังคับพวงมาลัย โดยสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่าชุดควบคุมทั่วไปถึง 10 เท่า เมื่อผนวกรวมกับซอฟต์แวร์ BMW Dynamic Performance Control ที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด Heart of Joy สามารถพิจารณาและคิดคำนวณตัวแปรต่างๆ จากสภาวะขณะขับขี่จริงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่าใคร เสริมให้ตัวรถตอบสนองต่อทุกสัมผัสของคันเร่ง แป้นเบรก และพวงมาลัยอย่างแม่นยำและมั่นใจ นอกจากนี้ Heart of Joy ยังอยู่เบื้องหลังฟังก์ชัน Soft Stop ที่ช่วยให้ iX3 ใหม่ สามารถหยุดรถได้อย่างนุ่มนวลกว่าบีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่นที่ผ่านมา
ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงระดับ “Superbrain” อีกตัวหนึ่งในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ทำหน้าที่ควบคุมฟังก์ชันอัตโนมัติทั้งหมดสำหรับการขับขี่และจอดรถ ด้วยพลังประมวลผลที่เหนือกว่าชุดควบคุมแบบเดิมถึง 20 เท่า ระบบควบคุมนี้จึงยกระดับฟังก์ชันการช่วยเหลือผู้ขับขี่ในรถยนต์ Neue Klasse ทุกรุ่นให้เหนือชั้นกว่าเดิม โดยในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ เทคโนโลยี BMW Symbiotic Drive จะนำการควบคุมของผู้ขับขี่มาผสานเข้ากับซอฟต์แวร์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ตัวอย่างเช่นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่จะไม่ปิดตัวลงทันทีที่แตะเบรกเบาๆ แต่จะหยุดทำงานเมื่อเหยียบเบรกแรงขึ้น ส่วนระบบที่ช่วยคุมตัวรถให้อยู่ในเลน จะยังทำงานอยู่แม้ผู้ขับขี่จะหมุนพวงมาลัยเล็กน้อย
นอกจากการสร้างนิยามใหม่ของสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในทุกมิติ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยังนำแนวคิดด้านความยั่งยืนและการหมุนเวียนทรัพยากรของรถยนต์ในเจเนอเรชัน Neue Klasse มาปรับใช้จริง ซึ่งส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลงถึง 34% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยคำนวณจากการขับขี่เป็นระยะทาง 200,000 กิโลเมตร ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นจากมาตรการด้านความยั่งยืนที่ทำมาปรับใช้ในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัตถุดิบทดแทน (secondary raw materials) ราวหนึ่งในสามของทั้งหมด หรือการปรับกระบวนการทำงานในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่นการผลิตและขนส่งตัวรถ ให้ลดการปล่อยมลพิษคาร์บอนลงถึง 35%
บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ และนวัตกรรมสุดล้ำสมัยของ Neue Klasse พร้อมอวดโฉมบนท้องถนนประเทศไทยด้วยตัวเลือกสีตัวถัง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Ocean Wave Blue Metallic (พร้อมห้องโดยสารในโทนสีดำ), สีเทา Brooklyn Grey Metallic, สีเทา Polarised Grey Metallic, สีดำ Black Sapphire Metallic, สีขาว Alpine White Solid และสีเงิน Space Silver Metallic (ทั้งหมดมาพร้อมห้องโดยสารในสีน้ำตาล Castanea)
-
News Car1 Min Read
ธนบุรีนอยสเติน สานต่อกิจกรรมสร้างคอมมูนิตี้แบรนด์ GEELY GO รวมพลเจ้าของ GEELY EX2 ฉลองความสำเร็จระดับโลก
บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งของ GEELY GO คอมมูนิตี้แบรนด์ระดับโลก ผ่านกิจกรรมพิเศษสำหรับเจ้าของรถ GEELY EX2 ในการสัมผัสประสบการณ์ไลฟ์สไตล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนเรือสิริมหรรณพ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (Asiatique The Riverfront) ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยงผู้ใช้งานเข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่น เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของ GEELY EX2 ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามทั้งในประเทศไทยและตลาดโลก พร้อมสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์และสมาชิกครอบครัว GEELY สะท้อนความมุ่งมั่นของ ธนบุรีนอยสเติน ในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกมิติ
ภายในงาน เจ้าของรถ GEELY EX2 และแขกผู้มีเกียรติรวมกว่า 70 คน ยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานและแลกเปลี่ยนมุมมองในฐานะสมาชิกของครอบครัว GEELY ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี และสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของเราในการต้อนรับลูกค้า GEELY EX2 สู่ครอบครัว GEELY อย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมฉลองความสำเร็จของรถไฟฟ้าซิตี้คาร์ยอดนิยมรุ่นนี้ที่มียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 540,000 คัน และครองตำแหน่งรถยนต์นั่งที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศจีน และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมในประเทศไทยด้วยยอดจองสะสมทะลุ 6,000 คัน ความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ GEELY และเป็นที่มาของการออกแบบกิจกรรมภายใต้บริบททางวัฒนธรรมของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนและเชื่อมโยงผู้คนมาอย่างยาวนาน เพื่อสื่อถึงแนวคิดของ GEELY ที่ผสานเข้ากับปรัชญาของธนบุรีนอยสเตินในการสร้างความผูกพันและเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในระยะยาว”
GEELY GO หัวใจสำคัญของการเดินเคียงข้างลูกค้า
GEELY GO ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า GEELY Owners โดยวางผู้ใช้งานในฐานะศูนย์กลางของการขับเคลื่อนแบรนด์ ภายใต้พันธกิจ 3 แกนหลัก ได้แก่ Inspiration เชื่อมแรงบันดาลใจผ่านการส่งเสริมศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม Connection สร้างสายสัมพันธ์ร่วมกับผู้คน เทคโนโลยี และชุมชนเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน และ Care มุ่งดูแลเคียงข้างสังคม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนความยั่งยืน คอมมูนิตี้แบรนด์ GEELY GO จึงถือเป็นพันธกิจเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างคุณค่าและความแตกต่างให้กับแบรนด์ ผ่านการพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้ใช้งานกับ GEELY และต่อยอดฐานลูกค้าให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ การรวมตัวของคอมมูนิตี้ GEELY GO จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ ธนบุรีนอยสเติน ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธนบุรี ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในการเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าชาวไทย พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการในทุกมิติ โดยมีแผนขยายเครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมให้ครบ 65 แห่งภายในปี 2569 เพื่อรองรับคอมมูนิตี้ผู้ใช้งานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต และตอกย้ำบทบาทของธนบุรีนอยสเตินในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในระยะยาว
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
Primus Group เสริมทัพ! รุกตลาด EV ลักชูรี ทุ่มงบ 120 ล้านบาท เปิด Zeekr House แฟลกชิปใหม่ ย่านราชพฤกษ์
Primus Group แรงไม่หยุด! รับอานิสงค์ตลาดรถ EV บูม ดันยอดรายได้ TOAVH พุ่งแตะ 12,000 ล้านบาท เร่งเสริมทัพขยายเครือข่ายธุริจ ทุ่มงบกว่า 120 ล้านบาท เปิด Zeekr House Primus แฟลกชิฟใหม่ ย่านราชพฤกษ์ พร้อมเปิดเกมรุกตลาดภาคเหนือ เตรียมผุดโชว์รูมเพิ่มในเชียงใหม่ ขยายกลุ่มลูกค้ารถ EV พรีเมี่ยม
นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด และ ไพรม์มัส กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตเพียงเล็กน้อย ส่งผลทำให้ธุรกิจหลายภาคส่วนชะลอ อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การเร่งตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ของภาครัฐ ประกอบกับกลยุทธ์ทางการตลาดของ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างหลากหลาย และมีระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมากกว่า 74%
เช่นเดียวกับ Primus Group ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยอดขายอันดับ 1 ในหลายแบรนด์ที่บริษัทดูแล โดยในปี 2568 มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 5,321 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มียอดขายรวม 3,211 คัน ส่งผลทำให้ TOAVH เติบโตกว่า 20% และมีรายได้รวมกว่า 12,000 ล้านบาท โดยมีธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์เป็นกลุ่มหลัก ที่มีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด
ด้วยการเติบโตของธุรกิจกลุ่มดีลเลอร์รถยนต์ สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง ตลอดจนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อ Primus Group ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการบริการระดับพรีเมียมแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดสำคัญในการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า “Top of Mind Brand”
ล่าสุด Primus Group ได้เดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิด Zeekr House Primus โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ของ Zeekr แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก โดยโชว์รูมแห่งนี้ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน CI ใหม่ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิดโชว์รูมระดับพรีเมียม–ลักชูรี ที่ผสานความหรูหรา ทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับมาตรฐานการ
บริการที่ครอบคลุมทั้งด้านการจำหน่ายและบริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า
นอกจากนี้ เพื่อการรองรับการเติบโตของตลาดรถ EV ในอนาคต ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของ Primus Group ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย Primus Group ได้รับความไว้วางใจจาก ZEEKR ประเทศไทย แต่งตั้งให้เป็นดีลเลอร์ Zeekr อย่างเป็นทางการ เพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีแผนเปิด Zeekr House Primus สาขาเชียงใหม่อีก 1 แห่ง ภายในเดือนสิงหาคมศกนี้
นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group กล่าวว่า Primus Group ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ การให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) การมีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและเลือกซื้อรถยนต์ การส่งมอบรถยนต์ ไปจนถึงการดูแลบริการหลังการขาย รวมทั้งงานซ่อมสีและตัวถัง เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้วยหลักการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้ Primus Group ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านรางวัลความพึงพอใจของลูกค้า และรางวัลยอดขายอันดับ 1 จากหลายแบรนด์ที่บริษัทเป็นผู้แทนจำหน่าย สะท้อนถึงมาตรฐานการให้บริการระดับสูง และศักยภาพของทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ โดยแนวทางดังกล่าว จะนำมาใช้ในการบริหารงานและพัฒนา Zeekr House Primus ให้มีศักยภาพด้านบริการสูงสุดสำหรับลูกค้า Zeekr ด้วยเช่นกัน
Zeekr House Primus เป็นโชว์รูม Flagship แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ เป็นทำเลที่ตั้งสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ด้วยพื้นที่ใช้งานกว่า 2 ไร่ ภายในได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ Zeekr อย่างชัดเจน ด้านหน้าเป็นพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ Zeekr ครบทุกรุ่น ทุกแบบกว่า 6 คัน พร้อมโซนรับรองลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟ และบริการให้คำปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ ทั้งมีบริการอาหารว่าง-เครื่องดื่มที่เลือกสรรสำหรับลูกค้าคนสำคัญ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง เหนือระดับ และตอบโจทย์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการส่งมอบรถยนต์ที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้าในช่วงเวลาสำคัญของการรับมอบรถยนต์ และการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Primus Group
ด้านศูนย์บริการหลังการขาย Zeekr House Primus ได้ออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับการให้บริการอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งงานตรวจเช็ก ซ่อมแซม บำรุงรักษา รวมถึงงานซ่อมสีและตัวถัง ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสูง โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของ Zeekr พร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการดูแลรักษารถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีช่องซ่อมรวม 8 ช่อง รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ถึง 600 คันต่อเดือน
“การเปิด Zeekr House Primus บนถนนราชพฤกษ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเรา ในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านการบริการรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทย พร้อมรองรับการเติบโตของฐานลูกค้า Zeekr ที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต”
Zeekr House Primus สาขาราชพฤกษ์ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย โดยฝ่ายขาย เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.30-18.00 น. และในวันอาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. ส่วนศูนย์บริการ เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.30-17.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 935 1555 หรือ https://linktr.ee/Zeekr.Primus.Ratchaphruek
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
GWM ชวนเจ้าของ ORA Good Cat ร่วมแชร์เรื่องราวประทับใจผ่านแคมเปญ “Good Cat Good Memory” ลุ้นรับสิทธิ์ขับ ORA 5 EV ฟรี 5 ปีเต็ม!
– GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด เพื่อฉลองการเปิดตัวของ GWM ORA 5 รถยนต์อเนกประสงค์เจเนอเรชันใหม่ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Redefine Your New Era เพื่อยกระดับมาตรฐานรถ SUV-B ไปอีกขั้น ด้วย 2 ขุมพลังทางเลือกทั้ง EV และ HEV รวมถึงเพื่อขอบคุณลูกค้า GWM ORA Good Cat GWM (Thailand) จึงได้ออกแคมเปญสุดพิเศษ “Good Cat Good Memory” ชวนเจ้าของรถยนต์ GWM ORA Good Cat มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวและความทรงจำดี ๆ ที่มีต่อเจ้าเหมียวไฟฟ้าคู่ใจ ผ่านภาพถ่ายและแคปชั่นที่ถ่ายทอดประสบการณ์สุดประทับใจ พร้อมลุ้นรับรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวม 3 รางวัลใหญ่ เพื่อตอบแทนความไว้วางใจของลูกค้า GWM ORA Good Cat ทั่วประเทศ
กิจกรรม #GoodCatGoodMemory เปิดโอกาสให้เจ้าของรถยนต์ GWM ORA Good Cat ทุกรุ่น ร่วมสนุกได้ง่าย ๆ เพียงถ่ายภาพคู่กับ GWM ORA Good Cat ของคุณ พร้อมเขียนแคปชั่นเล่าความประทับใจหรือความทรงจำดี ๆ ที่มีต่อรถยนต์คู่ใจ และโพสต์ลงบนช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว (Facebook หรือ Instagram) โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมติดแฮชแท็ก #GoodCatGoodMemory และแคปภาพโพสต์ของคุณ โดยนำมาคอมเมนต์ใต้โพสต์กิจกรรมในเฟซบุ๊คเพจของ GWM ORA Thailand และลงทะเบียนยืนยันตัวตนการเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM ORA Good Cat ผ่านลิงก์ https://forms.gle/isufvcNNZdhQuZyM7
โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM ORA Good Cat รุ่นใดก็ได้ และกดไลก์เพจ GWM ORA Thailand เพื่อยืนยันการเข้าร่วมกิจกรรม สำหรับรางวัลสุดพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับผู้โชคดี ได้แก่
- รางวัลที่ 1: สิทธิ์ขับ GWM ORA 5 EV ฟรี ระยะเวลา 5 ปี* จำนวน 1 รางวัล
- รางวัลที่ 2: iPhone 17 Pro Max (256GB) จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 48,900 บาท
- รางวัลที่ 3: กล้อง Insta360 รุ่น X5 จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 18,900 บาท
คณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกผู้ที่ได้รับรางวัลจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ปฏิบัติตามกติกาครบถ้วนและสามารถถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายและแคปชั่นได้โดนใจมากที่สุด
โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับคะแนนจากคณะกรรมการสูงสุด 3 ท่านแรก (คะแนนเต็ม 100 คะแนน) จะเป็นผู้ได้รับรางวัลโดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
- ส่วนที่ 1 : 30 คะแนน พิจารณาจากความสามารถในการเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์จริง โดยถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างชัดเจน แสดงถึงความประทับใจที่มีร่วมกับ GWM ORA Good Cat
- ส่วนที่ 2 : 25 คะแนน พิจารณาจากความคิดสร้างสรรค์และความแปลกใหม่ โดยมีรูปแบบการเล่าเรื่อง มุมมอง และการนำเสนอมีความคิดสร้างสรรค์โดดเด่น
- ส่วนที่ 3 : 25 คะแนน พิจารณาจากความเชื่อมโยงกับแบรนด์ โดยเรื่องราวต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า GWM ORA Good Cat เป็นส่วนสำคัญของความทรงจำ เข้ามาเติมเต็มหรือยกระดับไลฟ์สไตล์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม
- ส่วนที่ 4 : 20 คะแนน พิจารณาจากคุณภาพและความสมบูรณ์ของผลงาน ภาพและแคปชั่นต้องมีความชัดเจน นำเสนออย่างเหมาะสม เป็นไปตามกติกาและรายละเอียดตามที่กำหนดอย่างครบถ้วน
ผู้ที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 – 31 มีนาคม 2569 ภายในเวลา 23.59 น. และจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 18.00 น. ทาง Facebook Fan Page: GWM ORA Thailand
ศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่
https://drive.google.com/file/d/10oLfRgCqyIdLyyLNL83owJtaiFCzzN2D/view?usp=sharing
มาร่วมแบ่งปันโมเมนต์และความทรงจำดี ๆ กับรถยนต์คู่ใจของคุณ ผ่านแคมเปญ #GoodCatGoodMemory เพราะทุกการเดินทางกับ GWM ORA Good Cat เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำ
#GWM #GWMThailand #GWMTH #GWMORA #GWMORA5 #ORA5 #ORA #ORAGoodCat #GoodCatGoodMemory
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
เบนท์ลีย์ แบงค็อก จัดแสดง Bentayga Hybrid ยนตรกรรมหรูแต่งสปอร์ตกับข้อเสนอมอเตอร์โชว์ พร้อมรับรถทันที ณ งาน AAS Group Roadshow 2026
เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เชิญผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์แห่งยนตรกรรมสัญชาติอังกฤษสัมผัสความสปอร์ตของ Bentayga Hybrid ยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์สุดหรูที่โดดเด่นด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตพร้อมส่งมอบกับข้อเสนอเดียวกับมอเตอร์โชว์และสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า โดยผู้เข้าชมงานยังสามารถเลือกช้อปคอกเลกชันเบนท์ลีย์ สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ได้รับการออกแบบอย่างมีสไตล์และเรียบหรูอย่างตุ๊กตาหมี เสื้อโปโล หมวกเบสบอล เครื่องหนัง และคอลเลกชันอื่นๆ อีกมากมายที่ลดสูงสุดถึง 35% ในงาน AAS Group Roadshow 2026 วันนี้ ถึง วันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม
ภายในงานฯ ผู้สนใจจะได้สัมผัสกับ Bentayga Hybrid รถยนต์แบบอเนกประสงค์สมรรถนะสูง ขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น V6 Hybrid ในเฉดสีขาว Glacier White กับความโดดเด่นด้วยชุดแต่ง Blackline Specification ที่จะสะท้อนสมรรถนะอันเหนือชั้นและรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวของยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์สไตล์สปอร์ต ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับคุณสมบัติ LED Welcome Lamps สู่สัมผัสแห่งความเรียบหรูด้วยหนังเฉดสีดำ Beluga และการเดินด้ายปักโลโก้แบบคอนทราสต์ในเฉดสีขาว Linen บนเบาะโดยสาร พร้อมเพิ่มบรรยากาศความสปอร์ตและความร่วมสมัยด้วยวีเนียร์แบบ Diamond Brushed Aluminium สุดยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์ยังมอบประสิทธิภาพในการขับขี่ในโหมดพลังงานไฟฟ้า (EV) อันเงียบสงบที่สามารถตอบโจทย์การผสมผสานไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความคล่องตัวในแบบยนตรกรรมสปอร์ตเข้ากับความหรูหราและความสะดวกสบายในแบบยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์ได้เป็นอย่างดี
ผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์พร้อมส่งมอบภายในงานฯ เบนท์ลีย์ แบงค็อก มอบข้อเสนอมูลค่าสูงส่งท้ายไตรมาสแรกของปี ข้อเสนอเดียวกับในช่วงมอเตอร์โชว์และสิทธิประโยนช์ที่เหนือกว่าโดยผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ให้ลูกค้าสามารถรับรถได้ทันที พร้อมรับความอุ่นใจไปกับการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต บริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีเต็ม และสิทธิ์การต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิตสูงสุด 4 ปี เอกสิทธิ์เฉพาะเมื่อเลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์กับผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ฮอนด้าปลุกพลังความสปอร์ต! รวมพลสายสปอร์ตตัวจริง สัมผัส DNA แห่งความเร้าใจ กับกิจกรรม Civic Type R Fan Meet #2: The Unrivaled Performance รวมพลังคน Type R ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมสิทธิพิเศษ มูลค่าสูงสุด 600,000 บาท* เมื่อจองและรับรถตั้งแต่ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กลับมาสร้างความเร้าใจอีกครั้งกับงาน Civic Type R Fan Meet #2: The Unrivaled Performance เนรมิตพื้นที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ถนนรามคำแหง ให้กลายเป็นจุดนัดพบของเหล่านักขับและแฟนพันธุ์แท้ Type R กว่า 150 คน ได้ร่วมสัมผัสความสปอร์ตและถ่ายทอดจิตวิญญาณการขับขี่ของ Honda Civic Type R อย่างเต็มพิกัด พร้อมสร้างคอมมูนิตี้ที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ และส่งต่อความภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของยนตรกรรมที่เป็นที่สุด ตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตอันเป็น DNA ของฮอนด้าอย่างแท้จริง
- Welcoming Zone จุดลงทะเบียนที่ต้อนรับเหล่าสาวกด้วยความพิเศษกับแบ็กดร็อปเช็คอิน ให้ได้เก็บภาพความประทับใจคู่กับรถคันโปรดในมุมที่สวยที่สุด พร้อมให้เหล่าผู้เข้าร่วมได้พบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การขับขี่ในบรรยากาศเป็นกันเอง
- กิจกรรม Legend of Type R กับการจัดแสดงรถยนต์ Civic Type R ครบทั้ง 7 เจเนอเรชัน ให้แฟน ๆ ได้ย้อนรอยวิวัฒนาการความสปอร์ตแบบใกล้ชิด
- กิจกรรม Test Drive ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลงสนามจริง เพื่อสัมผัสสมรรถนะการขับขี่อันเร้าใจของ Honda Civic Type R ด้วยตัวเอง พิสูจน์ความเหนือชั้นของขุมพลังที่ตอบสนองได้อย่างใจคิด ช่วยให้การตัดสินใจเป็นเจ้าของรถสปอร์ตในฝันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด
- กิจกรรม Type R Insight Talk กิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ เชิญชวนเจ้าของ Type R ส่งต่อแรงบันดาลใจ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งาน มุมมองความประทับใจด้านสมรรถนะและเสน่ห์ของ DNA ความสปอร์ต
- ปิดท้ายความตื่นเต้นด้วยกับการมอบรางวัล Shoot & Share สำหรับผู้ที่เก็บภาพบรรยากาศสุดเท่และแชร์โมเมนต์ The Unrivaled Performance ลงโซเชียลมีเดีย พร้อมรางวัลใหญ่ให้กับโพสต์ที่มียอดไลค์และแชร์สูงสุด อีกทั้ง รางวัล Popular Vote เปิดโอกาสให้ร่วมโหวตคันที่ใช่ในสไตล์ที่ชอบ ให้กับรถแต่งที่โดดเด่นและมีสไตล์ที่สุดภายในงาน
คุณเจตน์ ศศิมณฑล เจ้าของรถยนต์ Honda Civic Type R (รุ่น FL5) กล่าวว่า “การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้ผมได้พบกับกลุ่มคนที่มีแพสชันเดียวกัน คือ คนที่รักใน Civic Type R สำหรับผม Civic Type R คือรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดสมรรถนะระดับสนามแข่งมาสู่การขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว การได้เห็นเพื่อน ๆ แสดงตัวตนผ่านการตกแต่งรถในหลากหลายสไตล์ ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และตอกย้ำว่าความสปอร์ตของ Civic Type R สามารถสะท้อนออกมาได้ในแบบที่แตกต่าง แต่มีหัวใจเดียวกัน และผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ขับ Civic Type R”
ด้าน คุณฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ นักแข่งทีม YK Motor Sport เจ้าของรถยนต์ Civic Type R (รุ่น FK2) เปิดเผยว่า “ผมมีโอกาสได้สัมผัส Civic Type R มาเกือบทุกรุ่น ผมประทับใจในสมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งแรงและขับสนุก กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ผมได้กลับมาเจอกับครอบครัว Civic Type R ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองจากการใช้งานจริงร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแข็งแกร่งของกลุ่มคนรัก Civic Type R ในประเทศไทย และยิ่งตอกย้ำว่ารถรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถสมรรถนะสูง แต่คือแพสชันที่เชื่อมโยงผู้คนที่มีหัวใจเดียวกันเข้าด้วยกัน”
งาน Civic Type R Fan Meet #2: The Unrivaled Performance ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การรวมตัวของคนรักความเร็ว แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จในการสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง ซึ่งหล่อหลอมขึ้นจากความหลงใหลในจิตวิญญาณความสปอร์ต ฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นที่จะส่งต่อความภาคภูมิใจและสร้างมิตรภาพที่เหนียวแน่นผ่านประสบการณ์ที่เหนือระดับ เพื่อให้ครอบครัว Civic Type R เติบโตไปพร้อมกับแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด และร่วมขับเคลื่อนทุกความฝันให้กลายเป็นจริงในทุกเส้นทาง
โค้งสุดท้าย ! กับแคมเปญ “Civic Type R – Unrivaled Performance” พร้อมสิทธิประโยชน์แบบ 2 ต่อ ที่มอบให้ทั้งลูกค้าและผู้แนะนำ เมื่อจองและรับรถตั้งแต่ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569 ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ
- ดีลแรงแซงทุกโค้ง ! สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ Honda Civic Type R จะได้รับสิทธิพิเศษ มูลค่าสูงสุด 600,000 บาท*
- ยิ่งชวน ยิ่งได้ ! สิทธิพิเศษสำหรับครอบครัวฮอนด้า เพียงแนะนำให้เพื่อนมาออกรถยนต์ Honda Civic
Type R รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท**
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
อีซูซุแจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานตามแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)
อีซูซุในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทยเดินหน้าสนับสนุนนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของรัฐบาลไทย ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ตั้งแต่อีซูซุได้ประกาศ อย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นปี 2567 อีซูซุได้ทุ่มเทกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะกับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนและแตกต่างกัน ได้แก่
- การเริ่มจำหน่ายรถ “อีซูซุ ดีแมคซ์ MHEV” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 โดยมีกลุ่มลูกค้าในหัวเมืองใหญ่ และ ลูกค้าองค์กรเป็นหลัก
- การเริ่มส่งออกรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” จากฐานการผลิตจากประเทศไทยเป็นยี่ห้อแรกไปยังยุโรปเมื่อกลางปี 2568 และการเริ่มจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2569 นี้
- การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV)
- การทดลองโซลูชั่นการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการขนส่ง
- และการพัฒนาไบโอดีเซลเจเนอเรชันใหม่โดยร่วมมือกับกลุ่มปตท. ในการทดสอบการใช้งานจริงกับรถเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้รถ
มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ตลอด 69 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีซูซุได้มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ตามแนวคิด “Isuzu Trusted Buddy” อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย เราเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาโดยตลอด ทั้งการตั้งโรงงานผลิตรถอีซูซุ 2 แห่งในประเทศไทยพร้อมทั้งการลงทุนต่าง ๆ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย การใช้ชิ้นส่วนในประเทศในระดับสูง การส่งออกรถปิกอัพจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นสินค้าเมดอินไทยแลนด์ที่มีคุณภาพสูง สร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล จนมีส่วนทำให้รถปิกอัพกลายเป็น “โปรดักแชมเปี้ยน” ของประเทศ สะท้อนจุดยืนในการสร้างคุณค่าทางสังคมของอีซูซุตลอดมา
นอกจากนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแล้ว อีซูซุยังสนับสนุนนโยบายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนที่รัฐได้ตั้งเป้าหมายไว้ในปี พ.ศ. 2593 (2050) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 (2065) ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก อีซูซุจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีความแตกต่างจากรถประเภทอื่น ๆ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกัน อาทิ ความสามารถในการบรรทุก ความแข็งแกร่งทนทาน ประสิทธิภาพการขนส่ง เป็นต้น
จากความสำเร็จในการพัฒนารถปิกอัพยอดนิยมเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 / 3.0 Ddi MAXFORCE Euro 5 ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ว่า มีสมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม แข็งแกร่งทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ในวันนี้ อีซูซุขอแนะนำ“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพพลังไฟฟ้า 100% เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทย รถรุ่นนี้ถือเป็นรถปิกอัพไฟฟ้ายี่ห้อแรกจากฐานการผลิตไทยไปจำหน่ายยังตลาดยุโรป ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การที่อีซูซุใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญที่สุด ไม่เฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์เท่านั้น เรายังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย โดยได้เตรียมความพร้อมสำหรับ“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV”อีกด้วย โดยมีแพคเกจซ่อมบำรุงรักษาให้ลูกค้า ฟรีค่าบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
ลูกค้าที่สนใจสามารถไปสัมผัสตัวจริงได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569
เราเชื่อมั่นในแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) อีซูซุนำเสนอทางเลือกของระบบขับเคลื่อนอันหลากหลาย ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศและภูมิภาค รวมถึงสภาพการใช้งานเฉพาะของพื้นที่นั้น ๆ เรายังเชื่อมั่นว่า การใช้งานเพื่อการพาณิชย์นั้น รถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล ยังคงเป็นรถที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่รถประเภทอื่น ๆ เช่น รถปิกอัพไฟฟ้า จะเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น สำหรับโครงการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอื่น ๆ ของอีซูซุนั้น กำลังดำเนินการตามแผนที่เคยประกาศไว้ ทั้งรถบรรทุก และน้ำมันทางเลือกใหม่ ซึ่งเราจะมาแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าเป็นระยะ”
นอกจากในประเทศไทยแล้ว อีซุซุยังมีการลงทุนในศูนย์พัฒนาและทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า “The EARTH Lab” ที่เมืองฟูจิซาวะ ประเทศญี่ปุ่น การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การสร้างสนามทดสอบรถขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับที่สนามทดสอบรถอีซูซุ ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น (ISUZU HOKKAIDO PROVING GROUND) รวมถึงการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับรุ่นใหม่ในรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์เพื่อนำมาใช้ในการทดสอบ ซึ่งได้ผ่านการวิ่งระยะทางรวมแล้วกว่า 150,000 กิโลเมตร ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น นับตั้งแต่เริ่มการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้ดำเนินการทดสอบการขับขี่อัตโนมัติเพื่อการใช้งานจริงเชิงธุรกิจบนถนนสาธารณะสำหรับเส้นทางโลจิสติกส์ของอีซูซุในประเทศญี่ปุ่นแล้วในต้นปีนี้ ตามแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)…ตลอดระยะเวลา 69 ปี ของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย อีซูซุไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาผ่านนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ได้ตั้งไว้ ในฐานะนิติบุคคลที่ดีเสมอมาภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของอีซูซุในประเทศไทย “วิถีอีซูซุ” (Isuzu Spirit) – – ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
ธนบุรีนอยสเติน ผนึกเครือข่ายผู้จำหน่าย ต่อยอดความสำเร็จ GEELY EX5 และ GEELY EX2 พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตในไทยอย่างยั่งยืน
บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดงานประชุมผู้จำหน่าย “GEELY Dealer Conference 2026” ภายใต้แนวคิด “Winning the Next Era” ตอกย้ำความสำเร็จของ GEELY EX5 และ GEELY EX2 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์การยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ไปพร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว และยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ให้ครอบคลุมในทุกมิติ
นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยกำลังก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา สู่ยุคของการแข่งขันด้านความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง ผู้บริโภคมองหาแบรนด์ที่ไว้วางใจได้ ทั้งในด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และการดูแลระยะยาว ธนบุรีนอยสเติน ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย GEELY อย่างเป็นทางการ เรานำจุดแข็งของแบรนด์ยานยนต์คุณภาพระดับโลก ผสานกับความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้งและดีเอ็นเอการบริการที่เหนือระดับของกลุ่มธนบุรี เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย เราเชื่อมั่นว่า ‘ผลิตภัณฑ์ระดับโลก ต้องมาพร้อมการดูแลแบบไทย’ และนี่คือรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนของ GEELY ในประเทศไทย”
ภายในงาน ธนบุรีนอยสเติน เน้นย้ำทิศทางการเติบโตของแบรนด์ในปีนี้ ผ่านหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจะยกระดับความแข็งแกร่งในแต่ละด้านมากขึ้น ได้แก่
การต่อยอดความเชี่ยวชาญของกลุ่มธนบุรี ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยาวนานกว่า 85 ปี เพื่อสนับสนุนเครือข่ายผู้จำหน่ายให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ไลฟ์สไตล์การใช้งาน และแนวโน้มของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและระบบแบตเตอรียุคใหม่ พร้อมสนับสนุนกลยุทธ์การขายและการตลาดแบบ 360 องศา เพื่อเสริมศักยภาพของดีลเลอร์ทั่วประเทศ
การชูผลิตภัณฑ์คุณภาพและนวัตกรรมระดับโลกของ GEELY ซึ่งโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยในปีนี้ นอกจากการเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX5 รถอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ GEELY EX2 ซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้า ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ธนบุรีนอยสเติน ยังมีแผนเปิดตัวยานยนต์รุ่นพิเศษ พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้มากขึ้น
นอกจากนี้ การสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมผ่านการบริการหลังการขายระดับพรีเมียม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน โดยบริษัทมุ่งพัฒนาเครือข่ายศูนย์บริการให้ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรม และการนำเทคโนโลยีการบำรุงรักษาที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดในทุกมิติ และสร้างความมั่นใจว่า GEELY จะอยู่เคียงข้างกับลูกค้าในระยะยาว
ปัจจุบัน ธนบุรีนอยสเติน ได้ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายครอบคลุม 57 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 นี้ เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเปิดโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทยภายในปีนี้
“ความสำเร็จของ GEELY ในประเทศไทย สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างธนบุรีนอยสเตินและเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ โดยหัวใจสำคัญเหล่านี้จะยังคงเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานและจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จร่วมกันกับเครือข่ายผู้จำหน่าย ผลักดันการเติบโตของ GEELY และก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง” นายณรงค์ กล่าวปิดท้าย
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
ฮอนด้า พาร์ทเนอร์ที่คุณมั่นใจตลอดการใช้งาน “อะไหล่พร้อม ศูนย์บริการพร้อม ความพร้อมที่คุณเชื่อมั่น” มั่นใจ! ด้วยศูนย์กลางอะไหล่ระดับภูมิภาคในประเทศไทย พร้อมศูนย์บริการและโชว์รูมกว่า 200 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ
การตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ ไม่ใช่เพียงการมองหาพาหนะสำหรับเคลื่อนที่ แต่คือการเลือกเพื่อนร่วมทางที่มอบความมั่นใจว่าจะอยู่เคียงข้างกันไปตลอดทุกเส้นทาง บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยเบื้องหลังความสบายใจในการใช้งานรถยนต์ฮอนด้า ผ่านรากฐานที่แข็งแรงของ Honda’s Asian Parts Center (APC) ศูนย์กลางอะไหล่ประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียของฮอนด้าซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย “อะไหล่พร้อม ศูนย์บริการพร้อม ความพร้อมที่คุณเชื่อมั่นครอบคลุมทุกเส้นทาง” เพื่อส่งมอบรอยยิ้มและดูแลทุกการขับขี่อย่างครอบคลุม ด้วยศูนย์บริการฮอนด้ามากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมใส่ใจดูแลครอบครัวฮอนด้าในทุกการเดินทาง
ใส่ใจดูแลด้วยความเชื่อมั่น พร้อมเคียงข้างคุณมากกว่า 20 ปี
Honda’s Asian Parts Center (APC) ศูนย์กลางอะไหล่ประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียของฮอนด้าที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 129,600 ตารางเมตร เทียบเท่าขนาดสนามฟุตบอล 18 สนาม เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการอะไหล่รถยนต์ฮอนด้า โดยอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สะสมมานานกว่า 27 ปี โดยฮอนด้าสำรองอะไหล่สำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นกว่า 20 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นจะได้รับการดูแลด้วยอะไหล่ที่ครบครันและครอบคลุมสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นรถรุ่นปัจจุบัน หรือรถในตำนานอย่าง Honda Civic EG และ Honda Civic EK Coupe
สปอร์ตคูเป้ยุค 90 ซึ่งฮอนด้ายังคงมีอะไหล่สำรองบางชิ้นที่เป็นอะไหล่ที่มีความต้องการใช้งานสูงของรถยนต์รุ่นนั้น
เพื่อรองรับตลอดการใช้งาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลครอบครัวฮอนด้าไม่ได้จบลงเมื่อรถถูกส่งมอบ
แต่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลายสิบปีดูแลทันใจ เป็นพาร์ทเนอร์ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง
หัวใจสำคัญของการบริการหลังการขายสำหรับฮอนด้า คือการมุ่งเน้นให้รถยนต์ของลูกค้ากลับมาพร้อมใช้งานได้เร็วที่สุด ฮอนด้าจึงได้พัฒนาระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อให้การเบิกจ่ายอะไหล่มีความรวมเร็วและแม่นยำ โดยวางมาตรฐานจัดส่งอะไหล่ถึงมือตัวแทนจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 1 วัน และภายใน 2 วันสำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้การบริการและการซ่อมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน สร้างสังคมปลอดมลพิษ
นอกจากนี้ ฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสังคมที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นหลัง ผ่านเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 โดย Honda’s Asian Parts Center ได้นำเป้าหมายนี้มาปรับใช้ในกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้วยการรีไซเคิลกระดาษเหลือใช้เพื่อผลิตเป็น กระดาษรังผึ้งสำหรับบรรจุภัณฑ์ ทดแทนการใช้พลาสติกและกระดาษใหม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่ฮอนด้าได้ส่งต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการทำงาน
ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้าส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นจากรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยอะไหล่ของฮอนด้ากว่า 90% ถูกผลิตขึ้นภายในประเทศไทย การใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายในประเทศ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและระบบขนส่งเท่านั้น แต่ยังทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยของรถยนต์อยู่ในระดับที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้ง ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้กับบุคลากรชาวไทย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ความไว้วางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
คุณวัชรรักษ์ สินทัตตโสภณ เจ้าของรถยนต์ Honda City Hatchback กล่าวด้วยความประทับใจว่า “สำหรับผม การซื้อรถหนึ่งคันเป็นเหมือนการลงทุนในระยะยาว สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจในฮอนด้า เพราะมีศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และสัมผัสได้ถึงมาตรฐานการดูแลและความใส่ใจของทีมช่าง ทำให้ผมมั่นใจว่าฮอนด้าพร้อมดูแลรถไปได้ยาว ๆ ครับ”
ทางด้านคุณเขมจิรา วังกะพันธ์ เจ้าของรถยนต์ Honda Civic e:HEV ถ่ายทอดความรู้สึกว่า “ฮอนด้าเป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจที่อยู่กับครอบครัวมานาน ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณพ่อคุณแม่ จนมาถึงรุ่นปัจจุบันค่ะ ไม่ว่าจะขับรถไปที่ไหน ก็จะเห็นศูนย์บริการในทุกพื้นที่ ทุกครั้งที่นำรถเข้าเช็กระยะ ก็สัมผัสได้ถึงมาตรฐานการดูแลและความใส่ใจของพี่ ๆ ทีมช่างที่ดูแลเราเหมือนคนในครอบครัว เป็นความผูกพันที่ส่งต่อกันมา และที่สำคัญขายต่อก็ได้ราคาดี ทำให้เรามั่นใจในการใช้รถและพร้อมที่จะฝากให้พาร์ทเนอร์อย่างฮอนด้าคอยดูแลไปตลอดการใช้งาน”
จากลูกค้ารถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย มากกว่า 2.6 ล้านคัน ตลอดเวลากว่า 40 ปี ตอกย้ำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฮอนด้าพร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์และการดูแลลูกค้าที่ดีเยี่ยมตลอดการใช้งาน ทั้งความพร้อมของอะไหล่ จากศูนย์กลางอะไหล่ระดับภูมิภาค ความเชี่ยวชาญของบุคลากร และการบริการที่เป็นเลิศของเครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมที่ครอบคลุมกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้าถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย เพราะสำหรับฮอนด้า ลูกค้าทุกคนเปรียบเสมือนคนสำคัญในครอบครัว และฮอนด้าก็พร้อมที่จะเคียงข้างคุณในทุกการขับขี่และตลอดการใช้งาน
#HondaPartnerForYourDrive
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine












































































































































































































































