-
“ข้อเสนอเร้าใจ ดีล FAST ขับสบายมั่นใจยาวๆ” ที่บูธโตโยต้า ในงาน “FAST AUTO SHOW THAILAND 2026” 1 – 5 กรกฏาคม นี้ ที่ไบเทค บางนา
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เข้าร่วมแสดงรถในงาน “FAST AUTO SHOW THAILAND 2026” นำเสนอยนตรกรรมโตโยต้ายอดนิยม รถตกแต่งพิเศษหลากหลายรุ่น และมีให้ทดลองขับภายในงาน พิเศษสุด! ! “ดีล FAST ขับสบายมั่นใจยาวๆ” ภายใต้แคมเปญ “โตโยต้า ฟูลฟิล ดีลสุดคุ้ม ” สำหรับลูกค้าที่จองรถโตโยต้าภายในงาน ที่บูธโตโยต้า (บูธ A1) ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 1-5 กรกฏาคม 2569 และที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดทัพขบวนรถยนต์โตโยต้าหลากหลายรุ่น และรุ่นแต่งพิเศษ มาให้ทุกท่านได้สัมผัสกันภายในงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้อย่างครบถ้วน รวมถึงข้อเสนอสุดเร้าใจ พบกับ รถยนต์ SUV นำโดย bZ4X / COROLLA CROSS / YARIS CROSS รถยนต์นั่งซีดาน CAMRY รถยนต์เพื่อการพาณิชย์หลากหลายรุ่น HILUX CHAMP / HILUX REVO / FORTUNER LEADER S / LAND CRUISER FJ น้องใหม่มาแรง และรถยนต์ยอดนิยม อย่าง YARIS ATIV HEV / YARIS
โปรแรงกลางปี! ออกรถโตโยต้าวันนี้ รับความคุ้มค่าจัดเต็ม “โตโยต้า ฟูลฟิล ดีลสุดคุ้ม”
โตโยต้าเสิร์ฟโปรโมชันเด็ดช่วงกลางปี ฟูลฟิลให้คนไทยออกรถง่าย มูลค่ารวมกว่า 470 ล้านบาท ภายใต้แคมเปญ “โตโยต้า ฟูลฟิล ดีลสุดคุ้ม” กับข้อเสนอพิเศษ ถึง 2 ต่อ
คุ้มต่อ 1 แค่สแกนเลือกรับเลย! บัตรกำนัลส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท หรือ ส่วนลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.4%
คุ้มต่อ 2 จองใน 7 วัน ลุ้นรับเพิ่มทุกสัปดาห์ บัตรกำนัลส่วนลดรถยนต์ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าน้ำมัน/ค่าชาร์จไฟสูงสุด 100,000 บาทอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.toyota.co.th/midyear2026
TOYOTA ACCESSORIES ครบทุกสไตล์ มั่นใจทุกการใช้งาน มาตรฐานโตโยต้า
เปิดมิติใหม่ของการแต่งรถด้วยอุปกรณ์ตกแต่งที่ออกแบบภายใต้มาตรฐานโตโยต้า ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ทั้งดีไซน์ที่เข้ากับตัวรถ สะท้อนความเป็นตัวคุณ โดนเด่นแบบมีเอกลักษณ์ มาพร้อมการควบคุมคุณภาพที่ไว้ใจได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองหรือโลดแล่นสู่เส้นทางไกล และอุปกรณ์ตกแต่งโตโยต้ามาพร้อมการรับประกันสูงสุด 3 ปี หรือ 100,000 กม.1 ให้ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความสบายใจตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง
- ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Charismo Luxe รุ่น Camry
“เผยตัวตนสปอร์ต…ที่มาพร้อมความเหนือระดับ” ราคาทั้งชุด 29,990 บาท3
- สเกิร์ตกันชนหน้า ราคา 7,500 บาท
- ชุดสเกิร์ตข้าง ราคา 9,890 บาท
- สเกิร์ตกันชนหลัง ราคา 6,700 บาท
- สปอยเลอร์หลัง ราคา 5,900 บาท
- ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Lusso รุ่น Yaris
“สายแต่งดีไซน์สปอร์ต เหมาะสำหรับคนที่ชอบความโดดเด่นและลงตัว” ราคาทั้งชุด 19,990 บาท3
- สเกิร์ตกันชนหน้าราคา 4,240 บาท
- สเกิร์ตกันชนหลัง ราคา 5,150 บาท
- ชุดสเกิร์ตข้าง ราคา 6,200 บาท
- สปอยเลอร์หลังคา ราคา 4,400 บาท
- ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Charismo Drift รุ่น Yaris Ativ
“ตกแต่งอย่างมีสไตล์ ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์” ราคาทั้งชุด 19,990 บาท3
- สเกิร์ตกันชนหน้า ราคา 4,600 บาท
- ชุดสเกิร์ตข้าง ราคา 6,500 บาท
- สเกิร์ตกันชนหลัง ราคา 4,600 บาท
- สปอยเลอร์หลัง ราคา 4,290 บาท
- ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Charismo Rock รุ่น Hilux Travo prerunner
“ตกแต่งอย่างมีสไตล์ ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์” สู่อีกขั้นของภาพลักษณ์ออฟโรดที่ไม่ซ้ำใคร
ราคาทั้งชุด 13,000 บาท ลดเหลือ 9,999 บาท
- ชุดตกแต่งกันชนหน้า คาริสโม่ ราคา 6,000 บาท
- คิ้วตกแต่งฝากระโปรงด้านข้าง ราคา 1,600 บาท .
- คิ้วกันกระแทกประตู (ใหญ่) D-CAB ราคา 3,500 บาท
- สปอยเลอร์ท้ายกระบะ ราคา 1,900 บาท
- ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Drift package รุ่น Hilux Revo Z-Edition
“ตกแต่งสไตล์สปอร์ตเรซซิ่ง โดนใจวัยรุ่นสายซิ่งและผู้ที่ชื่นชอบการแต่งแนวสปอร์ตจัดเต็ม”
ราคา 13,100 บาท
อุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้า (TGA)
- ชุดแต่งบันไดข้าง D-CAB ราคา 7,600 บาท
อุปกรณ์ตกแต่งจากพันธมิตร (แบรนด์ AZZY)
- สเกิร์ตกันชนหน้า ราคา 5,500 บาท
- ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Unbound Explore รุ่น Land Cruiser FJ
“เพราะชีวิต ต้องลุยนอกกรอบที่คุ้นเคย” ราคา 32,450 บาท ลดเหลือ 25,960 บาท
- แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ARB ราคา 8,500 บาท
- สน็อกเกิล ราคา 15,600 บาท
- ชุดบังโคลนล้อ ราคา 8,350 บาท
มั่นใจทุกเส้นทาง บริการครบวงจรกับโซน “TOYOTA TRUSTED SERVICES” เพื่อความสบายใจสูงสุดในการใช้รถ
“T-Connect” แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ทุกประสบการณ์การใช้รถโตโยต้าเป็นเรื่องง่าย ครบทั้งความสะดวก ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง
เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน T-Connect และลงทะเบียนข้อมูลรถยนต์ ก็สามารถเชื่อมต่อบริการระหว่างโตโยต้าและลูกค้าได้ทันที ผ่านเทคโนโลยี Connected ที่ช่วยให้คุณใช้งานรถได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัยในทุกการเดินทาง ด้วยบริการด้านความปลอดภัย (Safety Services) อาทิ Find My Car บริการค้นหาตำแหน่งรถ หมดกังวลเรื่องรถหาย และ SOS ที่พร้อมประสานงานให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และอีกกว่า 20 บริการ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ … www.t-connect.in.th/T-connect.aspx
พิเศษ! เมื่อจองรถและลงทะเบียนแอป T-Connect ภายในงาน รับบัตรสตาร์บัคส์มูลค่า 100 บาท
“KINTO” คินโตะ มีรถใช้ไม่ต้องซื้อ ทางเลือกการบริการเพื่อความสบายใจในการใช้รถ จ่ายรายเดือนราคาเดียว ครอบคลุมทุกการบริการแบบครบวงจร ทั้งค่าใช้ค่าเรื่องการบำรุงรักษา อะไหล่ ยาง และแบตเตอรี่ ประกันภัยชั้น 1 พรบ. ภาษี ต่อให้แบบอัตโนมัติทุกปี หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายแฝง ตอบโจทย์ทั้งรูปแบบบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล พร้อมรถยนต์ให้เลือกหลากหลายรุ่น สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานระยะสั้น หรือระยะยาว ตั้งแต่ 1 – 7 ปี สมัครบริการวันนี้พร้อมสิทธิพิเศษ ผ่านช่องทางออนไลน์ ง่าย อนุมัติไว
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kinto-th.com
พิเศษ! สมัครบริการ KINTO ONE วันนี้ รับบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท สำหรับ Yaris ATIV และ Land Cruiser FJ และสำหรับ bZ4X รับ EV Charging Credit มูลค่า 10,000 บาท สำหรับรถยนต์โตโยต้ารุ่นอื่น ๆ รับบัตรน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท โดยรับสิทธิ์หลังรับมอบรถ
เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้ายอดนิยมหลากหลายรุ่น พร้อมรับ “ข้อเสนอเร้าใจ FAST สุดทุกดีล” ในงาน “FAST AUTO SHOW THAILAND 2026” ระหว่างวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569 ณ บูธ A1 ฮอลล์ EH 102-103 ไบเทค บางนาและที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
อีซูซุ ตอกย้ำแนวคิด “คุ้มค่า…ฝ่าทุกวิกฤต” จัดเต็มครบทุกไลน์อัพ ทางเลือกแห่งความคุ้มค่า ในงาน FAST Auto Show Thailand 2026
“อีซูซุ” สะท้อนภาพลักษณ์ “Isuzu Trusted Buddy” อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย นำยนตรกรรมแห่งความคุ้มค่า 10 คันครบทุกไลน์อัพ ทั้งรถมาตรฐานที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และรถตกแต่งพิเศษที่พร้อมสะกดทุกสายตา จัดแสดงในงาน “FAST Auto Show Thailand 2026” พร้อมมอบข้อเสนอสุดเร้าใจและสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของรถอีซูซุได้ง่ายขึ้น พร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่า ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ตั้งแต่วันที่ 1 – 5 กรกฎาคม 2569
อีซูซุพร้อมเดินหน้าเคียงข้างคนไทยภายใต้คอนเซปต์ “อีซูซุคุ้มค่า…ฝ่าทุกวิกฤต” เพื่อนำเสนอยนตรกรรมที่ส่งมอบความคุ้มค่าขั้นสุดในทุกมิติ ตอบโจทย์ทั้งเรื่องสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน เพื่อช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นทุกวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ ด้วยจุดแข็งของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 2.2 และ 3.0 Ddi MAXFORCE ที่ไม่เพียงขับสนุกและแรงเท่านั้น แต่ยังผ่านมาตรฐานยูโร 5 และรองรับน้ำมัน B20 ในทุกรุ่น ช่วยประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างตรงจุด มั่นใจได้ในคุณภาพการผลิตมาตรฐานญี่ปุ่น “ทนทาน แข็งแกร่ง ไว้ใจได้” ที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน อุ่นใจกับระบบหลังการขายด้วยเครือศูนย์บริการครอบคลุม 330 สาขาทั่วประเทศ ราคาขายต่อดี คุ้มค่าด้วยศักยภาพของแบรนด์ที่ทุกคนเชื่อมั่น
มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุยังคงเดินหน้าตอกย้ำการเป็นเพื่อนคู่คิดที่ทุกคนไว้วางใจด้วยการขนทัพยนตรกรรมคุณภาพมาจัดแสดงรวม 10 คัน มีครบทั้งรถรุ่นมาตรฐานและรถตกแต่งพิเศษ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถ ทั้งสายลุยออฟโรด สายท่องเที่ยว หรือกลุ่มธุรกิจที่มองหารถสร้างรายได้ โดยเป็นรถที่ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศสูงกว่า 90% สนับสนุนให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อีซูซุยังได้จัดเตรียมโปรโมชั่นสุดพิเศษเพื่อแทนคำขอบคุณ และเชิญชวนให้ทุกท่านมาสัมผัส “ความคุ้มค่าที่แท้จริง” ด้วยตัวเองที่บูธอีซูซุ”
อีซูซุรุ่นมาตรฐาน จำนวน 5 คัน
- MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD 3.0 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Eiger Gray Opaque ที่สุดแห่งยนตรกรรมอเนกประสงค์สปอร์ตพรีเมียมขับเคลื่อน 4 ล้อทะยานข้ามทุกขีดจำกัดด้วยเครื่องยนต์ 0 Ddi MAXFORCE 190 แรงม้า ลุยฝ่าทุกอุปสรรคด้วยระบบ Terrain Command และ Rough Terrain Mode พร้อมความมั่นใจทุกการเข้าโค้งด้วย โช้กอัพใหม่! STIFF FLEX ดีไซน์สปอร์ตด้วยเส้นสาย Embrace Line โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Black Diamond Grille พร้อมสัญลักษณ์ RS รับกับไฟหน้าและไฟท้าย Dynamic Blade ดุดันขั้นสุดด้วยกันชนหน้าสไตล์ Fighter Jet พร้อม Air Curtain เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ เสริมความเท่ด้วย Fender Garnish สีดำ และล้ออัลลอย RS DESIGN ขนาด 20 นิ้ว ห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายด้วยเบาะ COOLMAX โอบรับสรีระ โดดเด่นด้วยการตกแต่งสัญลักษณ์ RS สี Lime Green หน้าจอสัมผัส 9 นิ้ว พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto มั่นใจด้วยพวงมาลัยไฟฟ้าและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานผสานกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมกล้องมองหลังที่มีเส้นกะระยะ Dynamic Guideline
- MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น ELEGANT สี Dolomite White Pearl ยนตร-กรรมอเนกประสงค์ดีไซน์สปอร์ตหรู สะท้อนความโอ่อ่าหรูหราในทุกมิติ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าสีเทาดำสลับ Titanium Carbide รับกับกันชนหน้าสีทูโทน และไฟหน้า Bi-Beam LED Projector ดีไซน์ Dynamic Blade ลงตัวกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในกว้างขวางพรีเมียม ตกแต่งคอนโซลและแผงประตูด้วย Titanium Gray Metallic และสี Piano Black นั่งสบายเหนือระดับด้วยเบาะ COOLMAX โทนสีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ TRUFFLE BROWN ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง 2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Rev Tronic พร้อมเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย นุ่มนวลและมั่นใจทุกจังหวะเข้าโค้งด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ลดการสั่นสะเทือนและการโคลงของตัวรถ พร้อมยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้นด้วย ใหม่! ระบบช่วยเหลือ ผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานผสานกับกล้องหน้าคู่ เรดาร์ 2 จุด และเซนเซอร์ 8 จุดรอบคัน
- ใหม่! ISUZU X-SERIES รุ่น HI-LANDER “2 HOT 2 HANDLE” 2.2 Ddi MAXFORCE สี Bavarian Black Mica ปิกอัพสปอร์ตยกสูงดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว ทะยานแรงไปกับครั้งแรกของขุมพลังใหม่! 2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าตอบสนองความเร้าใจทุกอัตราเร่งด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ใหม่! และเพิ่มความสนุกในการขับขี่ไปอีกขั้นด้วยระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย โดดเด่นสะกดทุกสายตากับชุดแต่ง The X Package ดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ดุดันด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer โทนเข้มตัดขอบแดง Garnet Red รับกับไฟหน้าดีไซน์พิเศษที่แทรกเส้นสาย Stylish Red Line สุดโฉบเฉี่ยว และไฟท้าย LED แบบ CLEAR LENS เสริมความสปอร์ตขั้นสุดด้วยกันชนหน้า-หลังสีเดียวกับตัวรถสติกเกอร์คาดหน้า-หลังลาย และล้ออัลลอยสี Gloss Black ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารยกระดับความพรีเมียมด้วยคอนโซลหน้าหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งด้วยสีเทาเข้มและ Piano Black นั่งสบายด้วยเบาะหนังสังเคราะห์ COOLMAX สีดำ พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง และเติมเต็มความสะดวกสบายด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว
- ใหม่! ISUZU D-MAX CAB4 “THE ONE & ONLY” 2.2 Ddi MAXFORCE เกรด L เกียร์อัตโนมัติ สี Bohemian Silver Metallic ปิกอัพดีไซน์เท่ แกร่งทุกมุมมอง เครื่องยนต์ 2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และโหมด Rev Tronic โดดเด่นสะกดสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer สีเทาไทเทเนียม–เงินเมทัลลิก ไฟหน้า Bi-Beam LED Projector พร้อมไฟท้าย LED แบบ Clear Lens กันชนหน้า–ท้าย และกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ ภายในอัปเกรดความทันสมัยด้วยคอนโซลหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินเมทัลลิกและสีดำลงตัว มอบความผ่อนคลายตลอดการเดินทางด้วยเบาะผ้าพรีเมียมสีดำ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วยหน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay พร้อมการเชื่อมต่อครบครันทั้ง Bluetooth, WiFi Mirroring ช่องชาร์จ USB-C และกล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะ Dynamic Guideline อย่างครบครัน
- ใหม่! ISUZU D-MAX SPACECAB “THE ONE & ONLY” 2.2 Ddi MAXFORCE เกรด L สี Elbrus Gray Opaque ปิกอัพดีไซน์เท่ สมรรถนะเหนือชั้นด้วยเครื่องยนต์ 2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer สีเทาไทเทเนียม–เงินเมทัลลิก ไฟหน้า Bi-Beam LED Projector พร้อมไฟท้าย LED แบบ Clear Lens กันชนหน้า–ท้าย และกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ ภายในห้องโดยสารอัปเกรดความทันสมัย คอนโซลหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำตกแต่งสีเงินเมทัลลิก หน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay ช่องชาร์จ USB-C และกล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะ Dynamic Guideline นั่งสบายทุกการเดินทางด้วยเบาะผ้าพรีเมียม
อีซูซุรุ่นตกแต่งพิเศษตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จำนวน 5 คัน
- MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น Active 2.2 Ddi MAXFORCE สี Dolomite White Pearl ยกระดับความสปอร์ตหรูไปอีกขั้นด้วยการตกแต่งพิเศษภายใต้แนวคิด “JAPANESE SPORT-SUV” โดดเด่นด้วยชุดแต่งบอดี้พาร์ทรอบคันจาก AKC เสริมมิติให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ชุดโหลดช่วงล่างจาก PROFENDER เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตเต็มขั้นด้วยล้ออัลลอย LENSO รุ่น JAGER APOLLO ขนาด 20 นิ้ว คู่กับยางรุ่นสมรรถนะสูง YOKOHAMA ADVAN SPORT ขนาด 265/50R20 ให้การยึดเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยม มั่นใจสูงสุดด้วยระบบห้ามล้อเกรดพรีเมียมจาก Run Stop หยุดรถได้อย่างมั่นใจด้วยระบบเบรกหน้า CALIPER แบบ 6 POT และเบรกหลัง CALIPER แบบ 4 POT จับคู่กับจานเบรกขนาดใหญ่พิเศษ 355 มิลลิเมตร ให้ระยะเบรกที่สั้น กระชับ และปลอดภัยในทุกสถานการณ์
- MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่น Active 2.2 Ddi MAXFORCE สี Dolomite White Pearl รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สไตล์สปอร์ตเรซซิ่ง ที่ร่วมมือกับ Bangkok Hot Rod Custom Show ผู้จัดงานประกวด Custom Car ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนำรถมาพลิกโฉมภายใต้คอนเซปต์ “Premium Tough” ผลิตจำนวนจำกัด โดดเด่นโดนใจสายสปอร์ตด้วยชุดบอดี้พาร์ทดีไซน์พิเศษ 19 ชิ้น จัดเต็มตั้งแต่ชุดกันชนหน้า คิ้วซุ้มล้อหน้า-หลัง ชุดตกแต่งด้านข้าง และกันชนท้าย พร้อมเสริมความโฉบเฉี่ยวด้วยชุดสติกเกอร์ลวดลายด้านข้างทรงสปอร์ต ปิดท้ายความดุดันสไตล์ออสเตรเลียนเอาท์แบ็ค ด้วยล้อ MX-FIDEL จาก LENSO ดีไซน์วงแหวน 2 ชั้น ที่จับคู่กับยาง LENSO RT07 ขนาด 265/65R17 นุ่ม เงียบ พร้อมลาย “คาโม่” เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่รองรับทุกการขับขี่ทั้งออนโรดและออฟโรด สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษนี้ได้ในราคาเริ่มต้น 30,000 บาท/ชุด เมื่อซื้อพร้อมรถ ราคาไม่รวมล้อแม็กซ์และยาง
- ใหม่! ISUZU V-CROSS 4X4 “THE ONE & ONLY” 2.2 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด Z สี Inishmore Gray Opaque มาพร้อมชุดแต่ง WILD เปิดมิติใหม่ด้วยขุมพลังดีเซลเจเนอเรชันล่าสุด 2 Ddi MAXFORCE จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด REV TRONIC ตอบสนองฉับไว ขับสนุก และประหยัดน้ำมัน โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดุดัน กระจังหน้า Multi-layer ภายในยกระดับความสบายแบบ FIRST CLASS ด้วยเบาะ COOLMAX สีดำ พร้อมระบบความบันเทิงเต็มรูปแบบ มั่นใจทุกการผจญภัยด้วยระบบ Professional 4×4 พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า E-Diff Lock และ Rough Terrain Mode ลุยน้ำลึกได้ถึง 800 มม. เสริมความดุดันด้วยล้อ LENSO ARGO ขนาด 18 นิ้ว และยาง TOYO OPEN COUNTRY ตอกย้ำความสปอร์ตออฟโรดขั้นสุดด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษจาก WILD เติมเต็มลุคแข็งแกร่งพร้อมลุยทุกเส้นทาง รวม 9 ชิ้น ประกอบด้วย ชุดสเกิร์ตกันชนหน้า สเกิร์ตข้าง คิ้วซุ้มล้อ และชุดตกแต่งกันชนท้าย
- ใหม่! ISUZU HI-LANDER “THE ONE & ONLY” 2.2 Ddi 4 ประตู รุ่น Z เกียร์อัตโนมัติ สี Dolomite White Pearl ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพยกสูงระดับ TOP CLASS ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 2 Ddi MAXFORCE ขับสนุกและประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยม อัปเกรดความเท่สไตล์สปอร์ตเรซซิ่งอย่างเหนือระดับ จัดเต็มด้วยชุดแต่งบอดี้พาร์ทรอบคันจาก FORTE รุ่น THUNZER HUNTER 2025 ถึง 9 ชิ้น พร้อมเสริมความหล่อให้เต็มขั้นด้วยล้อ LENSO JAGER DYNA ขนาด 20 นิ้ว และยางสมรรถนะสูง BRIDGESTONE รุ่น DUELER AT002 ขนาด 265/50 R20 ได้ลุคเรียบหรู ดุดัน ผสานลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ
- ใหม่! ISUZU D-MAX SPARK Cab-Chassis “THE ONE & ONLY” 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์ธรรมดา สี Siberian White ขีดสุดของรถปิกอัพเพื่อการพาณิชย์ที่ฉีกทุกกฎการขนส่งด้วยกระบะท้ายพื้นเรียบแบบ FLAT DECK ขยายพื้นที่รองรับการบรรทุกได้เต็มพิกัดโดยไม่ติดซุ้มล้อ เปิดฝากระบะเพื่อขนย้ายสิ่งของได้ง่ายดายถึง 3 ด้าน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด2 Ddi MAXFORCE ที่ให้กำลังแรง บิดสูง และประหยัดน้ำมันได้อย่างทรงประสิทธิภาพ คุ้มค่าและสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ต้องการเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจอย่างมืออาชีพ
สำหรับข้อเสนอพิเศษภายใต้แคมเพจ์น “อีซูซุคุ้มค่า…ฝ่าทุกวิกฤต” ภายในงาน FAST Auto Show Thailand 2026 อีซูซุพร้อมมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคอย่างจัดเต็ม โดยผู้ที่จองและออกรถ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 กรกฎาคม 2569 อีซูซุสนับสนุนค่าน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท พร้อมเงื่อนไขไฟแนนซ์สุดพิเศษ และเพิ่มความอุ่นใจด้วยฟรีโปรแกรมขยายการรับประกัน ISUZU SMART PROTECTION นานสูงสุด 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
นอกจากการนำเสนอยนตรกรรมแห่งความคุ้มค่าในทุกสถานการณ์แล้ว อีซูซุยังเดินหน้าตอกย้ำการเป็น “Isuzu Trusted Buddy อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย” ผ่านรูปแบบคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวซีรีส์แนวตั้งเรื่องแรก “ศูนย์รัก เช็กระยะเลิฟ” นำแสดงโดย ก็อต จิรายุ และ มุก วรนิษฐ์ บอกเล่าถึง คุณภาพ ความรวดเร็ว ความใส่ใจ และความคุ้มค่า ที่ศูนย์บริการอีซูซุพร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาสำคัญ ด้วยมาตรฐานการบริการที่วางใจได้ จริงใจและเข้าใจทุกความต้องการของผู้ใช้รถ เปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิดที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกการเดินทาง…ร่วมติดตามซีรีส์ “ศูนย์รัก เช็กระยะเลิฟ” ทั้งหมด 12 ตอน ทุกวันจันทร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผ่านช่องทาง Official ของอีซูซุ
เชิญสัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมสุดคุ้มค่า ISUZU D-MAX “THE ONE & ONLY”และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” ได้ที่งาน “FAST Auto Show Thailand 2026” ตั้งแต่วันที่ 1 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ บูธอีซูซุ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ร่วมติดตามและอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai
#isuzufastautoshow2026 #Isuzu #อีซูซุ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
“มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี” นำทัพยนตรกรรมหลากหลาย พร้อมเผยโฉม “มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่” เป็นครั้งแรก! ที่งานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ขนทัพยนตรกรรมครบทุกไลน์อัปลุยงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026 ตอกย้ำความแข็งแกร่งของยนตรกรรมคุณภาพที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ นำโดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ พร้อมเผยโฉมรถยนต์อีโค่ซีดาน มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ที่ได้รับการปรับลุคดีไซน์กระจังหน้าใหม่ให้โมเดิร์นขึ้น พ่วงด้วยการอัปเกรดเทคโนโลยีความปลอดภัยให้มั่นใจยิ่งกว่าเดิมตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ปิดท้ายความคุ้มค่าด้วย โปรแรง “ดอกเบี้ย 0%” และข้อเสนอพิเศษมากมายภายในงานนี้โดยเฉพาะ
มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางเสมอมา ตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดโดยทีมวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการส่งมอบบริการที่เหนือระดับ ภายใต้ปรัชญา ‘KOE’ (声) การรับฟังเสียงของลูกค้า และ ‘KANDO’ (感動) การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ ซึ่งสะท้อนผ่านไลน์อัปรถยนต์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจ จริงใจ และพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ Omotenashi (おもてなし) ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของลูกค้าตลอดช่วงเวลาของการใช้งาน
สำหรับงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026 เราขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสทัพยนตรกรรมมิตซูบิชิอย่างใกล้ชิด พร้อมรับโปรแรง ‘ดอกเบี้ย 0%’ และข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย ที่เราตั้งใจมอบให้เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและช่วยให้ทุกท่านเป็นเจ้าของรถยนต์มิตซูบิชิได้ง่ายยิ่งขึ้น”
รถยนต์ไฮไลต์ภายในบูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส นำโดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี รถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริดรุ่นล่าสุด ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยยอดขายสะสมกว่า 12,000 คันทั่วประเทศ โดยรถยนต์รุ่นนี้มากับแนวคิด MITSUBISHI e:MOTION ที่ผสานการทำงานของ 3 เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) รวมไปถึงช่วงล่างและระบบกันสะเทือนที่ได้รับการพัฒนาและทดสอบบนถนนเมืองไทยกว่า 100,000 กิโลเมตร ทำให้สามารถมอบประสบการณ์ “Xperience the Force” ที่ให้ความสนุกในการขับขี่ ความสะดวกสบาย และความมั่นใจในสไตล์คนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำหรับครอบครัวยุคใหม่ ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ รถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 50 อย่างต่อเนื่อง การันตีด้วยรางวัลคุณภาพ ”Thailand’s Most Admired Brand 2026” หมวดยานยนต์ กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) จากนิตยสาร BrandAge โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นมาด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในที่สปอร์ตพรีเมียมยิ่งขึ้น
ห้องโดยสารกว้างขวางและยืดหยุ่น เบาะปรับพับได้หลายรูปแบบ เสริมความอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ครอบคลุม 360 องศา ให้ทุกคนในครอบครัวได้ออกไปใช้ชีวิต และแบ่งปันช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกันอย่างสบายใจไร้กังวลนอกจากนี้ รถยนต์ไฮบริดทั้งสามรุ่นยังเพิ่มความอุ่นใจที่เหนือกว่าด้วย “โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน” รูปแบบใหม่ ที่ให้การคุ้มครองคุณภาพรถยนต์สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (จากเดิม 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร) และการรับประกันระบบไฮบริดสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (จากเดิม 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง) ขณะที่แบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริดยังคงได้รับการรับประกันนาน 10 ปี ตามเงื่อนไขการรับประกันเดิม ครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงานยังมีการเปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ รุ่นปี 2026 รถยนต์อีโค่ซีดานที่ได้รับการปรับโฉมให้สปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น ด้วยกระจังหน้าแบบ Sporty Front Grille ดีไซน์ใหม่ เติมเต็มบุคลิกให้ดูโฉบเฉี่ยวและมีเอกลักษณ์ยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังยกระดับความปลอดภัยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในรุ่นเริ่มต้นโดยรุ่น Active ได้ติดตั้ง ADAS Camera ที่มาพร้อมระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning – FCW) และระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Lane Departure Warning – LDW) นอกจากนี้ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ทั้งรุ่น Active และ Smart ยังผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 6 ด้วยเช่นกัน สำหรับด้านสมรรถนะยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร MIVEC ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ INVECS III CVT ที่ให้การขับขี่นุ่มนวล คล่องตัว และประหยัดน้ำมัน พร้อมห้องโดยสารที่จัดเต็มด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ ทำให้รถยนต์รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ใช่ สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ซีดานขนาดกะทัดรัดที่รวบรวมความคุ้มค่า ความประหยัด และความมั่นใจ
ไว้ในคันเดียวมิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ รุ่น Active มาในราคาจำหน่าย 564,000 บาท และรุ่น Smart มีราคาจำหน่าย 619,000 บาท โดยทั้งสองรุ่นมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา (Graphite Grey) สีดำ (Jet Black Mica) และสีขาว (White Diamond) (ราคาเพิ่ม 7,000 บาท)
เท่านั้นยังไม่พอ ภายในงานยังจัดแสดง มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ พลัส อัลตร้า (รุ่น 4 ประตูยกสูง) กระบะสายพันธุ์แกร่งที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง 2.4 Hyper Power ให้พละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า หลอมรวมสมรรถนะอันทรงพลังเข้ากับดีไซน์เข้มดุดันอย่างลงตัว มาพร้อมโครงสร้าง Mega Frame แชสซีส์ขนาดใหญ่ แต่น้ำหนักเบา ลุยได้ทุกเส้นทางและยึดเกาะถนนดีเยี่ยม ไม่ว่าจะลุยหนักหรือใช้งานชีวิตประจำวัน ก็พร้อมตอบ
ทุกความต้องการ รวมถึงยังมี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที ใหม่ มาในคอนเซปต์ “ครบเกินคุ้ม ให้เกินคลาส” โดดเด่นด้วยความคุ้มค่าทุกมิติ ทั้งดีไซน์หรูหราระดับไฮเอนด์ พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสุดครบครัน ในราคาเริ่มต้น 1.139 ล้านบาทผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมสัมผัสทัพรถยนต์คุณภาพจากมิตซูบิชิหลากหลายรุ่น พร้อมรับโปรแรง “ดอกเบี้ย 0%” และข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มอีกมากมาย ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (B1) ภายในงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026 ณ ฮอลล์ 102-103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ระหว่าง วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569 หรือที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิทั่วประเทศ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือมิตซูบิชิคอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์สประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
มาสด้าดีเดย์เริ่มส่งมอบ The All-Electric Mazda6e ให้กับลูกค้าแล้ววันนี้
มาสด้าเริ่มส่งมอบ The All-Electric Mazda6e ให้กับลูกค้าอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยมี นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นางสาวอัญญพร แซ่คู กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลบาทรอส ออโต้ จำกัด ร่วมเป็นตัวแทนส่งมอบรถ Mazda6e ให้กับ ดร.สิรินทร์ อัครพันธุ์ กรรมการบริหาร บริษัท เอแพค แลนด์ จำกัด ลูกค้าครอบครัวมาสด้า เพื่อแสดงความยินดีและขอบคุณในความไว้วางใจที่เลือกรถ Mazda6e ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งใหม่ โดยขณะนี้รถ Mazda6e ได้จัดส่งไปยังดีลเลอร์มาสด้าทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเร่งทำการส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด
สำหรับการส่งมอบรถ Mazda6e ครั้งนี้ จัดขึ้น ณ อาคาร เอแพค ทาวเวอร์ เอกมัย กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย โดยเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเอกมัย ภายใต้แนวคิด “Workplace of the Future” ได้รับการออกแบบและพัฒนาตามมาตรฐานสากลระดับสูง โดยมุ่งเน้นความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้อาคาร ซึ่งตอบโจทย์วิสัยทัศน์ของมาสด้าที่มุ่งเน้นถึงการให้ความสำคัญกับ โลก ผู้คน และ สังคม เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืนไปถึงผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป
สำหรับการส่งมอบรถใหม่ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Premiere Delivery” เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าที่จองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package ไว้ล่วงหน้า ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร ทั้งเรื่องของการมอบความพิเศษในการส่งมอบรถใหม่ การเตรียมความพร้อมเพื่อดูแลลูกค้าที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า การคัดสรรคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ความพร้อมด้านการบริการหลังการขาย การจัดเตรียมอะไหล่ และเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจและสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าตามแนวทาง Multi-solution Strategy ในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ที่มีความหลากหลายด้านรูปแบบพลังงาน พร้อมสร้างอนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Joy Drives Lives ที่เชื่อว่าความสุขจากการขับขี่สามารถส่งต่อเป็นความสุขในการใช้ชีวิตได้ในทุกวัน โดยมาสด้าพร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า และให้การดูแลอย่างใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วันแรกของการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าไปตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับความอุ่นใจและมั่นใจที่เลือกใช้รถยนต์มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจในทุกประสบการณ์ของทุกคนในครอบครัว
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดศูนย์ทำสีตัวถังรถยนต์แห่งใหม่ พร้อมเทคนิคการทำสี ‘Spectraflair’ ประกายรุ้ง
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดศูนย์ทำสีตัวถังรถยนต์แห่งใหม่ที่ทันสมัยที่สุด โดยถือเป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์สในเมืองครูว์ พร้อมเปิดตัวเทคนิคการทำสีใหม่ ‘Spectraflair’ ประกายรุ้งในรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่น Continental GT S ที่จะมีเพียงคันเดียวในโลกเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้
รถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น Continental GT, Continental GTC, Flying Spur และรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ที่จะเปิดตัวในปลายปีนี้จะได้รับการทำสี ณ ศูนย์ทำสีตัวถังรถยนต์แห่งใหม่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับ รุ่น Bentayga จะได้รับการดำเนินการ ณ ศูนย์ทำสีแห่งใหม่ในภายหลัง
ศูนย์ทำสีใหม่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 12,500 ตารางเมตรที่ประกอบไปด้วยอาคารที่สูงที่สุดในพื้นที่ โดยศูนย์ทำสีแห่งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการผลิตแบบดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่มาพร้อมกับการออกแบบให้มีพื้นที่เฉพาะสำหรับการกระบวนการพ่นสีแบบสั่งทำพิเศษในอนาคต
ภายในศูนย์ทำสีแห่งใหม่มีสองชั้น โดยแต่ชั้นได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกแง่มุมของกระบวนการผลิต พร้อมมอบสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับทั้งงานที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมากและงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติ
เทคโนโลยีการจัดการพลังงานและความร้อนที่ล้ำสมัยได้รับการติดตั้งภายในศูนย์ทำสีตัวถังรถยนต์แห่งใหม่เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความสะดวกสบายในการทำงานของทีมช่างฝีมือของเบนท์ลีย์ โดยระบบจะดักจับอากาศร้อนที่เกิดจากระบบพ่นสีไฮเทค และนำพลังงานจากอากาศกลับมาใช้ใหม่ภายในศูนย์ฯ ส่งผลให้ศูนย์ทำสีแห่งใหม่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องทำความร้อนเป็นเวลาสองในสามของปี
นอกจากประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้นแล้ว การนำสีรองพื้นแบบน้ำมาใช้ยังเข้ามาแทนที่สีรองพื้นแบบใช้ตัวทำละลายแบบเดิมด้วยความแม่นยำในการทาสีที่ดียิ่งขึ้น การลดปริมาณการใช้วัสดุ และระบบตรวจสอบการกรองที่จะช่วยทำให้ศูนย์ทำสีแห่งใหม่ลดปริมาณของเสียโดยรวมได้มากถึง 45% เมื่อเทียบกับศูนย์ทำสีเดิม
ศูนย์ทำสียังติดตั้งเครื่องเผาไหม้ความร้อนตกค้าง (RTO) ที่จะนำควันจากกระบวนการพ่นสีไปเผาที่อุณหภูมิ 1000°C เพื่อฟอกอากาศที่ปล่อยออกมาจากศูนย์ทำสีแห่งใหม่ โดยสามารถรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และลดการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ที่เกิดจากการดำเนินงานพ่นสีระยะยาวของเบนท์ลีย์ได้มากถึง 98%
ระบบการเชื่อมต่อขั้นตอนการผลิตของศูนย์ทำสีแห่งใหม่มาพร้อมกับรถลำเลียงอัตโนมัติ (AGV) จำนวน 10 คัน ซึ่งได้รับการตั้งโปรแกรมให้เคลื่อนย้ายตัวถังรถยนต์จากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด นับเป็นศูนย์ทำสีรถยนต์แห่งแรกของโลกที่มีการนำรถลำเลียงแบบอัตโนมัติมาใช้ ทำให้สามารถควบคุมสถานีต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น รองรับความต้องการด้านสีของลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างเต็มที่
เทคโนโลยี AGV เดียวกันนี้กำลังถูกนำไปผสานรวมเข้ากับการปรับปรุงอาคาร A1 ซึ่งเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเบนท์ลีย์ที่จะนำไปสู่การตรวจสอบรถยนต์ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และการปรับปรุงหลักการทำงานตลอดกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ
นอกจากนี้ ภายนอกอาคารศูนย์ทำสีแห่งใหม่ยังได้รับการตกแต่งด้วยแผงสี 45 ชุดที่ตกแต่งด้วยสีสันที่หลากหลายจากชุดสีของเบนท์ลีย์ที่ใช้สำหรับการนำเสนอลูกค้า โดยแต่ละแผงได้รับการทำสีโดยทีมช่างสีด้วยเทคนิคเดียวกันกับรถยนต์เบนท์ลีย์
Continental GT S รุ่นพิเศษคันเดียวในโลก นิยามใหม่แห่งความเป็นเลิศด้านการทำสีตัวถังรถยนต์
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เฉลิมฉลองการเปิดศูนย์ทำสีตัวถังรถยนต์แห่งใหม่ด้วยการรังสรรค์ยนตรกรรมรุ่น Continental GT S หนึ่งเดียวในโลกที่โดดเด่นด้วยสีตัวถังใหม่ล่าสุด ‘Spectraflair’ ซึ่งพ่นลงบนตัวถังรถยนต์ในห้องพ่นสี ณ ศูนย์ทำสีแห่งใหม่ สีใหม่นี้ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยช่างฝีมือของเบนท์ลีย์ในเมืองครูว์ด้วยการพัฒนาต่อยอดจากเฉดสีเขียว ‘Verdant’ เดิมของเบนท์ลีย์สู่เฉดสี ‘Spectral Verdant’ ที่สวยงาม ส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงธรรมชาติ
สำหรับเฉดสีใหม่ ‘Spectral Verdant’ คือ หนึ่งในเฉดสีพิเศษจาก Extended Paint Range by Mulliner นอกจากนี้ Continental GT S รุ่นพิเศษนี้ยังโดดเด่นด้วยแถบสีลายธงชาติสหราชอาณาจักรสีขาวมุก Ghost White Pearlescent ที่พ่นด้วยมือลงบนตัวถังด้วยเทคนิคการพ่นสีแบบพิเศษ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานงานฝีมือและนวัตกรรมของเบนท์ลีย์เพื่อส่งมอบรถยนต์รุ่นพิเศษให้แก่ลูกค้าทั่วโลก
สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษและทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์เบนท์ลีย์ โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
default -
News / News Motocycle1 Min Read
ไทยยามาฮ่า จับมือ ททท. จัดกิจกรรม Yamaha Fazzio The ICONIC Ride พาลูกค้ากว่า 100 คน เปิดประสบการณ์ใหม่ “ยะลา–เบตง” ส่งมอบ Kando ผ่านการเดินทางที่เต็มไปด้วยสีสัน และแรงบันดาลใจ
บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย พร้อมร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Yamaha Fazzio The ICONIC Ride : บันทึกสีสันใหม่ สุดแดนใต้” พาลูกค้าผู้ใช้รถจักรยานยนต์ Yamaha Fazzio กว่า 100 คน ออกเดินทางบนเส้นทาง ยะลา–เบตง กับทริปสุดประทับใจตลอด 2 วัน 1 คืน เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดชายแดนใต้ผ่านธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมส่งมอบ Kando หรือความประทับใจที่อยู่เหนือความคาดหมาย ผ่านประสบการณ์การเดินทางที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าออกไปค้นหาสิ่งใหม่ในแบบของตัวเอง
กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญระหว่าง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ สร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของจังหวัดยะลา และอำเภอเบตง พร้อมกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ตอกย้ำแนวคิด “สุขทันที…ที่เที่ยวไทย” ผ่านการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ที่ผสานไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และประสบการณ์ที่แตกต่างได้อย่างลงตัว
ตลอดเส้นทาง ผู้ร่วมทริปได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ พร้อมเช็กอินแลนด์มาร์กสำคัญของเบตง ไม่ว่าจะเป็น Skywalk Aiyerweng จุดชมวิวทะเลหมอกชื่อดังที่สามารถชมวิวได้แบบพาโนรามา, สะพานแขวนอัยเยอร์เวง ที่โอบล้อมด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์, อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ แลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเมือง รวมถึงร่วมกิจกรรม Art & Craft ละเลงสีกาแฟ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมทริปได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมกับศิลปินท้องถิ่น สัมผัสเสน่ห์ของงานคราฟต์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทุกกิจกรรมล้วนหลอมรวมเป็นช่วงเวลาแห่ง Kando ที่เกิดขึ้นจากรอยยิ้ม มิตรภาพ และความทรงจำอันแสนพิเศษตลอดการเดินทาง
มากกว่าการท่องเที่ยว กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างมิตรภาพของผู้ใช้ Yamaha Fazzio จากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ที่ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแบ่งปันแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ผ่านความชื่นชอบเดียวกัน จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่เต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และสีสันของคนรุ่นใหม่ สะท้อนแนวคิด “Feel The Unique Experience” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง พร้อมร่วมสร้างคุณค่าและประสบการณ์ร่วมกัน
บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยังคงมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการเดินทาง ด้วยการเชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งมอบ Kando ในทุกกิจกรรมที่ยามาฮ่าจัดขึ้น พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ยามาฮ่าได้ออกไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ บนทุกเส้นทาง
Yamaha Fazzio The ICONIC Ride : บันทึกสีสันใหม่ สุดแดนใต้ จึงไม่ใช่เพียงทริปการเดินทาง แต่คือการร่วมสร้างความทรงจำระหว่างแบรนด์ ผู้ใช้รถ และชุมชนท้องถิ่น ผ่านการเดินทางที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ มิตรภาพ และความประทับใจที่อยู่เหนือความคาดหมาย พร้อมตอกย้ำแนวคิด “สุดทุกทาง…ต่างทุกฟีล” และ “Feel The Unique Experience” ที่สะท้อนความเป็น Yamaha Fazzio ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
#TheIconicRide #Yamaha #FeeltheUniqueExperience #สุดทุกทางต่างทุกฟีล #ยามาฮ่าเร่งชีวิตให้เร้าใจ #YamahaRevsYourHeart #YamahaSocietyThailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News / News Motocycle1 Min Read
“ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” สุดแกร่ง แก้สถานการณ์เดือด คว้าท็อป 5 ศึก เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2026 แอสเซ่น เรซ 2
“ไม้คิว” เกียรติศักดิ์ สิงหพงษ์ นักบิดดาวรุ่งจาก “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” เจ้าของหมายเลข 85 ทำผลงานร้อนแรงต่อเนื่องในรายการเรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2026 สนาม 4 แอสเซ่น ราวด์ ที่สนามทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26-28 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
โดยเรซแรก “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” ออกสตาร์ตในกริดที่ 9 ไล่แซงขยับอันดับอย่างดุเดือดจนจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 6 เก็บคะแนนสะสมเพิ่มไปอีก 10 คะแนน รวมเก็บคะแนนประจำฤดูกาลไปทั้งหมด 57 คะแนน ขยับขึ้นสู่ท็อป 5
ล่าสุดการแข่งขันเรซที่ 2 เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” ออกสตาร์ตในกริดที่ 11 ก่อนจะต้องพบกับสถานการณ์สุดท้าทายเมื่อถูกเบียดแซงจนต้องขยับมาอยู่อันดับที่ 14 ในช่วงเริ่มต้นการแข่งขัน แต่จากนั้นนักบิดดาวรุ่งไทยก็แสดงให้เห็นถึงทักษะ ความมุ่งมั่นและสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งเมื่อสามารถยกระดับความเร็วสู้กับนักบิดดาวรุ่งจากทั่วโลกได้อย่างดุดันท่ามกลางการแข่งขันสุดเข้มข้นดุเดือด
การแข่งขันดำเนินมาถึงช่วง 4 รอบสุดท้าย “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” ต้องพบกับบททดสอบสำคัญอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวขยับจากหัวแถวลงมาอยู่อันดับที่ 15 แต่นักบิดดาวรุ่งไทยก็ฉายแววเด่นของการเป็น The Next Successor เมื่อสามารถแก้ไขสถานการณ์เร่งแซงขยับอันดับจนจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 5 เก็บคะแนนสะสมเพิ่มไปอีก 11 คะแนน รวมมีคะแนนสะสมทั้งหมด 68 คะแนน ขยับขึ้นสู่อันดับที่ 4 มีลุ้นโพเดียมประจำฤดูกาล 2026
“ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” กล่าวว่า
“ผมรู้สึกสนุกกับการแข่งขันมากครับ ผมพยายามไม่กดดัน ค่อยๆ หาจังหวะแซงไปเรื่อยๆ พอเราขยับมาอยู่แถวหน้าได้มันก็ยิ่งสนุกครับ ขอบคุณทุกกำลังใจที่สนับสนุนผมมาตลอดครับ”
โดย “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” จะลงทำการแข่งขัน รายการเรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2026 สนาม 5 ซัคเซนริง ราวด์ ณ ซัคเซนริง เซอร์กิต ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2026 นี้
แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH
#HondaRacingThailand #RaceToTheDream #Motorsport #RoadToMotoGP #TheNextSuccessor #RookiesCup #Maikiw #Maikiw85 #KS85
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เจาะลึกประวัติศาสตร์ Isuzu จากอู่ต่อเรือสู่ราชาดีเซลโลก
ในโลกของพลวัตทางธุรกิจ การที่แบรนด์หนึ่งสามารถดำรงอยู่และครองความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคได้ยาวนานกว่าศตวรรษไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สำหรับ Isuzu (อีซูซุ) นี่คือการเดินทางที่ผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณวิศวกรรมญี่ปุ่นและการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม จนกลายเป็นชื่อที่หยั่งรากลึกลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก
จากอู่เรือสู่ถนน: จุดกำเนิดและวิกฤตแผ่นดินไหวที่เปลี่ยนโชคชะตา
ในปี 1916 ท่ามกลางยุคสมัยที่ญี่ปุ่นกำลังกระหายเทคโนโลยีใหม่ Tokyo Ishikawajima Shipbuilding and Engineering ได้จับมือกับ Tokyo Gas and Electric Industrial เพื่อสร้างรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นภายใต้ความร่วมมือทางเทคนิคกับ Wolseley Motors Limited จากอังกฤษ รถยนต์นั่งคันแรกที่ผลิตในญี่ปุ่นคือรุ่น Wolseley Fifteen (A9) ในปี 1919 ทว่า DNA ที่แท้จริงของ Isuzu เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อพวกเขาผลิตรถบรรทุกรุ่น CP Truck ในปี 1921
จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้มาจากห้องประชุม แต่มาจากภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่คันโต (1923) ได้ทำลายระบบรางรถไฟซึ่งเป็นหัวใจของโลจิสติกส์จนเป็นอัมพาต รัฐบาลญี่ปุ่นต้องนำเข้ารถบรรทุกจากอเมริกามาเพื่อกู้ภัย เหตุการณ์นี้คือบทเรียนสำคัญที่ทำให้ Isuzu ตระหนักว่า “รถเก๋งอาจเป็นความฝัน แต่รถบรรทุกคือความจริงที่ช่วยกู้ชาติ” พวกเขาจึงทิ้งค้อนต่อเรือมาจับเครื่องยนต์เพื่อการใช้งานจริง จนกำเนิดเป็นรถบรรทุก 2 ตันรุ่น “Sumida P-type” และรถบัส “Sumida M-type No. 1” ในปี 1927 โดยชื่อ “Sumida” ตั้งตามแม่น้ำที่ไหลผ่านโรงงาน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเดินเครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนประเทศ
ศาสตร์แห่งชื่อและการสร้างอัตลักษณ์: จาก Sumida สู่ “ระฆัง 50 ใบ”
การตั้งชื่อแบรนด์ในเชิงสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและจิตวิญญาณ ตามบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อถึงปี 1989 แผนกผลิตรถยนต์ของ Ishikawajima ได้แยกตัวออกมาและควบรวมกับ DAT Automobile Manufacturing (ต้นกำเนิด Nissan) จนเกิดเป็น Jidosha Kogyo พวกเขาได้ใช้ชื่อแบรนด์อย่าง “Sumida” และ “Chiyoda” (ชื่อเขตพระราชวังอิมพีเรียล) เพื่อแสดงจุดยืนในฐานะผู้ผลิตหลักเพื่อความมั่นคงของชาติ
ในปี 1949 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Isuzu Motors อย่างเป็นทางการ โดยหยิบยกชื่อ “แม่น้ำอีซูซุ” ที่ไหลผ่านศาลเจ้าอิเสะ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่นมาใช้ ตัวคันจิของชื่อนี้ (五十鈴) แปลว่า “ระฆัง 50 ใบ” สื่อถึงความสะอาดบริสุทธิ์และการไหลเวียนที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความน่าสนใจในอดีตคือ Hino Heavy Industries เคยแยกตัวออกมาจากบริษัทนี้ในปี 1942 ทำให้ยักษ์ใหญ่สองรายในตลาดรถบรรทุกไทยแท้จริงแล้วคือ “พี่น้อง” ที่มีรากเหง้าเดียวกัน
ยุคทองของรถบรรทุกและการสถาปนา “เจ้าแห่งดีเซล”
หลังปี 1945 ญี่ปุ่นที่บอบช้ำจากสงครามต้องการการฟื้นฟู Isuzu ได้รับอนุญาตพิเศษให้ผลิตรถบรรทุกซีรีส์ TX40 และ TU60 เพื่อขนส่งปัจจัยพื้นฐาน
จนกระทั่งปี 1959 คือปีที่โลกได้รู้จักกับ “Isuzu Elf” ความอัจฉริยะของ Isuzu Elf คือการออกแบบในรูปแบบ “Cab-over” (เครื่องยนต์อยู่ใต้ที่นั่ง) ซึ่งพลิกโฉมการขนส่งในเมืองที่ถนนแคบของญี่ปุ่น ช่วยเพิ่มพื้นที่บรรทุกโดยไม่ต้องเพิ่มความยาวตัวรถ ความคล่องตัวนี้คือ “จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Isuzu กลายเป็นบรรทัดฐานของระบบโลจิสติกส์ในเมืองทั่วโลก (Global Standard)” มาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมา Isuzu ไม่หยุดแค่รถเล็ก เพราะในปี 1966 พวกเขาส่ง Isuzu TY หรือก็คือรถ Forward ในปัจจุบันลงตลาดเพื่อตอบโจทย์งานบรรทุกที่หนักขึ้น และเริ่มขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทุกความต้องการของขนส่งมวลชนและโลจิสติกส์ จนเราได้เห็นชื่อรุ่นระดับตำนานอย่าง Isuzu Cubic, Gala, และ Erga ซึ่งเป็นรถบัสโดยสารที่เห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น และ Isuzu Giga ยักษ์ใหญ่หัวลากสิบล้อที่เราเห็นกันบนทางหลวงบ้านเราบ่อยๆ
พันธสัญญา GM และกลยุทธ์ “รถนานาชาติ”

Hillman Minx หลังจากเชี่ยวชาญเรื่องรถบรรทุกแล้ว Isuzu ก็อยากกลับมาทำรถเก๋ง แต่เขารู้ตัวว่าทรัพยากรและเทคโนโลยีในตอนนั้นยังจำกัด วิธีที่เร็วที่สุดคือการหาพันธมิตร Isuzu จึงไปเซ็นสัญญากับ Rootes Group จากอังกฤษ เพื่อผลิตรถเก๋งรุ่น Hillman Minx ในญี่ปุ่นภายใต้ลิขสิทธิ์ของตัวเองในปี 1953 การทำแบบนี้ทำให้ Isuzu มีรถเก๋งไปสู้กับค่ายอื่นในตลาดได้ทันที และเป็นการเก็บเกี่ยววิชาเพื่อสร้างรถของตัวเองในอนาคตเมื่อวิชาแกร่งกล้าพอ ในปี 1961 Isuzu ก็เปิดตัว Isuzu Bellel ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งที่ Isuzu ออกแบบเองรุ่นแรก และตามมาด้วยรถสปอร์ตสุดคลาสสิกอย่าง Isuzu 117 Coupé แต่ปัญหาคือ Isuzu ในตอนนั้นเป็นผู้ผลิตรายเล็กรถที่ทำออกมาดัน “ใหญ่เกินไป” และ “แพงเกินไป” สำหรับตลาดญี่ปุ่นในยุคนั้น ทำให้ยอดขายไม่ได้หวือหวาอย่างที่คิด
ทศวรรษที่ 1970 คือยุคที่ Isuzu ต้องการขยายตัวสู่ระดับสากล การพบกันกับยักษ์ใหญ่อเมริกันอย่าง General Motors (GM) ในปี 1971 จึงเป็นจุดเริ่มของความสัมพันธ์ที่ยาวนานถึง 35 ปี ผลลัพธ์แรกคือรถกระบะ “Chevrolet LUV” ซึ่งผลิตโดย Isuzu แต่แปะตราเชฟโรเลตเพื่อรุกตลาดอเมริกา
ในปี 1974 Isuzu เริ่มใช้โลโก้ “เสาสองต้น” ซึ่งมีที่มาจากตัวอักษรฮิรางานะ “อิ” (い) สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ที่มั่นคง
ในปีเดียวกันนี้เอง Isuzu เปิดตัวรุ่น Gemini ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ GM รถรุ่นนี้กลายเป็น “รถนานาชาติ” เพราะมันถูกเอาไปเปลี่ยนชื่อขายทั่วโลก เช่นในตลาดอเมริกาย ขายในชื่อ Buick Opel หรือ Opel by Isuzu ในออสเตรเลียขายในชื่อ Holden Gemini หรือแม้แต่ในตลาดไทยเองก็ใช้ชี่อว่า Opel Gemini ในสมัยที่ Opel ยังทำตลาดอยู่… การร่วมมือนี้ทำให้ยอดส่งออกของ Isuzu พุ่งกระฉูดจากไม่ถึง 1% ในปี 1973 กลายเป็น 35% ภายในเวลาแค่ 3 ปี! ยอดผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว
พอถึงปี 1981 Isuzu เลิกเป็น “ผู้รับจ้างผลิต” อย่างเดียว แล้วเริ่มขายรถในอเมริกาด้วยชื่อแบรนด์ “Isuzu” ของตัวเองเป็นครั้งแรก รถรุ่นแรกที่ใช้ชื่อ Isuzu ขายคือรถกระบะรุ่น Isuzu P’Up หรือก็คือ Isuzu Faster โฉมที่ 2 และรถสปอร์ต Isuzu Piazza นอกจากนี้ Isuzu ยังไปจับมือกับ Suzuki เพื่อช่วย GM พัฒนารถเล็ก (S-Car) และขยายฐานการผลิตไปถึงอังกฤษในนาม IBC Vehicles ผลิตรถตู้ส่งขายทั่วยุโรป อย่าง Isuzu Fargo และ Suzuki Carry โฉมที่ 7
ในช่วงนี้เองที่โลกยอมรับว่า “ถ้าเครื่องยนต์ดีเซลต้องยกให้ Isuzu” เพราะเครื่องยนต์ของพวกเขาถูกนำไปใช้ในรถยนต์ยี่ห้อดังๆ ทั่วโลก ทั้ง Opel, Vauxhall, Land Rover และ Hindustan แม้แต่รถกระบะจิ๋วของเชฟโรเลตอย่างรุ่น S10 หรือก็คือ Colorado ในเวลาต่อมา ก็ยังต้องใช้ขุมพลังจาก Isuzu
ยุคแลกเปลี่ยน DNA กับ Honda
Isuzu Impulse (ซ้าย) กับ Isuzu Stylus (ขวา)
ในช่วงต้นยุค 90 Isuzu ที่เผชิญกับสถานการณ์บีบคั้นทางการเงิน เริ่มถอยจากตลาดรถนั่ง พวกเขาหยุดขายรุ่น Impulse และตามด้วย Stylus ในปี 1993 ซึ่งถือเป็นรถเก๋งรุ่นสุดท้ายที่ Isuzu ผลิตเองและวางขายในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการปิดตำนานรถเก๋ง Isuzu ในแดนลุงแซมอย่างเป็นทางการ… เมื่อไม่มีรถเก๋งเป็นของตัวเอง แต่ตลาดต้องการความหลากหลาย Isuzu จึงทำดีลสุดแปลกกับ Honda เป็นการแลกเปลี่ยนรถกันดื้อๆ
Honda Passport (ซ้าย) กับ Acura SLX (ขวา)
โดยที่ Honda ในเวลานั้นอยากได้รถ SUV มาขายจึงเอา Isuzu Rodeo ไปแปะตราเป็น Honda Passport และเอา Isuzu Trooper ไปทำเป็น Acura SLX ในขณะที่ Isuzu ที่ไม่มีรถครอบครัวขาย เลยเอา Honda Odyssey (มินิแวน) มาแปะตราขายในชื่อ Isuzu Oasis ในตลาดญี่ปุ่นเองก็แลกกันเยอะมากทั้ง Isuzu Gemini ที่แปลงมาจาก Honda Domani, Isuzu Aska ที่แปลงมาจาก Honda Accord, Isuzu Vertex ที่แปลงมาจาก Honda Civic EG โฉมตาโต
Isuzu Oasis (Honda Odyssey)
Isuzu Gemini (Honda Domani)
Isuzu Aska (Honda Accord)
Isuzu Vertex (Honda Civic)
Isuzu Axiom
Joe Isuzu
Isuzu เคยทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในอเมริกาเมื่อปี 1996 จากการเปิดตัวรถกระบะ Isuzu Hombre (ซึ่งจริงๆ คือร่างจำแลงของ Chevy S10 รุ่นที่ขายในบราซิล) ต่อมาในปี 2001 พวกเขาพยายามปลุกกระแสด้วยการเข็นรุ่น Axiom ออกมา พร้อมกับดึง “Joe Isuzu” ตัวละครเซลส์แมนสมมุติ แสดงโดยนักแสดงตลกชื่อดัง David Leisure มีจุดเด่นคือการพูดจาเกินจริงหรือโกหกหน้าตายเพื่อโปรโมทรถ กลับมาทำโฆษณาอีกครั้งเพื่อสร้างสีสัน
แม้จะพยายามแค่ไหน แต่ด้วยความที่รถรุ่นหลักอย่าง Rodeo และ Trooper เริ่มล้าสมัย ประกอบกับการบริหารที่ผิดพลาด ยอดขาย Isuzu ก็เริ่มดิ่งลงเหว ในปี 1999 General Motors (GM) ขยับเข้ามาถือหุ้นเพิ่มเป็น 49% และส่งผู้บริหารชาวอเมริกันเข้ามาคุม Isuzu North America เป็นครั้งแรก… ช่วงนี้เองที่ Isuzu กับ GM ร่วมกันตั้งบริษัท DMAX เพื่อผลิตเครื่องยนต์ดีเซลร่วมกัน ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ต่อมาได้กลายเป็นหัวใจหลักของรถกระบะ Full-size ในอเมริกาหลายรุ่น
“จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่การกำเนิด Isuzu D-Max และ Mu-7
ในช่วงปลายยุค 90 ถึงต้นปี 2000 Isuzu ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ยอดขายในอเมริกาเริ่มดิ่งลง รถเก๋งสู้คู่แข่งไม่ได้ จนต้องตัดสินใจ “เลิกผลิตรถยนต์นั่ง (Passenger Cars) อย่างถาวร” ในปี 2002 เพื่อทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่สิ่งที่พวกเขาเก่งที่สุดคือ “เครื่องยนต์ดีเซล” และ “รถเพื่อการพาณิชย์”
ผลงานหลังจากนั้นต่อมานั่นก็คือ Isuzu D-Max ที่มาทำตลาดต่อจาก Isuzu Faster มีอายุในประวัติศาสตร์มากว่า 50 ปีแล้ว เจ้า D-Max โฉมแรกนี้ เปลี่ยนภาพลักษณ์รถกระบะจากรถบรรทุกของ ให้กลายเป็นรถที่ดูทันสมัย ขับง่าย และประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์ตระกูล 4JJ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน
หลังจากความสำเร็จของ D-Max เพียงไม่กี่ปี ในปี 2004 Isuzu ก็ได้ส่ง Mu-7 เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นการต่อยอดจากพื้นฐานของ D-Max ให้กลายเป็นรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ซึ่งกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จส่งต่อมาถึง Mu-X ในปัจจุบัน
อีกหนึ่งแง่มุมที่ทำให้ Isuzu แข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ นั่นคือ “กลยุทธ์พันธมิตร” ที่จับมือกับคู่แข่งทางการค้า เริ่มต้นที่ Toyota แม้บนถนนเมืองไทย Toyota Hilux กับ Isuzu D-Max จะสู้กันยิบตา แต่ในระดับโครงสร้างธุรกิจ ทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งโดย Toyota เคยเข้ามาถือหุ้นใน Isuzu เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูง และแม้ว่าในเวลาต่อมา Toyota จะมีการขายหุ้นออกไปบ้าง แต่ทั้งสองค่ายก็ยังเป็นพันธมิตรในกลุ่มเทคโนโลยี CASE (Connected, Autonomous, Shared, Electric) เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าและไร้คนขับร่วมกัน
ส่วน Mitsubishi ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำรถร่วมกัน แต่เป็นเรื่องของระบบธุรกิจที่เรียกว่า “เคเร็ตสึ” (Keiretsu) โดยทาง Mitsubishi Corporation ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Isuzu โดยถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนประมาณ 10-12% ความเจ๋งคือ Mitsubishi Corporation ใช้เครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งทั่วโลก มาช่วย Isuzu ในเรื่องการวางแผนกลยุทธ์การตลาดและการจัดจำหน่ายในหลายประเทศ ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไม Isuzu ถึงเติบโตได้อย่างมั่นคงในตลาดโลก แม้จะไม่มีไลน์ผลิตภัณฑ์รถเก๋งมาดึงดูดลูกค้าเหมือนค่ายอื่น
และอีกไฮไลท์คือ การขยับตัวเข้าหา UD Trucks แบรนด์รถบรรทุกยักษ์ใหญ่ที่เกิดจากการก่อตั้งร่วมกันระหว่าง Subaru กับ Nissan… ในปี 2021 Isuzu ได้ทำการซื้อกิจการ UD Trucks จากกลุ่ม Volvo Group ด้วยมูลค่ามหาศาล การรวมร่างครั้งนี้ทำให้ Isuzu กลายเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งในตลาดรถบรรทุกหนักอย่างเต็มตัว โดย Isuzu ได้นำเทคโนโลยีและฐานการผลิตของ UD Trucks มาอุดช่องว่างในส่วนที่ตัวเองยังขาด ถึงแม้จะอยู่บ้านหลังเดียวกันแล้ว แต่ UD Trucks ยังคงขายในชื่อแบรนด์เดิม เพียงแต่มีการแชร์เทคโนโลยีเครื่องยนต์และแพลตฟอร์มร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต
วิสัยทัศน์สีเขียว: Isuzu D-Max EV และก้าวต่อไปสู่พลังงานสะอาด
โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Isuzu จึงเผยโฉม Isuzu D-Max EV ในงาน Motor Show 2026 ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบ Isuzu Elf EV ในไทย เพื่อยืนยันว่าแม้พลังงานจะเปลี่ยนไป แต่ “หัวใจของการบรรทุก” ยังคงเดิม
บทบาทในสนามแข่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะหยิบมาเล่า เชื่อได้ว่าหลายๆ คนคาดไม่ถึง กับบทบาทของ Isuzu ในวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่ได้มีประวัติแค่แข่งแต่รถกระบะอย่างเดียว
ย้อนกลับไปในยุค 60s – 70s Isuzu เคยมีโปรเจกต์รถแข่งที่ล้ำสมัยมากอย่าง รถแข่งรุ่น Bellett R6 รถต้นแบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อลงชิงชัยภายใต้กติกา Group 6 ในรายการ Japan Grand Prix ในช่วงปลายยุค 60s ความโดดเด่นที่สุด คือการฉีกกฎจากรถ Isuzu ทั่วไปในยุคนั้น โดยการวางเครื่องยนต์ไว้กลางลำตัวรถเพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุลที่สุดสำหรับการแข่งเซอร์กิต มาพร้อมหัวใจรหัส G200 แบบ 4 สูบ แคมคู่ 1.6 ลิตร ปรับแต่งจนมีพละกำลังสูงถึงประมาณ 140-150 แรงม้า
แม้จะไม่ได้คว้าแชมป์รายการใหญ่มาครองได้อย่างต่อเนื่อง แต่ Bellett R6 คือ “ห้องแล็บเคลื่อนที่” ที่ Isuzu ใช้ทดสอบเทคโนโลยีเครื่องยนต์ DOHC และระบบช่วงล่าง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังรถสปอร์ตถนนอย่าง Isuzu Bellett GT-R ในเวลาต่อมา
อีกคันหนึ่งคือ Isuzu R7 รถรุ่นใหญ่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลงแข่งในคลาสที่ใหญ่ขึ้นและโหดขึ้น อย่าง Group 7 ขยับขึ้นมาใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีการนำเครื่องยนต์ V8 มาทดลองติดตั้งในบางรุ่น หรือใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร DOHC ที่ปรับแต่งจนมีแรงม้ามากกว่า 200 ตัว ดีไซน์มีลักษณะเปิดประทุน ตัวถังกว้างและยาวขึ้น เพื่อสร้างแรงกด ในย่านความเร็วสูง
แต่ที่ “พีค” ที่สุด และเป็นตำนานที่คนรักรถสปอร์ตเสียดายกันมากที่สุด คือโปรเจกต์ Isuzu 4200R มันคือรถ Concept Super Car ที่ Isuzu เผยโฉมในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ปี 1989 ดีไซน์ล้ำยุคมากเหมือนยานอวกาศ และตั้งใจจะใช้เครื่องยนต์วางกลางเพื่อสู้กับค่ายอื่นอย่างเต็มตัว แต่น่าเสียดายที่ในเวลาต่อมา Isuzu ตัดสินใจยุติการพัฒนารถเก๋งและรถสปอร์ตตามนโยบายธุรกิจ เพื่อไปเน้นรถกระบะและ SUV แทน
ในปัจจุบัน Isuzu มีบทบาทในสนามแข่งมากมายทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ อย่างในประเทศไทยก็อย่างเช่น Isuzu One Make Race, PT Maxnitron Racing Series, Idemitsu Super Turbo Thailand และ Thailand Super Series ที่เป็นสนามเซอร์กิต
ในส่วนของสนาม Drag ในปัจจุบันก็มีเยอะมากเช่น Bangkok Drag Record, All Stars Drag, Kingdrag Star Racing Thailand หรือแม้แต่ Souped Up Thailand
และยังมีการแข่งขัน Isuzu The One & Only Gymkhana Challenge เน้นความคล่องตัวและการควบคุมรถ โดยใช้ตัว 2.2 Maxforce ใหม่เป็นตัวชูโรงอีกด้วย
ส่วนในรายการแข่งขันที่ Isuzu มักจะไปปรากฎตัวในต่างประเทศมักจะไปในสาย Cross Country Rally หรือการแข่งแรลลี่ระยะไกลที่เน้นความทนทานเป็นหลักเช่น
Asia Cross Country Rally (AXCR) รายการแรลลี่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งมักจะเริ่มจากไทยไปเพื่อนบ้าน Isuzu มักจะส่งทีมโรงงานและทีมอิสระลงแข่งมาโดยตลอด เพื่อพิสูจน์ความทนทานของเครื่องยนต์และช่วงล่างในสภาพถนนที่โหดหิน
FIA European Baja Cup ในยุโรป มีทีมแข่งอย่าง Santag Racing ที่นำ Isuzu D-Max ลงแข่งในรุ่น Stock Category เช่นในรายการ Baja TT Cuenca 2026 ที่สเปน ซึ่งเป็นการแข่งแรลลี่ความเร็วสูงแบบ Off-road
และสนามที่โหดหินและต้องมาสักครั้งให้ได้ในชีวิตอย่าง Dakar Rally แม้ในปัจจุบันทีมโรงงานจะไม่ได้ลงเต็มตัวเหมือนสมัยก่อน แต่ยังมีทีมอิสระในต่างประเทศที่นำโครงสร้างของ D-Max มาดัดแปลงเป็นรถแข่งในรุ่น T1 หรือ T2 เพื่อลงแข่งรายการที่โหดที่สุดในโลกนี้อยู่บ้าง
เรื่องราวของ Isuzu สอนให้เราเห็นว่า “การปรับตัว” และ “การโฟกัส” คือหัวใจสำคัญของการอยู่รอด Isuzu อาจไม่ได้มีรถซูเปอร์คาร์วางขายในโชว์รูม แต่พวกเขาเลือกที่จะเป็น “หัวใจ” ของการขนส่งทั่วโลก เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็นรถคู่ใจของครอบครัวไทยมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าในอนาคต โลกของยานยนต์จะเปลี่ยนไปสู่ไฟฟ้า (EV) หรือพลังงานไฮโดรเจนมากแค่ไหน เชื่อได้ว่าชื่อของ Isuzu หรือ “แม่น้ำระฆัง 50 ใบ” สายนี้ จะยังคงไหลผ่านเส้นทางสายยานยนต์ไปอีกนานแสนนาน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Scoop / SCOOP CAR / SCOOP MOTOCYCLE2 Min Read
ประวัติ Soichiro Honda ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮอนด้าที่ลุกขึ้นยืนได้เพราะความรักเมีย

“ความสำเร็จของผมที่คนอื่นเห็นมีเพียง 1% อีก 99% ที่เหลือมาจากความล้มเหลว” นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งจากปากของชายคนหนึ่งซึ่งในเวลาต่อมา ก็กลายมาเป็นผู้ก่อตั้งหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ชายคนนี้คือ Soichiro Honda

ย้อนกลับไปในวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี 1906 ที่จังหวัดชิซูโอกะ คู่สามีภรรยา Gihei Honda และ Mika Honda ได้ให้กำเนิดเด็กชาย Soichiro Honda ขึ้นมา โดยนาย Gihei ผู้เป็นพ่อทำงานเป็นช่างตีเหล็ก และซ่อมจักรยานเก่ามาขาย ส่วน Mika ผู้เป็นแม่ก็ทำงานเป็นช่างทอผ้า Soichiro ในวัยเด็กมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน และได้คลุกคลีกับเครื่องยนต์กลไกต่างๆ จากการช่วยพ่อซ่อมจักรยาน
จนกระทั่งมีรถ Ford Model T คันหนึ่งขับผ่านหมู่บ้านที่ Soichiro อาศัยอยู่ ทำให้เขาตื่นเต้นมากถึงกับวิ่งไล่ตามรถคันนั้นจนหายลับสายตาไป นับได้ว่าเป็นความทรงจำที่อยู่กับ Soichiro ไปทั้งชีวิต และจุดประกายความฝันที่อยากจะออกแบบ และสร้างรถยนต์ของตัวเอง
วีรกรรมแรกๆ ของ Soichiro ค่อนข้างจะแสบมาก เมื่อเขาแอบจิ๊กเงินจากกล่อง และจักรยานของพ่อ เพื่อเอาไปเข้าชมงานแอร์โชว์ที่สนามบิน ห่างจากบ้านไปประมาณ 20 กม. แต่ว่า ค่าตั๋วดันแพงกว่าที่คิด และเงินที่เอามาก็มีไม่พอ แต่ในเมื่องานแอร์โชว์เป็นงานแสดงบินผาดโผน เขาจึงยืนรอชมนอกสนามบินแทน
ในเรื่องของการเรียนหนังสือ Soichiro เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการอ่านการเขียนในตำราสักเท่าไร เขากลับชอบในการสร้างสรรค์ในงานประดิษฐ์มากกว่า จนเมื่อเขาอายุ 15 ปี Soichiro เห็นโฆษณาประกาศรับสมัครงานของอู่รถยนต์ชั้นนำ Art Shokai บนนิตยสาร Bicycle World Magazine เขาจึงไม่ลังเลที่จะลาออกจากโรงเรียน และส่งจดหมายสมัครงานทันที ในปี 1922

ซึ่งในช่วงเดือนแรกๆ งานที่เขาได้รับจาก Yuzo Sakakibara ผู้เป็นเจ้าของอู่ มีเพียงแค่ทำงานจิปาถะ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกของ Sakakibara ซักอย่างงั้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Soichiro ถอดใจเลยสักนิด เขาทุ่มเทและไม่เกี่ยงงานเลยแม้แต่นิดเดียว จนในที่สุดก็ได้เรียนรู้งานช่างซ่อมรถยนต์อย่างที่ตั้งใจไว้ และกลายเป็นช่างยอดฝีมือของอู่ ในปี 1923 Sakakibara ฟอร์มทีมแข่งรถขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของ Soichiro และทีมช่างคนอื่นๆ
13 พฤศจิกายน ปี 1924 ทีมแข่งจากอู่ Art Shokai เข้าแข่งขันในรายการ Japan Motor Car Championship และคว้าชัยชนะมาได้สำเร็จ โดยที่มี Shinichi Sakakibara น้องชายของ Yuzo Sakakibara เป็นนักขับ และ Soichiro Honda เป็นช่างเครื่องนั่งประกบข้างไปด้วยกัน

หลังจากที่ทำงานอยู่ได้ 6 ปี Soichiro ในวัย 21 ปี ที่สำเร็จวิชาจาก Sakakibara ก็ได้รับความไว้วางใจ และส่งเขาไปเปิดสาขาที่บ้านเกิดในปี 1928 ตลอดเวลาที่เขาทำงานอยู่ในอู่นี้เขาได้รับอิสระในการทำงานค่อนข้างมาก จึงทำให้เขามีโอกาสที่จะได้ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ จนได้รับฉายาว่า “เอดิสันแห่งเมืองฮามะมัตซึ” ผลงานของเขาในช่วงเวลานั้นก็มีทั้งรถยนต์ดัดแปลง รถแข่ง หรือแม้กระทั่งเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงาน อย่างเช่น แท่นยกรถยนต์

เดือนตุลาคม ปี 1935 Soichiro ก็ได้แต่งงานกับ Sachi Isobe และในเวลาต่อมา เธอทำงานบัญชีให้กับอู่ Art Shokai สาขาฮามะมัตสึ ที่เติบโตจนมีพนักงานมากกว่า 30 คน
วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ปี 1936 Soichiro ประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันเปิดสนาม Tamagawa Speedway สนามแข่งรถแห่งแรกของญี่ปุ่น อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ Soichiro บาดเจ็บที่ตาซ้าย แต่ Benjiro ผู้เป็นน้องชายและเป็นช่างเครื่องที่ประกบคู่มาด้วยกัน บาดเจ็บรุนแรงกว่า เพราะกระดูกสันหลังหัก แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดความบ้าระห่ำของ Soichiro ได้ เพราะต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน Soichiro เข้าแข่งขันรถยนต์ต่อ และจะเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายในชีวิต ตามคำขอร้องทั้งน้ำตาของ Sachi ภรรยาสุดที่รัก

หลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นเป็นต้นมา Soichiro ก็เริ่มคิดว่า งานซ่อมรถยนต์ที่ทำๆ อยู่เริ่มไม่ตอบสนองความทะเยอทะยานของเขาได้อีกต่อไป ณ เวลานั้น เขาอยากผลิตอะไหล่รถยนต์ขาย แต่ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนสนับสนุน เพราะมองว่า แค่ซ่อมรถขนาดนี้ก็ทำเงินได้เหลือเฟือแล้ว จะคิดการใหญ่กว่านั้นให้เกินตัวทำไม เขาไม่สนใจคำสบประมาทและได้ก่อตั้ง บริษัท Tokai Seiki Heavy Industries เพื่อผลิตแหวนลูกสูบให้กับ Toyota พร้อมกับเข้าศึกษาใน” สถาบันอุตสาหกรรมฮามะมัตสึ” เป็นเวลา 2 ปี สถาบันนี้ก็ได้กลายมาเป็น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิซุโอกะในปัจจุบัน
การผลิตแหวนลูกสูบ เป็นไปด้วยความน่าผิดหวังมาก เพราะแหวนลูกสูบที่ผลิตส่งไปให้กับทาง Toyota จำนวน 50 ชิ้น กลับผ่านมาตรฐานโรงงานเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้เกิดจากความเชื่อมั่นว่า “ถ้าทฤษฎีทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ตอนนี้พวกอาจารย์คงเป็นนักประดิษฐ์กันหมดแล้ว” บวกกับว่า เขามีความมั่นใจในฝีมือมากเกินไปอีกด้วย
ทำให้เขาต้องลดอีโก้ของตัวเอง และศึกษาดูงานตามโรงงานทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้การควบคุมคุณภาพการผลิตให้มีมาตรฐานมากขึ้น และกลับมาบริหารโรงงานใหม่ ผลิตแหวนลูกสูบได้ทีละเยอะๆ และผ่านมาตรฐานของ Toyota ในที่สุด นอกจากนี้เขายังได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย อย่าง Nakajima Aircraft บริษัทผลิตเครื่องบินที่เวลาต่อมาก็จะกลายมาเป็นแบรนด์รถยนต์ Subaru นั่นเอง

ความท็อปฟอร์มในครั้งนี้ทำให้ บริษัท Tokai Seiki เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีพนักงานมากกว่า 2 พันคน ในขณะที่อนาคตกำลังรุ่งอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นรุ่งริ่งภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน เพราะจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี 1937 ก่อนที่ต่อมาภายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไปห้าวกับสหรัฐอเมริกาด้วยการบุกโจมตีฐานทัพเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941
บริษัท Tokai Seiki ในขณะนั้นก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงยุทโธปกรณ์ ในตอนนั้น Kaichi Kawakami ประธานบริษัท Nippon Gakki หรือ Yamaha ในปัจจุบันก็ร้องขอให้ Soichiro คิดค้นเครื่องจักรที่ช่วยในการผลิตใบพัดเครื่องบินรบได้จำนวนนึง ด้วยอัตราการผลิต 4 ชิ้นต่อชั่วโมง
จากเดิมที่ผลิตด้วยมือกว่าจะได้ชิ้นนึงก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ จนในปี 1942 Toyota เข้ามาถือหุ้นของ Tokai Seiki มากกว่า 40% และ Soichiro โดนลดขั้นจากประธานบริษัท มาเป็น กรรมการผู้จัดการอาวุโส หนำซ้ำยังต้องเสียพนักงานชายไปเกือบหมด เพราะถูกเกณฑ์ไปรบในกองทัพ ในขณะที่ผู้หญิงและนักเรียนหญิงก็ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัคร เพื่อทำงานในโรงงานแทนผู้ชาย Soichiro จึงต้องออกแบบเครื่องจักรที่ช่วยให้ผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์สามารถทำงาน ผลิตได้ง่ายขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

ในปี 1944 โรงงาน Tokai Seiki ที่ย่านยามะชิตะ โดนลูกหลงจากการที่ เครื่องบิน B-29 ทิ้งระเบิดใส่ จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ก่อนที่จะซวยซ้ำซวยซ้อนต่อในวันที่ 13 มกราคม ปี 1945 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในเขตมิคาวะ จนทำให้โรงงานในเมืองอิวาตะ พังทลายอีก เป็นเวลา 7 เดือนก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะบึ้มญี่ปุ่นด้วยระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก
เกร็ดน่ารู้ : สำหรับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลา 03:38 น. มีจุดศูนย์เกิดอยู่ที่ปากอ่าวมิคาวะ ลึกลงไปถึง 11 กม. วัดระดับความรุนแรงได้ถึง 6.8 ริกเตอร์ และกินรัศมีความเสียหายราว 50 กม.เสียชีวิต 1,180 คน บาดเจ็บ 3,866 คน สูญหาย 1,126 คน อาคารบ้านเรือนพังทลายไปทั้งหมด 7,221 หลัง, เสียหายหนัก 16,555 หลัง และเกิดไฟไหม้ 2 หลัง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้มันหนักหนาเกินกว่าจะฟื้นฟูไหว จนต้องตัดสินใจขายโรงงานที่ปั้นมากับมือให้กับ Toyota ด้วยจำนวนเงินกว่า 450,000 เยน หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทในปัจจุบัน บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรง ประชาชนอดอยากปากแห้ง เพราะความพ่ายแพ้ในสงคราม
Soichiro ที่เริ่มท้อและสิ้นหวังก็เริ่มใช้ชีวิต ติดเหล้า เมาหัวราน้ำ ไม่ทำงานทำการอะไรเลยเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

ในเดือนตุลาคม ปี 1946 Soichiro ก่อตั้งศูนย์วิจัยขนาดเล็กพื้นที่ 16 ตารางเมตร ในชื่อว่า Honda Gijutsu Kenkyu Sho (Honda Technical Research Laboratory) ( 本田技術研究所) ที่เมืองฮามะมัตสึ ด้วยจำนวนพนักงานเพียง 12 คน เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน และเครื่องจักรต่างๆ

สภาพการคมนาคมในญี่ปุ่นหลังสงครามนั้นเป็นไปด้วยความย่ำแย่มาก เพราะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางด้วยการเดิน หรือปั่นจักรยาน เมื่อ Soichiro เห็น Sachi ที่ต้องลำบากลำบนขี่จักรยานกลับจากซื้อกับข้าว เขาจึงเดินไปรื้อหาของเก่าๆ จนเจอเข้ากับเครื่องปั่นไฟของกองทัพญี่ปุ่นที่ใช้จ่ายพลังงานให้กับวิทยุไร้สาย ก็นำมา DIY เป็นเครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 50 cc ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มาติดตั้งบนจักรยานของ Sachi และยังนำขวดน้ำมาติดตั้งเป็นถังน้ำมัน
Soichiro เอาจักรยานดัดแปลงคันนี้มาให้ Sachi ลองขี่ไปข้างนอก ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อยากให้เหนื่อยกับการที่ต้องออกแรงปั่นไปซื้อกับข้าวมาเลี้ยงครอบครัว เพราะความรักที่มีต่อภรรยาทำให้ Soichiro ทุ่มสุดหัวใจ เมื่อ Sachi ลองขี่ไปได้สักพักแล้วกลับมาถึงบ้านก็ได้ชี้ข้อบกพร่องต่างๆ ให้ Soichiro ได้แก้ไขก่อนจะปล่อยออกสู่ท้องตลาดในชื่อว่า Pon-Pon นั่นจึงทำให้ Sachi เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ของฮอนด้านับแต่นั้นมา

หลังจากที่ Soichiro แก้ไขจนเสร็จสมบูรณ์ เขาก็ได้กว้านซื้อเครื่องปั่นไฟเหลือทิ้งมาผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดจักรยานขาย ซึ่งก็ขายดีมาก เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างจนตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่น แห่มาสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก

Honda A-Type

Honda Dream D-Type
เมื่อวัตถุดิบอย่างเครื่องปั่นไฟเก่าๆ พวกนี้เริ่มหมดลง Soichiro ก็หันมาออกแบบเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง ออกมาเป็น Honda A-Type หรือในชื่อเล่นว่า Bata Bata และก่อตั้งบริษัท Honda Motors ในวันที่ 24 กันยายน ปี 1948 ด้วยเงินทุน 1 ล้านเยน หรือ ประมาณ 17 ล้านบาท พร้อมจ้างพนักงานจำนวน 34 คน ผลิตเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งจักรยาน ที่กำลังบูมในญี่ปุ่น ก่อนที่ต่อมาในเดือนสิงหาคมปี 1949 Honda Dream D-Type ถูกผลิตขึ้นมาในฐานะรถมอเตอร์ไซค์อย่างเต็มตัว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1 สูบ 2 จังหวะขนาด 98 cc พละกำลังสูงสุด 3 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 4.27 Nm นับได้ว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จของ Honda ที่ Soichiro วาดฝันเอาไว้ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ Dream นั่นเอง

Soichiro Honda (ซ้าย) และ Takeo Fujisawa (ขวา)
ภายในปีเดียวกันนี้เอง Takeo Fujisawa ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อช่วยเหลือ Soichiro ในเรื่องการเงิน การตลาด และการวางแผนธุรกิจ ถือได้ว่าช่วยเติมเต็มในส่วนที่ Soichiro ไม่ถนัดจริงๆ
ในปี 1950 เกิดสงครามเกาหลีขึ้นทำให้กองกำลังสหประชาชาติ ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา มีความต้องการในการสั่งซื้อเครื่องยนต์ติดจักรยานของฮอนด้ามากขึ้น ทาง Honda จึงต้องเปิดโรงงานและสำนักงานใหม่ในกรุงโตเกียว

ในเดือนมีนาคม 1951 Honda เปิดตัว Dream E-Type รถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะรุ่นแรกของฮอนด้า และกลายมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นที่ทำยอดขายได้เยอะที่สุด ณ เวลานั้น

ในปี 1952 Honda เปิดตัวเครื่องยนต์ติดจักรยานรุ่นใหม่ Cub F ที่มาพร้อมสโลแกน “ถังขาวเครื่องแดง” กลายเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม เป็นมิตรกับผู้หญิง
Takeo เองก็ริเริ่มแผนการตลาดใหม่เพื่อให้สามารถแซงคู่แข่งได้ ด้วยการหว่านจดหมายประชาสัมพันธ์ไปยังร้านขายจักรยานกว่า 5 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งก็มีร้านจำนวน 30,000 แห่งให้ความสนใจ Takeo จึงดำเนินแผนการต่อโดยการเสนอขายเครื่อง Cub F จำนวน 1 เครื่องต่อ 1ร้านตามลำดับ และเมื่อร้านไหนต้องการสั่งซื้อเพิ่มก็สามารถจ่ายได้ด้วยการโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทโดยตรง ถือว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น และทำให้ Takeo ประสบความสำเร็จในเรื่องของการสร้างเครือข่ายการขายแบบอิสระ และทำยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ Takeo ยังเป็นคนที่วางรากฐานการในเรื่องของการ “เช่า-ซื้อ” ให้ผู้บริโภคสามารถผ่อนจ่ายกับศูนย์ได้เป็นเวลา 1 ปีอีกด้วย โดยภายในปีนั้น Honda Cub F สามารถทำยอดขายไปได้ 6,000 เครื่องในเดือนตุลาคม และ 9,000 เครื่องในเดือนธันวาคม

Honda Motor ประสบความสำเร็จจนขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตอันดับต้นๆในประเทศ แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วยังตามหลังอยู่ ซึ่ง Soichiro เองก็ยอมรับไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะเขาต้องการจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้วยการผลิตจำนวนมาก แต่คุณภาพต้องไม่ดรอป และราคาต้องสมเหตุสมผล จึงสั่งนำเข้าเครื่องจักรจากยุโรปและอเมริกา ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 450 ล้านเยน หรือ 1,600 ล้านบาทในปัจจุบัน ด้วยความกล้าได้กล้าเสียนี้เองก็ทำให้สามารถผลิตรถมอเตอร์ไซค์ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ และมีมาตรฐานมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมสร้างโรงงานใหม่ และจ้างพนักงานเพิ่มจาก 214 คนเป็น 1,337 คน เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่มากขึ้น และยังมีการออกชุดเครื่องแบบสีขาวสะอาดตา ที่ไม่ว่าจะพนักงานหรือ ผู้บริหารทุกคนต้องใส่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน และดูแลโรงงานให้สะอาดอยู่เสมอ
ในปี 1953 Soichiro ปลูกฝังนโยบายให้กับพนักงานว่า “คุณภาพของรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า ต้องอยู่เหนือความคาดหวังของลูกค้าเกิน 100% เสมอ” เพราะหากผิดพลาดแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียวย่อมส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้ ซึ่งนโยบายนี้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขาย ไปจนถึงบริการหลังการขาย

เดือนมิถุนายนปี 1954 Soichiro เดินทางไปศึกษาการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ในยุโรป และไฮไลต์สำคัญคือไปชมการแข่งขัน Isle of Man TT เมื่อกลับมาที่ญี่ปุ่น Soichiro ที่ยังไม่หายตื่นเต้นกับวงการมอเตอร์สปอร์ตก็เริ่มลงมือออกแบบรถสำหรับแข่งขัน และลั่นว่าจะต้องส่งรถเข้าแข่งขัน Isle of Man TT ให้ได้
วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 1958 Honda Motor ก็ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ต่อมาจะกลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาล นั่นก็คือ Super Cub และยังกลายมาเป็นบรรพบุรุษของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน อาทิเช่น Monkey, Dream หรือแม้กระทั่งรุ่นยอดฮิตในประเทศไทยอย่าง นานาสารพัด Wave เลย

ในปีต่อมา ปี 1959 บริษัท American Honda Motor ถูกก่อตั้งขึ้นในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา พร้อมสโลแกนว่า “You meet the nicest people on a Honda” หรือ “คนดีขี่ Honda” ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ที่สดใส ดูเป็นมิตร ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อเมริกันที่ถูกจดจำในภาพลักษณ์ของ รถมอเตอร์ไซค์คันโตๆ ที่คนขี่ใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนัง ดูดิบๆ เถื่อนๆ มากกว่า ทำให้ Honda Motor ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์เบอร์ 1 ของโลกในที่สุด

ภายในปีเดียวกันนี้เอง Honda RC142 กลายมาเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ได้เข้าแข่งขันใน Isle of Man TT และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในปี 1961ถึง 2 รุ่นรวด ทั้ง Lightweight และ Ultra-Lightweight รวมถึงยังคว้าแชมป์ในรายการ World Grand Prix หรือก็คือ MotoGP ในปัจจุบัน ทั้งรุ่น 125cc และ 250cc ผลงานที่ผ่านมานี้ทำให้ Honda เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก และมีการตั้งฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกขึ้นที่ประเทศเบลเยียม

ถึงแม้ว่ารถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าจะกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกไปแล้วก็ตาม แต่ Soichiro ก็ยังไม่ได้สานต่อความฝันที่เคยวาดไว้มาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือการเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ ซึ่งคนรอบข้างเองก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย และอยากให้เขาทุ่มเทกับรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า เพราะ ณ เวลานั้น ค่ายรถต่างๆ มากมายในญี่ปุ่นขับเคี่ยวกันมานานมากแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ ย่างเท้าก้าวเข้าสู่สายการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัวในปี 1963 ด้วยการผลิตรถ Kei-Truck รุ่นแรกในชื่อ T360 ตามมาด้วยรถสปอร์ตเปิดประทุน S500

Honda RA272
จนกระทั่งในปี 1964 Honda Motor ตอบสนองความฝันของ Soichiro ด้วยการพัฒนา และส่งรถแข่งรุ่นแรก RA271 ไปแจ้งเกิดในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนาม German Grand Prix และคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในสนาม Mexican Grand Prix ปี 1965 ด้วยรถ RA272

ก่อนที่ต่อมาในปี 1972 Soichiro ก็อนุมัติให้พัฒนา และปล่อย Honda Civic ออกสู่ท้องตลาด ก่อนที่ในปีต่อมา Soichiro Honda และ Takeo Fujisawa ก็เกษียณไปพร้อมๆ กันในปี 1973 ด้วยวัย 77 ปี แถมยังถูกบรรจุชื่ออยู่ในคอลัมน์ “25 บุคคลที่น่าสนใจที่สุดแห่งปี” บนนิตยสาร People Magazine นอกจากนี้ยังได้รับฉายาว่า “Henry Ford แห่งญี่ปุ่น” อีกด้วย
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 Honda กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น และเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าแรกที่ตั้งฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกาในปี 1982 ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์รถยนต์อันดับ 3 ของโลกในช่วงปลายทศวรรษ นอกจากนี้ทาง American Society of Mechanical Engineers ยังเอาชื่อของ Soichiro Honda มาเป็นชื่อเหรียญรางวัลสาขาการออกแบบและผลิตยานยนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาอีกด้วย
ต่อมาในปี 1989 ชื่อของ Soichiro Honda ก็ได้รับการบรรจุอยู่ใน Automotive Hall of Fame ที่เมือง Dearborn รัฐมิชิแกน ใกล้ๆ กับกรุง Detroit

ในส่วนของชีวิตหลังเกษียณของ Soichiro เขาใช้ชีวิตตามใจอยากกับครอบครัว ทั้งการเล่นสกี ตีกอล์ฟ แข่งรถ ร่อนแฮงค์ไกลเดอร์ หรือแม้กระทั่ง นั่งบอลลูน นอกจากนี้ทั้งตัวเขา และ Takeo ยังทำข้อตกลงด้วยกันว่าจะไม่บังคับให้ลูกชายของตัวเองมาสานต่อธุรกิจของตัวเองอีกด้วยครับ ซึ่งลูกชายของ Soichiro ที่พูดถึงอยู่นี้เขาก็คือ Hirotoshi Honda ผู้ก่อตั้งสำนักแต่ง และทีมแข่ง Mugen Motorsport นั่นเอง

Ayrton Senna (Hungarian Grand Prix ปี 1991)
และแล้วในวันที่ 5 สิงหาคม ปี 1991 Soichiro Honda ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัย 84 ปี จากอาการตับวาย เป็นเวลา 1 วันก่อนการแข่งขันฟอร์มูล่าวันสนามฮังการี ซึ่งต่อมา Ayrton Senna นักแข่งฟอร์มูล่าวันทีม McLaren ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Honda ก็สามารถคว้าแชมป์เปรียบเสมือนของขวัญอำลา Soichiro ผู้ล่วงลับมาได้สำเร็จ และนอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัยชั้นที่ 1 หรือ เคียวกุจิสึ ไดจูโช อีกด้วย
นี่คือเรื่องราวชีวิตของ Soichiro Honda จากเด็กชายตัวน้อยผู้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ผ่านความยากลำบาก ความล้มเหลว และความเจ็บปวดมามากมาย จนกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์อันดับต้นๆ ของโลก อย่างที่ Soichiro ได้กล่าวไว้ “คุณไม่ควรละทิ้งความฝันของตัวเอง” เพราะความสำเร็จล้วนเกิดมาจากความคาดหวัง หากพบเจออุปสรรคแล้วต้องทิ้งความฝันไป ความสำเร็จย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นจริง สำหรับสกู๊ปนี้พวกเราขอฝากติดตาม Realtime Car Magazine ด้วยนะครับ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
โตโยต้าสานโอกาสทางการศึกษา ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน สนับสนุนทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 53
นายสุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 53 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. สุกัญญา สมไพบูลย์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยคณาจารย์และคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมแสดงความยินดี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตลอดระยะเวลากว่า 53 ปี บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ภายใต้แนวคิด “TOYOTA GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยมุ่งสนับสนุนการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถก้าวสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคเทคโนโลยีและนวัตกรรม การศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและเปิดมุมมองการเรียนรู้ใหม่ๆ โตโยต้าจึงมอบทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมเยาวชนที่มีความมุ่งมั่นให้ได้ต่อยอดความรู้ พัฒนาทักษะ และก้าวสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพที่พร้อมสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมในอนาคต
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 จนถึงปัจจุบัน โตโยต้าได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 1,639 ทุน คิดเป็นมูลค่ารวม 23,442,000 บาท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน
โดยในปีการศึกษา 2568 บริษัทฯ ได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 12 ทุน รวมมูลค่า 960,000 บาท ต่อปี ให้แก่นิสิตจาก 7 คณะ ได้แก่
- คณะวิศวกรรมศาสตร์ จำนวน 3 ทุน
- คณะอักษรศาสตร์ จำนวน 2 ทุน
- คณะเศรษฐศาสตร์ จำนวน 2 ทุน
- คณะวิทยาศาสตร์ จำนวน 2 ทุน
- คณะรัฐศาสตร์ จำนวน 1 ทุน
- คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จำนวน 1 ทุน
- คณะศิลปกรรมศาสตร์ จำนวน 1 ทุน
โตโยต้ายังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นิสิตนักศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สอดคล้องกับพันธกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมไทย และเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่ตลาดแรงงานในอนาคต ภายใต้แนวคิด “TOYOTA GIVING ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” ผ่านการส่งมอบคุณค่าในทุกมิติ ได้แก่
ให้…สุขภาพที่ยั่งยืน
ให้…ความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน
ให้…ภูมิปัญญาที่ยั่งยืน
ให้…การศึกษาที่ยั่งยืน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine































































































































































































