• ZEEKR พัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุมทุกมิติ เปิดสถานีชาร์จ ZEEKR Power กำลังไฟสูงสุด 400 kW แห่งแรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย เปิด ZEEKR Training Center เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมบุคลากรสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    1 Min Read

    ZEEKR พัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุมทุกมิติ เปิดสถานีชาร์จ ZEEKR Power กำลังไฟสูงสุด 400 kW แห่งแรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย เปิด ZEEKR Training Center เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมบุคลากรสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    SAKSORN

    ZEEKR แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมระดับสากล ประกาศเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เปิดสถานีชาร์จ ZEEKR Power ให้กำลังไฟสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์แห่งแรกในประเทศไทยศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางของลูกค้าให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และขานรับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโต พร้อมเปิดศูนย์ฝึกอบรม ZEEKR Training Center ในประเทศไทย เพื่อตอบสนองงานบริการหลังการขายให้ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    SAKSORN

    นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ZEEKR กับการมุ่งเน้นพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม ที่ผสานไว้ด้วยนวัตกรรมชั้นสูง ความปลอดภัย ความสะดวกสบายเหนือระดับ และยังคงไม่หยุดพัฒนาขยายเครือข่ายจุดขาย รวมถึงพัฒนาระบบนิเวศการใช้งานอย่างจริงจัง โดยล่าสุดประกาศเปิดตัวสถานีชาร์จ ZEEKR Power @Central World ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่มาพร้อมกำลังไฟสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยเป็นความร่วมมือกับอีโวลท์ เทคโนโลยี (Evolt Technology) ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ในการผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และสอดรับแผนงานขยายโครงข่ายสถานีชาร์จคุณภาพในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ซึ่งพร้อมรองรับยนตรกรรมอีวีทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) รถตู้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ รวมถึงรถสปอร์ตไฟฟ้า  เป็นต้น

    SAKSORN

    นายอเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ความตั้งใจในการมอบ Brand Experience ของ ZEEKR Thailand กว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาจากการเปิดตลาดในประเทศไทย มาจากความมุ่งมั่นในการนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ผ่านนวัตกรรมอัจฉริยะ และรูปลักษณ์ของยนตรกรรมที่โดดเด่นทุกมุมมอง โดยปัจจุบันได้มีการส่งมอบรถไปแล้วกว่า 3,000 คัน นับเป็นการตอกย้ำการยอมรับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่ถือว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเปิดตัวสถานีชาร์จ  ZEEKR Power @Central World ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อีวีที่มาพร้อมการขับขี่ที่สะดวกสบาย มีความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องไปกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ที่จะเติมเต็มมิติการใช้ชีวิตให้กับกลุ่มลูกค้าด้วย Clean Energy แบบครบวงจรในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นก้าวสำคัญของ ZEEKR Thailand ในการขับเคลื่อนแบรนด์สู่ความแข็งแกร่ง และยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในใจผู้บริโภคที่เป็นมากกว่าผู้นำด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

    สถานี ZEEKR Power @Central World มาพร้อมเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Fast Charge) ด้วยเครื่องชาร์จไฟกระแสตรง (DC Charging) กำลังไฟสูงสุด 400 กิโลวัตต์ (kW) จำนวน 2 หัวจ่าย นับเป็นหนึ่งในสถานีที่มีกำลังไฟแรงที่สุดในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน เพื่อส่งมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการชาร์จอย่างรวดเร็วและปลอดภัย รองรับ ZEEKR ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ZEEKR X, ZEEKR 009 และ ZEEKR 7X นอกจากนี้ภายในสถานียังติดตั้งเครื่องชาร์จไฟกระแสสลับ (AC Charging) กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ (kW) จำนวน 2 หัวจ่าย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานให้แก่ ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งอยู่บริเวณชั้น B1 ของลานจอดรถ ตรงกับเสาที่ Q24 – Q25 โดย ZEEKR Thailand มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้รถ ZEEKR เพียงเปิดใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน EVOLT และเชื่อมต่อข้อมูลรถ ZEEKR ภายในแอปฯ สามารถชาร์จฟรีตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 ธันวาคม 2568

    ทั้งนี้สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR Power ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ EVOLT นอกจากที่เซ็นทรัลเวิลด์ยังมีอีกจำนวน 5 สถานี เพื่อสร้างเครือข่ายพลังงานที่ครอบคลุมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานครถึงชลบุรี โดยรองรับ   การชาร์จทั้งรูปแบบ AC และ DC ได้แก่

    • ตลาดสามย่าน จำนวนช่องชาร์จ 4 ช่อง กำลังไฟ 22kW (1 หัว), 7kW (3 หัว)
    • ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำนวนช่องชาร์จ 4 ช่อง กำลังไฟ 22kW
    • BNN Park ราชพฤกษ์ จำนวนช่องชาร์จ 3 ช่อง กำลังไฟ 22kW
    • Harudot Café จังหวัดชลบุรี จำนวนช่องชาร์จ 4 ช่อง กำลังไฟ 150kW

    และสถานี One Bangkok เร็วๆ นี้

    พร้อมร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ SHARGE+ เปิดตัวจุดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จำนวน 2 สถานี บริเวณ Velaa Sindhorn Village และ K Village สุขุมวิท 26 เร็วๆ นี้ โดยมีเป้าหมายที่จะขยายสถานีชาร์จ เน้นครอบคลุมพื้นที่การใช้งานของกลุ่มเป้าหมายในใจกลางเมือง ถนนเส้นหลัก รวมถึง ZEEKR House ทั่วประเทศ พร้อมยึดมั่นในการ ส่งมอบประสบการณ์การใช้บริการสุดพิเศษ

    และด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์อัจฉริยะ และการบริการระดับมืออาชีพที่ถือเป็น “กุญแจสำคัญ” ของการสร้างมาตรฐานระดับสากล โดย ZEEKR ได้เปิดศูนย์ฝึกอบรม ZEEKR Training Center หรือ ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ นับเป็น HUB สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนลาดกระบัง ซอย 14/1 เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญของบุคลากรให้มีองค์ความรู้ความสามารถครอบคลุมงานบริการหลังการขายอย่างมีประสิทธิภาพ และในอนาคตจะมีการจัดการฝึกอบรมให้กับตัวแทนจำหน่ายในตลาดอาเซียน รวมถึงการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ และระบบการขับเคลื่อนเพื่อช่วยให้บุคลากรของตัวแทนจำหน่ายมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีอันล้ำสมัยตลอดเวลา

    โดยเป้าหมายหลักของการก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมคือเพื่อสานต่อพันธกิจสำคัญภายใต้แนวคิด “การพัฒนาศักยภาพ เพื่อการเดินหน้าสู่อนาคตร่วมกัน” ซึ่งจะเน้นการให้บริการไปที่ 4 ทิศทางหลัก โดยทิศทางแรก คือการมุ่งเน้นนำเสนอเนื้อหาของยนตรกรรมอีวีอย่างลึกซึ้ง ที่ไม่เพียงแต่อธิบายข้อมูลเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์จุดขายและการประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์จำลองต่างๆ ทิศทางที่สอง คือการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติ คือการนำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุมเนื้อหาเชิงปฏิบัติ เช่น เทคนิคการขาย การแก้ไขปัญหาทางเทคนิค และการจัดการปัญหาหลังการขายอย่างรวดเร็ว ทิศทางที่สาม คือการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคนิคและการจำลองสถานการณ์ การฝึกอบรมจะดำเนินการโดยใช้อุปกรณ์จริงและปัญหาจำลองจากสถานการณ์จริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทีมช่างเทคนิคจะมีการพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มความเชี่ยวชาญทักษะอันเป็นประโยชน์ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานประจำวันได้โดยตรง และทิศทางที่สี่ คือการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนทรัพยากร จะมีการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างพันธมิตรอย่างสม่ำเสมอ มีการเรียนรู้กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จร่วมกัน

    ติดตามความเคลื่อนไหว และสามารถจองสิทธิ์เป็นเจ้าของ ZEEKR ทุกรุ่นได้ที่ ZEEKR House ทั้ง 16 สาขา ทั่วประเทศได้แล้ววันนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ZEEKR Call Centre โทร 02-086-9999


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ฮอนด้า แนะนำ ‘CR-V e:HEV ใหม่’ พร้อมระบบฟูลไฮบริด e:HEV ทั้งไลน์อัป เพิ่ม Blind Spot Information และ Cross Traffic Monitor ทุกรุ่นย่อย และหลากฟีเจอร์ล้ำสมัย เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท เปิดจองสิทธิ์แล้ววันนี้กับโปรแรง! ฟรีบัตรน้ำมัน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 0.99% และประกันภัย 1 ปี ก่อนเตรียมเปิดราคาอย่างเป็นทางการ 28 พ.ย.นี้

    3 Min Read

    ฮอนด้า แนะนำ ‘CR-V e:HEV ใหม่’ พร้อมระบบฟูลไฮบริด e:HEV ทั้งไลน์อัป เพิ่ม Blind Spot Information และ Cross Traffic Monitor ทุกรุ่นย่อย และหลากฟีเจอร์ล้ำสมัย เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท เปิดจองสิทธิ์แล้ววันนี้กับโปรแรง! ฟรีบัตรน้ำมัน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 0.99% และประกันภัย 1 ปี ก่อนเตรียมเปิดราคาอย่างเป็นทางการ 28 พ.ย.นี้

    บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำและเปิดรับจองสิทธิ์ ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปรับไลน์อัปเป็นฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ SUV ไฮบริดสำหรับครอบครัวที่ครบและคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท* จัดเต็มความคุ้มค่าด้วยฟีเจอร์ใหม่! อาทิ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) และแอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว พร้อมทั้งอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากหลายรุ่น** ครั้งแรก! กับรุ่นย่อยใหม่ e:HEV HuNT กับดีไซน์อัปลุคสะท้อนไวบ์ที่แตกต่างอีกขั้น และรุ่นย่อย e:HEV RS ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้าอย่างลงตัว พิเศษ! รับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท*** พร้อมรับดอกเบี้ย 0.99%*** และฟรีประกันภัย 1 ปี สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อเป็นเจ้าของ Honda CR-V e:HEV ใหม่ ผ่านทางที่ปรึกษาการขายฮอนด้าที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 – 27 พฤศจิกายน 2568 พร้อมจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568***

    เตรียมพบกับการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda CR-V e:HEV ใหม่ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 รวมถึงสัมผัสได้ที่บูทฮอนด้า (A08) ในงาน Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่
    29 พฤศจิกายน 2568 – 10 ธันวาคม 2568 และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

    ไฮไลต์ข้อมูล ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’

    • ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย

    • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
    • ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย
    • สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด
    • ใหม่! ครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าประเทศไทย กับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES

    • เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
    • เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • อัปลุคทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์
    • สีภายนอก สีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) ในรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD

    โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย พร้อมราคาประมาณการ* ดังนี้

    • ใหม่! รุ่น e:HEV E ราคาประมาณการไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท

    รุ่นเริ่มต้นที่ครบครัน สัมผัสกับขุมพลังไฮบริดในเอสยูวีขนาดใหญ่ กับราคาที่เข้าถึงง่าย เอาใจสายคุ้มค่า
    ที่มองหาฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัวในทุกวัน

    • รุ่น e:HEV ES ราคาประมาณการ 1,5XX,XXX บาท

    ฟังก์ชันรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกการใช้งานของทุกคน พร้อมตอบโจทย์ความสะดวกสบายได้อย่างครบครัน

    • ใหม่! ครั้งแรกกับรุ่น e:HEV HuNT ลุคพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนตัวตนและไวบ์ที่แตกต่างของเหล่า HuNTSTER พร้อมมอบประสบการณ์สุดยูนีคในทุกเส้นทางที่โลดแล่น
    • ใหม่! รุ่น e:HEV RS ราคาประมาณการ 1,6XX,XXX บาท

    เพิ่มทางเลือกสำหรับสายมีสไตล์ ด้วยดีไซน์สปอร์ตเอกซ์คลูซีฟ ออปชันล้ำสมัยครบ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

    • รุ่น e:HEV RS 4WD ราคาประมาณการ 1,7XX,XXX บาท

    จัดเต็มสปิริตความสปอร์ตพรีเมียม ผสานระหว่างดีไซน์เอกซ์คลูซีฟ ฟังก์ชันครบ และสมรรถนะขับสนุกพร้อมลุยทุกสภาพถนนอย่างมั่นใจ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time™ AWD)

    ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/crv และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
    www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

    อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

    • เว็บไซต์: www.honda.co.th
    • Facebook Official Account: Honda Thailand
    • LINE Official Account: @honda-thailand

     

    รายละเอียดโดยย่อของ ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’

    ฟีเจอร์ใหม่จัดเต็ม ครบครันคุ้มค่า พร้อมอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากรุ่นย่อย เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน

    • ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย
    • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
    • ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย
    • สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด
    • ใหม่! ครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าประเทศไทย กับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
    • เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
    • เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
    • เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

    ปรับลุคทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์

    ดีไซน์รุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD

    • เปลี่ยน! กันชนหน้าและหลัง สีดำแบบสปอร์ต
    • เปลี่ยน! ชายกันกระแทกด้านข้าง สีดำแบบสปอร์ต
    • เปลี่ยน! มือจับประตูด้านนอก สีดำแบบสปอร์ต

    • เปลี่ยน! ชุดตกแต่งภายในสีเงินอะลูมิเนียมรมดำ ลาย Hairline และสีดำแบบสปอร์ต
    • ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะหนังแท้และวัสดุหนังสังเคราะห์ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมใหม่!
      โลโก้ RS บนเบาะนั่งคู่หน้า
    • เปลี่ยน! ก้านพวงมาลัยสีดำแบบสปอร์ต

    ดีไซน์รุ่น e:HEV ES

    • เปลี่ยน! ชุดตกแต่งภายในสีเงินอะลูมิเนียม ลาย Hairline และสีดำแบบสปอร์ต

    ดีไซน์รุ่น e:HEV E

    • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว เปลี่ยนสีใหม่! สีดำ Berlina Black

    ดีไซน์รุ่น e:HEV HuNT ที่มาพร้อม ใหม่! ชุดแต่ง HuNT แพ็กเกจรอบคัน ได้แก่

    • ชุดเสริมหลังคาคู่
    • บันไดข้าง
    • คิ้วตกแต่งกระจังหน้าสี Glossy Copper
    • คิ้วตกแต่งไฟตัดหมอกสี Glossy Copper
    • แผงใต้กันชนหน้า
    • คิ้วตกแต่งซุ้มล้อหน้า-หลัง

    สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่

    • สีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
    • สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
    • สีขาวแพลทินัม (มุก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
    • สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
    • สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
    • สีดำคริสตัล (มุก)

    มาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Honda e:HEV ทุกรุ่นย่อย มอบสมรรถนะแรง เร้าใจ สมูทในทุกอัตราเร่ง ด้วยการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ในระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT กับเครื่องยนต์ขนาด
    2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง มั่นใจไม่ต้องรอรอบในทุกการออกตัว
    กับแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 19.6 กม./ลิตร**** (รุ่น e:HEV RS) และ 18.5 กม./ลิตร**** (รุ่น e:HEV RS 4WD)

    ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง ดีไซน์มาเพื่อความสะดวกสบายสำหรับทุกคนในทุกการเดินทาง พร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ใช้งานง่าย เพื่อไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวในทุกวัน

    • ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
    • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat)
    • ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster (รุ่น e:HEV ES, e:HEV HuNT, e:HEV RS, และ e:HEV RS 4WD)
    • หลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (รุ่น e:HEV ES, e:HEV HuNT, e:HEV RS, และ e:HEV RS 4WD)
    • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
    • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
    • ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง

    ครบครันเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย ครบถ้วนด้านเทคโนโลยีการขับขี่ระดับพรีเมียม ให้ทุกการเดินทางสู่จุดหมายเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ โดยทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ได้แก่

    • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
    • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
    • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
    • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
    • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้า
      ที่ความเร็วต่ำ
      (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
    • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN)

    พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและการขับขี่อื่น** อาทิ

    • ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) (ยกเว้นรุ่น e:HEV E)
    • ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
    • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC)
    • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold
    • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)

     

    หมายเหตุ:

    *ราคาประมาณการยังไม่รวมราคาสีพิเศษ (มุก)
    **อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
    ***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
    ****ทดสอบตามมาตรฐาน UN R101 ในห้องปฏิบัติการ / ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 6 (มอก. 3017-2563) อัตราประหยัดน้ำมันขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานจริงและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • GWM เปิดสเปก NEW GWM POER SAHAR DIESEL จัดเต็มทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำหน้า ท้าให้ลอง พร้อมปฏิวัติรถกระบะในไทย 29 พฤศจิกายนนี้!

    2 Min Read

    GWM เปิดสเปก NEW GWM POER SAHAR DIESEL จัดเต็มทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำหน้า ท้าให้ลอง พร้อมปฏิวัติรถกระบะในไทย 29 พฤศจิกายนนี้!

    GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” หลังเผยโฉมให้คนไทยได้เห็นกันเป็นครั้งแรกที่งาน TANK FEST 2025 ล่าสุด GWM (Thailand) เผยสเปกรถกระบะสมรรถนะสูงขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วใน NEW GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL รถยนต์ตระกูลออฟโรดจาก GWM โดย NEW GWM POER SAHAR DIESEL จะเข้ามายกระดับไลฟ์สไตล์และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า พรีเมียมกว่า และใหญ่กว่า ด้วยจุดเด่นทั้ง 4 ด้านที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถกระบะในไทย ได้แก่ 1.) สมรรถนะสูงที่ควบคู่มากับอัตราการบริโภคน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ 2.) ความสามารถในการขับขี่พร้อมลุยในทุกไลฟ์สไตล์ 3.) ความพรีเมียมและความสะดวกสบายเหนือกว่ารถกระบะในเซ็กเมนต์เดียวกัน และ 4.) เทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่า ทั้งหมดนี้หลอมรวมให้ NEW GWM POER SAHAR DIESEL พร้อมเป็นคู่หูที่อยู่เคียงข้างทุกวัน ตั้งแต่วันทำงานจนถึงช่วงท่องเที่ยวและผจญภัยไปยังปลายทางใหม่ ๆ ด้วยบุคลิกแข็งแกร่งและภายในพร้อมฟังก์ชันสุดพรีเมียม รองรับการปรับแต่งตามความต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการผจญภัยที่สมบุกสมบันและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

    NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9AT) ถ่ายทอดพลังอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองฉับไว มั่นใจได้ทั้งการใช้งานจริงและการเดินทางไกล โดดเด่นด้วยมิติตัวรถยาว 5,445 มิลลิเมตร กว้าง 1,991 มิลลิเมตร สูง 1,924 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,350 มิลลิเมตร พร้อมลุยทุกสถานการณ์ด้วยระยะความสูงใต้ท้องรถ 224 มิลลิเมตร และความสามารถลุยน้ำได้ลึกถึง 800 มิลลิเมตร เติมความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าสีดำ ราวหลังคาและบันไดข้างสีดำ กรอบหน้าต่างสีดำ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบรมดำ พร้อมล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว จับคู่ยาง 265/60 R18 ที่รับกับดีไซน์ภายนอกอย่างลงตัว

    NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่

    • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 4T PRO DOUBLE CAB AUTO
    • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 4T ULTRA DOUBLE CAB AUTO
    • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 4T ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD

    พร้อมตัวเลือกสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ และสีเทา เติมเต็มบุคลิกแข็งแกร่งและพรีเมียมได้อย่างชัดเจน ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำสุดหรู เน้นบรรยากาศเรียบหรูทันสมัย ให้ความรู้สึกมั่นใจและผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการจัดวางพื้นที่ใช้งานอย่างลงตัว รองรับทั้งภารกิจงานบุกลุยและไลฟ์สไตล์แบบพรีเมียมบนทุกเส้นทาง

     

    4 จุดเด่นที่ฉีกกฎความเป็นรถกระบะแบบเดิม ๆ

    • สมรรถนะสูงที่ควบคู่มากับอัตราการบริโภคน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ: NEW GWM POER SAHAR DIESEL ขุมพลังดีเซล 4T เจเนอเรชันใหม่ ถ่ายทอดกำลังแบบต่อเนื่องและฉับไว ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวตันเมตรตั้งแต่รอบต่ำ 1,500–2,500 รอบ/นาที เสริมการเผาไหม้ให้แม่นยำด้วยหัวฉีดแรงดันสูง 2,000 บาร์ ขณะที่ชุดเกียร์ 9 สปีดมีช่วงอัตราทดเกียร์ 8.843 สามารถเข้าสู่เกียร์ 9 ที่ความเร็วเพียง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยลดรอบเครื่องและใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า พร้อมยกระดับไปอีกขั้นด้วยการควบคุม NVH (Noise, Vibration, and Harshness) อย่างมีประสิทธิภาพ มอบความนิ่ง เงียบ นุ่มนวล ในการนั่งและการขับขี่ มอบความผ่อนคลายทั้งการเดินทางในเมืองและนอกเมือง ขณะเดียวกันยังมาพร้อมถังน้ำมันขนาดใหญ่ 78 ลิตร วิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมหนึ่งถัง ช่วยให้การเดินทางในทุกสไตล์ทั้งระยะสั้น-ยาว เป็นไปอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังคุ้มค่าด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 14 กิโลเมตรต่อลิตร (ในรุ่น 2WD) และ 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร (ในรุ่น 4WD) ตามมาตรฐาน NEDC นอกจากนี้ ยังมาพร้อมดิสก์เบรค 4 ล้อ และการปรับจูนช่วงล่างให้เหมาะกับถนนเมืองไทยและพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทยอีกด้วย

    • ความสามารถในการขับขี่พร้อมลุยในทุกไลฟ์สไตล์: NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อม 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดปกติ สปอร์ต และประหยัด (สำหรับรุ่น 2WD) ช่วยบาลานซ์ความสนุกและความคุ้มค่า ในขณะที่รุ่น 4WD มาพร้อมโหมดการขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) และโหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบอัตราทดเกียร์ต่ำ (4L) เพื่อรับมือทั้งการเดินทางทั่วไปและเส้นทางออฟโรดอย่างลงตัว เพิ่มความคล่องตัวและความมั่นใจให้ทุกการเดินทางตั้งแต่ในเมืองและนอกเมือง ผสานระยะใต้ท้อง 224 มิลลิเมตร และความสามารถลุยน้ำลึก 800 มิลลิเมตร กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศาและระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ Body Transparent (เฉพาะรุ่น 4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) ที่ช่วยให้เห็นอุปสรรคที่ซ่อนอยู่ เพิ่มทัศนวิสัยขณะผ่านพื้นที่แคบหรือทางขรุขระ ทำให้ทุกจังหวะการควบคุมแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น หมดห่วงไร้กังวลเมื่อต้องเจอเส้นทางที่ท้าทาย

    • ความพรีเมียมและความสะดวกสบายเหนือกว่ารถกระบะในเซ็กเมนต์เดียวกัน: ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้กว้าง พรีเมียม และใช้งานง่าย ด้วยโทนภายในสีดำเสริมความรู้สึกพรีเมียมตั้งแต่แรกสัมผัส เบาะหลังปรับเอนได้ 2 ระดับ (ประมาณ 33 องศา) ให้นั่งสบายขึ้นทุกระยะทาง พร้อมพนักพิงเบาะพับได้แบบ 40:20:40 ที่มาพร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว รองรับทั้งการโดยสารและการขนของได้อย่างลงตัว วัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์พรีเมียม นั่งสบายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เหมาะทั้งวันทำงานและทริปครอบครัว มอบประสบการณ์ขั้นกว่าด้วยหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 3 นิ้ว (ในรุ่น 2.4T PRO) และขนาด 14.6 นิ้ว (ในรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) เกียร์ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า Electronic Shifter บริเวณคอนโซลกลาง เสริมความสะดวกสบายด้วย Smart Key และ Push Start ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา และระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด เบาะคนขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับแบบไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่ด้วยพอร์ต USB หน้า-หลัง (มีช่องต่อสำหรับกล้องบันทึกภาพแยกต่างหาก) และช่องจ่ายไฟสำรอง 220V ในรถ พร้อมที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย มอบความสะดวกสบายแบบเต็มพิกัด ทำให้ทุกการเดินทางด้วยรถกระบะ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    • เทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถกระบะทั่วไป: สะดวกและปลอดภัยด้วยชุดเทคโนโลยีครบครัน อาทิ ระบบสั่งการด้วยเสียงและระบบนำทาง ช่วยลดการละสายตาและการสัมผัสปุ่ม รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย เชื่อมต่อโลกดิจิทัลได้ต่อเนื่อง เสริมความอุ่นใจด้วยระบบช่วยขับและความปลอดภัยมากถึง 26 รายการ (ในแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน) อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการเข้าโค้งอัจฉริยะ (ACC), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ขณะที่โครงสร้างตัวถังใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงกว่า 3% ของโครงสร้างทั้งหมด ทนแรงบิดได้ 61,118 นิวตันเมตร/องศา แรงดัดได้ 26,163 นิวตันเมตร/มิลลิเมตร และหลังคารับแรงกดได้ถึง 4.88 เท่าของน้ำหนักตัวรถ ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง ปกป้องทุกคนในครอบครัวในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

    The Next Level of Lifestyle Partner แต่งได้ทุกทางใช้ได้ทุกวัน

    ยิ่งไปกว่านั้น NEW GWM POER SAHAR DIESEL ถูกวางตำแหน่งให้เป็นเหมือนเพื่อนที่รู้ใจที่จะยกระดับทุกไลฟ์สไตล์ไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการปรับแต่งได้หลากหลายตามความต้องการ รองรับทั้งวันทำงาน ทริปท่องเที่ยว และการผจญภัย ผสานความพรีเมียมกับความอเนกประสงค์ไว้ในคันเดียว ไม่ว่าจะเป็น สายแคมป์ปิ้ง สายกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องบรรทุกอุปกรณ์ทั้งชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ สายลากจูงรถบ้านเดินทางท่องเที่ยว หรือแม้แต่สายออฟโรด ก็จบได้ภายในคันเดียวในทุกเส้นทาง พร้อมภาพลักษณ์ทันสมัย โดดเด่น และสะดวกสบาย

     

    GWM (Thailand) เตรียมเปิดตัวและเผยราคาอย่างเป็นทางการของ NEW GWM POER SAHAR DIESEL ภายในงาน Motor Expo 2025 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานกระบะพรีเมียมทั้งด้านสมรรถนะ ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี และความปลอดภัย

     

    #GWM #GWMThailand #GWMPOER #POER #POERDIESEL #NEWGWMPOERSAHARDIESEL #MotorExpo2025


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ฮอนด้า นำเสนอเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่ ในกิจกรรม “Honda Automotive Technology Workshop” สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เตรียมเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

    1 Min Read

    ฮอนด้า นำเสนอเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่ ในกิจกรรม “Honda Automotive Technology Workshop” สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เตรียมเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

    บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด จัดกิจกรรม Honda Automotive Technology Workshop สำหรับสื่อมวลชน เพื่อเผยข้อมูลของเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่สำหรับรถยนต์ ที่มีแผนจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

     

    เทคโนโลยีหลักที่นำเสนอในกิจกรรม ได้แก่ 1) แพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่
    2) เทคโนโลยีระบบไฮบริด-ไฟฟ้า (Hybrid-Electric System) สำหรับรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่รุ่นใหม่ ที่มีแผนเปิดตัวในอเมริกาเหนือช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 และ 3) เทคโนโลยีหลักที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า Compact รุ่นผลิตจริง โดยอ้างอิงจาก Super-ONE Prototype ที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Japan Mobility Show 2025

     

    Next generation hybrid study model

     

    Super-ONE Prototype

     

     

    ฮอนด้ายึดมั่นในเป้าหมายด้าน “สิ่งแวดล้อม” และ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้ฮอนด้าสามารถส่งมอบความสนุกและอิสระแห่งการขับเคลื่อนแก่ผู้คนได้อย่างยั่งยืน
    บนพื้นฐานแนวคิดดังกล่าว ฮอนด้าได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ 2 ประการ ได้แก่ “การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน สำหรับทั้งผลิตภัณฑ์และกิจกรรมองค์กรทั้งหมด” และ “ลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องจากการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์ (Zero Traffic Collision Fatalities) ภายในปี ค.ศ. 2050

     

    ในการแถลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฮอนด้าได้ประกาศเดินหน้าพัฒนาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) และพร้อมมอบคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า ขับเคลื่อนไปสู่ยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ก้าวล้ำยิ่งขึ้น

     

    ขณะเดียวกัน ฮอนด้ายังคงเดินหน้าส่งมอบคุณค่า “ความสนุกในการขับขี่” อันเป็นเอกลักษณ์ในยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า (EV) หรือ รถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ ฮอนด้ายังคงยึดหลักการออกแบบ M/M Concept*1 (Man Maximum, Machine Minimum)
    โดยให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบความสนุกในการขับขี่ พร้อมด้วยความสะดวกสบายและความสนุกให้แก่ผู้โดยสาร

     

    ภายใต้แนวคิด “Enjoy the Drive” ซึ่งสะท้อนคุณค่าหลักของรถยนต์ฮอนด้า ด้วยแนวคิด M/M Concept และ “ความสนุกในการขับขี่” ฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์เจเนอเรชันใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในกิจกรรมครั้งนี้ ฮอนด้าได้เผยโฉมเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อสะท้อนแนวคิดและคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า

     

    ภาพรวมของแพลตฟอร์มขนาดกลางเจเนอเรชันใหม่

    ฮอนด้าเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะของระบบไฮบริด และแพลตฟอร์มไฮบริด ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น โดยมีแผนเริ่มนำมาใช้ในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ ที่จะเปิดตัวสู่ตลาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 2027 เป็นต้นไป

     

    แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาโดยผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยหลากหลายด้าน เพื่อให้ได้ทั้งโครงสร้างตัวถังที่มีความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบาในระดับสูง รวมถึงแนวคิดการออกแบบที่แบ่งระบบหรือผลิตภัณฑ์ออกเป็นโมดูล ที่ช่วยเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้ในหลายรุ่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ฮอนด้าสามารถยกระดับ “ความสนุกในการขับขี่” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจสไตล์สปอร์ตและสนุกสนานยิ่งกว่าเดิม

    แพลตฟอร์มขนาดกลางเจเนอเรชันใหม่

     

    • เพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านเสถียรภาพในการขับขี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสมรรถนะของตัวรถ ฮอนด้าได้พัฒนาแนวทางใหม่ในการจัดการความแข็งแรงของตัวถัง เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ โดยการปรับสมดุลความแข็งแกร่งของตัวถังให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักโดยรวมของตัวรถลดลง พร้อมทั้งสร้างลักษณะการทรงตัวของรถให้มีความยืดหยุ่นขณะเข้าโค้ง ซึ่งจะสามารถควบคุมแรงกดบนยางแต่ละเส้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ผลลัพธ์ คือ รถยนต์ EV รุ่นใหม่จะมอบเสถียรภาพในการขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สปอร์ตและสนุกเร้าใจยิ่งขึ้น

     

    ฮอนด้ามีแผนนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับแพลตฟอร์มรถไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย

    ภาพประกอบแนวทางในการจัดการความแข็งแรงของตัวถัง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่

     

    น้ำหนักแพลตฟอร์มของรถไฮบริด จะลดลงถึง 90 กิโลกรัม (198 ปอนด์) เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มรุ่นปัจจุบัน โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างตัวถังและนำวิธีการออกแบบทางวิศวกรรมรูปแบบใหม่มาใช้ ด้วยแพลตฟอร์มรุ่นใหม่นี้ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนารถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ที่มอบทั้งความสนุกในการขับขี่และประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมไปพร้อมกัน

     

    แนวคิดการออกแบบที่แบ่งระบบหรือผลิตภัณฑ์ออกเป็นโมดูล จะถูกนำมาใช้เพื่อให้ชิ้นส่วนสามารถใช้ร่วมกันได้หลายรุ่น โดยแยกชิ้นส่วนเป็นโมดูลที่ใช้ร่วมกันได้ เช่น ห้องเครื่องยนต์และโครงสร้างใต้ท้องรถส่วนหลัง และโมดูลเฉพาะส่วน เช่น ห้องโดยสารด้านหลัง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนารถรุ่นใหม่ ฮอนด้าตั้งเป้าให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ สามารถใช้ร่วมกันได้มากกว่า 60% ในทุกรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตรถยนต์และความหลากหลายของรุ่นรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพทั้งในด้านการพัฒนาและการผลิตให้เพิ่มขึ้น

     

    จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม ฮอนด้าได้นำเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถได้ตามต้องการมาใช้ เช่น ระบบ Motion Management ที่ต่อยอดองค์ความรู้และต้นแบบด้านการควบคุมท่าทาง การพัฒนาหุ่นยนต์เทคโนโลยีต้นแบบ นอกจากนี้ ยังเพิ่มเทคโนโลยี Pitch Control*2 เข้าไปในระบบ Agile Handling Assist ซึ่งเป็นระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้รถมีพฤติกรรมการเข้าโค้งที่ราบรื่น ซึ่งได้ถูกติดตั้งแล้วใน Accord และ Prelude เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพถนน ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะยกระดับ “ความสนุกในการขับขี่” ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

     

    ภาพรวมของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่สำหรับไฮบริดเจเนอเรชันใหม่

    จากความต้องการของตลาด ส่งผลให้รถยนต์ไฮบริดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้าจึงได้วางทิศทางของรถยนต์ไฮบริด โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด (HEV) เจเนอเรชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ให้เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่จะมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่รถยนต์ไฮบริดได้รับความนิยมอย่างสูงสุด

     

    โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดหลักของรถยนต์ไฮบริด ซึ่งมีความต้องการรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว ฮอนด้ากำลังทำการพัฒนาระบบไฮบริดรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ทรงพลังและความสามารถในการลากจูงสูง (High Towing Capability) ควบคู่ไปกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้เหมาะสมกับรถยนต์ขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-segment ขึ้นไป โดยมีแผนเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

     

    ในกิจกรรมนี้ ฮอนด้าได้เผยเทคโนโลยีหลักของระบบไฮบริดขนาดใหญ่เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งประกอบด้วย เครื่องยนต์ V6 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด รวมถึง ชุดขับเคลื่อน และชุดแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมและต้นทุนต่ำ

     

    ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนาอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่เจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปที่จำหน่ายอยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ฮอนด้าจะผสานเครื่องยนต์ V6 รุ่นใหม่ ที่พัฒนาในเรื่องความประหยัดน้ำมันให้ดียิ่งขึ้น เข้ากับชุดขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูงเจเนอเรชันใหม่ พร้อมทั้งนำระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะรุ่นใหม่มาใช้ เพื่อปรับโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งขึ้น

     

    เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทรงพลังให้เหมาะสมกับรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะ ปรับปรุงสมรรถนะด้านอัตราเร่งและการเร่งความเร็วเมื่อเหยียบคันเร่งแบบเต็มกำลังให้ดีขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปที่จำหน่ายอยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และชุดขับเคลื่อนแต่ละส่วน รวมถึงการใช้พลังงานเสริมจากแบตเตอรี่อีกด้วย

    แพลตฟอร์มขนาดใหญ่สำหรับไฮบริดเจเนอเรชันใหม่

     

    ภาพรวมของเทคโนโลยีไดนามิก สำหรับรถยนต์ Compact EV ต้นแบบ Super-ONE

    รถยนต์รุ่นผลิตจริงที่พัฒนาขึ้นจากรถต้นแบบ Super-ONE เผยโฉมเป็นครั้งแรกในโลก ณ งาน Japan Mobility Show 2025 มีกำหนดเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2026 เป็นประเทศแรก
    ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ที่มีความต้องการรถ Compact EV สูง ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “e: Dash BOOSTER” โดยสร้างสรรค์ให้เป็นรถไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนาน น่าตื่นเต้น มาพร้อมหลากหลายฟังก์ชันการใช้งานที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความสุขภายในห้องโดยสารและการขับขี่

    Super-ONE Prototype

     

    แพลตฟอร์มน้ำหนักเบาที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรถในกลุ่ม Honda N Series โดยมีการขยายความกว้างของตัวรถด้วยการใช้พื้นฐานโครงสร้างแชสซีส์ที่มีการขยายระยะห่างระหว่างล้อและซุ้มล้อมาใช้ นอกจากนี้ ยังรวมตำแหน่งของชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักมากให้อยู่ในจุดเดียว และลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง ด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่แบบบาง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักของรถ EV ไว้ที่ศูนย์กลางใต้ท้องรถ
    ด้วยวิธีการนี้ รถต้นแบบ Super-ONE จึงมีน้ำหนักเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถยนต์ EV ในระดับ
    A-segment และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปขนาด Compact ทั่วไป ซึ่งจากจุดต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยให้รถต้นแบบ Super-ONE มีการตอบสนองต่อการควบคุมของผู้ขับได้อย่างฉับไว และมอบการควบคุมที่สมดุลและมั่นคงแม้ในขณะเข้าโค้ง โดยให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจตลอดการขับขี่

     

    รถรุ่นผลิตจริงที่พัฒนาขึ้นจากรถต้นแบบ Super-ONE จะมาพร้อมกับฟังก์ชัน “Boost Mode” ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ จะช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนให้เครื่องยนต์สามารถมอบสมรรถนะได้อย่างเต็มกำลัง พร้อมผสานการทำงานกับระบบจำลองเกียร์ 7 สปีด และระบบ Active Sound Control เพื่อสร้างเสียงเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและให้ความรู้สึกการเปลี่ยนเกียร์ที่เฉียบคม เสมือนกำลังขับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปที่มีระบบเกียร์หลายจังหวะแบบดั้งเดิม

     

    ระบบจำลองเกียร์ 7 สปีด จะมีการคำนวณความเร็วรอบเครื่องยนต์จำลองและตำแหน่งเกียร์แบบเรียลไทม์ โดยอิงจากการควบคุมของผู้ขับ เช่น การเหยียบคันเร่ง สภาพการขับขี่ ความเร็วของรถ รวมถึงพฤติกรรมของรถขณะเข้าโค้ง ด้วยการควบคุมกำลังการขับขี่และการตอบสนองอย่างเหมาะสม ผู้ขับจึงสามารถเพลิดเพลินกับการขับขี่ พร้อมกับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ นอกจากนี้ ระบบเกียร์จำลอง 7 สปีด ยังจำลองแรงกระชากจากการ คิกดาวน์ ขณะเร่งความเร็ว และจำลองพฤติกรรมของรถขณะเกิด “fuel cut” ซึ่งเป็นการตัดการจ่ายเชื้อเพลิงชั่วคราวเพื่อปกป้องเครื่องยนต์และควบคุมรอบเครื่องให้เหมาะสม
    ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ฮอนด้าจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์และเอกลักษณ์การขับขี่ที่มุ่งมั่นพัฒนามาตลอดหลายปีในยุครถสันดาป เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

     

    ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อ Super-ONE โดยเฉพาะ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะมอบ ความสนุกในการขับขี่ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Super-ONE ซึ่งผสมผสานความรู้สึกระหว่างการเร่งความเร็วที่นุ่มนวลอย่างต่อเนื่องของรถ EV เข้ากับประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจของรถสันดาปได้อย่างลงตัว

     

    *1 แนวคิด “man maximum, machine minimum (M/M)” เป็นแนวทางพื้นฐานในการออกแบบรถยนต์ของฮอนด้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ภายในรถ โดยการขยายพื้นที่สำหรับผู้โดยสาร และลดพื้นที่สำหรับชิ้นส่วนกลไกให้เหลือน้อยที่สุด

    *2 เทคโนโลยีควบคุมแรงหน่วงให้สอดคล้องกับการหมุนพวงมาลัย เพื่อเพิ่มแรงกดที่ยางล้อหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะของล้อหน้า

    *3 รถรุ่นผลิตจริง จะเปิดตัวภายใต้ชื่อที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค โดยในประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย จะใช้ชื่อว่า ‘Super-ONE’ ขณะที่บางประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย จะใช้ชื่อว่า ‘Honda Super-ONE’ และในสหราชอาณาจักรจะเปิดตัวภายใต้ชื่อ ‘Super-N’


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ปอร์เช่เปิดตัว มาคันน์ จีทีเอส รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ส่งความทรงพลังและเร้าใจเต็มพิกัด

    1 Min Read

    ปอร์เช่เปิดตัว มาคันน์ จีทีเอส รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ส่งความทรงพลังและเร้าใจเต็มพิกัด

    ปอร์เช่ต่อยอดความสำเร็จในกลุ่มรถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า ด้วยการเปิดตัว มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) รุ่นใหม่ ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตและมอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูส พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ตที่สามารถปรับระดับความสูง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและการทรงตัวอย่างเหนือระดับ มาคันน์ จีทีเอส ตั้งมาตรฐานใหม่แห่งความคล่องตัวและสมรรถนะการขับขี่ ถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งความสปอร์ตในแบบฉบับจีทีเอสอย่างแท้จริง โดยรุ่นนี้ถือเป็น รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูลมาคันน์ไฟฟ้า โดดเด่นด้วยดีไซน์เฉพาะตัวและการตกแต่งภายนอกด้วยสีดำ สะท้อนถึงพลัง ความหรูหรา และบุคลิกเฉพาะตัวในแบบปอร์เช่

    สตุ๊ทการ์ท. จีทีเอส (GTS) สามตัวอักษรที่ครองใจสาวกปอร์เช่มาตั้งแต่การเปิดตัว 904 คาร์เรร่า จีทีเอส (Carrera GTS) ในปี 1963 โดยครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ชื่อ จีทีเอส จะปรากฏบนมาคันน์ รุ่นพลังงานไฟฟ้า โดย มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่และอัตราเร่งที่เหนือระดับ โดยทำความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.8 วินาที ทำความเร็วถึง 200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 13.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

    เช่นเดียวกับรุ่น มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) มาคันน์ จีทีเอส จะมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาหลังซึ่งทรงพลังที่สุดในตระกูลมาคันน์ โดยชุดขับเคลื่อนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 230 มิลลิเมตร และความยาวแกนมอเตอร์ 210 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับอินเวอร์เตอร์พัลส์แบบซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ที่มีกระแสไฟฟ้าสูงสุดถึง 900 แอมป์ และมอเตอร์ไฟฟ้าใน มาคันน์ จีทีเอส สามารถสร้างพละกำลังได้สูงสุด 380 กิโลวัตต์ (516 แรงม้า) และเพิ่มขึ้นเป็น 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) เมื่อใช้งานในโหมด Launch Control เพื่อเรียกใช้กำลังสูงสุด ส่งแรงบิดสูงสุด 955 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังที่มาพร้อมอัตราทด 9.0:1 ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับแรงบิดมหาศาลของรถสมรรถนะสูงรุ่นนี้

    มาคันน์ จีทีเอส สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 586 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW)

    แพ็คเกจ Sport Chrono ได้ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน มาคันน์ จีทีเอส และมีการพัฒนาเพิ่มเติมด้วยโหมดแทรค แบบเดียวกันกับบนไทคานน์ เพื่อรองรับการขับขี่ด้วยสมรรถนะสูงสุด ในโหมดนี้จะมีการปรับเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่ เพื่อลดการสูญเสียกำลังจากความร้อนสะสม (Derating Effect) ซึ่งทำให้สามารถคงประสิทธิภาพการขับขี่ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น

    ช่วงล่างถุงลมแบบสปอร์ต ปรับแต่งพิเศษสำหรับรุ่น จีทีเอส

    สำหรับ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ ได้ถ่ายทอดสมรรถนะในรูปแบบของรถสปอร์ต ด้วยการผสมผสานและการกระจายน้ำหนักไปล้อหลัง (Rear-biased weight distribution) จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ พร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Porsche Traction Management (ePTM) แบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว และระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) ซึ่งติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนและความคล่องตัวในการเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า (Electronically Controlled Differential Lock) ช่วยเสริมแรงยึดเกาะและความรวดเร็วในการขับขี่ โดยติดตั้งอยู่ด้านหลังมอเตอร์เพลาหลัง เพื่อการกระจายน้ำหนักแบบ 48:52 ที่เน้นไปทางด้านหลัง

    มาคันน์ จีทีเอส มาพร้อมกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำที่สุดในรุ่นมาคันน์ โดยวิศวกรของปอร์เช่ได้พัฒนาช่วงล่าง
    ถุงลมสปอร์ตให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมระบบควบคุมระดับช่วงล่าง และระบบควบคุมการทำงานของช่วงล่างแบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) โดยมาคันน์ จีทีเอส มีความสูงจากพื้นลดลง 10 มิลลิเมตร พร้อมโช้คอัพและเหล็กกันโคลงที่ได้รับการปรับตั้งค่าเฉพาะรุ่น เพื่อความคล่องตัวและความแม่นยำในการเข้าโค้ง และสามารถเพิ่มสมรรถนะด้วยระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง ที่มีให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

    บุคลิกสปอร์ตอันโดดเด่นของ มาคันน์ จีทีเอส ได้สะท้อนผ่านเสียงจำลองอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยระบบ Porsche Electric Sport Sound (PESS) พร้อมกับเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นจีทีเอส 2 รูปแบบ โดยแต่ละเสียงจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งในโหมด Sport และ Sport Plus เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ

    การตกแต่งภายนอก: การตกแต่งด้วยโทนสีดำและสเกิร์ตข้างดีไซน์พิเศษ

    การตกแต่งของ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ มาพร้อมการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยชิ้นส่วนตกแต่งภายนอกด้วยสีดำรอบคัน ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ ในรุ่นจีทีเอส โดยเฉพาะไฟหน้า Matrix LED แบบรมดำ และเส้นขอบด้านนอกของช่องลมด้านหน้า

    ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นไป ปอร์เช่ เตรียมเปิดตัวชุดตกแต่ง Sport Design ใหม่สำหรับมาคันน์ โดยมาพร้อมกันชนหน้าและกันชนหลังในรูปแบบใหม่ โดย มาคันน์ จีทีเอส จะเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ชุดตกแต่งใหม่นี้ ซึ่งไม่เพียงติดตั้งมาเป็นมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมการออกแบบเฉพาะตัวในแบบฉบับของจีทีเอส การตกแต่งภายนอกในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชิ้นส่วนตกแต่ง, แผงตกแต่งด้านข้างตัวรถ, ขอบซุ้มล้อ และ ขอบสปอยเลอร์หลังแบบปรับได้ ล้วนได้รับตกแต่งในโทนสีดำอย่างมีเอกลักษณ์

    สเกิร์ตข้างดีไซน์ใหม่ที่ขยายกว้างขึ้นในส่วนท้าย ช่วยเพิ่มความสปอร์ตและทรงพลัง โดยด้านล่างของกันชนท้ายยังได้รับการออกแบบใหม่อย่างโดดเด่นด้วยชิ้นส่วนตกแต่งสีดำและแผงดิฟฟิวเซอร์ โดยมีไฟท้ายรมดำที่ออกแบบให้เข้ากับไฟหน้าได้อย่างลงตัว พร้อมล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ลาย Macan Design สี Anthracite Grey เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังสามารถเลือกอัปเกรดเป็นล้อขนาด 22 นิ้ว ลาย RS Spyder Design สีเดียวกันได้อีกด้วย

    การเปิดตัว มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ มาพร้อมตัวเลือกสีตัวถังทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สี Crayon ยอดนิยมที่กลับมาอีกครั้ง สี Carmine Red ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรุ่นจีทีเอส และเป็นครั้งแรกสำหรับมาคันน์กับสี Lugano Blue นอกจากนี้ ยังมีให้เลือกอีกกว่า 15 เฉดสีผ่าน Porsche Car Configurator พร้อมทางเลือกเพิ่มเติมจาก Porsche Exclusive Manufaktur ที่มีเฉดสีพิเศษกว่า 60 เฉด ผ่านแพ็คแกจ Paint to Sample

    การตกแต่งภายใน: เลือกการตัดเย็บในสีที่เข้ากับตัวรถ

    เพื่อถ่ายทอดความสปอร์ตจากภายนอกสู่ภายใน มาคันน์ จีทีเอส จะมาพร้อมห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยวัสดุ Race-Tex ผสานกับหนังเรียบสีดำ โดยวัสดุ Race-Tex จะนำมาใช้บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบ GT Sports ที่มาพร้อมระบบทำความร้อน ที่วางแขนบริเวณคอนโซลกลางและแผงประตู รวมถึงแดชบอร์ด นอกจากนี้ เบาะนั่งสปอร์ตแบบปรับได้ 18 ทิศทางยังมาพร้อมเบาะที่หุ้มด้วยวัสดุ Race-Tex ส่วนด้านข้างของเบาะและพนักพิงศีรษะที่ตกแต่งด้วยหนังเรียบ

    เป็นครั้งแรกในมาคันน์ ไฟฟ้า ที่มาพร้อมกับแพ็คเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ซึ่งสามารถเลือกการตกแต่งภายในให้เข้ากับสีภายนอกของตัวรถได้ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สี Carmine Red, สี Slate Grey Neo และ สี Lugano Blue โดยจะมีการตกแต่งด้วยตะเข็บด้ายสีตัดกันทั้งบนเบาะนั่ง พวงมาลัย แผงประตู ด้านบนของแผงหน้าปัด รวมถึงเข็มขัดนิรภัย และอักษร ‘GTS’ บนพนักพิงเบาะ และบนพวงมาลัยยังมีการตกแต่งด้วย ตราสัญลักษณ์ ‘GTS’ สีเดียวกับภายนอก รวมถึงในแพ็คเกจยังมี Carbon Interior Package ด้วยการตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์บนพวงมาลัย แผงหน้าปัด และแผงประตูอีกด้วย

    เอกลักษณ์ของจีทีเอส ได้ถ่ายทอดสู่ห้องโดยสารดิจิทัลของมาคันน์ จีทีเอส โดยภาพจำลองตัวรถแบบ 3 มิติ บนหน้าจอแสดงผลกลาง จะเป็นสีเดียวกับสีตัวถัง พร้อมกับชุดมาตรวัดที่มีการตกแต่งด้วยอักษร ‘GTS’ นอกจากนี้ ฟังก์ชันต่าง ๆ ของแพ็คเกจ Sport Chrono ได้ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น ระบบจับเวลาต่อรอบ การบันทึกข้อมูลเทเลเมทรี และการวิเคราะห์ช่วงเวลาในแต่ละเซกเตอร์ โดยสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชันบนหน้าจอแสดงผลกลาง

    ระบบช่วยขับขี่ ความสะดวกสบาย และความบันเทิงรูปแบบใหม่

    มาคันน์ จีทีเอส มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดที่ได้รับการอัปเดตเช่นเดียวกับรุ่นย่อยอื่น ๆ ในตระกูลมาคันน์ โดยมีการพัฒนาเพิ่มเติมในด้านระบบช่วยขับและฟังก์ชันดิจิทัล ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม และความสามารถในการลากจูงสูงสุดเพิ่มเป็น 2,500 กิโลกรัม

    มาคันน์ จีทีเอส เปิดรับจองแล้วที่ตัวแทนจำหน่ายของปอร์เช่อย่างเป็นทางการ ในราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ทางการของปอร์เช่ ประเทศไทย                                                                                                                                          


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ และกลุ่มตรีเพชร ร่วมถวายอาลัย “สมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง”

    1 Min Read

    ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ และกลุ่มตรีเพชร ร่วมถวายอาลัย “สมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง”

    คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และบริษัทในกลุ่มตรีเพชร ร่วมน้อมถวายอาลัยต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ พร้อมจัดกิจกรรมเชิญชวนให้พนักงานทำริบบิ้นดำ และร่วมลงนามถวายอาลัยหน้าพระฉายาลักษณ์ และตกแต่งอาคารด้วยผ้าสีดำ-ขาว บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานใหญ่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ศูนย์อะไหล่อีซูซุมีนบุรี และอื่น ๆ

    ในพิธีถวายอาลัยซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุมชั้น 20 ของอาคารสำนักงานใหญ่นั้น มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เป็นผู้กล่าวนำ โดยมี  คณะผู้บริหารของบริษัทในกลุ่มตรีเพชรร่วมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 3 นาที หลังจากนั้นได้ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และก้มศีรษะกราบสงบนิ่งเป็นเวลา 30 วินาที เพื่อถวายบังคมและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อทั้งปวงชนชาวไทยและประเทศไทยตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่าน


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • B-Quik Thailand Super Series และ TSS The Super Series by B-Quik ปูพรมทัพตัวแรง ซิ่งสนั่น “ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต” บุรีรัมย์ ฝ่ามรสุม 3 ฤดู ปิดฉากสมศักศรีดิ์ เกมส์ตัดสินแชมป์ประจำปี 2025

    2 Min Read

    B-Quik Thailand Super Series และ TSS The Super Series by B-Quik ปูพรมทัพตัวแรง ซิ่งสนั่น “ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต” บุรีรัมย์  ฝ่ามรสุม 3 ฤดู ปิดฉากสมศักศรีดิ์ เกมส์ตัดสินแชมป์ประจำปี 2025

    บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด ผู้จัดการแข่งขันกีฬารถยนต์ทางเรียบระดับนานาชาติ ภายใต้การรับรองโดยราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.) ภายใต้กฎของสมาพันธ์แข่งขันรถยนต์นานาชาติ (International Sporting Code of FIA) ด้วยมาตรฐานระดับสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

     

    รวมพลทัพรถแข่งระดับแนวหน้าของเมืองไทย B-Quik Thailand Super Series และ TSS The Super Series by B-Quik 2025” เดินหน้าสู่ “ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต” บุรีรัมย์ เปิดศึกนัดสุดท้ายแห่งฤดูกาล 2025

    โปรแกรมการแข่งขัน B-Quik Thailand Super Series 2025 เปิดฉากด้วยรุ่น Thailand Super Eco ทำศึกกันถึง 3 สนาม โดยผลงาน “เรซที่ 6” เป็นชัยชนะอันยอดเยี่ยมจากนักแข่งสาวฝีมือฉกาจ “หมายเลข 9 เมฆรัชคีฏาก์ กะลันตานนท์ จาก RUK Racing Team” ส่วนใน “เรซที่ 7” แม้ เมฆรัชคีฏาก์ กะลันตานนท์ จะรั้งตำแหน่งผู้นำมาตลอด แต่เกมส์เปลี่ยนในรอบสุดท้ายกลายเป็น “หมายเลข 89 วรัญชิต วัฒนาธนกุล จาก Wing hin Motorsports X Ruk Team” คว้าชัยชนะไปครอง ปิดท้ายด้วย “เรซที่ 8” อันดุเดือดกับสถานการณ์ที่พลิกผันตลอดเวลา และจบลงด้วยชัยชนะอีกครั้งของ “หมายเลข 89 วรัญชิต วัฒนาธนกุล จาก Wing hin Motorsports X Ruk Team”

    รุ่น Super Touring ศึก 60 นาทีสุดมันส์ “เรซที่ 7” มากับผลงานโดดเด่นของ YK Motorsports ทั้งการครองโพล โพสิชั่น โดย หมายเลข 14 จาก YK Motorsports และการคว้าชัยชนะแบบไร้ข้อผิดพลาดของ “หมายเลข 7 ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ แห่ง YK Motorsports” รวมถึงใน “เรซที่ 8” ซึ่ง “หมายเลข 14 โดย ฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ จับคู่ ณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล จาก YK Motorsports” คว้าชัยชนะไปได้อย่างเหนือความคาดหมาย เก็บแชมป์ไปได้ทั้ง 2 สนาม

    Thailand Super Pickup D2 (Class C) เปิดศึกต่อเนื่อง 3 เรซ เช่นกัน โดย “เรซที่ 6” เป็นผลงานของ “หมายเลข 58 ศุภมงคล เดชเพชร จาก ชาบูเถ้าแก่บิ๊ก, Tum Clutch, Mk Sport, Akana, CNC รักกัญ By อู๊ดอ๋องระยอง” สตาร์ทจากโพล โพสิชั่น ขึ้นนำยาวคว้าผู้นำ และชัยชนะไปแบบม้วนเดียบจบ ทางด้าน “เรซที่ 7” สถานการณ์เดือดตลอดช่วงการแข่งขัน ก่อนที่ตำแหน่งแชมป์จะถูกคว้าไปโดย “หมายเลข 90 แสงชัย วรรณทิม จาก 6.9 Ricther Konmeen อู่สีบังมัด Tum Monster Frank Remap” ปิดท้ายด้วย “เรซที่ 8” ซึ่งความเดือดของเกมส์การแข่งขันไม่ด้อยไปกว่ากัน และ “หมายเลข 58 ศุภมงคล เดชเพชร จาก ชาบูเถ้าแก่บิ๊ก, Tum Clutch, Mk Sport, Akana, CNC รักกัญ By อู๊ดอ๋องระยอง” คือผู้ที่สามารถเก็บแชมป์ไปได้อีกครั้ง

    ด้านรุ่นใหญ่ Thailand Super Pickup D1 (Class A-B) เริ่มกันที่ “เรซ 6” เจ้าของดีกรีแชมป์หลายสมัย “หมายเลข 15 ธณพล ชูเจริญผล Nexzter, MKSport, HYB, Speed Oil, Motul, AKANA by อู๋ดอ๋องระยอง” รักษาฟอร์มได้ยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์ไปครอง ส่วน “เรซที่ 7” เป็นผลงานของ “หมายเลข 85 อลงกรณ์ แซ่ตั้ง จาก Nexzter, MKSport, HYB, Speed Oil, Motul, AKANA by อู๋ดอ๋องระยอง” ที่สตาร์ทจากโพล โพสิชั่น ขึ้นนำรวดเดียวจบการแข่งขัน ครองแชมป์ไปอย่างสวยงาม และท้ายสุด “เรซที่ 8” อันดุเดือดท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน กับผลงานสุดประทับใจในการคว้าชัยของ “หมายเลข 3 Sandy Stuvik (แซนดี้ สตูวิค) จาก Aurora Ford Thailand Racing”

    สำหรับโปรแกรมการแข่งขัน TSS The Super Series by B-Quik 2025 คือ ความดุเดือดของเกมส์ดวลความเร็ว 60 นาทีจาก4 รุ่น Class Supercar เริ่มด้วยรุ่น TSS Supercar GTC “เรซที่ 7” กับ “หมายเลข 88 Damien Hamilton (เดเมียน แฮมิลตัน) จาก SPEED FACTORY-FORD-MILLERS” ผู้นำในรุ่น ที่โชว์ฟอร์มนำม้วนเดียวจบ รับแชมป์ไปครอง ก่อน “อกหัก” ใน “เรซที่ 8” และยกชัยชนะให้ “หมายเลข 9 Toyota Gazoo Racing Thailand โดย อัครพงศ์ อัคนีนิโรธ และ กฤษฏิ์ วสุรัตน์” หนึ่งเดียวในรุ่นไปครอง

    TSS Supercar GT4  มากับสถานการณ์ ซึ่งพลิกผันตั้งแต่นาทีแรกทั้ง 2 เรซ โดยใน “เรซที่ 9” “หมายเลข 1 AAS Motorsport โดย คมิก กรรณสูต และ กันตธีร์ กุศิริ” โชว์ฟอร์มดี วิเคราะห์เกมส์ขาด จนสามารถเก็บแชมป์ไปครองได้สำเร็จ แต่ทางด้าน “เรซที่ 10” ต้องยอมรับความพยายามของ “หมายเลข 39 Wing Hin Motorsports โดย Naquib Azlan (นาควิบ อัซลัน) และ Mitchell Cheah Min Jie (มิทเชล เชีย มิน จาย)” ซึ่งสู้ถึงนาทีสุดท้าย จนสามารถเก็บชัยชนะไปครองอย่างสมศักศรีดิ์

    สุดท้าย 2 รุ่นใหญ่ TSS Supercar GTM ถือได้ว่าเป็นเวทีเปิดตัวการกลับมาอันยอดเยี่ยมของ “หมายเลข 88 CRE RACING โดย Craig Corliss (เคร็ก คอร์ลิส) และ Jaylyn  Robotham (เจย์ลิน โรโบธาม)” อย่างแท้จริง ด้วยฐานะผู้นำของรุ่น ที่ออกสตาร์ทนำแบบม้วนเดียวจบ รับถ้วยแชมป์ไปครองทั้ง “เรซที่ 9” และ “เรซที่ 10” อย่างภาคภูมิใจ

    ขณะที่รุ่น TSS Supercar GT3 “หมายเลข 18 AAS Motorsport โดย วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ และ Laurin Heinrich (เลาริน ไฮน์ริช)” ปิดฉากฤดูกาลด้วยการสตาร์ทจากโพล โพสิชั่น ซิ่งม้วนเดียบจบ คว้าแชมป์ “เรซที่ 9” ไปได้โดยไร้ข้อผิดพลาด และสมศักศรีดิ์ เช่นเดียวกับผลงานของ “หมายเลข 12 Singha Motorsport Team Thailand โดย ปิติ ภิรมย์ภักดี และ กันตศักดิ์ กุศิริ” ใน “เรซที่ 10” ซึ่ง ออกสตาร์ทจากโพล โพสิชั่น ซิ่งม้วนเดียบจบเช่นกัน และคว้าแชมป์ “เรซที่ 10” ไปได้ยิ่งใหญ่ สมฐานะศึกปิดฤดูกาล

    สำหรับโปรแกรมการแข่งขัน B-Quik Thailand Super Series และ TSS The Super Series by B-Quik 2025 ซึ่งปิดฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทาง บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด ผู้จัดการแข่งขันกีฬารถยนต์ทางเรียบระดับนานาชาติ ต้องขอขอบคุณการตอบรับอย่างมากมาย ทั้งจากนักแข่ง และทีมแข่ง ในทุกรุ่นการแข่งขันที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

     

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกๆ การติดตาม และการสนับสนุนจากแฟนมอเตอร์สปอร์ต และแฟนรายการ B-Quik Thailand Super Series และ TSS The Super Series by B-Quik ซึ่งเปรียบเสมือน “กำลังใจ” ให้ บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด ในฐานะ “ผู้จัด” ให้ก้าวต่อไปเพื่อผลักดัน และพัฒนายกระดับมาตรฐาน “การจัดการแข่งขัน” ในฤดูกาลต่อๆ ไปให้ดียิ่งขึ้น

    และจนกว่าจะพบกันใหม่ แฟนรายการที่พลาดรับชมความมันส์ ความดุเดือด ตลอดฤดูกาลของการแข่งขัน B-Quik Thailand Super Series และ TSS The Super Series by B-Quik 2025 สามารถรับชมย้อนหลัง รวมถึงข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้จากหลากหลายช่องทาง อาทิ Facebook Fanpage : Thailand Super Series, www.thailandsuperseries.net, และ Youtube : Thailand Super Series


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • กลุ่มธนบุรี ผนึก GEELY จัดประชุมผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ชูแผนเปิดตัว GEELY EX2 พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย

    1 Min Read

    กลุ่มธนบุรี ผนึก GEELY จัดประชุมผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ชูแผนเปิดตัว GEELY EX2 พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย

    กลุ่มธนบุรี ภายใต้ชื่อ บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดงาน GEELY Dealer Conference ภายใต้แนวคิด ‘Ignite the Future’ จุดประกายอนาคตแห่งการขับเคลื่อนใหม่ของ GEELY ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต เผยทิศทางแบรนด์และกลยุทธ์การตลาดแก่พันธมิตรและผู้จำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมผนึกกำลังวางแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ GEELY EX2 ที่เตรียมประกาศราคาครั้งแรกใน Motor Expo 2025 งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ มุ่งขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์สู่เซกเมนต์ใหม่ ควบคู่การยกระดับบริการหลังการขายด้วยประสบการณ์ 85 ปีของกลุ่มธนบุรี เพื่อเสริมศักยภาพเครือข่ายผู้จำหน่ายและสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่ลูกค้าชาวไทยในทุกมิติ

    นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด เผยว่า “ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของไทยจากการเข้ามาของหลากหลายแบรนด์ใหม่ สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าตลาดยังคงมีศักยภาพการเติบโตสูง และนี่คือโอกาสที่ GEELY จะเข้ามาสร้างจุดยืนที่ชัดเจนได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จของ GEELY EX5 นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจองและการส่งมอบที่เป็นไปตามแผน คือหนึ่งในข้อพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวไทย และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์ผลิตภัณฑ์พร้อมมอบทางเลือกใหม่ตอบโจทย์หลากหลายเซกเมนต์มากขึ้น เราจึงเตรียมเปิดตัว GEELY EX2 รุ่นพวงมาลัยขวาครั้งแรกในโลก ในช่วงปลายปี 2568 นี้ ขณะเดียวกัน เรายังวางรากฐานระยะยาวผ่านแผนขยายโชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 40 แห่งภายในปีนี้ โดยมุ่งยึดมาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ รวมถึงเตรียมเปิดตัวโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทยเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการบริการที่สร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างแก่ลูกค้าไทย โดยมุ่งเป้าสร้างการเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรและผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค”

    ภายในงานฯ บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการประกาศนโยบายและแผนกลยุทธ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยชูจุดเด่นและสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านคุณภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทย โดยทางบริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า GEELY รุ่นใหม่เข้าตลาดประเทศไทยอย่างน้อย 1 รุ่นในทุกๆ ปี เสริมความแข็งแกร่งด้วยแผนการขายและการตลาด 360 องศา ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย ผ่านแผนการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีโชว์รูมและศูนย์บริการที่เปิดดำเนินการแล้ว 26 แห่ง โดยมุ่งเน้นการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในทุกมิติ การผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ร่วม 85 ปีของกลุ่มธนบุรี เข้ากับศักยภาพของ GEELY ในฐานะผู้นำยนตรกรรมระดับโลกนี้จะช่วยผลักดันให้ GEELY ก้าวขึ้นสู่แถวหน้าในตลาดอีวีไทยได้อย่างมั่นคง

     

    มร. แดเนียล ต่ง ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท จีลี่ ออโต้ อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น กล่าวเสริมว่า “GEELY มองว่าประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านนโยบายจากภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า และความพร้อมของผู้บริโภคที่เปิดรับนวัตกรรมใหม่อย่างเต็มที่ ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการขับเคลื่อนยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคนี้ การเปิดตัว GEELY EX2 ในประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่า GEELY พร้อมสนับสนุนพันธมิตรอย่าง ธนบุรีนอยสเติร์น อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน”

    ทั้งนี้ GEELY EX2 ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ GEELY Star Wish ยนตรกรรมไฟฟ้าแฮทช์แบ็กขนาดกะทัดรัดที่พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดรถไฟฟ้าขนาดเล็กของประเทศไทย โดดเด่นด้วยดีไซน์โค้งมนอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต และยังครบครันด้วยระบบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งมีกำหนดประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ที่จะถึงนี้ โดยธนบุรีนอยสเติร์นเชื่อมั่นว่า GEELY EX2 จะเป็นอีกหนึ่งรุ่นสำคัญในการขยายฐานลูกค้าในประเทศไทยสำหรับ GEELY ในอนาคต

     

    สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์  www.thonburineustern.com และ เฟสบุ๊ค Geely Thonburi Thailand


    No Comment
  • ทำความรู้จักกับ “Jack Wey” ผู้นำด้านยานยนต์ระดับโลก และผู้ก่อตั้งแบรนด์ GWM WEY

    1 Min Read

    ทำความรู้จักกับ “Jack Wey” ผู้นำด้านยานยนต์ระดับโลก และผู้ก่อตั้งแบรนด์ GWM WEY

    GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ภายใต้แนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางการเติบโตของ GWM ในฐานะแบรนด์ระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน นวัตกรรม และเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ ภายใต้การนำของ แจ็ค เวย์ (Jack Wey) ประธานและผู้ก่อตั้ง GWM ผู้ผลักดันให้แบรนด์จีนก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง

    จากชายหนุ่มชาวเป่าติ้ง สู่ผู้นำวงการยานยนต์จีน

    • แจ็ค เวย์ เกิดเมื่อปี 1964 ที่เมืองเป่าติ้ง มณฑลเหอเป่ย์ ประเทศจีน เติบโตในครอบครัวที่มีพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม ก่อนเริ่มต้นเส้นทางชีวิตจากการทำงานในโรงงานพรม และโรงงานปั๊มน้ำ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจระบบการผลิตอย่างลึกซึ้ง
    • แจ็ค เวย์ ได้รับรถคันแรกในชีวิตจากบิดา ในวันเกิดครบรอบ 20 ปีของเขาในปี 1984 ซึ่งเป็นรถลาดามือสองที่นำเข้าจากสหภาพโซเวียต ตั้งแต่เด็ก เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นนักแข่งรถ ด้วยรถลาดาคันนั้น เขาได้เรียนรู้เทคนิคการดริฟท์และเริ่มแสดงความสามารถให้ประจักษ์ในบ้านเกิดของเขาที่เมืองเป่าติ้ง ทักษะการขับขี่ของเขาทำให้ได้รับฉายาว่า “The Car God of Baoding” หรือ “เทพแห่งรถ เมืองเป่าติ้ง”
    • ในปี 1990 ขณะมีอายุเพียง 26 ปี เขาเข้ามาบริหารกิจการ Great Wall Automobile Industry Company ซึ่งในขณะนั้นมีพนักงานเพียง 60 คน และบริษัทกำลังเผชิญภาวะขาดทุน แต่ด้วยความมุ่งมั่นรวมถึงวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง เขาได้พลิกฟื้นองค์กรให้กลับมาทำกำไรได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
    • ในปี 1996 เริ่มผลิตรถกระบะรุ่น Deer เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นทางการ ก่อนจะก่อตั้ง Great Wall Group Co., Ltd. ในปี 1998 พร้อมประกาศปรัชญาองค์กรที่กลายเป็นหัวใจของ GWM ว่า “Improving little by little every day.” (พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมั่นคงในทุก ๆ วัน)

    จุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจในประเทศไทย

    จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตเกิดขึ้นราวปี 1995 เมื่อ แจ็ค เวย์ เดินทางมาประเทศไทย และได้เห็นว่ารถกระบะคือหัวใจของวิถีชีวิตคนไทย รถหนึ่งคันสามารถใช้ได้ทั้งบรรทุกสินค้า ทำธุรกิจ หรือเป็นพาหนะของครอบครัว ภาพนั้นได้จุดประกายความคิดให้เขากลับไปพัฒนารถกระบะที่ “แข็งแรง สมบุกสมบัน และใช้งานได้จริง” สำหรับคนจีน แรงบันดาลใจจากประเทศไทยจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Great Wall Deer รถกระบะรุ่นแรกของ GWM ที่เปิดตัวในปี 1998 และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม กลายเป็นรถกระบะยอดนิยมในประเทศจีน และเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ชื่อของ GWM เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

     

    การเติบโตสู่เวทีโลก

    • หลังจากความสำเร็จของ Deer, แจ็ค เวย์ ได้ต่อยอดด้วยการเปิดตัวแบรนด์ HAVAL SUV ในปี 2002 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและได้รับรางวัลด้านความปลอดภัยจาก Euro NCAP ระดับ 4 ดาว ปี 2003 GWM เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (H-share) ตามด้วยตลาดหุ้นจีน (A-share) ในปี 2011
    • ในปี 2011 บริษัทได้เปิดตัวรถ SUV รุ่นเรือธงคือ HAVAL H6 ซึ่งมีดีไซน์สวยงามและสมรรถนะสูง สามารถครองใจตลาดจีนได้ทันที จนกลายเป็นรถ SUV ขายดีอันดับหนึ่งของจีนติดต่อกันถึง 108 เดือน จากความสำเร็จนี้ แบรนด์ HAVAL ได้แยกตัวออกมาเป็นอิสระอย่างเต็มรูปแบบในปี 2013 และยังคงขยายการเติบโตในตลาดโลกอย่างต่อเนื่องด้วยรุ่น H7 และ F Series รวมถึงการสร้างพันธมิตรทางเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์กับ BMW Group
    • ภายในปี 2019 GWM มียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 5 ล้านคัน และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถ SUV และกระบะที่ใหญ่ที่สุดของจีน ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 70,000 คน โรงงานผลิตครบวงจร 13 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนาในกว่า 10 เมือง 7 ประเทศ
    • ณ เดือนมกราคม 2025 GWM ขยายเครือข่ายครอบคลุมกว่า 170 ประเทศ​ 400 เมือง และ 700 โชว์รูมทั่วโลก พร้อมยอดขายสะสมของแบรนด์ WEY กว่า 600,000 คันทั่วโลก ล่าสุดในเดือนตุลาคม 2025 GWM WEY ทำยอดขายได้ถึง 12,699 คัน โดยเฉพาะในกลุ่มรถ MPV ที่ทำยอดขายได้มากกว่า 10,000 คัน จนกลายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในกลุ่มรถ MPV ของประเทศจีน

    WEY – แบรนด์ลักชัวรี่ที่สะท้อนชื่อผู้ก่อตั้ง

    แบรนด์ WEY (เวย์) ถือกำเนิดขึ้นในปี 2018 และตั้งชื่อตามนามสกุลของผู้ก่อตั้ง “Wey” ซึ่งทำให้ WEY กลายเป็น แบรนด์ยานยนต์จีนระดับหรูแบรนด์แรก และเป็นแบรนดแรกที่ใช้ชื่อของผู้ก่อตั้งเป็นชื่อแบรนด์ สะท้อนถึง “เกียรติยศ ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่น” ของ แจ็ค เวย์ ที่มีต่อคุณภาพและนวัตกรรมของยานยนต์จีน ตั้งแต่เริ่มต้น WEY ยึดพันธกิจ “Making Luxury Accessible” หรือ “ทำให้ความหรูหราเข้าถึงได้” โดย GWM ได้รวบรวมทีมวิจัยและพัฒนากว่า 1,600 คนทั่วโลก ใช้เวลาถึง 4 ปีเต็ม เพื่อสร้างแบรนด์นี้ขึ้นอย่างพิถีพิถัน มุ่งสู่ตลาดรถยนต์พรีเมียมระดับกลางถึงสูง และเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการ “ท้าทายการผูกขาดของแบรนด์ต่างชาติในตลาด SUV หรู” แจ็ค เวย์ เคยกล่าวอย่างภาคภูมิว่า “This is brand I’ve staked my surname on.” (นี่คือแบรนด์ที่ผมเดิมพันด้วยนามสกุลของผมเอง) และอีกประโยคที่เป็นตำนานของเขา “I will defend the brand’s honor like I defend that of my family.” (ผมจะปกป้องเกียรติของแบรนด์ เหมือนที่ผมปกป้องเกียรติของครอบครัว)

    แรงบันดาลใจของโลโก้

    โลโก้ของ GWM WEY ได้แรงบันดาลใจจาก “เสาธง” หน้าคฤหาสน์ผู้ว่าราชการมณฑลจื้อหลี่ (Zhili Governor’s Mansion) ในเมืองเป่าติ้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์กว่า 300 ปี สื่อถึงความมั่นคง ความเป็นผู้นำ และรากฐานที่แข็งแรงของแบรนด์ คำว่า “POATING” ใต้สัญลักษณ์ คือชื่อภาษาอังกฤษของเมืองเป่าติ้ง อันเป็นบ้านเกิดของ แจ็ค เวย์ และสำนักงานใหญ่ของ GWM ดีไซน์ของโลโก้มีความเรียบหรู ทันสมัย และสื่อถึงความจริงใจของแบรนด์ เป็นการผสมผสานระหว่างความสง่างามแบบสากล และความภาคภูมิใจในรากเหง้าของจีน


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • เบนท์ลีย์ แบงค็อก อัดยาแรง ‘Final Extraordinary Offers’ ดีลเด็ดรถสต็อกมูลค่าสูง รับตลาดคึกคักส่งท้ายปี พร้อมเผยรับรถปีนี้ราคาดีที่สุด ก่อนปรับราคารับภาษีใหม่ ’69

    1 Min Read

    เบนท์ลีย์ แบงค็อก อัดยาแรง ‘Final Extraordinary Offers’ ดีลเด็ดรถสต็อกมูลค่าสูง รับตลาดคึกคักส่งท้ายปี พร้อมเผยรับรถปีนี้ราคาดีที่สุด ก่อนปรับราคารับภาษีใหม่ ’69

    เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดดีล ‘Final Extraordinary Offers’ ส่งท้ายปี ข้อเสนอพิเศษมูลค่าสูงสำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์พร้อมส่งมอบ เผยโครงสร้างภาษีใหม่ปี 2569 มีผลต่อราคาขายปลีกรถยนต์เบนท์ลีย์ที่จะปรับสูงขึ้นในปีหน้า แนะผู้ที่กำลังตัดสินใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์ควรพิจารณารับรถยนต์ภายในปีนี้ พร้อมรับราคาที่ดีที่สุดและข้อเสนอพิเศษเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเดิม

    เบนท์ลีย์ แบงค็อก เผยว่านโยบายจากภาครัฐในเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ปี 2569 ในรถยนต์กลุ่มที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ขนาดความจุกระบอกสูบ 3,000 ซีซี ขึ้นไป จะส่งผลต่อราคาขายปลีกของรถยนต์เบนท์ลีย์ โดยอัตราโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และจะมีผลทำให้ราคารถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น Bentayga แบบเครื่องยนต์ไฮบริด (PHEV) มีการปรับราคาขายสูงขึ้นเฉลี่ย 8-10% ในปีหน้า ดังนั้น ในปี 2568 นี้ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น Bentayga Hybrid เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเดิมกับราคาที่ดีที่สุดพร้อมทั้งรับข้อเสนอพิเศษ โดยลูกค้าที่ทำการจองและออกรถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น Bentayga Hybrid ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะยังคงได้รับราคาเดิมจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตปัจจุบัน อีกทั้ง บริษัทฯ ยังจัดทำ ‘Final Extraordinary Offers’ ข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษมูลค่าสูงที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อนส่งท้ายปีสำหรับผู้ที่สั่งจองรถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น Bentayga Hybrid พร้อมส่งมอบภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นการตอบรับกระแสความต้องการในตลาดรถยนต์ระดับอัลตราลักชูรีช่วงสิ้นปีก่อนการมีผลบังคับใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ในปีหน้า

    เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด พร้อมส่งมอบรถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น Bentayga Hybrid ทันทีกับสต็อกเฉดสีและออปชันที่ครบครันและครอบคลุมทุกความต้องการกับราคาที่ดีที่สุด เริ่มต้นที่ 14.6 ล้านบาท พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ ‘Final Extraordinary Offers’ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์เป็นเรื่องง่าย และเหนือกว่าด้วยเอกสิทธิ์การบริการหลังการขายมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตกับการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดที่ ‘นานที่สุด’ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันโดยโรงงานและบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีเต็ม พร้อมสิทธิ์การต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต สูงสุด 4 ปี เอกสิทธิ์เฉพาะเมื่อเลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์กับผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น

     

    สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองเวลาทดลองขับได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment