-
News Motocycle1 Min Read
TTA Group เปิดโรงงาน P80 JET 200 ล้าน ต้อนรับดีลเลอร์-สื่อมวลชน พิสูจน์ความพร้อมฐานผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า NIU ตอกย้ำความมั่นใจลุยตลาดไทย-อาเซียน ด้วยเป้าหมายเฟสแรก 1 หมื่นคันต่อปี
ทีทีเอ กรุ๊ป (TTA Group) เปิดโรงงาน พี80 เจ็ต (P80 JET : Assembly Factory) ฐานการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาตรฐานสากล เพื่อรองรับการผลิต การบริหารคลังสินค้า และระบบอะไหล่แบบครบวงจร ภายใต้ความร่วมมือกับ NIU Global ผู้นำด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตเบื้องต้น 10,000 คันต่อปี และเริ่มส่งมอบรถให้ลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นต้นไป
โรงงาน P80 JET ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพถนนบางนา-ตราด กม.13 บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 4,200 ตารางเมตร ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 200 ล้านบาท ถูกวางรากฐานให้รองรับการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 โมเดล โดยในระยะแรกตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตให้ถึง 30,000 คันต่อปี และพร้อมยกระดับศักยภาพการผลิตสูงสุดได้ถึง 300,000 คันต่อปี เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในอนาคต ทั้งนี้ แบรนด์ยังขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการเลือกใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 40% เพื่อร่วมสนับสนุนและพัฒนา Supply Chain ของอุตสาหกรรมจักรยานยนต์ไทยให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ อีกทั้งยังมุ่งเน้นการนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แบรนด์ NIU เข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 เพื่อมอบความคุ้มค่าและให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ง่ายขึ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ ในการสนับสนุนนโยบายภาครัฐควบคู่ไปกับการรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
ภายในโรงงาน P80 JET จะเป็นฐานการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า NIU หลายรุ่นสำหรับทำตลาด ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยในระยะแรกจะประกอบและทำตลาด 2 รุ่นหลัก ได้แก่
FX Pro: มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสไตล์สปอร์ตสมรรถนะสูง ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์เฉียบคมและเทคโนโลยีการขี่ที่เร้าใจ ตอบโจทย์คนเมืองที่รักในความสนุกและคล่องตัว
O-Play: โดดเด่นด้วยดีไซน์โมเดิร์นน่ารัก มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ง่ายดาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของทุกกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างลงตัว
โดยโรงงานจะเริ่มประกอบรุ่น FX Pro ก่อน แล้วจะตามมาด้วยการประกอบรุ่น O-Play ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้จะเป็นรุ่นเรือธงของโรงงาน และจะตามมาอีกหลายรุ่น เพื่อรองรับทั้งตลาดภายในประเทศและตลาด SEA ในอนาคต
ในด้านการบริหารจัดการ P80 JET มีแนวคิดในการรวมโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร โดยออกแบบให้พื้นที่ของโรงงานแห่งนี้ครอบคลุมทั้งสายการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า การบริหารคลังสินค้า และคลังอะไหล่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งมอบรถ รวมถึงการบริการหลังการขายแก่ลูกค้าและเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างความพร้อมในทุกมิติ ตั้งแต่มาตรฐานการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงระบบซัพพอร์ตอะไหล่และงานบริการอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบัน NIU Thailand มียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า 3,000 คัน และมีเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว 11 แห่งทั่วประเทศ โดยมีแผนขยายเครือข่ายภายใต้นโยบาย “หนึ่งจังหวัด หนึ่งดีลเลอร์” ควบคู่กับมาตรฐานการให้บริการแบบ 3S ได้แก่ Sales, Service และ Spare Parts เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว และตั้งเป้าภายในปี 2571 จะมียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านิวไม่น้อยกว่า 10,000 คัน
โรงงานแห่งใหม่นี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารสินค้าและอะไหล่ รองรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยได้เปรียบจากการตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร (Free Zone) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและโลจิสติกส์ พร้อมรองรับเป้าหมายการเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าของ NIU ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะแรก บริษัทคาดว่าสัดส่วนการผลิตจะรองรับตลาดในประเทศประมาณ 70% และตลาดส่งออก 30% โดยเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามและลาว ซึ่งโรงงานสามารถปรับสัดส่วนการผลิตได้ตามความต้องการของตลาด
ขณะเดียวกัน P80 JET ยังขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG ของ TTA Group โดยให้ความสำคัญกับ Circular Economy โดยเฉพาะระบบการจัดการแบตเตอรี่ ตั้งแต่การยืดอายุการใช้งาน การนำกลับมาใช้ซ้ำ ไปจนถึงการรีไซเคิลวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงการพัฒนาระบบ Refurbish สำหรับตัวรถและแบตเตอรี่ นอกจากนี้ ทีมงานยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและทำงานร่วมกับบริษัทไฟแนนซ์ เพื่อพัฒนาโซลูชันสำหรับตลาดรถมือสอง เพื่อรองรับและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่าง TTA Group และ NIU Global ภายใต้แนวคิด “Global DNA, Local Strength” มุ่งสร้างระบบนิเวศรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในประเทศไทย เพื่อรองรับการผลิต การจำหน่าย และการส่งมอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นต้นไป
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เปิดวิวัฒนาการซูเปอร์เอสยูวีแห่งแบรนด์ลัมโบร์กินี สัมผัสตำนานแห่งสมรรถนะ นวัตกรรม และเหตุการณ์สำคัญในห้วงประวัติศาสตร์
การเดินทางของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เข้าสู่ตลาดรถเอสยูวี เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษก่อน ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บุกเบิกที่กำหนดแนวทางใหม่ในยุคสมัยนั้น เรื่องราวเริ่มต้นจากการรังสรรค์ Cheetah รถต้นแบบที่เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำภารกิจทางทหาร และนำไปสู่รุ่น Urus SE ซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของคอนเซ็ปต์ซูเปอร์เอสยูวีลัมโบร์กินี และยังเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่ดีเยี่ยมที่สุดในคลาสเดียวกัน
Cheetah เปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show ปี 1977 โดยในครั้งนั้น ทั้งรถยนต์รุ่นนี้และรุ่น LM001 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอด ยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบ แต่ต่อมาโครงการได้ถูกยุติลง จนกระทั่งจูลิโอ อัลฟิเอรี ได้ใช้ความปราดเปรื่องพลิกโฉมคอนเซ็ปต์เดิม ด้วยการย้ายเครื่องยนต์ V12 ในรุ่น Countach Quattrovalvole มาไว้ด้านหน้า นำไปสู่การถือกำเนิดของรุ่น LM002 ในปี 1986 โดย LM002 นั้นเป็นมากกว่ารถออฟโรดสุดเอ็กซ์ตรีม แต่ได้กลายเป็นจุดกำเนิดที่แท้จริงของแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีของแบรนด์ลัมโบร์กินีในเวลาต่อมา
ด้วยความสามารถในการทำความเร็วเกิน 200 กม./ชม. และพิชิตเนินทรายในทะเลทรายได้อย่างง่ายดายด้วยยางจาก Pirelli ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้ LM002 คือส่วนผสมแห่งความเป็นเลิศที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งในด้านภาพลักษณ์อันหรูหรา คุณสมบัติเฉพาะตัว และสมรรถนะอันโดดเด่น โดยมีการผลิตดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปี 1992 รวมจำนวนทั้งสิ้น 301 คัน และใน 25 ปีต่อมา มรดกของรถยนต์รุ่นนี้ก็ถูกสานต่อในรุ่น Urus
Urus เปิดตัวครั้งแรกเป็นรถต้นแบบในปี 2012 ก่อนเปิดตัวเวอร์ชันผลิตจริงในปี 2017 ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของทั้งแบรนด์และอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบรุ่นแรกของลัมโบร์กินี ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีสมรรถนะเหนือชั้นเท่านั้น แต่บริษัทยังได้สร้างนิยามใหม่ให้กับพลวัตการขับขี่ที่ก้าวไปไกลการขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังและระบบเลือกพลศาสตร์การขับขี่ Tamburo ทำให้ Urus ผสานจิตวิญญาณในสนามแข่งของซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เข้ากับความอเนกประสงค์ของรถเอสยูวีได้อย่างลงตัว สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ และขับเคลื่อนให้ฐานการผลิตลัมโบร์กินีในเมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส เกิดการขยายตัวครั้งสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชื่อรุ่น Urus นำมาจากคำภาษาละติน โดย Urus หมายถึงชื่อวัวออรอช (aurochs) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษยุคดึกดำบรรพ์ของสายพันธุ์วัวในปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านไป รถยนต์ตระกูล Urus ได้วิวัฒนาการผ่านการตีความแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีในรูปแบบต่าง ๆ โดยแต่ละรุ่นต่างนำเสนอเอกลักษณ์ทางเทคนิคและสไตล์ที่โดดเด่นเป็นของตนเอง โดยเฉพาะรุ่น Urus Performante ที่นำเสนอพลศาสตร์การขับขี่และสมรรถนะขั้นสูงสุด เห็นได้จากความสำเร็จในการสร้างสถิติใหม่ในการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb ในขณะที่รุ่น Urus S ได้ตีความคอนเซ็ปต์ซูเปอร์เอสยูวีและนำเสนอในรูปลักษณ์อันสมดุลอย่างลงตัว ระหว่างสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์
เส้นทางแห่งนวัตกรรมอันไม่หยุดนิ่ง นำไปสู่การเปิดตัวรุ่น Urus SE ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชันแรกของแบรนด์ และนับเป็นรถรุ่นที่ 2 ที่เปิดตัวภายใต้กลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ของบริษัท โดย Urus SE ไม่ได้เป็น Urus ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยผลิตมาเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอนของแบรนด์ลัมโบร์กินี ด้วยการนำระบบไฟฟ้ามาเสริมสมรรถนะ ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของนักขับ และมอบประสบการณ์อันเร้าใจซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ลัมโบร์กินี
รถตระกูล Urus ได้สะท้อนถึงปรัชญาของลัมโบร์กินีได้อย่างสมบูรณ์และยังมีขอบเขตที่เหนือล้ำกว่าความเป็นเลิศทางเทคนิคและสมรรถนะ ด้วยการนำเสนอโปรแกรม Ad Personam และรุ่นพิเศษอีกมากมาย ทำให้ซูเปอร์เอสยูวีรุ่นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเอ็กซ์คลูซีฟ สไตล์อันโดดเด่น และการตกแต่งแบบเฉพาะบุคคล ตั้งแต่คอลเลกชัน Pearl Capsule และ Graphite Capsule ไปจนถึง Urus SE รุ่นพิเศษที่เปิดตัวในงาน Art Basel Miami Beach 2024 และล่าสุด กับรุ่น Urus SE “Tettonero” Capsule ซึ่งเผยโฉมเร็ว ๆ นี้ในงาน Milan Design Week 2026
สุดท้ายคือ Urus รุ่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นสำหรับตำรวจรัฐบาลกลางของอิตาลี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเป็นเลิศด้าน ยนตรกรรมของลัมโบร์กินีสามารถนำมาใช้สนับสนุนภารกิจสำคัญได้ ทั้งการขนส่งอวัยวะและพลาสมาในกรณีเร่งด่วน
LM002
ประวัติศาสตร์เอสยูวีของลัมโบร์กินี สามารถย้อนกลับไปเมื่อปี 1977 เมื่อบริษัทซึ่งมีฐานการดำเนินงานในเมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่น Cheetah ในงาน Geneva Motor Show โดยเป็นรถต้นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่พัฒนาขึ้นเพื่อภารกิจทางทหาร รถคันนี้สร้างขึ้นโดยความร่วมมือกับบริษัท MTI ของสหรัฐอเมริกา ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ไครสเลอร์แบบวางท้าย แชสซีเหล็กแบบทูบูลาร์ และตัวถังไฟเบอร์กลาสแบบเปิด แม้จะเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัย แต่ในท้ายที่สุด Cheetah ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการทำสัญญากับภาครัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนา
ต่อมา โครงการได้พัฒนารุ่น LM001 ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ V12 จากรุ่น Countach ของลัมโบร์กินี โดยยังคงวางเครื่องยนต์ไว้ด้านหลังเหมือนเดิม อย่างไรก็ดี การทดสอบในภูมิประเทศแบบทะเลทรายทำให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านการกระจายน้ำหนัก ทำให้วิศวกร จูลิโอ อัลฟิเอรี กลับมาทบทวนการออกแบบสถาปัตยกรรมของตัวรถใหม่ทั้งหมด ด้วยการพัฒนารถต้นแบบ LMA (Lamborghini Militaria Anteriore) ซึ่งได้ย้ายระบบส่งกำลังไปไว้ด้านหน้า พร้อมเพิ่มเกียร์ธรรมดา ZF 5 สปีดและออปชันการเลือกปลดการขับเคลื่อนล้อหน้า การพัฒนาในเฟสนี้ยังครอบคลุมรุ่น LM003 เวอร์ชันทดลอง ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลแบบ VM และรุ่น LM004 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ V12 ขนาด 7.0 ลิตรซึ่งพัฒนามาจากเครื่องยนต์เรือ
โครงการได้นำเสนอผลงานที่สมบูรณ์แบบขั้นสุดในงาน Brussels Motor Show ปี 1986 ด้วยการเปิดตัวรุ่น LM002 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นซูเปอร์เอสยูวีคันแรกของโลก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.2 ลิตรที่นำมาจากรุ่น Countach Quattrovalvole ให้กำลัง 450 แรงม้า สามารถบรรทุกน้ำหนัก 2.7 ตันพร้อมทำความได้เร็วเกิน 200 กม./ชม. และเพื่อการันตีสมรรถนะอันยอดเยี่ยมแม้ในสภาพการขับขี่ที่ท้าทายที่สุด Pirelli ยังได้พัฒนายางรุ่น Scorpion BK ขึ้นสำหรับรุ่น LM002 โดยเฉพาะ
การออกแบบห้องโดยสารมอบความสมดุลอันเป็นเอกลักษณ์ ระหว่างขีดความสามารถในการลุยแบบออฟโรดและรายละเอียดของงานฝีมืออันหรูหรา ทั้งเบาะหนัง การใช้งานไม้ตกแต่ง เครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์ตกแต่งระดับเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย การผลิตรถรุ่นนี้สิ้นสุดลงในปี 1992 หลังจากผลิตไปแล้วทั้งสิ้น 301 คัน รวมถึงรุ่น LM/American ที่เปิดตัวในปี 1989 สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา
Urus
ณ สำนักงานใหญ่ในเมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส ปี 2017 ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ได้สร้างหมุดหมายสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ด้วยการเปิดตัว Urus ซูเปอร์เอสยูวียุคใหม่คันแรกของแบรนด์ และเพื่อรองรับการพัฒนาแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ทั้งในด้านเทคโนโลยีและระบบอุตสาหกรรม บริษัทจึงขยายพื้นที่โรงงานจาก 80,000 เป็น 160,000 ตารางเมตร พร้อมเปิดโรงพ่นสีใหม่อันล้ำสมัยอีกหนึ่งแห่ง
หัวใจของรถรุ่นนี้คือเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบขนาด 4.0 ลิตร นับเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของลัมโบร์กินี พัฒนาขึ้นเพื่อมอบแรงบิดที่ยอดเยี่ยมได้แม้ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ โดย Urus มีกำลังเครื่อง 650 แรงม้าและแรงบิด 850 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. เสริมสมรรถนะด้วยระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก พร้อมจานเบรกหน้าขนาด 440 มม. ซึ่งเป็นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยใช้ในรถยนต์รุ่นผลิตจำหน่ายจริงในช่วงเวลาที่เปิดตัว
การออกแบบซูเปอร์เอสยูวีรุ่นนี้นำแรงบันดาลใจมาจากมรดกของลัมโบร์กินีโดยตรง สัดส่วนต่าง ๆ ของตัวรถใช้อัตราส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยตัวถังใช้อัตราส่วนสองในสาม และพื้นที่กระจกใช้แบบหนึ่งในสาม ในขณะที่ซุ้มล้อใช้รูปทรงหกเหลี่ยมเพื่อเชิดชูรุ่น LM002 และ Countach ส่วนในด้านพลศาสตร์การขับขี่ ควบคุมผ่านตัวเลือกโหมด Tamburo ที่ให้ผู้ขับเลือกได้ทั้งโหมด Strada, Sport, Corsa, Neve, Terra และ Sabbia เสริมจากโหมด Ego ที่สามารถปรับการตั้งค่าได้ตามต้องการ
Urus ยังยกระดับความคล่องตัวด้วยระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังและเหล็กกันโคลงแบบแอ็กทีฟ ในขณะที่ห้องโดยสารสะท้อนปรัชญา “Feel like a pilot” ของลัมโบร์กินีได้อย่างชัดเจน ผ่านการออกแบบที่กำหนดให้ผู้ขับเป็นศูนย์กลาง โดยมาพร้อมระบบ Lamborghini Infotainment System III พร้อมหน้าจอสัมผัสคู่
องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ Urus ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว สามารถดึงดูดลูกค้าใหม่จำนวนมากให้เข้ามาสัมผัสกับแบรนด์ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของลัมโบร์กินีทั่วโลก
Urus Performante
Urus Performante ยกระดับคอนเซ็ปต์ของซูเปอร์เอสยูวีไปอีกขั้น ทั้งด้านสมรรถนะ พลศาสตร์การขับขี่ และความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของนักขับ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นมาตรฐาน พัฒนาการทางเทคนิคที่สำคัญจะอยู่ที่ระบบกันสะเทือน เพราะ Performante เลือกใช้ชุดกันสะเทือนที่เน้นความแม่นยำเชิงพลศาสตร์ระดับสูงสุด โดยเปลี่ยนจากระบบกันสะเทือนถุงลมแบบปรับได้ มาเป็นระบบสปริงเหล็กที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ โซลูชันทางเทคนิคนี้การันตีการตอบสนองที่แม่นยำกว่า มอบการควบคุมรถได้อย่างเหมาะสมที่สุด พร้อมช่วยลดการโคลงตัวในสภาพการขับขี่สุดท้าทาย
เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ให้กำลังเครื่อง 666 แรงม้าและแรงบิด 850 นิวตันเมตร มอบสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ และด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในหลายองค์ประกอบและการลดภาระน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้รถรุ่นนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 3.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดถึง 306 กม./ชม.
ระบบอากาศพลศาสตร์ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่และสปอยเลอร์หลังที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Aventador SVJ ซึ่งพัฒนามาเพื่อเพิ่มแรงกดช่วงท้ายรถ โดยในปี 2022 Urus Performante ยังสร้างสถิติในกลุ่มเอสยูวีรุ่นผลิตจำหน่ายจริง จากการเข้าร่วมการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb โดยสามารถทำเวลาที่ 10:32.064 นาที
ทุกรายละเอียดของ Urus Performante นับตั้งแต่ระบบท่อไอเสียไทเทเนียมแบบ Akrapovič ไปจนถึงยาง Pirelli P Zero Trofeo R ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ล้วนตอกย้ำถึงสมรรถนะอันเหนือชั้น ซึ่งผสานดีเอ็นเอของซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เข้ากับความอเนกประสงค์ของซูเปอร์เอสยูวีได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Urus S
Urus S เปิดตัวในปี 2022 โดยเป็นซูเปอร์เอสยูวีของลัมโบร์กินีที่ออกแบบโดยการผสานสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์เข้าไว้ด้วยกัน นำเสนอเสริมจากรุ่น Urus Performante เพื่อขยายไลน์อัปของตระกูล Urus ให้ครอบคลุม โดย Urus S ใช้เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 666 แรงม้าเหมือนกับ Performante ซึ่งมอบสมรรถนะขั้นสูง ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม.
Urus S โดดเด่นด้วยระบบกันสะเทือนถุงลมแบบปรับได้ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ พัฒนามาเพื่อมอบสมดุลที่ลงตัวระหว่างความสบาย พลศาสตร์การขับขี่ และความอเนกประสงค์ในทุกสภาพการใช้งาน
การออกแบบรถยนต์รุ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสไตล์ที่โฉบเฉี่ยวและประณีตยิ่งขึ้นในหลายส่วน ทั้งกันชนหน้าแบบใหม่พร้อมแผ่นปิดใต้ท้องรถสเตนเลสสตีลสีดำด้าน และฝากระโปรงพร้อมช่องลมเข้าที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ โดยมีออปชันวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ให้เลือก
Urus S นำเสนอตัวเลือกโทนสีและการตกแต่งมากมาย ผ่านโปรแกรมการตกแต่ง Ad Personam แนวใหม่ ด้วยเฉดสีภายนอกและภายในกว่า 60 เฉด พร้อมลายเย็บตะเข็บแบบ Sophisticated และ Sportivo ใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์ลัมโบร์กินี ทั้งในด้านงานดีไซน์ งานฝีมือขั้นสูง และการตกแต่งรถสำหรับลูกค้าเฉพาะรายบุคคล
Urus SE
การนำเสนอรุ่น Urus SE ทำให้ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ก้าวเข้าสู่ยุคของระบบไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดอย่างเป็นทางการด้วยการเปิดตัว Urus รุ่นที่ทรงพลังที่สุดในไลน์อัป โดย Urus SE เปิดตัวในปี 2024 ที่งาน Auto China Beijing ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในกลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ด้วยการผสานเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 141 kW ซึ่งทำให้ระบบนี้ให้กำลังเครื่องรวม 800 แรงม้าและแรงบิด 950 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 312 กม./ชม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที
ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 25.9 kWh ทำให้ซูเปอร์เอสยูวีรุ่นนี้สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า 60 กม. ส่วนในด้านเทคนิค Urus SE นำเสนอชุดกระจายแรงบิดกลางแบบอิเล็กทรอนิกส์ และเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปหลังที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและมีไดนามิกมากขึ้น
ระบบอากาศพลศาสตร์ของ Urus SE ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายความร้อนของระบบส่งกำลังและระบบเบรก ฝากระโปรงแบบยกลอยดีไซน์ใหม่ได้แรงบันดาลใจจาก Revuelto[2] ส่วนช่วงท้ายมาพร้อมดิฟฟิวเซอร์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มแรงกดเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง
สำหรับห้องโดยสาร ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์พร้อมจอแสดงผลแบบใหม่ที่สามารถจัดการพลังงานแบบไฮบริดและการแสดงข้อมูลเทเลเมทรีโดยเฉพาะ การตกแต่งสำหรับลูกค้าเฉพาะรายได้รับการยกระดับ ด้วยการนำเสนอตัวเลือกสีตัวถังมากกว่า 100 สี และการผสมผสานรูปแบบการตกแต่งภายในกว่า 47 แบบ เสริมด้วยยาง Pirelli P Zero พร้อมเทคโนโลยี Elect™ ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับรุ่นไฮบริด
Lamborghini Urus ST-X
ในเดือนพฤศจิกายน 2018 Lamborghini Squadra Corse ได้เปิดตัวรุ่น Urus ST-X Concept ซึ่งเป็นการตีความซูเปอร์เอสยูวีของลัมโบร์กินีในสไตล์รถแข่งเป็นครั้งแรก
ST-X โดดเด่นด้วยตัวถังสีเขียวด้าน Verde Mantis โดยมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นที่ใช้งานบนท้องถนนทั่วไปถึง 25% และมาพร้อมกับอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FIA ซึ่งรวมถึงโครงเหล็กนิรภัย ระบบดับเพลิง และถังน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน FT3
รถรุ่นนี้ขับเคลื่อนขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ที่ให้กำลังเครื่องถึง 650 แรงม้า มาพร้อมกับโซลูชันสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะมากมาย อาทิ ท่อไอเสียด้านข้างรูปทรงหกเหลี่ยม ปีกหลังแบบยึดตายตัว และล้อขนาด 21 นิ้วแบบน็อตยึดตัวเดียว พร้อมยาง Pirelli ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุดของ Lamborghini Squadra Corse มาสู่รถซูเปอร์เอสยูวีอย่างแท้จริง
รุ่นพิเศษ
ความเอกซ์คลูซีฟของซูเปอร์เอสยูวีลัมโบร์กินี สะท้อนผ่านคอลเลกชันที่พัฒนาโดยแผนก Ad Personam ช่วยยกระดับทั้งงานดีไซน์และการตกแต่งรถให้ตรงกับความต้องการเฉพาะรายมากขึ้น โดยคอลเลกชัน Pearl Capsule ที่เปิดตัวในปี 2020 โดดเด่นด้วยสีมุกแบบหลายชั้น ผสานกับรายละเอียดสีดำเงาและการตกแต่งภายในแบบทูโทนพร้อมลวดลายการเย็บเบาะแบบ Q-Citura ในขณะที่คอลเลกชัน Graphite Capsule ซึ่งตามมาในภายหลัง นำเสนอเฉดสีแบบด้าน จับคู่กับสีสันที่ใช้เน้นรายละเอียดเฉพาะจุด
ที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ Urus Performante “Essenza SCV12” รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่สงวนไว้สำหรับเจ้าของไฮเปอร์คาร์สำหรับใช้ในสนามแข่งชื่อเดียวกัน โดยมาพร้อมรายละเอียดการตกแต่งแบบ Ad Personam สุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ต
ภายในงาน Art Basel Miami Beach 2024 ลัมโบร์กินียังนำเสนอรถยนต์ Urus SE รุ่นพิเศษที่นำแรงบันดาลใจมาจากเมืองไมแอมี มาพร้อมการผสมสีอันประณีตด้วยการตกแต่งสี Blu Glauco และรายละเอียดงานฝีมือที่ใช้เวลานานถึง 230 ชั่วโมง
และสุดท้ายในงาน Milan Design Week 2026 แบรนด์ยังได้เผยโฉม Urus SE “Tettonero” Capsule รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันผลิตเพียง 630 คัน โดดเด่นด้วยการตัดกันระหว่างดีไซน์ตัวถังกับหลังคาสีดำเงา ผสานการตกแต่งพร้อมรายละเอียดอันประณีตที่ช่วยขับเน้นตัวตนความเป็นซูเปอร์เอสยูวีของลัมโบร์กินีได้อย่างโดดเด่น
Lamborghini Urus รุ่นสำหรับหน่วยงานตำรวจรัฐบาลกลาง
ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและนวัตกรรมเทคโนโลยีของลัมโบร์กินี ยังถูกนำมาใช้เพื่อบริการสาธารณะ ผ่านความร่วมมืออันยาวนานกับตำรวจรัฐบาลกลางอิตาลี ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ได้ส่งมอบรถยนต์จำนวนหลายคันสำหรับการทำภารกิจพิเศษ รวมถึงรุ่น Urus Performante ที่เข้าประจำการในปี 2023
รถรุ่นนี้ตกแต่งโดย Centro Stile Lamborghini ด้วยลวดลายสีน้ำเงินและขาวตามแบบฉบับดั้งเดิม และติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการขนส่งอวัยวะเร่งด่วนและภารกิจทางการแพทย์ พร้อมคุณสมบัติเฉพาะ อาทิ ระบบทำความเย็นแบบพกพา เครื่องกระตุกหัวใจ และอุปกรณ์ฉุกเฉิน
ภายใต้บริบทนี้ สมรรถนะเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 666 แรงม้า จึงพร้อมแปรเปลี่ยนเป็นขุมพลังในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างรวดเร็วฉับไว เพื่อร่วมปกป้องและรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดผ่าน “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี มาพร้อมหน้าจอ “มัลติมิเตอร์” เอกลักษณ์ระดับตำนาน!
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อม “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกในไตรมาส 3 นี้ โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาทางวิศวกรรมเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ตามแบบฉบับออฟโรดอย่างแท้จริง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และสะดวกสบายในทุกสภาพอากาศและสภาพถนน เพื่อสะท้อนศักยภาพดังกล่าว รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอ “มัลติมิเตอร์” แบบดิจิทัล จอแสดงผลที่ถูกออกแบบเป็นมาตรวัดสามส่วน โดยถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากฟีเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนาน ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
ในเจเนอเรชันก่อนสำหรับหน้าจอ “มัลติมิเตอร์” ในออล-นิว ปาเจโร ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับความสนุกของการขับขี่แบบฉบับออฟโรด โดยแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างครบครัน ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ อาทิ ความสูงจากระดับน้ำทะเลเข็มทิศ อุณหภูมิภายนอก องศาความลาดชันและความเอียงของตัวรถ รวมถึงการกระจายแรงบิดซ้าย-ขวา ฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถติดตามการแสดงผลการขับขี่ รวมถึงการตอบสนองของตัวรถได้แบบเรียลไทม์
โดยไม่ว่าจะเป็นการขับไต่ทางลาดชัน เส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว เส้นทางป่าที่คับแคบและทุรกันดาร พื้นผิวหินขรุขระ หรือสภาพเส้นทางโคลนหลังฝนตก ระบบจะแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจและควบคุมรถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่หลากหลายทั่วโลก
นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังได้เผยแพร่วิดีโอโฆษณา “The Pajero* is ready to write its next chapter.” ผ่านเว็บไซต์พิเศษของออล-นิว ปาเจโร โดยเนื้อหาวิดีโอนำเสนอพัฒนาการของหน้าจอ “มัลติมิเตอร์” ที่ได้รับการสืบทอดและพัฒนาต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า พร้อมถ่ายทอดให้เห็นถึงศักยภาพของตัวรถที่เปี่ยมด้วยพลังในการปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย จุดประกายความหลงใหลในการผจญภัย และชวนให้ผู้ขับขี่ออกเดินทางไปสำรวจโลกกว้างได้อย่างเต็มที่
เว็บไซต์พิเศษสำหรับรุ่นออล-นิว ปาเจโร รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี
https://www.mitsubishi-motors.co.jp/global/en/lineup/pajero/teaser/* ทำตลาดในชื่อ มอนเตโร (Montero) ในบางประเทศ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
“โมเรร่า-มารินี” บู๊กลุ่มกลาง “สปรินต์เรซ” โมโตจีพี สนาม 10 แอสเซ่น
ศึก โมโตจีพี 2026 สนาม 10 รายการ ดัตช์ กรังด์ปรีซ์ ผ่านการแข่งขันรอบ สปรินต์เรซ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ สนาม ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์
เกมเรซนี้ดวลกันทั้งสิ้น 13 รอบสนาม ภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนระอุของทวีปยุโรปที่กำลังโดนคลื่นความร้อนเล่นงาน โดยในสนามนี้ “โจอัน เมียร์” นักบิดสแปนิชเจ้าของรถแข่ง Honda RC213V หมายเลข 36 จาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี ทำเวลาในรอบควอลิฟายได้ดี ทะลุจาก Q1 ขึ้นมาออกตัวในกริดที่ 10 มีลุ้นสร้างผลงานในกลุ่มหน้า
ทว่าสถานการณ์ในเรซนี้นับเป็นโชคร้ายอย่างมากของ เมียร์ ที่พลาดล้มและต้องออกจากเรซตั้งแต่รอบแรก ขณะที่พยายามแซงขึ้นกลุ่มหน้า โดยหลังจากนั้น “ดิโอโก โมเรร่า” รุกกี้ชาวบราซิเลียนหมายเลข 11 จาก โปร ฮอนด้า แอลซีอาร์ ก็ค่อยๆ ทำความเร็วได้ดีขยับขึ้นมาถึงอันดับ 9 ในพื้นที่มีลุ้นคว้าแต้มจากสปรินต์เรซ
อย่างไรก็ดี เกมมาเปลี่ยนอีกครั้งในช่วงปลายเรซ โดยผลปรากฏว่า โมเรร่า ซึ่งไล่บี้ในกลุ่มกลางอย่างสุดมันส์บิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 11 ด้วยเวลารวม 20 นาที 17.121 วินาที ตามหลังผู้ชนะ 11.811 วินาที พลาดการคว้าแต้มอย่างเฉียดฉิว
ส่วน “ลูก้า มารินี” นักบิดอิตาเลียนหมายเลข 10 จาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี เข้าป้ายในอันดับ 12 ตามหลัง 12.983 วินาที ตามด้วย คาล ครัทช์โลว จอมเก๋าชาวอังกฤษจาก ฮอนด้า แอลซีอาร์ ในอันดับ 19 ตามหลัง 29.213 วินาที
ทั้งนี้ ศึก ดัตช์ กรังด์ปรีซ์ จะดวลความเร็วรอบเมนเรซในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ เวลา 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทาง TrueVisions Now SPOTV
#HondaRacingThailand #MotoGP #HondaBigBike #HondaRC213V #LCRHonda #JZ5 #DM11 #HondaHRC #JM36 #LM10 #DutchGP
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Motocycle
“ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” บู๊เดือดคว้าท็อป 6 เรซแรก ศึก เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2026 สนาม 4 แอสเซ่น
1 Min Read“ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” บู๊เดือดคว้าท็อป 6 เรซแรก ศึก เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2026 สนาม 4 แอสเซ่น
“ไม้คิว” เกียรติศักดิ์ สิงหพงษ์ นักบิดดาวรุ่งจาก “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” เจ้าของหมายเลข 85 ทำผลงานโดดเด่นต่อเนื่องในรายการเรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2026 สนาม 4 แอสเซ่น ราวด์ ที่สนามทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26-28 มิถุนายน 2026
สำหรับสนามทีที เซอร์กิต แอสเซ่น เป็นหนึ่งในสนามที่ใช้ในการจัดการแข่งขันโมโตจีพีรายการดัตช์ ทีที และได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาวิหารแห่งวงการมอเตอร์ไซค์” เป็นสนามความเร็วสูงและโค้งที่สุดท้าทายความแม่นยำของนักบิด
รอบฝึกซ้อม “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” ทำผลงานอย่างน่าพอใจ โดยรอบฝึกซ้อมรอบแรกหรือ Free Practice 1 ทำเวลาได้ 01:46.473 นาที รั้งอันดับที่ 12 จากนักแข่งทั้งหมด 25 คน ก่อนที่ในรอบฝึกซ้อมสองหรือ Free Practice 2 จะยกระดับผลงานโดยทำเวลาได้ 01:46.400 นาที ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 10 จากนั้นนักแข่งดาวรุ่งไทยก็ทำผลงานได้ต่อเนื่องในรอบคัดเลือกโดยทำเวลา 01:46.138 นาที คว้าอันดับที่ 11
ล่าสุดการแข่งขันเรซแรกเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” ขยับขึ้นมาออกสตาร์ตในกริดที่ 9 และสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันสุดดุเดือดและเข้มข้น โดยนักแข่งไทยยกระดับความเร็วต่อเนื่องเร่งแซงจนขึ้นมาจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 6 เก็บคะแนนสะสมเพิ่มไปอีก 10 คะแนน รวมเก็บคะแนนประจำฤดูกาลไปทั้งหมด 57 คะแนน ขยับขึ้นสู่ท็อป 5 อย่างยอดเยี่ยม
“ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” กล่าวว่า
“แอสเซ่นเป็นสนามที่ยากพอสมควรเลยครับ นักแข่งต้องทำความเข้าใจกับมันและเป็นสนามที่ความเร็วสูง ต้องรักษาความเร็วอยู่ตลอดเวลา แต่เซ็กเตอร์ 1 ก็แต่ต่างออกไปที่ต้องหยุดรถและแม่นจังหวะจริงๆ ครับ ถือว่าเป็นอีกสนามที่มีความท้าทายมากๆ ครับ”
โดย “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” จะลงทำการแข่งขันเรซที่สองในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน เวลา 13.35 น.
แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH
#HondaRacingThailand #RaceToTheDream #Motorsport #RoadToMotoGP #TheNextSuccessor #RookiesCup #Maikiw #Maikiw85 #KS85
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
New Continental GT S – Supersports ดูโอพันธุ์สปอร์ต เปิดตัวในญี่ปุ่น พร้อมอวดโฉมกลางกรุงโตเกียว
New Continental GT S – Supersports ดูโอแกรนด์ทัวเรอร์สายพันธุ์สปอร์ตเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่น พร้อมอวดโฉมความสปอร์ตกลางกรุงโตเกียวเพื่อเฉลิมฉลองแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ที่มีมาอย่างยาวนานในประเทศญี่ปุ่น โดยกิจกรรมจัดขึ้น ณ โตเกียว ทาวเวอร์ แลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงโตเกียวที่ประดับประดาไปด้วยแสงไฟสีเขียวอันงดงาม
โตเกียว ทาวเวอร์ อันถือเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญใจกลางกรุงโตเกียวได้รับการประดับประดาด้วยไฟสีเขียวเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้ พร้อมโลโก้แบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ที่ประดับอยู่บนดาดฟ้าชั้นชมวิวของหอคอยที่ตั้งตระหง่านกลางกรุงโตเกียว โดยด้านล่างมีการจัดแสดงยนตรกรรมรุ่น New Continental GT S ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น Supersports เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นต่อหน้าแขกวีไอพีมากกว่า 100 ราย
Continental GT Supersports ยังได้ปรากฏตัวในงาน Daikoku Car Meet ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมที่จัดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์ และด้วยวัฒนธรรมการดัดแปลงรถยนต์ที่เป็นตำนานของกลุ่มคนรักรถในญี่ปุ่น Continental GT Supersports จึงได้ติดตั้งไฟใต้ท้องสีเขียวอ่อนเพื่อให้เข้ากับเฉดสีของตัวรถและล้อหน้า
Supersports ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษสำหรับคนรักกาแฟและรถยนต์ที่ชินจูกุ จัดขึ้นโดย ไม อิคุซาวะ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ร่วมกับ เบนท์ลีย์ โดยมีการจัดแสดงรถยนต์จากทั่วกรุงโตเกียว ทั้งรถยนต์ซูเปอร์คาร์ รถยนต์คลาสสิก และรถยนต์แต่ง ซึ่งเจ้าของรถได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวและพูดคุย พร้อมเพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มภายในงานท่ามกลางรถยนต์เบนท์ลีย์ที่เข้าร่วมงานมากมาย รวมถึง New Continental GT S รุ่นใหม่ที่ตกแต่งด้วยลวดลายพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถไฟชินคันเซ็นฮายาบูสะ ซึ่งถือเป็นรถไฟชินคันเซ็นที่เร็วที่สุดในญี่ปุ่นที่วิ่งจากกรุงโตเกียวไปยังนครฮาโกดาเตะ Continental GT S รุ่นพิเศษนี้ยังได้มุ่งหน้าไปอวดโฉม ณ แยกชิบูย่าที่มีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมจอ LED ขนาดใหญ่โดยรอบที่ได้ฉายตัวอย่างภาพยนตร์ ‘FULL SEND’ ที่ตัดต่อมาเป็นพิเศษสำหรับกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ
Dave Hayter ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส กล่าวว่า “ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับเบนท์ลีย์มาโดยตลอด ตอนนี้เบนท์ลีย์เดินหน้ามุ่งเน้นความสปอร์ต เราจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว Continental GT S รุ่นใหม่ที่เน้นประสบการณ์การขับขี่ให้กับลูกค้าของเราในงานสุดพิเศษที่โตเกียวทาวเวอร์ด้วยความร่วมมือจาก Cornes Tokyo และการที่ FULL SEND Supersports มาร่วมงานกับเราจึงทำให้งานในครั้งนี้พิเศษยิ่งขึ้น และยังมีงานคาร์แอนด์คอฟฟี่ในคืนวันศุกร์ที่ชินจูกุ ซึ่งมีเบนท์ลีย์เป็นหัวใจสำคัญ นี่จึงแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของเรากำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็ได้สร้างมิตรภาพใหม่ๆ ด้วย”
สำหรับ รุ่น Supersports ได้กลับมายังประเทศอังกฤษอีกครั้ง ก่อนที่จะเตรียมเปิดตัวต่อสาธารณชนในสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกในงาน Goodwood Festival of Speed ที่กำลังจะมาถึงนี้
สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษและทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์เบนท์ลีย์ โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
วิจัยไทยโชว์ศักยภาพระดับประเทศ กรมการแพทย์แผนไทยฯ–ศิลปากร คว้า Platinum Award 2569 ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์จริง

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล Platinum Award จะได้รับ ถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลและเกียรติบัตร โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ได้รับรางวัลเข้าร่วม ณ เวที Highlight Stage ห้อง บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ครั้งนี้สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยมีการมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีความโดดเด่นด้านการจัดแสดงและนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม อันเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมยกระดับมาตรฐานการสื่อสารผลงานวิจัยสู่สาธารณชนและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศร่วมจัดแสดงมากกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขา และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก
ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 ได้มีการประกาศผลและมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น โดยสถาบันที่พิชิตรางวัล Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จากผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่ากระท่อมไทยตามมาตรฐาน Thailand Kratom GACP เพื่อรองรับระบบบริการบำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร” และ “นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพรเศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทย เพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุราในระบบบริการสาธารณสุข” และ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากผลงาน “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยว อันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา
รางวัล Gold Award จำนวน 4 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ได้แก่ ผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมยางพาราไทยด้วยโมเดล BCG: นวัตกรรมสารจุ่มเต้านมโคฐานชีวภาพและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพารา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผลงาน “การจัดการพื้นที่วัฒนธรรมเพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรมชุมชน บ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา (หน้าวัดพระงาม) จังหวัดนครปฐม” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลงาน “การยกระดับและขยายผลเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในพื้นพื้นที่ภาคใต้” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผลงาน “ดาวเทียมคิวบ์แซท (KNACKSAT)” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
Silver Award จำนวน 6 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ผลงาน “ย่านยาวโมเดล: นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจฐานราก BCG” จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลงาน “ไหมมัดหมี่ : ศาสตร์แห่งศิลป์” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพอิฐมอญด้วยสารเติมแต่งแบเรียมซัลเฟตและไทเทเนียมไดออกไซต์สำหรับกำแพงป้องกันรังสีงสีเอกซ์” จาก สถาบันพระบรมราชชนก ผลงาน “วังส้มซ่าโมเดล: การเปลี่ยนผ่านวิสาหกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมฐานชีวภาพระดับสูง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผลงาน “ลูมอส: ชุดตรวจวัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนแบบพกพาเพื่ออาหารปลอดภัย” จาก สถาบันวิทยสิริเมธี ผลงาน “ระบบความเค็มอัจฉริยะทะเลสาบสงขลา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
นอกจากนี้ยังมีรางวัลประเภท Bronze Award จำนวน 8 รางวัล มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรมการข้าว กรมอนามัย สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา และสภากาชาดไทย รางวัลประเภทถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สถาบันวิจัยแสงชินโครตรอน (องค์การมหาชน) และ รางวัลชมเชย มีสถาบันได้รับใบรางวัลและเกียรติบัตรจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ราชภัฏสุราษฎร์ธานี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สำนักงานกิจการยุติธรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรมปศุสัตว์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจาก อัตลักษณ์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล อันสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืนผลการตัดสินรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำบทบาทของ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ในฐานะเวทีสำคัญของประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ วช. ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานและนักวิจัยที่ได้รับรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award โดยเชื่อมั่นว่ารางวัลดังกล่าวจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์องค์ความรู้สู่การพัฒนาประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Motocycle1 Min Read
ฮอนด้าบิ๊กไบค์ ชวนสัมผัสความสมูทของ Honda E-Clutch เกียร์แมนนวลที่ฉลาดที่สุด ทดลองขับฟรีที่เชียงรายและกาญจนบุรี 26 – 28 มิถุนายนนี้
ฮอนด้าบิ๊กไบค์ ชวนเหล่าไบค์เกอร์ร่วมเปิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่กับ Honda E-Clutch เทคโนโลยีเกียร์แมนนวลอัจฉริยะที่ผสานความสะดวกสบายและความสนุกในการขับขี่ไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมพิสูจน์ความลื่นไหลของ Honda E-Clutch ผ่านการทดลองขับทั้ง 4 รุ่น ณ Honda BigWing เชียงราย และ Honda BigWing กาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 26 – 28 มิถุนายน 2569
พร้อมเปิดโอกาสให้เหล่าไบค์เกอร์ได้ทดลองขับ Honda BigBike E-Clutch ครบทั้งสาย Adventure และ Sport กับ 4 รุ่น ได้แก่
- New NX500 E-Clutch
- New CBR500R E-Clutch
- New CBR650R E-Clutch
- New CB650R E-Clutch
ยกระดับทุกการขับขี่ด้วย Honda E-Clutch เทคโนโลยีเกียร์แมนนวลอัจฉริยะจาก Honda ที่ช่วยให้การออกตัว เปลี่ยนเกียร์ และหยุดรถเป็นไปอย่างลื่นไหล โดยไม่ต้องกำคลัตช์ในทุกจังหวะ ช่วยลดภาระการใช้งานมือ เพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจ พร้อมคงฟีลลิ่งการขับขี่แบบเกียร์แมนนวลไว้อย่างเต็มอารมณ์ อีกทั้งยังสามารถเลือกใช้งานคลัตช์แบบปกติได้ตามต้องการ ตอบโจทย์ทั้งผู้เริ่มต้นขี่บิ๊กไบค์และไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบความสนุกในการขับขี่
พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่จองรถภายในงานและรับรถภายใน 15 วัน รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 3,000 บาท* ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนทดลองขับได้ที่ Honda BigWing เชียงราย และ Honda BigWing กาญจนบุรี พร้อมตรวจสอบวัน เวลา สาขาที่เข้าร่วมกิจกรรม และรายละเอียดเอกสารที่ต้องเตรียมได้ที่ https://bit.ly/4ukX8yL
มาร่วมพิสูจน์ความลื่นไหลของ Honda E-Clutch ได้แล้ววันนี้ที่ Honda BigWing พร้อมติดตามจังหวัดถัดไปของกิจกรรม Honda E-Clutch Test Ride ได้ทางเพจ Honda BigBike
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
*เวลาและสถานที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง สามารถติดตามอัปเดตสถานที่ได้ที่หน้าเฟซบุ๊ก Honda BigBike
สำหรับผู้สนใจกิจกรรม Honda E-Clutch Test Ride ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://bit.ly/thaihondabigbike
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
เฟซบุ๊กฮอนด้าบิ๊กไบค์ : www.facebook.com/HondaBigBikeTH
#HondaTestRide #HondaEClutch
#บิดมันส์ทั่วไทย #HondaDCT #HondaBigBike #ExcitesTheWorld
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Honda City ใหม่ เปิดราคาคุ้มค่าเต็มขั้น เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น กับราคาพิเศษช่วงเปิดตัว เริ่มต้นเพียง 569,000 บาท พร้อมแนะนำรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ e:HEV V เพียง 619,000 บาท ถึง 30 ก.ย. นี้ สัมผัสการคัมแบ็กครั้งใหญ่ที่ ‘สั่นทุกสตรีท’ ได้แล้ววันนี้ทั่วประเทศ
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวและประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda City ใหม่ การคัมแบ็กครั้งใหญ่ของไลน์อัปซิตี้คาร์ พร้อมสั่นทุกสตรีท ด้วยดีไซน์ใหม่ที่อัปความสปอร์ตอีกขั้น ทั้งกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ LED ในทุกรุ่น และไฟหน้า Connecting Light แบบ LED รวมทั้งไฟท้าย LED แบบใส พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่! อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย กระจกมองหลังแบบตัดแสงแบบอัตโนมัติ เติมเต็มความต้องการและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของซิตี้คาร์ฮอนด้าได้ง่ายยิ่งขึ้น กับราคาพิเศษช่วงเปิดตัว* ถึง 30 ก.ย. 2569 นี้ เริ่มต้นเพียง 569,000 บาท (Honda City ใหม่ ซีดาน TURBO รุ่นย่อย S) เข้าถึงไฮบริดซิตี้คาร์จากฮอนด้าได้ง่ายกว่าที่เคย คุ้มค่าเต็มขั้น กับรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่! e:HEV V ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว* เริ่มต้นเพียง 619,000 บาท (Honda City ใหม่ ซีดาน รุ่นย่อย e:HEV V) โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นซีดานและแฮทช์แบ็ก ทางเลือกละ 4 รุ่นย่อย กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อนทั้ง VTEC TURBO ขับสนุกทุกย่านความเร็ว และฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid สมูทเร้าใจในทุกอัตราเร่ง ประหยัดน้ำมันในทุกจังหวะการขับขี่ รวม 8 รุ่นย่อย พร้อมตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
ข้อเสนอพิเศษ!* สำหรับ Honda City ใหม่ ทั้งรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ก เมื่อจองตั้งแต่ 26 มิ.ย. 2569 – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ต.ค. 2569
- ดอกเบี้ย เริ่มต้น 69%*
- ฟรีประกันภัย ชั้น 1* (1 ปี)
- สำหรับรุ่นระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
พิเศษ! โค้งสุดท้ายถึง 30 มิ.ย. นี้ รับเพิ่มบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท* เมื่อจองระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. – 30 มิ.ย. 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569
ครั้งแรกกับการเปิดตัวแคมเปญพิเศษ ‘Gen to Gen #Honda จากรุ่นสู่รุ่น’
มอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ แทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีต่อฮอนด้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งต่อประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อให้สมาชิกในครอบครัว หรือการเปลี่ยนจากรถยนต์ฮอนด้าคันเดิม สู่รถยนต์ฮอนด้ารุ่นใหม่
โดยฮอนด้า ขอมอบสิทธิพิเศษ* สำหรับลูกค้าที่ออกรถยนต์ Honda City ใหม่ ทุกรุ่นย่อย ดังนี้
- ลูกค้าที่ถือครองรถยนต์ฮอนด้า 1–4 ปี รับสิทธิพิเศษมูลค่า 6,000 บาท
- ลูกค้าที่ถือครองรถยนต์ฮอนด้า 5 ปีขึ้นไป รับสิทธิพิเศษมูลค่า 8,000 บาท
- พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้ามากกว่า 1 คัน รับสิทธิพิเศษเพิ่มอีก 3,000 บาท
- เพิ่มเติม! พร้อมดูแลต่อเนื่อง สำหรับรถยนต์ฮอนด้าคันเดิม จะได้รับ Service e-coupon มูลค่า 3,000 บาท สำหรับซื้อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ
ราคา Honda City ใหม่ ทั้งราคาพิเศษช่วงเปิดตัว* และราคาอย่างเป็นทางการ มีดังนี้
ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว* เมื่อจองระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. 2569 – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ต.ค. 2569 (ปรับเป็นราคาปกติ ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป)
ขุมพลัง รุ่น/ราคา Honda City ใหม่ รุ่นซีดาน Honda City ใหม่ รุ่นแฮทช์แบ็ก e:HEV3 รุ่นย่อย e:HEV RSจัดเต็มทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน ตอบโจทย์
ทั้งสมรรถนะและสไตล์
739,000 บาท(ราคาปกติ 769,000 บาท) 749,000 บาท(ราคาปกติ 779,000 บาท) e:HEV SVครบครัน คุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชัน
ที่เหมาะกับการใช้งานทุกวัน
689,000 บาท(ราคาปกติ 719,000 บาท) 699,000 บาท(ราคาปกติ 729,000 บาท) ใหม่! รุ่นย่อย e:HEV Vรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ เปิดประสบการณ์ความคุ้มค่า ให้คุณเป็นเจ้าของรถไฮบริด
ได้ง่ายยิ่งขึ้น
619,000 บาท(ราคาปกติ 649,000 บาท) 629,000 บาท(ราคาปกติ 659,000 บาท) VTEC TURBO1 รุ่นย่อย Sทางเลือกเริ่มต้นของไลน์อัป มอบสมรรถนะที่คล่องตัว คุ้มค่า มั่นใจในทุกการขับขี่ 569,000 บาท (ราคาปกติ 599,000 บาท) 579,000 บาท(ราคาปกติ 599,000 บาท) นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว Honda City ใหม่ ในครั้งนี้ ถือเป็นการกลับมาครั้งใหญ่ที่ยกระดับซิตี้คาร์ของฮอนด้า ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ผ่านการพัฒนาทั้งดีไซน์ภายนอกที่ปรับลุคให้สปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง ควบคู่กับความคุ้มค่าที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านราคาพิเศษช่วงเปิดตัว เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ Honda City ได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ ที่มาพร้อมราคาที่ดึงดูดใจ ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงไฮบริดซิตี้คาร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรายังใช้กลยุทธ์ Music Marketing พร้อมด้วยพรีเซนเตอร์ ‘มิลลิ’ มาร่วมถ่ายทอดพลังและตัวตนของคนรุ่นใหม่ ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้า Gen Z ได้อย่างลงตัว เพื่อสะท้อนคาแรกเตอร์ของ City ได้อย่างชัดเจน เรามั่นใจว่าการกลับมาครั้งนี้ จะช่วยสร้างความคึกคักให้กับตลาดซิตี้คาร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Quake ’Em Up’ และพร้อมพาฮอนด้า กลับสู่ตำแหน่งผู้นำในกลุ่มซิตี้คาร์อีกครั้ง”
Honda City ใหม่ โดดเด่นด้วยลุคที่อัปความสปอร์ตไปอีกขั้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟหน้าแบบ LED ในทุกรุ่น อีกทั้งไฟหน้า Connecting Light แบบ LED ดีไซน์เต็มความกว้างตัวรถ สะท้อนความล้ำสมัย สะดุดตา รวมทั้งไฟท้าย LED แบบใส ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่!** ตอบโจทย์ที่ลูกค้ามองหา อาทิ
- ใหม่! ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ตั้งแต่รุ่นย่อย e:HEV SV
- ใหม่! ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สายดีไซน์ใหม่ที่อัปเกรดเป็นหน้าจอขนาด 10 นิ้ว ตั้งแต่รุ่นย่อย e:HEV SV
- ใหม่! ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ตั้งแต่รุ่นย่อย e:HEV SV
- ใหม่! อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ในรุ่นย่อย e:HEV RS
- ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงแบบอัตโนมัติ ในรุ่นย่อย e:HEV RS
ปลอดภัย มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่** อาทิ
- เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครอบคลุม 6 ฟังก์ชันหลัก ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
- ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold
- ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)
- ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่
- ใหม่! สีแดง Blazing Red Pearl (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS)
- ใหม่! สีเทา Urban Gray Pearl (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS)
- พิเศษ! เฉพาะ Honda City ใหม่ แฮทช์แบ็ก รุ่นย่อย e:HEV RS ใหม่! สีเทา Urban Gray Pearl มาพร้อมหลังคาสีดำ (ทูโทน)
- สีขาว Platinum White Pearl (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS และ e:HEV SV)
- สีน้ำเงิน Brilliant Sporty Blue Metallic (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV SV และ e:HEV V)
- สีเทา Meteoroid Gray Metallic
- สีดำ Crystal Black Pearl
- สีขาว Taffeta White (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV V และ S)
มาพร้อมภายในห้องโดยสารสีดำ และใหม่! ทางเลือกสีภายในห้องโดยสารสีเทา Platinum เฉพาะ Honda City รุ่นซีดาน รุ่นย่อย e:HEV SV ที่สามารถเลือกจับคู่ได้กับสีภายนอกสีเทา Meteoroid Gray Metallic หรือสีดำ Crystal Black Pearl เท่านั้น
การกลับมาครั้งนี้ ฮอนด้าพร้อมสร้างปรากฏการณ์ความตื่นเต้นครั้งใหม่ เพื่อเดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งและ ตั้งเป้าครองตำแหน่งผู้นำกลุ่มซิตี้คาร์ในประเทศอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงและเชื่อมต่อกับกลุ่มลูกค้าเจเนอเรชันใหม่ (Gen Z) ผ่านการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ “MILLI (มิลลิ)” หรือ ดนุภา คณาธีรกุล แรปเปอร์สาวตัวจี๊ดแห่งยุค ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พกเอเนอร์จี้มาแบบจัดเต็ม เพื่อร่วมถ่ายทอด DNA ความสนุก คล่องตัว และ ความโดดเด่นของ Honda City ใหม่ นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ Music Marketing ส่งซิงเกิลพิเศษ ‘CITY QUAKE’ เขย่าพลังและสาดความมันส์ไปกับบีทที่พร้อมจะสั่นทุกสตรีท ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการสื่อสารที่จะมาอัปเลเวล ความเร้าใจ ให้การเปิดตัว Honda City ครั้งนี้ แตกต่างกว่าที่เคย
สัมผัสกับ Honda City ใหม่ ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบลูกค้าทั่วประเทศตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป และเตรียมพบกับกิจกรรมพิเศษจากฮอนด้า ที่จะเดินสายจัดแสดง Honda City ใหม่ ให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสทั่วประเทศ พร้อมกระทบไหล่อย่างใกล้ชิดกับพรีเซนเตอร์แรปเปอร์สาว ‘Milli (มิลลิ)’ ร่วมระเบิดความมันส์ QUAKE ‘EM UP… สั่นทุกสตรีท ทั่วไทยไปพร้อมกัน ตามรายละเอียดดังนี้
- 2 – 6 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จ. สงขลา
- 14 – 18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การค้าซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี จ. ชลบุรี
- 4 – 10 พ.ย. 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จ. นครราชสีมา
ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city และ www.honda.co.th/cityhatchback และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777
อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่
- เว็บไซต์: honda.co.th
- Facebook Official Account: Honda Thailand
- LINE Official Account: @honda-thailand
-
News / News Motocycle1 Min Read
ระเบิดศึกนักบิดอาชีวะ ! YAMAHA Moto Challenge Season 11 สนามแรกสุดเดือด ดอนบอสโกสุราษฎร์ คว้าชัยเปิดฤดูกาล หลังดราม่าตัดสินโค้งสุดท้าย
ศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รายการ YAMAHA Moto Challenge 2026 Season 11 เดินหน้าสร้างนักแข่งและบุคลากรมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
สนามเปิดฤดูกาลจัดขึ้นภายใต้การแข่งขัน NEXZTER BRIC Superbike Championship 2026 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีตัวแทนนักบิดจาก 15 สถาบันอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศลงชิงชัยด้วยรถแข่ง YAMAHA YZF-R15 ในการแข่งขัน 7 รอบสนาม ท่ามกลางเกมความเร็วที่เข้มข้นตั้งแต่ออกสตาร์ตจนถึงโค้งสุดท้าย
ไฮไลต์ของเรซอยู่ที่การขับเคี่ยวของกลุ่มผู้นำที่ผลัดกันขึ้นนำอย่างดุเดือด ก่อนที่ ภัทรพล แก้วรุ่งเรือง หมายเลข 73 จากวิทยาลัยเทคโนโลยีศรีราชา จะทะยานเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกด้วยเวลารวม 17 นาที 07.319 วินาที เฉือน นพกร เพ็ชรศรี หมายเลข 688 จากวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโกสุราษฎร์ ที่ตามเข้ามาเพียง 0.029 วินาที ด้วยเวลา 17 นาที 07.348 วินาที
อย่างไรก็ตาม หลังจบการแข่งขัน คณะกรรมการได้พิจารณาเหตุการณ์ในรอบสุดท้ายและมีมติปรับลดอันดับของ ภัทรพล ลง 1 ตำแหน่ง จากกรณีรถแข่งออกนอกขอบเขตแทร็กในจังหวะผ่านธงตาหมากรุก ส่งผลให้ นพกร เพ็ชรศรี ขยับขึ้นคว้าชัยชนะสนามแรกของฤดูกาลไปครอง ขณะที่ ภัทรพล ต้องรับอันดับ 2 ไปอย่างน่าเสียดาย
ส่วนอันดับ 3 เป็นของ อัครพล ทรงพิมพ์ หมายเลข 27 จากวิทยาลัยเทคโนโลยียโสธรอินเตอร์เนชั่นแนล ตามหลังผู้ชนะเพียง 0.654 วินาที อันดับ 4 ได้แก่ ธนพล ขุนบุราณ หมายเลข 59 จากวิทยาลัยเทคโนโลยีวานรนิวาส และอันดับ 5 เป็นของ ธีรวัฒน์ ภูนาลา หมายเลข 979 จากวิทยาลัยเทคโนโลยีพลเพชรร้อยเอ็ด ซึ่งสามารถทำเวลาต่อรอบเร็วที่สุดของการแข่งขัน (Fastest Lap) ได้ที่ 2 นาที 25.230 วินาที ในรอบที่ 4
สำหรับการแข่งขัน YAMAHA Moto Challenge 2026 Season 11 สนามที่ 2 จะกลับมาระเบิดความมันอีกครั้งในรายการ YAMAHA Championship 2026 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2569 โดยเพิ่มความเข้มข้นด้วยการแข่งขันในรุ่น YAMAHA AEROX ที่จะเข้าร่วมชิงชัยเป็นครั้งแรกของฤดูกาล แฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสาร ผลการแข่งขัน และส่งกำลังใจให้เหล่านักบิดอาชีวศึกษาทั่วประเทศได้ทาง Facebook : YAMAHA THAILAND RACING TEAM
#YamahaThailandRacingTeam #Yamaha #YamahaMotoChallenge #YZFR15 #เด็กช่างแข่งรถ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine





























































































































































