• เปิดตัวแล้ว! Café Amazon Digital Store แห่งแรกของไทย จับมือร่วมกับ LINE MAN Wongnai ชูเทคโนโลยียกระดับประสบการณ์ สั่ง-จ่าย-รับ ไม่ต้องต่อคิว

    1 Min Read

    เปิดตัวแล้ว! Café Amazon Digital Store แห่งแรกของไทย จับมือร่วมกับ LINE MAN Wongnai ชูเทคโนโลยียกระดับประสบการณ์ สั่ง-จ่าย-รับ ไม่ต้องต่อคิว

                Café Amazon ร้านกาแฟอันดับ 1 ขวัญใจผู้บริโภค จับมือร่วมกับ LINE MAN Wongnai ผู้นำแพลตฟอร์มออนดีมานด์ อันดับ 1 ของไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์บริการที่ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์ Wongnai POS Order and Pay ระบบสแกนสั่งอาหาร และชำระเงิน ผ่าน QR Code และฟีเจอร์ Pick & Go สั่งล่วงหน้าบน LINE MAN พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการที่ดีที่สุดเพื่อคนไทย โดยคนไทยอย่างแท้จริง

              คุณไกรพิท เปรมมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) กล่าวว่า “Café Amazon มุ่งมั่นส่งมอบ กาแฟคุณภาพให้เข้าถึงคนไทยทุกกลุ่ม นอกจากจะร่วมมือกับ LINE MAN บริการเดลิเวอรีเพื่อ ส่งมอบความสุขไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศแล้ว ล่าสุดเรานำเทคโนโลยีดิจิทัลโซลูชั่น Wongnai POS Order & Pay และ Pick & Go สั่งล่วงหน้าบน LINE MAN เข้ามาใช้งานอย่างเป็นทางการ เริ่มที่ Café Amazon สาขา Forestry ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (EnCo) เป็นเรือธงสาขา Digital Store แห่งแรกของไทย ตอกย้ำความเป็นแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งรอบด้าน ทั้งคุณภาพ รสชาติ และนวัตกรรม โดยนำเทคโนโลยีจาก LINE MAN Wongnai เป็นพาร์ทเนอร์หลักที่ช่วยยกระดับการบริการให้กับผู้บริโภคและบริหารจัดการร้าน มุ่งเน้นผลลัพธ์ในการสร้างประสบการณ์ที่สะดวกสบายให้กับผู้บริโภค ทำให้การซื้อกาแฟเป็นเรื่องง่าย สะดวกและรวดเร็ว  และยังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการร้าน ที่เปลี่ยนจากการสั่งผ่านพนักงานเป็นดิจิทัล 100% LINE MAN ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างยอดขายเดลิเวอรีกับ Café Amazon อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดออเดอร์กว่าที่เพิ่มขึ้นกว่า 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนของการสั่ง Bakery หรือสินค้า Non-beverage ควบคู่กับเครื่องดื่มสูงขึ้น และเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี

              คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า  “LINE MAN Wongnai มุ่งมั่นผลักดันผู้ประกอบการไทยให้เติบโตด้วยเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด ‘Digitalize Thailand’ โดยเชื่อว่าหัวใจของการทำธุรกิจยุคใหม่ คือการเชื่อมต่อระหว่างร้านค้าและผู้บริโภคอย่างลื่นไหล ความร่วมมือกับ Café Amazon เปิดสาขา Digital Store แห่งแรกของไทย จึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจร้านอาหาร ผ่าน 2 ฟีเจอร์หลัก ได้แก่ Wongnai POS: Order & Pay ระบบที่ให้ลูกค้าสแกน QR Code ที่โต๊ะหรือเคาน์เตอร์เพื่อเลือกเมนู สั่งอาหาร และชำระเงินด้วยตัวเอง และ Pick & Go ฟีเจอร์สั่งล่วงหน้าผ่านแอป LINE MAN แล้วไปรับที่ร้านได้ทันที โดยไม่ต้องรอคิวฟีเจอร์เหล่านี้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและความสะดวก จากฐานข้อมูลของ LINE MAN Wongnai พบว่า ลูกค้ากว่า 72% ชอบร้านที่มีหลายช่องทางให้สั่ง และ 66% ต้องการจ่ายเงินได้หลายแบบ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วน พร้อมช่วยร้านค้าลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว”

    นำร่องใช้ฟีเจอร์ Mobile Order และ Pick & Go ยกระดับประสบการณ์การสั่งกาแฟที่ดีกว่าเดิม

    Café Amazon ร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai เปิดตัว Digital Store แห่งแรกของไทย ณ สาขา Forestry ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (EnCo) นำร่องใช้ฟีเจอร์ Wongnai POS Order & Pay และ Pick & Go  มอบประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า เพิ่มศักยภาพในการรองรับลูกค้า สามารถผลิตกาแฟได้ถึง 60 แก้วต่อชั่วโมง หรือคิดเป็น 3 เท่า เมื่อเทียบกับการบริการแบบเดิม รองรับคำสั่งซื้อจำนวนมากในช่วง เวลาเร่งด่วนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเตรียมขยายไปยังสาขาอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    ความร่วมมือระหว่าง LINE MAN และ Café Amazon สะท้อนให้เห็นถึงผู้นำแบรนด์ไทยทั้งสองด้าน ที่พร้อมพัฒนาและเติบโตเพื่อผู้บริโภคคนไทยอย่างแท้จริง ด้วยการยกระดับมาตรฐาน อุตสาหกรรมผู้ประกอบการร้านอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการดึงเทคโนโลยีมา ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไทยอย่างแท้จริง

    Café Amazon ขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านมาร่วมเปิดประสบการณ์ดิจิทัลครั้งใหม่กับ Café Amazon สาขา Forestry ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (EnCo) ลองใช้บริการสั่งซื้อด้วยตนเองง่าย ๆ ผ่านมือถือหรือ Kiosk พร้อมลิ้มลองเมนูโปรดในรูปแบบที่รวดเร็วและทันสมัยยิ่งกว่าเดิม ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Café Amazon


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ททท. ส่งแคมเปญ “Burn Out Break” ชวนคนทำงานเติมไฟ ออกเที่ยว 55 เมืองน่าเที่ยวทั่วไทย อัดโปรดีเพียบ

    1 Min Read

    ททท. ส่งแคมเปญ “Burn Out Break” ชวนคนทำงานเติมไฟ ออกเที่ยว 55 เมืองน่าเที่ยวทั่วไทย อัดโปรดีเพียบ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าใจดีถึงความรู้สึกนี้ เลยจัดแคมเปญสุดปัง “Burn Out Break” มาเอาใจคนทำงานโดยเฉพาะ ภายใต้โครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” ที่จะพาคุณไปชะลอจังหวะชีวิต พักกาย พักใจ และเติมพลังให้เต็มที่ใน 55 เมืองน่าเที่ยวทั่วไทย ตลอดหน้าฝนนี้ (มิถุนายน – สิงหาคม 2568)แนวคิดหลักของแคมเปญนี้คือ #JustSlowDown ให้คุณได้หลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ ไปสัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เรียบง่าย แถมมีสิทธิพิเศษและโปรโมชันจากพันธมิตรจัดเต็ม ทั้งที่พัก การเดินทาง กิจกรรม และไลฟ์สไตล์

    ททท. เผยผลสำรวจที่น่าสนใจว่า พนักงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้ม “หมดไฟ” สูง เพราะภาระงานที่หนักอึ้ง ความรับผิดชอบในระบบราชการ และเวลาส่วนตัวที่จำกัด ทำให้ดูแลสุขภาพจิตได้ไม่เต็มที่ แคมเปญนี้จึงเป็นเหมือน “ทางออก” ให้คนกลุ่มนี้ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง รวมถึงคนทำงานทุกคนที่อยากชาร์จพลังใจให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

    สิทธิพิเศษแน่นๆ จากเหล่าพันธมิตร

    เพื่อให้ทริปพักใจของคุณคุ้มค่าและสบายกระเป๋า ททท. ได้จับมือกับพันธมิตรชั้นนำ มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษมากมาย:

    • Patois: ลดทันที 8% สูงสุด 500 บาท สำหรับแพ็คเกจเที่ยว กิจกรรม ที่พักใน 55 เมืองน่าเที่ยว! ลูกค้า Max Card Plus รับ Max Point เพิ่ม x3 และส่วนลดพิเศษอีก 8% (สูงสุด 1,500 บาทตลอดโครงการ)
    • นครชัยแอร์: ซื้อตั๋ว 2 ที่นั่งในเส้นทางเมืองน่าเที่ยว รับส่วนลด 50 บาท
    • สายการบิน VietJet: ลด 15% สำหรับเส้นทาง กรุงเทพ–เชียงราย / กรุงเทพ–อุบลราชธานี / กรุงเทพ–อุดรธานี
    • Local Alike: แพ็คเกจเที่ยวชุมชนสุดฟิน! ลูกค้าทั่วไปลดสูงสุด 10% พิเศษ! พนักงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจลดสูงสุดถึง 20%
    • ธนาคารกรุงเทพ (BBL): ใช้บัตรเครดิต BBL ในร้านค้าที่ร่วมโครงการ แลกคะแนนสะสม Thank You Rewards เท่ายอดใช้จ่าย รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% (สำหรับบัตรท่องเที่ยว, พินนาเคิล, อินฟินิท, ผู้นำแพลทินัม) และ 13% สำหรับบัตรเครดิตประเภทอื่น
    • PTG / Max Card: สมาชิก Max Card รับคะแนนสะสม x2 เมื่อลงทะเบียนและเติมน้ำมันที่ปั๊ม PT ใน 55 เมืองน่าเที่ยว
    • ร้านคาเฟ่ท้องถิ่นกว่า 150 ร้าน: พร้อมมอบโปรโมชันและกิจกรรมพิเศษ ให้คุณได้นั่งชิลล์ในคาเฟ่บรรยากาศดีทั่วประเทศ

    เที่ยวครบ รับรางวัลใหญ่ “Burn Out Break to the Max”

    นอกจากโปรดีๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกกับ “Burn Out Break to the Max” ลุ้นรับรางวัลใหญ่รวมมูลค่ากว่า 120,000 บาท! เพียงสะสมยอดใช้จ่ายจากร้านค้าพันธมิตร (ร้านกาแฟ, ที่พัก, รถทัวร์, สายการบิน, แพ็กเกจเที่ยว) โดยสแกนใบเสร็จผ่าน LINE OA: Burn Out Break

    • นักท่องเที่ยวทั่วไป : สะสมยอดครบ 2,500 บาท
    • พนักงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ: สะสมยอดครบเพียง 2,000 บาท (พร้อมแสดงหลักฐานยืนยัน)

    กิจกรรมนี้มี 3 รอบตลอดแคมเปญ: เดือนมิถุนายน, กรกฎาคม และสิงหาคม 2568 ใครเป็น 1 ใน 10 คนแรกของเดือนที่สะสมยอดครบ รับของรางวัลพิเศษไปเลย!

    จำไว้ว่า…การพักผ่อนไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือการดูแลใจที่จำเป็น! แคมเปญ “Burn Out Break” คือโอกาสทองที่คุณจะได้ให้รางวัลตัวเอง ออกเดินทางสู่เมืองน่าเที่ยว ชะลอจังหวะชีวิต หยุดพักบ้าง แล้วค่อยก้าวต่อไปอย่างมีพลัง!

    สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม เข้าไปดูได้เลยที่เว็บไซต์ www.เมืองน่าเที่ยว2568.com


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ปอร์เช่ (Porsche) ลุยทดสอบ คาเยนน์ อิเล็กทริค เอสยูวี (Cayenne Electric SUV) โชว์เหนือชั้นทุกสมรรถนะ

    1 Min Read

    ปอร์เช่ (Porsche) ลุยทดสอบ คาเยนน์ อิเล็กทริค เอสยูวี (Cayenne Electric SUV) โชว์เหนือชั้นทุกสมรรถนะ

    คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric) พรางตัวทดสอบสมรรถนะและความอเนกประสงค์ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณชน

     

    การทดสอบ ปอร์เช่ คาเยนน์ (Porsche Cayenne) รุ่นใหม่ กำลังเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบทั่วโลก โดยปอร์เช่ได้พัฒนารถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าเจเนอเรชั่นที่สอง และได้ส่งรถต้นแบบที่ใกล้เคียงรุ่นผลิตจริงลงทดสอบเพื่อเก็บสถิติในด้านต่าง ๆ พร้อมเปิดเผยสมรรถนะและความอเนกประสงค์ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างรอบด้าน

     

    สตุ๊ทการ์ท. ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ปอร์เช่ คาเยนน์ (Porsche Cayenne) ได้สร้างเอกลักษณ์จากความอเนกประสงค์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ซึ่งในรุ่นขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ คาเยนน์รุ่นใหม่ ก็ยังคงสานต่อจุดแข็งนั้น พร้อมยกระดับการผสานระหว่างสมรรถนะ การใช้งานในชีวิตประจำวัน ความสะดวกในการเดินทางไกล และความสามารถในการลุยเส้นทางออฟโรดให้ลงตัวยิ่งกว่าที่เคย โดยปอร์เช่ได้แจ้งเกิด คาเยนน์ อิเล็กทริค ก่อนเปิดตัวสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ผ่านการร่วมถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถรุ่นใหม่นี้

     

    ช่วงล่างแบบแอคทีฟมอบความเสถียรและความแม่นยำ สู่การทำลายสถิติใหม่

    ปอร์เช่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพสมรรถนะระดับสูงของ คาเยนน์ อิเล็กทริค ที่กำลังจะเปิดตัว ในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ สนามแข่งขึ้นเขาที่สูงชันอย่าง เชลสลี่ย์ วอลช์ (Shelsley Walsh) ซึ่งจัดแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1905 และถือเป็นหนึ่งในรายการมอเตอร์สปอร์ตที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยรถต้นแบบที่ใกล้เคียงกับรุ่นผลิตจริงได้เข้าร่วมถ่ายทำ พร้อมกับคลุกคลีอยู่ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันรายการ บริติช ฮิลล์ไคลม์ แชมเปียนชิพ (British Hillclimb Championship) โดยมีผู้ควบคุมพวงมาลัยคือ กาเบรียลา ยิลโคว่า (Gabriela Jílková) นักขับซิมูเลเตอร์และนักพัฒนารถจากทีม แทค ฮอยเออร์ ปอร์เช่ ฟอร์มูลา อี (TAG Heuer Porsche Formula E) ซึ่งได้ขับ คาเยนน์ อิเล็กทริค รุ่นต้นแบบขึ้นเนินแอสฟัลต์ที่มีความกว้างเพียง 3.5 เมตรในบางจุด ความชันสูงสุดถึง 16.7 เปอร์เซ็นต์ และมีความยาวทั้งสิ้น 1,000 หลา (914 เมตร) และในความพยายามครั้งแรก เธอได้ทำลายสถิติเวลาเดิมในกลุ่มรถเอสยูวี โดยทำเวลาเร็วกว่าถึง 4 วินาที “สนามนี้ถือว่าโหดมากและไม่เปิดโอกาสให้พลาดเลย” ยิลโคว่ากล่าว “ไม่มีพื้นที่ run-off และแทบไม่มีที่ให้แก้ไขหากเกิดความผิดพลาด แต่ด้วยช่วงล่างแบบแอคทีฟของคาเยนน์ใหม่ ทำให้รถมั่นคงและควบคุมได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ ทำให้สัมผัสได้ถึงความมั่นใจตลอดเส้นทางอย่างแท้จริง”

    คาเยนน์ อิเล็กทริค ที่เข้าทดสอบในครั้งนี้ มาพร้อมระบบกันสะเทือนแบบแอ็คทีฟ (Porsche Active Ride) ซึ่งจะได้รับการติดตั้งในคาเยนน์ อิเล็กทริคเมื่อออกสู่ตลาดจริง ระบบช่วงล่างนี้ช่วยให้ตัวรถทรงตัวได้อย่างสมดุลแม้ในสถานการณ์ที่มีการเบรกหนัก เข้าโค้งเร็ว หรือเร่งความเร็วอย่างฉับพลัน พร้อมรักษาการยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยมด้วยการกระจายน้ำหนักล้อที่สมมาตร ไมเคิล แช็ทซ์เล (Michael Schätzle) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ คาเยนน์ กล่าวว่า “ระบบกันสะเทือน Porsche Active Ride ช่วยขยายขีดความสามารถของคาเยนน์ ใหม่ให้กว้างขึ้น ทั้งในด้านไดนามิกการขับขี่และความสะดวกสบายในการเดินทาง”

    คาเยนน์ อิเล็กทริค ไม่ได้สร้างความประทับใจแค่ตอนเข้าเส้นชัย แต่ยังสร้างความตื่นตะลึงตั้งแต่จุดสตาร์ท นอกจากจะทำสถิติใหม่ด้วยเวลา 31.28 วินาที แล้ว อีกหนึ่งตัวเลขที่สร้างความฮือฮาในสนามเชลสลี่ย์ วอลช์ คือเวลาที่รถผ่านจุดวัดแรกซึ่งอยู่ห่างจากเส้นสตาร์ทเพียง 60 หลา (18.3 เมตร) โดย คาเยนน์
    อิเล็กทริค ใช้เวลาเพียง 1.94 วินาที ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ เพราะก่อนหน้านี้ มีเพียงรถแข่งแบบที่นั่งเดียวและล้อเปิดแบบฟอร์มูล่าที่ใช้ยางสลิคซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษเท่านั้น ที่สามารถทำความเร็วระดับนี้ได้ที่สนามแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะอันก้าวล้ำอย่างแท้จริง สะท้อนสมรรถนะการเร่งอันเหนือชั้นของเอสยูวีไฟฟ้ารุ่นใหม่จากปอร์เช่  โดยรถทดสอบครั้งนี้ยังใช้เพียงยางฤดูร้อนทั่วไป ไม่ใช่ยางสเปคสนามแข่งแต่อย่างใด โดยรองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ คาเยนน์ กล่าวเสริมว่า “แม้ยังอยู่ในขั้นตอนปรับจูนขั้นสุดท้ายก่อนการเปิดตัวสู่ตลาด แต่พละกำลังและอุปกรณ์ของ คาเยนน์ อิเล็กทริค คันที่ทำลายสถิตินั้น อยู่ในระดับเดียวกับรุ่นผลิตจริง”

     

     

    สมรรถนะการลากจูงทรงพลังเทียบเท่ารุ่นเครื่องยนต์สันดาป

    ในประเทศอังกฤษ ปอร์เช่ไม่ได้เพียงแค่เผยให้เห็นสมรรถนะของคาเยนน์ อิเล็กทริค เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความอเนกประสงค์ในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ โดย ริชาร์ด แฮมมอนด์ (Richard Hammond) พิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังของอังกฤษ ได้ใช้รถต้นแบบที่ถูกพรางตัวนี้ในการถ่ายทำรายการ ขณะลากรถคลาสสิกอายุกว่าร้อยปี น้ำหนักมากกว่า 2 ตัน จากเวิร์กช็อปในเมืองเฮียร์ฟอร์ด  (Hereford) ไปยังโรงรถส่วนตัว แม้น้ำหนักรวมจะสูงถึงประมาณ 3 ตัน แต่คาเยนน์ อิเล็กทริค สามารถทำภารกิจได้อย่างราบรื่น แฮมมอนด์กล่าวว่า “แม้ต้องลากน้ำหนักไม่น้อยเลยอยู่ด้านหลัง แต่คาเยนน์ควบคุมทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย จนคุณแทบไม่รู้สึกอะไรเลย” สมรรถนะการลากจูงนี้แสดงให้เห็นว่า เอสยูวี ไฟฟ้ารุ่นใหม่จากปอร์เช่ พร้อมรองรับการใช้งานจริงได้อย่างทัดเทียมกับรุ่นเครื่องยนต์สันดาป ทั้งในเรื่องความมั่นคง ความสะดวกสบาย และแรงบิดที่ส่งต่ออย่างต่อเนื่องแม้ในสภาพการใช้งานที่ท้าทาย

     

    ปอร์เช่ได้ออกแบบคาเยนน์ อิเล็กทริคให้มีความแข็งแกร่งทั้งในด้านโครงสร้าง ระบบขับเคลื่อน และระบบจัดการความร้อนของระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อให้รถเอสยูวีสามารถตอบสนองทุกความต้องการ และเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกๆ ของโลกที่สามารถลากจูงได้สูงสุดถึง 3.5 ตัน (ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ของรถแต่ละคัน) และยังได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างเช่นเดียวกับ คาเยนน์ เครื่องยนต์สันดาปรุ่นปัจจุบัน “ลูกค้าของเราชื่นชมในความอเนกประสงค์ที่หลากหลายของคาเยนน์ มาโดยตลอด” แช็ทซ์เล กล่าวเสริม “เราจึงไม่ต้องการที่จะลดทอนมาตรฐานใดๆ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่นี้”

     

    สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยขุมพลังระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า

    ไมเคิล แช็ทซ์เล กล่าวว่า “ลูกค้าของเรายังคงมีตัวเลือกเป็นรถยนต์รุ่นเครื่องยนต์สันดาปและระบบไฮบริดที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพไว้ใช้งานไปจนถึงทศวรรษข้างหน้า และเราก็ยังคงลงทุนพัฒนาคาเยนน์รุ่นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สมรรถนะที่เราเพิ่งสาธิตให้เห็นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในอังกฤษนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยศักยภาพของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเท่านั้น คาเยนน์ อิเล็กทริค จะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านสมรรถนะ โดยไม่ลดทอนความอเนกประสงค์ในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันแม้แต่น้อย” ด้วยพลังของการขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ คาเยนน์ อิเล็กทริค จึงไม่ได้เป็นเพียงก้าวใหม่ของปอร์เช่ในยุคยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผสานสมรรถนะและการใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    หลังจากสร้างสถิติใหม่ที่สนาม เชลสลี่ย์ วอลช์ ปอร์เช่เตรียมนำคาเยนน์ อิเล็กทริค รุ่นต้นแบบ พรางตัวจัดแสดงอีกครั้งในงาน Goodwood Festival of Speed ระหว่างวันที่ 10–13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเผยโฉมศักยภาพของรถเอสยูวี ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 อาร์ เค1’ ยางชั้นเยี่ยมที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถไฮเปอร์คาร์ ‘เฟอร์รารี่ เอฟ80’ โดยเฉพาะ

    1 Min Read

    มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 อาร์ เค1ยางชั้นเยี่ยมที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถไฮเปอร์คาร์ ‘เฟอร์รารี่ เอฟ80’ โดยเฉพาะ

    ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 อาร์ เค1’ (MICHELIN Pilot Sport Cup 2 R K1) สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของมิชลินได้เป็นอย่างดี โดยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี, วิศวกรรมที่เหนือชั้น และกระบวนการที่แปลกใหม่ ช่วยผลักดันให้ยางรุ่นนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านสมรรถนะบนถนนแห้งเพื่อสุดยอดยนตรกรรมอย่าง ‘เฟอร์รารี่ เอฟ80’

    ครั้งแรกกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้เวลาเพียง 15 เดือน

    ขั้นตอนค้นคว้าทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางอย่างเข้มข้นด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง (Intensive Virtual Exploration Phase) ซึ่งผสานการออกแบบทางดิจิทัล, การจำลองภาพเสมือนจริงในกระบวนการระดับต้นน้ำ (Upstream Simulation) และกระบวนการผลิตพิเศษหนึ่งเดียวในโลกของมิชลินที่เรียกว่า C3M  ช่วยลดระยะเวลาพัฒนายางและจำนวนยางต้นแบบที่ต้องผลิตเพื่อทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพลงได้อย่างมาก  การผสานรูปแบบการดำเนินงานใหม่ ๆ ดังกล่าวช่วยให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ยางสำหรับจำหน่ายทั่วไปได้เร็วขึ้น โดยสามารถนำคุณสมบัติด้านสมรรถนะของรถ ‘เฟอร์รารี่ เอฟ80’ มาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานได้ตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยแรกสุด  ที่สำคัญยังช่วยลดจำนวนยางต้นแบบที่ต้องผลิตเพื่อทดสอบลงได้ 20-30% ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงมากตามไปด้วย

    ระบบจำลองภาพเสมือนจริงเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า

    ระบบจำลองภาพเสมือนจริง (Simulation) มักถูกสงวนไว้ใช้ในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะในการพัฒนายางสำหรับรถไฮเปอร์คาร์ แต่มิชลินและเฟอร์รารี่ได้นำระบบดังกล่าวมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการพัฒนายาง (Pre-Development Phase) ซึ่งรถยนต์ที่จะใช้งานด้วยยังอยู่ในรูปแบบเสมือนจริงเท่านั้น โดยระบบจำลองภาพที่นำมาใช้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดขนาดยางที่เหมาะสมกับรถที่สุด

     

    การทดลองเสมือนจริง (Virtual Trials) 2 ครั้ง ซึ่งจัดทำโดยใช้ระบบจำลองพลศาสตร์ (Dynamic Simulator) ของเฟอร์รารี่ ณ เมืองมาราเนลโล (Maranello) ประเทศอิตาลี ช่วยยืนยันความเหมาะสมในการนำระบบจำลองภาพเสมือนจริงมาใช้กำหนดขนาดยาง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างมิชลินและเฟอร์รารี่ได้เป็นอย่างดี

     

    นอกจากนี้ ในขั้นตอนการออกแบบยังมีการจำลองภาพเสมือนจริงเพิ่มอีก 3 ครั้ง ซึ่งช่วยให้สามารถระบุคุณสมบัติของยางที่เหมาะสำหรับสมรรถนะของรถยนต์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

     

    ยางที่มาพร้อมสมรรถนะโดดเด่นเพื่อ เฟอร์รารี่ เอฟ80

    เพื่อรองรับขุมพลัง, แรงบิด, แรงกดทางอากาศพลศาสตร์ และการทำความเร็วสูงสุดของรถไฮเปอร์คาร์ ‘เฟอร์รารี่ เอฟ80’  มิชลินได้รังสรรค์เนื้อยางสูตรผสมใหม่โดยใช้กระบวนการผสมเช่นเดียวกับที่ใช้ในยางสำหรับกีฬามอเตอร์สปอร์ต แต่เป็นครั้งแรกที่นำกระบวนการดังกล่าวมาใช้กับยางสำหรับใช้งานบนถนนทั่วไป ทำให้ได้เนื้อยางที่มีคุณสมบัติในการยึดเกาะเป็นเยี่ยมและสามารถรองรับทุกความเร็วในการขับขี่  นอกจากนี้ ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 อาร์ เค1’ ยังใช้โครงยางเรเดียลแบบ 2 ชั้น (Twin Layer) ที่เสริมความแข็งแกร่งและมีความหนาแน่นสูง จึงรองรับแรงเค้นแนวดิ่ง (Vertical Stress) และแรงเค้นแนวขวาง (Transverse Stress) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อีกทั้งยางรุ่นนี้ยังใช้เทคโนโลยีชั้นวัสดุเสริมแรงบริเวณไหล่ยางแบบใหม่ล่าสุด โดยเป็นยางรุ่นแรกที่สามารถลดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ลงได้อย่างเด่นชัด เนื่องจากมีการเพิ่มความหนึบบริเวณไหล่ยางตลอดรอบเส้นยางเพื่อเพิ่มศักยภาพการยึดเกาะในระดับสูงสุด

     

    ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่องค์ประกอบทั้งสามประการข้างต้นถูกนำมาใช้ในยางสำหรับใช้งานบนท้องถนนทั่วไป  นอกจากนี้ ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 อาร์ เค1’ ยังมีขนาดยางแตกต่างจากปกติ คือ 285/30R20 สำหรับยางล้อหน้า และ 345/30R21 สำหรับยางล้อหลัง

     

    C3M: กระบวนการผลิตที่พิเศษไม่เหมือนใคร

    เนื่องจากยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 อาร์ เค1’ มีการออกแบบทางเทคนิคที่ซับซ้อน เพื่อให้การผลิตยางรุ่นนี้เป็นไปอย่างแม่นยำมากที่สุด มิชลินจึงนำกระบวนการผลิต C3M ที่พัฒนาขึ้นเองมาใช้  กระบวนการผลิตนี้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการกำหนดและจัดวางวัสดุแต่ละประเภทอย่างแม่นยำ…คล้ายกับการพิมพ์ 3 มิติ ทั้งยังช่วยให้สามารถผลิตซ้ำได้ตรงตามคุณลักษณะที่กำหนดไว้ในขั้นตอนการพัฒนายางอย่างไม่เคยทำได้มาก่อน และคงความสม่ำเสมอได้ทุกรอบการผลิต ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยี C3M ของมิชลินจึงถือว่ามีความแปลกใหม่อย่างแท้จริง

     

    มิชลินให้ความสำคัญกับสมรรถนะที่ยั่งยืน

    การนำระบบจำลองภาพเสมือนจริงมาใช้ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางร่วมกับเฟอร์รารี่ตั้งแต่ปี 2559 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมิชลินที่มีต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มากขึ้น  ทั้งนี้ ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 อาร์ เค1’ ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับรถไฮเปอร์คาร์ ‘เฟอร์รารี่ เอฟ80’ (มีสัญลักษณ์ K1 บนแก้มยางเพื่อให้ทราบว่าเป็นยางที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ) ผลิตจากโรงงานในเขตกราวองช์ (Gravanches) เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ทั้งยังเป็นหนึ่งในโรงงานของกลุ่มมิชลินที่มีปริมาณการใช้น้ำต่ำที่สุดอีกด้วย


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • Lamborghini Temerario GT3 กำเนิดสายพันธุ์เพื่อสนามแข่งขันจากโรงงานซัง’อกาตา

    1 Min Read

    Lamborghini Temerario GT3 กำเนิดสายพันธุ์เพื่อสนามแข่งขันจากโรงงานซังอกาตา

    ลัมโบร์กินี (Lamborghini) ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติ เปิดตัว “Temerario GT3 รถยนต์สำหรับแข่งขันโมเดลใหม่ล่าสุดซึ่งพัฒนาต่อยอดจากรุ่นขับบนท้องถนน โดยมีกำหนดลงสนามแข่งขันในหลายรายการทั่วโลก พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์รถแข่งของบริษัท และยังเป็นรถยนต์คันแรกที่ได้รับการออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นที่โรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส ในประเทศอิตาลีทั้งหมด โปรเจ็กต์ Temerario ถือกำเนิดขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักเพื่อการพัฒนาต่อยอดสู่วงการมอเตอร์สปอร์ต ทำให้บริษัทฯ บูรณาการเชิงกลยุทธ์ระบบวิศวกรรมเพื่อมุ่งเน้นการแข่งขันตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการออกแบบ

    ด้วยแนวทางอันสร้างสรรค์นวัตกรรมของลัมโบร์กินี ทำให้ GT3 เลือกใช้โครงสร้างอะลูมิเนียมแบบสเปซเฟรม (Spaceframe) ที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษให้ตรงตามข้อกำหนดด้านโครงสร้างและแนวทางวิธีการซ่อมบำรุงสำหรับสนามแข่งโดยเฉพาะ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 Twin-turbo 4 ลิตร เช่นเดียวกับรุ่นที่ผลิตสำหรับผู้บริโภคทั่วไป โดยมีการออกแบบใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของระบบอัดอากาศ พร้อมชิ้นส่วนเทอร์โบชาร์จที่ออกแบบใหม่ให้สอดคล้องตามข้อกำหนดของ GT3 และมอบสมรรถนะสูงสุดในสนามแข่ง

    “Temerario GT3 คือรถต้นแบบสำหรับแข่งขันคันแรกจากโปรเจ็กต์ Temerario ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของลัมโบร์กินีที่มีต่อวงการมอเตอร์สปอร์ตในฐานะเครื่องมือสำคัญ เพื่อส่งเสริมรถยนต์รุ่นขับบนท้องถนนของเรา” มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “หลังจาก ความสำเร็จทั้งในโลกกีฬาและเชิงพาณิชย์ของโปรเจ็กต์ Huracán GT3 ซึ่งเราสามารถคว้าแชมป์มาได้ถึง 96 รายการและมียอดขายมากกว่า 200 คัน เราจึงสานต่อวิสัยทัศน์ในการพัฒนารถต้นแบบสำหรับการแข่งขันในช่วงเริ่มต้นโปรเจ็กต์ Temerario โดย Temerario GT3 จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ที่เหนือแบรนด์คู่แข่ง เช่นเดียวกับที่ Temerario รุ่นขับบนท้องถนนที่ได้สร้างปรากฏการณ์มาก่อนหน้านี้”

    “Temerario GT3 ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก” มร.รูเว็น โมห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค    ลัมโบร์กินี กล่าว “ทุกองค์ประกอบผ่านการพิจารณาอย่างรัดกุม ตั้งแต่ประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ เส้นโค้งกำลัง รวมไปถึงวิธีการทำงานกับตัวรถของทีมงาน โดยรถยนต์คันนี้มีสมรรถนะที่แตกต่างไปเล็กน้อย เพื่อสร้างสมดุลให้กับรถยนต์ที่มีรูปแบบการใช้งานแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เรามั่นใจว่ารถยนต์รุ่นนี้สามารถแข่งขันได้ในแง่ของเวลาต่อรอบ พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมในสถานการณ์ที่หลากหลาย รวมทั้งในยามค่ำคืนและขณะฝนตก ทีมพัฒนาได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถยนต์รุ่นนี้มีสมรรถนะที่ครอบคลุม เพื่อให้ทีมงานสามารถทำงานร่วมกับรถยนต์ในสนามแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นได้”

    ทุกองค์ประกอบของ Temerario GT3 ได้รับการปรับแต่งสำหรับสนามแข่งอย่างพิถีพิถันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทีมงานออกแบบได้พยายามรักษาแบบฉบับของรถรุ่นผลิตจริงไว้ โปรเจ็กต์นี้ยังได้นำประสบการณ์การทำงานมาจากแผนกมอเตอร์สปอร์ตของลัมโบร์กินีในรุ่น Huracán GT3 ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในการคว้ารางวัลมากถึง 96 รายการตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

    โครงแชสซีส์

    โครงอะลูมิเนียมแบบสเปซเฟรม (Spaceframe) นำมาจากสายการผลิตของรุ่น Temerario และผ่านการดัดแปลงเพื่อการใช้งานในสนามแข่ง ทั้งการลดน้ำหนักและความซับซ้อนให้น้อยลง โดยเฉพาะการปรับรูปแบบโครงให้เรียบง่ายเพื่อให้สามารถถอดและประกอบซับเฟรมด้านหน้าและด้านหลังได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องทำงานในสนามแข่ง โดยซับเฟรมด้านหลังแบบถอดได้ ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษโดย Squadra Corse เพื่อรองรับส่วนประกอบของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบใหม่ ในขณะที่ส่วนขายึดทั้งหมดที่ไม่จำเป็น ซึ่งติดตั้งในรุ่นขับบนท้องถนนเพื่อรองรับส่วนประกอบไฮบริด ก็ได้ถูกถอดออกไป เนื่องจากไม่จำเป็นในรุ่นแข่งขัน สำหรับบริเวณส่วนกลางของโครงอะลูมิเนียม ติดตั้งโครงสร้างนิรภัยโรลเคจ (Roll cage) ให้สอดคล้องตามมาตรฐานความปลอดภัยของ FIA GT3 ส่วนซับเฟรมด้านหน้าก็มีการปรับเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพราะมีการนำมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งเคยติดตั้งในรุ่นขับบนท้องถนนออกไป

    ตัวถัง

    ตัวถังแบบใหม่ซึ่งถูกติดตั้งเข้ากับโครงแชสซีส์ ใช้วัสดุคาร์บอนคอมโพสิตเป็นครั้งแรกเพื่อช่วยลดน้ำหนักฐานของรถให้ได้เบาที่สุด การพัฒนาตัวถังนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างทีมอากาศพลศาสตร์ของ Squadra Corse และ Lamborghini Centro Stile โดยมีเป้าหมายคือการรักษาสไตล์ที่โดดเด่นของรถยนต์รุ่นขับบนท้องถนน ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องตามข้อกำหนดด้านเครื่องยนต์และระบบระบายความร้อนเบรกแบบใหม่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสมรรถนะตามที่ต้องการ ทั้งในด้านแรงกดและแรงต้าน ซึ่งจะสร้างความมั่นใจต่อสมดุลอากาศพลศาสตร์ที่ดีที่สุด

    นอกจากนี้ ตัวถังรถยังได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมให้สามารถถอดและประกอบชิ้นส่วนได้อย่างรวดเร็วในระหว่างการแข่งขันเพื่อลดเวลาการซ่อมรถในช่องพิท โดยตัวถังด้านหน้าและด้านหลังเชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกัน ในขณะที่      ดิฟฟิวเซอร์หลัง ฝาครอบเครื่อง และฝากระโปรงหน้า ถูกออกแบบให้ถอดออกได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ไปจนถึงไฟหน้าซึ่งใช้ระบบการถอดประกอบที่รวดเร็ว ส่วนพื้นรถแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ สองส่วนด้านหน้าเพลาหน้า หนึ่งส่วนบริเวณกลางรถ และดิฟฟิวเซอร์หลังอันทรงพลัง โดยส่วนกลางได้รับการออกแบบให้สามารถเปลี่ยนได้เมื่อจำเป็น แม้ในขณะที่รถอยู่บนแม่แรงลมในช่องพิท

    ระบบเติมน้ำมันเชื้อเพลิงได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มอัตราการไหลเข้าสู่ถังให้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังเปลี่ยนดีไซน์ถังให้สามารถใช้กับเซ็นเซอร์น้ำมันเชื้อเพลิงแบบใหม่เพื่อให้ผลการวัดที่แม่นยำยิ่งขึ้นสำหรับทีมงาน ระบบอากาศพลศาสตร์ถูกยกระดับเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรถในขณะเบรกและลดอาการเสียสมดุลขณะเข้าโค้ง และเพื่อจัดการความร้อนให้ดีขึ้นจึงมีการปรับปรุงระบบการไหลเวียนของอากาศไปยังหม้อน้ำด้วย รวมถึงการออกแบบหม้อน้ำด้านหน้าใหม่ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพเป็นหลัก เพราะการนำชุดไฮบริดออกจากเครื่องยนต์ส่งผลให้ต้องใช้เครื่องเทอร์โบชาร์จเจอร์มากขึ้น ทำให้ต้องการการระบายอากาศมากขึ้นเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม

    ระบบส่งกำลัง

    ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ V8 Twin-turbo ขนาด 4 ลิตรที่ผลิตขึ้นในโรงงาน โดยถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรของลัมโบร์กินี พร้อมด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์และชุดคอมเพรสเซอร์แบบใหม่ และเนื่องจากรถยนต์รุ่นนี้ต้องสอดคล้องตามข้อกำหนดสากล GT3 ซึ่งไม่อนุญาตให้ใช้ระบบไฮบริด ทำให้ลัมโบร์กินีเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ส่งกำลังขนาด 550 แรงม้า (ขึ้นอยู่กับความสมดุลของสมรรถนะ) แทนที่จะเป็น 800 แรงม้าเหมือนกับเครื่องยนต์ของรุ่นขับบนท้องถนน

    ระบบส่งกำลังของรถยนต์ได้รับการพัฒนาโดยทีมวิศวกรฝ่ายวิจัยและพัฒนาของลัมโบร์กินี โดยใช้การออกแบบสถาปัตยกรรมที่เน้นการบูรณาการเข้ากับกีฬามอเตอร์สปอร์ตตั้งแต่แนวคิดตั้งต้น รวมถึงโซลูชันทางวิศวกรรมที่ทันสมัย ​​เช่น เพลาข้อเหวี่ยงระนาบราบมุม 180° ระหว่างหมุดข้อเหวี่ยง โดยเป็นระบบเพลาข้อเหวี่ยงที่มักใช้ในเครื่องยนต์ของรถแข่ง จึงมั่นใจได้ถึงระบบพลศาสตร์ของไหลที่ดีที่สุด ทั้งยังให้ลำดับการจุดระเบิดที่สม่ำเสมอเมื่อเปรียบเทียบกับเพลาข้อเหวี่ยงแบบระนาบไขว้ รวมถึงเสียงคำรามอันน่าประทับใจ ในขณะที่ก้านสูบไทเทเนียมช่วยลดมวลการหมุนรอบแกนและยังมอบคุณสมบัติของวัสดุที่ดีเยี่ยม ทั้งในด้านความแข็งแรงและความเบา ช่วยลดน้ำหนักรถได้อีกทางหนึ่ง

    เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบทวินเทอร์โบถูกจับคู่กับเกียร์ 6 สปีด โดยออกแบบกล่องกรองอากาศใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของเทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในรถแข่งซึ่งแตกต่างจากรุ่นขับบนท้องถนน เครื่องยนต์ได้รับการปรับจูนใหม่ทั้งหมดเพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดตลอดช่วงรอบเครื่องยนต์ที่กว้างขึ้น โดยรถยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาให้ใช้น้ำมันเครื่อง Pertamax Turbo สำหรับการแข่งขัน ส่วนระบบไอเสียเป็นโซลูชันเฉพาะทางที่คิดค้นขึ้นสำหรับรุ่น Temerario GT3 โดยเฉพาะ โดยมี Capristo เป็นซัพพลายเออร์

    ล้อและระบบกันสะเทือน

    รถยนต์รุ่นนี้มีฐานล้อที่ยาวขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และยังมีระยะวิ่งที่กว้างขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพเมื่อเข้าโค้ง นับเป็นครั้งแรกที่ระบบกันสะเทือนมีการใช้โช้คอัป 6 ทิศทางแบบใหม่จากทาง KW ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ของโปรเจ็กต์ SC63 LMDh ทำให้จุดยึดของระบบกันสะเทือนไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นคาร์บอนกับแชสซีอีกต่อไป แต่ใช้แผ่นยึดแทน ระบบกันสะเทือนแบบใหม่นี้ยังสามารถถอดเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วในช่องพิท ช่วยย่นเวลาในการทำงานด้วยการเปลี่ยนอุปกรณ์พื้นฐานที่รวดเร็ว ยางติดตั้งกับล้อ 18 นิ้วที่จัดหาโดย Ronal AG โดย Temerario GT3 ยังมาพร้อมกับแร็คพวงมาลัยไฮดรอลิกที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้รูปแบบกันสะเทือนที่เหมาะสมที่สุดและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดด้วยผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตยางชั้นนำทุกราย เพื่อให้มั่นใจว่า Temerario GT3 จะได้เปรียบในรายการแข่งขันต่าง ๆ ทั่วโลก 

    การออกแบบภายใน

    การออกแบบประสบการณ์การขับขี่ยังได้รับการสนับสนุนจากนักขับของโรงงานลัมโบร์กินี ทั้งมาร์โก มาเปลลี (Marco Mapelli) และแอนเดรีย คัลดาเรลลี (Andrea Caldarelli) ผู้ซึ่งมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องการปรับปรุงหลักสรีรศาสตร์ รูปแบบการควบคุม และการใช้งานเมื่อขับขี่แบบสมรรถนะสูง การออกแบบภายในห้องคนขับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ รวมถึงการผสานรวมฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัยให้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่ลัมโบร์กินีปรับแต่งมาโดยตรงได้ เพื่อให้มั่นใจถึงการควบคุมรถที่ดีที่สุด สวิตช์เกียร์ในห้องคนขับยังได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมกราฟิกแบบใหม่ และระบบบันทึกข้อมูลที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พวงมาลัยได้รับการออกแบบจากทางลัมโบร์กินี โดยอิงตามข้อกำหนดเฉพาะทาง บวกกับการรวบรวมความคิดเห็นจากบรรดานักขับจากโรงงานและลูกค้าของแบรนด์


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • Café Amazon ยกระดับมาตรฐาน เปิดเวทีประชันฝีมือ เฟ้นหาสุดยอดบาริสต้า ผ่าน Cafe Amazon Barista Championship 2025

    1 Min Read

    Café Amazon ยกระดับมาตรฐาน เปิดเวทีประชันฝีมือ เฟ้นหาสุดยอดบาริสต้า ผ่าน Cafe Amazon Barista Championship 2025

    Café Amazon เดินหน้ายกระดับบาริสต้า ผ่านการแข่งขันสุดเข้มข้น “Café Amazon Barista Championship 2568” เวทีแห่งการเรียนรู้ แสดงความสามารถ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงใหลในกาแฟ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 9 ภายใต้ความตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพทีมงานในร้าน Café Amazon ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ โดยปีนี้มีตัวแทนบาริสต้าจากร้าน Café Amazon ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมประชันฝีมือกันอย่างคับคั่ง ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้นในแต่ละภูมิภาค ซึ่งครอบคลุมทั้งการสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ ความรู้เกี่ยวกับกาแฟความเข้าใจในเมนูเครื่องดื่ม การบริการลูกค้า และเทคนิคบาริสต้า จนได้สุดยอด 50 คนสุดท้าย ร่วมประชันฝีมือในรอบชิงชนะเลิศ ณ ศูนย์ธุรกิจ Café Amazon หรือ Amazon Inspiring Campus (AICA) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 7–9 กรกฎาคม 2568

    คุณไกรพิท เปรมมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า “ทุกแก้วจากคาเฟ่ อเมซอน ที่ผ่านมือบาริสต้าของเรา คือการส่งต่อคุณภาพ และความตั้งใจ การแข่งขันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะ แต่เป็นเวทีสำคัญในการ ยกระดับมาตรฐานร้าน Café Amazon ผ่านการสร้างคนคุณภาพ ที่เข้าใจกาแฟ และพร้อมส่งมอบคุณภาพผ่านทุกแก้วที่ถึงมือลูกค้า  เราภูมิใจที่เห็นบาริสต้าของเราใช้โอกาสนี้ในการ ท้าทายตัวเอง เรียนรู้ เติบโต และแสดงให้เห็นถึง ความใส่ใจ ความคิดสร้างสรรค์ และ หัวใจของความเป็นมืออาชีพ ที่พร้อมส่งต่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งการแข่งขัน Barista Championship  ไม่ได้สะท้อนแค่ฝีมือของผู้เข้าแข่งขันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงหัวใจของแบรนด์ความใส่ใจในรายละเอียด ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจที่จะส่งมอบคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน”

    สำหรับการเฟ้นหาสุดยอดบาริสต้าประจำปี 2568 จากการแข่งขันอันเข้มข้นตลอด 3  วัน โดย
    รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ คุณอนัญญา ลีจันทึก จาก Café Amazon สาขา สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น บริษัท เอส แอล พี เซอร์วิส จำกัด รับเงินรางวัลมูลค่า 15,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศนียบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ คุณชัชพงศ์ ไชยมงค์ จาก Café Amazon สาขาสามย่านมิตรทาวน์ และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ คุณคมปกรณ์ พลอยแดงศิริ จาก Café Amazon สาขาโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ด้วยฝีมือที่โดดเด่น มาพร้อมความคิดสร้างสรรค์ และทัศนคติที่ดี เต็มไปด้วยหัวใจของการให้บริการ ซึ่งเป็นค่านิยมสำคัญที่ Café Amazon ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

    การแข่งขัน Café Amazon Barista Championship 2568 ไม่เพียงแต่จะเฟ้นหาบาริสต้าที่มีทักษะยอดเยี่ยมที่สุดเท่านั้น แต่ยังย้ำให้เห็นถึงจุดยืนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับ “ผู้คน” ไม่แพ้ “กาแฟ” และพร้อมสนับสนุนศักยภาพของพนักงานในทุกขั้นตอน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Café Amazon แล้วคุณจะรู้ว่า ทุกแก้วใน Café Amazon มีเรื่องราว…จากความตั้งใจของบาริสต้าทุกคน!


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • เอ็มจี ส่ง NEW MG MAXUS 9 PLUS ให้คนไทยครอบครอง e-MPV ในราคาที่ “คุ้มค่า” มากขึ้น เพียง 1,799,000* บาท

    1 Min Read

    เอ็มจี ส่ง NEW MG MAXUS 9 PLUS ให้คนไทยครอบครอง e-MPV ในราคาที่ “คุ้มค่า” มากขึ้น เพียง 1,799,000* บาท

    บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ในตลาดรถ e-MPV ด้วยการแนะนำ NEW MG MAXUS 9 PLUS รถ e-MPV ไฟฟ้า 100% แบบ 7 ที่นั่ง โดยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ผสานเทคโนโลยีเข้ากับดีไซน์ทันสมัย ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่มองหารถ e-MPV ที่ครบ ทั้งด้านสมรรถนะ  ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเพียง 1,799,000* บาท พร้อมทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าภายในเดือน สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป 

     

    NEW MG MAXUS 9 คือรถพลังงานไฟฟ้า 100% ที่เข้ามาพลิกโฉมตลาดรถยนต์เมืองไทย ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้า e-MPV แบบ 7 ที่นั่ง รุ่นแรกของ เอ็มจี ที่เข้ามาบุกเบิกตลาดรถยนต์ MPV ในประเทศไทย จนกลายเป็นหนึ่งในโมเดลยอดนิยม และในวันนี้ เอ็มจี ได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนแนวทางการนำเสนอทางเลือก
    ที่หลากหลายให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค โดยเพิ่ม NEW MG MAXUS 9 PLUS ชูจุดเด่น “ความคุ้มค่า”
    ซึ่งได้มีการปรับรายละเอียดใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้มากยิ่งขึ้น อาทิ
    ม่านกันแดดด้านข้าง เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวภายในห้องโดยสาร ระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay
    และ Android Auto แบบไร้สาย
    เบาะนั่งแบบ VIP หุ้มหนังสังเคราะห์ พร้อมลวดลายใหม่ หลังคา Sunroof สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า และลำโพงจำนวน 8 ตำแหน่ง พร้อมทั้งยังปรับเปลี่ยนรูปแบบของโต๊ะพับสำหรับผู้โดยสาร
    แถวสอง
    ให้มีความคล่องตัวในการใช้งานมากขึ้น

    NEW MG MAXUS 9 PLUS ยังมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ภายนอกให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้นด้วยระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ที่พาดยาวเชื่อมไฟหน้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ ขนาด 19 นิ้ว ที่มีเส้นสายก้านล้อแบบ Multi-spoke เรียงกันช่วยเสริมภาพลักษณ์ความโฉบเฉี่ยว ขณะเดียวกันยังรองรับการใช้งานนอกสถานที่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) ที่ให้กำลังสูงถึง 6.6 kW สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแนะนำ NEW MG MAXUS 9 PLUS ยังคงจุดเด่นของโมเดลต้นแบบไว้อย่างครบถ้วน ทั้งระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ห้องโดยสารที่กว้างขวางเงียบสงบ และฟีเจอร์อำนวยความสะดวกที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน

     

    โดย NEW MG MAXUS 9 PLUS มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาวหลังคาดำ (Pearl White / Black Top)
    สีดำ (Black Knight) และสีเทาหลังคาดำ (Granite Grey / Black Top) จัดจำหน่ายในราคาพิเศษเพียง
    1,799,000* บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

    • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี
    • รับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
    • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด
    • ฟรี ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER
    • รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุ
      การใช้งาน (LIFETIME WARRANTY)
    • ฟรี ชุดพรมปูพื้น
    • ตั้งแต่ 9 กรกฎาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2568

    *หมายเหตุ: ราคาดังกล่าวเป็นราคาคาดการณ์ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

     

    นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า
    “การเปิดตัว NEW MG MAXUS 9 PLUS ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จในกลุ่มรถ e-MPV ที่โดดเด่น
    ด้านความคุ้มค่า โดยมียอดส่งมอบสะสมแล้วกว่า 2,000 คัน ทั้งจากลูกค้ารายบุคคลและองค์กรชั้นนำ ซึ่งสะท้อน
    ให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากตลาดไทย และตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพ
    ในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น รถรุ่นใหม่นี้ยังมีการปรับปรุงฟีเจอร์บางส่วนเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ผมเชื่อมั่นว่า NEW MG MAXUS 9 PLUS จะเป็น ‘คำตอบที่ใช่’ สำหรับผู้บริโภคที่มองหา e‑MPV ที่ให้ความคุ้มค่าอย่างแท้จริง”


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • มินิ ประเทศไทย จัดเต็มยนตรกรรมโฉมใหม่และข้อเสนอสุดพิเศษในงาน MINI Expo 2025 นำทัพด้วย มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ใหม่ และ มินิ เอซแมน สีสันใหม่ พร้อมให้ประสบการณ์ขับขี่สุดเร้าใจ ณ เซ็นทรัล เวิลด์ 16-22 กรกฎาคมนี้

    1 Min Read

    มินิ ประเทศไทย จัดเต็มยนตรกรรมโฉมใหม่และข้อเสนอสุดพิเศษในงาน MINI Expo 2025 นำทัพด้วย มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ใหม่ และ มินิ เอซแมน สีสันใหม่ พร้อมให้ประสบการณ์ขับขี่สุดเร้าใจ ณ เซ็นทรัล เวิลด์ 16-22 กรกฎาคมนี้

    มินิ ประเทศไทย เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ มินิ อีกครั้ง ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมโฉมใหม่ พร้อมสีสันใหม่ที่สะท้อนดีเอ็นเอแห่งมินิ ในงาน MINI Expo 2025 ที่จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่
    16 – 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

    ไฮไลท์สำคัญของงานคือ มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ใหม่ ที่มาพร้อมฟังก์ชันและอุปกรณ์ครบครัน อาทิ เบาะไฟฟ้าปรับได้พร้อมฟังก์ชันจดจำตำแหน่ง ระบบเสียง Harman Kardon  ระบบช่วยจอด Parking Assistant Plus  และดีไซน์ล้ออัลลอยใหม่ล่าสุด พร้อมด้วยสีใหม่สุดฮิต Indigo Sunset Blue นอกจากนี้ ยังมีสีสันใหม่สุดเร้าใจมาให้เลือกเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็น British Racing Green, Icy Sunshine Blue สำหรับ มินิ เอซแมน รวมถึง สี British Racing Green ที่สะท้อนดีเอ็นเอแห่งการแข่งขันใน มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส เอซแมน

     

    คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “MINI Expo 2025 เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้นำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ล่าสุดจากมินิ ให้กับแฟน ๆ ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยีล้ำสมัย เรามุ่งมั่นที่จะมอบทางเลือกที่หลากหลายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

    ภายในงาน MINI Expo 2025 จะมีการจัดแสดงรถยนต์มินิทั้งรุ่นใหม่และรุ่นปัจจุบันในสองโซนหลักของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้แก่:

    • โซน Central Court ชั้น 1: พบกับ มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ใหม่ และ มินิ เอซแมน
      สีใหม่ รวมถึงไฮไลท์รถยนต์มินิรุ่นอื่น ๆ อีกมากมาย
    • โซน Eden ชั้น 1: จัดแสดงรถยนต์มินิรวมกว่า 16 รุ่น พร้อมพื้นที่ MINI Lounge สำหรับพูดคุยและรับฟังข้อเสนอสุดพิเศษ

     

    นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังสามารถสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสไตล์มินิกับการทดลองขับ ไม่ว่าจะเป็น มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ใหม่  มินิ เอซแมน  มินิ คันทรีแมน และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส ที่มีให้เลือกสัมผัสภายในงาน พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับแฟน ๆ มินิ โดยเฉพาะ

     

    ข้อเสนอพิเศษในงาน MINI Expo 2025

    • ผ่อนสบาย:เริ่มต้นเพียง 9,999 บาทต่อเดือน และประกันภัยชั้นหนึ่งสูงสุด 3 ปี พร้อมรับประกันมูลค่ารถในอนาคตสูงสุด 60%
    • ไม่ต้องมีเงินดาวน์:พร้อมค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายรายเดือน เริ่มต้นเพียง 24,999 24,99 บาทต่อเดือน
      (รวม  MSI Standard และประกันภัยชั้นหนึ่งสูงสุด 3 ปี) พร้อมรับประกันมูลค่ารถในอนาคตสูงสุด 60%

     

    ไฮไลท์รถยนต์มินิ ในงาน MINI Expo 2025

    มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ใหม่

    ราคา: 1,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และ MSI Standard Package คุ้มครองการบำรุงรักษา
    4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

     

    มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ยังคงรักษาเสน่ห์ภายนอกในแบบฉบับ มินิ คูเปอร์ เอสอี ที่มาพร้อมกับไฟหน้า LED ทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีการยกระดับทั้งด้านดีไซน์และการใช้งาน ไฮไลต์ของรุ่นนี้ได้แก่ ล้อแม็กซ์ Night Flash Spoke 2-Tone ขนาด 18 นิ้ว และตัวเลือกสีใหม่สุดพิเศษอย่าง Indigo Sunset Blue ซึ่งเข้ากันกับรูปทรงที่โดดเด่นของ มินิ คูเปอร์ เอสอี ได้อย่างลงตัว มีความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารของรุ่นไฮทริมโดดเด่นด้วยการเพิ่มอุปกรณ์ในหลากหลายด้าน โดยผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับระบบเครื่องเสียงเหนือระดับจาก Harman Kardon และเบาะไฟฟ้าพร้อมการ
    ตั้งค่าระบบจดจำการปรับเบาะแบบไฟฟ้าและฟังก์ชันนวดสำหรับเบาะผู้ขับขี่ เติมความสะดวกสบายใน
    ทุกการเดินทาง

    ในเรื่องของสมรรถนะ มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ยังคงผสานพลังกับประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและตอบสนองเร็ว ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ปลอดมลพิษ ในด้านของความจุแบตเตอรี่ รุ่นไฮทริมสามารถเดินทางได้สูงสุด 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP นอกจากนี้ เมื่อชาร์จที่สถานีชาร์จ DC แบตเตอรี่สามารถเพิ่มขึ้นจาก 10 เปอร์เซ็นต์ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ได้ในเวลา
    ไม่ถึง 30 นาที พร้อมระบบช่วยเหลือการจอด Parking Assistant Plus อันทันสมัย ซึ่งประกอบด้วยกล้อง 360 องศา และระบบบันทึกการถอยจอด ทำให้การควบคุมรถและการจอดรถเป็นเรื่องง่ายดาย สำหรับความสามารถในการจอดรถที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ฟีเจอร์การจอดรถระยะไกลล้ำสมัยอย่าง Parking Assistant Professional ทำให้ใช้สมาร์ทโฟนสำหรับการควบคุมและจอด มินิ คูเปอร์ เอสอี ไฮทริม ได้ ซึ่งมีให้บริการผ่านระบบสมาชิก (subscription)

    งาน MINI Expo 2025 จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 16 – 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โซน Central Court และ โซน Eden ชั้น 1 ผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากมินิ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page ของมินิ ประเทศไทย  https://www.facebook.com/MINI.Thailand

    #MINIExpo2025  #MINI #MINITH #MINIElectric #AllElectric


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • BIG MOTOR SALE 2025 วันมหกรรมขายรถยนต์ &มอเตอร์ไซค์ “เราจะยกโชว์รูม มาขายที่นี่.!” จัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษมากมาย สุดคุ้มค่า 22-31 สิงหาคม

    1 Min Read

    BIG MOTOR SALE 2025 วันมหกรรมขายรถยนต์ &มอเตอร์ไซค์ ฉลองใหญ่ปีที่ 12 ย้ำแนวคิด “เราจะยกโชว์รูม มาขายที่นี่.!” จัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษมากมาย สุดคุ้มค่า 22-31 สิงหาคม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

    บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด ประกาศพร้อมจัดงานใหญ่ BIG MOTOR SALE 2025   วันมหกรรมขายรถยนต์ &มอเตอร์ไซค์ ภายใต้คอนเซ็พท์ “เราจะยกโชว์รูม มาขายที่นี่!” โดยร่วมกับผู้ประกอบการรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จัดทัพผลิตภัณฑ์ล่าสุดร่วมงานเนืองแน่น จัดใหญ่.. ฉลองปีที่ 12 ของการจัดแสดงงาน พร้อมอัดโปรโมชั่นหลากหลาย ความบันเทิงครบครัน เพื่อร่วมผลักดันตลาดยานยนต์ประเทศไทยในช่วงกลางปี

    นายจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป และ ประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน Bangkok International Grand Motor Sale 2025  หรือ BIG MOTOR SALE 2025   เผยว่า “ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด ถือเป็นสื่อกลางในการช่วยสนับสนุนแบรนด์สินค้าและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เพิ่มโอกาสขายในช่วงกลางปีให้มีมากขึ้น นับตั้งแต่ปีแรก 2014 มาจนถึงปีที่ 12 นี้ ยังคงยืนยันว่าการขายรถยนต์ได้ 1 คัน สามารถสร้างมูลค่าต่อเนื่องให้ธุรกิจอื่นอีกมากมาย การจัดงานในแต่ละปีเราจึงมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศงานให้คึกคัก เป็นมหกรรมขายรถยนต์ &มอเตอร์ไซค์ สำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วยผลิตภัณฑ์ยานยนต์หลากหลายทั้งที่เปิดตัวใหม่และรุ่นยอดนิยม มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวน ทุกช่องทางอย่างเต็มที่ อาทิ

    • โฆษณาผ่านป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ 35 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมเนื้อที่โฆษณาบนป้ายบิลบอร์ดทั้งหมดในการนี้ถึง 6,963 ตารางเมตร
    • โฆษณาผ่านจอ LED ขนาดใหญ่อีก 10 จอ ในตัวกรุงเทพฯ ชั้นใน
    • โฆษณาผ่านท้ายรถประจำทาง ทั้งหมด 550 คัน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
    • โฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ของยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ทั้งหมด (bigmotorsale/ยานยนต์กรุ๊ป/นักเลงรถกระบะ/นักเลงมอเตอร์ไซค์) โดยซื้อบูสท์โพสต์เต็มอัตราทั้งก่อนงานและระหว่างงาน
    • จัดพิมพ์บัตรอภินันทนาการ บัตรฟรี โดยสั่งพิมพ์ที่ สยามสปอร์ต ซินดิเคท (มหาชน) ด้วยจำนวนถึง 4,000,000 ฉบับเพื่อมอบแก่ผู้สนใจเข้าชมงานอย่างทั่วถึง ผ่านพันธมิตรภาคธุรกิจ หน่วยงาน และ ผู้ประกอบการต่างๆ
    • จัดให้มีการถ่ายทอดบรรยากาศในงานผ่านสถานีโทรทัศน์ 9MCOT HD ในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 เวลา 00 – 15.00 น.
    • เปิดให้สื่อมวลชนสายยานยนต์ สายเศรษฐกิจ และสายสังคมธุรกิจได้ลงทะเบียนเข้าร่วมชมและนำเสนอข่าวสารต่างๆ ในงาน โดยเริ่มเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจากสถิติเมื่อปี 2567 มีผู้สื่อข่าวสนใจลงทะเบียนและเข้าทำข่าวในงานเป็นจำนวน 597 คนจาก 294 สำนักข่าวสารเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวต่างๆ”

    “ยิ่งไปกว่านั้นในปีที่ 12 นี้ ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ได้ผนึกกำลังกับ บริษัท คอร์โนแอนด์ แนช จำกัด ในเครือ สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด ผู้จัดงาน BANGKOK AUTO SALON และ บริษัท ทีเอ็มเอฟ จำกัด มอบความคุ้มค่าให้แก่คนไทย โดยจัดงานต่อเนื่องกันถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญของวงการยานยนต์ที่จะรวมทั้ง รถบ้าน รถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ อุปกรณ์ตกแต่งรถโมดิฟายด์ระดับเวิลด์คลาสมาอยู่ร่วมกันใต้ชายคาเดียว”

     

    โดยทั้ง 2 งานมีข้อแตกต่างและสร้างจุดสนใจให้กับผู้เข้าชมงานในแต่ละรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน     เพื่อประโยชน์ของผู้เข้าชมจะได้เลือกสรรสิ่งที่ถูกใจที่สุด นั่นคือ

    • BIG MOTOR SALE 2025 เป็นมหกรรมขายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ในแบบ “ยกโชว์รูมมาไว้ที่นี่”   เพื่อการใช้งานที่คุ้มค่าพร้อมแค็มเปญน่าสนใจ มีทั้งรถใหม่และรถยูสด์คาร์พรีเมี่ยมตลอดจนมอเตอร์ไซค์หลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้งานอย่างจุใจ วันแสดงงาน : 22 – 31 สิงหาคม 2568 
    • BANGKOK AUTO SALON 2025 เป็นงานแสดงและจำหน่ายเฉพาะรถที่ผ่านการตกแต่งโมดิฟายด์เพื่อเพิ่มความสวยงามเตะตาหรือเพิ่มพลังรวมทั้งจำหน่ายอุปกรณ์การตกแต่งและอุปกรณ์ที่ใช้กับ   ยานยนต์แบบเหนือมาตรฐานจากโรงงาน วันแสดงงาน : 27 – 31 สิงหาคม 2568

     

    BIG  MOTOR  SALE 2025 เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่วันศุกร์ที่ 22 – วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 (วันธรรมดา 12.00 น. – 21.00 น. / วันเสาร์-อาทิตย์ 11.00 น. – 21.00 น.) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ผู้พิการ ผู้อาวุโส อายุ 60 ปีขึ้นไป นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ เด็กๆ ความสูงไม่เกิน 120 ซม. เข้าชมฟรี…และยินดีต้อนรับน้องหมาน้องแมวในรถเข็น


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ชื่นมื่นถ้วนหน้า “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” จบสวยสมศักดิ์ศรี ยันพร้อมทำหน้าที่ผลักดันตลาดรถยนต์ไทยช่วงกลางปี

    1 Min Read

    ชื่นมื่นถ้วนหน้า “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” จบสวยสมศักดิ์ศรี ยันพร้อมทำหน้าที่ผลักดันตลาดรถยนต์ไทยช่วงกลางปี

     “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025 (Fast Auto Show Thailand 2025) ประกาศงานจบด้วยความสำเร็จตามเป้าในการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคตลาดรถยนต์ไทยช่วงกลางปีแบบไม่ให้รีรอด้วยคอนเซ็ปต์ “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” เติมเต็มความมั่นใจผู้บริโภคที่อยากได้รถ ส่งให้ยอดขายพุ่ง ชื่นมื่นทั้งรถใหม่ป้ายแดง และรถยนต์ใช้แล้วเกรดดีที่การันตีซื้อคืนหากผิดเงื่อนไข ตอกย้ำการเป็นพื้นที่จำหน่ายรถคุณภาพที่ตอบโจทย์ความสุข และดึงดูดความสนใจคนหลายเจนจบครบในงานเดียว กวาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 2,000 ล้านบาท ตลอดงาน 5 วัน

    นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025 เผยว่า  “ด้วยแรงหนุนจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทำให้งานในปีนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในการกระตุ้นตลาดยานยนต์ไทยช่วงโลว์ซีซั่นกลางปี กวาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 2,000 ล้านบาทในช่วงจัดงานเพียง 5 วัน ด้วยมีรถครบครันทุกเซ็กเมนท์ ทั้งรถยนต์ใหม่ป้ายแดงและรถยนต์ใช้แล้วที่จัดโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงาน ทั้งดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน ส่วนลดเงินสดและเพิ่มบริการหลังการขาย ฯลฯ จนโดนใจลูกค้า  โดยเฉพาะในกลุ่มพรีเมี่ยมคาร์มือสองขายดีมาก ลูกค้าหลายรายนำเงินสดมาออกรถแบบไม่พึ่งไฟแนนซ์ ด้วยเชื่อมั่นในมาตรฐานการรับประกันของงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์” จนเกิดปรากฏการณ์รถที่เตรียมไว้ไม่พอขาย ทำให้ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วบางรายต้องปิดร้านเพื่อนำรถมาขายในงานเพียงที่เดียว นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจ ซึ่งฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ และ 2 พันธมิตรหลัก สื่อสากล ผู้จัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โป และกรังด์ปรีซ์ ผู้จัดงานมอเตอร์โชว์ พร้อมจะยืนหยัดจัดงานดี ๆ เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยความต่อเนื่องตลอดทั้งปี”  

     

    นอกจากนี้ นายอัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ รองประธานจัดงาน ยังได้สรุปความครบเครื่องอื่น ๆ ของงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025” ที่ทำให้เป็นงานที่ดึงดูดคนทุกเจเนอเรชั่นไว้ดังนี้

    • การเป็นงานแรกและงานเดียวในประเทศที่รับประกันรถยนต์ใช้แล้วที่ซื้อจากงาน ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะดูรถไม่เป็นเลยก็ตาม ด้วยเงื่อนไขการรับประกัน 6 ข้อ คือ ไม่ไฟไหม้ ไม่จมน้ำ ไม่ตัดต่อ ไม่ชนหนัก จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้ และการันตีไมล์แท้ หากผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ผู้จัดงานพร้อมรับประกันซื้อคืน 100%
    • พิเศษสุด! งานเดียวที่ให้ดอกเบี้ยรถมือสองและเงื่อนไขที่ดีที่สุด ต่ำสุดถึง 99%
    • การแชร์พื้นที่แห่งความสุขให้ครอบครัวได้ร่วมสนุกด้วยกัน ด้วยการจัดแข่งขันจักรยานทรงตัว “Strider Racing @Fast Auto Show Thailand 2025” บนสนามแข่งมาตรฐานสำหรับนักซิ่งรุ่นจิ๋ววัย 2 – 4 ปี
    • เปิดโซนใหม่! พื้นที่จัดแสดงรถดัดแปลงเพื่อประกอบธุรกิจอิสระหลากหลายรูปแบบ นำเสนอเป็นไอเดียให้กับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสเริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือต่อยอดธุรกิจเดิม ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง ขายอาหารและเครื่องดื่ม การเกษตร รับเหมาก่อสร้าง รถพยาบาล และการดัดแปลงเป็นรถออฟฟิศเคลื่อนที่ เป็นต้น ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก
    • สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าชมงาน ด้วยการเปิดพื้นที่จัดแสดงให้เป็น Pet Friendly” อย่างเต็มรูปแบบ ให้คนรักสัตว์เลี้ยงพาสมาชิกในบ้านมาชมงานในบรรยากาศเป็นมิตรและปลอดภัย โดยมีผู้นำสัตว์เลี้ยงทั้งสุนัข แมว รวมทั้งนกฮูก มาเลือกชมรถในงาน
    • ครอบคลุมถึงเรื่องประกันภัย โดยภายในงาน มีบมจ.กรุงเทพประกันภัย จัดเต็มโปรโมชันสุดพิเศษ ทั้งส่วนลดเบี้ยประกันภัยใหม่ และ ของแถมสุดคุ้ม พร้อมด้วยทีมงานรับประกันภัยที่บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแผนประกันภัยที่รองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าตลอดงาน
    • มีบูธผลิตภัณฑ์ให้ทดลองประสิทธิภาพ ทั้งเก้าอี้นวดไฟฟ้าเพื่อผ่อนคลายจาก เอแม็กซ์ (AMAXS) สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า Segway แบรนด์สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก ยานพาหนะไฟฟ้า 2 ล้อยุคใหม่ ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์จาก MONOWHEEL และผลิตภัณฑ์ดูแลความสะอาดของรถทั้งภายในและภายนอกจาก MUNWOW (มันวาว)
    • จัดเต็มความพิเศษกับของรางวัลมากมาย เพียงแค่จองรถภายในงานหรือแม้แต่เดินชมบรรยากาศ ก็มีสิทธิ์รับของที่ระลึกกลับบ้าน

    No Comment