• เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เตรียมเปิดตัว new Continental GT Supersports พฤศจิกายนนี้

    1 Min Read

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เตรียมเปิดตัว new Continental GT Supersports พฤศจิกายนนี้

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เตรียมเปิดตัวสุดยอดยนตรกรรมในตำนาน รุ่น new Continental GT Supersports พฤศจิกายนนี้ new Continental GT Supersports ถือเป็นยนตรกรรม รุ่น Supersports รุ่นที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์หลังจากการถือกำเนิดรุ่น Supersports เมื่อ 100 ปีที่แล้ว สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้รุ่นใหม่นี้จะเป็นรุ่น Continental GT ที่ขับเคลื่อนด้วยล้อหลังรุ่นแรกที่มีน้ำหนักตัวถังที่เบาที่สุด ประกอบกับการเน้นผู้ขับขี่ด้วยการมอบการมีส่วนร่วมในการขับสูงสุด โดยรุ่น new Continental GT Supersports จะเข้าสู่สายการผลิตด้วยจำนวนจำกัด 

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เตรียมเปิดตัว new Continental GT Supersports อย่างเป็นทางการ ณ มหานครนิวยอร์กในวันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 20:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น และวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 01:30 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศอังกฤษ

    สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองเวลาทดลองขับได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • มาสด้าขยายการรับประกันคุณภาพ เพิ่มความคุ้มครองนาน 7 ปี ยกระดับความสะดวกให้ลูกค้าด้วย “MAZDA MOBILE SERVICE” ศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่

    1 Min Read

    มาสด้าขยายการรับประกันคุณภาพ เพิ่มความคุ้มครองนาน 7 ปี ยกระดับความสะดวกให้ลูกค้าด้วย “MAZDA MOBILE SERVICE” ศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่

    มาสด้าต่อยอดสิทธิประโยชน์ Mazda Family มุ่งมั่นเอาใจใส่ดูแลลูกค้าและยกระดับประสบการณ์บริการหลังการขายให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการครอบครองรถยนต์มาสด้าในระยะยาว ด้วยโปรแกรมสุดพิเศษ “MAZDA WARRANTY PLUS ใหม่” โปรแกรมพิเศษ ขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่ เฟสที่ 2 คุ้มครองเพิ่มเติม จาก 3 ปี เป็น 7 ปี* คุ้มค่า พร้อมเพิ่มการดูแลลูกค้าในทุกพื้นที่ กับความสะดวกสบาย ด้วยบริการ “MAZDA MOBILE SERVICE” ศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่ โดยให้บริการและเข้าถึงลูกค้า ด้วยบริการตรวจเช็กตามระยะและซ่อมบำรุงรถยนต์นอกสถานที่  โดยทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมอบสิทธิพิเศษเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สำหรับงานซ่อมทั่วไป ด้วยโปรแกรมผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 12 เดือน** และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 30% เมื่อนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการดูแลรถยนต์มาสด้าเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย อุ่นใจ และคุ้มค่ามากที่สุด

    นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่มาสด้ายึดมั่นในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด คือการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับหนึ่งภายใต้แนวคิด Customer-Centric ที่มุ่งมั่นให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด มาสด้าจึงได้พัฒนาและต่อยอดการบริการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการหลังการขาย ให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถมาสด้า โดยเฉพาะการบริการที่ครอบคลุม สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง เพิ่มความสบายใจในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการดูแลรักษารถยนต์มาสด้า ภายใต้โปรแกรม Mazda Family พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าครอบครองรถมาสด้าได้อย่างมั่นใจและไร้ความกังวล อันเป็นสิทธิพิเศษที่มาสด้าตั้งใจมอบให้เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้าและไว้วางใจให้มาสด้าดูแล”

    เพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์เหล่านี้ และเพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้กังวล มาสด้าจึงต่อยอดโปรแกรม “MAZDA WARRANTY PLUS” เพื่อเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่รถยนต์เพิ่มเติมจากเดิม 3 ปี เป็น 7 ปี* ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้ามาสด้า โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรมนี้ได้ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ ทางเว็บไซต์ https://family.mazda.co.th/warranty_plus/RegistrationWAPlus/index หรือ ผ่าน Line Mazda Sky Journey ที่ @Skyjourney

    รายละเอียดและเงื่อนไขการเข้าร่วมโปรแกรม “MAZDA WARRANTY PLUS ใหม่ โปรแกรมพิเศษ ขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่ เฟสที่ 2 คุ้มครองเพิ่มขึ้น จาก 3 ปี เป็น 7 ปี*”

    • อายุรถไม่เกิน 7 ปี หรือ ระยะทางไมล์สะสมไม่เกิน 200,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
    • มีประวัติการเข้ารับบริการเช็กระยะอย่างสม่ำเสมอ ทุก ๆ 6 เดือน หรือ ทุก ๆ 10,000 กม. ตามคู่มือการใช้งานของรถยนต์แต่ละรุ่น* หรือขาดการเช็กระยะไม่เกิน 2 ครั้ง และการขาดการเช็กระยะดังกล่าวต้องไม่เกิดขึ้นติดต่อกันภายในระยะเวลา 12 เดือน*
    • ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ขยายการรับประกันมีดังต่อไปนี้ เครื่องยนต์ท่อนตรง (Partial Engine) เกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา (Gear Box) เทอร์โบชาร์จเจอร์ (Turbocharger) และคาปาซิเตอร์ (Capacitor)*

    นอกจากนี้ มาสด้ายังได้ยกระดับประสบการณ์ด้านการบริการ ด้วย “MAZDA MOBILE SERVICE” หรือศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการเช็กตามระยะและซ่อมบำรุงรักษา โดยทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บริการฯ จะเดินทางไปอำนวยความสะดวกและให้บริการตรวจเช็กระยะในพื้นที่หรือจังหวัดที่ลูกค้าต้องเดินทางไกลหรือไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งลูกค้าสามารถติดตามข่าวสารได้จากโชว์รูมมาสด้าในพื้นที่หรือในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อทำนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการ ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้ารับบริการจากศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่จะได้รับการบริการตรวจเช็กสภาพทั่วไป ฟรี 20 รายการ ตรวจเช็กเครื่องยนต์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ M-MDS รับประกันอะไหล่แท้จากมาสด้า โดยลงประวัติการบำรุงรักษาเช่นเดียวกับการเข้าศูนย์บริการตามปกติ

    ทั้งนี้ มาสด้ายังได้มอบข้อเสนอการบริการหลังการขายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ลูกค้าในทุกการซ่อม กับการผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 12 เดือน** พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 30% สำหรับการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ อีกด้วย

    ลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมบริการหลังการขายของมาสด้า สามารถสอบถามได้กับที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Mazda Speedline โทร 02-030-5666 หรือ Mazda official website ที่ www.mazda.co.th

    มาสด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพเกี่ยวกับการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นด้วยโปรแกรมหลังการขายข้างต้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า และให้รถยนต์มาสด้าเป็นเสมือนเพื่อนรู้ใจ ที่มอบความสุขทั้งในด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน ตั้งแต่วันแรกที่ครอบครองรถไปตลอดอายุการใช้งานรถยนต์มาสด้าคันโปรดของคุณ

    หมายเหตุ:

    *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
    **เงื่อนไขผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 12 เดือน เฉพาะ Shopee SPaylater


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • เปิดตัวครั้งแรกของโลก กับ TOYOTA HILUX รถกระบะที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนาน ภายใต้ชื่อใหม่ TOYOTA HILUX TRAVO และ HILUX TRAVO-e กับคอนเซ็ปต์ “GREATER TOGETHER…สู่ความยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน”

    2 Min Read

    เปิดตัวครั้งแรกของโลก กับ TOYOTA HILUX รถกระบะที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนาน ภายใต้ชื่อใหม่ TOYOTA HILUX TRAVO และ HILUX TRAVO-e กับคอนเซ็ปต์ “GREATER TOGETHER…สู่ความยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน”

    มร.ไซม่อน ฮัมฟรีส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านแบรนด์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์  คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น / มร.นิค โฮจิออส ผู้จัดการอาวุโส โตโยต้าดีไซน์ ประเทศออสเตรเลีย / ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม / ดร.ณัฐพล  รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม / นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม / นางสาวจิรัฐิติกาล จันทราทิพย์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี / นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ และ มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมกับ นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นางสาวอัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุล หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด และ มร.ฮาคุโฮ โช เจ้าของแชมป์กีฬาซูโม่ระดับโยโกสุนะ (Yokozuna) ชื่อดัง ลำดับที่ 69 จากประเทศญี่ปุ่น ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวรถกระบะมหาชนรุ่นใหม่ล่าสุด เป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยกับ TOYOTA HILUX TRAVO และ HILUX TRAVO-e เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

    ในประเทศไทย รถกระบะสะท้อนความผูกพันอันลึกซึ้ง เสมือนเพื่อนร่วมเดินทาง ที่อยู่เคียงข้างกันมาอย่างยาวนาน จนถึงปัจจุบันเราจะเห็นรถกระบะในทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะใช้ในการประกอบอาชีพ ขนส่งสินค้า เดินทางในชีวิตประจำวัน หรือเติมเต็มไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย จึงกล่าวได้ว่า สำหรับคนไทย รถกระบะไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

    จุดเริ่มต้นของก้าวสำคัญที่โตโยต้า และคนไทยได้ร่วมกันสร้างขึ้น คือ โครงการ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) เมื่อปีพ.ศ. 2547 โดย IMV คือโครงการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน ภายใต้ชื่อรถกระบะ ไฮลักซ์ (รุ่นที่ 7) รถยนต์อเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์ (และรถมินิแวน อินโนวาในต่างประเทศ) รวมถึงเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนอะไหล่ เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออก ด้วยมูลค่าการลงทุน ณ ขณะนั้น 30,000 ล้านบาท ภายใต้วัตถุประสงค์ที่จะผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพสูง สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค โดยรถยนต์ในโครงการดังกล่าวได้ผ่านการทุ่มเท วิจัย และพัฒนา เพื่อให้ได้รถที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก

    โครงการ IMV ได้ทำให้ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปลี่ยนบทบาทจากฐานการผลิตที่เน้นตลาดภายในประเทศ สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถกระบะ ในปัจจุบัน HILUX ที่ผลิตในไทยได้ถูกส่งออกไปยัง 133 ประเทศทั่วโลก มียอดส่งออกสะสมกว่า 4.6 ล้านคัน มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศด้วยสัดส่วนสูงสุดถึง 95% ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงานกว่า 275,000 คน ทั้งพนักงานในเครือ พนักงานของผู้แทนจำหน่ายฯ 153 แห่ง และผู้ผลิตชิ้นส่วนกว่า 290 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ HILUX มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คิดเป็นกว่า 30% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด และมีส่วนช่วยสร้าง GDP ให้ประเทศไทยมากถึง 3% ต่อปี สะท้อนถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาลตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้น

    ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่า HILUX ไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะ แต่คือ “รถกระบะมหาชน” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

    และในวันนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ภูมิใจนำเสนอรถกระบะไฮลักซ์รุ่นใหม่ เจเนอเรชันที่ 9 เป็นครั้งแรกของโลก (World Premiere) ภายใต้ชื่อ TOYOTA HILUX TRAVO”  ด้วยการนำทีมของวิศวกรชาวไทย HILUX TRAVO ได้รับการพัฒนาผ่านการรับฟังเสียงของผู้ใช้ชาวไทยอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ พร้อมนำข้อมูลมาปรับปรุงและต่อยอดการพัฒนา เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้อย่างดีที่สุด

    ด้วยดีไซน์ใหม่ ทั้งการออกแบบภายนอกและภายใน ภายใต้ดีไซน์คอนเซ็ปต์ “Tough & Agile” ที่ผสาน  ”ความแข็งแกร่ง เข้ากับ ความคล่องตัว” มาพร้อมกับการออกแบบด้านหน้าด้วยแนวคิด “Cyber Sumo” ที่เป็นท่าเตรียมพร้อมในการต่อสู้ Shikiri Pose เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ แข็งแกร่ง (Stable) แข็งแรง (Strong) และ มั่นคง (Steady) การออกแบบภายในใช้แนวคิด “Robust Simplicity” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทุกฟังก์ชันใช้งานได้จริง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และ ทันสมัยที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense เวอร์ชันล่าสุด และอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยอีกมากมาย

    HILUX TRAVO ได้ให้ความสำคัญกับการบังคับควบคุม และความนุ่มนวลในการขับขี่เป็นพิเศษ จึงได้แนะนำเทคโนโลยี “Dynamic Cloud” ในการพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ ที่ส่งผลต่อการขับขี่ เพื่อมอบการขับขี่ที่นุ่มนวล บังคับควบคุมแม่นยำ และทรงตัวเยี่ยม

    และ HILUX TRAVO ทุกรุ่นจะมาพร้อมกับขุมพลัง GD Super Power ขนาด 2.8 ลิตร ที่ให้กำลังสูง และมีการปรับปรุงความประหยัดน้ำมันให้ดียิ่งขึ้น  โดยประหยัดน้ำมันมากกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร สูงสุดถึง 5.8% และมากกว่าเครื่อง 2.8 ลิตร รุ่นเดิมถึง 7.5%

    นอกจากรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล โตโยต้า นำเสนออีกหนึ่งทางเลือกตามหลักคิด Multi-Pathway กับรถกระบะไฟฟ้า “HILUX TRAVO-e” ซึ่งเป็นการแนะนำรถไฟฟ้าแบบ Body-on-frame รุ่นแรกของโตโยต้าที่มีการวางจำหน่ายจริง พัฒนาขึ้นโดยยึดถือหลักการ QDR (Quality-Durability-Reliability) อันเป็นหัวใจของโตโยต้า และยังคงสมรรถนะ ความทนทานตามมาตรฐานรถกระบะ HILUX และเสริมด้วยเทคโนโลยี Diamond Guard” ช่วยปกป้องแบตเตอรี่ และชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า ช่วยให้คุณใช้งาน TRAVO-e ได้อย่างมั่นใจในความปลอดภัย ทั้งการใช้งานส่วนบุคคล การบรรทุกและการขับขี่แบบออฟโรด

    ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเปิดงานแถลงข่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาบุคลากรไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็น ฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญระดับโลก

    การเปิดตัว HILUX รุ่นใหม่ ในวันนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึง ศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของโตโยต้าในประเทศไทย ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และผลิตยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการของผู้บริโภค และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ปล่อยมลพิษต่ำ และรองรับเชื้อเพลิงสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนประเทศ สู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive Industry)

    กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด (Green Mobility) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักตามเป้าหมาย “Carbon Neutrality 2050” ของประเทศไทย การที่โตโยต้าเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นการสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ ทั้งให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ Supply Chain อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์สมัยใหม่อย่างยั่งยืน (Next-Generation Automotive Industry) ทั้งในด้านการผลิตชิ้นส่วน เทคโนโลยี ระบบโลจิสติกส์ และบุคลากรที่มีทักษะสูง การที่โตโยต้าลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ Hybrid รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเทคโนโลยีไฮโดรเจน ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างระบบนิเวศการผลิตภายในประเทศให้แข็งแกร่ง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ยั่งยืนของภูมิภาค

    ผมเชื่อมั่นว่า การเปิดตัว Toyota HILUX รุ่นใหม่ ในวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของโตโยต้าในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นของโตโยต้าที่มีต่อประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งภูมิภาค”

     

    มร.ไซม่อน ฮัมฟรีส์ แถลงข่าวแนะนำ ไฮลักซ์ ทราโว่ ว่า  “โตโยต้ามีความผูกพันอันยาวนานกับประเทศไทย มากกว่า 60 ปี ซึ่งความผูกพันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนทางธุรกิจ แต่คือหุ้นส่วน ที่กลายเป็นมิตรภาพ  ซึ่งโตโยต้ากล่าวถึงแนวคิด “Best in Town” อยู่เสมอ และประเทศไทยคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของปรัชญานี้ ในฐานะประเทศแรกในทวีปเอเชียที่โตโยต้าผลิตรถยนต์ นอกประเทศญี่ปุ่น

    เมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพที่เราเริ่มปลูกไว้เมื่อ พ.ศ.2506 ได้รับการฟูมฟักโดยคนไทย นับตั้งแต่การสนับสนุนจากรัฐบาลไทย พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าของเรา ทำให้ประเทศไทยในปัจจุบัน กลายเป็นศูนย์กลางด้านการผลิต ด้านนวัตกรรม และเหนือสิ่งอื่นใดคือการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นำไปสู่ความสำเร็จระดับโลก ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า เกิดจากรากฐานความแข็งแกร่งจากประเทศไทย ซึ่งผู้คนใน 133 ประเทศทั่วโลกได้รับประโยชน์จากผลลัพธ์ของความร่วมมือครั้งนี้ จากการที่รถยนต์โตโยต้ากว่า 14 ล้านคันได้ถูกผลิตขึ้นที่นี่ ประเทศไทย

    มร. อากิโอะ โตโยดะ ประธานคณะกรรมการบริหารของโตโยต้า ได้เล็งเห็นถึงความแข็งแกร่งของพันธมิตรทุกท่านเป็นอย่างดี จากประสบการณ์ที่เขาได้ร่วมทำงานกับทีมงาน (IMV project) ในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมพื้นฐานความเป็นผู้นำ นั่นคือ การเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น และให้ความสำคัญกับการตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่าง มร. อากิโอะกับประเทศไทยได้ดีที่สุด  นั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการ IMV เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว 

    ถึงแม้ว่า เรื่องราวของ HILUX ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 หากแต่ในปี พ.ศ. 2547 ภายใต้การนำของ มร.อากิโอะ ในฐานะหัวหน้าภาคพื้นเอเชีย ทำให้ HILUX กลายเป็นส่วนหนึ่งของ IMV ซีรีส์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกอย่างแท้จริง และสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด Best in Town และจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ (Monozukuri) ของโตโยต้า เป็นที่มาของโครงการ IMV ที่นำพาให้ HILUX เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

    กล่าวได้ว่าคงไม่มีรถยนต์รุ่นใดที่ดีไปกว่า HILUX ที่จะแสดงถึงความสำคัญของประเทศไทยที่มีต่อโตโยต้าได้  เราภูมิใจที่ได้ยินว่าหลายคนเรียก HILUX ว่าเป็นรถกระบะมหาชนอย่างแท้จริง

    ที่โตโยต้า เรายึดมั่นในแนวคิด “การขับเคลื่อนเพื่อทุกคน” (Mobility for All) โดยเชื่อว่า การขับเคลื่อนคือการมอบโอกาสให้ผู้คนได้ออกสำรวจ ทำงาน ติดต่อเชื่อมโยงถึงกัน รวมทั้งส่งเสริมคุณภาพชีวิต อันเป็นปรัชญาที่ IMV ยึดถือนับตั้งแต่วันแรก นั่นคือ ความมุ่งมั่นเพื่อสร้างยานยนต์ที่มีส่วนส่งเสริมชุมชน และร่วมเสริมสร้างพลังให้กับทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ใช้ยานพาหนะเพื่อขนส่งผลผลิต หรือครอบครัวที่ใช้รถเพื่อเดินทางไกล รวมทั้ง ผู้คนที่ทำงานเพื่อร่วมสร้างการเติบโตของชุมชนที่ทุกคนอยู่อาศัยรอบตัว โดยผู้ใช้งานต่างยอมรับในชื่อเสียงของ HILUX ทั้งในด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ ด้วยความเป็นรถกระบะที่แข็งแกร่ง สำหรับการใช้งานที่ไซต์ก่อสร้าง ให้ความอุ่นใจด้วยความปลอดภัย สำหรับการเดินทางของทุกครอบครัว และเป็นยานพาหนะที่ได้รับความไว้วางใจทั่วโลก”

    HILUX ใหม่ ที่เราประกาศในวันนี้ คือเจเนอเรชันที่ 9 ของรถระดับตำนาน ซึ่งในแต่ละเจเนอเรชัน HILUXได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านการพัฒนาจากการใช้งานจริงบนท้องถนน ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเหล่าวิศวกร และที่สำคัญที่สุด คือการรับฟังเสียงของลูกค้าทั่วโลก โดย HILUX เป็นรถกระบะที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทที่หมุนเปลี่ยนไปของโลกและสังคมเช่นเดียวกัน

    โตโยต้ารับฟังเสียงตั้งแต่คนงานในเหมืองที่ต้องการความทรหด ครอบครัวที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น เจ้าของธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องความประหยัดน้ำมัน ไปจนถึงนักผจญภัยรุ่นใหม่ที่ต้องการดีไซน์และเทคโนโลยีที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ ไปสู่ยานพาหนะที่อุ่นใจและไว้วางใจได้ พร้อมเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับโอกาสต่างๆ ด้วยยนตรกรรมที่แข็งแกร่ง เรียบง่าย และทนทาน

              เมื่อมองไปข้างหน้า โตโยต้ากำลังมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ไม่จำกัดเพียงหนทางใดหนใดหนึ่ง หากแต่มุ่งนำเสนอทางเลือกอันหลากหลาย (Multi-Pathway) เพราะความจริงคือ  ไม่มีภูมิภาคใดหรือลูกค้าคนใด ที่เหมือนกัน ความหลากหลายนี้ครอบคลุมถึงระบบขับเคลื่อน รูปแบบตัวรถ และความสามารถในการปรับแต่ง…ทั้งหมดเพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยที่โตโยต้าได้พัฒนา HILUX แต่ละรุ่นให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้คำมั่นสัญญาที่ยังคงเดิม นั่นคือ HILUX คือเพื่อนคู่ใจและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

    มร.ไซม่อน กล่าวถึง มร.อากิโอะ โตโยดะ ที่เชื่อว่ารถยนต์และการผลิตรถยนต์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสังคมและความเจริญทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังเป็นเสมือน “บ้านหลังที่สอง” ทั้งในระดับอาชีพและระดับส่วนตัว จากสายสัมพันธ์ดังกล่าวได้เติบโตเป็นมิตรภาพที่งดงาม ดังนั้น มร. โตโยดะ มักกล่าวเสมอถึงความตั้งใจในการ “ตอบแทนประเทศไทย” ตลอดระยะที่ผ่านมา และความสัมพันธ์กับประเทศไทยได้เติบโต เกินกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ ไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม

    ปัจจุบัน มร. โตโยดะ ในฐานะประธานสหพันธ์ซูโม่สากล ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น เริ่มจากกีฬาซูโม่สากล และได้เชิญ มร. ฮาคุโฮ โช อดีตโยโกสุนะ นักซูโม่ชื่อดัง ตลอดกาล ด้วยสถิติสูงสุด คว้าแชมป์ถึง 45 รายการ และยังได้รับการบันทึกใน กินเนสส์บุ๊กจากชัยชนะรวม 1,187 ครั้ง ทั้งหมดนี้ทำให้เขา…เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด…ตลอดกาล มาเยือนกรุงเทพฯ และร่วมงานแถลงข่าว

    มร. ฮาคุโฮ โช กล่าวบนเวทีในการเปิดตัวครั้งนี้ว่า “เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสมาเยือนประเทศไทย เพื่อเผยแพร่กีฬาซูโม่สู่เวทีโลก ในการกลับมาประเทศไทยครั้งนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง  และเมื่อ มร.อากิโอะ ชวนผมมาร่วมงานนี้ ผมก็ไม่ลังเลที่จะตอบทันที ซึ่งต้องขอขอบคุณอีกครั้งที่เชิญผมมาร่วมงานเปิดตัวรถระดับโลก ทั้งยังตั้งใจที่เผยแพร่ซูโม่สู่เวทีโลกเช่นกัน ทั้งนี้ กีฬาซูโม่คือความบริสุทธิ์ เป็นการฝึกฝนไม่เพียงแต่ร่างกาย แต่รวมถึงจิตใจด้วย ผมเชื่อว่าการส่งเสริมซูโม่จะช่วยสร้างความหวังในการขจัดการเลือกปฏิบัติและอคติทั่วโลก ผมเป็นชาวมองโกเลียโดยกำเนิด และในฐานะชาวมองโกเลียที่เป็นตัวแทนของญี่ปุ่นบนเวทีโลก ผมรู้สึกใกล้ชิดกับชาวไทยที่เป็นตัวแทนของญี่ปุ่นบนเวทีโลกผ่านโตโยต้า”

    มร.ไซมอน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในฐานะชาวอังกฤษที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่คุณพูด! ทั้งในมุมประวัติศาสตร์และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม…ตอนนี้เราจะก้าวไปสู่อีกขั้น    กับการยกระดับของ HILUX รุ่นใหม่ ที่เป็นผลงานที่ผมมีความภูมิใจที่ได้ร่วมงานในฐานะหัวหน้าฝ่ายออกแบบ”

    นางสาวอัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุล หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย จำกัด กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ว่า “วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มประวัติศาสตร์บทใหม่สำหรับ HILUX และยังนับเป็นบทใหม่สำหรับการวิจัย พัฒนา และการผลิตของเราในประเทศไทย สำหรับดิฉันแล้ว นี่คือผลลัพธ์จากความทุ่มเทตลอดหลายปี จากบุคลากรผู้มีความสามารถและความเชี่ยวชาญจากกลุ่มประเทศในเอเชีย และกลุ่มประเทศโลกใต้ ภายใต้การทำงานใกล้ชิดกับสำนักงานใหญ่ของ Toyota ที่ประเทศญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการรับฟังคำแนะนำจากเสียงของลูกค้า ทั้งจากประเทศไทยและจากทั่วโลก

    HILUX ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงจาก 7 ใน 8 ภูมิภาคทั่วโลก สำหรับ HILUX รุ่นใหม่นี้ พวกเราได้เดินทางไปทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่ทะเลทรายในตะวันออกกลาง ที่ราบสูงในอเมริกาใต้ ทุ่งหญ้าในแอฟริกา ไปจนถึงพื้นที่ห่างไกลของออสเตรเลีย และพื้นที่หนาวจัดของยุโรป

    แต่ละตลาดต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราได้เรียนรู้จากสภาพท้องถนน ภูมิอากาศ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่แตกต่างกัน แล้วนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นมาพัฒนาเป็น แม่แบบในการพัฒนา (Blueprint)

    นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราตั้งใจพัฒนาจากในระดับภูมิภาค เพื่อออกแบบรถให้สอดคล้องกับสภาพที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานระดับโลกของโตโยต้าเอาไว้ ทั้งในด้านความปลอดภัยและสมรรถนะ ผลลัพธ์ก็คือรถยนต์ที่กลายเป็น “เพื่อนคู่ใจและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ HILUX รุ่นใหม่กำลังพัฒนาไปพร้อมกับยานยนต์ไฟฟ้า (electrification) เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ (connected technologies) และบริการดิจิทัล (digital services) โดยที่เรายังคงยึดมั่นในรากฐานเดิม ทุกองค์ประกอบตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการทดสอบ ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างยานยนต์ที่น่าเชื่อถือ ยืดหยุ่น และพร้อมสำหรับอนาคต ความหลงใหลนี้ผลักดันให้เราสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในขณะที่ยังคงยึดมั่นในคุณค่าของ QDR (คุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ) ที่ลูกค้าคาดหวังจากโตโยต้า

    ประการแรก ความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ลูกค้าของเราต้องการมากที่สุด จากเส้นทางภูเขาที่สมบุกสมบัน สู่ถนนในเมืองที่พลุกพล่าน HILUX รุ่นใหม่ได้รับการพัฒนาให้พร้อมรับมือได้กับทุกสภาพถนน เพื่อให้สามารถเดินทางไปทุกหนทุกแห่ง

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ไฮลักซ์ใหม่ มีการเสริมความแข็งแกร่งของตัวถัง ปรับจูนประสิทธิภาพช่วงล่างให้เหมาะสม และนำระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS) มาใช้ เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่และควบคุมได้ง่ายยิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือ ยานยนต์ที่ไม่เพียงแค่ทนทานต่อสภาวะที่ยากลำบาก แต่ยังอยู่รอดได้ดีในสภาวะการ์ณเหล่านั้น เป็นการมอบความแข็งแกร่งและความทนทานที่ลูกค้าคาดหวังจากโตโยต้า

    เป้าหมายของโตโยต้าคือไม่เพียงสร้างรถที่แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังฉลาดขึ้นด้วย HILUX ใหม่ออกแบบให้มีความสดใหม่ทั้งรูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน  พร้อมรองรับการตกแต่งเพิ่มเติมเองได้ตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน เรายังเพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น Toyota Safety Sense 3 (TSS 3), Panoramic View Monitor (PVM) และ Multi-Terrain Monitor (MTM) นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยเพิ่มการปกป้องผู้ขับขี่ให้ดียิ่งข้นในสถานการณ์จราจรที่หลากหลาย นอกจากนี้ ระบบ PVM และ MTM ให้ภาพแบบเรียลไทม์ของพื้นที่รอบตัวและใต้ท้องรถ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถผ่านเส้นทางที่ท้าทายได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย — ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดก็ตาม

    ในขณะที่โลกกำลังก้าวไปสู่สังคมแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอน โตโยต้ามีเป้าหมายชัดเจน “จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” โตโยต้าเชื่อว่าไม่มีทางออกเดียวที่ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งหมดได้ แต่เราต้องมี “ทางเลือกที่หลากหลาย” เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานและวิถีชีวิตของแต่ละคน HILUX ใหม่พร้อมแล้วสำหรับความจริงนี้ ด้วยการพัฒนาให้ก้าวข้ามเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม เพิ่มทางเลือกใหม่ของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV – Battery Electric Vehicle) เพื่อให้ตอบโจทย์ทุกตลาด ทุกลูกค้า และทุกความต้องการ แนวทาง Multi-Pathway นี้คือการสร้างโซลูชันการเดินทางที่ครอบคลุม ปฏิบัติได้จริง และยั่งยืนสำหรับทุกคน

    HILUX BEV รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบให้ช่วยลดมลพิษทางอากาศ ขณะเดียวกันยังคงสมรรถนะของรถแบบ Body-on-Frame ไว้อย่างครบถ้วน — ทั้งความสามารถในการลุยออฟโรด การลุยน้ำลึก และการบรรทุกหรือการลากจูง เป้าหมายของเราคือทำให้ HILUX เป็นรถที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ใช้ในเมือง นักผจญภัย ไปจนถึงผู้คนที่ทำงานในอาชีพต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสถานการณ์พลังงานของแต่ละประเทศ ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของโลก

    นวัตกรรมทั้งหมดนี้ตอกย้ำบทบาทของ HILUX ในฐานะ “เพื่อนคู่ใจและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต” พร้อมเติบโตไปด้วยกันกับเจ้าของรถ และคงคุณค่าไปตลอดอายุการใช้งาน ความหลากหลายและความยืดหยุ่นนี้ทำให้ HILUX ยังคงตอบโจทย์ทั้งความต้องการของวันนี้ และความท้าทายในวันพรุ่งนี้”

    มร.นิค โฮจิออส ผู้จัดการอาวุโส โตโยต้าดีไซน์ ประเทศออสเตรเลีย กล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบไฮลักซ์ ทราโว่ ว่า “ ผมเชื่อมั่นว่าลูกค้าทั่วโลกที่มีความต้องการในใช้งานที่หลากหลาย จะชอบ HILUX รุ่นใหม่ อย่างแน่นอน เพราะเป็นรถที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยดีไซน์ใหม่ของ HILUX มีความโดดเด่นและทรงพลัง พร้อมกล่าวถึงการร่วมมือระหว่างทีมออกแบบจากออสเตรเลีย และทีมวิศวกรจากประเทศไทย ว่าเป็นความร่วมมือระดับนานาชาติที่ยอดเยี่ยม ใช้เวลากว่า 10 ปีในการสร้างให้สำเร็จขึ้นมา

    รถคันนี้พัฒนาขึ้นจากผู้ที่เข้าใจว่า ผู้ใช้ HILUX ทั่วโลกมีความต้องการอย่างไร เพื่อร่วมกันเพื่อสร้าง HILUX รุ่นใหม่ ที่จะนำมาซึ่งความภูมิใจในการครอบครองให้กับลูกค้าทุกคน ทั้งนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้ร่วมพัฒนา HILUX ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และยังสร้างรุ่นยอดนิยมอย่าง HILUX GR-S และ Rocco อีกด้วย และตอนนี้ เราได้นำประสบการณ์ทั้งหมดมารวมกัน เพื่อสร้าง HILUX รุ่นที่ 9 อันเป็นการเปิดตำนานใหม่ให้กับ  HILUX ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของโครงการ เรามีตัวแทนจากหลายประเทศมาร่วมวางแนวทางของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อกำหนดทิศทางของรถรุ่นใหม่นี้ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน

    มร.นิค กล่าวย้ำถึง HILUX ใหม่ว่า “ตัวตนที่แท้จริงของ HILUX” ประกอบด้วย โครงสร้างที่แข็งแกร่งห่อหุ้มด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยและทรงพลัง เราตั้งใจสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รถตอบรับกับทุกความต้องการของผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น กระจังหน้าแบบเรียวแต่ดูดุดัน และดีไซน์ด้านหน้าแบบสองชั้น ทำให้ HILUX ใหม่ดูโดดเด่น รวมถึงการใส่ตัวอักษร “T O Y O T A” ทั้งด้านหน้าและด้านหลังในทุกรุ่นย่อย ซึ่งมิใช่แค่เพียงการสื่อถึงชื่อแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็น “สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ”  เป็นดั่งคำสัญญาว่ารถคันนี้จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานได้ และเป็น “รถแห่งโอกาสไร้ขีดจำกัด” อย่างแท้จริง

    ภายในของ HILUX ใหม่ ปรับเปลี่ยนให้ล้ำสมัยและใช้งานได้จริง เปรียบเสมือน”ชุดออกรบ ที่พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ กับดีไซน์ภายในที่ดูแข็งแรงแต่ทันสมัย อุปกรณ์ต่าง ๆ จัดวางอย่างเหมาะสม ใช้งานสะดวก และเทคโนโลยีก็พัฒนาไปอีกระดับ ทำให้ภายในของรถเป็นพื้นที่เหมาะสมกับ “ทุกการใช้งานและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่”

    นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่คู่ควรกับชื่อ HILUX อย่างแท้จริง และนี่คือการตีความใหม่ของรถกระบะในตำนาน ที่ถูกสร้างขึ้นโดยทีมงานที่เข้าใจลูกค้ามากที่สุด เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้คนทั่วโลก และเรื่องราวของ HILUX ยังไม่จบแค่นี้ เพราะตราบใดที่ความต้องการของลูกค้ายังพัฒนาไปข้างหน้า HILUX ก็จะพัฒนาไปด้วยเสมอ เพื่อรับใช้ผู้คนในทุกชุมชนบนโลก จากออสเตรเลีย อเมริกาใต้ แอฟริกาใต้ ไปจนถึงยุโรปและเอเชีย — HILUX คือรถในตำนาน เราทำงานร่วมกันเพื่อออกแบบ HILUX รุ่นใหม่ ที่จะสืบสานตำนานนี้ต่อไปในอนาคต ขอให้ทุกท่านรอติดตามผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นจากเราต่อไปครับ”

    นายศุภกร รัตนวราหะ แถลงกลยุทธ์ทางการตลาดว่า “ชื่อของ “TRAVO” ได้รับแรงบันดาลใจจากการผสมผสานคำว่า travel” และ voyage” สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว การสำรวจ และการผจญภัยเป็นเพื่อนร่วมทางของผู้ที่มีแรงขับเคลื่อนในชีวิต พร้อมปรับตัว และกล้าท้าทายสิ่งใหม่ ๆ รวมถึงการเติบโตทั้งในชีวิตส่วนตัวและสายอาชีพ

    และแน่นอนว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ระหว่างการพัฒนา HILUX TRAVO ทีมวิศวกรของเราได้ลงพื้นที่ศึกษาวิจัยอย่างลึกซึ้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า ‘รถกระบะในอุดมคติ’ สำหรับคนไทยควรเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแบบผสมผสาน ทั้งด้านโลจิสติกส์ การเดินทาง หรือการใช้ส่วนตัวเพื่อท่องเที่ยว ทีมงานได้สำรวจตลาด รับฟังเสียงจากลูกค้า อินฟลูเอนเซอร์ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดกับพี่ๆ สื่อมวลชนสายยานยนต์

              ตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของ HILUX ประกอบด้วย 3 รุ่นหลัก ได้แก่ HILUX REVO / HILUX TRAVO และ HILUX CHAMP   

    • HILUX REVO จะเน้นการใช้งานเชิงธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ และผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ
    • HILUX TRAVO เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้ง Off road และ Urban Lifestyle ขณะที่ HILUX TRAVO-e เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพระดับพรีเมียม และองค์กรที่มีวิสัยทัศน์
    • HILUX CHAMP จะเน้นไปที่ตลาด Conversion ตอบโจทธ์ธุรกิจ และผู้ใช้ส่วนตัวที่รักการตกแต่งรถ

    HILUX ทั้ง 3 รุ่นนี้ โตโยต้ายังคงยึดมั่น ในการที่จะไม่ทิ้งลูกค้ากลุ่มใดไว้ข้างหลัง เริ่มจาก HILUX TRAVO นำโดย รุ่น Overland รถเรือธงของเราที่เน้นลูกค้าส่วนบุคคลที่มองหาคู่หูที่ไว้ใจได้ พร้อมลุยทุกเส้นทาง ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น และ ระบบการขับขี่ “Dynamic Cloud” ที่เพิ่มประสิทธิภาพ การควบคุมการทรงตัวและสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลที่ดียิ่งขึ้น เสริมสร้างสมรรถนะในการขับขี่และความสบายในทุกมิติ เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์จริง เราขอเชิญทุกท่านที่โชว์รูมโตโยต้าได้ตั้งแต่วันที่ 21–30 พฤศจิกายน

    นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล สามารถสัมผัส HILUX TRAVO ได้ที่งาน Thailand International Motor Expo ณ อิมแพค เมืองทองธานี และสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสสมรรถนะ 4×4 อย่างเต็มรูปแบบ ขอเชิญร่วมกิจกรรมทดลองขับที่สนามทดสอบใหม่ล่าสุด ณ Toyota ALIVE ในเดือนธันวาคมนี้

    สำหรับรถกระบะไฟฟ้า TRAVO-e ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าระดับพรีเมียม และองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โตโยต้าได้เตรียมแผนการดูแลลูกค้าทุกมิติ ทั้งประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมแพ็กเกจการดูแลรักษารถ BEV แบบครบวงจร และการช่วยลดต้นทุนผ่านโปรแกรมการเช่าใช้ Kinto โดยเราได้จัดราคาพิเศษสำหรับลูกค้าประเภทองค์กรอีกด้วย

     

    ทั้งนี้ในส่วนของประกันภัย โตโยต้าได้ร่วมมือกับบริษัทประกันภัยชั้นนำ 7แห่ง จัดทำประกันภัยชั้น 1 Toyota CARE PHYD เพื่อมอบความคุ้มครองที่คุ้มค่าสูงสุดให้แก่ลูกค้า และด้วยคุณภาพมาตรฐานจากโตโยต้า ทำให้บริษัทประกันภัยมั่นใจใน TRAVO-e ด้วยเบี้ยประกันที่ถูกที่สุดในตลาดรถยนต์ BEV สำหรับการต่ออายุประกันภัย ยังได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 40% และสามารถต่ออายุความคุ้มครองต่อเนื่องถึง 8 ปี นี่คืออีกหนึ่งความตั้งใจของเรา ที่จะทำให้การเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าสำหรับลูกค้าทุกท่าน

     

    นอกจากตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ลูกค้า BEV ของโตโยต้ายังสามารถมั่นใจได้ในบริการหลังการขายแบบครบวงจร เริ่มจากค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาต่ำกว่า ทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี เครือข่ายศูนย์บริการตัวถังและสีที่ครอบคลุมทั่วประเทศ อะไหล่ที่พร้อมใช้งาน และมาตรฐานคุณภาพที่เชื่อถือได้ของโตโยต้า และนี่คือสิ่งยืนยันถึงความพร้อมที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุกรูปแบบ”

    สำหรับ HILUX REVO นายศุภกร กล่าวขออภัยลูกค้า ที่ยังไม่ได้เปิดตัวรุ่น Z Edition ใหม่ได้ในการเปิดตัวครั้งนี้ ทั้งนี้ HILUX REVO Z Edition ได้รับการปรับปรุงโฉมไปในปี พ.ศ. 2567 อย่างไรก็ตาม สำหรับ HILUX REVO มีการเพิ่มระบบความปลอดภัย ADAS ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า และระบบช่วยเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่โดยยังคงราคาเดิม และนำเสนอชุดแต่งเวอร์ชันใหม่ของ Charismo ในชื่อ “Drift Package & Rock Package” ทั้งยังมาพร้อมแคมเปญที่น่าดึงดูดใจ โดยเน้นไปที่การเป็นเจ้าของได้ง่ายด้วยข้อเสนอผ่อนต่ำ ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมแคมเปญเฉพาะกลุ่มอย่างธุรกิจขนส่ง นอกจากนั้น ยังเข้าร่วมมาตรการค้ำประกัน “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” จากรัฐบาล และพิเศษ ลูกค้าโตโยต้าทุกรุ่น สามารถร่วมแคมเปญส่งท้ายปีเก่า อาริกาโตะ รับส่วนลดเมื่อซื้อรถโตโยต้า และลุ้นรางวัลต่อโดยมีมูลค่ารางวัลรวมกว่า 593 ล้านบาท

    นายศุภกร กล่าวถึง HILUX CHAMP ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในตลาดรถกระบะ ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า ลูกค้า HILUX CHAMP มีการใช้งานเชิงพาณิชย์ สูงถึงประมาณ 80% โดยลูกค้าที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ ตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้ เพราะเป็นกระบะท้ายเรียบ แบบเปิด 3 ทาง และคุ้มค่าการลงทุน ดังนั้นในไตรมาส 4 แคมเปญพิเศษ จะเน้นเจาะกลุ่มผู้ประกอบการ ในแต่ละรายอาชีพอย่างต่อเนื่อง และ 20% ของกลุ่มลูกค้า HILUX CHAMP เป็นตลาด Private ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายได้สูง ซื้อรถเพื่อไปตกแต่งตามความชอบ และ Lifestyle ทั้งนี้ ยังได้มีการแนะนำ HILUX CHAMP รุ่นช่วงล้อสั้นพิเศษ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการตกแต่งเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ โตโยต้ายังได้นำรถแต่งต้นแบบจากอู่แต่งพันธมิตร TJM ภายใต้ Concept Outdoor Escape และ SSS กับ Concept Mobile Service มาจัดแสดง พร้อมแนะนำ  World of Hilux ที่จัดแสดงไฮลักซ์ในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า HILUX ตอบสนองการใช้งานได้อย่างครอบคลุม ทั้งสำหรับไลฟ์สไตล์และการใช้งานเชิงพาณิชย์

    นายศุภกร กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ของโตโยต้าว่า นี่คือเจตนารมณ์ของเรา — ที่จะจุดประกายตลาดการตกแต่งรถ และสนับสนุนธุรกิจชิ้นส่วนท้องถิ่นอย่างจริงจัง สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ยังคงให้การสนับสนุน HILUX อย่างต่อเนื่อง โตโยต้าขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนคนไทย ไม่ใช่แค่ลูกค้าของเราเท่านั้น แต่รวมถึงพันธมิตรและผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย จากวันนี้เป็นต้นไป โตโยต้าจะไม่หยุดพัฒนา เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือให้กับคนไทย สมกับที่ได้รับการยอมรับให้เป็น   “รถกระบะมหาชน” อย่างแท้จริง”

     

    สัมผัสและทดลองขับได้แล้ววันนี้ ที่ Toyota ALIVE บางนา
    โดยสามารถจองทดลองขับได้ที่ https://www.toyota.co.th/alive/testdrive-reservation
    และที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ

    พบกับกิจกรรมต่างๆ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ

    ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ได้ที่

    – HILUX TRAVO GREATER TOGETHER FEST ที่จะให้คุณได้สัมผัสกับ HILUX TRAVO ครั้งแรก
    ระหว่างวันที่ 21 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ

    – งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 Thailand International Motor Expo 2025
    ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

    • TOYOTA HILUX TRAVO พร้อมส่งมอบตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
    • HILUX TRAVO-e พร้อมส่งมอบตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ไอเทมสะสมระดับโลก! ไทยเปิดตัว คอลเลกชันบัตร MotoGP 2026 สนามแรกฤดูกาล สวยงาม น่าสะสม

    1 Min Read

    ไอเทมสะสมระดับโลก! ไทยเปิดตัว คอลเลกชันบัตร MotoGP 2026 สนามแรกฤดูกาล สวยงาม น่าสะสม

    ฝ่ายจัดการแข่งขันฯ โมโตจีพี สนามประเทศไทย เผยโฉมบัตร ThaiGP คอลเลกชัน 2026 ที่จะเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก 11 พ.ย. นี้ สวยงาม น่าสะสม ออกแบบด้วยเทคนิคคอลลาจและกราฟิกศิลปะร่วมสมัย ถ่ายทอดอารมณ์ ความทรงจำ และประสบการณ์ของการแข่งขัน ThaiGP ในฐานะเทศกาลมอเตอร์สปอร์ตที่เป็น “มากกว่าสนามแข่ง” ผสานสองแนวคิดหลัก More Than A Race และ Thailand to The World เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะเจ้าภาพหลัก ได้เปิดเผยโฉม “บัตรเข้าชมการแข่งขัน” รถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก หรือ โมโตจีพี สนามประเทศไทย ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2026” อย่างเป็นทางการ โดยเป็นเจ้าภาพ Pre-Season Test (การทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล) วันที่ 21-22 ก.พ. และ สนามเปิดฤดูกาล ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. – 1 มี.ค. 2569 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยเตรียมเปิดจำหน่าย 11 พ.ย. นี้ เวลา 14.00 น. พร้อมกันทั่วโลก

    ดร.ก้องศักดิ์ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสำเร็จของโมโตจีพี สนามประเทศไทย หรือ ThaiGP ไม่ได้มีเพียงแค่ความเร้าใจของการแข่งขันในสนาม แต่เป็น ‘เทศกาลมอเตอร์สปอร์ต’ ที่มีเป็นแหล่งรวมความสนุก ความประทับใจ ความยิ่งใหญ่ ด้วยสีสันและเสน่ห์ในแบบไทย

    ThaiGP เป็น “มิติของประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่คือบรรยากาศ ความทรงจำ และเสน่ห์แบบไทยที่อยู่ในทุกช่วงเวลา รวมถึง “บัตรเข้าชมการแข่งขัน” ที่กลายเป็นของสะสมทรงคุณค่าและเป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงออกและนำเสนออัตลักษณ์ที่งดงามสู่คนทั่วโลก”

    “ในเวทีโลก ประเทศต่างๆ ก็มีการออกแบบบัตรเข้าชมแตกต่างกัน เพื่อแข่งขันด้านดีไซน์และสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่บัตร ThaiGP ก็มี เสน่ห์การออกแบบที่มี “เส้นเรื่อง” เฉพาะตัวที่ครองใจและแฟนทั่วโลกเฝ้ารอคอย กลายเป็น ของสะสมล้ำค่า ที่บ่งบอกถึงประสบการณ์แห่ง World Event ที่ประเทศไทย”

    ในปี 2026 นี้ ทีมงานนักออกแบบได้สร้างสรรค์ลวดลายบนบัตร ให้กลายเป็น คอลเลกชันล้ำค่า โดยสื่อสารด้วยการผสาน 2 แนวคิดหลัก More Than A Race และ Thailand to The World นำเสนอว่า ThaiGP ไม่ใช่เพียงเกมความเร็วในสนาม แต่คือเทศกาลมอเตอร์สปอร์ตที่มีตัวตน ความรู้สึก และประสบการณ์ร่วมของแฟนๆ ทั่วโลก

    ดีไซน์บัตรในปีนี้จึงเป็นดั่ง แคปซูลแห่งความทรงจำ ที่บรรจุทุกองค์ประกอบสำคัญของ ThaiGP ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยก้าวออกจากกรอบอย่างสร้างสรรค์ ด้วยการใช้เทคนิค คอลลาจ (Collage) และกราฟิกแบบ ศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ Key Visual ระดับโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปีก่อนหน้า โดยในบัตรได้บรรจุ

    • มิติการแข่งขัน : บรรจุภาพนักบิดซูเปอร์สตาร์ อาทิ มาร์ค มาร์เกซ และ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร และนักแข่งคนอื่นๆ รวมถึงถ้วยรางวัล สื่อถึงการช่วงชิง และเกียรติยศแห่งบัลลังก์เจ้าความเร็ว
    • ประสบการณ์ที่จับต้องได้ : สะท้อนบรรยากาศสุดพิเศษอย่าง พิตวอล์ค (Pit Walk), ฮีโร่ วอล์ค (Hero Walk), และ ไรเดอร์ แฟน พาเหรด (Rider Fan Parade) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความใกล้ชิดระหว่างนักบิดกับแฟนคลับ ภาพจำของแฟนคลับที่เนืองแน่น รอยยิ้มและสีสันแห่งกองเชียร์ รวมถึงตัวแทนคนไทยที่ได้รับเกียรติโบกธงตราหมากรุก ด้วยความภาคภูมิ
    • ความบันเทิงและวัฒนธรรมไทย : ความมันส์จาก คอนเสิร์ต และศิลปะการต่อสู้ มวยไทย ที่เติมเต็มประสบการณ์ในคอนเซ็ปต์ ‘More Than A Race’ ผสานอัตลักษณ์ไทยสู่สากล มีการนำ “ธงชาติไทย” และ “วัฒนธรรมท้องถิ่น” มาจัดวางร่วมกับภาพความตื่นเต้นในสนาม ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า ThaiGP ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขัน แต่เป็น ประตูบานแรก ที่นำ Soft Power ของไทย เข้าสู่สายตาแฟนความเร็วมากกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก

    จากกระแสตอบรับที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการนำเสนอบัตรชมการแข่งขัน กลายเป็นไอเทมสะสมที่แฟนทั่วโลกเฝ้ารอทุกปี และถูกจับตามองในด้านความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่จับตามองของสื่อทั่วโลกด้วยเช่นกัน

    บัตรชมการแข่งขัน ThaiGP จึงไม่ใช่แค่บัตรผ่านประตู แต่คือ ของสะสมสุดล้ำค่า ที่บรรจุพลังและถ่ายทอดเรื่องราวในที่เป็นเสน่ห์ของไทยสู่ World Event ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
    ซื้อบัตรได้ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่เว็บไซด์ allticket วันที่ 11 พ.ย.นี้ ตั้งแต่ 14.00 น. เป็นต้นไป

    ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แฟนเพจ Chang Circuit Buriram หรือรับข่าวสารผ่านช่องทางไลน์ โดยเพิ่มเพื่อน Line ID : @changcircuit


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส แถลงความคืบหน้า Beyond100+ พร้อมแผนเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรก และรถยนต์รุ่นลิมิเต็ด

    1 Min Read

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส แถลงความคืบหน้า Beyond100+ พร้อมแผนเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรก และรถยนต์รุ่นลิมิเต็ด

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส แถลงความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ Beyond100+ ที่ได้สะท้อนถึงความต้องการของตลาดและลูกค้าในปัจจุบัน โดย ดร. แฟรงค์-สเตฟเฟน วอลลิเซอร์ (Dr. Frank-Steffen Walliser) ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ลิมิเต็ด ได้สรุปแผนการพัฒนารถยนต์เบนท์ลีย์รุ่นใหม่ที่รวมถึงการขยายเวลาการผลิตรถยนต์แบบเครื่องยนต์สันดาปภายในและรุ่นปลั๊กอินไฮบริด

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เผยว่า ‘World’s First True Luxury Urban SUV’ พลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดจะสร้างเซกเมนต์ใหม่ของรถยนต์แบบอเนกประสงค์ระดับหรูสำหรับการใช้งานในเมือง (Luxury Urban SUV) รถยนต์เบนท์ลีย์โฉมใหม่นี้ได้รับการออกแบบ พัฒนา และประกอบ ณ โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ โดยคาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2569 และเริ่มต้นการส่งมอบสู่ตลาดภายในปี 2570 รถยนต์โฉมใหม่นี้จะเป็นการต่อยอดจากรถยนต์แบบอเนกประสงค์ รุ่น Bentayga ในปัจจุบันด้วยความยาวตัวถังที่น้อยกว่า 5 เมตร มอบประสบการณ์การขับขี่ในแบบฉบับรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างแท้จริง พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยงานฝีมืออันประณีตที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ และความสามารถในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่ไวด้วยเวลาเพียง 7 นาทีที่จะมอบพิสัยการเดินทางกว่า 160 กิโลเมตร โดยมีรถยนต์ต้นแบบที่กำลังเดินหน้าโครงการทดสอบสมรรถนะอยู่ในขณะนี้

    นอกเหนือจากความคืบหน้าในด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รถยนต์เบนท์ลีย์แบบเครื่องยนต์ไฮบริดทั้งเครื่องยนต์แบบ Ultra Performance และ High Performance ในรุ่น Continental GT, Continental GT Convertible, และ รุ่น Flying Spur จะยังคงเดินหน้าสายการผลิตต่อถึงอย่างน้อยปี 2578 ซึ่งหมายความว่าเป้าหมายเดิมในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบภายในปี 2578 อาจจะต้องเลื่อนออกไป โดยเบนท์ลีย์ มอเตอร์สเพิ่งได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายในอีกหนึ่งรุ่น นั้นก็คือ Bentayga Speed เมื่อกลางปีที่ผ่านมา พร้อมด้วยแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดแบบเครื่องยนต์สันดาปภายในสมรรถนะสูงรุ่นใหม่อีกหนึ่งรุ่นกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตาม เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ยังไม่ละทิ้งความเป็นไปได้ที่จะผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในในอนาคตเพื่อรักษาทางเลือกที่ยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในตลาดทั่วโลก

    ดร. แฟรงค์-สเตฟเฟน วอลลิเซอร์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ลิมิเต็ด กล่าวว่า “การปรับกลยุทธ์ Beyond100+ ของเราในวันนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเบนท์ลีย์ในการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน เรากำลังพัฒนารถยนต์ของเราให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกและตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยการขยายแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และยังคงผลิตรถยนต์แบบเครื่องยนต์ไฮบริดไปจนถึงอย่างน้อยปี 2578 เราจึงมั่นใจว่าลูกค้าของเบนท์ลีย์ทุกคนจะได้สัมผัสสมรรถนะและงานฝีมือของเราได้อย่างเต็มที่

    “รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเรา ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ SUV หรูสำหรับการใช้งานในเมืองรุ่นแรกแรกของโลก ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของเบนท์ลีย์สู่ความหรูหราอย่างยั่งยืนและความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีด้วยความสามารถในการชาร์จพลังงานที่รวดเร็ว พร้อมด้วยเอกลักษณ์และดีไซน์อันโดดเด่นของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ นับเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับแบรนด์ของเราที่อนาคตถูกกำหนดด้วยนวัตกรรม งานฝีมือ และความยั่งยืน

    Beyond100+ ยังสนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตของโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส พร้อมสร้างความมั่นคงให้กับอนาคตของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ในยุคใหม่อย่างยั่งยืน

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์ ณ โรงงาน เมืองครูว์ขึ้นมาใหม่ โดยได้สร้างโรงงานที่ได้รับการรับรองด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นแห่งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในชื่อ A1 ที่กำลังเตรียมการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรก ณ Dream Factory ที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์

    โครงการลงทุนด้วยเม็ดเงินทุนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ยังคงเดินหน้าต่อด้วยการสร้างศูนย์ทำสีแห่งใหม่ที่ทันสมัย ซึ่งมีกำหนดเปิดในปี 2569 หลังจากการเปิดศูนย์ออกแบบและศูนย์โลจิสติกส์แบบบูรณาการแห่งใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยได้เปลี่ยนโฉมอาคารอายุกว่า 87 ปีให้กลายเป็นสถานที่ประกอบยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าด้วยมาตรฐานใหม่ในด้านการผลิตแบบดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและมีมูลค่าสูงที่สุดของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส

    สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองเวลาทดลองขับได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • โตโยต้า ประกาศราคา NEW bZ4X – MOTION OF TRUST รถ D-SUV อเนกประสงค์ พร้อมเปิดขายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ

    2 Min Read

    โตโยต้า ประกาศราคา NEW bZ4X – MOTION OF TRUST รถ D-SUV อเนกประสงค์ พร้อมเปิดขายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประกาศราคาจำหน่าย NEW bZ4X อย่างเป็นทางการ โดยลูกค้าสามารถจองและซื้อได้ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

     

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอขอบคุณลูกค้าโตโยต้าทุกท่านที่ให้ความสนใจและตอบรับ NEW bZ4X เป็นอย่างดี ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ทำการแนะนำและเปิดลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้า (Pre-registration) ผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับจนครบ 2,000 สิทธิ์  สำหรับ New bZ4X ใหม่นี้เป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์อีกขั้น ด้วยดีไซน์การออกแบบที่โดดเด่นและน่าดึงดูด ระบบการชาร์จและพละกำลังสูงสุดได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยเต็มรูปแบบในทุกรุ่นย่อย โดย NEW bZ4X นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมทางเลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น FWD (Front-wheel Drive) และรุ่น AWD (All-wheel Drive) มุ่งตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มตลาด BEV D-SUV ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

    NEW bZ4X สื่อสารภายใต้แนวคิด “MOTION OF TRUST” เมื่อความเชื่อมั่น มาพร้อมเทคโนโลยี ดีไซน์ และสมรรถนะ ผสานกับระบบความปลอดภัยที่ตอบโจทย์หลากหลายมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองที่คุ้นเคย หรือเส้นทางท้าทายที่ต้องเผชิญ bZ4X พร้อมนำพาคุณสู่จุดหมาย…อย่างมั่นใจ

    นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า “นอกจากการที่ NEW bZ4X มีมาตรฐานคุณภาพระดับโลกของโตโยต้าแล้ว เรายังมีระบบการจัดการชิ้นส่วนอะไหล่และเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุม กับโชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ เราจึงมั่นใจว่า NEW  bZ4X จะมอบความอุ่นใจสูงสุดให้กับลูกค้า จึงอาจกล่าวได้ว่า NEW bZ4X จะไม่เพียงแต่มอบความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่ยังมอบความสุขให้กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ในทุกๆ วันอีกด้วย

    สำหรับ NEW  bZ4X มีเป้าหมายยอดขายที่ 6,000 คันในช่วงปีแรก สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม ทางบริษัทฯ จะเริ่มทำการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป และในวันนี้เรายังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจ TOYOTA bZ4X อีกด้วย”

     

     

    ราคาอย่างเป็นทางการ

    • รุ่น FWD: 1,529,000 บาท*
    • รุ่น AWD: 1,649,000 บาท*

    *หมายเหตุ

    1. ราคาข้างต้นเป็นราคาภายใต้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์ ระยะที่ 2 (EV3.5)
    2. ราคาข้างต้นยังไม่รวมค่าสีพิเศษ

     

    เลือกเป็นเจ้าของ NEW bZ4X ใน 2 รุ่นย่อย 6 สีภายนอกจับคู่กับสีภายใน ดังนี้

    สี Mono-tone 3 สี

    • สีภายนอก Precious Metal | สีภายใน Black
    • สีภายนอก Platinum White Pearl | สีภายใน Black
    • สีภายนอก Attitude Black Mica | สีภายใน Light Gray

    สี Two-tone (Black Roof) ราคาเพิ่ม +20,000 บาท

    • สีภายนอก Precious Metal / Black Roof | สีภายใน Black
    • สีภายนอก Platinum White Pearl / Black Roof | สีภายใน Black
    • สีภายนอก Emotional Red 2 / Black Roof | สีภายใน Black

     

    รุ่น FWD

    ดีไซน์ภายนอก

    • ด้านหน้าดีไซน์ Hammerhead พร้อม Center Lamp
    • ไฟหน้า Full LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน
    • ไฟท้าย Full LED
    • ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วและซุ้มล้อสีดำเงา

    ดีไซน์ภายใน

    • ภายในกว้างขวาง สะดวกสบาย ด้วยหลักการออกแบบ Open & Relax
    • บริเวณที่นั่งผู้ขับขี่ออกแบบสไตล์ Cockpit ช่วยลดการละสายตา มอบทัศนวิสัยดีเยี่ยม
    • หลังคา Panoramic Moonroof พร้อมม่านบังแดดปรับไฟฟ้า
    • ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ปรับได้ 64 เฉดสี (บริเวณคอนโซลหน้าและบริเวณมือจับประตูด้านใน)

    อุปกรณ์อำนวยความสะดวก

    • เบาะนั่งคู่หน้า ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่
    • จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่จอสี ขนาด 7 นิ้ว
    • หน้าจอสัมผัสขนาด 14 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto
    • ลำโพง 6 ตำแหน่ง
    • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless charger 2 ตำแหน่ง
    • ประตุท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบฟ้าไฟฟ้า พร้อม Kick Activated
    • ระบบปรับอากาศ NanoeTM X และระบบกรองฝุ่น 5 ภายในห้องโดยสาร
    • สวิตซ์ควบคุมเกียร์แบบ Shift-by-Wire
    • ระบบเบรกมือแบบไฟฟ้า (EPB) พร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ (ABH)
    • ช่องปรับอากาศตอนหลัง พร้อมพัดลมจากใต้เบาะและพนักพิง และเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า Fast Charge USB Type-C (60W) 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
    • กระจกมองหลังแบบดิจิทัล
    • ระบบเชื่อมต่อ T-connect
    • สายชาร์จแบบพกพา

    เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการชาร์จ

    • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ความจุสูงสุด 11 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
    • รองรับหัวชาร์จแบบ AC Type 2 กำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์

    (สำหรับการชาร์จไฟแบบ AC 3 เฟส ด้วยกระแสสูงสุด 32 แอมป์ต่อเฟส รวมสูงสุด 96 แอมป์)

    • รองรับหัวชาร์จแบบ DC CCS2 กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์
    • ระยะทางวิ่งสูงสุด 600 กม. ต่อการชาร์จเต็ม 100%

    (อ้างอิง Eco Sticker มาตรฐาน UN R101 ในห้องปฏิบัติการ มีผู้ขับขี่ 1 คน ใช้มาตรฐานการขับแบบ NEDC อุณหภูมิ 20 – 30 °C ปิดระบบปรับอากาศ รับรองผลโดยหน่วยงานรัฐบาลประเทศเบลเยียม)

    • ระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ โดยใช้ระบบหล่อเย็นร่วมกับระบบปรับอากาศ โดยมีวงจรแยกจากกันกับระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสาร

     

     

    สมรรถนะการขับขี่ | ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า | ระบบพวงมาลัยและช่วงล่าง

    • e-TNGA Platform โครงสร้างที่ออกแบบ มาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ของโตโยต้าโดยเฉพาะ
    • จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ทรงตัวดี
    • คล่องตัวในการขับขี่ ควบคุมได้อย่างมั่นใจ
    • แบตเตอรี่จัดวางภายใต้โครงสร้างที่แข็งแรง ลดความเสี่ยง จากการกระแทกที่แบตเตอรี่โดยตรง
    • ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า Front-wheel Drive พร้อมระบบส่งกำลัง e-Axle ส่งแรงขับไปยังเพลารถโดยตรง
    • กำลังสูงสุดรวม 165 กิโลวัตต์ (224 PS / 221 HP)
    • แรงบิดสูงสุดชุดมอเตอร์หน้า 269 นิวตันเมตร
    • ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบดับเบิลวิชโบนพร้อมเหล็กกันโคลง
    • แป้นควบคุมแรงหน่วงเบรก (Paddle Shift) เลือกระดับการลดความเร็วได้ 4 ระดับ ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และความสะดวกสบายในการขับขี่
    • ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS)
    • ระบบเบรกแบบดิสก์เบรก ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
    • เพิ่มวัสดุลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร เช่น กระจกคู่หน้าแบบ Acoustic, วัสดุโฟมที่โครงตัวถัง, ท่อเก็บเสียงซุ้มล้อในห้องโดยสาร, เพิ่มประสิทธิภาพการซีลของกระจกบานหลัง เป็นต้น

    ระบบความปลอดภัย | ระบบช่วยเหลือขณะขับขี่ | ระบบช่วยจอดรถ

    • ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense
    • ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ พร้อมช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน และช่วยลดความเร็วอัตโนมัติขณะเข้าโค้ง (DRCC)
    • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PCS)
    • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (LDA)
    • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) พร้อมระบบควบคุมไฟสูงอัจฉริยะ (AHS)
    • ถุงลมเสริมความปลอดภัย 8 ตำแหน่ง (คู่หน้า, ด้านข้างคู่หน้า, ม่านด้านข้าง, ตรงกลางด้านหน้า และหัวเข่าด้านผู้ขับ)
    • กล้องมองรอบคัน (PVM)
    • ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Intelligent Parking Assist)
    • ระบบช่วยเตือน พร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติ (PKSB)
    • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (BSM)
    • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (RCTA)
    • ระบบแจ้งเตือนลมยาง (TPMS)
    • สัญญาณเตือนกะระยะ ด้านหน้า 4 ตำแหน่ง และด้านหลัง 4 ตำแหน่ง
    • ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบเสริมแรงเบรก (BA)
    • ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC)
    • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)
    • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC)
    • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
    • ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน

     

    รุ่น AWD (เฉพาะสิ่งที่แตกต่างจากรุ่น FWD)

    ดีไซน์ภายนอก

    • ตราสัญลักษณ์ AWD ที่ด้านหลัง

    อุปกรณ์อำนวยความสะดวก

    • ลำโพง 9 ตำแหน่ง พร้อมระบบเครื่องเสียง JBL

    เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการชาร์จ

    • ระยะทางวิ่งสูงสุด 570 กม. ต่อการชาร์จเต็ม 100%

    (อ้างอิง Eco Sticker มาตรฐาน UN R101 ในห้องปฏิบัติการ มีผู้ขับขี่ 1 คน ใช้มาตรฐานการขับแบบ NEDC อุณหภูมิ 20 – 30 °C ปิดระบบปรับอากาศ รับรองผลโดยหน่วยงานรัฐบาลประเทศเบลเยียม)

    สมรรถนะการขับขี่ | ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า | ระบบพวงมาลัยและช่วงล่าง

    • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ All-wheel Drive
    • กำลังสูงสุดรวม 252 กิโลวัตต์ (343 PS / 338 HP)
    • แรงบิดสูงสุดชุดมอเตอร์หน้า 269 นิวตันเมตร และชุดมอเตอร์หลัง 170 นิวตันเมตร
    • X-MODE โหมดควบคุมการขับขี่แบบออฟโรด เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ทำงานควบคู่ฟังก์ชัน Grip Control ช่วยรักษาความเร็วให้คงที่ในระดับต่ำ เมื่อขับขี่บนเส้นทางที่ท้าทาย
      • SNOW/DIRT ลดกำลังของมอเตอร์ เพื่อลดการลื่นไถลของล้อ
      • DEEP SNOW/MUD เพิ่มกำลังให้กับล้อ และควบคุมการยึดเกาะ

     

    เทคโนโลยี T-CONNECT พร้อมบริการเสริมที่หลากหลาย

    1. Always Located & Protected ให้คุณอุ่นใจ ไร้กังวลในการเดินทาง
    • Battery Remaining ตรวจสอบปริมาณแบตเตอรี่ไฟฟ้าคงเหลือ
    • Charging Station ค้นหาและนำทางไปยังสถานีชาร์จทั่วประเทศ
    • Find My Car บริการเช็กตำแหน่งรถเรียลไทม์
    • TheftTrack ติดตามรถหาย
    • SOS ช่วยเหลือฉุกเฉิน
    • Geo-Fencing กำหนดขอบเขตปลอดภัย
    1. Telematics Care ดูแลรถได้ง่ายๆ สะดวก พร้อมออกเดินทาง
    • TCFR Plus+ สิทธิ์ขยายระยะรับประกันคุณภาพรถยนต์ พร้อมระดับสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่มากขึ้น ตามการเช็กระยะต่อเนื่องตามกำหนด
    • Maintenance Reminder แจ้งเตือนการบำรุงรักษา
    • Vehicle Information ข้อมูลรถและการขับ
    • PHYD Insurance ประกันภัย “ขับดี ลดให้”
    1. Happiness Mobility บริการเติมเต็มความสุข ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
    • Toyota Alive-X โปรแกรมสะสมคะแนน The 1 ใช้แลกเป็นส่วนลดในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการโตโยต้า
    • Connect You บริการแจ้งสิทธิพิเศษที่คัดสรรสำหรับลูกค้า T-Connect
    • Concierge Services บริการผู้ช่วยส่วนตัว

       หมายเหตุ

    • การใช้บริการของ T-Connect ต้องดาว์โหลดแอปพลิเคชัน และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรถเพื่อเข้าใช้งาน สามารถศึกษาข้อกำหนด และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ https://www.t-connect.in.th/Agreement.aspx
    • T-Connect เป็นบริการเสริมซึ่งลูกค้าสามารถลงทะเบียนใช้บริการฟรีในปีแรกจากแคมเปญการซื้อรถใหม่ หลังสิ้นสุดแคมเปญ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จะแจ้งค่าบริการรายปีให้ทราบต่อไป
    • T-Connect เป็นการให้บริการบนสัญญาณเครือข่ายผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

     

    มั่นใจได้ในระยะยาวไปกับการรับประกันจากโตโยต้า

    • รับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้า และการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ไฟฟ้า 8 ปี หรือ 160,000 กม.

    (นับจากวันส่งมอบรถยนต์ แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และมีความจุแบตเตอรี่ขั่นต่ำ 70%)

    • รับประกันคุณภาพตัวรถ TCFR Plus+ 5 ปี หรือ 150,000 กม.

    (นับจากวันส่งมอบรถยนต์ แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน เมื่อเข้าเช็กระยะตามกำหนดจากโปรแกรม TCFR Plus+)

    • มั่นใจกับบริการหลังการขายด้วยศูนย์บริการกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ

    (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2568)

    • บริการโดยช่างที่ผ่านการอบรมด้านรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ตามมาตรฐานโตโยต้า

    (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

    รับข้อเสนอพิเศษสูงสุด! [7 พ.ย. – 31 ธ.ค. 2568]

    1. ลูกค้าจากกิจกรรม NEW bZ4X Pre-registration
      • ส่วนลดเงินสด มูลค่า 20,000 บาท*
      • ดอกเบี้ยพิเศษ 99%*
    2. ลูกค้าทั่วไป รับฟรี ประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD*

    พร้อมลุ้นรับสูงสุด 3 ต่อ จากกิจกรรม “TOYOTA อาริกาโตะ โปรแจกใหญ่จัดเต็ม”*

    รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.toyota.co.th/yearend2025

    (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

    สอบถามรายละเอียด ทดลองขับ และจอง NEW bZ4X – MOTION OF TRUST

    ได้ที่โชว์รูมโตโยต้า พร้อมพบกับกิจกรรมต่างๆ ได้ดังนี้

    • วันที่ 29 พ.ย. 2568 – 10 ธ.ค. 2568: มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 Thailand International Motor Expo 2025 ณ Impact Challenger 1-3 เมืองทองธานี
    • วันที่ 12 – 14 ธ.ค. 2568: กิจกรรม ณ โชว์รูมโตโยต้า (เฉพาะโชว์รูมที่ร่วมรายการ)

    No Comment
  • ZEEKR พัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุมทุกมิติ เปิดสถานีชาร์จ ZEEKR Power กำลังไฟสูงสุด 400 kW แห่งแรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย เปิด ZEEKR Training Center เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมบุคลากรสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    1 Min Read

    ZEEKR พัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุมทุกมิติ เปิดสถานีชาร์จ ZEEKR Power กำลังไฟสูงสุด 400 kW แห่งแรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย เปิด ZEEKR Training Center เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมบุคลากรสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    SAKSORN

    ZEEKR แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมระดับสากล ประกาศเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เปิดสถานีชาร์จ ZEEKR Power ให้กำลังไฟสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์แห่งแรกในประเทศไทยศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางของลูกค้าให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และขานรับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโต พร้อมเปิดศูนย์ฝึกอบรม ZEEKR Training Center ในประเทศไทย เพื่อตอบสนองงานบริการหลังการขายให้ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    SAKSORN

    นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ZEEKR กับการมุ่งเน้นพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม ที่ผสานไว้ด้วยนวัตกรรมชั้นสูง ความปลอดภัย ความสะดวกสบายเหนือระดับ และยังคงไม่หยุดพัฒนาขยายเครือข่ายจุดขาย รวมถึงพัฒนาระบบนิเวศการใช้งานอย่างจริงจัง โดยล่าสุดประกาศเปิดตัวสถานีชาร์จ ZEEKR Power @Central World ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่มาพร้อมกำลังไฟสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยเป็นความร่วมมือกับอีโวลท์ เทคโนโลยี (Evolt Technology) ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ในการผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และสอดรับแผนงานขยายโครงข่ายสถานีชาร์จคุณภาพในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ซึ่งพร้อมรองรับยนตรกรรมอีวีทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) รถตู้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ รวมถึงรถสปอร์ตไฟฟ้า  เป็นต้น

    SAKSORN

    นายอเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ความตั้งใจในการมอบ Brand Experience ของ ZEEKR Thailand กว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาจากการเปิดตลาดในประเทศไทย มาจากความมุ่งมั่นในการนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ผ่านนวัตกรรมอัจฉริยะ และรูปลักษณ์ของยนตรกรรมที่โดดเด่นทุกมุมมอง โดยปัจจุบันได้มีการส่งมอบรถไปแล้วกว่า 3,000 คัน นับเป็นการตอกย้ำการยอมรับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่ถือว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเปิดตัวสถานีชาร์จ  ZEEKR Power @Central World ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อีวีที่มาพร้อมการขับขี่ที่สะดวกสบาย มีความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องไปกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ที่จะเติมเต็มมิติการใช้ชีวิตให้กับกลุ่มลูกค้าด้วย Clean Energy แบบครบวงจรในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นก้าวสำคัญของ ZEEKR Thailand ในการขับเคลื่อนแบรนด์สู่ความแข็งแกร่ง และยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในใจผู้บริโภคที่เป็นมากกว่าผู้นำด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

    สถานี ZEEKR Power @Central World มาพร้อมเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Fast Charge) ด้วยเครื่องชาร์จไฟกระแสตรง (DC Charging) กำลังไฟสูงสุด 400 กิโลวัตต์ (kW) จำนวน 2 หัวจ่าย นับเป็นหนึ่งในสถานีที่มีกำลังไฟแรงที่สุดในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน เพื่อส่งมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการชาร์จอย่างรวดเร็วและปลอดภัย รองรับ ZEEKR ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ZEEKR X, ZEEKR 009 และ ZEEKR 7X นอกจากนี้ภายในสถานียังติดตั้งเครื่องชาร์จไฟกระแสสลับ (AC Charging) กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ (kW) จำนวน 2 หัวจ่าย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานให้แก่ ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งอยู่บริเวณชั้น B1 ของลานจอดรถ ตรงกับเสาที่ Q24 – Q25 โดย ZEEKR Thailand มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้รถ ZEEKR เพียงเปิดใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน EVOLT และเชื่อมต่อข้อมูลรถ ZEEKR ภายในแอปฯ สามารถชาร์จฟรีตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 ธันวาคม 2568

    ทั้งนี้สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR Power ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ EVOLT นอกจากที่เซ็นทรัลเวิลด์ยังมีอีกจำนวน 5 สถานี เพื่อสร้างเครือข่ายพลังงานที่ครอบคลุมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานครถึงชลบุรี โดยรองรับ   การชาร์จทั้งรูปแบบ AC และ DC ได้แก่

    • ตลาดสามย่าน จำนวนช่องชาร์จ 4 ช่อง กำลังไฟ 22kW (1 หัว), 7kW (3 หัว)
    • ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำนวนช่องชาร์จ 4 ช่อง กำลังไฟ 22kW
    • BNN Park ราชพฤกษ์ จำนวนช่องชาร์จ 3 ช่อง กำลังไฟ 22kW
    • Harudot Café จังหวัดชลบุรี จำนวนช่องชาร์จ 4 ช่อง กำลังไฟ 150kW

    และสถานี One Bangkok เร็วๆ นี้

    พร้อมร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ SHARGE+ เปิดตัวจุดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จำนวน 2 สถานี บริเวณ Velaa Sindhorn Village และ K Village สุขุมวิท 26 เร็วๆ นี้ โดยมีเป้าหมายที่จะขยายสถานีชาร์จ เน้นครอบคลุมพื้นที่การใช้งานของกลุ่มเป้าหมายในใจกลางเมือง ถนนเส้นหลัก รวมถึง ZEEKR House ทั่วประเทศ พร้อมยึดมั่นในการ ส่งมอบประสบการณ์การใช้บริการสุดพิเศษ

    และด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์อัจฉริยะ และการบริการระดับมืออาชีพที่ถือเป็น “กุญแจสำคัญ” ของการสร้างมาตรฐานระดับสากล โดย ZEEKR ได้เปิดศูนย์ฝึกอบรม ZEEKR Training Center หรือ ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ นับเป็น HUB สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนลาดกระบัง ซอย 14/1 เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญของบุคลากรให้มีองค์ความรู้ความสามารถครอบคลุมงานบริการหลังการขายอย่างมีประสิทธิภาพ และในอนาคตจะมีการจัดการฝึกอบรมให้กับตัวแทนจำหน่ายในตลาดอาเซียน รวมถึงการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ และระบบการขับเคลื่อนเพื่อช่วยให้บุคลากรของตัวแทนจำหน่ายมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีอันล้ำสมัยตลอดเวลา

    โดยเป้าหมายหลักของการก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมคือเพื่อสานต่อพันธกิจสำคัญภายใต้แนวคิด “การพัฒนาศักยภาพ เพื่อการเดินหน้าสู่อนาคตร่วมกัน” ซึ่งจะเน้นการให้บริการไปที่ 4 ทิศทางหลัก โดยทิศทางแรก คือการมุ่งเน้นนำเสนอเนื้อหาของยนตรกรรมอีวีอย่างลึกซึ้ง ที่ไม่เพียงแต่อธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์จุดขายและการประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์จำลองต่างๆ ทิศทางที่สอง คือการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติ คือการนำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุมเนื้อหาเชิงปฏิบัติ เช่น เทคนิคการขาย การแก้ไขปัญหาทางเทคนิค และการจัดการปัญหาหลังการขายอย่างรวดเร็ว ทิศทางที่สาม คือการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคนิคและการจำลองสถานการณ์ การฝึกอบรมจะดำเนินการโดยใช้อุปกรณ์จริงและปัญหาจำลองจากสถานการณ์จริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทีมช่างเทคนิคจะมีการพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มความเชี่ยวชาญทักษะอันเป็นประโยชน์ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานประจำวันได้โดยตรง และทิศทางที่สี่ คือการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนทรัพยากร จะมีการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างพันธมิตรอย่างสม่ำเสมอ มีการเรียนรู้กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จร่วมกัน

    ติดตามความเคลื่อนไหว และสามารถจองสิทธิ์เป็นเจ้าของ ZEEKR ทุกรุ่นได้ที่ ZEEKR House ทั้ง 16 สาขา ทั่วประเทศได้แล้ววันนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ZEEKR Call Centre โทร 02-086-9999


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ฮอนด้า แนะนำ ‘CR-V e:HEV ใหม่’ พร้อมระบบฟูลไฮบริด e:HEV ทั้งไลน์อัป เพิ่ม Blind Spot Information และ Cross Traffic Monitor ทุกรุ่นย่อย และหลากฟีเจอร์ล้ำสมัย เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท เปิดจองสิทธิ์แล้ววันนี้กับโปรแรง! ฟรีบัตรน้ำมัน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 0.99% และประกันภัย 1 ปี ก่อนเตรียมเปิดราคาอย่างเป็นทางการ 28 พ.ย.นี้

    3 Min Read

    ฮอนด้า แนะนำ ‘CR-V e:HEV ใหม่’ พร้อมระบบฟูลไฮบริด e:HEV ทั้งไลน์อัป เพิ่ม Blind Spot Information และ Cross Traffic Monitor ทุกรุ่นย่อย และหลากฟีเจอร์ล้ำสมัย เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท เปิดจองสิทธิ์แล้ววันนี้กับโปรแรง! ฟรีบัตรน้ำมัน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 0.99% และประกันภัย 1 ปี ก่อนเตรียมเปิดราคาอย่างเป็นทางการ 28 พ.ย.นี้

    บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำและเปิดรับจองสิทธิ์ ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปรับไลน์อัปเป็นฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ SUV ไฮบริดสำหรับครอบครัวที่ครบและคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท* จัดเต็มความคุ้มค่าด้วยฟีเจอร์ใหม่! อาทิ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) และแอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว พร้อมทั้งอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากหลายรุ่น** ครั้งแรก! กับรุ่นย่อยใหม่ e:HEV HuNT กับดีไซน์อัปลุคสะท้อนไวบ์ที่แตกต่างอีกขั้น และรุ่นย่อย e:HEV RS ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้าอย่างลงตัว พิเศษ! รับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท*** พร้อมรับดอกเบี้ย 0.99%*** และฟรีประกันภัย 1 ปี สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อเป็นเจ้าของ Honda CR-V e:HEV ใหม่ ผ่านทางที่ปรึกษาการขายฮอนด้าที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 – 27 พฤศจิกายน 2568 พร้อมจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568***

    เตรียมพบกับการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda CR-V e:HEV ใหม่ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 รวมถึงสัมผัสได้ที่บูทฮอนด้า (A08) ในงาน Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่
    29 พฤศจิกายน 2568 – 10 ธันวาคม 2568 และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

    ไฮไลต์ข้อมูล ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’

    • ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย

    • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
    • ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย
    • สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด
    • ใหม่! ครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าประเทศไทย กับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES

    • เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
    • เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • อัปลุคทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์
    • สีภายนอก สีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) ในรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD

    โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย พร้อมราคาประมาณการ* ดังนี้

    • ใหม่! รุ่น e:HEV E ราคาประมาณการไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท

    รุ่นเริ่มต้นที่ครบครัน สัมผัสกับขุมพลังไฮบริดในเอสยูวีขนาดใหญ่ กับราคาที่เข้าถึงง่าย เอาใจสายคุ้มค่า
    ที่มองหาฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัวในทุกวัน

    • รุ่น e:HEV ES ราคาประมาณการ 1,5XX,XXX บาท

    ฟังก์ชันรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกการใช้งานของทุกคน พร้อมตอบโจทย์ความสะดวกสบายได้อย่างครบครัน

    • ใหม่! ครั้งแรกกับรุ่น e:HEV HuNT ลุคพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนตัวตนและไวบ์ที่แตกต่างของเหล่า HuNTSTER พร้อมมอบประสบการณ์สุดยูนีคในทุกเส้นทางที่โลดแล่น
    • ใหม่! รุ่น e:HEV RS ราคาประมาณการ 1,6XX,XXX บาท

    เพิ่มทางเลือกสำหรับสายมีสไตล์ ด้วยดีไซน์สปอร์ตเอกซ์คลูซีฟ ออปชันล้ำสมัยครบ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

    • รุ่น e:HEV RS 4WD ราคาประมาณการ 1,7XX,XXX บาท

    จัดเต็มสปิริตความสปอร์ตพรีเมียม ผสานระหว่างดีไซน์เอกซ์คลูซีฟ ฟังก์ชันครบ และสมรรถนะขับสนุกพร้อมลุยทุกสภาพถนนอย่างมั่นใจ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time™ AWD)

    ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/crv และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
    www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

    อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

    • เว็บไซต์: www.honda.co.th
    • Facebook Official Account: Honda Thailand
    • LINE Official Account: @honda-thailand

     

    รายละเอียดโดยย่อของ ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’

    ฟีเจอร์ใหม่จัดเต็ม ครบครันคุ้มค่า พร้อมอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากรุ่นย่อย เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน

    • ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย
    • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
    • ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย
    • สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด
    • ใหม่! ครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าประเทศไทย กับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
    • เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
    • เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

    ปรับลุคทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์

    ดีไซน์รุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD

    • เปลี่ยน! กันชนหน้าและหลัง สีดำแบบสปอร์ต
    • เปลี่ยน! ชายกันกระแทกด้านข้าง สีดำแบบสปอร์ต
    • เปลี่ยน! มือจับประตูด้านนอก สีดำแบบสปอร์ต

    • เปลี่ยน! ชุดตกแต่งภายในสีเงินอะลูมิเนียมรมดำ ลาย Hairline และสีดำแบบสปอร์ต
    • ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะหนังแท้และวัสดุหนังสังเคราะห์ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมใหม่!
      โลโก้ RS บนเบาะนั่งคู่หน้า
    • เปลี่ยน! ก้านพวงมาลัยสีดำแบบสปอร์ต

    ดีไซน์รุ่น e:HEV ES

    • เปลี่ยน! ชุดตกแต่งภายในสีเงินอะลูมิเนียม ลาย Hairline และสีดำแบบสปอร์ต

    ดีไซน์รุ่น e:HEV E

    • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว เปลี่ยนสีใหม่! สีดำ Berlina Black

    ดีไซน์รุ่น e:HEV HuNT ที่มาพร้อม ใหม่! ชุดแต่ง HuNT แพ็กเกจรอบคัน ได้แก่

    • ชุดเสริมหลังคาคู่
    • บันไดข้าง
    • คิ้วตกแต่งกระจังหน้าสี Glossy Copper
    • คิ้วตกแต่งไฟตัดหมอกสี Glossy Copper
    • แผงใต้กันชนหน้า
    • คิ้วตกแต่งซุ้มล้อหน้า-หลัง

    สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่

    • สีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
    • สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
    • สีขาวแพลทินัม (มุก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
    • สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
    • สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
    • สีดำคริสตัล (มุก)

    มาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Honda e:HEV ทุกรุ่นย่อย มอบสมรรถนะแรง เร้าใจ สมูทในทุกอัตราเร่ง ด้วยการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ในระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT กับเครื่องยนต์ขนาด
    2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง มั่นใจไม่ต้องรอรอบในทุกการออกตัว
    กับแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 19.6 กม./ลิตร**** (รุ่น e:HEV RS) และ 18.5 กม./ลิตร**** (รุ่น e:HEV RS 4WD)

    ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง ดีไซน์มาเพื่อความสะดวกสบายสำหรับทุกคนในทุกการเดินทาง พร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ใช้งานง่าย เพื่อไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวในทุกวัน

    • ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
    • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat)
    • ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster (รุ่น e:HEV ES, e:HEV HuNT, e:HEV RS, และ e:HEV RS 4WD)
    • หลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (รุ่น e:HEV ES, e:HEV HuNT, e:HEV RS, และ e:HEV RS 4WD)
    • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
    • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
    • ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง

    ครบครันเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย ครบถ้วนด้านเทคโนโลยีการขับขี่ระดับพรีเมียม ให้ทุกการเดินทางสู่จุดหมายเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ โดยทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ได้แก่

    • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
    • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
    • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
    • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
    • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้า
      ที่ความเร็วต่ำ
      (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
    • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN)

    พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและการขับขี่อื่น** อาทิ

    • ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) (ยกเว้นรุ่น e:HEV E)
    • ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
    • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC)
    • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold
    • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)

     

    หมายเหตุ:

    *ราคาประมาณการยังไม่รวมราคาสีพิเศษ (มุก)
    **อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
    ***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
    ****ทดสอบตามมาตรฐาน UN R101 ในห้องปฏิบัติการ / ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 6 (มอก. 3017-2563) อัตราประหยัดน้ำมันขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานจริงและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ไทยฮอนด้า ชวนชาว Forza และ ADV ลุยทริปเมืองรอง “THE 3FIFTY HIDDEN JOURNEY เขาค้อ – เชียงคาน” วันที่ 12 – 14 ธันวาฯ นี้

    1 Min Read

    ไทยฮอนด้า ชวนชาว Forza และ ADV ลุยทริปเมืองรอง “THE 3FIFTY HIDDEN JOURNEY เขาค้อ – เชียงคาน” วันที่ 12 – 14 ธันวาฯ นี้

    ไทยฮอนด้า เชิญชวนชาว Honda Forza และ Honda ADV รุ่น 350 ซีซี ร่วมปักหมุดครั้งใหม่ “THE 3FIFTY HIDDEN JOURNEY เขาค้อ – เชียงคาน” ทริปขับขี่ท้าลมหนาวบนเส้นทางสุดสายหมอก ระหว่างวันที่ 12–14 ธันวาคม 2568 นี้ สัมผัสเส้นทางธรรมชาติอันงดงาม สนุกกับโค้งทางคดเคี้ยว และค้นหาพิกัดลับเมืองรองสุดชิลตลอด 3 วัน 2 คืน

    กิจกรรม THE 3FIFTY HIDDEN JOURNEY ครั้งนี้จะพาผู้ร่วมทริปขับขี่ขึ้นสัมผัสยอดเขาสูงของเขาค้อ เยือนวัดผาซ่อนแก้วและทุ่งกังหันลม ชื่นชมวิวธรรมชาติจากจุดเช็กอินไฮไลต์อย่างอนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ ก่อนแวะจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ท่ามกลางวิวภูเขา พร้อมสัมผัสประสบการณ์ Local แสนชิลในแบบเมืองรอง ที่ให้ลูกค้าได้ทดสอบสมรรถนะการขับขี่อย่างเต็มอิ่ม พร้อมปักหมุดเช็กอินแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง

    ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม “THE 3FIFTY HIDDEN JOURNEY เขาค้อ-เชียงคาน” ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าจะเต็ม จำนวนจำกัดเพียง 65 คันเท่านั้น สำหรับลูกค้ากลุ่ม Honda Forza350 และ Honda ADV350 ที่ศูนย์บริการ Honda Wing Center สาขาที่ร่วมรายการ ได้แก่ พ.สหายยนต์ (1987), สุพศินฮอนด้า (2002), ชัยสวัสดิ์ มอเตอร์ไบค์, พรพิวัฒน์ยานยนต์ ขอนแก่น, ณัฐพงษ์มอเตอร์ (1989) และ เอส.พี.ไฮบริด

     

    เว็บไซต์: www.thaihonda.co.th/honda
    เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า: fb.com/hondamotorcyclethailand
    IG: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
    Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
    Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA

    #THE3FIFTY #THE3FIFTYHIDDENJOURNEY #ทริปปักหมุดให้สุดคลาส
    #เขาค้อ #Khaokho #เชียงคาน #Chiangkhan
    #FORZA350 #Beyondtheexceptional #ADV350 #ExploreYourLimitless
    #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • GWM เปิดสเปก NEW GWM POER SAHAR DIESEL จัดเต็มทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำหน้า ท้าให้ลอง พร้อมปฏิวัติรถกระบะในไทย 29 พฤศจิกายนนี้!

    2 Min Read

    GWM เปิดสเปก NEW GWM POER SAHAR DIESEL จัดเต็มทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำหน้า ท้าให้ลอง พร้อมปฏิวัติรถกระบะในไทย 29 พฤศจิกายนนี้!

    GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” หลังเผยโฉมให้คนไทยได้เห็นกันเป็นครั้งแรกที่งาน TANK FEST 2025 ล่าสุด GWM (Thailand) เผยสเปกรถกระบะสมรรถนะสูงขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วใน NEW GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL รถยนต์ตระกูลออฟโรดจาก GWM โดย NEW GWM POER SAHAR DIESEL จะเข้ามายกระดับไลฟ์สไตล์และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า พรีเมียมกว่า และใหญ่กว่า ด้วยจุดเด่นทั้ง 4 ด้านที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถกระบะในไทย ได้แก่ 1.) สมรรถนะสูงที่ควบคู่มากับอัตราการบริโภคน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ 2.) ความสามารถในการขับขี่พร้อมลุยในทุกไลฟ์สไตล์ 3.) ความพรีเมียมและความสะดวกสบายเหนือกว่ารถกระบะในเซ็กเมนต์เดียวกัน และ 4.) เทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ทั้งหมดนี้หลอมรวมให้ NEW GWM POER SAHAR DIESEL พร้อมเป็นคู่หูที่อยู่เคียงข้างทุกวัน ตั้งแต่วันทำงานจนถึงช่วงท่องเที่ยวและผจญภัยไปยังปลายทางใหม่ ๆ ด้วยบุคลิกแข็งแกร่งและภายในพร้อมฟังก์ชันสุดพรีเมียม รองรับการปรับแต่งตามความต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการผจญภัยที่สมบุกสมบันและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

    NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9AT) ถ่ายทอดพลังอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองฉับไว มั่นใจได้ทั้งการใช้งานจริงและการเดินทางไกล โดดเด่นด้วยมิติตัวรถยาว 5,445 มิลลิเมตร กว้าง 1,991 มิลลิเมตร สูง 1,924 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,350 มิลลิเมตร พร้อมลุยทุกสถานการณ์ด้วยระยะความสูงใต้ท้องรถ 224 มิลลิเมตร และความสามารถลุยน้ำได้ลึกถึง 800 มิลลิเมตร เติมความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าสีดำ ราวหลังคาและบันไดข้างสีดำ กรอบหน้าต่างสีดำ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบรมดำ พร้อมล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว จับคู่ยาง 265/60 R18 ที่รับกับดีไซน์ภายนอกอย่างลงตัว

    NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่

    • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 4T PRO DOUBLE CAB AUTO
    • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 4T ULTRA DOUBLE CAB AUTO
    • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 4T ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD

    พร้อมตัวเลือกสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ และสีเทา เติมเต็มบุคลิกแข็งแกร่งและพรีเมียมได้อย่างชัดเจน ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำสุดหรู เน้นบรรยากาศเรียบหรูทันสมัย ให้ความรู้สึกมั่นใจและผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการจัดวางพื้นที่ใช้งานอย่างลงตัว รองรับทั้งภารกิจงานบุกลุยและไลฟ์สไตล์แบบพรีเมียมบนทุกเส้นทาง

     

    4 จุดเด่นที่ฉีกกฎความเป็นรถกระบะแบบเดิม ๆ

    • สมรรถนะสูงที่ควบคู่มากับอัตราการบริโภคน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ: NEW GWM POER SAHAR DIESEL ขุมพลังดีเซล 4T เจเนอเรชันใหม่ ถ่ายทอดกำลังแบบต่อเนื่องและฉับไว ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวตันเมตรตั้งแต่รอบต่ำ 1,500–2,500 รอบ/นาที เสริมการเผาไหม้ให้แม่นยำด้วยหัวฉีดแรงดันสูง 2,000 บาร์ ขณะที่ชุดเกียร์ 9 สปีดมีช่วงอัตราทดเกียร์ 8.843 สามารถเข้าสู่เกียร์ 9 ที่ความเร็วเพียง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยลดรอบเครื่องและใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า พร้อมยกระดับไปอีกขั้นด้วยการควบคุม NVH (Noise, Vibration, and Harshness) อย่างมีประสิทธิภาพ มอบความนิ่ง เงียบ นุ่มนวล ในการนั่งและการขับขี่ มอบความผ่อนคลายทั้งการเดินทางในเมืองและนอกเมือง ขณะเดียวกันยังมาพร้อมถังน้ำมันขนาดใหญ่ 78 ลิตร วิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมหนึ่งถัง ช่วยให้การเดินทางในทุกสไตล์ทั้งระยะสั้น-ยาว เป็นไปอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังคุ้มค่าด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 14 กิโลเมตรต่อลิตร (ในรุ่น 2WD) และ 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร (ในรุ่น 4WD) ตามมาตรฐาน NEDC นอกจากนี้ ยังมาพร้อมดิสก์เบรค 4 ล้อ และการปรับจูนช่วงล่างให้เหมาะกับถนนเมืองไทยและพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทยอีกด้วย

    • ความสามารถในการขับขี่พร้อมลุยในทุกไลฟ์สไตล์: NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อม 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดปกติ สปอร์ต และประหยัด (สำหรับรุ่น 2WD) ช่วยบาลานซ์ความสนุกและความคุ้มค่า ในขณะที่รุ่น 4WD มาพร้อมโหมดการขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) และโหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบอัตราทดเกียร์ต่ำ (4L) เพื่อรับมือทั้งการเดินทางทั่วไปและเส้นทางออฟโรดอย่างลงตัว เพิ่มความคล่องตัวและความมั่นใจให้ทุกการเดินทางตั้งแต่ในเมืองและนอกเมือง ผสานระยะใต้ท้อง 224 มิลลิเมตร และความสามารถลุยน้ำลึก 800 มิลลิเมตร กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศาและระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ Body Transparent (เฉพาะรุ่น 4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) ที่ช่วยให้เห็นอุปสรรคที่ซ่อนอยู่ เพิ่มทัศนวิสัยขณะผ่านพื้นที่แคบหรือทางขรุขระ ทำให้ทุกจังหวะการควบคุมแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น หมดห่วงไร้กังวลเมื่อต้องเจอเส้นทางที่ท้าทาย

    • ความพรีเมียมและความสะดวกสบายเหนือกว่ารถกระบะในเซ็กเมนต์เดียวกัน: ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้กว้าง พรีเมียม และใช้งานง่าย ด้วยโทนภายในสีดำเสริมความรู้สึกพรีเมียมตั้งแต่แรกสัมผัส เบาะหลังปรับเอนได้ 2 ระดับ (ประมาณ 33 องศา) ให้นั่งสบายขึ้นทุกระยะทาง พร้อมพนักพิงเบาะพับได้แบบ 40:20:40 ที่มาพร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว รองรับทั้งการโดยสารและการขนของได้อย่างลงตัว วัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์พรีเมียม นั่งสบายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เหมาะทั้งวันทำงานและทริปครอบครัว มอบประสบการณ์ขั้นกว่าด้วยหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 3 นิ้ว (ในรุ่น 2.4T PRO) และขนาด 14.6 นิ้ว (ในรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) เกียร์ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า Electronic Shifter บริเวณคอนโซลกลาง เสริมความสะดวกสบายด้วย Smart Key และ Push Start ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา และระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด เบาะคนขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับแบบไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่ด้วยพอร์ต USB หน้า-หลัง (มีช่องต่อสำหรับกล้องบันทึกภาพแยกต่างหาก) และช่องจ่ายไฟสำรอง 220V ในรถ พร้อมที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย มอบความสะดวกสบายแบบเต็มพิกัด ทำให้ทุกการเดินทางด้วยรถกระบะ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    • เทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถกระบะทั่วไป: สะดวกและปลอดภัยด้วยชุดเทคโนโลยีครบครัน อาทิ ระบบสั่งการด้วยเสียงและระบบนำทาง ช่วยลดการละสายตาและการสัมผัสปุ่ม รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย เชื่อมต่อโลกดิจิทัลได้ต่อเนื่อง เสริมความอุ่นใจด้วยระบบช่วยขับและความปลอดภัยมากถึง 26 รายการ (ในแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน) อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการเข้าโค้งอัจฉริยะ (ACC), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ขณะที่โครงสร้างตัวถังใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงกว่า 3% ของโครงสร้างทั้งหมด ทนแรงบิดได้ 61,118 นิวตันเมตร/องศา แรงดัดได้ 26,163 นิวตันเมตร/มิลลิเมตร และหลังคารับแรงกดได้ถึง 4.88 เท่าของน้ำหนักตัวรถ ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง ปกป้องทุกคนในครอบครัวในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

    The Next Level of Lifestyle Partner แต่งได้ทุกทางใช้ได้ทุกวัน

    ยิ่งไปกว่านั้น NEW GWM POER SAHAR DIESEL ถูกวางตำแหน่งให้เป็นเหมือนเพื่อนที่รู้ใจที่จะยกระดับทุกไลฟ์สไตล์ไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการปรับแต่งได้หลากหลายตามความต้องการ รองรับทั้งวันทำงาน ทริปท่องเที่ยว และการผจญภัย ผสานความพรีเมียมกับความอเนกประสงค์ไว้ในคันเดียว ไม่ว่าจะเป็น สายแคมป์ปิ้ง สายกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องบรรทุกอุปกรณ์ทั้งชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ สายลากจูงรถบ้านเดินทางท่องเที่ยว หรือแม้แต่สายออฟโรด ก็จบได้ภายในคันเดียวในทุกเส้นทาง พร้อมภาพลักษณ์ทันสมัย โดดเด่น และสะดวกสบาย

     

    GWM (Thailand) เตรียมเปิดตัวและเผยราคาอย่างเป็นทางการของ NEW GWM POER SAHAR DIESEL ภายในงาน Motor Expo 2025 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานกระบะพรีเมียมทั้งด้านสมรรถนะ ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี และความปลอดภัย

     

    #GWM #GWMThailand #GWMPOER #POER #POERDIESEL #NEWGWMPOERSAHARDIESEL #MotorExpo2025


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment