-
กรุงศรี ออโต้ ชี้ผู้บริโภคปี 2569 พลิกนิยามการเลือกซื้อ “รถคันใหม่” ต้องคุ้มทั้งครอบครัว ประหยัดระยะยาว และครบจบบนดิจิทัล
“กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยผลสำรวจจาก “KA the Poll” ที่สะท้อนแนวโน้มการตัดสินใจซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่าง ในปี 2569 ชี้ 5 เทรนด์ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้มองแค่รุ่นรถและราคา แต่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น การเลือกรถที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งครอบครัว การซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย การมองหาทางเลือกใหม่ในการใช้รถ ตลอดจนการมองหาสินเชื่อดิจิทัลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่มากยิ่งขึ้น
เทรนด์ที่ 1: ถูกและดีไม่พอ ต้อง “คุ้มค่า” ตลอดอายุรถ
ผู้บริโภคยุคปัจจุบันไม่ได้ตัดสินใจเลือกซื้อรถจากราคาหรือคุณภาพเท่านั้น แต่พวกเขายังมองไปถึง “ต้นทุนรวมตลอดการใช้งานรถ (TCO – Total Cost of Ownership)” ทั้งค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีอีกด้วย โดย 72% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เผยว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการวางแผนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถในระยะยาว อีกทั้งกว่า 24% ของผู้ที่เปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า รถไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด ยังต้องการให้แบรนด์รถยนต์นำเสนอ “ต้นทุนรวมต่อปี” ให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อรถยนต์คันต่อไป
เทรนด์ที่ 2: เลือกซื้อรถไฟฟ้า เมื่อมองหาความประหยัด
ด้วยปัจจัยด้านความคุ้มค่า การประหยัดค่าใช้จ่าย และทางเลือกที่หลากหลาย ทำให้ความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริด เพื่อประหยัดค่าเชื้อเพลิงในระยะยาว ขณะเดียวกัน กว่า 32% ยังให้ความสำคัญกับการมองหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับทั้งความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในรถ อาทิ ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ และอีก 14% ต้องการความชัดเจนด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคใช้พิจารณา ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรถคันใหม่
เทรนด์ที่ 3: ซื้อรถคันเดียว ต้องใช้ได้ทั้งบ้าน
ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มพิจารณารถยนต์จากไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้งานของคนในครอบครัว ไม่ได้เลือกจากความต้องการของผู้ขับเพียงคนเดียว โดย 27% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อรถเพียงคันเดียวเพื่อใช้ร่วมกันทั้งครอบครัว หรือวางแผนลดจำนวนรถ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมลง
เทรนด์ที่ 4: ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป ใช้รถน้อยลง จึงมองหาทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
รูปแบบการทำงานในปัจจุบัน โดยเฉพาะการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้รถของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยกว่า 12% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าใช้รถน้อยลงจากเดิม ในขณะที่อีก7% มีไลฟ์สไตล์และความต้องการในการใช้รถที่เปลี่ยนไป ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การใช้รถที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งกว่า 11% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าบริการเช่ารถระยะยาว (Car Subscription) จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอนาคต ด้วยจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นของค่าใช้จ่าย และความสะดวกสบายในการบำรุงรักษาที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องจัดการด้วยตนเอง
เทรนด์ที่ 5: ขอสินเชื่อรถยนต์ ต้องสะดวก-ง่าย-ออนไลน์ เท่านั้น
ผู้บริโภคยุคดิจิทัลให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและความสะดวกของกระบวนการขอสินเชื่อ โดย 33% ของผู้ตอบแบบสอบถาม กล่าวว่าการสมัครสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่มีช่องทางดิจิทัลเต็มรูปแบบมีแนวโน้มที่จะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต ขณะที่ 18% กล่าวถึงตัวเลือกที่รวมประกันกับสินเชื่อไว้ในแพ็กเกจเดียว เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์เป็นไปอย่างครบ-จบ-ในครั้งเดียว
ผลสำรวจจาก “KA the Poll” จัดทำขึ้นผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างในองค์กรของ
กรุงศรี ออโต้ ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มพฤติกรรมในปี 2569 โดยมีแนวโน้มในการให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินในระยะยาว และการมองหาทางเลือกที่ช่วยบริหารค่าใช้จ่ายรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าแค่เรื่องฟังก์ชัน ซึ่ง กรุงศรี ออโต้ ในฐานะแบรนด์ผู้กำหนดทิศทางตลาด (Market Shaper) จะยังคงเดินหน้าพัฒนาโซลูชันดิจิทัล ให้พร้อมรองรับพฤติกรรมผู้ใช้รถที่เปลี่ยนไป เพื่อขับเคลื่อนตลาดสินเชื่อยานยนต์สู่อนาคตที่ยั่งยืนรู้หรือไม่:
- ผู้ใช้รถจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องอะไหล่และค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60,000-80,000 บาท สำหรับการถือครองรถยนต์เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือเมื่อระยะทางประมาณ 150,000 กิโลเมตร
- ในไตรมาสแรกปี 2568 ประเทศไทยมีสถานีชาร์จ EV สาธารณะรวมแล้วกว่า 3,720 แห่ง รวมจำนวนหัวชาร์จทั้งหมดกว่า 11,622 หัว
- ปัจจุบัน กรุงศรี ออโต้ มีสัดส่วนยอดสินเชื่อใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลอยู่ที่ 7% เมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อทั้งหมด
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
C PAINT พลิกโฉมงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไทย เปิดกลยุทธ์ Pop-up Store รายแรก ตั้งเป้า 100 สาขา รองรับงานซ่อม 50,000 คัน ภายใน 3 ปี รับการเติบโตของตลาด EV
PAINT ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์มาตรฐานครบวงจร เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างเป็นทางการ พร้อมวางตำแหน่งแบรนด์ในตลาดงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ระดับพรีเมียม ด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับโรงงาน พร้อมการเข้าถึงที่สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยกลยุทธ์ C PAINT Pop-up Store ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยระบบ C PAINT Connect ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ให้สามารถติดตามสถานะงานซ่อมได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง รองรับความต้องการของผู้ใช้รถยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ความโปร่งใส และเชื่อถือได้ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ารองรับงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ 10,000 คันภายในปี 2569 และขยายศักยภาพรองรับเป็น 50,000 คันภายใน 3 ปี ควบคู่กับแผนขยายสาขาให้ครบ 25 สาขาภายในปี 2569 เร่งขยายเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมยานยนต์และบริษัทประกันภัย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างยั่งยืน จากทั้งงานเคลมประกัน งานซ่อมพรีเมียม และบริการฟื้นฟูสภาพรถยนต์
คุณพัณณ์ชิตา ภักดีชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพอร์เฟคท์ บอดี้เพ้นท์ จำกัด
กล่าวว่า “C PAINT เกิดจากประสบการณ์กว่า 15 ปีในอุตสาหกรรมรถยนต์ เราเห็นความกังวลของลูกค้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพงานซ่อม ความล่าช้า ไปจนถึงการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน เราจึงต้องการสร้างศูนย์ซ่อมที่มีความโปร่งใส เชื่อถือได้ และยกระดับมาตรฐานงานซ่อมให้กับวงการศูนย์ซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ ทั้งนี้เราได้ออกแบบและพัฒนาระบบ C PAINT CONNECT เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลของสถานะการซ่อม ลดความกังวลของลูกค้า โดยในปี 2569 C PAINT ตั้งเป้ารองรับงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ 10,000 คัน พร้อมมองโอกาสในการขยายสาขา C PAINT Pop-up Store ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคในระยะยาว”ธุรกิจงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์เป็นบริการที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง C PAINT จึงมุ่งยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างรอบด้านและทุกมิติ เน้นคุณภาพงานซ่อมโดยนำเทคโนโลยีงานพ่นสีสมัยใหม่ ห้องอบสีระบบปิดมาตรฐาน เครื่องมือที่ใช้ทันสมัย ไปจนถึงกระบวนการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน (Quality Gate) ควบคู่การพัฒนาความสามารถของทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค การวางระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ชัดเจน โดยจุดเด่นของ C PAINT คือ คุณภาพงานระดับศูนย์บริการกับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมการส่งมอบตรงเวลา และบริการที่โปร่งใสผ่านระบบติดตามงานซ่อมแบบเรียลไทม์ รองรับรถยนต์ทุกประเภท ทั้งรถสันดาป รถไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย
จากข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่จัดทำโดยสำนักวิจัยระดับสากล เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง จากแรงสนับสนุนนโยบายภาครัฐและความต้องการของผู้ใช้รถที่มองหาทางเลือกการขับขี่ที่ทันสมัยและคุ้มค่ายิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดบริการซ่อมบำรุงและงานซ่อมสีรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการและยกระดับศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร โดยมุ่งเสริมทักษะเฉพาะทางด้านงานซ่อมและการควบคุมคุณภาพ สะท้อนกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว
C PAINT ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ในระดับสูงสุด โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรด้านงานซ่อมสีและตัวถังอย่าง ABLE BODY AND PAINT ก่อนเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารองรับงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์จำนวน 50,000 คันภายในระยะเวลา 3 ปี ควบคู่กับการเดินหน้าขยายจุดให้บริการในรูปแบบ C PAINT Pop-up Store 100 สาขา เพื่อเพิ่มความสะดวกและการเข้าถึงบริการของผู้ใช้รถ
ลูกค้าเพียงนำรถเข้าจอด ณ จุดให้บริการ C PAINT ทีมงานจะดูแลกระบวนการทั้งหมดอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินราคาซ่อม การดำเนินการเคลมประกันภัย ไปจนถึงการกำหนดระยะเวลาส่งมอบ โดยทุกขั้นตอนจะได้รับการสื่อสารอย่างชัดเจนและโปร่งใส ผ่านระบบ C PAINT CONNECT ซึ่งเชื่อมต่อข้อมูลและแจ้งสถานะงานซ่อมให้ลูกค้าทราบแบบเรียลไทม์ สร้างความมั่นใจตลอดระยะเวลาการให้บริการ พร้อมยังมีบริการรถเช่าใช้ระหว่างซ่อมในราคาพิเศษ
คุณพัณณ์ชิตา บริหาร C PAINT ภายใต้กลยุทธ์ 7C การดูแลที่ยั่งยืน “เรายึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้แบรนด์เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้อย่างชัดเจนและรอบด้าน สร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เจ้าของรถได้มากที่สุด เราพร้อมผลักดันการเติบโตของ C PAINT ให้แข็งแกร่งและต่อเนื่อง”
C PAINT ตั้งเป้าก้าวสู่เบอร์หนึ่งศูนย์ซ่อมสีและตัวถังรถยนต์มาตรฐานครบวงจร พร้อมขยายสู่หัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
#CPAINT #ซ่อมสีตัวถัง #ซ่อมสีระดับโปรบริการแบบมือหนึ่ง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
พีทีที สเตชั่น ขึ้นแท่นอันดับ 1 หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน “ระดับสีเงิน” สูงสุดในไทย ร่วมกระทรวงพาณิชย์ ปล่อยขบวนรถสายตรวจเฉพาะกิจ ตรวจสอบหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานทั่วประเทศ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี และนายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมพิธีปล่อยขบวนรถสายตรวจเฉพาะกิจ พร้อมประชาสัมพันธ์โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ณ บริเวณวงเวียนริมน้ำ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันตามเส้นทางการเดินทางหลักและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมันกว่า 7,000 สถานี ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 1- 26 ธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนที่เข้าใช้บริการสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ สะท้อนความตั้งใจของภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและเสริมสร้างมาตรฐานการค้าภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่เข้าร่วมโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” โดยปัจจุบัน มีสถานีบริการที่ผ่านการรับรองหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน “ระดับสีเงิน (รักษามาตรฐานต่อเนื่อง 6 เดือน)” จำนวน 1,912 สถานี คิดเป็น ร้อยละ 86 ของสถานีบริการพีทีที สเตชั่นทั้งหมดทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็น แบรนด์สถานีบริการน้ำมันที่ได้รับมาตรฐานในระดับนี้จำนวนมากที่สุดในประเทศ และอยู่ระหว่างการการมุ่งสู่การรับรองระดับสูงสุดคือระดับสีทองที่ต้องรักษามาตรฐานต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี อีกด้วย
นายพิมาน กล่าวว่า “การเข้าร่วม ‘โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน’ ของกรมการค้าภายในครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานและความตั้งใจของ OR ที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการให้บริการของ พีทีที สเตชั่น โดย พีทีที สเตชั่น ได้รับป้ายหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีเงินจำนวนมากที่สุด ณ ขณะนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้ทีมงาน ในการเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการให้บริการต่อไป เราจะยังคงร่วมมือกับกรมการค้าภายในอย่างใกล้ชิด และตรวจประเมินภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจได้ว่า พีทีที สเตชั่น ให้บริการด้วยคุณภาพสูงสุดในทุกขั้นตอน”
ทั้งนี้ โครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ถือเป็นมาตรการเสริมนอกเหนือจากมาตรการทางกฎหมายที่ได้ปรับปรุงให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยปรับลดอายุคำรับรองหัวจ่ายน้ำมันจากเดิม 2 ปี เป็น 1 ปี ปรับลดค่าความคลาดเคลื่อนสำหรับการตรวจสอบให้คำรับรองจากเดิม ±0.5% เป็น ±0.3% และสำหรับการตรวจสอบความเที่ยงตรงระหว่างใช้งานจากเดิม ±1% เป็น ±0.5% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงที่สุดในอาเซียน นอกจากนี้ OR มีหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการของสถานีบริการ Ptt Station ทั่วประเทศ (Mobile Unit) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับทั้งสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานสูงสุด
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดตัว Styling Specification ชุดแต่งคาร์บอนใหม่กับอีกระดับความโดดเด่นสไตล์สปอร์ตฉบับแกรนด์ทัวเรอร์นิวเจน
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดตัวชุดแต่ง Styling Specification ชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับรถยนต์รุ่น Continental GT, Continental GT Convertible (GTC) และ Flying Spur เจเนอเรชันล่าสุด ชุดแต่งใหม่สะท้อนสมรรถนะของสุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์ระดับไอคอนิกผ่านรูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยแรงบันดาลใจจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต โดยผู้ครอบครองสามารถเลือกออปชันท่อไอเสีย Akrapovič ไทเทเนียมใหม่ และชุดแต่ง Blackline Specification เพิ่มเติมเพื่อเสริมรูปลักษณ์ให้ดูดุดันและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น การพัฒนาชุดแต่งใหม่นี้ต่อยอดจากความสำเร็จในรุ่นก่อนหน้า ซึ่งลูกค้ารถยนต์เบนท์ลีย์กว่า 1 ใน 4 เลือกตกแต่งรถยนต์พร้อมกับตัวเลือกออปชันชุดแต่งสไตล์สปอร์ตนี้
โดยเพื่อเป็นการตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการเลือกปรับแต่งเฉพาะบุคคล ชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ใหม่จึงกลับมาอีกครั้งสำหรับเป็นตัวเลือกในรุ่น Mulliner และในทุกรุ่นย่อยเพื่อเป็นการขยายโอกาสการนำเสนอภาพลักษณ์ความสปอร์ตของยนตรกรรมเบนท์ลีย์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ในประเทศไทย ชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ใหม่สามารถเลือกปรับแต่งได้กับเบนท์ลีย์ แบงค็อก บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย โดยเป็นการติดตั้งเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าปัจจุบันเพื่อให้ผู้ครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถยกระดับรูปลักษณ์และสมรรถนะความสปอร์ตของสุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์ นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถเลือกการปรับแต่งนี้ในระหว่างขั้นตอนการสั่งซื้อรถยนต์เบนท์ลีย์ใหม่เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการผสานที่ลงตัวกับการออกแบบและความเหนือชั้นในด้านสมรรถนะ
จากสนามแข่งสู่การถ่ายทอดผ่านคาร์บอนไฟเบอร์
ชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fibre Styling Specification) พัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จในรุ่นก่อนหน้า ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสำหรับผู้ครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์ทั่วโลกด้วยจำนวนลูกค้ารถยนต์เบนท์ลีย์กว่า 1 ใน 4 ที่เลือกชุดแต่งนี้ โดยชุดแต่งใหม่ได้ยกระดับมาตรฐานขึ้นไปอีกขั้น พร้อมด้วยคุณสมบัติในการปรับแต่งในทุกรุ่นหลักและรุ่นย่อยของรถยนต์เบนท์ลีย์
โดยจากความคิดเห็นและความต้องการของลูกค้าในการปรับแต่งที่เพิ่มมากขึ้น ชุดตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์จึงกลับมาอีกครั้งในการปรับแต่งรุ่น Mulliner นอกเหนือจากรุ่นย่อยอื่นๆ ใน Continental GT, Continental GTC และ Flying Spur เจเนอเรชันล่าสุด การเพิ่มโอกาสในการปรับแต่งตัวเลือกนี้ ทำให้รุ่นที่เน้นการออกแบบเฉพาะบุคคลก็สามารถปรับแต่งรูปลักษณ์เพิ่มเติมเพื่อให้โดดเด่นด้วยชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผสมผสานความหรูหรา พร้อมสะท้อนความเป็นตัวตนเข้ากับสมรรถนะที่เหนือกว่า
ตัวชุดแต่งใหม่รังสรรค์จากชิ้นส่วนต่างๆ ที่ผลิตขึ้นด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ประกอบไปด้วยสปลิตเตอร์หน้าคาร์บอนไฟเบอร์ ดิฟฟิวเซอร์หลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อน คิ้วล่างข้างตัวถังที่ยาวตลอดแนวพร้อมการตกแต่งด้วยโลโก้เบนท์ลีย์โลหะขึ้นรูปด้วยไฟฟ้า และฝาครอบกระจกมองข้าง เช่นเดียวกับวัสดุตกแต่งที่ใช้ตกแต่งภายในห้องโดยสาร ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์แต่ละชิ้นได้รับการจัดเรียงให้เข้ากันอย่างลงตัวตามแนวเส้นกึ่งกลางเพื่อให้ได้ความสมมาตรและความกลมกลืนอันไร้ที่ติ
ชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่นี้ได้รับการเพิ่มความโดดเด่นในด้านรูปลักษณ์ ในขณะเดียวกันก็ยังคงผสานเข้ากับดีไซน์ดีเอ็นเอล่าสุดของเบนท์ลีย์อย่างลงตัว ทำให้ช่วยเสริมสัดส่วนที่แข็งแกร่งของสุดยอดยนตรกรรม Continental GT และ Flying Spur โดยแต่ละองค์ประกอบได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด และได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการอัปเดตตามรุ่นล่าสุดของรถยนต์เพื่อให้เข้ากับรถยนต์เบนท์ลีย์แต่ละรุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แรงบันดาลใจจากดีเอ็นเอของเบนท์ลีย์
ภายใต้พื้นผิวที่เงางามและโดดเด่น วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์มอบความแข็งแกร่ง ความทนทาน และคุณสมบัติด้านน้ำหนักที่เบาสำหรับใช้ในรถยนต์สมรรถนะสูง ควบคู่ไปกับความประณีตและงดงามในแบบฉบับเบนท์ลีย์ วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ถูกวางซ้อนกันหลายชั้นเพื่อความสมบูรณ์ของโครงสร้างที่ดีที่สุด โดยชิ้นส่วนต่างๆ ได้ผ่านการทดสอบ การตรวจสอบอย่างเข้มงวด และความทนทานในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มข้น
จุดเด่นอีกประการหนึ่ง คือ การตกแต่งด้วยโลโก้เบนท์ลีย์แบบ 3 มิติที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษด้วยการขึ้นรูปอย่างประณีตบนคิ้วล่างข้างตัวถัง โดยตัวโลโก้ได้รับการขึ้นรูปอย่างแม่นยำโดยใช้กระบวนการขึ้นรูปด้วยไฟฟ้าแบบพิเศษ พร้อมด้วยพื้นผิวเหลี่ยมมุมคล้ายอัญมณีที่สะท้อนแสงได้อย่างละเอียด รูปทรงได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อลดความไม่สมบูรณ์ของการเคลือบสี อาทิ ฟองอากาศ ทำให้ได้ผิวสัมผัสที่ไร้ที่ติ ตัวโลโก้จึงสวยงามและมีคุณค่า แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถันของเบนท์ลีย์ในทุกพื้นผิวของตัวรถยนต์
กำเนิดแห่งสมรรถนะ
ชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แต่ยังสะท้อนถึงวิศวกรรมยานยนต์ที่เป็นหัวใจสำคัญของรุ่น Continental GT และ รุ่น Flying Spur เจเนอเรชันล่าสุด ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ของเบนท์ลีย์ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 782 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.2 วินาที พร้อมระบบแชสซีขั้นสูงและการกระจายแรงบิดด้วยเบรกที่จะช่วยให้การควบคุมคล่องตัวและแม่นยำยิ่งขึ้น อีกทั้ง ประโยชน์ด้านอากาศพลศาสตร์จากชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ได้ตอกย้ำจุดเด่นของรถยนต์เบนท์ลีย์ในด้านสมรรถนะที่จะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับรถยนต์รุ่นล่าสุด โดยผ่านการทดสอบความทนทานกว่า 100,000 กิโลเมตร และได้รับพัฒนาผ่านกระบวนการผลิตหลายรอบเพื่อให้ตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดของเบนท์ลีย์อย่างสปลิตเตอร์ด้านหน้าที่เสริมความแข็งแรงใหม่ มีความหนาเป็นสองเท่าเพื่อความแข็งแกร่งและเสถียรภาพที่มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการผสานรวมระหว่างการออกแบบและฟังก์ชันการใช้งาน มอบประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์สูงสุดควบคู่ไปกับสไตล์ที่โดดเด่นในแบบฉบับรถยนต์เบนท์ลีย์
สำหรับผู้ที่สนใจชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ใหม่สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและข้อเสนอพิเศษได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car3 Min Read
Thailand Super Series ฉลองแชมป์ความสำเร็จระดับนานาชาติ สุดยิ่งใหญ่ ในงาน “The Night of Champions 2025” พร้อมประกาศปฏิทินระดับสากล ปี 2026 และแผนขยายความร่วมกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด (Racing Spirit Co., Ltd.) ผู้จัดการแข่งขันกีฬารถยนต์ทางเรียบระดับนานาชาติ TSS The Super Series by B-Quik / B-Quik Thailand Super Series (TSS)
ได้จัดงานเลี้ยงฉลองและพิธีมอบรางวัลประจำฤดูกาล 2025 สุดยิ่งใหญ่ ในชื่อ “The Night of Champions 2025” เมื่อค่ำคืนวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ IMPACT Lakefront (IMPACT Speed Park) โดยมี คุณสนธยา คุณปลื้ม ประธานจัดการแข่งขัน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี เพื่อร่วมยกย่องความสำเร็จของนักแข่ง ทีมแข่ง และพันธมิตรจากนานาชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันกับรายการในปีที่ 2025
🏁 สรุปแชมป์ประจำฤดูกาล 2025: เกียรติยศสำหรับนักแข่งระดับสากล
ตลอดฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมา TSS ได้ตอกย้ำสถานะของการเป็นรายการแข่งขันระดับสากล ด้วยการชิงชัยอันเข้มข้นจากนักแข่งและทีมงานชั้นนำทั่วโลก โดยในค่ำคืนแห่งเกียรติยศนี้ มีการประกาศผลรางวัล Drivers’ Championship, Teams’ Championship, Porsche Sprint Trophy Thailand 2025 และรางวัล Rising Star
รายการ TSS The Super Series By B-Quik 2025
ในรุ่นสูงสุด TSS Supercar GT3 – Overall ผู้ที่แสดงผลงานความยอดเยี่ยมและความสม่ำเสมอในการทำผลงานจนคว้าตำแหน่ง Champion of the year 2025 ไปได้คือ คุณวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ จากทีม AAS Motorsport By EBM โดยมี คุณปิติ ภิรมย์ภักดี และ คุณกันตศักดิ์ กุศิริ (Singha Motorsport Team Thailand) เป็นรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และ Mr. Laurin Heinrich (AAS Motorsport By EBM) เป็นรองชนะเลิศอันดับสอง ส่วนในรุ่น GT3 – Am ผู้ที่คว้าแชมป์ไปครองคือ Mr. Haziq Zairel Oh & Mr. Aaron Lim Say Joon จากทีม B-Quik Absolute Racing
สำหรับการแข่งขันในรุ่น TSS Supercar GTM – Overall แชมป์ประจำปี 2025 ได้แก่ คุณสราวุธ เสรีธรณกุล และ Mr. Afiq Yazid สังกัด PSC MOTORSPORT โดยมี คุณณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ
(Toyota Gazoo Racing Thailand) คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และ Mr. Sye Wai Simon Chan (Fire Monkey Motorsport) เป็นรองชนะเลิศอันดับสอง ซึ่ง คุณณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ ยังคว้าแชมป์ในรุ่น GTM – Am ไปได้อีกหนึ่งตำแหน่ง
ในรุ่น TSS Supercar GT4 – Overall แชมป์ประจำปีตกเป็นของ Mr. Naquib Azlan & Mr. Mitchell Cheah Min Jie จาก Wing Hin Motorsports ส่วนรองชนะเลิศอันดับหนึ่งและอันดับสองได้แก่ คุณกันตธีร์ กุศิริ และ คุณคมิก กรรณสูต (AAS Motorsport) และ Mr. Daniel Bilski & Mr. Hayden Haikal (RACING AURORA) ตามลำดับ ขณะที่ในรุ่น GT4 – Am แชมป์ได้แก่ Mr. Todd James Kingsford จาก FEYNLAB Racing
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการประกาศผล รางวัล Porsche Sprint Trophy Thailand 2025
การแข่งขันได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนานักแข่งรถยนต์ Porsche ในประเทศไทย โดยในรุ่น Porsche Sprint Trophy Thailand – GT3 ทำผลงานโดเด่นจนคว้าตำแหน่ง Champion of the Year 2025 ไปครอง ได้แก่ คุณวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ (Mr. Vutthikorn Inthraphuvasak) จากทีม AAS Motorsport By EBM ขณะที่ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่
Mr. Henk Kiks และ Mr. Sandy Stuvik จากทีม B-Quik Absolute Racing
ในรุ่น Porsche Sprint Trophy Thailand – GTM แชมป์ประจำปี 2025 ได้แก่ Mr. Sye Wai Simon Chan จากทีม Fire Monkey Motorsport ซึ่งทำผลงานได้อย่างโดดเด่นตลอดฤดูกาล และคว้าตำแหน่งสูงสุดในคลาสนี้ไปครอง
ส่วนในรุ่น Porsche Sprint Trophy Thailand – GT4 ตำแหน่ง Champion of the Year 2025 ตกเป็นของ คุณกันตธีร์ กุศิริ และ คุณคมิก กรรณสูต (Mr. Kantadhee Kusiri & Mr. Kmik Karnasuta) จากทีม AAS Motorsport ขณะที่รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ Mr. Todd James Kingsford จากทีม FEYNLAB Racing และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ Mr. Iaro Razanakoto และ คุณสถาพร วีระเชื้อ (Mr. Iaro Razanakoto & Mr. Sathapond Veerachure) จากทีม B-Quik Absolute Racing
ส่วนในรุ่น TSS Supercar GTC / TAV8 และ TSS Supercar GTC – Overall ผู้ที่คว้าแชมป์ไปได้คือ Mr. Shiyuan Shane Ang & Mr. Chong yi Kenneth Ho จาก Team Supersonic by Rong Po Power Unit ส่วนแชมป์ Super Touring ได้แก่ คุณฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ และ คุณณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล จาก YK Motorsports
อีก1 รายการ B-Quik Thailand Super Series 2025
สำหรับรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง Thailand Super Pickup – Overall แชมป์ประจำปีได้แก่ คุณธณพล ชูเจริญผล (Nexzter, MKSport, HYB, Speed Oil, Motul, AKANA by อู๊ดอ๋องระยอง) โดยในรุ่น Pickup Class A ก็ได้แก่ คุณธณพล ชูเจริญผล เช่นเดียวกัน ส่วน Class B แชมป์ได้แก่ คุณสุรชัย เพ็งผ่อง (LIQUI MOLY RUNSTOP SUPER PIG VENOM ออฟชั่น บางแสน By JOBMOBTRI) และ Class C ได้แก่ คุณอิทธิศักดิ์ แก้วดี (SSK Factory OMC-racing ครัวบุษกร บ้านฉาง อู๊ด-อ๊องระยอง)
ปิดท้ายด้วยรุ่น Thailand Super Eco – Overall แชมป์ประจำปีได้แก่ คุณชินวิช รมยานนท์
(PT Maxnitron Wise BRD Nexzter Venom secret koh kood by Rongpo Power Unit) ซึ่งยังคว้าแชมป์ในรุ่น Class C Plus ไปครองอีกด้วย
นอกจากถ้วยรางวัลประจำปีแล้ว แชมป์ประจำปีในแต่ละรุ่นยังได้รับรางวัลสุดพิเศษ คือ นาฬิกา B.R.M Chronographes Limited Edition ซึ่งเป็นแบรนด์นาฬิกาโครโนกราฟสัญชาติฝรั่งเศสที่มีแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ต โดยจัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ 8 รุ่นการแข่งขัน แบ่งเป็น 4 ดีไซน์หลักตามประเภทรถแข่ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความเที่ยงตรงและเกียรติยศสูงสุดของแชมป์ประจำปี 2025
ในส่วนของรางวัล Teams Championship 2025 ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศในรุ่นสำคัญ ได้แก่ Singha Motorsport Team Thailand (GT3), Toyota Gazoo Racing Thailand (GTM), AAS Motorsport (GT4), และ Nexzter, MKSport, HYB, Speed Oil, Motul, AKANA by อู๊ดอ๋องระยอง (Pickup – Overall)
นอกจากนี้ TSS ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานักแข่งหน้าใหม่ที่เริ่มเข้าสู่วงการและมีผลการงานที่โดดเด่น โดยได้มอบรางวัล Rising Star Award ให้แก่นักแข่งที่มีศักยภาพรวม 9 รางวัล อาทิ Mr. Todd James Kingsford, คุณไทโย อภิชา, คุณวีรวิชญ์ วงศ์แสงอนันต์, คุณนฤนนท์ภัทร รัตน์ชเลสินธร และนักแข่งท่านอื่น ๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจตลอดจนเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมอเตอร์สปอร์ตไทยในอนาคต
🗓️ ปฏิทิน 2026: ยกระดับความเป็นนานาชาติด้วยการบุกตลาดภูมิภาค
บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด ได้ถือโอกาสนี้ประกาศปฏิทินการแข่งขันเบื้องต้นสำหรับฤดูกาล 2026
ซึ่งประกอบด้วย 5 อิเวนต์สำคัญ โดยเป็นการยืนยันความมุ่งมั่นในการขยายขอบเขตการแข่งขันสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง ดังนี้:
- Event ที่ 1 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 พฤษภาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล
เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์
- Event ที่ 2 ระหว่างวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569 ณ สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
ซึ่งเป็นสนามแข่งรถบนถนนที่โด่งดังระดับโลก จากนั้นรายการจะยกระดับสู่เวทีภูมิภาคด้วย
- Event ที่ 3 ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2569 และ Event ที่ 4 ระหว่างวันที่ 18-20 กันยายน 2569 โดยทั้งสองอิเวนต์จะจัดขึ้น ณ สนามปิโตรนาส เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ก่อนจะปิดท้ายฤดูกาลด้วย
- Event ที่ 5 ซึ่งเป็นสนามสุดท้ายส่งท้ายทุกรุ่นการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1
พฤศจิกายน 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์
การขยายสนามแข่งขันในต่างประเทศจะช่วยยกระดับ TSS ให้เป็นรายการแข่งขันที่สำคัญในปฏิทินมอเตอร์สปอร์ตของภูมิภาค และดึงดูดนักแข่ง ทีมแข่ง และผู้ชมจากทั่วเอเชียให้เข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น
แฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวตลอดฤดูกาล 2026 และรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันในรูปแบบ International Feed ได้ทางเว็บไซต์ www.thailandsuperseries.net, Facebook/ThailandSuperSeries, และ YouTube/ThailandSuperSeries รวมถึงช่องทางการถ่ายทอดสดทาง True Visions, True ID, PPTV HD36 และช่องทางออนไลน์ต่างๆ
-
News Car1 Min Read
บริดจสโตนจัดเต็มอีเวนต์ใหญ่แห่งปี ชวนลูกค้าสายสปอร์ตสัมผัสความมันส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในงาน “2025 BRIDGESTONE DRIVING EXPERIENCE: POTENZA CLUB MEETING”
บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับท็อป นำทีมโดย “คุณเบียร์ ใบหยก พร้อมแก๊งร่างทองครบทีม Top Secret Thailand” และ “คุณโก้ Street Doc” ระเบิดพลังสปอร์ตเต็มสปีด รวมพลลูกค้าที่รักความเร็ว 100 ท่าน ผู้ใช้ยาง BRIDGESTONE POTENZA ทุกรุ่น ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความมันส์ในอีเวนต์ใหญ่แห่งปี “2025 BRIDGESTONE DRIVING EXPERIENCE: POTENZA CLUB MEETING” เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 ณ Impact Speed Park เมืองทองธานี
เริ่มต้นด้วยเวิร์กช็อปอย่างเข้มข้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้เทคนิคการขับขี่สไตล์สปอร์ตจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพในวงการรถยนต์ ก่อนสัมผัสความมันส์บนสนามแข่งจริงด้วยรถยนต์คู่ใจพร้อมดึงสมรรถนะของยาง BRIDGESTONE POTENZA อย่างเต็มพิกัด ต่อเนื่องด้วยกิจกรรมไฮไลต์ตลอดทั้งวัน จัดเต็มกับ
กิจกรรมฮอตแลป (Hot Lap) สุดเร้าใจ นำทัพด้วย Mitsubishi Lancer Evolution 8 MR ตำนานแรลลี่ตัวแรงจากญี่ปุ่น และเบื้องหลังรถทดสอบสมรรถนะยางในตระกูล BRIDGESTONE POTENZA หลากหลายรุ่นยอดนิยม พร้อมแก๊งร่างทอง Top Secret Thailand มาร่วมโชว์ความหล่อขับมันส์แบบจัดเต็มบนสนาม พิเศษในปีนี้กับกิจกรรมประกวดรถแต่งสุดเท่ถึง 50 คัน ชิงรางวัลใหญ่ พร้อมกับเซอร์ไพรส์และกิจกรรม Lucky Draw ลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย อาทิ รางวัลใหญ่ยาง BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE005 จำนวน 1 เซ็ท, ของรางวัลสุดลิมิเต็ดจาก Bridgestone x Top Secret x Street Doc และส่วนลดยางบริดจสโตนจากค็อกพิทมูลค่า 10,000 บาท จำนวน 1 รางวัล มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกอีกมากมายจากสปอนเซอร์ภายในงาน ได้แก่ ลิควิโมลี่ ประเทศไทย, 3 เอ็ม ประเทศไทย, U Drink I Drive, Bridgestone Golf ประเทศไทย Bridgestone Moto ประเทศไทย และ Sprint Filter ก่อนส่งท้ายค่ำคืนด้วยดินเนอร์ปาร์ตี้ และคอนเสิร์ตสุดเดือดจากวง Zeal สนุกอย่างไร้ขีดจำกัด เติมเต็มประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟส่งท้ายปีให้กับสาวก BRIDGESTONE POTENZA ตัวจริง
คุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริดจสโตนจัดงาน BRIDGESTONE DRIVING EXPERIENCE ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัส
ประสบการณ์ขับขี่สไตล์สปอร์ตแบบเต็มสมรรถนะด้วยยาง BRIDGESTONE POTENZA บนสนามแข่งจริง พร้อมเสริมทักษะการขับขี่ด้วยรถยนต์คู่ใจให้สนุก มั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ ในช่วง Hot Lap เรายังมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าผู้โชคดีด้วยการนั่งรถสปอร์ตซีดาน Mitsubishi Lancer Evolution 8 MR ที่ขับโดยคุณโก้ Street Doc รวมถึงรถจากแก๊งร่างทอง Top Secret Thailand ซึ่งยังสร้างสีสันและความเร้าใจให้ผู้ร่วมงานได้เกาะติดสนามอย่างใกล้ชิด ภายในงานยังมีกิจกรรมประกวดรถแต่งสุดเท่ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และปิดท้ายค่ำคืนด้วยดินเนอร์ปาร์ตี้สุดมันส์ ผมขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานและไว้วางใจในยางสปอร์ตสมรรถนะสูง BRIDGESTONE POTENZA เสมอมา ความเชื่อมั่นของทุกท่านถือเป็นแรงบันดาลใจให้บริดจสโตนมุ่งพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ พร้อมสานความผูกพันอันแข็งแกร่งระหว่างบริดจสโตนกับลูกค้าครับ”
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
CHERY Group นำโดย OMODA & JAECOO มอบอุปกรณ์ไฟฟ้าได้มาตรฐาน มอก. แก่กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้
CHERY Group นำโดย OMODA & JAECOO ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม ส่งมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. มูลค่า 300,000 บาท แก่กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูบ้านเรือนของผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี
ในการนี้ คุณเซดริก ชุย ประธานบริษัท โอโมด้า แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย คุณบิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ OMODA & JAECOO ประเทศไทย และ คุณจิม ลี ผู้อำนวยการบริหาร
แบรนด์ CHERY ประเทศไทย เป็นตัวแทนส่งมอบอุปกรณ์ไฟฟ้า ประกอบด้วย ปลั๊กไฟ สายไฟ และสวิตช์ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น เช่น พัดลม หม้อหุงข้าว ฯลฯ ซึ่งล้วนผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลาพร้อมตัวแทนผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในภาคใต้ เพื่อมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าให้แก่ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยตนเอง สะท้อนถึงความห่วงใยและความมุ่งมั่นของบริษัทในการช่วยเหลือสังคมไทยอย่างจริงจังคุณเซดริก ชุย กล่าวว่า “ภายหลังจากน้ำลด สิ่งสำคัญคือการฟื้นฟูบ้านเรือนให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น การสนับสนุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ CHERY Group ในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนในยามที่ต้องการ”
ทั้งนี้ อุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดมทุนของ CHERY Group ที่จัดสรรเงินจำนวน 100 บาทจากการจำหน่ายรถยนต์ทุกคันในปี 2568 เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
“ฮอนด้า วันเมคเรซ แชมเปี้ยนส์ อวอร์ดส์ 2025” มอบแชมป์ประจำปีสุดยิ่งใหญ่ “ประพจน์-ทัศไนย” ครองบัลลังก์โอเวอร์ออลล์ “หทัย-ปิยะวดี-สิรภพ” ผงาด ฮอนด้าคลับ
“กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต” โดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จับมือ “ฮอนด้า” มอบแชมป์ประจำปี “ฮอนด้า วันเมคเรซ 2025” อย่างทรงเกียรติภายในงาน “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก วันเมคเรซ แชมเปี้ยนส์ อวอร์ดส์ 2025” โดย “กอล์ฟ” ประพจน์ ชื่นวิจิตร จาก Nexzter rest club ผงาดครองแชมป์ประจำปีโอเวอร์ออลล์ ฮอนด้า วันเมคเรซ ขณะที่แชมป์ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติโอเวอร์ออลล์ ได้แก่ “ยศ” ทัศไนย พัฒนกุล จาก Armstrong Racing Team ด้าน หทัย ไชยวรรณ, “ข้าวฟ่าง” ปิยะวดี พฤฒิสาร และ “แบทแมน” สิรภพ สุวรรณเดช ครองแชมป์ ฮอนด้า คลับ ขณะที่ “บิ๊กเอก” อโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขันประกาศเป็นทางการยกระดับความมันส์ฤดูกาลหน้า เอาใจคอความเร็วชาวไทย ในงานมอบแชมป์ประจำปี “ฮอนด้า วันเมคเรซ แชมเปี้ยนส์ อวอร์ดส์ 2025” (HONDA CITY HATCHBACK ONE MAKE RACE CHAMPION’S AWARDS 2025) จัดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ภายใต้บรรยากาศสุดเป็นกันเองของบุคคลสำคัญในวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
พิธีมอบถ้วยรางวัลอันทรงเกียรตินี้ มี นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขันเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ นำโดย ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.), บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอส.ซี.เอส. อินดัสตรี้ จำกัด, บริษัท โยโกฮามา ไทร์ เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ริชไวส์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, บริษัท เอส63 โปรเจค จำกัด, ATP Tein, Kuroki Racing และ บริษัท พาโน รีโว จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน
โดยหลังจากที่กรำศึกหนักกันมา 4 สนาม ตลอดทั้งปีรวมทั้งสิ้น 8 เรซ เริ่มต้นที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ใน 3 อีเวนต์แรก และไปตัดสินแชมป์ประจำปีกันที่ พีที สงขลา กรังด์ปรีซ์ จ.สงขลา เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในที่สุดการแข่งขัน “ฮอนด้า วันเมคเรซ 2025” ก็ได้ผู้ครองบัลลังก์แชมป์ประจำปีในแต่ละรุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว แชมป์ประจำปีในศึก ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก วันเมคเรซ 2025 ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญ ปรากฏว่าแชมป์ในคลาสโอเวอร์ออลล์ เกียร์แมนวล ได้แก่ “กอล์ฟ” ประพจน์ ชื่นวิจิตร จาก Nexzter rest club พร้อมกับได้สิทธิ์ไปแข่งขันในศึก ซูเปอร์ ไทคิว 2025 สนามสุดท้ายที่ ฟูจิ อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ ประเทศญี่ปุ่น โดยรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “วี” ธนาศิวณัฐ พงสินนัชอาชัญ จาก PT Autobacs X Mugen Thailand ส่วน รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ “เต้ย” อัฐพล แก้วอาษา จาก B-Quik Racing Team ขณะที่แชมป์คลาสบี เป็นของ “วี” ธนาศิวณัฐ พงสินนัชอาชัญ จาก PT Autobacs X Mugen Thailand ส่วนแชมป์คลาสซีได้แก่ “ข้าวฟ่าง” ปิยะวดี พฤฒิสาร นักขับสาวดาวรุ่งจาก A Motorsport Racing Team Tune by OP รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “เอิร์ก” วสิษฐ์พล พิทักษ์วงศาภรณ์ จาก PT Autobacs X Mugen Thailand
ด้านแชมป์ประจำปีรุ่นเกียร์อัตโนมัติ โอเวอร์ออลล์ และคลาสซี ได้แก่ “ยศ” ทัศไนย พัฒนกุล จาก Armstrong Racing Team โดยมี เซ็ต วัลดรอน นักขับดาวรุ่งชาวออสเตรเลียนจาก BENDIX SRT RACING คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 และ “คริส” ธิษณภัทร์ ยิ้มเจริญ ในตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 ส่วนในรุ่น ฮอนด้า คลับ ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นที่มีนักแข่งเข้าร่วมการแข่งขันอย่างคับคั่งตลอดทั้งฤดูกาล ปรากฏว่าแชมป์ประจำปีในรุ่น Honda Open เป็นของ หทัย ไชยวรรณ โดยมี อนันต์ธร ตั้งเนียรนาทชัย รั้งตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 และ บรรพต เอื้อตระกูล คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 ส่วนแชมป์ในรุ่น Honda New Generation ตกเป็นของ “ข้าวฟ่าง” ปิยะวดี พฤฒิสาร โดยมี มานะชัย ศรีเหรา รั้งตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 และ เอฟศักดิ์ นุสายรัมย์ รองชนะเลิศอันดับ 2 สำหรับแชมป์ในรุ่น Honda Legend Single Cam เป็นของ สิรภพ สุวรรณเดช ตามด้วย สิรดนัย เล็กดำ ในตำแหน่งรองชนะเลิสอันดับ 1 และ พีรเพชร บุรพรัตน์ รองชนะเลิศอันดับ 2
นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขันเปิดเผยว่า “นี่คือปีที่ 5 ของ จีพี มอเตอร์สปอร์ต ในฐานะฝ่ายจัดการแข่งขัน ฮอนด้า วันเมคเรซ โดยตลอดทั้งปีเราได้เห็นการแข่งขันที่เข้มข้น จากมาตรฐานของนักแข่งและทีมแข่งที่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนต้องไปตัดสินแชมป์ทุกรุ่นถึงสนามสุดท้ายที่ สงขลา นอกจากนี้เราต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้สนับสนุนทั้งภาครัฐ และเอกชน, นักแข่ง ทีมแข่ง และผู้ชม ที่ร่วมเดินทางกันมาในปีนี้ ส่วนในปี 2026 เราได้เริ่มต้นหารือกับนักแข่งและทีมแล้วถึงแนวทางการแข่งขัน ซึ่งจะมีการเปิดกว้างมากขึ้นในแง่กติกา เพื่อให้ทีมแข่งเข้าร่วมง่ายขึ้น เป้าหมายคือเพิ่มจำนวนรถแข่ง และสร้างความเร้าใจที่สูงขึ้นสำหรับ ฮอนด้า วันเมคเรซ ดังนั้นเราจะเดินหน้าต่อไปด้วยกันครับ” นายอโณทัย ทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ศึก ฮอนด้า วันเมคเรซ 2026 อยู่ระหว่างหารือกำหนดการแข่งขัน และรูปแบบใหม่ในฤดูกาลหน้า โดยจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งเร็วๆ นี้ แฟนๆรอติดตามอัพเดทข้อมูลก่อนใครได้ที่เพจ Honda One Make Race, GP Motorsport และ XO Autosport
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
“Profender เปิดตัวระบบโช้คปรับไฟฟ้าอัจฉริยะครั้งแรกของไทย ตอบโจทย์ Painpoint ผู้ใช้รถไทยอย่างแท้จริง”
Profender ผู้นำด้านระบบกันสะเทือนสัญชาติไทย เปิดตัว Smart Electric Suspension Control หรือ “โช้คปรับไฟฟ้า Profender” รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ถูกพัฒนาจากคำถามง่าย ๆ แต่นำไปสู่เทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่:“จะทำอย่างไรให้รถขับดีขึ้น โดยที่ผู้ขับไม่ต้องลงไปหมุนโช้คอีกต่อไป?”
ระบบใหม่นี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดUser-Centered Engineering โดยคำนึงถึงสภาพถนนไทยทางเรียบสลับหลุมบ่อ คอสะพาน ลูกระนาด และการใช้งานจริงของรถคนไทยในชีวิตประจำวัน
ไฮไลต์ฟีเจอร์เด่นของ Profender Electric Shock
1) ปรับโช้คจากในรถได้ทันทีผ่าน Wireless Controller:ไม่ต้องลงจากรถ ไม่ต้องหมุน Manual ไม่ต้องกลัวฝนหรือกลางคืน กดปุ่มเดียว ปรับพร้อมกันได้ทั้งหน้า–หลังแบบ Real-Time
2) ติดตั้งง่าย ตรงรุ่น 100% – ไม่มีการเจาะ ตัด หรือดัดแปลงตัวรถ เพราะเป็นระบบ Plug & Play พร้อมการรับประกัน 2 ปีเต็ม ทั้งโช้คและกล่องควบคุม
3) GPS Intelligent Mode – ปรับตามความเร็วจริงแบบอัตโนมัติ โช้คจะวิเคราะห์ความเร็วแล้วปรับค่าความหนืดให้เหมาะสมในทุกสถานการณ์ เช่น
- ขับช้า → นุ่มสบาย
- ทางด่วน → เฟิร์มและมั่นคง
- ขับเร็ว → เพิ่มความหนืดเพื่อการควบคุมที่มั่นใจ
- ลดความเร็ว → กลับมานุ่มอีกครั้ง
4) Load Mode สำหรับรถบรรทุกหนัก / ใส่อุปกรณ์เพิ่ม : ช่วยลดอาการ ท้ายย้วย,โคลงเวลาเลี้ยว,หน้าเชิด,เบรกแล้วท้ายส่าย เพิ่มความมั่นคงอย่างเห็นผลทันที
5) ปรับเองได้ 100% หลังติดตั้ง เลือกโหมดได้หลากหลาย เช่น (หรือปรับละเอียดทีละระดับ)
- Comfort
- Normal
- Sport
6) มอเตอร์ความเร็วสูง (High-Speed Actuator) ตอบสนองทันที ไม่ดีเลย์ ไม่ต้องรอเหมือนระบบรุ่นเก่า
7) ระบบความปลอดภัย 3 ชั้น (Triple Protection System)
- ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อระบบผิดปกติ
- สัญญาณไร้สายไม่รบกวน ECU
- ปลอดภัยต่อรถและผู้โดยสาร
8) จูนพิเศษสำหรับถนนไทยโดยเฉพาะ ผ่านการทดสอบจริงในหลายจังหวัดและหลายรูปแบบถนน ได้ฟีลลิ่งที่ นุ่ม–นิ่ง–มั่นคง–ขับสบายกว่าเดิมทุกความเร็ว
รุ่นที่พัฒนาเสร็จในตอนนี้ ระบบโช้คปรับไฟฟ้า 1-Way และ 2-Way
มีรองรับสำหรับรถยอดนิยม เช่น
- Alphard A30 / A40
- Denza D9
- New Fortuner
- GWM Tank 300 / 500
- Everest Next Gen


1-WAY Adjustable (ปรับ 1 ทาง หน้า–หลัง)
รุ่นรถ ราคา SET (บาท) อุปกรณ์ใน SET Alphard A30 STD–Load 30 mm. 64,000 โช้ค + สปริง Alphard A40 STD–Load 30 mm. 69,000 โช้ค + สปริง Denza D9 Std–Load 35 mm. 64,000 โช้ค + สปริง New Fortuner Load 2” 67,000 โช้คหน้าอัพเกรดคาร์ทริดจ์ + หลัง Piggyback + สปริงหลัง GWM TANK300 Load 2” 68,000 โช้คหน้าอัพเกรดคาร์ทริดจ์ + หลังปรับ 8 ระดับ + สปริงหลัง 2-WAY Adjustable (ปรับ 2 ทาง หน้า–หลัง)
รุ่นรถ ราคา SET (บาท) อุปกรณ์ใน SET New Fortuner Load 35 mm. 110,000 โช้ค 2-Way + สปริงหลังโหลด + เพลทเลื่อนกันโคลง Everest Next Gen Load 2” 115,000 โช้ค 2-Way + สปริงหลังโหลด + ลูกหมากกันโคลง GWM Tank 300 Load 2” 110,000 โช้ค 2-Way + สปริงหลังโหลด + เพลทเลื่อนกันโคลง GWM Tank 500 Load 2” 113,000 โช้ค 2-Way + สปริงหลังโหลด + เพลทเลื่อนกันโคลง หมายเหตุ: ราคานี้ไม่รวมปีกนกปรับองศา
Profender ภูมิใจนำเสนอ Smart Electric Suspension Control ระบบโช้คปรับไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่ออกแบบ พัฒนา และผลิตโดยทีมวิศวกรไทยทั้งหมด ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่สามารถสร้างเทคโนโลยีระดับสากลด้วยตัวเอง
งานเปิดตัวครั้งนี้นับเป็น การเปิดตัวระบบโช้คปรับไฟฟ้าแบบ Plug & Play อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย
แสดงศักยภาพของผู้ผลิตไทยในเวทีโลก และเป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยีด้านช่วงล่างอัจฉริยะถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ “ถนนและผู้ใช้รถไทย” โดยเฉพาะ ด้วยแนวคิด “ไทยทำ เพื่อลูกค้าคนไทย” Profender จึงไม่เพียงพัฒนาโช้คให้ล้ำสมัย แต่ยังให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย การใช้งานง่าย ความทนทาน และราคาที่เข้าถึงได้—เพราะเราเชื่อว่าคนไทยควรได้ใช้เทคโนโลยีดีระดับโลกในราคาที่เหมาะสม
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เผยโฉม Flying Spur รุ่นพิเศษ เฉลิมฉลองสุดยอดยนตรกรรมซีดาน 3 เจเนอเรชัน
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เฉลิมฉลองปีแห่งการครบรอบการถือกำเนิดของสุดยอดยนตรกรรมแบบซีดาน 3 เจเนอเรชันของเบนท์ลีย์ด้วยการเผยโฉม รุ่น Flying Spur กับการตกแต่งพิเศษที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ 3 สุดยอดยนตรกรรมแห่งตำนานในรุ่น T Series ปี 2508, Turbo R ปี 2528, และ Continental Flying Spur ปี 2548 ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนิยามของยนตรกรรมแบบซีดานของเบนท์ลีย์ด้วยวิวัฒนาการที่ไม่หยุดยั้งสู่การถือกำเนิดรุ่น Flying Spur ในปัจจุบัน โดยเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้ เบนท์ลีย์ มูลินเนอร์ (Bentley Mulliner) แผนกออกแบบเฉพาะบุคคลของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ได้รังสรรค์ Flying Spur รุ่นปี 2568 จำนวน 3 คันเพื่อถึงสะท้อนถึงจิตวิญญาณและเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นต้นแบบ สำหรับการรังสรรค์รถยนต์รุ่นใหม่ในแต่ละคันได้สื่อถึงแรงบันดาลใจ พร้อมกับแนวการออกแบบที่ร่วมสมัยเพื่อให้เข้ากับยุคใหม่ แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านการออกแบบตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ยนตรกรรมซีดานคลาสสิกทั้ง 3 รุ่นเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันรถยนต์เบนท์ลีย์ Bentley Heritage Collection จำนวน 50 คัน และเช่นเดียวกับยนตรกรรมรุ่นอื่นๆ ในคอลเลกชันคลาสสิก ยนตรกรรมทุกคันจะได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ณ โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ในเมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ
T Series ปี 2508 ยุคใหม่แห่งยนตรกรรมซีดาน
ยนตรกรรมคลาสสิก รุ่น T-Series เปิดตัวครั้งแรกในงานมอเตอร์โชว์ปารีสเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2508 นับเป็นยนตรกรรมเบนท์ลีย์คันแรกที่ใช้โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อกที่ใช้สำหรับโครงสร้างเครื่องบินและรถยนต์สมรรถนะสูงแทนการใช้แชสซีและการประกอบตัวถังแบบแยกชิ้นในแบบรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่นก่อน รุ่น T-Series ที่ออกแบบโดย John Blatchley มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและโดดเด่น แม้ว่าตัวถังจะมีขนาดเล็กกว่ารุ่นก่อนหน้า แต่ก็มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตัวรถมาพร้อมกับเครื่องยนต์ รุ่น V8 ขนาด 6.2 ลิตร เจ้าของขุมพลัง 202 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมงในเวลาเพียง 10 วินาทีเศษ และทำความเร็วสูงสุด 190 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง รุ่น T-Series อยู่ในคอลเลกชัน Bentley Heritage Collection และถือเป็นรุ่น T-Series คันแรกที่ผลิตออกมา พร้อมกับหมายเลขตัวถัง 0001 โดยได้รับการบูรณะภายนอกใหม่ด้วยเฉดสีเทา Shell Grey แบบดั้งเดิม พร้อมภายในห้องโดยสารในเฉดสีน้ำเงิน และการตกแต่งด้วยวีเนียร์แบบ Burr Walnut
ส่งต่อเอกลักษณ์จากรุ่นสู่รุ่น
Flying Spur Azure มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ High Performance Hybrid สมรรถนะสูง 680 แรงม้า มอบสมรรถนะที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้า ในด้านรูปลักษณ์ที่สง่างาม ความประณีต และการให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทั้งสองรุ่นยังคงถ่ายทอดดีเอ็นเอร่วมกัน สำหรับในรุ่น T Series ตัวรถโดดเด่นด้วยนวัตกรรมต่างๆ เช่น การติดตั้งซับเฟรม ‘Vibrashock’ และระบบควบคุมความสูงของตัวรถแบบไฮดรอลิก โดยรุ่น Flying Spur Azure ยังมอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารด้วยระบบช่วงล่างแบบ Bentley Dynamic Ride และเบาะโดยสารแบบ Bentley Wellness พร้อมฟังก์ชั่นการนวดหลากหลายรูปแบบ
ในด้านรูปลักษณ์ Flying Spur Azure มาในเฉดสีเทา Shell Grey สะท้อนเอกลักษณ์ของรุ่น T Series พร้อมกับล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้วสามแฉกหกก้านเช่นเดียวกับรุ่นต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาใหม่โดยแผนกทำสีของเบนท์ลีย์ นอกจากนี้ กระจังหน้าโครเมียมแนวตั้งในรุ่น Azure ยังสะท้อนถึงรุ่น T Series โดยได้นำไปสู่การตกแต่งด้วยชิ้นส่วนโครเมียมเงางามตลอดความยาวของตัวรถเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิม
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนังเฉดสีเทาอมฟ้าเป็นหลัก ซึ่งจับคู่สีให้เข้ากับภายในห้องโดยสารของ T Series รุ่นต้นแบบโดยเบนท์ลีย์ มูลินเนอร์ พร้อมเสริมด้วยหนังเฉดสีดำ Beluga เป็นเฉดสีรองกับแผงหน้าปัด คอนโซล แผงประตู และโต๊ะพับที่รังสรรค์ขึ้นจากวีเนียร์แบบ Burr Walnut ด้วยลายไม้อันประณีต ระบบไฟ Mood Lighting ภายในห้องโดยสาร ระบบเสียง Naim for Bentley และจอแสดงผลแบบ Bentley Rotating Display เหล่านี้ คือ คุณสมบัติที่จะสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่อบอุ่นและคลาสสิก
Turbo R ปี 2528 กับมาตรฐานใหม่แห่งสมรรถนะ
Turbo R เปิดตัวครั้งแรกในปี 2528 ตัวรถมาพร้อมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ Garrett AiResearch T04 ที่เพิ่มพละกำลังของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 6¾ ลิตรเป็น 298 แรงม้า Turbo R มีอัตราเร่งที่เทียบเท่ากับซูเปอร์คาร์ ในขณะเดียวกันก็มอบความสะดวกสบายและพื้นที่กว้างขวางสำหรับผู้โดยสารที่รองรับสูงสุดได้ถึง 5 คน Turbo R สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 200 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง ในขณะที่อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมงใช้เวลาเพียง 7.0 วินาที และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ความแข็งแกร่งและความทนทานของช่วงล่างที่เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยหลังจากเปิดตัวไม่นาน Turbo R มีผู้ต้องที่ต้องการครอบครองที่ต้องรอนานถึง 9 เดือน นี่จึงพิสูจน์ให้เห็นถึงการกลับมาอีกครั้งของยนตรกรรมรุ่นนี้ ในฐานะยนตรกรรมสมรรถนะสูงที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางด้วยจำนวนการผลิต 4,111 คันในช่วงระยะเวลาการผลิต 9 ปี รุ่น Turbo R ในคอลเลกชัน Heritage เป็นรุ่นปี 2534 ในเฉดสีเขียว Brooklands Green พร้อมแถบสีเหลืองพาดตัวรถ ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนังเฉดสีเบจ Magnolia ขอบสีเขียว Spruce และวีเนียร์แบบ Burr Walnut
การถ่ายทอดต้นแบบแห่งยนตรกรรมสมรรถนะสูง
40 ปีหลังจาก Turbo R เปิดตัว ยนตรกรรม รุ่น Flying Spur Speed ยังคงสืบทอดต้นแบบยนตรกรรมกับสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ที่ผสานเข้ากับความหรูหราแบบเหนือระดับ ตัวรถมาพร้อมกับเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงแบบ Ultra Performance Hybrid ที่จะมอบความเงียบสงบในโหมดไฟฟ้า (EV) ที่มีพิสัยการเดินทางได้ไกลถึง 76 กิโลเมตร พร้อมด้วยพละกำลังรวมกว่า 782 แรงม้าจากเครื่องยนต์ รุ่น V8 และมอเตอร์ไฟฟ้าที่จะมอบสมรรถนะอันน่าตื่นเต้น โดยตัวรถสามารถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.5 วินาที
เบนท์ลีย์ มูลินเนอร์รังสรรค์ Flying Spur Speed ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ Turbo R จาก Heritage Collection ตัวรถตกแต่งด้วยเฉดสีเขียว Brooklands Green ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกับรุ่นในคอลเลกชันคลาสสิก โดยมีเส้นขอบตัวถังสีเหลือง Monaco Yellow และล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้วในเฉดสีเทา พร้อมขอบล้อขัดเงา โลโก้ปรับระดับ และมาสคอต Flying B บนกระจังหน้าที่ผลิตจากสแตนเลสแบบเงาที่โดดเด่นในเวลากลางคืนด้วยคุณสมบัติเรืองแสง
ภายในห้องโดยสารของรุ่น Flying Spur Speed ได้รับแรงบันดาลใจจากภายในห้องโดยสารของ รุ่น Turbo R ที่ตกแต่งด้วยหนังเฉดสีขาว Linen เป็นสีหลัก และเฉดสีเขียว Cumbrian Green เป็นสีรองที่ตัดกัน แผงหน้าปัดยังคงรูปแบบด้วยวีเนียร์แบบ Walnut สีเข้มแบบทูโทนตัดกับวีเนียร์เปียโนเฉดสีเขียว Cumbrian Green โดยมีการตกแต่งด้วยเส้นโครเมียมคั่นระหว่างสองส่วนนี้ อีกทั้ง เฉดสีเหลือง Signal Yellow ยังปรากฏให้เห็นในรายละเอียดของโลโก้เบนท์ลีย์บนเบาะโดยสาร ขอบเบาะ พรมปูพื้น และบนพวงมาลัยเพื่อช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับเฉดสีของตัวถังภายนอก
Continental Flying Spur W12 ปี 2548
ยนตรกรรมแบบ 4 ประตูรุ่นแรกของยุค Volkswagen AG เปิดตัวในปี 2548 เพียง 2 ปีหลังจากการเปิดตัว รุ่น Continental GT ที่พลิกโฉมวงการ ชื่อรุ่นนี้เป็นการนำชื่อจากดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น S1 Continental Flying Spur แบบ 4 ประตูที่ผลิตโดยเบนท์ลีย์ มูลินเนอร์ ในปี 2501 กลับมาใช้ใหม่ โดยรุ่นใหม่นี้มีสมรรถนะใกล้เคียงกับ รุ่น Continental GT ด้วยการผสมผสานขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น W12 ขนาด 6.0 ลิตรเข้ากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและตัวถังแบบ 4 ประตูที่กว้างขวาง พร้อมมอบพละกำลังสูงสุด 558 แรงม้า และค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำกว่า 0.31 Cd โดย Continental Flying Spur สามารถทำความเร็วสูงสุดกว่า 320 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมงในระหว่างการทดสอบ แม้ว่าเบนท์ลีย์ มอเตอร์สจะระบุความเร็วสูงสุดไว้ที่ 310 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมงก็ตาม
Continental Flying Spur คือ หนึ่งในคอลเลกชัน Bentley Heritage Collection โดยถือเป็น Continental Flying Spur คันแรกที่ออกจากสายการผลิต ณ โรงงานเมืองครูว์ในเดือนพฤษภาคม 2548 ในรุ่นพวงมาลัยขวา และตัวถังเฉดสีเขียว Cypress Green หมายเลขตัวถัง VIN 20001 สำหรับภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนังเฉดสีน้ำตาล Saddle เป็นหลัก และเฉดสีน้ำตาล Cognac เป็นเฉดสีรอง พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยวีเนียร์ Burr Walnut รถยนต์คันนี้เพิ่งได้รับการจดทะเบียนและใช้งานบนท้องถนนเมื่อไม่นานมานี้จากเลขไมล์ 800 กิโลเมตร
สู่ยุคใหม่แห่งสุดยอดยนตรกรรมซีดาน
Flying Spur Speed ออกแบบโดยเบนท์ลีย์ มูลินเนอร์รุ่นนี้ถือเป็นการยกย่องจิตวิญญาณของ Continental Flying Spur รุ่นแรกที่ปรับโฉมให้เข้ากับปี 2568 ด้วยเฉดสีเขียว Cypress และล้ออัลลอยด์แบบ 10 ก้านขนาด 22 นิ้วในเฉดสีเทา Dark Grey Satin พร้อมกับการตกแต่งด้วยชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ Styling Specification รอบคัน และการตกแต่งด้วยแถบเฉดสีน้ำตาล Saddle
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยงานฝีมือสั่งทำพิเศษจากเบนท์ลีย์ มูลินเนอร์ด้วยหนังเฉดสีน้ำตาล Saddle เสริมด้วยเฉดสีเขียว Special Green ที่เข้ากับโทนเฉดสีภายนอก เฉดสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์นี้รังสรรค์ขึ้นโดยเบนท์ลีย์ มูลินเนอร์สำหรับรถยนต์รุ่นพิเศษโดยเฉพาะ พร้อมด้วยการใช้เป็นเฉดสีแบบคอนทราสต์กับลวดลายการเดินด้ายแบบรูปทรงเพชร และยังใช้กับโลโก้เบนท์ลีย์ บนพวงมาลัย และพรมจากมูลินเนอร์ นอกจากนี้ ภายในห้องโดยสารยังโดดเด่นเป็นพิเศษด้วยแผงหน้าปัดแบบทูโทนด้วยการใช้วีเนียร์ Open Pore Dark Burr Walnut และวีเนียร์แบบ Burr Walnut พร้อมการตกแต่งด้วยเส้นลายเฉดสีเขียว Cypress Green ที่ตกแต่งไปตามช่องปรับอากาศด้านบนและแผงประตูห้องโดยสาร พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยวีเนียร์แบบ Burr Walnut บนแผงประตูห้องโดยสารด้านหลัง
สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองเวลาทดลองขับได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine






























































































































































