-
News Car1 Min Read
ธนบุรีนอยสเติน เดินหน้ารุกตลาด EV ไทย เปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2569 – บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้ารุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ด้วยการเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่ GEELY EX5 MAX+ รถไฟฟ้าอเนกประสงค์อัจฉริยะที่ยกระดับการใช้งานไปอีกขั้น พร้อมเผยโฉม GEELY EX2 Shooting Star ซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นพิเศษ ดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยชุดแต่งรอบคัน เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX5 และ GEELY EX2 ที่ได้เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทย
นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ GEELY ในระดับโลกและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย สะท้อนวิสัยทัศน์ของเราที่มุ่งนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ยังเป็นการตอกย้ำทิศทางของ GEELY ภายใต้การดำเนินงานของธนบุรีนอยสเติน และด้วยประสบการณ์กว่า 85 ปีของกลุ่มธนบุรี พร้อมวางรากฐานแบรนด์ GEELY ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมาตรฐานบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย”
GEELY EX5 MAX+ ยกระดับยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะ
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญภายในบูธ GEELY ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 คือการเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ ที่ต่อยอดจาก GEELY EX5 รถไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อทุกคน โดยยังคงจุดแข็งด้านนวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีล้ำสมัย และประสบการณ์การขับขี่ที่ระดับสูง พร้อมยกระดับระยะทางด้วยแบตเตอรี่ Short Blade Battery ใหม่ ขนาด 68.39 kWh ให้ระยะทางสูงสุด 525 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) เสริมความโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางจากกู๊ดเยียร์ และสีภายนอกใหม่ ‘สีเขียว มอส กรีน’ ที่ช่วยขับภาพลักษณ์พรีเมียมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
GEELY EX5 MAX+ ยังคงใช้แพลตฟอร์ม Global Intelligent Electric Architecture (GEA) ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ผสานเทคโนโลยี Cell-to-Body Integration ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวรถและเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร โดยในด้านสมรรถนะ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 11-in-1 Intelligent Electric Drive และแบตเตอรี่ Short Blade Battery แบบ LFP ที่มีความปลอดภัยสูง พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง Level-2 ADAS และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ Flyme Auto ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อภายในรถอย่างลื่นไหล
GEELY EX5 รุ่น MAX+ มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 4 สี ได้แก่ สีเงิน มูนไลท์ ซิลเวอร์ สีเทา ฟอรสต์ เกรย์ สีขาว สโนวี ไวท์ และสีใหม่อย่าง ‘สีเขียว มอส กรีน’ และสีภายใน 2 สี ได้แก่ สีขาว ไอวอรี ไวท์ และสีน้ำเงิน ดาร์ก บลู เปิดราคาจำหน่ายที่ 929,000 บาท และพิเศษสำหรับลูกค้า 400 คันแรก รับส่วนลด 30,000 บาท ในราคาเพียง 899,000 บาท
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ GEELY EX5
นอกจากการเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ แล้ว ธนบุรีนอยสเตินยังนำ GEELY EX5 รุ่น PRO กลับมาจำหน่ายอีกครั้ง เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดและกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน ดังนี้
GEELY EX5 รุ่น PRO รับส่วนลด 60,000 บาท* ในราคาพิเศษ 739,000 (จากราคาปกติ 799,000 บาท)
GEELY EX5 รุ่น MAX รับส่วนลด 50,000 บาท* ในราคาพิเศษ 849,000 บาท (จากราคาปกติ 899,000 บาท)
GEELY EX5 ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่
- ดอกเบี้ยเริ่มต้น 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48 เดือน
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 160,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 180,000 กม.
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- ค่าจดทะเบียนรถยนต์ และพรมปูพื้น
- Portable charger
- ฟรี! ฟิล์มรถยนต์ Lamina รุ่น Ceramic Onyx Boost (เฉพาะ GEELY EX5 รุ่น MAX และ MAX+)
GEELY EX2 Shooting Star เติมสีสันให้การขับขี่ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น
อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงานคือ GEELY EX2 Shooting Star รุ่นพิเศษ ที่ต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX2 ซิตี้อีวีรุ่นที่ขายดีที่สุดในจีน อีกทั้งยังได้เสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทย มาพร้อมชุดตกแต่งรอบคัน ยกระดับสไตล์ให้ผู้ขับขี่ได้สนุกกับทุกเส้นทาง ได้แก่ ชุดสเกิร์ตด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ชุดแต่งด้านหน้าดีไซน์สปอร์ต และสปอยเลอร์หลัง ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้มีความสปอร์ตและโดดเด่นยิ่งขึ้น
GEELY EX2 Shooting Star มีตัวเลือกสีภายนอก 2 สีทูโทน ได้แก่ สีขาวหลังคาดำ และสีเทาหลังคาดำ อีกทั้งตัวเลือกเส้นสายชุดแต่งได้ 2 สไตล์ ได้แก่ ชุดแต่งสีเดียวกับรถ และ ชุดแต่งสีเหลือง เปิดให้ลูกค้าจองภายในงานมอเตอร์โชว์ ในราคา 484,990 บาท พร้อมการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ GEELY EX2
GEELY EX2 รุ่น PRO จำหน่ายในราคา 429,990 บาท และ GEELY EX2 รุ่น MAX ราคา 459,990 บาท พร้อมด้วย GEELY EX2 Shooting Star ที่มอบสิทธิพิเศษมากมายแก่ลูกค้าที่จองภายในงานและที่โชว์รูมทั่วประเทศ ได้แก่
- ดอกเบี้ยเริ่มต้น 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 150,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 150,000 กม.
- ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- Portable charger
- พรมปูพื้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
นอกจากการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ธนบุรีนอยสเติน ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า ผ่านแผนขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 พร้อมแผนเปิดตัวโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
วอลโว่ ยกระดับมาตรฐานรถไฟฟ้า ครั้งแรกกับการเปิดตัวข้อเสนอ ประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปี สำหรับ Volvo EX90 ในงานมอเตอร์โชว์ 2026
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ร่วมกับบริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นาน 5 ปี สำหรับรถรุ่น Volvo EX90 นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการมอบความคุ้มครองระยะยาวสำหรับรถไฟฟ้า สะท้อนความตั้งใจในการดูแลลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถระดับพรีเมียม ควบคู่กับไปการนำเสนอแนวคิดการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียน ผ่านพื้นที่จัดแสดงที่โอบล้อมด้วยต้นสนขนาดใหญ่ สูงถึง 8 เมตรและสีสันพันธุ์ไม้แห่งหน้าร้อน พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมทั้งรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบและปลั๊กอินไฮบริด ให้ผู้สนใจได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ณ บูธ A15 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 วันนี้ – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี
ความคุ้มครองสูงสุด พร้อมคุ้มครองแบตเตอรี่ High Voltage 100% นาน 5 ปี
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีของวอลโว่ นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มอบความคุ้มครองครอบคลุมทั้งคัน รวมถึง คุ้มครองแบตเตอรี่ High Voltage 100% ตลอด 5 ปี พร้อมค่าเบี้ยประกันภัย คงที่ไม่เพิ่ม แม้มีประวัติการเคลม และสิทธิ ซ่อมห้างจากศูนย์บริการมาตรฐานของวอลโว่ทั่วประเทศเพื่อความสบายใจสูงสุด
แม้ประกันภัยระยะยาวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเรื่องท้าทายในตลาด จากความไม่แน่นอนด้านราคาอะไหล่และต้นทุนแบตเตอรี่ แต่บริษัทประกันภัยให้ความเชื่อมั่นในวอลโว่จากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อมั่นในราคาขายต่อของรถวอลโว่, ต้นทุนการซ่อมที่คาดการณ์ได้ และระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้บริษัทประกันภัยสามารถออกแบบความคุ้มครองที่ยาวขึ้นในระดับที่ตลาดทั่วไปไม่สามารถทำได้
คุณคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเชีย กล่าวว่า “ข้อเสนอประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 5 ปีสำหรับ Volvo EX90 คือหลักฐานชัดเจนของความเชื่อมั่นที่พันธมิตรประกันภัยมีต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีของวอลโว่ เราภูมิใจที่บริษัทธนชาตประกันภัยพร้อมเดินหน้าร่วมกับเราและเป็นรายแรกที่พร้อมมอบการคุ้มครองที่ยาวนานและครอบคลุมที่สุดให้กับลูกค้ารถไฟฟ้าของวอลโว่ในประเทศไทย
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนว่ารถยนต์ของเรามีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มีต้นทุนการดูแลรักษาที่ชัดเจนและมีประวัติความเชื่อถือที่พิสูจน์แล้วในตลาด เมื่อรวมกับความเชี่ยวชาญของบริษัทประกันภัย จึงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ทั้งความอุ่นใจ ค่าใช้จ่ายที่คงที่ และความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าอย่างแท้จริง
เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ของเจ้าของรถวอลโว่ในประเทศไทยต่อไป และเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับมาตรฐานของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้สูงขึ้นอีกขั้น”
คุณวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“เริ่มต้นจากการเป็นพันธมิตรประกันภัยรายแรกกับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบของวอลโว่ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่วันนี้ได้เป็นพันธมิตรประกันภัยเพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่เสนอความคุ้มครองประกันภัยชั้น 1 ต่อเนื่องถึง 5 ปีเต็ม ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าวอลโว่
สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้แตกต่าง ไม่ใช่เพียงการนำเสนอประกันภัย แต่คือการยกระดับรูปแบบความคุ้มครองให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานและเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้ารับรถ ภายใต้ผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นไปตามกรอบการกำกับดูแล
ทั้งหมดนี้เกิดจากความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงใน คุณภาพ ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีของรถวอลโว่ ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับการคุ้มครองที่ครอบคลุมและเหมาะสมที่สุด เรามั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดประกันภัยสำหรับรถไฟฟ้าในประเทศไทยและสร้างความอุ่นใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าที่เลือกใช้รถวอลโว่”
จากต้นสนต้นเดิม.. สู่สวนป่า Scandinavian Summer House ถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืนของวอลโว่
กลับมาอีกครั้งกับการเนรมิตพื้นที่จัดแสดงรถให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ปกคลุมด้วยป่าสน โดยครั้งนี้ วอลโว่ได้นำต้นสนต้นเดิมจากการจัดงานครั้งก่อนกลับมาใช้ตกแต่งบูธอีกครั้ง หลังจากนำไปอนุบาล ดูแล และฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ต้นสนเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของการตกแต่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดการให้คุณค่ากับธรรมชาติและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบของวอลโว่ ภายในงานปีนี้ วอลโว่ยังคงได้รับเกียรติจาก คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ มาร่วมออกแบบพื้นที่ในธีม Scandinavian Summer House ถ่ายทอดบรรยากาศสวนป่าในฤดูร้อนแบบสแกนดิเนเวีย จากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสธรรมชาติของภูมิภาคนี้ด้วยตนเอง ทำให้การออกแบบในครั้งนี้สะท้อนรายละเอียดและจิตวิญญาณของความเป็นสวีเดนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ วอลโว่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินงาน โดยวัสดุที่ใช้ภายในบูธถูกนำกลับมาใช้ใหม่จากการจัดงานครั้งก่อน ไม่ว่าจะเป็น ผนังที่ทำจากผ้า เก้าอี้ โต๊ะ ต่าง ๆ ที่ออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่และสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะสำหรับวอลโว่ ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวทาง แต่เป็นวิธีคิดและวิธีการทำงานที่ยึดถือในทุกขั้นตอนของการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คน
คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ, นักออกแบบภูมิทัศน์ ผู้ออกแบบบูธ วอลโว่ คาร์ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กล่าวว่า “การออกแบบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผมได้ถ่ายทอดจินตนาการของสวนป่าในรูปแบบใหม่ภายในพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสธรรมชาติในแถบสแกนดิเนเวียด้วยตนเอง ผมนึกถึงบรรยากาศของป่าในฤดูร้อนของภูมิภาคนั้น ซึ่งเต็มไปด้วยพลังของธรรมชาติ ความสดใสของแสงแดด และความอบอุ่นของช่วงเวลาที่ผู้คนในครอบครัวได้มานั่งพูดคุย และใช้เวลาอย่างมีความสุขร่วมกัน ผมจึงต้องการให้การออกแบบพื้นที่ในครั้งนี้ถ่ายทอดบรรยากาศดังกล่าวออกมา ให้ผู้ที่มาเยือนบูธวอลโว่รู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางสวนป่า ได้หยุดพักจากความเร่งรีบของงาน ได้รับฟังเสียงของธรรมชาติและสัมผัสความสงบของฤดูร้อนในแบบสแกนดิเนเวียไปพร้อมกัน”
วอลโว่ร่วมมือกับศิลปินไทย คุณปรางค์ วิภาลักษณ์ ศิริพลานนท์ เปิดตัวคอลเลกชันไลฟ์สไตล์ที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากการเดินทางทั่วประเทศไทย
วอลโว่เปิดตัวคอลเลกชันไลฟ์สไตล์สุดพิเศษที่ร่วมมือกับศิลปินไทย คุณปรางค์ วิภาลักษณ์ ศิริพลานนท์ (IG @prangg) ผู้ออกแบบคอลเลคชันไลฟ์สไตล์ของวอลโว่ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากการเดินทางของครอบครัววอลโว่ผ่านภูมิทัศน์ที่หลากหลายของประเทศไทย ตั้งแต่การใช้ชีวิตในเมืองไปจนถึงการออกเดินทางสู่เส้นทางใหม่ ๆ ผ่านภาพประกอบและสีสันสดใสที่สะท้อนช่วงเวลาแห่งความผูกพันของครอบครัว และการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ระหว่างทาง โดยนำมาผสานลงบนไอเท็มใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างพิถีพิถัน ทั้งแก้วทรัมเบอร์, แก้วมัก, เสื้อยืด, กระเป๋าโท้ท, หมอนผ้าห่ม, หมวก, และร่ม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบของวอลโว่ที่ผสานทั้งฟังก์ชันการใช้งาน และความสะดวกในการหยิบใช้งานเข้าด้วยกัน ทุกท่านสามารถรับชมสินค้าจริงได้เป็นครั้งแรกภายในงานมอเตอร์โชว์
สิทธิประโยชน์ สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ภายในงาน วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เตรียมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ ทั้งรับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่าสูงสุด 520,000 บาท และข้อเสนอการรับประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นานสูงสุด 5 ปี* ในรถรุ่น Volvo EX90 และข้อเสนอการรับประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นานสูงสุด 3 ปี* ในรถรุ่น Volvo ES90, XC60, XC90 อีกทั้งยังมีรถวอลโว่อีกหลากหลายรุ่นนำมาจัดแสดง ผู้สนใจสามารถชมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถ พร้อมสอบถามสิทธิประโยชน์ในงานที่มีให้เลือกมากมาย อาทิ
- ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นเวลาสูงสุด 5 ปี
- ฟรี บริการหลังการขาย รวมถึง บริการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 ปี, บริการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
- ฟรี เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบติดผนัง พร้อมรับประกันอายุการใช้งาน 1 ปี และฟรีบริการตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและติดตั้ง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car3 Min Read
ที่สุดแห่งการรอคอย กับ TOYOTA LAND CRUISER FJ สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก “Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ณ Toyota ALIVE บางนา กม.3
LAND CRUISER สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงประวัติ และตำนานของ LAND CRUISER ว่า “กว่า 70 ปีที่ผ่านมา Toyota Land Cruiser ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ระดับตำนานที่เป็นสัญลักษณ์ของ ความแข็งแกร่ง ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ ตำนานของ Land Cruiser เริ่มต้นขึ้นในปี 1951 ภายใต้ชื่อ “Toyota BJ” และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายของผู้คนทั่วโลก โดยปัจจุบัน Land Cruiser ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในกว่า 180 ประเทศ
ตลอดระยะเวลาการพัฒนา Land Cruiser ได้ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด ทั้งในทะเลทราย เส้นทางทุรกันดาร และภูมิประเทศที่สมบุกสมบัน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ Land Cruiser เป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับในด้านความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยม
หัวใจสำคัญของ Land Cruiser คือแนวคิด “Trust”
- Trust in Reliability – ความไว้วางใจในความน่าเชื่อถือที่ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลา และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Land Cruiser
- Trust in Durability – ความไว้วางใจในความแข็งแกร่งและความทนทาน ที่ผ่านบทพิสูจน์ในทุกสภาพภูมิประเทศทั่วโลก
- Trust in Capability – ความไว้วางใจในสมรรถนะการขับเคลื่อน ที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามทุกเส้นทาง และทุกความท้าทาย
ปัจจุบัน Toyota Land Cruiser มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 12 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม คุณค่าของ Land Cruiser ไม่ได้สะท้อนจากตัวเลขยอดขายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการอยู่เคียงข้างผู้คนทั่วโลกในการเดินทางผ่านความท้าทายต่างๆ”
ความภาคภูมิใจของชาวไทยกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีที่ผ่านมา โตโยต้าเปิดตัว Hilux Travo และ Hilux Travo-e ในประเทศไทย ด้วย Hilux คือ “รถกระบะของคนไทย” ที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน กับมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% พร้อมด้วยกำลังการผลิตขนาดใหญ่และมีการส่งออกไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ทำให้ Hilux มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
สำหรับ Hilux Travo รุ่นใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าในประเทศไทย และเมื่อรวมกับยอดจำหน่ายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของ Hilux Revo และ Hilux Champ ทำให้โตโยต้าสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถกระบะได้สูงถึง 48.7% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในปีที่ผ่านมา
ในโอกาสนี้ โตโยต้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน รวมถึงทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา และในวันนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว “Toyota Land Cruiser FJ”
Land Cruiser FJ ถือเป็น Land Cruiser รุ่นแรกที่มีการผลิตเต็มรูปแบบ (Fully Manufactured) นอกประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นฐานการผลิตหลัก ด้วยสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 84% พร้อมแผนการส่งออกมากกว่า 40,000 คันต่อปี ไปยังประมาณ 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศญี่ปุ่น
โตโยต้าเชื่อมั่นว่า Land Cruiser FJ จะมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ เครือข่ายอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ (Supply Chain) และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับตลาดประเทศไทย โตโยต้าได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 คันในปีแรก แม้จะเป็นเป้าหมายที่ไม่สูงนัก แต่เราเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของเราในอนาคต
การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโตโยต้า และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
“Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”
มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาและออกแบบ LAND CRUISER FJ ว่า “ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 75 ปีของ Land Cruiser รถรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ “ความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด” โดยเรื่องราวของ Land Cruiser เริ่มต้นจาก Toyota BJ ในปี 1951 ต่อมาในปี 1960 เราได้เปิดตัว 40 Series นับจากนั้น Land Cruiser ได้พัฒนาออกเป็น 3 สายผลิตภัณฑ์ ได้แก่
- สาย Station Wagon (ซึ่งปัจจุบันคือ LC300)
- สาย Heavy Duty หรือ 70 Series
- สาย Light Duty หรือ 250 Series
จาก 3 สายผลิตภัณฑ์หลักของ Land Cruiser คำที่สะท้อนความเป็นตัวตนที่ชัดเจนที่สุดตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “ความไว้วางใจ (Trust)”
ในการพัฒนา Land Cruiser ทุกครั้ง เราคำนึงถึง 2 แนวคิดสำคัญ คือ “การสืบทอด (Inheritance)” และ “การพัฒนา (Evolution)” อีกทั้งยังคงยกระดับความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะออฟโรดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า Land Cruiser เป็นรถที่สามารถพาไปได้ทุกที่ และนำสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ Land Cruiser ไปสู่อนาคต เราจึงตัดสินใจเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเพื่อขยายฐานลูกค้าในตลาดที่กำลังเติบโต เรามุ่งมั่นนำเสนอรถออฟโรดที่ “เข้าถึงได้” มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่ง “คุณค่าอย่างแท้จริง” ซึ่งคำตอบสำหรับความท้าทายนี้คือ Land Cruiser FJ
ในการพัฒนา Land Cruiser FJ เราได้ย้อนกลับไปสู่จิตวิญญาณของ 40 Series ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมใน Land Cruiser ระดับโลก เป้าหมายของเราคือการส่งมอบ “ความไว้วางใจ (TRUST)” ให้กับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ที่สำคัญ เรายังต้องการจุดประกายให้ผู้คนได้สนุกกับชีวิตในทุกๆ วันมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างรถที่สามารถ “ขับเคลื่อนความรู้สึก” และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง เราจึงผสานสมรรถนะออฟโรดในแบบฉบับ Land Cruiser เข้ากับ 2 คุณค่าหลัก นั่นคือ “Freedom” และ “Joy” ซึ่งเป็นความหมายของ “FJ”
“Freedom” — อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” — ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเอง
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดรถรุ่นนี้ คือ “การปรับแต่งรถในแบบของคุณ” เราตั้งใจออกแบบตัวรถพื้นฐานให้มี “พื้นที่สำหรับการต่อยอด” เพราะเราเชื่อว่า Land Cruiser ที่แท้จริง ควรถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของที่ครอบครองรถเอง ซึ่งลูกค้าแต่ละคนสามารถสร้างรถที่สะท้อนตัวตน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว
จุดเด่นสำคัญของ Land Cruiser FJ เริ่มจากมิติตัวรถมีความยาวโดยรวมสั้นกว่า Fortuner ถึง 185 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อสั้นกว่าถึง 170 มิลลิเมตร ขนาดที่กะทัดรัดนี้ ทำให้มีวงเลี้ยวที่แคบกว่า คล่องตัวและเฉียบคมยิ่งขึ้น สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่เติมเต็มความสนุกให้กับตระกูล Land Cruiser ได้อย่างแท้จริง
การออกแบบภายนอก พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ “PLAYFUL DICE” ที่ผสานความ “สนุก” เข้ากับ “ฟังก์ชันการใช้งาน” ได้อย่างลงตัว ด้วยรูปทรงตัวถังแบบเหลี่ยมลบมุม (Chamfered Square) และระยะที่ยื่นจากตัวถังรถด้านหน้าและด้านท้ายที่สั้นลง ทำให้ Land Cruiser FJ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ชัดเจน ขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมความสามารถในการขึ้นลงทางชันให้ดียิ่งขึ้น ทำให้รถสามารถลุยได้ทุกสภาพเส้นทางได้อย่างมั่นใจ
การออกแบบภายใน คงไว้ซึ่ง “เส้นสายแนวนอน” ตามแบบฉบับของ Land Cruiser เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานและควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ด้วยแนวกระจกที่ต่ำลง และการออกแบบเสา A ให้ตั้งตรงมากขึ้น มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่
ด้านสมรรถนะ ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Land Cruiser อย่างแท้จริง ตัวรถถูกพัฒนาบนโครงสร้างแชสซีส์ IMV ที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งและปรับจูนให้ได้มาตรฐานระดับ Land Cruiser มาพร้อมระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบล็อกเฟืองท้าย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่ในทุกสภาพเส้นทางอย่างมั่นใจ และเพื่อให้ Land Cruiser FJ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะได้อย่างเต็มศักยภาพ ในด้านการผลิต คงไม่มีที่ใดเหมาะสมไปกว่า โรงงานบ้านโพธิ์ ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์การผลิตรถยนต์มากกว่า 1.5 ล้านคัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทีมงานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้าง Land Cruiser FJ คันนี้ ให้ถ่ายทอดทั้ง “คุณภาพ” และ “ปรัชญา” ของ Land Cruiser ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น เป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา Land Cruiser FJ คือ การสร้างรถเพื่อให้ผู้คน “สนุกกับการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างแท้จริง” ทีมงานที่พัฒนารถรุ่นนี้ได้ขับทดสอบจริงร่วมกับผู้ใช้งานออฟโรดทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ถึงหัวใจของ “ความสนุกในการขับขี่” ภายใต้องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ความคล่องตัวสูง รองรับการเลี้ยวในพื้นที่แคบได้อย่างแม่นยำ / การยึดเกาะของล้อบนพื้นถนนที่มั่นคง และระยะความสูงใต้ท้องรถที่มากพอ สร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง นอกจากนั้น ยังผ่านการทดสอบบนสนามทดสอบเดียวกันกับที่ใช้พัฒนา Land Cruiser รุ่นก่อนหน้า
Land Cruiser FJ พร้อมแล้วที่จะเปิดตำนานบทใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการขยายขอบเขตการเดินทางของตัวเองเพื่อ “Freedom” — อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” — ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเองบนรากฐานของ QDR ได้แก่ Quality (คุณภาพ) / Durability (ความทนทาน) และ Reliability (ความเชื่อถือได้)”
พบประสบการณ์ใหม่แห่งความประทับใจกับ LAND CRUISER FJ
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงจุดเด่นของ LAND CRUISER FJ ว่า “Land Cruiser FJ มีจุดขายหลัก 5 ประการ ได้แก่
- ดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย
- สมรรถนะการขับขี่ที่แข็งแกร่ง
- ความสะดวกสบายในการโดยสาร
- การทรงตัวที่มั่นคงในทุกสภาพเส้นทาง
- ระบบเบรกที่เชื่อถือได้
คุณสมบัติเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องการส่งมอบให้กับลูกค้า และทำให้ Land Cruiser FJ สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน Land Cruiser FJ จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญในตลาด PPV ของประเทศไทย ซึ่งมีความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยโตโยต้าได้วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับลูกค้าแต่ละกลุ่มไว้อย่างชัดเจน สำหรับกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการรถยนต์ 7 ที่นั่ง เพื่อรองรับการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว ปัจจุบัน Fortuner ยังคงเป็นคำตอบที่เหมาะสม ด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่ สมรรถนะที่ทรงพลัง และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ (QDR) นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา โตโยต้ายังได้เปิดตัวรุ่นย่อย Leader G+ ซึ่งโดดเด่นด้านความคุ้มค่า ส่งผลให้ Fortuner เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่มองหารถยนต์ที่ครบครันทั้งสมรรถนะและความคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน ตลาด PPV ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ ผู้ที่โสดหรือมีครอบครัวขนาดเล็ก รวมถึงผู้ที่หลงใหลการขับขี่สายลุยและการตกแต่งรถยนต์ ซึ่งมองหารถที่เปรียบเสมือน Hobby Car มีขนาดกะทัดรัด สามารถปรับแต่งได้ ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว และในวันหยุดยังสามารถออกไปสัมผัสความสนุกบนเส้นทางออฟโรด พร้อมใช้ชีวิตอย่างอิสระในทุกเส้นทาง สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ Land Cruiser FJ คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
เครื่องยนต์ 2TR ที่ติดตั้งใน Land Cruiser FJ เป็นเครื่องยนต์เดียวกับที่ใช้ใน Land Cruiser 250 ซึ่งได้รับการพิสูจน์สมรรถนะจากการใช้งานจริง รวมถึงการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่สมบุกสมบันมาแล้ว โดย โตโยต้าได้ปรับจูนเครื่องยนต์ และระบบควบคุมให้ทำงานสอดประสานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถอย่างลงตัว เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง
นอกจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการขับขี่สายลุยแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับ Land Cruiser FJ ในฐานะรถที่สามารถต่อยอดการตกแต่งได้ตามสไตล์ของผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Land Cruiser Series ด้วยระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ใช้ Land Cruiser รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมสามารถร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์และสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Land Cruiser กลายเป็นรถที่มีวัฒนธรรมการใช้งานและการตกแต่งที่โดดเด่น
ภายในงาน โตโยต้ายังได้นำเสนอ อุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้า ที่พัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยเป็นครั้งแรกของความร่วมมือระหว่าง โตโยต้า และ ARB (Thailand) ในการนำเสนอสไตล์การตกแต่งแบบออฟโรดที่ช่วยเสริมทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และความมั่นใจในการใช้งาน ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งแท้ได้จากโชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ
นอกจากนี้ โตโยต้าขอนำเสนอรถต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตลาดรถแต่ง 4 สไตล์ ที่สะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกแนวทางการแต่งรถให้ตรงกับตัวตนของตัวเองได้มากที่สุด ได้แก่
สไตล์รถแต่ง แนวคิด เหมาะสำหรับ 1) The Meridian Authentic Off-Road สายลุย ที่ชอบท้าทายอุปสรรคต่างๆ 2) The Nature Explorer Basecamp เคลื่อนที่ สาย Passion ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง 3) The Legendary สานต่อปรัชญาของ Land Cruiser สาย Retro ที่มีความเชื่อมั่นต่อ Land Cruiser 4) The Street Cruiser Lifestyle คนเมือง สาย Creative ที่ชีวิตต้อง Active อยู่ตลอดเวลา ในเดือนที่ผ่านมา โตโยต้าได้เตรียมความพร้อมผ่านการจัดกิจกรรม Decoration Garage Preview ซึ่งเป็นเวทีที่โตโยต้าเปิดโอกาสให้สำนักแต่งและผู้ประกอบการในประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ตกแต่งเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อลูกค้ารับรถแล้ว จะสามารถเริ่มตกแต่งได้ทันทีตามสไตล์ที่ต้องการ”
นายศุภกร รัตนวราหะ กล่าวตอกย้ำว่า “การเปิดตัว Land Cruiser FJ ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยขยายตลาดเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ตลาดอุปกรณ์ตกแต่งในประเทศกลับมาคึกคักและมีสีสันอีกครั้ง”
นายศุภกร รัตนวราหะ เปิดเผยถึงแผนการตลาดว่า “Land Cruiser FJ จะถูกนำไปจัดแสดงต่อสาธารณะภายในงาน Bangkok International Motor Show ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป พร้อมเปิดรับจองอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
และพิเศษสุดในงานมอเตอร์โชว์ เปิดตัวแคมเปญพิเศษตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า LAND CRUISER FJ สายลุย โตโยต้าจับมือ Krungsri Auto และแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียม Triumph ในการนำร่องแพ็กเกจการเงินรูปแบบใหม่ ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ได้พร้อมกัน ด้วยแพ็กเกจผ่อนชำระรวมทั้งสองคัน เริ่มต้นเพียง 21,743 บาทต่อเดือน และมากไปกว่านั้นยังได้รับ Krungsri Gift Card มูลค่า 5,000 บาท / Triumph Accessory Voucher มูลค่า 5,000 บาท และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทจากโตโยต้า ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึง 5 เมษายน 2569
พร้อมกันนี้ โตโยต้ายังเตรียมจัดกิจกรรม Pop-up Roadshow เดินสายจัดแสดงรถในจังหวัดสำคัญรวม 16 จังหวัด ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 3 พฤษภาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสรถอย่างใกล้ชิดก่อนใคร หลังจากนั้น เมื่อรถพร้อมส่งมอบ โตโยต้าจะจัดกิจกรรมเปิดตัวพร้อมการทดลองขับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม เป็นต้นไป ณ โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ และที่ Toyota Alive
Land Cruiser FJ เปิดตัวด้วยรุ่นย่อย 4WD พร้อมตัวเลือกสีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่นำเสนอภาย ในงาน โดยมีราคาอย่างเป็นทางการดังนี้
LAND CRUISER FJ ราคาเต็ม 1,289,000 บาท พิเศษสุด! กับราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว 1,269,000 บาท (ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569)
รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care
ทางเลือกที่ 2 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมเลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า*
*เลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า 3 แพ็คเกจ
แพ็คเกจที่ 1 ชุดตกแต่ง “Unbound Explorer…เพราะชีวิต ต้องลุยนอกกรอบที่คุ้นเคย”
มูลค่า 32,450 บาท ประกอบไปด้วย
1. สน็อกเกิล ราคา 15,600 บาท
2. แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ARB ราคา 8,500 บาท
3. ชุดบังโคลนล้อ ราคา 8,350 บาท
แพ็คเกจที่ 2 ชุดตกแต่ง “Urban Unique…ครบทุกสิ่ง ที่ใจต้องการ”
มูลค่า 32,700 บาท ประกอบไปด้วย
1. แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ราคา 7,500 บาท
2. คิ้วกระจังหน้า ราคา 3,400 บาท
3. คิ้วกันกระแทกประตู ราคา 7,900 บาท
4. คิ้วตกแต่งฝาครอบล้ออะไหล่ ราคา 4,600 บาท
5. ชุดตกแต่งฝาถังน้ำมัน ราคา 1,200 บาท
6. แผงบังแดดข้าง ราคา 2,100 บาท
7. กล้องบันทึกภาพด้านหน้าและหลัง (รุ่น 2K) ราคา 6,000 บาท
แพ็คเกจที่ 3 ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง “Freedom Journey…เติมพลังให้ทุกวันมีความหมาย”
มูลค่า 36,400 บาท ประกอบไปด้วย
1. ถาดแร็คหลังคา ARB ราคา 36,400 บาท
LAND CRUISER FJ มาพร้อม 3 สีให้เลือก
ใหม่! สีฟ้า SMOKY BLUE
สีขาวมุก PLATINUM WHITE PEARL MICA
สีเทา ASH
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญพิเศษ อาทิ ประกันภัยชั้นหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และบริการทางการเงินจากเครือข่ายธุรกิจโตโยต้า รวมถึง Kinto และ Toyota Sure เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ โตโยต้าได้เตรียมชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษให้สามารถเลือกเพิ่มเติมได้ตามสไตล์การใช้งาน
โตโยต้าคาดว่า Land Cruiser FJ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการเดินทาง การใช้งานที่ทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดตามแบบฉบับของ Land Cruiser”
พบกับ LAND CRUISER FJ ในกิจกรรมต่างๆ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ
ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้ที่
- งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026)
ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
- กิจกรรม Land Cruiser FJ Roadshow
ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ 16 จังหวัดทั่วประเทศไทย
- กิจกรรม เปิดตัว Land Cruiser FJ และทดลองขับขี่ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศไทย
ระหว่างวันที่ 9-31 พฤษภาคม 2569
ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.toyota.co.th/ Facebook: Toyota Motor Thailand
LINE Official: @ToyotaThailand TikTok: @ToyotaMotorTH
X: @ToyotaMotorTH Instagram: @toyotamotorthailandofficial
Facebook: Toyota Hilux Thailand TikTok: @toyotahiluxthailand
Instagram: @toyotahiluxthailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
บริดจสโตนร่วมฉลอง Grand Opening “TOP SECRET THAILAND SHOP” แลนด์มาร์กใหม่ของสาวก JDM
พร้อมยกทัพยาง BRIDGESTONE POTENZA ปลุก DNA ความสปอร์ตเต็มสมรรถนะบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยคุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ กรรมการผู้จัดการ ร่วมแสดงความยินดีกับ “คุณเบียร์ ใบหยก” เจ้าของสำนักแต่งรถยนต์ TOP SECRET THAILAND และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของบริดจสโตน ในงาน Grand Opening เฉลิมฉลองการเปิด “TOP SECRET THAILAND SHOP” ณ ซอยประดิษฐ์มนูธรรม 1 ใกล้แยกเหม่งจ๋าย แลนด์มาร์กใหม่ ที่รวมครบทั้ง garage, café และ ramen ไว้ในที่เดียวเพื่อให้สาวก JDM และคนรักรถได้สัมผัส Car Culture อย่างเต็มอารมณ์ ทั้งการชมรถ พูดคุยแลกเปลี่ยน และพักผ่อนในบรรยากาศคอมมูนิตี้
ได้อย่างลงตัวภายในงานยังได้รับเกียรติจากคุณ Smoky Nagata ผู้ก่อตั้ง TOP SECRET สำนักแต่งรถยนต์ระดับตำนานจากญี่ปุ่น พร้อมพาร์ทเนอร์คนสำคัญในวงการรถยนต์ร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง การร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริดจสโตนในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยางรถยนต์ที่พร้อมถ่ายทอด DNA แห่งความสปอร์ตและประสบการณ์ความเร็วให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ ณ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่สาวก JDM ไม่ควรพลาด
บริดจสโตนยังได้จัดโซน BRIDGESTONE POTENZA CORNER โชว์นวัตกรรมยางสปอร์ตพรีเมียมรุ่นแฟลกชิป นำโดย BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE005 รุ่นล่าสุดสำหรับผู้ที่หลงใหลการขับขี่
ที่สนุกและเร้าใจยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมด้วยBRIDGESTONE POTENZA RE-71RS และ BRIDGESTONE POTENZA RACE ยางสมรรถนะสูงเพื่อรถสปอร์ตพรีเมียมทั้งในสนามแข่งและชีวิตประจำวัน รวมถึง BRIDGESTONE POTENZA SPORT ยางสปอร์ตระดับซูเปอร์คาร์ที่มอบความมั่นใจในทุกโค้งและทุกความเร็ว นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษให้ชาว JDM ที่มา TOP SECRET THAILAND SHOP ได้ร่วมสนุกลุ้นรับส่วนลดยางบริดจสโตนมูลค่า 10,000 บาทตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างสีสันและเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ Car Culture พร้อมเชื่อมโยงสมรรถนะการขับขี่สไตล์สปอร์ตสุดเร้าใจเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรักรถอย่างแท้จริง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News / News Motocycle2 Min Read
ดูคาติ ฉลอง 100 ปี ยกทัพครบทุก Model Range เปิดตัว New Monster+ พร้อมแคมเปญ “Limitless Ride” ใน Motor Show 2026
ดูคาติ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เข้าร่วมงาน Bangkok International Motor Show 2026 ภายใต้แนวคิดบูธ “The Ultimate Collision of Speed & Style” ถ่ายทอดการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสมรรถนะระดับสูงและไลฟ์สไตล์แบบอิตาเลียน พร้อมเปิดตัวไฮไลต์สำคัญ New Monster+ (มอนเสตอร์ พลัส) Sport Naked Bike รุ่นใหม่ล่าสุด ณ งาน Bangkok International Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ บูธ ดูคาติ (A17) อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ Ducati ในโอกาสครบรอบ 100 ปี (1926–2026) นับตั้งแต่การก่อตั้งในเมือง Bologna ประเทศอิตาลี สู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับโลกที่สะท้อนความเป็นเลิศทั้งด้านวิศวกรรม สมรรถนะ และดีไซน์ “Made in Italy” ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา Ducati ได้ถ่ายทอดความหลงใหลผ่านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเฉลิมฉลองในระดับโลก รวมถึงงาน World Ducati Week ณ สนาม Misano World Circuit ประเทศอิตาลี
คุณอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด กล่าวว่า การกลับมาของ Ducati ภายใต้การบริหารโดย AAS Moto Corse ในครั้งนี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ แต่คือการส่งมอบ “ความเชื่อมั่น” กลับคืนสู่ผู้ขับขี่ทุกคน เราจึงตั้งใจเปิดตัวแพ็กเกจ RIDE LIMITLESS+ (ไรด์ ลิมิตเลส พลัส) เป็นครั้งแรกในงาน Motor Show เพื่อยืนยันว่าทุกการเดินทางของลูกค้าจะได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานของ AAS Group อย่างแท้จริง
ภายในงานครั้งนี้ ดูคาติ ประเทศไทย ได้สร้างความโดดเด่นด้วยการ จัดแสดงรถจักรยานยนต์ครบทุก Model Range เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง (Accessories) อย่างครบครัน สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ที่ครอบคลุมทั้งสาย Performance, Adventure และ Lifestyle อย่างแท้จริง
ไฮไลต์สำคัญของบูธปีนี้คือ New Monster+ สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์ระดับไอคอน ที่กลับมาภายใต้แนวคิด “Everything you need, nothing more” ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบที่ตัดทอนสิ่งไม่จำเป็น เหลือไว้เพียง “แก่นแท้ของความสนุกในการขับขี่” มาพร้อมเครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นใหม่ ให้สมรรถนะ 111 แรงม้า 890 ซีซี โครงสร้างน้ำหนักเบาเพียง 175 กิโลกรัม และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครบครัน ทั้ง Riding Modes, Traction Control, Wheelie Control, Quick Shift 2.0 และครั้งแรกสำหรับ Monster ที่มี Engine Brake control (EBC) พร้อมดีไซน์ใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ Monster อย่างชัดเจน
Monster รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ โดยผสานเทคโนโลยีและดีไซน์ที่โดดเด่นเข้าด้วยกัน ตัวรถมีเส้นสายสปอร์ต แต่ยังคงความดุดัน พร้อมจุดสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของ Monster ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมันทรง Bison-back ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ Naked ของ Ducati ที่ถูกออกแบบใหม่ พร้อมดีไซน์ช่องรับอากาศด้านหน้า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Monster ใน Generation ที่ 2 มาพร้อมไฟหน้าที่ได้รับการดีไซน์ใหม่แบบ Full-LED Double “C” ตัวเบาะนั่งได้รับการออกแบบให้แคบลงและเตี้ยลง โดยมีความสูงรวม 775 มม. เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น
เครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นล่าสุด ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ถูกออกแบบมาให้มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุลมากขึ้น ลดแรงสั่นสะเทือน ซึ่งช่วยให้การขับขี่มีความนุ่มนวลและควบคุมได้ง่าย เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้มีน้ำหนักเบาลง 5.9 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Testastretta รุ่นก่อนหน้า และมาพร้อมระบบวาล์วแปรผัน IVT (Intake Variable Timing) ที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถผสานความนุ่มนวลในรอบต่ำ แรงดึงในรอบกลาง และ พละกำลังในรอบสูง โดยให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที และให้แรงบิด 70% ของแรงบิดสูดสุดตั้งแต่ที่ 3,000 รอบ/นาที และยังคงแรงบิด 80% ของแรงบิดสูงสุดไว้ให้ใช้งานตั้งแต่ 4,000 – 10,000 รอบ/นาที นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ลดความกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษา เพราะเครื่องยนต์ V2 รุ่นล่าสุด สามารถยืดระยะเวลา Maintenance Service ได้นานขึ้น โดยมีระยะการตรวจตั้งวาล์วที่ 45,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็น 1 ในมาตรฐานที่ดีที่สุดในกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับเดียวกัน
โครงสร้างสปอร์ต น้ำหนักเบา และควบคุมง่าย โดยใช้เฟรมแบบ Monocoque พร้อมสวิงอาร์มคู่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Panigale V4 ซี่งโครงสร้างนี้ช่วยให้ Monster ใหม่มีน้ำหนักเบาลงถึง 4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีน้ำหนักรวม 175 กิโลกรัม (ไม่รวมเชื้อเพลิง) Monster รุ่นใหม่มาพร้อมช่วงล่างที่ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าจาก Showa Upside-down ขนาด 43 มม. และ โช้คหลัง Showa monoshock ปรับพรีโหลดได้ พร้อมระบบเบรกจาก Brembo ใช้ดิสก์หน้าคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์ M4.32 radial และยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 และ 180/55 มอบการยึดเกาะและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการใช้งานบนถนน
เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการขับขี่ที่สนุกและปลอดภัย มาพร้อมโหมดการขับขี่ (Riding mode) ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Sport, Road, Urban และ Wet รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น Cornering ABS, Ducati Traction Control (DTC), Ducati Wheelie Control (DWC), Engine Brake Control (EBC), Ducati Quick Shift (DQS) 2.0 ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการตั้งค่าต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มความคุม 4 ทิศทางดีไซน์ใหม่ และหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับระบบ Ducati Multimedia System และระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn Navigation (เป็น Ducati Accessory สามารถติดตั้งเพิ่มได้) แสดงผลอ่านง่ายในทุกสภาพแสง ด้วย Dual mode มีให้เลือกแบบทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมการแสดงข้อมูลที่มีให้เลือก 2 รูปแบบ ทั้ง Road และ Road Pro ช่วยให้ผู้ขับขี่โฟกัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ โดยปรับการแสดงผลให้เหมาะสมและชัดเจนกับข้อมูลที่สำคัญที่สุดในแต่ละสถานการณ์
โดย Monster ถือเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ของ Ducati ที่เจ้าของนิยมปรับแต่งมากที่สุด Ducati Performance จึงนำเสนออุปกรณ์เสริมหลากหลายรูปแบบ เช่น เบาะแบบสปอร์ต, คาร์บอนไฟเบอร์แฟริ่ง และ Billet Aluminum รวมถึงท่อไอเสีย Termignoni ที่พัฒนาร่วมกันกับทาง Ducati
โดยปัจจุบันในประเทศไทยได้เปิดจำหน่าย Ducati รุ่น Monster+ ที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Ducati Red, Iceberg White และ Sport Livery โดยจะมาพร้อมฝาครอบเรือนไมล์และฝาครอบเบาะท้ายติดตั้งให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มาจากโรงงาน เปิดราคาจำหน่ายที่
- Monster+ สี Ducati Red ราคา 515,000 บาท
- Monster+ สี Iceberg White ราคา 525,000 บาท
- Monster+ สี Sport Livery ราคา 569,000 บาท
อีกหนึ่งไฮไลท์นอกจาก Monster ตัวใหม่ Ducati ยังนำเสนอความพิเศษระดับโลกด้วย Scrambler 10th Anniversary Rizoma Edition รุ่นลิมิเต็ดที่ผลิตเพียง 500 คันทั่วโลก โดยมาจัดแสดงและจำหน่ายในประเทศไทยเพียงคันเดียว สะท้อนความร่วมมือระหว่าง Ducati และ Rizoma ในการถ่ายทอดงานดีไซน์ระดับพรีเมียมที่ผสานศิลปะและวิศวกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
ขณะเดียวกัน ภายในบูธยังรวบรวมรถจักรยานยนต์รุ่นเด่นจากหลากหลายเซกเมนต์ เพื่อสะท้อนศักยภาพของ Ducati ในแต่ละไลน์อย่างครบถ้วน โดยมาพร้อมแพ็กเกจอุปกรณ์ตกแต่ง (Ducati Accessories) ที่ช่วยยกระดับทั้งสมรรถนะและดีไซน์ ได้แก่
Panigale V4 ซูเปอร์ไบค์ที่ถ่ายทอด DNA จากสนามแข่ง MotoGP สู่ถนน มาพร้อมชุด Performance เต็มรูปแบบ อาทิ Racing Exhaust System, Dry Clutch (คลัทช์แห้ง) และ ชุดแต่งคาร์บอน (Carbon Components)
Hypermotard 950 RVE ตัวแทนความสนุกสไตล์ Supermoto โดดเด่นด้วยความคล่องตัวสูง มาพร้อมอุปกรณ์เสริมสายสมรรถนะ เช่น Öhlins Steering Damper และชิ้นส่วน Carbon
Multistrada V4S Sport-Touring ระดับพรีเมียม รองรับทุกเส้นทางการขับขี่ มาพร้อมชุดแต่ง Touring และ Enduro เพิ่มความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ในการเดินทาง
Streetfighter V2S Sport-Naked ที่ผสานความดุดันแบบซูเปอร์ไบค์เข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมชุดแต่ง Carbon และ Performance Parts ช่วยเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มสมรรถนะของตัวรถ
XDiavel V4 Sport-Cruiser โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงพลังและตำแหน่งการขับขี่แบบ Feet-Forward ที่ผสาน Performance และความสบายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
DesertX Adventure สายลุยที่พัฒนามาเพื่อการผจญภัยโดยเฉพาะ มาพร้อมชุดอุปกรณ์เสริมสำหรับการเดินทางระยะไกล ตอกย้ำความพร้อมในทุก ๆ สภาพเส้นทาง
นอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์ในไลน์อัพอื่น ๆ มาจัดแสดงเพิ่มเติม อาทิ Desmo450MX, Monster SP (MY25) และ Scrambler Icon ครบทุก Model Range ครอบคลุมทั้ง Superbike, Naked, Adventure, Cruiser, Motocross และ Scrambler เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง
แพ็คเกจ RIDE LIMITLESS+ และข้อเสนอพิเศษในงาน Motor Show
ดูคาติ ประเทศไทย เปิดตัวแพ็คเกจ RIDE LIMITLESS+ ที่มาพร้อมรถทุกคัน เพื่อยกระดับประสบการณ์และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทุกท่าน โดยครอบคลุมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Warranty) นานถึง 3 ปี พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม Ducati Riding Experience (DRE) Road Academy หลักสูตรขับขี่ปลอดภัยตามมาตรฐาน Ducati โดย Ducati Riding Instructors ที่ผ่านการอบรมจากอิตาลี
พร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะในงาน Motor Show อาทิ เช่น
- ฟรีประกันภัยชั้น 1*
- ฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี*
- ดอกเบี้ย 0%*
- ส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท*
*(รายละเอียดข้อเสนอแตกต่างกันตามรุ่นรถ)
และยังมีกิจกรรมภายในงาน “Which Monster are you?” เพื่อค้นหา Ducati Monster ที่ใช่สำหรับคุณ พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษเฉพาะในงาน
ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสรถ Ducati ครบทุก Model Range พร้อมทดลองนั่งและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงจองรถและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่บูธ ดูคาติ ประเทศไทย ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม Ducati ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์: www.ducati.com/th Facebook: Ducati Thailand LINE Official: @ducatithailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News / News Motocycle1 Min Read
Royal Enfield เปิดตัว Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition ครั้งแรกในไทย ณ งาน Motor Show 2026
โรยัล เอ็นฟิลด์ (Royal Enfield) แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับตำนานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงสายการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้นำในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250–750 ซีซี) เผยโฉม Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (BIMS 2026) ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
หลังจากสร้างความตื่นตาตื่นใจในการเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งาน Motoverse 2025 ณ เมืองโกอา ประเทศอินเดีย วันนี้ ‘Sundowner Orange’ พร้อมแล้วที่จะมาสร้างสีสันและสะกดทุกสายตาในประเทศไทย ด้วยรูปลักษณ์ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเดินทางที่ผ่อนคลาย และความอบอุ่นของแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของชาว Meteor ทั่วโลกที่มีสมาชิกมากกว่าครึ่งล้านคนในปัจจุบัน
คุณ มาโนช กาจาร์ลาวาร์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟิลด์ (Mr. Manoj Gajarlawar, Business Head – Asia Pacific Markets – Royal Enfield) กล่าวว่า “ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดการขับขี่ที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติในแบบฉบับของ Royal Enfield ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักขี่ทั่วโลก ด้วยคาแรกเตอร์การขับขี่แบบครุเซอร์ที่ผ่อนคลาย เครื่องยนต์ที่นุ่มนวล และความง่ายในการควบคุม Meteor 350 จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยม ทั้งในกลุ่มนักขี่มากประสบการณ์และผู้ขับขี่หน้าใหม่
สำหรับนักขี่ชาวไทย Meteor 350 ไม่ได้เป็นเพียงมอเตอร์ไซค์ แต่ยังสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของการเดินทางอย่างผ่อนคลาย และการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำบนทุกเส้นทาง เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน Sundowner Orange เข้ามาเสริมในไลน์อัพของ Meteor 350 และเชื่อว่าจะช่วยยกระดับประสบการณ์ให้กับคอมมูนิตี้ของเราได้มากยิ่งขึ้น”
ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการขี่ ผ่านเฉดสีแห่งช่วงเวลาทองคำ
นิยามใหม่ของสีสันแห่ง “Golden Hour” Sundowner Orange ไม่ใช่แค่ชื่อสี แต่คือการถ่ายทอด “อารมณ์” ของท้องฟ้ายามเย็นก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้า โทนสีส้มที่เข้มข้นและอบอุ่นนี้ เมื่อผสานเข้ากับเส้นสายที่โค้งมนในสไตล์คลาสสิกครูเซอร์ของ Meteor 350 ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ท่ามกลางป่าคอนกรีตในกรุงเทพฯ หรือการโลดแล่นบนถนนเลียบชายฝั่งทะเล Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ มาพร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษเพื่อระบุความเป็น Limited Edition ที่เน้นย้ำถึงความสุขของการเดินทางอย่างไร้จุดหมาย
ครูเซอร์ที่สะท้อนอิสรภาพบนท้องถนน และนิยามของ ‘Pure Motorcycling’
Meteor 350 Sundowner Orange ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อนักขี่ที่หลงใหลการขับขี่แบบ Immersive ที่เน้นดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัว ภายใต้ปรัชญา ‘Pure Motorcycling’ ที่ให้ความสำคัญกับ “ระหว่างทาง” พอๆ กับจุดหมายปลายทาง ท่ามกลางยุคที่ตลาดให้ความสำคัญกับตัวเลขสมรรถนะ Meteor 350 ยังคงยืนหยัดในการมอบประสบการณ์ที่นิยามด้วยความสบาย การเข้าถึงง่าย และการเชื่อมโยงอารมณ์ระหว่างผู้ขับขี่กับบรรยากาศบนท้องถนน
พร้อมออกเดินทางด้วยอุปกรณ์ Touring ครบครันจากโรงงาน
Meteor 350 Sundowner Orange อัดแน่นด้วยชุดแต่งมาตรฐานสไตล์ Touring มาพร้อมกับอุปกรณ์ติดตั้งจากโรงงานเพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล
- เบาะนั่ง Deluxe Touring: ออกแบบมาเพื่อความสบายสูงสุดตลอดวันในการขับขี่
- ชิลด์บังลมหน้า (Flyscreen): ช่วยลดแรงลมปะทะตัวผู้ขับขี่ โดยยังคงรักษาลุคที่โฉบเฉี่ยว
- พนักพิงหลังสำหรับผู้ซ้อน: เปลี่ยนทุกการเดินทางให้มีความหมาย ให้คนซ้อนกลายเป็นคู่หูที่พร้อมออกไปสัมผัสโลกกว้างด้วยกัน
- ระบบนำทาง Tripper Navigation Pod: ระบบนำทางแบบ Turn-by-turn เอกสิทธิ์เฉพาะของโรยัล เอ็นฟิลด์
- ล้อแม็กอะลูมิเนียมพรีเมียมแบบไม่ใช้ยางใน (Tubeless): โดดเด่นสะดุดตา น้ำหนักเบา พร้อมลุยทุกเส้นทาง
- ระบบ Slip-and-Assist Clutch: ช่วยให้การควบคุมคลัตช์นุ่มนวล ลดความเมื่อยล้าจากการใช้งานทั้งในจราจรที่ติดขัดและบนถนนโล่งที่ทำความเร็วได้ต่อเนื่อง
- ก้านเบรกและคลัตช์แบบปรับระดับได้: ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระฝ่ามือของนักขับขี่อันหลากหลาย เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัวและเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ
- ไฟหน้า Full LED: มอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงตลอดคืน
- พอร์ตชาร์จด่วน USB Type-C: ตอบโจทย์ไรเดอร์ยุคใหม่ ให้คุณเชื่อมต่อและชาร์จพลังงานให้อุปกรณ์สื่อสารได้ทุกที่ ทุกเวลา
Meteor 350 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 349cc สูบเดี่ยวที่ผ่านการพิสูจน์สมรรถนะมาแล้วทั่วโลก ให้พละกำลังที่ต่อเนื่อง นุ่มนวล และแรงบิดในรอบต่ำที่ยอดเยี่ยม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายในสไตล์ครูเซอร์อย่างแท้จริง
สะท้อนตัวตนของคอมมูนิตี้นักขี่ทั่วโลก
ด้วยความนิยมของผู้ใช้งาน Meteor 350 ทั่วโลก รุ่นพิเศษ Sundowner Orange จึงเป็นมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์ แต่คือสัญลักษณ์ของคอมมูนิตี้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่แตกต่าง
Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition พร้อมเปิดจองในประเทศไทยแล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 177,900 บาท
ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสตัวรถได้ที่บูธ Royal Enfield (M8) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 โดยภายในบูธยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสไลน์อัพมอเตอร์ไซค์ครบทุกเซกเมนต์ ทั้งสายครุเซอร์ คลาสสิก และแอดเวนเจอร์ ภายใต้แนวคิด Pure Motorcycling
#Meteor350 #RoyalEnfield #RoyalEnfieldThailand #PureMotorcycling #RidePure
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
มาสด้ามอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า MAZDA6e PREMIERE PACKAGE จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมมอบของขวัญที่บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์
มาสด้าจัดงาน MAZDA6e VIP DAY เชิญลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่สะท้อนจิตวิญญาณของมาสด้า ผ่าน 3 กิจกรรมพิเศษกับ Experience Zone ณ บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์ 2026 โดยเนรมิตพื้นที่จัดให้มีทั้ง “AI PHOTO BOOTH EXPERIENCE: บันทึกภาพที่ระลึกผ่าน Photo Booth AI”, “JAPANESE TEA CEREMONY EXPERIENCE: กิจกรรมชงชาแบบญี่ปุ่น” และ “ORIZURU WORKSHOP: กิจกรรมพับนกโอริซูรุ” สัญลักษณ์แห่งความหวังและสันติภาพ ที่มาสด้าจะส่งต่อไปยังฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทย โดยให้ลูกค้าได้ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและแชร์ประสบการณ์ความสุขความสุขร่วมกัน นอกจากนี้ มาสด้ายังมอบของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Mazda6e Leather Phone Stand สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานในวันนี้อีกด้วย ซึ่งสิทธิพิเศษนี้ เป็นสิ่งที่มาสด้าตั้งใจมอบให้กับลูกค้า เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับทุกช่วงเวลาของชีวิตตามปรัชญาแบรนด์ “Joy Drives Lives” ที่มาสด้ามุ่งมั่นเสมอมา
สำหรับการออกแบบบูธมาสด้าครั้งนี้ ได้ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ “Joy of Driving Creates a Richer Life” เพื่อถ่ายทอดปรัชญาแบรนด์ Joy Drives Lives เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” (Joy of Driving) จะนำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” (Joy of Living) และมาสด้าตั้งใจส่งมอบความสุขเหล่านี้ไปยังลูกค้าทุกคน เพื่อให้ทุกวันขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มและการใช้ชีวิตให้มีความหมาย มาสด้าได้เนรมิตพื้นที่ในบูธเป็น Experience Zone เพื่อให้ลูกค้าได้มาร่วมกิจกรรมความสุข นอกจากนี้ภายในบูธยังมีการจัดแสดงพื้นที่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของรถยนต์มาสด้า ที่มุ่งมั่นส่งมอบให้กับลูกค้ามาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน
สำหรับในงาน มอเตอร์ โชว์ 2026 นอกจากมาสด้าจะได้นำยนตรกรรมเอสยูวีแห่งอนาคต The All-New Mazda CX-6e ที่พัฒนาภายใต้กลยุทธ์ Multi-solution มาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในอาเซียน กับ ASEAN Premiere มาสด้ายังได้เปิดตัว The All-Electric Mazda6e ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทย ที่มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Premium ราคาจำหน่าย 1,169,000 ล้านบาท และรุ่น Exclusive ราคาจำหน่าย 1,199,000 ล้านบาท พร้อมมอบข้อเสนอ
- ดอกเบี้ย 1.78%
- ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance
- ฟรี Home Charger จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรี ทั่วประเทศ
- ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี
รวมถึงยังมอบฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย
- รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรม New Mazda CX-30 Signature Spirit รุ่นตกแต่งพิเศษ ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณความสปอร์ต สะท้อนตัวตนผ่านดีไซน์และสมรรถนะความสปอร์ต มาจัดแสดงภายในงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการแต่งรถ ควบคู่กับการนำรถยนต์ทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-Series และ ปิกอัพ มาจัดแสดง พร้อมมอบแคมเปญพิเศษมากมาย ทั้งส่วนลดสูงสุด 130,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ Mazda Ultimate Service (MUS) นานสูงสุด 7 ปี ฟรีขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษจากมาสด้า และพิเศษสำหรับลูกค้า Mazda Family และครอบครัว มาสด้ายังมอบบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุดอีก 20,000 บาท
มาสด้าขอเชิญลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้า เข้ามาชมยนตรกรรมเหล่านี้ ได้ที่บูธมาสด้า A5 ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ 2026 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือสามารถจองเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นพร้อมรับข้อเสนอเดียวกันได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เผยผลประกอบการปี 2568 สุดแกร่ง ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งรายได้และยอดส่งมอบรถยนต์
หลังประกาศสถิติการส่งมอบรถยนต์ครั้งใหม่สูงสุดตลอดกาลที่ 10,747 คัน ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี สรุปผลประกอบการปี 2568 ด้วยรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 3 พันล้านยูโรเป็นปีที่สองติดต่อกันด้วยมูลค่ารวมแตะ 3.20 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวอันโดดเด่นของบริษัทฯ โดยมีรายได้จากการดำเนินงานที่ 768 ล้านยูโร อัตรากำไร 24% ซึ่งปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย
สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ผลงานปี 2568 แสดงให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางการเงินเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการความซับซ้อนของตลาดปัจจุบัน แม้เกิดบริบทอันท้าทายทั่วโลก เราก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรและเสริมมูลค่าแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความสำเร็จนี้เกิดจากกลยุทธ์ที่ชัดเจนของเรา นั่นคือระเบียบแบบแผน วิสัยทัศน์ระยะยาว และการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง สมดุลนี้ทำให้เราสามารถเปลี่ยนความท้าทายจากภายนอก ให้กลายเป็นโอกาสเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนแก่แบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง”
สำหรับรายได้จากการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในแดนลบและการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถพยุงผลกระทบส่วนใหญ่เอาไว้ได้ ด้วยสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับกลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ก็ส่งผลต่อตัวเลขการเงินของเราด้วย โดยผลกระทบเหล่านั้นจะถูกนำมาพิจารณาอย่างครบถ้วนในรอบปีงบประมาณ เมื่อพิจารณาตามบริบทนี้ การประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดรุ่น 4 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ในอุตสาหกรรมระยะยาว ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน โดยไม่ปิดกั้นแผนการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต
เปาโล โพมา กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ปัจจัยภายนอกและความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค ทำให้ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทายเป็นพิเศษ แม้ในบริบทดังกล่าว เรายังสามารถสรุปผลประกอบการทางการเงินและธุรกิจในระดับดีได้ตลอดทั้ง 12 เดือน โดยที่รักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ได้ ทำให้เรายังอยู่ในกลุ่มผู้เล่นที่ทำกำไรสูงสุดในภาคสินค้าหรูระดับโลก ผลลัพธ์นี้เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายของเราในการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับการรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ต่อเนื่อง”
ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 10,747 คันในปี 2568 ทำให้ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ทำสถิติทะลุเพดาน 10,000 คันเป็นปีที่สามติดต่อกันและตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุปสงค์ทั่วโลกที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นยังส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการประจำปี เพราะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นของ Revuelto[1] และความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโปรแกรม Ad Personam โดยในปี 2568 รถยนต์ที่ส่งมอบถึง 94% ได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคลอย่างน้อยหนึ่งจุด ยืนยันว่าโปรแกรมดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ รถรุ่น Temerario จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแนวทางนี้ โดยบริษัทฯ ได้เริ่มส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้แก่ลูกค้าในช่วงเดือนแรกของปี 2569 เพื่อเติมเต็มกลยุทธ์การพัฒนายานยนต์ไฮบริดของแบรนด์ให้สมบูรณ์แบบ รถยนต์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบส่งกำลังใหม่ทั้งหมด โดยสามารถทำรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 10,000 รอบต่อนาทีเป็นครั้งแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ผลิตจริง มาพร้อมกับสมรรถนะขั้นสูงสุดและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งถ่ายทอดดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีเอาไว้อย่างชัดเจน
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ยึดมั่นในดีเอ็นเอของแบรนด์
บริษัทแห่งซัง’อกาตา โบโลนเญส ยังคงเติบโตและสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะการณ์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งดีเอ็นเอแห่งอารมณ์การขับขี่ ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับไลน์อัปรถยนต์ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบไฮบริดเต็มรูปแบบในปี 2568 ประกอบด้วย Revuelto, Urus SE [2]และ Temerario[3] ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จโดยไม่สูญเสียคาแรกเตอร์และสมรรถนะแม้แต่น้อย ซึ่งเห็นได้จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลก
ในปี 2569 ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี จะยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องอีกหลายรายการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตำแหน่งทางการตลาดและสร้างแรงดึงดูดของแบรนด์ในตลาดสากลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยบางผลิตภัณฑ์จะถูกเปิดตัวบนเวทีระดับนานาชาติ อาทิ เทศกาล Goodwood Festival of Speed และงาน Monterey Car Week ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการจัดแสดงวิวัฒนาการและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มุ่งเน้นการเติบโตและการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน
การหลอมรวมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย งานฝีมือสุดประณีต และวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบ ให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างลงตัว คือสิ่งที่ยกระดับให้ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กลายเป็นมาตรฐานขั้นสูงซึ่งถูกนำไปใช้อ้างอิงในวงการสินค้าหรูระดับโลก รวมถึงสัญลักษณ์ Made in Italy ซึ่งสื่อถึงความเป็นเลิศที่ทุกคนยอมรับ
[1] Revuelto: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 4.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 15 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 350 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): G; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 17.9 ลิตร/100 กม.
[2] Urus SE: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 21.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 5.71 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 140 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): E; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 12.9 ลิตร/100 กม.
[3] Temerario: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 4.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 11.2 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 272 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): G; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 14 ลิตร/100 กม.ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทฯ ยังคงเดินหน้า พร้อมตอบรับต่อทุกความท้าทายในอนาคต บนพื้นฐานความมั่นคงทางการเงิน ความชัดเจนด้านกลยุทธ์ และการวางตำแหน่งทางการตลาดอันโดดเด่น ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบทบาทผู้เล่นชั้นนำในสมรภูมิยานยนต์ระดับไฮเอนด์
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
OMODA & JAECOO ยกทัพยนตรกรรมไฟฟ้าหลากสไตล์ บุกงาน Motor Show 2026! นำทัพโดย THE NEW OMODA C5 EV และนวัตกรรมอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกการขับขี่อย่างยั่งยืน
OMODA & JAECOO ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม ภูมิใจนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ครั้งที่ 47 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การแนะนำแบรนด์แอมบาสเดอร์ และการนำเสนอเทคโนโลยีอัจฉริยะที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การขับขี่ของผู้ขับขี่
ในปี 2568 OMODA & JAECOO ประเทศไทย ได้ส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากว่า 18,030 คัน สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทย ขณะที่ระดับโลก แบรนด์ได้ขยายไปยัง 64 ประเทศ ด้วยยอดส่งมอบสะสม 800,000 คัน ภายใน 3 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง สะท้อนการเติบโตที่รวดเร็วและการยอมรับในระดับสากล
ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการเปิดตัว THE NEW OMODA C5 EV MAX+ ครั้งแรกในประเทศไทย กับการประกาศราคาคาดการณ์ 7xx,xxx บาท และสำหรับภายในช่วง Motor Show 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษ 629,xxx บาท* (ก่อนปรับเป็น 649,xxx บาท ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป) ภายใต้แนวคิดการออกแบบ ROBO SHARK Design ที่สะท้อนเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวและล้ำสมัย (Futuristic) พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะครบครัน พร้อมเปิดรับลงทะเบียนจองสิทธิ์ได้ที่ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และ ภายในงาน Motor Show บูธ OMODA & JAECOO A24 Impact Challenger 1
ไฮไลท์ THE NEW OMODA C5 EV MAX+ ได้แก่
- ดีไซน์ล้ำสมัย – เส้นสายคมชัด ไฟหน้า LED สายฟ้า และไฟท้ายพาดยาวเต็มคัน ที่เพิ่มความสปอร์ตและทันสมัย
- มาตราฐานความปลอดภัยระดับสูง – ระบบ ADAS 19 ฟังก์ชัน กล้องรอบทิศทาง 540° และโครงสร้างตัวถังเหล็กกล้าแรงดึงสูงถึง 78% รอบคัน ใช้แบตเตอรี่แบบ LFP ที่ทนทานต่อแรงกระแทกและความร้อน ไม่เกิดการระเบิดหรือประกายไฟ กันน้ำมาตรฐาน IP68 ลุยน้ำได้สูง 45 ซม ในระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที พร้อมมอบความปลอดภัยที่เหนือระดับ
- ห้องโดยสารอัจฉริยะ – หน้าจอ 6 นิ้ว 2K HD ที่ปรับเปลี่ยนตามบรรยากาศ ระบบเสียง Sony 8 ลำโพง เบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางพร้อมปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง มาพร้อมกับระบบนวดที่เลือกปรับความแรงและรูปแบบการนวดได้หลากหลาย เบาะคู่หน้ามาพร้อมกับระบบเบาะระบายอากาศ และยังมี Camp Mode และ Pet Mode ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
- สมรรถนะยอดเยี่ยม – มอเตอร์ 211 แรงม้า ระยะวิ่ง 422 กม./ชาร์จ เพียงพอสำหรับการใช้งานประจำวันพร้อมรองรับรูปแบบการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง
รถทั้งหมดที่จัดแสดงในบูธ OMODA & JAECOO ได้แก่ OMODA C5 EV MAX+, JAECOO 5 EV MAX+, JAECOO 6 EV, JAECOO 6T EV และ JAECOO 7 SHS
ในงานนี้ OMODA & JAECOO ยังเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ของแบรนด์ OMODA ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มุ่งสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์ มีความมั่นใจ และกล้าแสดงออกถึงรสนิยมและไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง พร้อมทั้งช่วยนำเสนอเสน่ห์ของ THE NEW OMODA C5 EV MAX+ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วประเทศไทย
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัว JAECOO 5 EV MAX+ รถไฟฟ้าที่มาด้วยแบตเตอรี 50.6 kwh รุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้านความคุ้มค่า ฟีเจอร์ครบครัน และตอบโจทย์การใช้งานจริงของครอบครัวยุคใหม่ ด้วยการประกาศราคาคาดการณ์ 6xx,xxx บาท และสำหรับภายในช่วง Motor Show ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษ 579,xxx บาท* (ก่อนปรับเป็น 6xx,xxx บาท ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป) โดยมี มาริโอ้ เมาเร่อ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของแบรนด์ JAECOO มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้เข้าชมงาน
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจคือ “Mornine” (มอร์อีน) หุ่นยนต์อัจฉริยะจาก Chery Group ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสะท้อนศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของแบรนด์ เทคโนโลยีล้ำสมัยนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในยุคใหม่
OMODA & JAECOO ยังได้ประกาศแผนการประกอบในประเทศ (KD) สำหรับ OMODA C5 EV MAX+ , JAECOO 5 EV MAX+, JAECOO 6 EV Long Range 4WD และ JAECOO 6 EV 2WD MAX ซึ่งก้าวสำคัญนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวไทย โดยขณะนี้โรงงานในไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผน และจะมีการเริ่มผลิตรถภายในเมษายน 2569 การประกอบในประเทศจะช่วยเสริมความพร้อมด้านอะไหล่ บริการหลังการขาย และการสนับสนุนลูกค้าในระยะยาว ทำให้ผู้ใช้ทั่วประเทศได้รับบริการที่เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ OMODA & JAECOO ยังจัดเตรียมโปรโมชั่นพิเศษสำหรับงาน Bangkok International Motor Show 2026 (จองระหว่างวันที่ 23 มีนาคมถึง 5 เมษายน 2569 และรับรถภายใน 30 เมษายน 2569 สำหรับรุ่น CBU และรับรถภายใน 31 พฤษภาคม 2569 เฉพาะรุ่น KD) เพื่อช่วยให้ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอด้านราคา เงื่อนไขทางการเงิน หรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้
- JAECOO 6 EV 2WD MAX ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษภายในช่วง Motor Show 799,XXX บาท* (จากราคาคาดการณ์ 8XX,XXX บาท)
- JAECOO 6 EV LONG RANGE 4WD (KD Model) ราคาพิเศษภายในช่วง Motor Show 999,900 บาท* (จากราคา 1,249,000 บาท)
- JAECOO 6 EV LONG RANGE 4WD (CBU Model) ราคาพิเศษ 999,000 บาท จากราคา 1,249,000 บาท
- JAECOO 6 EV LONG RANGE 2WD Pro (CBU Model) ราคาพิเศษ 799,000 บาท จากราคา 899,000 บาท
- JAECOO 6T EV LONG RANGE 4WD ราคาพิเศษ 1,049,000 บาท จากราคา 1,099,000 บาท
- JAECOO 5 EV MAX+ ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษภายในช่วง Motor Show 579,XXX บาทเท่านั้น* (จากราคาคาดการณ์ 6XX,XXX บาท) ก่อนปรับเป็น 6XX,XXX บาท ตั้งแต่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
- JAECOO 7 SHS MAX ราคาพิเศษ 899,000 บาท จากราคา 999,000 บาท
- OMODA C5 EV MAX ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษภายในช่วง Motor Show 629,xxx บาท* (จากราคาคาดการณ์ 7xx,xxx บาท) ก่อนปรับเป็น 649,xxx บาท ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
นอกจากราคาพิเศษแล้ว ผู้ซื้อทุกรุ่นยังได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ได้แก่
- ฟรี Lifetime Warranty มั่นใจตลอดการขับขี่ ด้วยการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ครอบคลุมแบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควมคุมไฟฟ้า มูลค่า 80,000 บาท (ยกเว้น JAECOO 7 SHS MAX)
ลูกค้าใหม่ที่จอง JAECOO 5 EV MAX+ (KD) JAECOO 6 EV (KD), OMODA C5 EV MAX+ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 และรับรถภายใน 31 พฤษภาคม 2569 รวมถึงลูกค้าที่จอง JAECOO 6 EV (CBU), JAECOO 5 EV (CBU), JAECOO 6T EV (CBU) และรับรถภายใน 30 เมษายน 2569 จะได้รับ การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ฟรี ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
ลูกค้าปัจจุบันที่ออกรถก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2569 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการขยายการรับประกันได้ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ผ่าน QR Code และต้องผ่านการตรวจสอบสภาพรถพร้อมลงนามสัญญาที่ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตภายใน 31 พฤษภาคม 2569
- ฟรี Home Charger พร้อมติดตั้ง
- ฟรี AC Portable Charger
- ฟรี! Application T-Box 5 ปี* (ยกเว้น JAECOO 5 EV ฟรี! Application T-Box 1 ปี*)
- ฟรีสายชาร์จ V-to-L (ยกเว้น JAECOO 5 EV)
- ฟรี พรม JAECOO สำหรับ JAECOO
- ฟรี บริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี
- ฟรี! พรม OMODA* (เฉพาะรุ่น OMODA C5 EV MAX+)
สำหรับ JAECOO 7 SHS MAX ยังคงได้รับ Warranty ตามนี้
- ฟรี การรับประกันเครื่องยนต์ (Engine Warranty) ครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ไม่กำหนดระยะทาง
- ฟรี การรับประกันคุณภาพรถใหม่ (New Car Warranty) ครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 200,000 กิโลเมตร
- ฟรี การรับประกันระบบมอเตอร์ขับเคลื่อน (Driving Motor System) ครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 160,000 กิโลเมตร
คุณบิล จาง รองประธานแบรนด์ OMODA & JAECOO ประเทศไทย และ AIMOGA กล่าวว่า “ในปีนี้ เรายังคงมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น OMODA C5 EV MAX+ และ JAECOO 5 EV MAX+ ที่โดดเด่นดีไซน์และมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและความสะดวกสบายที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ การที่มีโรงงานประกอบในประเทศ ทำให้เรามั่นใจว่าจะมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้า ตอกย้ำการดูแลที่เหนือระดับกับการรับประกัน Lifetime Warranty พร้อมกับการมุ่งมั่นสร้างและพัฒนาการบริการหลังการขาย เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการเป็นผู้นำในตลาด NEV พรีเมียม แต่คือการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนเพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะและงานดีไซน์ที่ประณีต เพราะเราเชื่อว่ารถยนต์คือสิ่งที่บ่งบอกตัวตนและทัศนคติในการใช้ชีวิตของคุณ เราจึงตั้งใจส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและเคียงข้างคุณในทุกเส้นทางอย่างยั่งยืน”
ขอเชิญผู้เข้าชมงาน Bangkok International Motor Show 2026 แวะเยี่ยมชมบูธ OMODA & JAECOO (บูธ A24) ณ IMPACT Challenger Hall 1 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 ถึง 5 เมษายน 2569 เพื่อสัมผัสยนตรกรรมพลังงานใหม่ล่าสุด ทดลองฟีเจอร์อัจฉริยะ และร่วมพูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญของแบรนด์อย่างใกล้ชิด
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
สิ้นสุดการรอคอย! เชอรี ประเทศไทย ปล่อยหมัดเด็ดมัดใจคนไทยในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดตัว Chery Q รถอีวีรุ่นใหม่ที่ “ครบ-คุ้ม” ที่สุดในเซกเมนต์ พร้อมส่ง Chery V23 สีใหม่ เอาใจสาวกทรง Boxy!
เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก พร้อมประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดไทยอย่างมั่นคงด้วยไลน์อัปรถยนต์หลากหลายรุ่นที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และสมรรถนะที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้อย่างดีเยี่ยม ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) โดย CHERY ขนทัพยนตรกรรมและนวัตกรรมการขับขี่แห่งอนาคตมาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ที่บูทสุดอลังการภายใต้คอนเซปต์ “CHERY HAPPINESS HUB” สะท้อนความตั้งใจของแบรนด์ในการเป็นศูนย์รวมประสบการณ์ความสุข ความสะดวกสบาย และความมั่นใจในทุกการเดินทาง พร้อมไฮไลต์สำคัญที่ทุกคนรอคอย การเปิดตัว Chery Q รถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์สุดคิวต์เพื่อคนเมืองยุคใหม่ที่ครบและคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดและลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษเฉพาะที่งานมอเตอร์โชว์
มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย เผยว่า “ในปี 2568 เป็นปีที่ลูกค้าชาวไทย ได้ให้การต้อนรับ เชอรี ประเทศไทย อย่างอบอุ่น โดยในเดือนกันยายน CHERY ได้เข้าสู่ตลาดไทยด้วยการเปิดตัวรถสองรุ่นเรือธง ได้แก่ Chery V23 รถไฟฟ้าดีไซน์เท่สไตล์ Boxy ไม่ซ้ำใคร และ Chery TIGGO 8 CSH พรีเมียมเอสยูวี 7 ที่นั่ง สำหรับครอบครัวยุคใหม่ และในเดือนธันวาคม เราได้ฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่ หลัง Chery V23 ติดอันดับ Top 5 รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในไทย อีกทั้งยังครองอันดับที่ 1 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทรง Boxy ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อ CHERY”
“จากเสียงตอบรับที่อบอุ่นจากผู้ใช้งานชาวไทย ปีนี้ CHERY พร้อมส่งมอบความสุขผ่านการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างและคุ้มค่าให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สโลแกน “Happiness On The Move” ให้ทุกช่วงเวลาของการใช้รถ CHERY เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข โดยปีนี้ เราเดินหน้านำเสนอไลน์อัปรถที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านการขับขี่ เทคโนโลยี และดีไซน์ ให้แก่ลูกค้าชาวไทย ครบทั้งรถไฟฟ้า (BEV) และรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) นอกจากนี้ CHERY เดินหน้าพัฒนาบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งภายใต้มาตรฐานระดับโลกผ่านการดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจและร่วมเดินทางไปกับ CHERY ได้อย่างสบายใจในทุก ๆ วัน โดยเราปักธงขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการจาก 40 แห่ง เป็น 70 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 เพื่อให้ลูกค้าในทุกภูมิภาคได้อุ่นใจกับบริการในพื้นที่ของตนเองได้มากขึ้น เราจะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจอย่างมั่นคงในเมืองไทยด้วยเป้าหมายในการเป็น Top Choice ที่ครอบครัวคนไทยไว้วางใจ”
ทั้งนี้บูทในงาน Motor Show 2026 ของ CHERY ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ CHERY HAPPINESS HUB พื้นที่สร้างความสุขจากการเดินทาง พร้อมหลากหลายโซนที่รอให้ลูกค้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดและรุ่นไฮไลต์ครบทุกรุ่น ตลอดจนเทคโนโลยีการขับขี่ที่ CHERY พัฒนาขึ้นเพื่อมอบการเดินทางที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย สะท้อนวิสัยทัศน์ของ CHERY ที่มุ่งพัฒนายานยนต์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่เข้ามาเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานในทุกวัน
ครั้งแรกในโลกกับการเปิดตัว Chery Q นอกตลาดจีน พบกับรถอีวีฟังก์ชันครบในดีไซน์สุดคิวต์
CHERY ได้เปิดตัว Chery Q สู่ตลาดไทยในฐานะตลาดต่างประเทศแห่งแรกของโลก โดย Chery Q เป็นรถไฟฟ้าที่ชูความครบและคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ด้วยการเป็นแฮตช์แบ็กในดีไซน์ทันสมัย ออกแบบอย่างชาญฉลาดทำให้มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง พร้อมด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ โดยใช้มิติของ “แสง” และ “เงา” เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับดีไซน์ภายนอก ผ่านรายละเอียดสำคัญอย่างไฟหน้า ไฟท้าย กระจังหน้าด้านล่าง กระจกมองข้าง และล้อ ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูแฟชั่น ทันสมัย และมีบุคลิกเฉพาะตัว ดีไซน์ยังสะท้อนแนวคิด “Square & Circle” การผสานรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ให้ความรู้สึกหรูหรา มั่นคง เข้ากับรูปทรงกลมที่เพิ่มความนุ่มนวล ถ่ายทอดผ่านการออกแบบภายใน เช่น แผงหน้าปัด คอนโซลกลาง และแผงประตูอย่างลงตัว เน้นการออกแบบที่ผสานดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน อย่างลงตัว ทำให้ Chery Q ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ ภายใต้แนวคิด “Chery Q – So Qute, So You”
ด้านสมรรถนะ Chery Q มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์หรือ 122 แรงม้า แบตเตอรี่ความจุ 42.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอบความเร็วสูงสุดราว 135 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้านระบบชาร์จ รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ รองรับระบบจ่ายไฟอุปกรณ์นอก V2L 330 วัตต์ วิ่งได้ไกลสูงสุดประมาณ 420 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้งตามมาตรฐาน CLTC
Chery Q ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว ภายในติดตั้งเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ จอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบสั่งงานด้วยเสียง และการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน การชาร์จมือถือไร้สาย ประตูท้ายระบบไฟฟ้าและระบบกุญแจ Keyless พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงสุด มาพร้อมกล้องมองภาพรอบคัน ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS มากถึง 21 ฟังก์ชัน และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง เพื่อยกระดับความมั่นใจในทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิดของ Chery Q ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และความคุ้มค่าเข้าไว้ด้วยกัน
Chery Q มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อยตั้งแต่รุ่น Qlick, Qool และ Quint กับสเปกจัดเต็ม มาพร้อม 4 สี ได้แก่ Creamy Beige, Sporty White, Magic Purple และ Rose Peach โดยภายในรถตกแต่งสี Cool Black (สีดำ) นอกจากนี้ สำหรับสี Creamy Beige ในรุ่น Quint สามารถเลือกออปชันสีภายในพิเศษเป็นสี Minty Mix (เขียวตัดกับสีดำ) ได้อีกด้วย
โดยในงานมอเตอร์โชว์ CHERY ได้เปิดช่วงราคาของรถ Chery Q ที่ 4xx,000 – 5xx,000 บาท พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษภายในงาน และมอบโปรโมชันส่วนลด 20,000 บาท และข้อเสนอ Lifetime Warranty สำหรับแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ในจำนวนจำกัด 3,000 สิทธิ์ สำหรับผู้จอง Chery Q เฉพาะช่วง Motor Show 2026 ภายในวันที่ 5 เมษายนนี้เท่านั้น
ตอกย้ำความสำเร็จ Chery V23! ส่งสองสีใหม่สุดเท่เอาใจคนรักรถสไตล์ Boxy
Chery V23 เผยโฉม 2 สีใหม่ เพื่อเติมเต็มสไตล์ที่แตกต่างให้รถดีไซน์ Boxy เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ กับสี “Latte Gray” ในราคา 759,900 บาท และสี “Pop Purple” ซึ่งเป็นรุ่น Limited Edition ในราคา 769,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ส่วนลด 10,000 บาท และ Lifetime Warranty สำหรับแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ในจำนวนจำกัด 2,000 สิทธิ์เท่านั้น สำหรับผู้จอง Chery V23 เฉพาะช่วง Motor Show 2026 ภายในวันที่ 5 เมษายนนี้เท่านั้น
นอกจากนี้ยังเปิดตัว Chery V23 ชุดแต่ง IRONMAN 4X4 ADVENTURE EDITION เวอร์ชันพิเศษพร้อมชุดแต่ง IRONMAN ที่พัฒนาร่วมกับ IRONMAN 4X4 Thailand เพิ่มความโดดเด่นและปลุกความเป็นสายลุยให้ผู้ขับขี่ที่มองหาประสบการณ์การเดินทางที่เร้าใจมากขึ้น ในราคาพิเศษ 120,000 บาท จากราคาปกติ 133,330 บาท พร้อมรับประกันชุดอุปกรณ์ตกแต่งนาน 8 ปี (การรับประกันนี้ให้เฉพาะลูกค้าที่มีชื่อเป็นเจ้าของรถ Chery V23 มือแรก ณ วันที่ซื้อหรือได้รับชุดตกแต่ง IRONMAN 4X4 ADVENTURE EDITION และติดตั้งกับรถคันดังกล่าวเท่านั้น โดยสิทธิไม่สามารถโอนได้ การรับประกันสิ้นสุดทันทีเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเมื่อรถสิ้นสภาพ/ยกเลิกทะเบียน หรือมีการถอด ดัดแปลง เปลี่ยนแปลง หรือนำอุปกรณ์ไปใช้กับบุคคลหรือยานพาหนะอื่น)
Chery V23 เป็นเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ในดีไซน์ Boxy เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความคลาสสิกผสานความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางของคนรุ่นใหม่ ออกแบบมาให้ขับสนุกภายใต้แนวคิด “Born To Play” ดีไซน์ภายนอกดึงดูดทุกสายตาด้วยกันชนหน้า-หลังทรงมน ซุ้มล้อและบันไดข้างที่เสริมความเท่ พร้อมกล่องเก็บสัมภาระบริเวณประตูท้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก LEGO ความสูงใต้ท้องรถถึง 210 มม. มั่นใจขับขี่ได้ทุกเส้นทาง มาพร้อมล้ออัลลอยสีดำรมควันขนาด 19 นิ้วสำหรับรุ่น PLAY และ PLUS และขนาด 21 นิ้วสำหรับรุ่น PEAK ภายในห้องโดยสารออกแบบให้ทัศนวิสัยกว้าง เบาะคู่หน้าพับได้ 180 องศา เบาะคู่หลังพับราบแบบ 50:50 เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ ด้านเทคโนโลยีครบครันด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 15.4 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto กล้องมุมมองรอบทิศทาง 540 องศา พร้อมแผงควบคุมที่เลือกโหมดขับขี่ได้ถึง 6 โหมด ด้านสมรรถนะ รุ่น V23 4WD PEAK ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยมอเตอร์คู่ (Dual Motor) กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 81.76 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กิโลเมตร (NEDC) รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 104 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 20% ถึง 80% ภายใน 42 นาที พร้อมระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ ส่วนรุ่น PLAY และ PLUS ขับเคลื่อน 2 ล้อ กำลัง 136 แรงม้า แบตเตอรี่ 59.93 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 360 กิโลเมตร (NEDC) ชาร์จ DC สูงสุด 85 kW จาก 20% ถึง 80% ภายใน 36 นาที
CHERY V23 จัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS 12 ฟังก์ชัน พร้อมโครงสร้างตัวถังเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงและเกราะป้องกันแบตเตอรี่เคลือบ PVC กันการกัดกร่อนและการกระแทก ทั้งหมดนี้ทำให้ CHERY V23 เป็นซับคอมแพกต์เอสยูวีไฟฟ้าที่ผสานดีไซน์เรโทร สมรรถนะคล่องตัว และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่
ล่าสุด CHERY เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์จากลูกค้า นำเสนอออปชันการเปลี่ยนกระจกมองข้างสำหรับ Chery V23 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ CHERY ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 46 ล้านบาท ในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนกระจกมองข้างครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการดูแลลูกค้าเสมือนสมาชิกในครอบครัว และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์งานบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระจกมองข้างของ Chery V23 รุ่นใหม่จึงได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่และกว้างขึ้น ช่วยเพิ่มองศาการมองเห็นด้านข้างได้ดียิ่งขึ้นและทัศนวิสัยที่ไกลขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายรวมถึงความมั่นใจในการขับขี่
ทั้งนี้ เจ้าของรถ Chery V23 ที่ประสงค์เปลี่ยนกระจกมองข้างเป็นรุ่นใหม่ สามารถติดต่อผู้จำหน่ายใกล้บ้าน เพื่อลงนัดหมายล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข้ารับการเปลี่ยนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
Chery TIGGO 8 CSH ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด กับโอกาสสุดท้ายก่อนการปรับราคา
รถพรีเมียมเอสยูวี ทุกสัมผัสความสบายของครอบครัวมาก่อนเสมอ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง CSH (Chery Super Hybrid) แบบ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ที่ทรงพลังและประหยัด ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวคนไทย มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัยครบครัน ห้องโดยสารกว้างขวางหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงเพชร (Diamond Shape) สอดรับกับชุดไฟหน้า LED อัจฉริยะพร้อม Daytime Running Light มือจับประตูแบบซ่อนเรียบไปกับเส้นสายตัวถัง เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว สะท้อนความเรียบหรูในทุกมุมมอง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าดีไซน์แบบ “Queen Seat” พร้อมฟังก์ชันนวด 10 จุดและที่รองน่อง มอบความผ่อนคลายเหนือระดับ เบาะแถวที่ 3 พับราบได้ เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 1,930 ลิตร รองรับทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัว ระบบความบันเทิงครบครันด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 540 องศา ระบบสั่งการด้วยเสียง และเครื่องเสียง SONY 12 ตำแหน่ง
ด้านสมรรถนะ TIGGO 8 CSH ผสานเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร กำลัง 143 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 358 แรงม้า รวมกำลังสูงสุด 501 แรงม้า แรงบิด 735 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.8 วินาที วิ่งในระบบ Plug-in Hybrid ได้ไกลสูงสุด 1,200 กิโลเมตรต่อการเติมพลังงานเต็ม 1 ครั้ง พร้อมระบบชาร์จเร็วจาก 30% ถึง 80% ภายใน 20 นาที TIGGO 8 CSH ยังจัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ด้วยถุงลมนิรภัย 10 ตำแหน่ง โครงสร้างตัวถังเหล็กคุณภาพสูง (Ultra-high-strength Steel) และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS 16 ฟังก์ชัน ยกระดับความมั่นใจในทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิดของ CHERY TIGGO 8 CSH ที่ผสานความหรูหรา สมรรถนะ และความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีความสุขในทุกเส้นทาง
เป็นเจ้าของ Chery TIGGO 8 CSH ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด โอกาสสุดท้ายก่อนการปรับราคา ทั้ง 2 รุ่น PHEV 2WD ESTEEM 899,000 บาท* และรุ่น PHEV 4WD ELITE 999,000 บาท* ดังนั้นคนที่กำลังเล็งรุ่นนี้อยู่ต้องรีบจับจองด่วน!
นอกจากนี้ CHERY ยังคงตอกย้ำบทบาทในการผลักดันพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยภายในบูท CHERY HAPPINESS HUB จัดแสดง 6 โมเดลผลงานการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งรถ Chery V23 จาก 6 ไฟนอลลิสต์จากโครงการ Chery V23 Style Up Challenge ที่ก่อนหน้านี้เปิดเวทีให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปได้ร่วมส่งผลงานการดีไซน์ที่เปี่ยมคาแรกเตอร์และมีศักยภาพในการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถร่วมโหวตผลงาน Popular Vote พร้อมลุ้นรับของรางวัลพิเศษเป็น iPad มูลค่า 12,900 บาท 1 รางวัล จากการร่วมโหวต ก่อนประกาศผลผู้ชนะบนเวทีในวันสุดท้ายของงานมอเตอร์โชว์
ห้ามพลาดกับบูท CHERY พบกับยานยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และครอบครัวคนไทย พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสุดคุ้ม ณ บูท CHERY หมายเลข A25 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 หรือที่สัมผัสรถทุกรุ่นที่โชว์รูม CHERY ทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอเดียวกันกับงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึงวันที่ 5 เมษายนนี้ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chery-thailand.com และ เฟซบุ๊ก CHERY Thailand
รุ่นรถยนต์ แคมเปญและข้อเสนอพิเศษ Chery Q · สิทธิพิเศษส่วนลด 20,000 บาท* · พร้อมการรับประกัน Lifetime Warranty แบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุการใช้งาน จำกัด สำหรับ 3,000 สิทธิ์แรกเท่านั้น*
Chery V23 พบข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ · รับส่วนลด 10,000 บาท*
· อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.98%*
· พิเศษ! การรับประกัน Lifetime Warranty แบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุการใช้งาน จำกัด 2,000 สิทธิ์แรกเท่านั้น*
· ฟรี! Wall Charge พร้อมติดตั้ง*
· ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี*
· ฟรี! สายชาร์จพกพา*
· ฟรี! V2L (Vehicle-to-Load)*
· ฟรี! ชุดพรมปูพื้น*
· รับประกันคุณภาพตัวรถนาน 8 ปี หรือ 200,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
· รับประกันระบบมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูงนาน 8 ปี หรือ 160,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
· ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี*
· ฟรี! Application T-Box (CarLinko) Data นาน 5 ปี*
Chery TIGGO 8 CSH พบข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ · อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.98%
· ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี*
· ฟรีสายชาร์จพกพา*
· ฟรี! V2L (Vehicle-to-Load)*
· ฟรี! ชุดพรมปูพื้น*
· รับประกันคุณภาพตัวรถนาน 8 ปี หรือ 200,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
· รับประกันระบบมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูงนาน 8 ปี หรือ 160,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
· ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี*
· ฟรี! Application T-Box (CarLinko) Data นาน 5 ปี*
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด ระยะเวลาสำหรับการลงทะเบียนรับสิทธิ์ 23 มีนาคม 2569 – 5 เมษายน 2569
*สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเชอรีอย่างเป็นทางการ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

















































































































































































































































