-
GWM โชว์วิสัยทัศน์แสดงจุดยืนผู้นำ NEV ในอาเซียน บนเวที International NEV Summit 2025ประกาศพลิกเกมขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี Hi-4

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios)
ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ได้เข้าร่วมแสดงศักยภาพและวิสัยทัศน์ในฐานะหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ระดับภูมิภาคในงาน International NEV Summit 2025 ครั้งที่ 3 โดย นายชาญศักดิ์ หลายเจริญโชคชัย ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ GWM (Thailand)ได้บรรยายพิเศษในประเด็น “เจาะลึกเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนของรถยนต์พลังงานใหม่และแนวโน้มในอาเซียน” (Insight into NEV Powertrain Technology and Trends in ASEAN) โดยเปิดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบส่งกำลัง (Powertrain) และแนวโน้มยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในอาเซียน ร่วมวิเคราะห์ทิศทางของอุตสาหกรรม โอกาส ความท้าทาย และพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย รวมถึงภูมิภาคอาเซียนพร้อมชูเทคโนโลยีระบบส่งกำลังอัจฉริยะ Hi-4 ที่มอบประสิทธิภาพการขับขี่ระดับสูงและพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ โดยผสานระหว่างสมรรถนะและความประหยัดพลังงานอย่างชาญฉลาด ตอบโจทย์ตลาดในภูมิภาคอาเซียนที่ต้องการทั้งความแรง ประหยัด และคุ้มค่า โดยงาน International NEV Summit 2025 ครั้งที่ 3 ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 26 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ
ในงานนี้เป็นการประชุมที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมอภิปรายในหลายประเด็นทั้งนโยบายเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนบทบาทของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และโอกาสในการดำเนินธุรกิจในกลุ่มของรถยนต์พลังงานใหม่ที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายชาญศักดิ์ หลายเจริญโชคชัย ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ GWM (Thailand) วิเคราะห์ข้อมูลตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ทั้งในไทยและในภูมิภาคอาเซียนว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอาเซียนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีทั้งแรงผลักจากนโยบายโลกร้อน แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ การพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและระบบขับเคลื่อน และความคุ้มค่าด้านต้นทุนพลังงาน รวมถึงบทเรียนสำคัญจากประเทศจีน โดยเฉพาะนโยบาย ที่ใช้ทั้ง New Energy Vehicle Credit (NEV) และ Passenger Vehicle Corporate Average Fuel Consumption Credit (CAFC) ในการกระตุ้นการผลิตรถยนต์ BEV, PHEV และ FCEV อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้นำในด้าน NEV และเป็นต้นแบบที่อาเซียนสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้ และคาดว่าภายในปี 2573 สัดส่วนของ BEV และ PHEV ในตลาดจีนจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย GWM มุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชันที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว จากข้อมูลล่าสุดในปี 2567 ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในกลุ่มประเทศอาเซียน-5 ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 14% เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 5% โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็น รถยนต์ไฮบริด (HEV) 6.5%, รถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด (PHEV) 0.5%, และรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) 7% พบว่า รถยนต์ไฮบริด (HEV) ยังครองสัดส่วนในตลาดหลักอย่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนามที่สัดส่วนของรถ BEV มากกว่า HEV ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลในการพัฒนาและผลิตแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ทั้งนี้ GWM คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 ตลาดอาเซียนจะมีส่วนแบ่งการตลาดของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เพิ่มขึ้นเป็น 21% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในภูมิภาคนี้ โดยรถยนต์ไฮบริดจะมีสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 10% ตามมาด้วยรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ 9% และรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด 2% สำหรับในประเทศไทย GWM เล็งเห็นว่ารถยนต์พลังงานใหม่จะเติบโตจาก 35% ในปี 2567 ไปอยู่ที่ 45% ของตลาดรถยนต์รวม ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนของภูมิภาคอาเซียน โดยแบ่งเป็น รถยนต์ไฮบริด 23% รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ 18% และรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด 4%”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญจาก GWM ในการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ คือการนำเสนอเทคโนโลยี Hi-4 (Hybrid Intelligent 4WD) ที่ได้รับการวิจัยพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกเพื่อปฏิวัติมาตรฐานการขับเคลื่อนยุคใหม่ โดย GWM ได้ออกแบบให้ระบบสามารถถ่ายทอดแรงบิดสู่ล้อหน้าและหลังอย่างสมดุล เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์ พร้อมระบบ ITVC (Intelligent Torque Vectoring Control) ที่สามารถปรับแรงบิดของล้อแต่ละข้างได้ภายในเวลาเพียง 0.01 วินาที เพิ่มทั้งความปลอดภัยและสมรรถนะในการขับขี่ทุกสถานการณ์ รองรับการขับขี่ถึง 9 โหมด ครอบคลุมทั้ง EV Mode, Series Range-Extending Mode, Parallel 4WD Mode และโหมดการฟื้นพลังงานจากเพลาหน้า-หลัง โดยใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งคู่หน้าและหลัง ให้กำลังรวมสูงสุด และการตอบสนองที่นุ่มนวลแม้ในเส้นทางที่ท้าทาย พร้อมยกระดับการขับเคลื่อนแบบ 4WD ด้วยต้นทุนพลังงานเท่ากับรถ 2WD อย่างแท้จริง

GWM Hi4 Technology System หรือกลยุทธ์การออกแบบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฮบริดที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์การใช้งาน ครอบคลุมตั้งแต่รถครอบครัวในชีวิตประจำวัน รถ SUV ขนาดใหญ่ รถออฟโรดอัจฉริยะ ไปจนถึงรถลุยสายโหดพร้อมระบบขับเคลื่อนขั้นสูงสุด โดย Hi4 Technology แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามระดับสมรรถนะ และรูปแบบการใช้งาน ดังนี้
- Hi4 ระบบไฮบริดขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด มอเตอร์คู่ และโครงสร้างไฮบริดแบบ DHT หลายเกียร์ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบแยกอิสระ (Decoupled Four-Wheel Drive) และระบบล็อกเฟืองขับ (Electric differential lock) โดยมีโหมดการขับเคลื่อน 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมดขยายระยะทาง (Range Extension), โหมดขับเคลื่อนแบบขนาน (Parallel), และโหมดขับเคลื่อนโดยตรง (Direct Drive) ซึ่งสามารถสลับใช้งานได้อย่างชาญฉลาด จึงเหมาะกับทุกสภาพการขับขี่ มอบทั้งความปลอดภัย อัตราสิ้นเปลืองที่ต่ำ อัตราเร่งที่ทรงพลัง สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และโซลูชันอัจฉริยะในทุกมิติ เหมาะสำหรับรถครอบครัวยุคใหม่ ใช้ในรุ่น GWM HAVAL H7, GWM Haval Xiaolong MAX และ GWM HAVAL Menglong และ GWM WEY 80
- Hi4-Z ระบบไฮบริดที่ออกแบบเพื่อรองรับการขับขี่แบบออฟโรด เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการขับขี่ที่ให้ระยะทางการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริดพละกำลังสูง มอเตอร์คู่ด้านหน้าและด้านหลังกําลังสูงที่วางในแนวตรง ปรับความเร็วได้ 3 ระดับ (Longitudinal 3-speed dual-motor) แบตเตอรี่เฉพาะออฟโรดความจุขนาดใหญ่ และโครงสร้างตัวถังบนเฟรม (Body on Frame) ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อนที่ให้พลังต่อเนื่องยาวนาน การตอบสนองที่รวดเร็ว สมรรถนะในการเร่งที่ยอดเยี่ยม รองรับทุกการเดินทางได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง และระยะทางในการขับขี่ที่ไกลเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ใช้ในรุ่น GWM TANK 500 Hi4-Z
- Hi4-T ระบบไฮบริดขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับการขับขี่ออฟโรดแบบฮาร์ดคอร์ แบบ Mechanical 4WD พร้อมล็อกเฟืองขับ 3 จุด (หน้า กลาง และ หลัง) มีให้เลือกทั้งขุมพลัง0T และ 3.0T มอเตอร์ด้านหน้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9HAT พัฒนาขึ้นสำหรับยานยนต์พลังงานใหม่สายออฟโรด บนพื้นฐานของแพลตฟอร์ม TANK โดยเน้นจุดเด่นด้าน พลังขับเคลื่อนที่แรงต่อเนื่อง การจัดการพลังงานอัจฉริยะที่แม่นยำ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่เชื่อถือได้ สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร พร้อมโหมดการขับขี่แบบออฟโรดมากถึง 16 รูปแบบ รองรับทุกสภาพภูมิประเทศ ใช้ในรุ่น GWM TANK 300 Hi4-T, GWM TANK 500 Hi4-T, GWM TANK 400 Hi4-T และ GWM TANK 700 Hi4-T
การเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการยกระดับนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ให้ก้าวไกลสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “GWM Go With More” ที่ไม่หยุดอยู่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่เดินหน้าสร้างคุณค่าที่มากกว่า ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และความยั่งยืนในระยะยาว GWM เชื่อว่าเทคโนโลยี Hi-4 คืออีกก้าวสำคัญที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ยานยนต์พลังงานใหม่ให้เหนือกว่าที่เคย และนิยามอนาคตแห่งการเดินทางยุคใหม่อย่างแท้จริง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
“ค็อกพิท เอ.บี.สันต์การยาง กรุ๊ป” ฉลองเปิดสาขาใหม่ อัดโปรเด็ด เอาใจลูกค้าชาวมหาสารคาม

ค็อกพิท (COCKPIT) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรฟาสต์ฟิต (Fast Fit) ภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท บริดจสโตน เอ.ซี.ที (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองเปิดสาขาใหม่ “ค็อกพิท เอ.บี.สันต์การยาง กรุ๊ป” ตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์อีซูซุ สาขาพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สร้างจุดหมายใหม่ของการให้บริการด้านรถยนต์ที่ครบครันในที่เดียวภายใต้สโลแกน “คุ้มครบไว อุ่นใจ ที่ค็อกพิท” รองรับการให้บริการลูกค้าในจังหวัดและพื้นที่บริเวณใกล้เคียง จัดโปรโมชันสุดพิเศษตั้งแต่วันที่ 26 – 30 มิถุนายน 2568 (จนกว่าสินค้าจะหมด) ชวนลูกค้ามาใช้บริการแบบจัดเต็ม เมื่อซื้อยาง DAYTON เฉพาะรุ่นและขนาดที่ร่วมรายการครบ 2 เส้น แถมฟรีอีก 2 เส้น สุดคุ้มกับยางแบรนด์ชั้นนำทั้งBRIDGESTONE, FIRESTONE หรือ DAYTON เฉพาะรุ่นและขนาดที่ร่วมรายการ ลดสูงสุดถึง 5,000 บาท พร้อมโปรน้ำมันเครื่องรุ่นที่ร่วมรายการ เริ่มต้นที่ 750 บาท และอื่นๆ อีกมากมาย

คุณสมิทธ์ แสงไฟ ผู้จัดการส่วนการตลาดค้าปลีก สายงานเครือข่ายโซลูชั่นการค้าปลีก บริษัท บริดจสโตน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ค็อกพิทมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในฐานะศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศไทย โดยค็อกพิท เอ.บี.สันต์การยาง กรุ๊ป เป็นค็อกพิทสาขาที่ 2 ที่เปิดให้บริการในจังหวัดมหาสารคาม ด้วยประสบการณ์ อันยาวนานของเจ้าของร้านในธุรกิจยางรถยนต์ คุณภาพด้านการให้บริการ และราคาที่สมเหตุสมผล เรามุ่งหวังว่าค็อกพิท เอ.บี.สันต์การยาง กรุ๊ป จะสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์และตอบโจทย์การใช้บริการของคนในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างดี”

โปรโมชันสุดคุ้มฉลองเปิดสาขาใหม่ ตั้งแต่วันที่ 26-30 มิถุนายน 2568 (จนกว่าสินค้าจะหมด)
ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์
- เมื่อซื้อยางรถยนต์ DAYTON เฉพาะรุ่นและขนาดที่ร่วมรายการครบ 2 เส้น แถมฟรีอีก 2 เส้น
- เมื่อซื้อยางรถยนต์ DAYTON รุ่น DT30 และขนาดที่ร่วมรายการครบ 3 เส้น แถมฟรีอีก 1 เส้น
- เมื่อซื้อยาง BRIDGESTONE, FIRESTONE หรือ DAYTON เฉพาะรุ่นและขนาดที่ร่วมรายการ
รับส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท - ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน เมื่อซื้อยาง BRIDGESTONE หรือ FIRESTONE เฉพาะรุ่นและขนาดที่ร่วมรายการ
- ต่อที่ 1: ฟรี! โปรแกรมดูแลยาง B-care One เมื่อยางเสียหายเปลี่ยนให้ฟรี 1 เส้น คุ้มครองนาน 1 ปี
- ต่อที่ 2: ฟรี! โปรแกรมช่วยเหลือฉุกเฉิน B-24 hrs บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
ผลิตภัณฑ์อื่นๆ
- สุดคุ้มกับชุดน้ำมันเครื่องรุ่นที่ร่วมรายการ เริ่มต้นที่ราคา 750 บาท
หมายเหตุ: เงื่อนไขของโปรโมชันเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cockpit.co.th. หรือ www.facebook.com/CockpitTH
แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร.1369ข้อมูลค็อกพิท เอ.บี.สันต์การยาง กรุ๊ป
ที่ตั้ง: 289 หมู่ 12 ตำบลลานสะแก อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์อีซูซุ สาขาพยัคฆภูมิพิสัย
เวลาเปิดทำการ: ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
แผนที่: https://maps.app.goo.gl/WKsLUrqRTQhHuqp66
โทรศัพท์: 098-308-9888
เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/profile.php?id=61571843030424
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เบนท์ลีย์ แบงค็อก – บิวตี้ เจมส์ จัดรอบเอ็กซ์คลูซีฟ เชิญแขกวีไอพีเปิดประสบการณ์ ‘The Ultimate Luxury Experience’ สัมผัสยนตรกรรมหรูประดับเพชรสุดเลอค่า

เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมกับ Beauty Gems (บิวตี้ เจมส์) ผู้รังสรรค์อัญมณีและเครื่องประดับระดับไฮจิวเวลรี่แบรนด์คนไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เชิญแขกเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในงาน ‘Beauty Gems x Bentley Bangkok the Ultimate Luxury Experience’ สัมผัส Flying ‘B’ Mascot ประดับเครื่องเพชรสุดเลอค่าบนยนตรกรรมหรู รุ่น Flying Spur พร้อมชมความงดงามของเครื่องประดับดีไซน์ใหม่ คอลเลกชันล่าสุดจาก บิวตี้ เจมส์ ณ อีเวนต์ ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ชิดลม เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา

หลังจากงานเปิดตัว Flying ‘B’ Mascot ประดับเครื่องเพชรอย่างเป็นทางการไปเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เบนท์ลีย์ แบงค็อก และบิวตี้ เจมส์ พร้อมสานต่อประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วยการเชิญลูกค้ารถยนต์เบนท์ลีย์มาร่วมสัมผัสกับความงดงามและความหรูหราของงานฝีมือที่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านอัญมณีสุดเลอค่าและยนตรกรรมอันทรงพลังในรูปแบบของ Flying ‘B’ Mascot ประดับเครื่องเพชร มูลค่ากว่า 12 ล้านบาทที่ตกแต่งบนฝากระโปรงหน้าของยนตรกรรมซีดานสุดหรู รุ่น Flying Spur ซึ่งตัวผลงานถูกรังสรรค์ขึ้นจากนิลดำ (Black Spinel) น้ำหนักรวม 1.46 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 11.29 กะรัต และทองคำ 18K WG น้ำหนักรวม 39.12 กรัม

อภิญญา ชัยสันติกุลวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของรถยนต์เบนท์ลีย์ คือ งานฝีมือ Craftmanship และ รายละเอียดความประณีต Details รถยนต์เบนท์ลีย์ทุกคันถือเป็นผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดให้แก่ผู้ที่ครอบครองเช่นเดียวกับผลงานการออกแบบอัญมณี”

“เบื้องหลังการออกแบบส่วนต่างๆ ของรถยนต์เบนท์ลีย์ นักออกแบบนำแรงบันดาลใจมาจาก ‘เพชร’ อัญมณีที่ทรงคุณค่าและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อเป็นต้นแบบในรังสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบคริสตัล LED ที่งดงามดั่งเพชรเจียระไน กระจังหน้าดีไซน์รูปทรงเพชรแบบ Matrix Grille และภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยรูปทรงเพชร และรายละเอียดจุดสัมผัสลวดลายเพชร หรือ Diamond Knurling บริเวณคอนโซลหน้า”

“ทั้งหมดนี้ คือ งานฝีมืออันประณีตและความใส่ใจในรายละเอียดที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ เฉกเช่นเดียวกับการรังสรรค์เครื่องประดับเพชรน้ำงามที่ต้องอาศัยการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผ่านกระบวนการผลิต และสร้างสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ”

สำหรับภายในงาน แขกผู้มีเกียรติยังได้สัมผัสกับความหรูหราของรถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น Bentayga Hybrid ในเฉดสีดำ Onyx พร้อมชมความงดงามของเครื่องประดับดีไซน์ใหม่ คอลเลกชันล่าสุดจากบิวตี้เจมส์ นอกจากนี้ แขกภายในงานยังได้ลิ้มรส Iberico Ham จากขาหมูดำฮามอนอิเบริโก แบรนด์ AX by Covap ที่นำเข้าโดย CTI Food Supply ซึ่งวัตถุดิบชั้นเลิศผ่านกรรมวิธีการบ่มเพาะอย่างพิถีพิถันนานกว่า 4 ปีเพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมรังสรรค์โดยเชฟ Jose Sol ที่เคยถวายงานแด่ราชวงศ์อังกฤษและเคยให้บริการแก่บุคคลผู้มีชื่อเสียงมากมายมามอบประสบการณ์แล่ขาหมูดำฮามอนอิเบริโกให้กับแขกภายในงานได้ลิ้มลองควบคู่ไปกับเครื่องดื่มไวน์ขาวและไวน์แดงจาก Penfolds อีกทั้ง แขกภายในงานยังได้เพลิดเพลินไปกับเมนูคานาเป้ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษจากวัตถุดิบชั้นเลิศที่นำเข้าโดย CTI Food Supply โดยเชฟมากฝีมือจาก Your Kitchen Catering by YUU ในบรรยากาศอันแสนโรแมนติกที่ขับกล่อมด้วยดนตรีอันแสนไพเราะตลอดทั้งงาน

ผู้สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์กับการออกแบบยนตรกรรมในฝันให้มีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
นิสสันเดินหน้าปรับปรุงสายการผลิตในไทย มุ่งเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต

นิสสัน เริ่มต้นโครงการปรับปรุงสายการผลิตที่โรงงานในจังหวัดสมุทรปราการอย่างเป็นทางการ โดยมีการจัดพิธีเฉลิมฉลอง บริเวณ สายการผลิตที่ 1 ของโรงงานนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เพื่อแสดงความยินดีกับความสำเร็จด้านการผลิตตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สู่การเริ่มต้นใหม่ของสายการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย
โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “นิสสันยังคงมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของเราปีนี้คือการยกระดับสายการผลิตที่โรงงานนิสสันในประเทศไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนมากยิ่งขึ้น และพร้อมรองรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถส่งมอบรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศและตลาดส่งออก”

โรงงานผลิตแห่งแรกของนิสสันในประเทศไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2505 และไม่กี่ปีต่อมา สายการผลิตที่ 1 ของโรงงานนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบัน ได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2518 โดยตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา สายการผลิตแห่งนี้ได้ผลิตรถยนต์มากกว่า 2.5 ล้านคัน สำหรับตลาดในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ
โครงการปรับปรุงสายการผลิตนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2568 โดยสายการผลิตใหม่จะรองรับการผลิตรถยนต์รุ่นปัจจุบันที่จำหน่ายในประเทศไทย เช่น อัลเมร่า, คิกส์ อี-พาวเวอร์, นาวารา และ เทอร์ร่า รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
Lamborghini Temerario เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ก้าวสู่ยุคใหม่ของขุมพลังไฮบริด V8

เรนาสโซ มอเตอร์ ผู้จำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เผยโฉม “Temerario” (เทเมราริโอ)[1] ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรูสัญชาติอิตาลี สุดยอดยนตรกรรมหนึ่งเดียวที่มาพร้อมขุมพลังไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบใหม่ล่าสุด ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว มอบสมรรถนะการเร่งรอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 10,000 รอบต่อนาที พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งด้านประสิทธิภาพอันทรงพลัง ประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าใจ และสุนทรีย์แห่งการเดินทางอย่างเหนือชั้น

Temerario โดดเด่นอย่างเหนือชั้นในฐานะยนตรกรรมรุ่นที่สองในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High Performance Electrified Vehicle: HPEV) ของลัมโบร์กินี ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแห่งประวัติศาสตร์อย่าง Revuelto (เรเวลโต้)[2] ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ ผสานกับชุดเกียร์ดับเบิลคลัชต์ 8 สปีด และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ในขณะที่ Temerario ได้เปิดศักราชใหม่ด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบสุดล้ำ ถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฮบริดของลัมโบร์กินีอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากการเปิดตัว Urus SE (อูรุส เอสอี)[3] ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์เมื่อปีที่ผ่านมา

งานเปิดตัวในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูงของ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี นำโดย มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มร.เฟเดอริโก ฟอสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด และ มร.ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

มร. สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เผยว่า “การเปิดตัวของ Temerario ได้สร้างตำนานบทใหม่ในฐานะผู้บุกเบิกเซกเมนต์ที่นำเสนอไลน์อัปรถยนต์ไฮบริดเต็มรูปแบบเป็นรายแรก Temerario คือยนตรกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นอย่างเหนือชั้น ด้วยขุมพลังไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบ 920 แรงม้า ที่มอบทั้งสมรรถนะและความสะดวกสบายในระดับสูงสุด เพื่อประสบการณ์ขับขี่ที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ณ ฐานการผลิตของเราใน Sant’Agata Bolognese ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่มุ่งผลักดันความยั่งยืนและสร้างสรรค์เทคโนโลยี โดยผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับงานฝีมือชั้นสูงแบบอิตาเลียนอย่างลงตัว เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว Lamborghini Temerario อย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยพลังงานอันมีชีวิตชีวา และได้ร่วมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ไปพร้อมกับกลุ่มคนผู้รักลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง”

ด้าน มร.ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “Temerario ได้สะท้อนถึงดีเอนเอแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนของเรา ทั้งดีไซน์อันโดดเด่น เทคโนโลยียานยนต์ไฮบริดสุดล้ำ และสมรรถนะระดับสูงสุด ที่มอบสุนทรีย์ในการขับขี่อย่างแท้จริง พร้อมเสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังที่บ่งบอกความเป็นลัมโบร์กินีอย่างชัดเจน ความพิเศษอันเหนือชั้นของรถคันนี้ ไม่จำกัดเพียงในด้านสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสบายและพื้นที่ใช้สอยด้วย นับเป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่ทั้งในสนามแข่งและบนถนนจริง ขณะเดียวกันยังมอบพื้นที่สำหรับผู้โดยสารและสัมภาระได้มากกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอยนตรกรรมอันโดดเด่นรุ่นนี้สู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้”

Temerario ปรากฏโฉมในสีน้ำเงิน Blu Marinus พร้อมผิวสัมผัสแบบแมตต์ที่โดดเด่น สะกดทุกสายตาผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นแขกกลุ่มแรกที่ได้ยลโฉมและสัมผัสความพิเศษจากความร่วมมือระหว่างลัมโบร์กินีและแบรนด์พันธมิตร อย่างบริดจสโตน (Bridgestone) พร้อมเปิดประสบการณ์การปรับแต่งรถในแบบฉบับเฉพาะตัวผ่านโปรแกรม Ad Personam ของลัมโบร์กินี ที่นำเสนอตัวเลือกสีตัวถังภายนอกมากกว่า 400 เฉดสี การตกแต่งภายในที่เข้าชุดอย่างลงตัว และออปชันพิเศษอีกหลากหลายรายการ

ขุมพลังไฟฟ้าที่ปลุกสัมผัสการขับขี่เหนือระดับ
Temerario มาพร้อมขุมพลังใหม่ล่าสุด ด้วยเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ขนาด 4.0 ลิตร ที่สามารถเร่งรอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 10,000 รอบต่อนาที ซึ่งนับเป็นรอบเครื่องยนต์สูงสุดสำหรับรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ผลิตออกจำหน่ายจริง ให้กำลังสูงสุด 800 แรงม้า และแรงบิด 730 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยติดตั้งที่เพลาหน้า 2 ตัว และในชุดเกียร์ดับเบิลคลัตช์ 8 สปีด อีก 1 ตัว มอบกำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ตอบสนองทันที การยึดเกาะถนนที่เหนือกว่า และประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้คู่แข่ง ที่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีอย่างชัดเจน

สมรรถนะอันโดดเด่นนี้เกิดขึ้นจากการผสานเทคโนโลยีไฮบริดอย่างเต็มรูปแบบ โดย Temerario สามารถเร่งเครื่องยนต์จาก 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที และจาก 0–200 กม./ชม. ภายใน 7.4 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ 343 กม./ชม. ขณะเดียวกัน มอเตอร์ไฟฟ้าบนเพลาหน้ายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน และทำให้ Temerario สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้สูงสุดถึง 50% เมื่อเทียบกับรุ่น Huracán

ดีไซน์ที่เสริมสมรรถนะเหนือระดับ
Temerario ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อให้บรรลุประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด โดยมุ่งเน้น 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เสถียรภาพที่ระดับความเร็วสูง การระบายความร้อนที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพการเบรกขั้นสูงสุด ทุกองค์ประกอบได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างแม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศ อาทิ ดวงไฟ DRL ทรงหกเหลี่ยมด้านหน้าที่มาพร้อมแผงปรับทางลมและช่องรับลม ไปจนถึงอุปกรณ์สร้างการหมุนเวียนของลมใต้ท้องรถ ล้วนส่งผลให้แรงกดด้านท้ายเพิ่มขึ้นถึง 103% เมื่อเทียบกับรถรุ่น Huracán EVO (ฮูราแคน อีโว) และสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 158% เมื่อติดตั้งชุดวัสดุ Alleggerita Pack อีกทั้ง ช่องกลางหลังคาที่เชื่อมต่อกับสปอยเลอร์หลังยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการไหลของอากาศ ในขณะที่ขอบฝากระโปรงเครื่องยนต์ด้านข้างที่มีดีไซน์โค้งมนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แนวคิดใหม่ในการระบายความร้อนระบบเบรกยังเข้ามาช่วยยกระดับสมรรถนะโดยรวม ด้วยการระบายความร้อนที่คาลิเปอร์เพิ่มขึ้นถึง 50% และระบายความร้อนจานเบรกได้ดีขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับรุ่น Huracán EVO แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง

ห้องโดยสารภายใน ‘Feel like a pilot’
การออกแบบห้องโดยสารภายในของ Temerario สะท้อนแนวคิด ‘Feel like a pilot’ (ความรู้สึกเสมือนเป็นนักบิน) ของลัมโบร์กินีได้อย่างชัดเจน ผ่านตำแหน่งเบาะนั่งที่ต่ำ แดชบอร์ดดีไซน์เพรียวบาง และพวงมาลัยที่เอียงในองศาที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่เข้าถึงสไตล์การขับขี่ได้อย่างเต็มที่ เบาะนั่งสปอร์ตปรับไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มอบความสบายสูงสุด หรือสามารถเลือกเบาะนั่งแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และปรับแต่งได้หลากหลาย ทั้งระบบทำความร้อน การระบายอากาศ และสีสันที่แตกต่างกัน
ภายในห้องโดยสารสะท้อนดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่น โดยผสมผสานประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับประสาทสัมผัสได้อย่างลงตัว โดยลัมโบร์กินีเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงสุด อาทิ คาร์บอน หนัง และไมโครไฟเบอร์ Dinamica® Corsatex Suede ทั่วทั้งห้องโดยสาร พร้อมกันนี้ องค์ประกอบการตกแต่งภายใน เช่น คอนโซลกลาง ช่องระบายอากาศ แผงประตู แดชบอร์ด พวงมาลัย และคอพวงมาลัย ยังมีให้เลือกใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเป็นออปชันเสริมอีกด้วย
นอกจากนี้ ห้องโดยสารของ Temerario ยังสะท้อนประสบการณ์ดิจิทัลที่ล้ำสมัยที่สุดของลัมโบร์กินี ด้วยการจัดวางจอแสดงผล 3 หน้าจอ ได้แก่ แดชบอร์ดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 8.4 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารขนาด 9.1 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลรถแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์และฟังก์ชันเสริมประสบการณ์ร่วมขับเสมือนเป็นผู้ช่วยนักบิน ผู้ขับสามารถเข้าถึงกล้องติดรถ ธีมอินเทอร์เฟซที่เปลี่ยนตามโหมดการขับขี่ และฟังก์ชันขั้นสูงอย่าง Telemetry 2.0 ได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านทั้งแดชบอร์ดโฉมใหม่และบริเวณเบาะที่นั่ง ตามปรัชญา “Feel like a pilot” อย่างแท้จริง ช่องระบายอากาศทรงหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์และคอนโซลกลางช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด พวงมาลัยติดตั้งปุ่มควบคุมโหมดการขับ ฟังก์ชันยกตัวรถ ปุ่ม “Race Start” ไฟเลี้ยว และ Launch Control เพื่อมอบสมาธิสูงสุดในทุกการขับขี่
สุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่ควบคุมได้ดั่งใจ
Temerario มอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายถึง 13 รูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและความเร้าใจบนสนามแข่ง ด้วยความสามารถรอบด้านของซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันนี้ ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบไดนามิกผ่านระบบ ANIMA (Adaptive Network Intelligent Management) ของลัมโบร์กินีได้ 5 โหมดหลัก ได้แก่ Città, Strada, Sport, Corsa และ Corsa Plus แต่ละโหมดจะปรับการส่งกำลัง ระบบช่วงล่าง อากาศพลศาสตร์ และประสิทธิภาพของระบบไฮบริดให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการเร่งเต็มพิกัดบนสนามแข่ง

นอกจากนี้ ยังมีโหมดจัดการพลังงานไฮบริดอีก 3 โหมด ได้แก่ Recharge, Hybrid และ Performance ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการชาร์จไฟจากแรงเบรก เสริมด้วยโหมดใหม่ล่าสุดอย่าง Drift Mode ที่สามารถควบคุมและปรับแรงบิดได้ 3 ระดับ ช่วยให้การควบคุมการหักเลี้ยวแบบโอเวอร์สเตียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ มอบประสบการณ์ที่ทั้งเร้าใจและควบคุมได้อย่างมั่นใจ
การปรับแต่งที่ไร้ขีดจำกัด
Temerario เปิดตัวด้วยสองสีพิเศษใหม่ ได้แก่ สีฟ้า Blu Marinus และสีเขียว Verde Mercurius พร้อมมอบอิสระให้ลูกค้าปรับแต่งรถเพื่อสะท้อนตัวตนได้อย่างไม่รู้จบผ่านโปรแกรม Ad Personam ของลัมโบร์กินี ที่นำเสนอสีตัวถังกว่า 400 เฉด รวมถึงลวดลายพิเศษ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมล้อแมกรุ่นใหม่ถึง 3 ดีไซน์และวัสดุที่แตกต่างกัน พร้อมออปชันคาร์บอนไฟเบอร์สำหรับตกแต่งทั้งภายในและภายนอกหลากหลายชิ้นส่วน ไม่ว่าจะต้องการสื่อถึงความสปอร์ต ความหรูหรา หรือทั้งสองอย่างในแบบเฉพาะตัว ทุกการคัสตอมคือภาพสะท้อนบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของอย่างแท้จริง
ยางรถ
ในฐานะพันธมิตรอันยาวนานของลัมโบร์กินี ผู้ผลิตยางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับ Temerario บริดจสโตนได้พัฒนาไลน์อัปยางครบวงจรเพื่อดึงสมรรถนะสูงสุดของซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันนี้ ทั้งในและนอกสนามแข่งตลอดทั้งปี พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่
บริดจสโตนเลือกใช้ยางสมรรถนะสูงระดับไอคอนจากตระกูล Potenza โดยนำเสนอยางรุ่น Potenza Sport และ Potenza Race ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับ Temerario เพื่อการขับขี่บนถนนและในสนามแข่งขัน ยาง Potenza Sport รุ่นพิเศษนี้มาพร้อมลายดอกยางที่ออกแบบมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการควบคุมบนถนนแห้ง การยึดเกาะบนถนนเปียก และสมรรถนะในความเร็วสูง ยกระดับความเร้าใจในการขับขี่สไตล์สปอร์ตให้ถึงขีดสุด
ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ล่าสุดได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-512-5111
[1] รถยนต์รุ่นนี้ยังไม่ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่อยู่ภายใต้ข้อระเบียบของ Directive 1999/94/EC ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติประเภท
[2] ข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองและการปล่อยมลพิษของ Revuelto: อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย: 10.3 ลิตร/100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP), อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย: 78.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP), อัตราการปล่อย CO₂ เฉลี่ย: 276 กรัม/กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP)
[3] ข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองและการปล่อยมลพิษของ Urus SE: อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยรวม: 2.08 ลิตร/100 กิโลเมตร, อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย: 39.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กิโลเมตร, อัตราการปล่อย CO₂ เฉลี่ย: 51.25 กรัม/กิโลเมตร, ระดับประสิทธิภาพการปล่อย CO₂ เฉลี่ยรวม: Class B, อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยรวม (แบตเตอรี่ต่ำ): 12.9 ลิตร/100 กิโลเมตร, ระดับประสิทธิภาพการปล่อย CO₂ ขณะแบตเตอรี่ต่ำ: Class G (ตามมาตรฐาน WLTP)
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
การแข่งรถแบบมาราธอนสุดทรหด ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ สนามพิสูจน์สมรรถนะ ประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอ และนวัตกรรมของยางจากมิชลิน

การแข่งรถรายการ ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ที่มีชื่อเสียงระดับตำนาน ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการแข่งขันครั้งที่ 93 ปิดฉากลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพอากาศปลอดโปร่ง การแข่งขันยอดนิยมรายการนี้มีทีมผู้ผลิตรถยนต์ไฮเปอร์คาร์ 8 รายร่วมลงสนามแข่ง โดยทุกรายติดตั้งยางมิชลินให้กับรถแข่งของตน และเป็นอีกครั้งที่สมรรถนะและประสิทธิภาพสม่ำเสมอของยางมิชลินยังคงสร้างความประทับใจที่น่าจดจำให้กับการแข่งขัน
บนสนามแข่งที่พื้นผิวอยู่ในสภาพแห้งตั้งแต่เริ่มจนจบการแข่งขัน ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต เอ็นดูรานซ์’ สูตรเนื้อยางแข็งปานกลางเป็นหัวใจสำคัญของแผนกลยุทธ์หลักของทีม โดยความยืดหยุ่นในการใช้งานที่เหนือกว่าของยางรุ่นนี้ส่งผลให้ทีมนักแข่งสามารถใช้ยางชุดเดียววิ่งต่อเนื่องสามช่วงการแข่งรถได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนยางในพิท (Triple Stints) และไม่กระทบต่อสมรรถนะในการขับขี่ แม้อุณหภูมิสนามแข่งระหว่างกลางวันและกลางคืนจะผันผวนและแตกต่างกันอย่างมากก็ตาม

ปิแอร์ อัลเวส (Pierre Alves) ผู้จัดการฝ่ายการแข่งขันประเภทระยะยาวแบบมาราธอน หรือ “เอ็นดูรานซ์” (Endurance) ของ ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต’ เปิดเผยว่า “การแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ในปีนี้ มอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง นอกจากสภาพอากาศจะแจ่มใสเป็นใจต่อการแข่งขันแล้ว ยังมีผู้สนใจเข้าชมการแข่งขันตลอดช่วงสุดสัปดาห์จำนวนสูงถึง 330,000 คน อีกทั้งยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต เอ็นดูรานซ์’ สูตรเนื้อยางแข็งปานกลางยังได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในใช้งานที่เป็นเยี่ยม โดยให้ประสิทธิภาพสูงอย่างสม่ำเสมอในการวิ่งต่อเนื่องสามช่วงการแข่งรถ หรือ Triple Stints ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงของการแข่งขัน”
มิชลินคว้าชัยชนะติดต่อกันเป็นสมัยที่ 28 ในการแข่งรถรายการ ‘เลอ ม็องส์’
ชัยชนะในฤดูกาลแข่งขันล่าสุดของทีม ‘เอเอฟ คอร์เซ่’ และทีม ‘เฟอร์รารี่’ ส่งผลให้มิชลินครองตำแหน่งแชมป์ในการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์’ ติดต่อเป็นสมัยที่ 28 นับจากหวนกลับมาเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันรายการนี้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2541 ณ สนามแข่งซาร์ธ (Sarthe) ขณะเดียวกันยังเป็นการคว้าชัยในการแข่งรถรายการ ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3 สำหรับทีม ‘เฟอร์รารี่’ ทำให้ทีมที่มีฉายา “ม้าลำพอง” โดดเด่นเป็นพิเศษในรายการแข่งรถระยะทางไกล FIA World Endurance Championship (WEC) ประจำปี 2568 ด้วยการประเดิมกวาดชัยชนะ 3 สนามแรก
ความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นในเรื่องความยั่งยืนและเทคโนโลยี
นอกจากเรื่องสมรรถนะ การแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์’ ปีนี้ยังเป็นก้าวสำคัญสำหรับมิชลินในด้านกลยุทธ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Strategy) ด้วย โดยการผสานพันธมิตรกับธุรกิจสตาร์ทอัพสัญชาติสวีเดน ‘เอ็นไวโร’ (Enviro) ทำให้มิชลินสามารถนำยางรถไฮเปอร์คาร์ทุกเส้นที่ใช้ในการแข่งขันเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลผ่านการย่อยสลายโดยใช้ความร้อนในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน หรือ “ไพโรไลซิส” (Pyrolysis) โดยได้รับ ‘คาร์บอนแบล็ค’ (Carbon Black), น้ำมัน และเหล็กกล้า จากการรีไซเคิลกลับมาหมุนเวียนใช้ในการผลิตยางใหม่

ขณะเดียวกัน มิชลินยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่ายางตัวอย่างสำหรับจัดแสดง (Demonstration Tires) ในปัจจุบันใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนเป็นส่วนประกอบในสัดส่วนสูงถึง 71% ถือเป็นอีกก้าวแห่งความสำเร็จสู่การผลิตยางที่ยั่งยืน 100% ภายในปี 2593 ทั้งนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดมาใช้ในยางสำหรับรถยนต์ต้นแบบ H24EVO ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฮโดรเจน และรถแข่ง Porsche GT4 e-Performance ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% แล้ว

ยางที่พัฒนาขึ้นด้วยระบบจำลองภาพเสมือนจริงและพิสูจน์ศักยภาพบนสนามแข่ง
ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต เอ็นดูรานซ์’ (MICHELIN Pilot Sport Endurance) รุ่นปี 2568 ได้รับการออกแบบทุกขั้นตอนด้วยระบบจำลองภาพเสมือนจริง จึงช่วยลดจำนวนการผลิตยางต้นแบบลงได้อย่างมาก ซึ่งไม่เพียงเป็นการจำกัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง แต่ยังส่งผลให้ยางมีสมรรถนะในการใช้งานจริงที่ดีขึ้น
แนวทางสู่ปี 2569: ผลิตภัณฑ์ยางภายใต้แนวคิด Race to Vision
ภายในปี 2569 มิชลินจะรุกก้าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยางรุ่นใหม่สำหรับรถไฮเปอร์คาร์ที่ไม่เพียงใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุหมุนเวียนเป็นส่วนประกอบในสัดส่วน 50% แต่ยังโดดเด่นด้วยลวดลายกำมะหยี่บนดอกยางที่เรียกว่า Race to Vision พัฒนาการดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญในแผนงานของกลุ่มมิชลินที่มุ่งผสานสมรรถนะด้านกีฬามอเตอร์สปอร์ตเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ความมุ่งมั่นที่โดดเด่นด้านโลจิสติกส์และบุคลากร
ในการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์’ ประจำปีนี้ มิชลินได้ระดมสรรพกำลังของบุคลากรด้านมอเตอร์สปอร์ตจำนวน 110 คน เพื่อให้บริการแก่พันธมิตร 21 รายซึ่งลงแข่งขันประเภทไฮเปอร์คาร์ โดยสนับสนุนยางทั้งสิ้น 4,100 เส้น แต่ได้จัดส่งยางจำนวน 3,700 เส้นไปล่วงหน้าก่อนการแข่งขัน เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) ที่เกิดจากการขนส่ง
มร.อัลเวส กล่าวเสริมว่า “ขอขอบคุณทีมงาน ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต‘ ที่ทุ่มเทพลังกายใจให้บริการสนับสนุนพันธมิตรผู้ผลิตรถไฮเปอร์คาร์ทุกรายของเราอย่างเต็มที่ตลอดสัปดาห์การแข่งขัน ทั้งยังเป็นกำลังสำคัญที่ผลักดันให้แบรนด์มิชลินเป็นที่รับรู้และจดจำในการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’”

มิชลินครองโพเดียมในการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ประจำปี 2568
สำหรับผลการแข่งขัน ‘เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง’ ครั้งที่ 93 นี้ ทีม ‘เอเอฟ คอร์เซ่’ ครองอันดับที่ 1 ด้วยรถแข่ง Ferrari 499P หมายเลข 83 จากฝีมือการขับของ โรเบิร์ต คูบิกา (Robert Kubica), ฟิลิป แฮนสัน (Philip Hanson) และ เย่ อี้เฟย (Ye Yifei) ตามมาด้วยทีม ‘ปอร์เช่’ ซึ่งครองอันดับที่ 2 ด้วยรถแข่ง Porsche 963 หมายเลข 6 จากการขับของ เควิน เอสเตร (Kévin Estre), ลอเรนส์ แวนธูร์ (Laurens Vanthoor) และ แมตต์ แคมป์เบลล์ (Matt Campbell) ที่ควบคุมสมรรถนะการขับขี่และรับมือกับความกดดันจากการแข่งขันได้ดี โดยทีม ‘เฟอร์รารี่’ คว้าโพเดียมอันดับที่ 3 ไปครองด้วยรถแข่ง Ferrari 499P หมายเลข 51 จากการขับของ อเลสซานโดร ปิแอร์ กีดี (Alessandro Pier Guidi), เจมส์ คาลาโด (James Calado) และ อันโตนิโอ จิโอวินาซซี (Antonio Giovinazzi)
บทสรุป
“เมื่อทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี แสดงว่าถึงเวลาที่ต้องเดินหน้าฝ่าฟันไปให้ไกลกว่านั้น” แมทธิว โบนาร์เดล (Matthieu Bonardel) ผู้อำนวยการของ ‘มิชลิน มอเตอร์สปอร์ต’ กล่าวทิ้งท้ายอย่างมุ่งมั่น การแข่งขันครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ยางจะให้ประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอ แต่มิชลินยังคงคิดค้นนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมิชลินตอกย้ำบทบาทในฐานะแบรนด์ผู้บุกเบิกการสัญจรแห่งอนาคต ด้วยการผสานสมรรถนะ นวัตกรรมที่ยั่งยืน และความทุ่มเทของบุคลากร เข้าด้วยกัน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ พลัส และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ คว้าสองรางวัลคุณภาพ จากการสำรวจด้านคุณภาพรถยนต์ โดย เจ.ดี.พาวเวอร์ ประจำปี 2568

มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ พลัส และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ สองรุ่นยอดนิยมจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างมั่นใจ ดีไซน์โดดเด่น และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ล่าสุดรถยนต์ทั้งสองรุ่น ได้รับการยืนยันด้านคุณภาพอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล อันดับ 1 “รถใหม่คุณภาพสูง” จากผลการสำรวจความคิดเห็นด้านคุณภาพของผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย ปี 2568 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2025 Thailand Initial Quality StudySM (IQS))

รางวัลในครั้งนี้ สะท้อนถึงความพึงพอใจของผู้ใช้รถที่ซื้อรถยนต์ใหม่ทั่วประเทศ และตอกย้ำมาตรฐานคุณภาพระดับสูงของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติ และขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้รถทั้งสองรุ่นของเรา ได้รับการจัดอันดับสูงสุดของแต่ละประเภทรถยนต์ในปีนี้ โดย มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ พลัส ไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะที่มีดีไซน์โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์ทั้งในด้านสมรรถนะ ความทนทาน และความปลอดภัย มีระบบอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารอย่างครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และวันหยุดพักผ่อนในวันสุดสัปดาห์ เราจึงมั่นใจว่า มิตซูบิชิ ไทรทัน คือหนึ่งในตัวเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่มองหารถกระบะอเนกประสงค์ ขับขี่ง่าย และที่สำคัญคือ ความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์คันนี้ครับ”

“ขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ก็ได้รับความนิยมในฐานะรถ MPV ที่ครบครัน ทั้งฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ในด้านความสะดวกสบาย ความกว้างขวางของห้องโดยสาร และความคุ้มค่าต่อการใช้งานของครอบครัวครับ”
นายถาวร กำแก้ว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต กล่าวเสริมว่า “รางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน ณ โรงงานผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาค เราภูมิใจที่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และมั่นใจได้ว่าทุกรุ่นที่ผลิตจากโรงงานของเรา ได้ผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐานระดับโลก เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้ขับขี่ในทุกมิติครับ”
การสำรวจของ เจ.ดี. พาวเวอร์ ในปีนี้ครอบคลุมรถยนต์ 55 รุ่น จาก 14 แบรนด์ โดยสำรวจความเห็นจากเจ้าของรถใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 4,721 ราย ซึ่งซื้อรถระหว่าง เดือนมิถุนายน 2567– มกราคม 2568 โดยทำการสำรวจหลังการซื้อ ระหว่างช่วงเดือนธันวาคม 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 ใน 22 เมืองใหญ่ทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE), ไฮบริด (HEV) และรถพลังงานไฟฟ้า (BEV)
แม้จะมีความท้าทายมากขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคปัจจุบัน แต่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและส่งมอบยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในทุกมิติ พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการการผลิต และการส่งมอบรถยนต์ให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างตรงเวลาและมีประสิทธิภาพ และยังมุ่งมอบความสบายใจให้กับลูกค้า ด้วยบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม จากเครือข่ายผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพ กระจายอยู่กว่า 190 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าทุกท่านได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ด้วยมาตรฐานสูงสุด
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
“ลุงเนวิน” จัดใหญ่! ฉลอง “10 ปี บุรีรัมย์ มาราธอน” รางวัลกว่า 10 ล้าน เปิดสมัคร On-site พร้อมแถลงข่าวยิ่งใหญ่ 15 ก.ค.นี้ ที่ One Bangkok ลุ้นรับทองและของที่ระลึกลิมิเต็ด อิดิชั่น

ยิ่งใหญ่กว่าเดิม! “บุรีรัมย์มาราธอน” สุดยอดไนท์ รัน อันดับหนึ่งขวัญใจคนไทย เตรียมฉลองครบรอบ 10 ปี แจกของรางวัลกว่า 10 ล้านบาท” ตอบแทนนักวิ่งทุกคน ที่ทำให้ บุรีรัมย์มาราธอน เติบโตด้วยมาตรฐานการจัดงานระดับโลก เป็นงานวิ่งที่มากกว่างานวิ่ง และอยู่เคียงข้างคนไทยมาอย่างยาวนาน เปิดแคมเปญพิเศษ “BRM Superfans” จัดเต็มเอาใจทั้งแฟนพันธุ์แท้บุรีรัมย์มาราธอนทุกคนให้ได้ใจฟูไปกับของรางวัลพิเศษมากมาย รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และกลับมาอีกครั้ง ตามคำเรียกร้องกับการเปิดรับสมัครแบบ On-Site “ลุงเนวิน” เชิญชวนนักวิ่งร่วมอีเว้นต์สุดพิเศษ ฉลองครบ 10 ปี และสมัครหน้างานแถลงข่าว วันที่ 15 ก.ค.นี้ ที่ลาน The Storeys Square (เดอะ สตอรี่ส์สแควร์) ชั้น G วันแบงค็อก ตั้งแต่เวลา 12.00 -14.00 น. สมัครแล้วรับทันที ถุงเท้าวิ่งรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ฉลอง 10 ปี มูลค่า 420 บาท ฟรี ทุกคน และยังมีสิทธิ์ลุ้นรับทองคำ 1 สลึง ถึง 10 เส้น พร้อมเผยวันรับสมัครออนไลน์ วันที่ 19 กรกฎาคม สำหรับนักวิ่งเก่าและวันที่ 20 กรกฎาคม สำหรับนักวิ่งใหม่

การจัดการแข่งขัน “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ด บาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” ภายใต้แนวคิด Your Ultimate Destination สวรรค์ของนักวิ่ง ที่จะจัดแข่งขันในวันที่ 24 มกราคม 2569 ออกสตาร์ทจากสนามแข่งรถระดับโลก “ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต” และเข้าเส้นชัยที่สนามฟุตบอล”ช้าง อารีนา” แข่งขันทั้งสิ้น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะมาราธอน (42.195 กม.), ระยะฮาล์ฟมาราธอน (21.1 กม.), ระยะมินิมาราธอน (10 กม.), ระยะฟันรัน (4.554 กม.)

นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ผู้ริเริ่มจัดการแข่งขันบุรีรัมย์มาราธอน กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า บุรีรัมย์มาราธอนเป็นงานมาราธอนฝีมือคนไทย ที่เคยก้าวไปสู่มาตรฐานระดับโลก ด้วยเหรียญทองของ World Athletics หรือสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติการันตีเป็นความภาคภูมิใจ สร้างความประทับใจมาแล้วด้วยกองเชียร์มากที่สุด นับหมื่นคน ความสนุกสนานของเทศกาลดนตรี ความยาว 42.195 กม. แสงสีเสียงจัดเต็มตลอดเส้นทาง และสร้างชื่อเสียงและรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาลตลอด 9 ปีที่ผ่านมา”
“ผมขอให้ความมั่นใจว่า “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ด บาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” เราจะจัดอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วยมาตรฐานระดับโลกเช่นเคย พร้อมทั้งยังยืนหยัดในการมอบสิ่งที่ดีที่สุด มอบความสุขและความประทับใจมากที่สุดให้กับทุกคนที่รัก “บุรีรัมย์มาราธอน” และอยู่เคียงข้างกันตลอดมา โดยได้เตรียมการเฉลิมฉลองวาระการฉลองครบรอบ 10 ปี อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยรางวัลพิเศษรวมสูงสุดกว่า 10 ล้านบาท”
“โดยปีนี้ภายในงานแถลงข่าวจะมีการเปิดรับสมัครตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป และภายในงานจะมีการแจกทอง 1 สลึง จำนวน 10 รางวัล สำหรับนักวิ่ง โดยประกาศผลบนเวทีแถลงข่าว เวลาประมาณ 14.30 น. ทั้งนี้ยังได้เตรียมของที่ระลึก “ลิมิเต็ด” เวอร์ชั่นฉลอง 10 ปี เป็นถุงเท้าจาก Warrix มูลค่า 420 บาท แจกจำนวนไม่จำกัด คุ้มที่สุดสำหรับผู้ที่มาสมัครในงานแถลงข่าวทุกคน”

และพิเศษสำหรับปีที่ 10 นี้ กับแคมเปญ “ BRM Superfans” แทนคำขอบคุณจากใจ โดยวันงานวิ่ง จะมีการมอบเหรียญสำหรับ “BRM Superfans” ผู้วิ่งครบรอบ 10 ปี, และมอบ “หมวก BRM Sub 3 ลิมิเต็ด เวอร์ชั่นฉลอง 10 ปี” เป็นรางวัลสำหรับนักวิ่งระยะ Marathon Sub 3 ภายในเวลาต่ำกว่า 3:00:00 ชม. และมอบของที่ระลึก “ไอเท็มลับ ฉลอง 10 ปี” สำหรับแจกนักวิ่งทุกคน (จัดส่งไปกับ Race pack)
นอกจากนี้ “ลุงเนวิน” และคณะกรรมการฝ่ายจัดการแข่งขัน ยังยืนยันที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักวิ่งเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น รางวัลจากผู้สนับสนุนและเงินรางวัลการแข่งขัน รวมสูงที่สุดในประเทศไทยกว่า 1.65 ล้านบาท, และยังอัดฉีดเพิ่ม 1,300,000 บาท มอบเป็นเงินรางวัลพิเศษ สุ่มแจกให้กับนักวิ่งทุกระยะละ 50 รางวัลรวม 200 รางวัล เหมือนเช่นปีที่ผ่านมา

และยังคงแจกภาพนักวิ่งฟรีทุกคนไม่ต้องซื้อรูปอีกต่อไป โดยหลังสแกน QR Code จะได้รับภาพแบบเรียลไทม์ โดยใช้ระบบที่ทันสมัยที่สุด ที่ถูกออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักวิ่ง เมื่อวิ่งผ่านช่างภาพ และช่างภาพทำการกดชัตเตอร์รูปจะปรากฎที่มือถือนักวิ่งทันที, สนับสนุนนักวิ่งต่อยอดไปยังงาน “โตเกียวมาราธอน” ทั้งค่าสมัคร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก สำหรับนักวิ่งชาวไทยที่ไม่ใช่ทีมชาติ และทำสถิติดีที่สุด 10 อันดับแรก ทั้งชายและหญิงของ “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ดบาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” และล็อตโต้งานโตเกียวมาราธอน 2027 ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ยังยืนยันมอบรางวัลพิเศษ “นักวิ่ง New PB ฟรีหมูกระทะ” เปิดเตาตามคำเรียกร้อง สำหรับนักวิ่งระยะ “มาราธอน” ที่สามารถทำ NEW PB ของตัวเองได้ในปีนี้นอกจากของรางวัล Special Prize แล้วยังมีรางวัลพิเศษเติมสำหรับผู้พิชิตสถิติใหม่ Beat your Buriram Marathon Personal Best หรือ NEW PB รับไปเลยหมูกระทะ 1 ชุด โดยคูปอง 1 ใบ แลกหมูกระทะได้ 1 ชุด มูลค่า 250 บาท (สำหรับนักวิ่ง 1-3 ท่าน)
ทั้งนี้ “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ด บาย น้ำแร่ธรรมชาติ ตราช้าง” ประจำปี 2569 เปิดรับสมัครนักวิ่งจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 และ วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยในต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากทั้ง นักวิ่งระดับท็อปจากทั่วทุกมุมโลก, ระดับแชมป์ประเทศไทยและผู้รักในการวิ่งมากกว่า 32,936 คน คาดว่าในปีนี้หลังเปิดรับสมัครออนไลน์ จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม มีนักวิ่งสมัครเต็มทุกระยะอย่างรวดเร็วเช่นเดิม
นักวิ่งที่สนใจสามารถสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.burirammarathon.com และ www.runningconnect.com โดยแบ่งเป็น นักวิ่งเก่า (ปี 2017-2025) สมัครได้ตั้งแต่ วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป และนักวิ่งทั่วไปสมัคร วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 น.เป็นต้นไป และจะมีการแถลงข่าวการจัดการแข่งขันอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ ลาน The Storeys Square (เดอะ สตอรี่ส์ สแควร์) ชั้น G วันแบงค็อก กรุงเทพ ภายในงานมีการรับสมัครนักวิ่งแบบ On-Site และของรางวัลพิเศษแก่นักวิ่งและสื่อมวลชนที่ร่วมงานมากมาย”
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
พีทีที ลูบริแคนท์ส ปลุกร่างทองให้รถอีกครั้ง รุกตลาดน้ำมันเครื่อง Fully Synthetic มาตรฐานระดับโลก ดันสมรรถนะรถกลับมาฟิตเหมือนใหม่

พีทีที ลูบริแคนท์ส ผู้นำนวัตกรรม และผู้นำตลาดน้ำมันหล่อลื่นในประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็น แบรนด์พรีเมียม เปิดตัวแคมเปญใหม่ล่าสุดภายใต้แนวคิด “ปลุกร่างทองให้รถอีกครั้ง” ชูจุดเด่นของ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ขั้นสูง (Fully Synthetic) ที่ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและมาตรฐานระดับโลก ที่จะมาปฏิวัติประสบการณ์การขับขี่ โดยมุ่งยกระดับสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้กลับมา เป็นร่างทอง พร้อมตอบโจทย์รถทุกประเภทอย่างตรงจุด
คุณรชา อุทัยจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า แคมเปญ “ปลุกร่างทองให้รถอีกครั้ง” มุ่งสร้างการรับรู้ถึง คุณภาพระดับพรีเมียมของกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ขั้นสูง ภายใต้ 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ได้แก่ Performa, Challenger และ Dynamic ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทางทั้งรถยนต์เบนซิน รถดีเซล และรถจักรยานยนต์ โดยเน้นการฟื้นคืนสมรรถนะ เสมือน “ปลุก” เครื่องยนต์ให้กลับมาทรงพลังและลื่นไหลดั่งวันแรกอีกครั้ง พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถในทุกกลุ่ม ด้วยสูตรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานระดับโลก และเทคโนโลยีที่เราพัฒนามาเพื่อตลาดจริง ไม่ใช่แค่ในห้องแล็บ โดยทุกรุ่นผ่านการทดสอบโดยตรงจากนักแข่งมืออาชีพ อาทิ “พีท ทองเจือ”, “แอนดรูว์ โคนินทร์” “โรเตอร์ ทองเจือ” และอีกหลายท่าน ซึ่งร่วมทดสอบสมรรถนะและให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อการันตีว่าน้ำมันเครื่องกลุ่มนี้สามารถรองรับการใช้งานทั้งบนถนนและสนามแข่ง
สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Performa สำหรับรถยนต์เบนซิน ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐานระดับโลก อาทิ API SQ, ILSAC GF-7A และ ACEA C3 พร้อมเทคโนโลยี EVOTEC และ SMART Molecules ที่ช่วยลดการสึกหรอ ยืดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน และเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง อีกทั้งยังมีสูตรเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฮบริด รถอีโคคาร์ และรถยนต์เทคโนโลยีใหม่จากยุโรป (Euro 6)

ในขณะที่กลุ่ม Challenger สำหรับรถจักรยานยนต์ สปอร์ต และบิ๊กไบท์ เน้นสมรรถนะและความเร้าใจในทุกการขับขี่ ด้วยสูตรเฉพาะสำหรับการแข่งขัน พร้อมเทคโนโลยี ESTER TECH ที่ช่วยเพิ่มความทนทาน ลดแรงเสียดทาน และรีดกำลังเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างเต็มที่

และกลุ่ม Dynamic สำหรับรถยนต์ดีเซลสมัยใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเครื่องยนต์ระบบคอมมอนเรล ด้วยเทคโนโลยี CLEAN AND LOCK ที่ช่วยทำความสะอาดทุกชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ให้สะอาดตลอดอายุการใช้งาน และเทคโนโลยี EVOTEC รองรับรถยนต์ดีเซลเทคโนโลยีใหม่ ยูโร 5 ที่ติดตั้งอุปกรณ์บำบัดไอเสีย ทั้ง DPF และ SCR พร้อมการปกป้องเต็มประสิทธิภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วง
พีทีที ลูบริแคนท์ส พร้อมเดินหน้าปลุก “ร่างทอง” ให้รถของคุณกลับมาโลดแล่นอย่างเต็มสมรรถนะอีกครั้ง ด้วยพลังจากน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ขั้นสูง กลุ่มกระป๋องสีทองที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้ง Performa, Dynamic และ Challenger ที่พร้อมฟื้นคืนชีวิตใหม่ให้กับเครื่องยนต์ทุกประเภท ไม่ว่าคุณจะขับรถเบนซิน ดีเซล หรือซูเปอร์ไบค์ ก็มั่นใจได้ว่า “ร่างทอง” ของรถคุณจะกลับมาแน่นอน
สัมผัส “ร่างทอง” ของรถคุณได้แล้ววันนี้ด้วยน้ำมันเครื่อง Fully Synthetic วางจำหน่ายที่ ฟิต ออโต้, พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการ และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ PTT Lubricants หรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Shopee และ Lazada ใน FIT Auto Official สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.1365 Contact Center
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage PTT Lubricants หรือ https://www.facebook.com/pttlubricantsthailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
NEW GWM TANK 300 DIESEL – ทางเลือกที่ใช่ สำหรับทุกสไตล์ชีวิต ทั้ง 2WD และ 4WD

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” หลังจากได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ GWM ชาวไทยหลังเปิดตัวได้ไม่ถึงเดือน NEW GWM TANK 300 DIESEL รถ PPV สไตล์ Premium Boxy ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนฯ ใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการรับฟังเสียงของผู้ใช้งานจริงในประเทศไทย ที่มาพร้อมกับ 2 ระบบ ทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อ ในรุ่น 2.4T PRO และ รุ่น 2.4T ULTRA และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ในรุ่น 2.4T ULTRA 4WD เพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการขับหล่อ ๆ ในเมืองได้ทุกวัน หรือบุกลุยกับทริปผจญภัยสู่การค้นหาประสบการณ์ใหม่ในทุกสภาพถนน

เลือกรุ่นที่ใช่ 2WD หรือ 4WD?
เจาะลึกความต่างระหว่าง 2WD และ 4WD คันไหนใช่ เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง กับภาพรวมเปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละรุ่น
คุณสมบัติ NEW TANK 300 2WD NEW TANK 300 4WD เหมาะกับใคร ชีวิตในเมือง, ทางเรียบ, การเดินทางในวันหยุดสุดสัปดาห์ การขับขี่บนถนนในชีวิตประจำวัน, ชอบเดินทางผจญภัย, ตั้งแคมป์, ลากพ่วง โหมดขับขี่ 3 โหมด (Normal, Sport, Eco) 9 โหมด (2H, 4H, 4L, รวมโหมดลุยหิมะ ทราย หิน โคลน ฯลฯ) ความนิ่ง เงียบ และนุ่มนวล ขับสบาย เงียบ นิ่ง ได้ความสบาย นิ่ง เงียบเช่นกัน พร้อมระบบควบคุมการยึดเกาะถนนบนพื้นผิวหลากหลายประเภท ความสามารถลุยทางสมบุกสมบัน จำกัดอยู่ที่ถนนเรียบหรือทางลูกรัง พร้อมลุยป่า ขึ้นเขา ข้ามโคลน ลากเรือ ฟีเจอร์เด่น ซันรูฟไฟฟ้า, เบาะนวด, ดีไซน์เท่ในเมือง ระบบความปลอดภัย เพิ่มฟังก์ชั่นการขับขี่ออฟโรด Rear Diff Lock, TANK TURN, Off-road Cruise Control บรรทุก/ลากจูง เหมาะกับการใช้งานทั่วไป รองรับน้ำหนักและลากของได้มากกว่า ความคุ้มค่า ราคาดี คุ้มค่าคุ้มราคา ใช้เดินทางได้ในชีวิตประจำวัน คุ้มค่าระยะยาว ใช้ได้รอบด้าน ยืดหยุ่นทุกสถานการณ์ ขุมพลังเดียวกัน มอบสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม
ทั้งรุ่น 2WD และ 4WD มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ ให้พละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิด 480 นิวตันเมตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติที่เปลี่ยนจากเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 9 ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วเพียง 90 กม./ชม. ขับสนุก ประหยัดพลังงาน รองรับทุกการใช้งานบนถนนเมืองและนอกเมือง

ภายในหรูสไตล์พรีเมียม สะดวกสบายทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะอยู่บนถนนในเมืองหรือบนเส้นทางที่ท้าทาย ความสะดวกสบายยังคงอยู่ทุกวินาที ทุกเส้นทาง ในรุ่น 2.4 PRO แบบ 2WD มาพร้อมเบาะหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง ให้สัมผัสที่นุ่มสบาย ดูแลง่าย พร้อมระบบปรับเบาะไฟฟ้า 6 ทิศทาง ในรุ่น 2.4T ULTRA แบบ 2WD และ 4WD ยังยกระดับความหรูหราด้วยการใช้วัสดุ หนัง Nappa ผสมหนังสังเคราะห์ ให้สัมผัสที่ พรีเมียมและนุ่มนวลกว่าที่เคย เบาะคนขับมาพร้อมระบบปรับเบาะไฟฟ้า 8 ทิศทาง ระบบบันทึกตำแหน่ง Memory Seat และ Welcome Seat ระบบระบายอากาศ พร้อมดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทางและระบบนวดไฟฟ้า ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนก็ช่วยให้ฝ่ารถติดในเมืองหรือฟันฝ่าอุปสรรคและความท้าทายขณะผจญภัยได้อย่างสะดวกสบายตลอดการเดินทาง นอกจากนี้ยังมีราวหลังคาสำหรับวางสัมภาระเพิ่มเติม เหมาะสำหรับการผจญภัย เพื่อประหยัดพื้นที่ภายในรถอีกด้วย

รุ่น 4WD ทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว สำหรับลูกค้าที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อรุ่น 2WD หรือ 4WD จากการศึกษาของ GWM เกี่ยวกับลูกค้าที่ซื้อใช้งานจริง พบว่า 60% ของลูกค้าจะตัดสินใจซื้อรุ่น 4WD ถึงแม้จะขับขี่ในเมืองหรือบนทางเรียบเป็นหลักก็ตาม เนื่องจากหลากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็น
- ใช้งานได้หลากหลายขึ้น ทั้งชีวิตเมือง ท่องเที่ยว ภารกิจหนัก หรือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน
- เทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะ ล้ำหน้ากว่า ขับได้ทุกเส้นทางโดยไม่ต้องกังวล
- เหมาะกับผู้ที่มองหารถคันเดียวที่ “ทำได้ทุกอย่าง”
- ส่วนต่างของราคาของรุ่น 2WD และ 4WD คุ้มค่ากับออปชั่นที่ได้เพิ่มขึ้น คิดเป็นส่วนต่างค่าผ่อนงวดเพียงไม่กี่พันบาทต่อเดือน* (โดยมีเงื่อนไขดาวน์ 25% ผ่อนชำระ 48 เดือน)

พร้อมทดลองขับแล้ววันนี้
NEW GWM TANK 300 DIESEL ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ PPV เพื่อคนเมืองยุคใหม่ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในชีวิตจริงและการขับขี่ที่หลากหลายสไตล์ของผู้ใช้ชาวไทย ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่จะยกระดับทุกประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งกว่า พร้อมการรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ที่ยาวนานถึง 1,000,000 กิโลเมตร (หรือ 8 ปี) ฉีกกฏเครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ ก้าวสู่ประสบการณ์ใหม่แห่งการเดินทางที่ดียิ่งกว่ากับ NEW GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ NEW GWM TANK 300 DIESEL 2.4T รุ่น PRO ราคา 1,029,000 บาท NEW GWM TANK 300 DIESEL 2.4T รุ่น ULTRA ราคา 1,179,000 บาท และ NEW GWM TANK 300 DIESEL 2.4T ULTRA 4WD ราคา 1,279,000 บาท ทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ 70 สาขาทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชัน GWM เว็บไซต์ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center หมายเลข 02-668-8888
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine







































































































































































