• ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ สนับสนุนศึกบาสเกตบอลเยาวชน Junior Baller League 2026 มอบ FAZZIO Hybrid Lite แก่ดาวรุ่งผู้คว้าตำแหน่ง Top Scorer ประจำทัวร์นาเมนต์

    1 Min Read

    ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ สนับสนุนศึกบาสเกตบอลเยาวชน Junior Baller League 2026 มอบ FAZZIO Hybrid Lite แก่ดาวรุ่งผู้คว้าตำแหน่ง Top Scorer ประจำทัวร์นาเมนต์

    นางสาวอัญชลี ศรีพิทักษ์ ผู้จัดการกลุ่มงานบริหารตราสินค้า ประชาสัมพันธ์ และลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด มอบรถจักรยานยนต์ YAMAHA FAZZIO Hybrid Lite มูลค่า 49,900 บาท ให้แก่ ด.ช.เฌ เฌ สุรคุปต์ จากทีม Rhino Chargers นักกีฬาบาสเกตบอลเยาวชนผู้ทำคะแนนสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์ (Top Scorer) ในการแข่งขัน Junior Baller League 2026

    ในครั้งนี้ YAMAHA FAZZIO Hybrid Lite ร่วมส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษภายใต้คอนเซปต์ “Feel The Unique Experience” ผ่านกีฬาบาสเกตบอล พร้อมร่วมส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชน New Generation ให้ได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะผ่านการแข่งขันในรูปแบบลีกมาตรฐาน โดยยามาฮ่าให้การสนับสนุนการแข่งขันเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมมอบรางวัลพิเศษ รถจักรยานยนต์ YAMAHA FAZZIO Hybrid Lite มูลค่า 49,900 บาท ให้แก่ผู้ทำคะแนนสูงสุดประจำการแข่งขัน รวมมูลค่าการสนับสนุนทั้งสิ้น 149,900 บาท

    สำหรับการแข่งขันบาสเกตบอล Junior Baller League 2026 รุ่น JV อายุ 10 – 11 ปี จัดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างและพัฒนาเส้นทางของนักบาสเกตบอลเยาวชน สู่การก้าวเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลระดับอาชีพในอนาคต ผ่านการแข่งขันในรูปแบบลีกมาตรฐานสากลตลอดระยะเวลา 6 เดือน โดยผลการแข่งขันในฤดูกาลนี้ ทีม Midnight Mambas สามารถคว้าแชมป์ประจำปีไปครองได้สำเร็จ

    ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลรถจักรยานยนต์ YAMAHA FAZZIO Hybrid Lite ให้แก่นักกีฬาเยาวชนผู้คว้าตำแหน่ง Top Scorer ประจำการแข่งขัน Junior Baller League 2026 จัดขึ้น ณ โรงเรียนเด่นหล้า บริติช สคูล เมื่อเร็วๆ นี้

    #Yamaha #ยามาฮ่า #Fazzio #NewStyleMyGeneration #JBLeague #JuniosBallers


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ไทยฮอนด้า รวมพลังเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ถ่ายทอดทิศทางและกลยุทธ์ มุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกมิติ

    1 Min Read

    ไทยฮอนด้า รวมพลังเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ถ่ายทอดทิศทางและกลยุทธ์ มุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกมิติ

    บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด จัดงาน Thai Honda Midyear Meeting 2026 งานประชุมผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ประจำกลางปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Move Up to Future Ahead” เพื่อสื่อสารวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความพร้อมในการเติบโตร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่าย โดยมี มร.มาซายูกิ ฮามามัตสึ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ร่วมด้วยคณะผู้บริหาร กล่าวต้อนรับ และขอบคุณผู้จำหน่ายสำหรับความทุ่มเทและความร่วมมือในการส่งมอบสินค้าและบริการคุณภาพให้แก่ลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอด พร้อมทั้งได้ร่วมแบ่งปันทิศทางการดำเนินธุรกิจ กลยุทธ์สำคัญ และแนวทางการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริการ และเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อเป้าหมายในการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนร่วมกัน

    มร.มาซายูกิ ฮามามัตสึ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “พวกเราขอขอบคุณผู้จำหน่ายทุกท่านที่ทุ่มเทและร่วมขับเคลื่อนธุรกิจไปกับไทยฮอนด้ามาโดยตลอด ความสำเร็จและความเป็นผู้นำในตลาดของเราในวันนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกคน ไทยฮอนด้าจะเดินหน้าสนับสนุนผู้จำหน่ายอย่างเต็มที่ ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด การยกระดับมาตรฐานโชว์รูมและศูนย์บริการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตลอดจนการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เพื่อให้เราสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง และพร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

    ภายในงาน คณะผู้บริหารของไทยฮอนด้าได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และกลยุทธ์สำคัญสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกช่วงของการเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตั้งแต่การเลือกซื้อ การใช้งาน การเข้ารับบริการ ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย ภายใต้แนวคิด Customer Journey เพื่อสร้างความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น และความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว โดยกลยุทธ์หลักทั้ง 4 ข้อ ที่ไทยฮอนด้าและเครือข่ายผู้จำหน่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่

     

    1. ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

    ไทยฮอนด้าจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายในทุกเซ็กเมนต์ ทั้งรถจักรยานยนต์เอ.ที. รถครอบครัว รถสปอร์ต ตลอดจนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่าง Honda UC3 ที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของฮอนด้า

    1. ยกระดับ Honda Wing Center สู่มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

    ไทยฮอนด้าเดินหน้ายกระดับเครือข่าย Honda Wing Center ภายใต้แนวคิด “Simple & Elegance” โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกจุดสัมผัส ผ่านการพัฒนาพื้นที่จัดแสดงสินค้า พื้นที่รับรองลูกค้า และศูนย์บริการให้มีความทันสมัยและได้มาตรฐาน พร้อมตั้งเป้าเปลี่ยนป้ายร้านรูปแบบใหม่ให้ครบ 100% ภายในปี 2026 และปรับโฉม Honda Wing Center ให้ครบ 915 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2028 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าลูกค้าฮอนด้าจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอจากเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

    1. พัฒนาศักยภาพบุคลากร สร้างเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่ง

    การพัฒนาบุคลากรถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ไทยฮอนด้าจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของบุคลากรในเครือข่ายผู้จำหน่าย ผ่านหลักสูตรอบรมด้านผลิตภัณฑ์ การขาย และการจัดการงานบริการเชิงรุก เพื่อให้พนักงานสามารถส่งมอบคำแนะนำและการดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนแนวคิด และแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างผู้จำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ผู้จำหน่ายร่วมสื่อสารแบรนด์ผ่านคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยภายในงานยังได้มีการมอบรางวัลแก่ผู้จำหน่ายที่มีผลงานโดดเด่นจาก TikTok Challenge ทั้ง 2 กิจกรรม ได้แก่ My Honda Moto TikTok Challenge และ Honda UC3 The Urban First Movers Contest เพื่อขอบคุณผู้จำหน่ายที่ร่วมสร้างสีสันและถ่ายทอดภาพลักษณ์ของแบรนด์สู่ผู้บริโภคผ่านคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์

    1. ร่วมสร้างสังคมแห่งความปลอดภัยไปพร้อมกับผู้จำหน่าย

    ไทยฮอนด้าเชื่อว่าบทบาทของผู้จำหน่ายไม่ได้มีเพียงการส่งมอบรถจักรยานยนต์และบริการที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการร่วมสร้างสังคมแห่งการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย บริษัทฯ จึงเดินหน้าส่งเสริมให้ผู้จำหน่ายมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดกิจกรรม Safety for Kids การสนับสนุนโครงการ “สพฐ. – ไทยฮอนด้า ปลุกพลังฝัน สร้างถนนปลอดภัย (Dream for Safer Roads)” ตลอดจนกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้กับคนไทยทุกเพศทุกวัย และร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

     

    การประชุมผู้จำหน่ายในครั้งนี้ ตอกย้ำความเชื่อมั่นของไทยฮอนด้าว่า ผู้จำหน่ายคือพันธมิตรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยไทยฮอนด้าจะเดินหน้าสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง และสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคชาวไทยอยู่เสมอ

     

    สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    เว็บไซต์ : https://www.thaihonda.co.th/honda/
    เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand/
    อินสตาแกรม: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
    TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
    YouTube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA

    #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand​ #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • YAMAHA NMAX MAD MAX YECVT DRAG & GYMKHANA CHALLENGE RACE 2 เปิดศึกดวลเดือด! รวมพลวัยรุ่นชามไฟฟ้า ล่าตำแหน่ง KING OF MAX ชิงเงินรางวัล และตั๋วสู่ THE MAXPERIENCE TRIP ไทย – ลาว – เวียดนาม

    1 Min Read

    YAMAHA NMAX MAD MAX YECVT DRAG & GYMKHANA CHALLENGE RACE 2 เปิดศึกดวลเดือด! รวมพลวัยรุ่นชามไฟฟ้า ล่าตำแหน่ง KING OF MAX ชิงเงินรางวัล และตั๋วสู่ THE MAXPERIENCE TRIP ไทย – ลาว – เวียดนาม

    ความมันส์ของเหล่าวัยรุ่นชามไฟฟ้ากำลังกลับมาระเบิดอีกครั้ง กับการแข่งขันที่รวมทั้งความเร็ว ทักษะ และศักดิ์ศรีของนักบิดไว้ในสนามเดียว เมื่อยามาฮ่าเตรียมเปิดสนามที่ 2 ของการแข่งขัน YAMAHA NMAX MAD MAX YECVT DRAG & GYMKHANA CHALLENGE ชวนเหล่าไบค์เกอร์จากทุกค่าย ทุกรุ่น มาร่วมท้าทายขีดจำกัดและพิสูจน์ฝีมือ เพื่อค้นหาผู้ที่คู่ควรกับการเป็น KING OF MAX ตัวจริง พร้อมพบกับศิลปินแรพเปอร์ชื่อดัง

    เตรียมปักหมุดความมันส์กันได้ในวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569 ณ ตลาดอินดี้ บางขุนเทียน ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป กับสนามแข่งขันสุดเร้าใจที่เปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมรวมพลคอมมูนิตี้สายสองล้อจากทั่วสารทิศมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความมันส์แบบเต็มพิกัด

    ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่การแข่งขัน NMAX DRAG & GYMKHANA RACE 2 ที่เปิดโอกาสให้เหล่านักบิดได้ท้าทายสมรรถนะของ YAMAHA NMAX พร้อมเทคโนโลยี YECVT หรือ “ชามไฟฟ้า” ผ่านการแข่งขันแบบจับเวลาในสนามจริง สะสมคะแนนเพื่อก้าวสู่รอบชิงชนะเลิศ และลุ้นคว้ารางวัล รวมมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท

    นอกจากเงินรางวัลและเกียรติยศแห่งชัยชนะแล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังมีโอกาสคว้าสิทธิ์ร่วม ทริป THE MAXPERIENCE TRIP ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่พร้อมพาผู้ร่วมทริปออกเดินทางด้วย Yamaha NMAX บนเส้นทางสไตล์ยูโรเปียนอันสวยงาม ผ่านเส้นทาง 3 ประเทศ ไทย – ลาว – เวียดนาม สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียมในแบบฉบับชาว MAX ตัวจริง

    สำหรับสายท้าดวงยามาฮ่ายังจัดกิจกรรม 155 LUCKY HUNTER ให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ลุ้นรับเหรียญรางวัลสุดพิเศษ เพียงทำเวลาการแข่งขันให้มีเลข 1-5-5 ตามเงื่อนไข พร้อมมีสิทธิ์ลุ้นร่วมทริป THE MAXPERIENCE TRIP เช่นกัน

    ภายในงานยังเต็มไปด้วยกิจกรรมสุดมันส์อย่าง MAX MISSION ภารกิจสะสมแต้มผ่าน Passport เพื่อรับของรางวัลสุดพิเศษภายในงาน และสะสมครบทั้ง 4 สนาม ยังมีสิทธิ์ลุ้นร่วมทริป THE MAXPERIENCE TRIP อีกด้วย

    ฝั่งนักบิดที่กำลังมองหา YAMAHA NMAX คันใหม่ ห้ามพลาดกับ BOOSTER PROMOTION พบกับ อินฟลูเอ็นเซอร์สาย LIVE สุด MAX  ดีเจภูมิ และ อูม ปันสุข ที่จะมา LIVE สดที่งาน พร้อมมอบโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับผู้ที่จองหรือออกรถ YAMAHA NMAX ภายในงาน รับ Gift Voucher และของแถมรวมมูลค่าสูงสุด 100,000 บาท พร้อมสิทธิ์ลุ้นร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ THE MAXPERIENCE TRIP อีกด้วย

    พิเศษสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้า จะได้รับสิทธิ์ NMAX PREMIUM ก่อนใคร ทั้งผ้าบัฟ NMAX MAD MAX, สติกเกอร์สะสมประจำสนาม 2, คูปองอาหาร, Welcome Drink, Passport สำหรับร่วมกิจกรรม และพื้นที่จอดรถพิเศษภายในงาน

    ความเดือดในสนามยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะยามาฮ่าจัดเต็มความบันเทิงคอนเสิร์ตจาก F.HERO และ Z9 & DIE OUT ที่พร้อมขึ้นเวทีมอบความมันส์แบบเต็ม MAX ให้กับแฟนๆ ตลอดวันตลอดคืน

    ไม่ว่าคุณจะเป็นสายซิ่ง สายแต่ง สายท่องเที่ยว หรือเป็นหนึ่งใน วัยรุ่นชามไฟฟ้า ที่อยากพิสูจน์ฝีมือของตัวเอง ถึงเวลาลงสนามให้ทุกคนได้เห็นว่าใครคือผู้ครองบัลลังก์ KING OF MAX YAMAHA NMAX MAD MAX YECVT DRAG & GYMKHANA CHALLENGE RACE 2 วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569 ปักหมุดที่ ตลาดอินดี้ บางขุนเทียน ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป เข้าชมฟรี! ไม่จำกัดค่าย ไม่จำกัดรุ่น แล้วมาวัดกันให้รู้…ใครคือ KING OF MAX ตัวจริง!

    ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าได้ที่ www.yamaha-motor.co.th และ Facebook : Yamaha Society Thailand พร้อมรับข่าวสาร สิทธิพิเศษ และร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟผ่าน LINE Official Account Yamaha Society TH โดยค้นหา @yamahasociety และกดเพิ่มเพื่อน หรือสมัครได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน LINE เพื่อไม่พลาดทุกกิจกรรมพิเศษจากยามาฮ่า

    #NMAXDragAndGymkhana #YamahaNMAX #YECVTชามไฟฟ้า #FeelTheUniqueExperience #ยามาฮ่าเร่งชีวิตให้เร้าใจ #Yamaha #RevsYourHeart #YamahaSocietyThailand

     

    สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่นี่


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • “มะมาย-ปองคุณ” ควง “เสือเขียน” ฉายแววสุดเด่น ไล่แซงคว้ารองแชมป์ ท่ามกลางนักบิดดาวรุ่งจากเอเชีย-แปซิฟิก ศึก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ สนาม 3 ที่บุรีรัมย์

    1 Min Read

    “มะมาย-ปองคุณ” ควง “เสือเขียน” ฉายแววสุดเด่น ไล่แซงคว้ารองแชมป์ ท่ามกลางนักบิดดาวรุ่งจากเอเชีย-แปซิฟิก ศึก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ สนาม 3 ที่บุรีรัมย์

    “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” มุ่งมั่นผลักดันพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมให้กับนักบิดดาวรุ่งไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นนักแข่งอาชีพ ในรายการ อิเดมิตสึ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ ซึ่งดำเนินมาถึงสนามที่ 3 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต โดยมี Mr. Koichi Mizuno ประธาน Race Committee จาก HRC เข้าชมการแข่งขันถึงขอบสนาม เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม – 2 สิงหาคมที่ผ่านมา

    สำหรับในฤดูกาล 2026 นักบิดดาวรุ่งไทยจะได้ลงสนามวัดฝีมือกับนักบิดดาวรุ่งโซนเอเชีย-แปซิฟิกจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และออสเตรเลีย เพื่อเป็นการให้นักบิดไทยได้เรียนรู้เทคนิคและมีโอกาสพัฒนาฝีมืออย่างเต็มที่ในสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เข้มข้นที่สุด

    การแข่งขันเรซแรกสู้กันอย่างดุเดือด “มะมาย” ปองคุณ เอี่ยมน้อย เจ้าของรถ Honda NSF250R หมายเลข 6 เป็นนักบิดไทยที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแม้จะต้องพบกับสถานการณ์สุดยากลำบากในช่วงแรกที่อันดับตกลงมาจากกริดสตาร์ตลำดับที่ 3 สู่อันดับที่ 12 ก่อนที่จะไล่แซงจนคว้ารองแชมป์มาครอง ด้านเรซที่ 2 “เขียน” เสือเขียน มีเดช บิดรถ Honda NSF250R หมายเลข 12 สร้างผลงานเด่นอีกครั้ง ยกระดับความเร็วพุ่งทะยานจากกริดสตาร์ตลำดับที่ 6 สู่รองแชมป์ได้อย่างยอดเยี่ยม

    รายการอิเดมิตสึ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ 2026 สนามที่ 4 จะมีการแข่งขันที่สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต จังหวัดนครปฐม ระหว่างวันที่ 26-27 กันยายนนี้

    แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์: https://facebook.com/HondaRacingTeamTH

     

    #IdemitsuHondaThailandTalentCup #RaceToTheDream #IdemitsuIRG #SittipolGroup #KrungsriAuto #EESTEnergyServices #ยำยำ #Kushitani #KELA #Bridgestone #Arai #RCB #DID #NGK #โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ #StromAeroPart #SKF #HondaChemicals #H2C #HondaRacingThailand


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • Lotus รถแข่งที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเบา!

    4 Min Read

    Lotus รถแข่งที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเบา!

    นับว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่หลายๆ คน ก็น่าจะรู้กันดีว่า กว่าจะปั้นรถแข่งมาได้สักคันหนึ่งมันไม่ได้จบแค่เรื่องของกำลังเครื่องยนต์ ไม่ได้จบที่ช่วงล่าง หรือยางที่ต้องยึดเกาะพื้นได้ดี… อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความเร็ว และทุกๆ ทีมแข่งต่างก็พยายามหาจุดที่ลงตัวที่สุดแทบตาย ก็คือเรื่องของ “น้ำหนักที่ต้องเบา” สกู๊ปนี้เราก็ อยากจะหยิบเรื่องราวของแบรนด์รถยนต์ แบรนด์หนึ่งที่บ้าคลั่งในเรื่องของการ “ไล่เบา” ให้เบาที่สุดขนาดที่ว่า ยอมแลกทุกอย่าง ทั้งความสะดวกสบาย พื้นที่ใช้สอย หรือแม้กระทั่งความทนทาน นั่นก็คือแบรนด์ Lotus

    จุดเริ่มต้นความเพี้ยนของ “รถดอกบัว”

    สำหรับเรื่องราวของ Lotus เริ่มต้นจาก Colin Chapman โดยชื่อเต็มของเขาก็คือ Anthony Colin Bruce Chapman เขาเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ปี 1928 ที่เมือง Richmond ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตและโตอยู่ในบ้านเลขที่ 44 ถนน Beech Drive ใกล้ๆ กับย่าน Muswell Hill ซึ่งพ่อของเขาทำธุรกิจเปิดโรงแรมและผับชื่อ The Railway Hotel ติดๆ กับสถานีรถไฟ Hornsey

    เขาเข้าเรียนมัธยมที่ Stationers’ Company’s School ในลอนดอน จนกระทั่งในปี 1945 Chapman ในวัย 17 ปีก็เข้าเรียนต่อสาขาวิชา วิศวกรรมโครงสร้าง (Structural Engineering) และวิศวกรรมโยธา (Civil Engineering) ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง University College London (UCL) และได้เข้าร่วมหน่วยบินของมหาวิทยาลัย (University of London Air Squadron) ทำให้เขาได้เรียนรู้การขับเครื่องบิน และศึกษาทฤษฎีการออกแบบ/โครงสร้างของอากาศยาน (Aircraft Construction) ทั้งในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ และเรื่องความแข็งแรงของโครงสร้างที่น้ำหนักเบา

    ระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ Chapman ก็เริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ กับเพื่อนของเขาที่ชื่อ Colin Dare ด้วยการซื้อรถมือสองสภาพผ่านศึกมาซ่อม ปรับปรุง และดัดแปลงให้สมรรถนะที่ดีขึ้น ก่อนจะเอาไปขายต่อ แต่เมื่อรถมือสองเริ่มเยอะขึ้นจนไม่มีที่จอด Chapman กับ Dare จึงไปขอใช้พื้นที่โรงรถหลังบ้านของ Hazel Williams แฟนของ Chapman เป็นที่เก็บรถ ซึ่งในเวลาต่อมา Hazel Williams คนนี้นี่เองที่จะกลายมาเป็นภรรยา และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Lotus ในอนาคต

    หลังจากนั้นมาในช่วงปลายปี 1947 ถึงต้นปี 1948 Chapman ในวัย 19 ปีที่กำลังจะเรียนจบก็หาซื้อโครงสร้างรถ Austin Seven ปี 1930 ในราคาถูกๆ มารื้อและสร้างตัวถังใหม่จากไม้และอะลูมิเนียมเพื่อให้น้ำหนักเบาที่สุด ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ ออกมาเป็นรถแข่งไต่ทางชัน Lotus Mk I

    หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี Chapman ก็เข้ารับราชการทหารในกองทัพอากาศอังกฤษอยู่พักหนึ่งก่อนจะปลดประจำการ มาทำงานเป็นวิศวกรโยธาให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และย้ายไปอยู่บริษัท British Aluminium ซึ่งเขาควบงานประจำเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับการสร้างรถ Lotus รุ่นถัดๆ ไป (Mk2, Mk3) ในเวลาว่าง จนกระทั่งเปิดบริษัท Lotus Engineering อย่างเป็นทางการในปี 1952

    ปริศนาที่มาของชื่อแบรนด์ Lotus

    สำหรับที่มาของชื่อแบรนด์ Lotus ที่แปลว่า ดอกบัว นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความลับที่โลกยานยนต์ไม่มีโอกาสได้รู้เลย เพราะจนถึงวันที่ทั้ง Colin Chapman และคุณนาย Hazel จากโลกนี้ไป ทั้งคู่ก็ไม่เคยเปิดเผยที่มาที่แท้จริงของชื่อแบรนด์นี้เลย จนเกิด 3 ทฤษฎีหลักๆ ที่พูดถึงกันมากที่สุดตามนี้

    ทฤษฎีแรก Lotus มาจากฉายาของ Hazel ที่ Chapman ตั้งให้เธอว่า Lotus Blossom หรือ “แม่ดอกบัวน้อย” และเมื่อเขาสร้างรถแข่ง Mk I สำเร็จ เขาจึงเอาฉายาของ Hazel มาตั้งเป็นชื่อรถ ถือได้ว่าเป็นทฤษฎีที่มีน้ำหนักมากที่สุด คนใกล้ชิด และนักประวัติศาสตร์ยานยนต์ค่อนข้างปักใจเชื่อในข้อนี้มากที่สุด (ส่วนตัวก็ชอบทฤษฎีนี้อยู่เหมือนกัน โรแมนติกดี)

    ทฤษฎีที่สอง คาดกันว่ามาจากเนื้อหาวรรณกรรมกรีกโบราณเรื่อง มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ ซึ่งมีตอนที่กล่าวถึง เกาะคนกินบัว” โดยในเรื่องเล่าว่า ใครก็ตามที่ได้ลิ้มลองรสชาติของผลหรือดอกบัวบนเกาะนี้ จะเกิดอาการเคลิบเคลิ้ม มีความสุขจนลืมความทุกข์ และลืมทางกลับบ้าน ไม่อยากจากเกาะนี้ไปไหนอีกเลย สันนิษฐานว่า Chapman อาจจงใจใช้สื่อความหมายถึงรถของเขาว่า ถ้าใครได้ลองขับรถ Lotus สักครั้ง จะเสพติดความสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้น และไม่อยากกลับไปขับรถแบรนด์อื่นอีกเลย”

    ทฤษฎีที่สาม คือ นัยยะของดอกบัว เพราะในทางพฤกษศาสตร์แล้ว ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่เติบโตและโผล่พ้นขึ้นมาจากโคลนตม แต่เมื่อมันเบ่งบานกลับกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงาม สื่อถึงจุดเริ่มต้นของ Chapman ที่เริ่มสร้างรถแข่งจากโครงรถเก่าๆ ราคาถูกในโรงรถสังกะสีแคบๆ หลังบ้าน แต่สามารถพัฒนาจนกลายมาเป็นรถสปอร์ตระดับโลกที่สวยงามและชนะการแข่งขัน Formula 1

    ยุคสมัยของ Kit Car

    หลังจากที่ Colin Chapman ก่อตั้งบริษัท Lotus ขึ้นมาก็เกิดรถคันหนึ่งตามมาที่เป็นเสมือน “สะพาน” เชื่อมเขาสู่โลกธุรกิจ… นั่นคือ Lotus Mark IV (Mk4) นับได้ว่าเป็นรถรุ่นแรกหลังจากการก่อตั้งแบรนด์ก็ว่าได้โดยที่ยังคงคอนเซ็ปท์เรื่องของน้ำหนักเบาไว้เหมือนเดิม ซึ่ง Chapman เคยพูดเอาไว้ว่า

    “Adding power makes you faster on the straights. Subtracting weight makes you faster everywhere.”
    “ถ้าคุณเพิ่มแรงม้า คุณจะเร็วขึ้นในทางตรง แต่ถ้าคุณลดน้ำหนัก คุณจะเร็วขึ้นในทุกๆ ที่”

    และความสำเร็จของ Mk4 นี่เอง ที่ทำให้ชื่อของ Lotus เริ่มเตะตานักแข่งทั่วอังกฤษ

    แต่ถ้าถามว่า รถรุ่นไหนที่เป็นรากฐาน DNA ของ Lotus ยุคปัจจุบันจริงๆ? คำตอบคือ Lotus Mk6 นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของ Lotus ที่ทำขายเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว จุดเด่นที่สำคัญของ Mk6 คือการที่มันเป็นรถที่ขายในรูปแบบ Kit Car หรือ รถประกอบเอง หมายความว่าเราจ่ายเงินซื้อไปเราจะได้เพียงแค่ โครง ตัวถัง และชิ้นส่วนระบบช่วงล่าง แล้วเราก็ไปหาเครื่องยนต์กับเกียร์มาวางเอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักจะใส่เครื่องยนต์ของ Ford หรือ MG เป็นหลัก นั่นจึงทำให้สามารถเลี่ยงภาษี Purchase Tax  และอีกข้อดีคือน้ำหนักที่เบาด้วยโครงสร้าง Spaceframe ที่หนักแค่ 25 กก. เมื่อรวมกับชิ้นส่วนต่างๆ หลังประกอบเสร็จจะมีน้ำหนักเพียงแค่ราวๆ 400 กก. เท่านั้นเอง ซึ่งเบากว่ารถ Eco Car ในสมัยนี้เกินครึ่ง

    ความหมายของ Purchase Tax

    สำหรับภาษี Purchase Tax คืออะไร เราก็ต้องขอขยายความสักนิดหนึ่ง ให้เข้าใจบริบทของสังคมอังกฤษยุคนั้นก่อน ในยุคทศวรรษที่ 1950 ประเทศอังกฤษเขายังไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT แบบที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ยุคนั้นเขาใช้ภาษีที่ชื่อว่า Purchase Tax (ภาษีการจัดซื้อ) ซึ่งมันมีความ หน้าเลือด” มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

    ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ…

    VAT (Value Added Tax) ที่เราใช้กันในปัจจุบัน มันคือการเก็บภาษีจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นลำดับการผลิต” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทุกคนโดนเฉลี่ยเท่าๆ กันตามสัดส่วน

    แต่ Purchase Tax ในยุคนั้น มันคือภาษีสรรพสามิตที่เน้นเก็บจาก สินค้าฟุ่มเฟือย” โดยเฉพาะ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่สินค้าฟุ่มเฟือยระดับท็อป ซึ่งอัตราภาษีบางช่วงพุ่งสูงถึง 33% ไปจนถึง 66% ของราคารถทั้งคันเรียกได้ว่าซื้อรถหนึ่งคัน จ่ายภาษีเกือบครึ่งคัน

    แต่… กฎหมายอังกฤษยุคนั้นมันมีช่องโหว่ชิ้นโตอยู่ข้อหนึ่ง คือระบุไว้ว่า ถ้าสินค้าชิ้นนั้นขายเป็นชิ้นส่วน (Component) หรือขายเป็นชุดคิทเพื่อให้ลูกค้าไปประกอบเอง จะไม่ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำเร็จรูป และจะไม่ถูกเรียกเก็บ Purchase Tax!” ทำให้ในยุคนั้นการผลิตรถ Kit Car ออกมาขายจึงเฟื่องฟูมากนั่นเอง

    และชะตากรรมของภาษี Purchase Tax ก็ลากยาวมาจนถึง ปี 1973 เมื่อสหราชอาณาจักรตัดสินใจเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) จึงได้ทำการยกเลิกระบบภาษีนี้ไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 1973 แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบ VAT เริ่มต้นที่อัตรา 10% ในวันรุ่งขึ้นแทน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นก็ทำให้เทรนด์ของรถยนต์ Kit Car ค่อยๆ หายไปตามกาลเวลานั่นเอง

    Lotus 7 ตำนาน Kit Car ที่ยังมีลมหายใจ

    หลังจากที่ Colin Chapman ประสบความสำเร็จถล่มทลายกับการขายรถชุดคิทอย่าง Mk6 ไปแล้ว ในปี 1957 เขาก็ได้ปล่อย ทายาทสายตรงที่กลายเป็น “ไอคอน” ตลอดกาลของวงการรถยนต์ นั่นคือ Lotus 7  โดยยังคงคอนเซ็ปท์จาก Mk6 ตัวถังอลูมิเนียม น้ำหนักเบาหวิว และขายเป็น Kit Car ประกอบเองเหมือนเดิม แต่ขับดีขึ้น ขับสนุกขึ้น หน้าตาสวยขึ้น และราคาย่อมเยาขึ้น

    แต่พอเวลาผ่านไป… Lotus เริ่มเติบโตขึ้น เริ่มเบนเข็มไปทางรถสปอร์ตที่หรูหราขึ้น แพงขึ้น และมีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อไปฟัดกับ Ferrari หรือ Porsche ในตลาดโลก ทำให้ในยุค 1970s Lotus ตัดสินใจที่จะ เลิกผลิต” Lotus Seven ไปในที่สุด นั่นจึงทำให้ Caterham Cars หนึ่งในดีลเลอร์ของ Lotus ตัดสินใจขอซื้อ พิมพ์เขียว สิทธิ์ในการผลิต และเครื่องจักรทั้งหมดของ Lotus 7 มาทำต่อขายในชื่อแบรนด์ Caterham 7 จนถึงปัจจุบันทุกวันนี้นี่เองหลังจากนั้นมา Colin Chapman ก็ตั้งเป้าหมายไปสู่เวทีระดับโลกอย่าง 24 Hrs of Le Mans โดยในปี 1954 Chapman ต้องการสร้างรถแข่งที่เร็วกว่าเดิม แต่หลักการของเขาเหมือนเดิมเป๊ะ คือ ไม่ต้องเพิ่มม้า แต่ให้ลดน้ำหนัก” คราวนี้เขาไม่ได้ทำคนเดียว เขาไปดึงตัว Frank Costin วิศวกรด้านการบินมาช่วยออกแบบตัวถัง สิ่งที่ได้ออกมาคือ Lotus Mk8 รถแข่งที่หน้าตาหลุดมาจากอนาคต! มันมีตัวถังอะลูมิเนียมที่โค้งมน ครอบล้อทั้งหมดมิดชิดเพื่อให้อากาศไหลผ่านได้ดีที่สุด ส่วนขุมพลังด้านในเลือกใช้เครื่องยนต์ของ MG ขนาด 1.5 ลิตร

    แต่มาติดตรงที่ทาง Lotus ไม่มั่นใจว่าจะชนะได้หรือไม่จึงเอามาทดลองแข่งในสนาม Outpost Circuit ก่อน ซึ่งก็ระเบิดฟอร์มได้ยอดเยี่ยม ทำเวลาต่อรอบได้ดีที่สุดในสนาม! ทุกคนในทีมยิ้มหวาน คิดว่าทริป Le Mans หวานเจี๊ยบแน่นอน แต่พอแข่งจริงไปได้สักพัก… สวรรค์ล่ม! รถแข่งไม่จบการแข่งขัน เพราะฝาสูบมีปัญหา จนต้องถอนตัวไปอย่างน่าเสียดาย

    แต่คนอย่าง Colin Chapman ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ  หลังจากอกหักจากปัญหาเครื่องยนต์พัง เขารีบกลับไปปรับปรุงรถทันที และโอกาสล้างตาก็มาถึงที่สนาม Silverstone ในรายการแข่งขัน British Grand Prix และทำในสิ่งหลายๆ คนต้องอ้าปากค้าง เพราะ Lotus Mk8 จากอู่เล็กๆ สามารถแซง Porsche 550 Spyder รถแข่งระดับโรงงานที่ทั้งแรงและเพียบพร้อมกว่าทุกอย่าง คว้าชัยชนะไปครอง! นั่นจึงทำให้ชื่อของ Lotus กลายเป็นที่พูดถึงในวงการมอเตอร์สปอร์ตทันทีว่า เห้ย… ไอ้อู่รถจากอังกฤษคันนี้มันไม่ธรรมดาว่ะ!”

    ความผิดพลาดน่าอายใน Le Mans

    พอได้ใจจากชัยชนะครั้งนั้น Chapman ไม่รอช้าพัฒนาต่อยอดทันทีจนกลายมาเป็น Lotus Mk9 คันนี้แหละที่เป็นตั๋วเบิกทางให้ Lotus ได้ไปเยือนสนาม Le Mans อย่างเป็นทางการสมใจอยากในปี 1955

    ตัวรถ Mk9 สั้นลง คล่องตัวขึ้น และรอบนี้ Chapman มั่นใจมาก มั่นใจจนอาจจะ… ลนลานไปหน่อยในวันแข่งจริง

    ในระหว่างการแข่งขันที่ Le Mans Chapman เป็นคนขับเอง จังหวะนั้นเขากำลังซิ่งรถลงมาด้วยความเร็วสูงเพื่อจะเข้าโค้ง Arnage แต่ด้วยทัศนวิสัยหรือความเร็วที่มากเกินไป ทำให้เขาพลาดหลุดโค้งออกไปนอกแทร็ก!

    ตามกฎความปลอดภัยของ Le Mans ถ้าคุณหลุดโค้ง คุณต้องจอดรอจนกว่าเจ้าหน้าที่สนาม (Marshal) จะให้สัญญาณว่าปลอดภัย ถึงจะกลับเข้าสู่สนามได้ แต่ด้วยความใจร้อนและสัญชาตญาณนักแข่งของ Chapman ที่ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว พอเขาเห็นว่าไม่มีรถสวนมา เขาก็กดคันเร่ง ถอยหลังรถกลับเข้าแทร็กแล้วซิ่งต่อทันทีโดยไม่ได้รอสัญญาณจากเจ้าหน้าที่!

    ความดื้อนี้ส่งผลทันที… กรรมการมองว่านี่คือการทำผิดกฎความปลอดภัยอย่างร้ายแรง ผลการแข่งขันในวันนั้น Lotus Mk9 ถูกโบกธงดำ และโดนปรับ Disqualified หน้าแตกหมอไม่รับเย็บทันที เหตุเกิดเพราะความใจร้อนล้วนๆ

    จุดเริ่มต้นของกฎตัว “E”

    หลังจากทำรถตระกูล Mk (Mark) มาตั้งแต่ 1 จนถึง 10 พอมาถึงปี 1956 Chapman ก็สร้างรถแข่งคันใหม่ขึ้นมาเพื่อเตรียมล้างตา ซึ่งตามคิวแล้ว มันต้องชื่อว่า “Lotus Mk11”

    แต่ Chapman ดันไปสะดุดกับเรื่องของ “สิทธิบัตรและการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” เพราะคำว่า “Mark” กับตัวเลขเนี่ย ใครๆ เขาก็ใช้กัน มันไม่มีเอกลักษณ์เอาเสียเลย แถมในภาษาเขียน การเขียนคำว่า “Lotus 11” ด้วยตัวเลขสองตัว (11) มันดูไม่ทรงพลัง

    Chapman เลยปิ๊งไอเดียว่าเขียนเป็นตัวหนังสือไปเลย และนี่คือ จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุด” ของแบรนด์ เพราะ Chapman ดันไปสังเกตว่า คำว่า Eleven มันขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “E” ซึ่งพอนำไปเรียกแล้วมันดูหรูหรา ลื่นหู และมีเอกลักษณ์มาก ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา Chapman เลยตั้งกฎเหล็กของบริษัทไว้เลยว่า รถยนต์คันต่อไปของ Lotus ทุกคันที่ผลิตเพื่อขาย… ต้องขึ้นต้นด้วยตัว E เท่านั้น!” ไม่ว่าจะเป็น Elise, Exige, Evora หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้าในยุคนี้อย่าง Eletre และ Emeya ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเจ้า Lotus Eleven คันนี้

    ถัดมาในปี 1957 หลังจากที่ทำแต่รถแข่งเปิดประทุนมานาน Chapman อยากทำรถสปอร์ตแบบมีหลังคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อไปขับบนถนนได้จริงๆ บ้าง รถคันนั้นถูกตั้งชื่อตามกฎตัว E ว่า Lotus Elite และขึ้นชื่อว่า Colin Chapman เขาไม่เคยทำอะไรธรรมดา Elite ไม่ใช่แค่รถมีหลังคาทั่วไป แต่มันคือรถคันแรกของโลกที่ใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Fiberglass Monocoque หรือพูดง่ายๆ คือ รถทั้งคันแทบจะทำมาจากพลาสติกเสริมใยแก้ว! ไม่มีแชสซีส์เหล็กหนักๆ อยู่ข้างล่างเลย

    ในยุคนั้นทุกคนมองว่า Chapman บ้าไปแล้ว! รถที่ไม่มีโครงเหล็กมันจะไปแข็งแรงได้ยังไง? แต่วิศวกรการบินคู่ใจของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า โครงสร้างนี้มันทั้งเหนียว แข็งแรง และที่สำคัญคือ… มันเบาหวิวราวกับขนนก! รถทั้งคันมีน้ำหนักแค่ประมาณ 500 กว่ากิโลกรัมเท่านั้นเอง

    ด้วยความเบาและแอโรไดนามิกของ Elite แม้ว่ามันจะใช้เครื่องยนต์เล็กขนาดแค่ 1.2 ลิตร แต่พอมันถูกส่งไปวิ่งในสนามแข่งที่เน้นความอึดและความเร็วปลายอย่าง 24Hr of Le Mans มันกลับวิ่งผ่านโค้งได้เร็ว กินน้ำมันน้อย ยางก็สึกหรอช้าเพราะรถมันเบามาก ผลลัพธ์คือ Lotus Elite สามารถคว้าชัยชนะในรุ่นเครื่องยนต์เล็กได้สำเร็จ ติดต่อกัน 6 ปีซ้อน

    หลังจากผ่านยุคสมัยของ Kit Car ในช่วงปลายยุค 60s Chapman รู้ว่าถ้าอยากอัปเกรดแบรนด์ให้หรูหราท้าชนกับ Ferrari หรือ Porsche เขาต้องเลิกทำ Kit Car และรถคันแรกที่ Lotus ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงานแบบเต็มคันออกมาขายเพื่อเจาะกลุ่มตลาดครอบครัวกระเป๋าหนักก็คือ Lotus Elan+2 รถสปอร์ตคูเป้ขยายร่างที่นั่งได้ 4 คน ซึ่งทำยอดขายและสร้างชื่อให้แบรนด์ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์กระแสหลักได้อย่างงดงาม

    แต่ถ้าพูดถึงความพีคสูงสุดของ Lotus ในยุคนั้น คงหนีไม่พ้นปี 1976 กับการกำเนิดของ Lotus Esprit รถสปอร์ตทรงลิ่ม เหลี่ยมล้ำยุคฝีมือการออกแบบของ Giorgetto Giugiaro

    เจ้า Esprit คันนี้แหละ ที่ไปเตะตาทีมสร้างภาพยนตร์ James Bond 007 จนถูกนำไปใช้ในภาค The Spy Who Loved Me กลายเป็น “รถดำน้ำได้” ที่ซิ่งหนีวายร้ายลงทะเลแล้วแปลงร่างเป็นเรือดำน้ำยิงมิสไซล์ใส่เฮลิคอปเตอร์! ฉากนั้นฉากเดียวทำให้ Lotus Esprit กลายเป็นรถในฝันของเด็กและผู้ชายทั่วโลกในข้ามคืนเลย

    จุดจบของ Lotus ยุค Colin Chapman

    ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ใช่ไหมครับ? แต่พอเข้าสู่ปี 1980 โลกเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจ Lotus ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ยอดขายตกลงฮวบฮาบจนบริษัทเกือบล้มละลาย

    แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส… ช่วงต้นปี 1982 ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Toyota กำลังอยากจะอัปเกรดภาพลักษณ์รถสปอร์ตของตัวเองให้ขับสนุกระดับโลก เลยเดินสายมาหา Colin Chapman เพื่อขอซื้อเทคโนโลยีระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวอันเลื่องชื่อของ Lotus เพื่อเอาไปใส่ในรถของพวกเขา ซึ่งก็คือ Toyota Celica XX หรือที่เป็นต้นกำเนิดของตำนานอย่าง Toyota Supra ในเวลาต่อมา

    การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้ Lotus ได้ทั้งเงินทุน และได้ชิ้นส่วนวิศวกรรมกับระบบไฟฟ้าที่เสถียรสุดๆ ของ Toyota กลับมาด้วย Chapman เลยเอาชิ้นส่วนเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอดจนกลายมาเป็นรถรุ่น Lotus Excel ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Lotus ที่อึด ถึก ทน และสมบูรณ์แบบที่สุดรุ่นหนึ่ง เพราะมีหัวใจและชิ้นส่วนของ Toyota ซ่อนอยู่ข้างใน

    Delorean DMC-12 กับ John Delorean

    แต่ในระหว่างที่ร่วมมือกับ Toyota นั้น Chapman ก็เอาตัวเองไปพัวพันกับโปรเจกต์อื้อฉาวระดับโลกอย่าง DeLorean DMC-12 โดย John DeLorean เจ้าของบริษัทได้จ้าง Chapman และทีมวิศวกร Lotus ให้เข้ามาช่วยรื้อและเซ็ตอัปแชสซีส์กับช่วงล่างของรถ DeLorean ใหม่ทั้งหมด เพราะดีไซน์ดั้งเดิมมันขับแย่มาก

    โปรเจกต์นี้เต็มไปด้วยดราม่า ทั้งเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษที่หายไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ และการบริหารที่ล้มเหลว และก่อนที่ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดโปงว่า Colin Chapman มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะ “ผู้สมรู้ร่วมคิดในการยักยอกเงิน” เขากลับเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวายในวัยเพียง 54 ปี ในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1982 ทำให้เขาหลุดพ้นจากกระบวนการยุติธรรมไปโดยปริยาย

    จนในปีในปี 1992 (หลัง Chapman เสียชีวิตไป 10 ปี) ศาลสูงแห่ง Belfast โดยผู้พิพากษา Lord Justice Murray ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ โดยระบุว่าพฤติกรรมของ Chapman เป็นการ ฉ้อโกงอย่างหน้าไม่อาย ร้ายแรง และมหาศาล” และศาลได้ระบุชัดเจนว่า หาก Colin Chapman ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปี ในขณะที่ John DeLorean รอดพ้นคดีในสหรัฐฯ และรอดจากการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีเพียง Fred Bushell มือขวาด้านการเงินของ Chapman เท่านั้นที่ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกง

    Lotus ย้ายบ้าน…

    หลังจากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ Colin Chapman ทิ้งไว้เพียงมรดกทางวิศวกรรมอันยิ่งใหญ่และความอื้อฉาวระดับโลก ชะตากรรมของ Lotus หลังจากนั้นก็ดิ่งลงเหวทันที บริษัทถูกเปลี่ยนมือและควบรวมกิจการไปมามั่วซั่ว สับสนวุ่นวายจนแทบจะกู่ไม่กลับ

    ขณะที่ Lotus กำลังจะล้มละลายย่อยยับในปี 1983 แบรนด์ได้รับความช่วยเหลือจาก David Wickins ผู้ก่อตั้ง British Car Auctions ที่เข้ามาซื้อกิจการและนั่งเก้าอี้ประธานบริหารตามคำชักชวนของ Mark Thatcher ลูกชายของ “หญิงเหล็ก” Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในเวลานั้น Wickins พยายามยื้อชีวิตของ Lotus อยู่ 3 ปี แต่ก็ไม่สามารถทำกำไรให้แบรนด์ได้เลย จนกระทั่งยักษ์ใหญ่ฝั่งอเมริกาอย่าง General Motors (GM) ตัดสินใจเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการไปในที่สุด

    เมื่อได้ GM มาเป็นท่อน้ำเลี้ยง Lotus ก็พยายามหันไปทำรถสปอร์ตขนาดเล็กที่จับต้องได้ง่ายขึ้น จนเกิดเป็น Lotus Elan M100 รถสปอร์ตเปิดประทุนที่ทำเอาแฟนเดนตายของ Lotus ถึงกับเกาหัว เพราะมันฉีกกฎทุกอย่างด้วยการเป็นรถ Lotus ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) แถมยังใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตรจาก Isuzu แม้ตัวรถจะยังคงคอนเซ็ปต์ความเบาด้วยน้ำหนักเพียง 990 กิโลกรัม แต่มันกลับไม่ถูกใจนักเลงรถยุคนั้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์คือ Elan M100 ขายไม่ออก

    พอรถเล็กขายไม่ดี Lotus เลยลองหันไปทำรถซีดานบ้าพลังร่วมกับ GM ออกมาเป็น Lotus Omega (หรือในชื่อ Vauxhall Carlton) จับรถบ้านมาระเบิดพลังจนมี Performance เหนือกว่า BMW M5 หรือแม้กระทั่ง Ferrari 348 ในยุคนั้นเสียอีก! ฟังดูน่าจะรุ่งใช่ไหมครับ? แต่ความจริงคือมันแป้กสนิท เพราะราคาตั้งไว้แพงหูฉี่จนไม่มีใครยอมควักเงินซื้อ ท้ายที่สุดรถรุ่นนี้ทำยอดขายทั่วโลกได้เพียงแค่ 950 คันเท่านั้น

    เมื่อทำอะไรก็ไม่รุ่ง ในวันที่ 27 สิงหาคม ปี 1993 General Motors จึงตัดสินใจตัดหางปล่อยวัด ขาย Lotus เป็นมูลค่า 30 ล้านปอนด์ (หรือคิดเป็นเงินไทยในยุคนั้นราวๆ 1,200 ล้านบาท) ให้กับ Romano Artioli มหาเศรษฐีชาวอิตาลีผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Bugatti ณ เวลานั้น

    และการเปลี่ยนมือครั้งนี้เอง ที่ทำให้ Lotus ได้ให้กำเนิดไอคอนยุคใหม่อย่าง Lotus Elise โดยชื่อ “Elise” นี้ Artioli ตั้งตามชื่อของ Elisa หลานสาวตัวน้อยของเขาเอง

    และเจ้า Elise คันนี้แหละครับที่ดึงเอา DNA “ความเบา” ของ Colin Chapman กลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ วิศวกรของ Lotus คิดค้นโครงสร้างตัวถังแบบปฏิวัติวงการ พวกเขาไม่ใช้วิธีเชื่อมอะลูมิเนียมแบบเดิมๆ เพราะการเชื่อมจะทำให้เนื้ออะลูมิเนียมสูญเสียความแข็งแรง และถ้าจะทำให้แข็งแรงเท่าเดิมก็ต้องเพิ่มเนื้ออะลูมิเนียมเข้าไป ซึ่งนั่นหมายถึงน้ำหนักที่ต้องเพิ่มขึ้น

    วิศวกร Lotus เลยแก้ปัญหาด้วยการใช้ชิ้นส่วนอะลูมิเนียมมาทากาวปะติดกัน ซึ่งเป็นกาวพิเศษเกรดอากาศยานทาตัวถังให้ติดกันแล้วยึดซ้ำด้วยน็อตหมุดรีเวท ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างที่แข็งแกร่งเป็นกรด แต่น้ำหนักรวมทั้งคันเบาหวิวเหลือเพียงแค่ 725 กิโลกรัมเท่านั้น

    พอรถมันเบาขนาดนี้ Lotus เลยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์ใหญ่โตอะไรเลยแค่หยิบเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 4 สูบ เรียงธรรมดาๆ ไม่มีเทอร์โบ (NA) ของ Rover ที่มีแรงม้าแค่ 118 ตัวมาวาง แต่มันสามารถพุ่งทะยานจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาแค่ 5.9 วินาที! เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากในยุคนั้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความเบาล้วนๆ ตามปรัชญาดั้งเดิมของแบรนด์

    Lotus Elise โฉมแรก กลายเป็นรถที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ทำยอดขายได้สูงถึง 12,000 คันทั่วโลก เป็นรถที่กู้ชื่อเสียงและทำให้คนรู้ว่า Lotus ที่แท้จริงกลับมาแล้ว

    แต่ก็น่าเสียดายที่ความสำเร็จของ Elise เพียงรุ่นเดียว ไม่สามารถช่วยกลบหนี้สินมหาศาลของ Romano Artioli ได้เลย เพราะเขาไปล้มเหลวกับการบริหารแบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่าง Bugatti จนล้มละลาย ในที่สุดปี 1996 หุ้นส่วนใหญ่ของ Lotus จึงถูกขายต่อไปให้กับ Proton ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย ย้ายฐานอำนาจทุนมาสู่ฝั่งเอเชีย… แม้ทิศทางของแบรนด์จะดูไม่หวือหวาหวือหวาเหมือนยุคก่อนๆ แต่ก็นับว่าเป็นยุคประคองตัวที่สร้างรถยนต์รุ่นน่าจดจำออกมาไม่น้อย

    ยุค Proton

    Lotus Elise Series 2 (ซ้ายบน) Lotus Elise Series 3 (กลางบน) Lotus Exige (ขวาบน) Lotus Europa S (ซ้ายล่าง) Lotus Evora (กลางล่าง) Lotus Emira (ขวาล่าง)

    ในยุคนี้ Lotus หันมาจับมือกับอู่ข้าวอู่น้ำเก่าอย่าง Toyota อีกครั้ง โดยการหยิบเอาเครื่องยนต์และเกียร์ของ Toyota มาแมตช์เข้ากับโครงสร้างไล่เบาเกิดเป็นรถสปอร์ตดิบๆ ขับสนุกหลายรุ่น ไล่มาตั้งแต่ Elise Series 2 และ Series 3, Lotus Exige ร่างจำแลงของ Elise ที่อัปเกรดเป็นรถคูเป้สายสนามแท้ๆ, Lotus Europa S รถสปอร์ตที่พยายามจะแต่งตัวให้หรูหราขับสบายขึ้น และ Lotus Evora รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางแบบ  ที่นั่ง รวมไปถึง Lotus Emira รถสปอร์ตสันดาปรุ่นสุดท้ายของแบรนด์ ที่ยังคงใช้ขุมพลัง V6 Supercharge จาก Toyota ควบคู่ไปกับเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบจาก AMG

    แต่ก็น่าแปลก… เพราะไม่ว่า Lotus จะออกรถรุ่นใหม่ๆ ที่ทรงพลังหรือโมเดิร์นแค่ไหน ก็ไม่มีรถรุ่นไหนเลยที่จะสามารถทำยอดขายถล่มทลายและประสบความสำเร็จได้เทียบเท่ากับตระกูล Elise ต้นตำรับได้เลย

    Tesla Roadster

    แต่ความเจ๋งของโครงสร้าง Elise ในยุค Proton มันไปเตะตาบุรุษคนหนึ่งที่ชื่อ Elon Musk! เพราะในช่วงปี 2008-2012 Tesla Roadster รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่สร้างชื่อให้ Tesla ก็ถูกสร้างขึ้นโดยหยิบเอาโครงสร้างและตัวถังพื้นฐานของ Lotus Elise ไปดัดแปลงใส่แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า เรียกได้ว่าถ้าไม่มี Lotus ในวันนั้น ก็อาจไม่มี Tesla ในวันนี้เลยก็ว่าได้

    ยุค Geely

    เมื่อโลกยานยนต์หมุนเข้าสู่ “ยุคสมัยของรถไฟฟ้า” ปัญหาคือ Proton ไม่มี Know-How หรือเทคโนโลยีในการผลิตรถไฟฟ้าเลย และการจะพัฒนาเองก็ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ท้ายที่สุดในวันที่ 24 พฤษภาคม 2017 Proton จึงตัดสินใจแบ่งขายหุ้น Lotus จำนวน 51% ให้กับ Geely กลุ่มทุนยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่เพิ่งซื้อ Volvo ไปไม่กี่ปีก่อน

    พอได้เงินทุนหนาและความเชี่ยวชาญด้าน EV ของ Geely มาเติมเต็ม ในปี 2019 Lotus ก็ช็อกโลกด้วยการเผยโฉม Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของแบรนด์ที่บ้าพลังสุดๆ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 4 ตัว รีดกำลังรวมกันออกมาได้มากกว่า 2,000 แรงม้า พ่วงด้วยแบตเตอรี่ความจุ 93 kWh แต่อาจจะวิ่งได้ระยะทางไม่ไกลนักอยู่ที่ประมาณ 346 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เน้นเอาแรงไม่เน้นวิ่งยาว

    หลังจากนั้น Geely ก็เดินหน้าลุยไฟฟ้ายกแผง เริ่มจาก มกราคม 2021 Geely ประกาศร่วมทุนกับกลุ่มพันธมิตรยักษ์ใหญ่ฝั่งฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นอย่าง Renault-Nissan-Mitsubishi เพื่อจับมือกันพัฒนารถไฟฟ้าสมรรถนะสูงร่วมกัน

    เมษายน 2021 Lotus ประกาศหักดิบแผนครั้งใหญ่ โดยยืนยันว่า จะผลิตแต่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% เท่านั้น ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป พร้อมตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่ผลิตรถได้แค่ปีละประมาณ 1,500 คัน พุ่งทะยานไปสู่หลักหลายหมื่นคันต่อปี โดยโปรเจกต์ยักษ์นี้ได้รับเงินลงทุนร่วมกันระหว่าง Geely และ Etika Automotive (ผู้ถือหุ้นฝั่ง Proton) สูงถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    กุมภาพันธ์ 2024 มีการจัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ Lotus Technology ขึ้นมาเพื่อเป็นแผนกย่อยคอยดูแลเรื่องรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยมี Etika ลงทุน 30% และที่เหลือเป็นการจับมือกันของ Geely และ Nio (แบรนด์รถไฟฟ้าพรีเมียมจากจีน) ก่อนจะนำบริษัทนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของอเมริกาได้สำเร็จ

    แน่นอนว่าพอ Lotus ย้ายมาอยู่ร่วมชายคากับ Geely และมุ่งสู่รถไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ปรัญชารถเบาเท่ากับแรง และการตัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรีดน้ำหนักของ Colin Chapman มันเริ่มเลือนรางและจางหายไปอย่างปฏิเสธไม่ได้

    Lotus Emeya & Eletre

    เห็นได้ชัดจากการมาของ Lotus Eletre รถ Hyper-SUV ไฟฟ้าคันเร่งโต และ Lotus Emeya รถสปอร์ตซีดานไฟฟ้าซาลูนหรูหรา 4 ประตู ซึ่งรถทั้งสองรุ่นนี้อัดแน่นไปด้วยความสะดวกสบาย หน้าจอล้ำสมัย ระบบขับขี่อัตโนมัติ และแบตเตอรี่ลูกใหญ่โตมโหฬาร จนทำให้น้ำหนักตัวถังพุ่งทะลุไปเกิน 2 ตัน ซึ่งห่างไกลจากคำว่า “รถไล่เบา” ในอดีตไปไกลลิบตา

    แต่สำหรับแฟนคลับยุคดั้งเดิมที่กำลังโหยหา DNA แบบเก่า… ล่าสุดมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างหนาหูว่า Lotus อาจจะยอมติสต์แตกอีกครั้ง โดยเล็งที่จะ คืนชีพซูเปอร์คาร์ในตำนานอย่าง Lotus Esprit ขึ้นมาใหม่ เพื่อส่งไปงัดกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Ferrari โดยคาดกันว่า Esprit ยุคใหม่นี้จะมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ไฮบริด ซึ่งดูทรงแล้วรอบนี้ Lotus น่าจะเอาจริงเสียด้วย

    ทว่าในมุมของฝ่ายบริหาร Feng Qingfeng CEO คนปัจจุบันของ Lotus ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อแบบแบ่งรับแบ่งสู้ โดยเขาปฏิเสธที่จะคอนเฟิร์มว่าจะใช้ชื่อ “Esprit” ในการทำตลาดหรือไม่… งานนี้แฟนๆ ดอกบัวคงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ซูเปอร์คาร์เครื่องสันดาปพ่วงระบบไฮบริดคันนี้ จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร และจะยังหลงเหลือจิตวิญญาณความบ้าคลั่งของ Colin Chapman อยู่มากน้อยแค่ไหน

    ศรีธนญชัยแห่งโลก F1

    ในเรื่องของวงการมอเตอร์สปอร์ต เรื่องราวที่หลายๆ คนน่าจะต้องรู้จักหรือคุ้นเคยกันดีก็คือเรื่องของ Formula 1 เพราะ Colin Chapman และทีม Lotus คือนิยามของคำว่า ศรีธนญชัยแห่งโลกความเร็ว” ปรัชญาของ Chapman ไม่ใช่แค่การทำรถให้เบาและแอโรไดนามิกดีเท่านั้น แต่คือการ อ่านกฎเกณฑ์เพื่อหาช่องโหว่” อะไรที่กฎไม่ได้ห้าม แปลว่าทำได้!

    เรื่องราวเริ่มจากที่ว่า Colin Chapman ตัดสินใจก่อตั้ง Team Lotus ขึ้นมาอย่างเป็นทางการในปี 1958 โดยส่งรถแข่งรุ่น Lotus 16 ลงสนามเป็นตัวชูโรง แต่ผลลัพธ์แรกเริ่มกลับบูดสนิท รถมีแต่ปัญหาจุกจิกวิ่งไม่ค่อยจบ เพราะตอนนั้นยังใช้พิมพ์เขียวแบบเก่าคือ “เครื่องยนต์วางหน้า” ขณะที่คู่แข่งอย่าง Cooper T43 ได้สร้างรากฐานใหม่ด้วยการเอาเครื่องยนต์ไปวางไว้ข้างหลังคนขับแล้ววิ่งฉลุย Chapman เห็นท่าไม่ดีเลยไม่ดื้อ เปลี่ยนทิศทางหันมาทำรถเครื่องยนต์วางหลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    จนกระทั่งในปี 1960 ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผลในรุ่น Lotus 18 เมื่อยอดนักแข่งอย่าง Stirling Moss คว้าชัยชนะครั้งแรกให้กับทีมได้สำเร็จที่สนามโมนาโกกรังด์ปรีซ์ ปลดล็อกความสำเร็จหน้าแรกใน F1

    พอเข้าสู่ปี 1963 Lotus ก็ระเบิดฟอร์มเทพด้วยรถแข่ง Lotus 25 ซึ่งได้นักแข่งคู่บุญอย่าง Jim Clark มาสับเกียร์เร่งความเร็ว ฟาดแชมป์ไปเหนาะๆ ถึง 7 สนามในฤดูกาลเดียว สะสมคะแนนจนคว้าแชมป์โลกประเภทนักแข่งมาครอง พร้อมพาทีม Lotus คว้าแชมป์โลกประเภทผู้ผลิต (Constructors’ Championship) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    แต่ในเดือนเมษายน ปี 1968 แฟนความเร็วทั่วโลกต้องช็อก เมื่อ Jim Clark ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างกะทันหันระหว่างการแข่งขัน Formula 2 (ขณะขับรถ Lotus 48) ที่สนาม Hockenheimring ประเทศเยอรมนี สาเหตุเกิดจากยางล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะจนควบคุมรถไม่ได้ เหตุการณ์นี้สร้างความโศกเศร้าให้ทีมอย่างมาก จนทำให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง Graham Hill ที่ฮึดสู้จนคว้าแชมป์โลกในปีนั้นมาครอง ต้องฉลองชัยชนะทั้งน้ำตาด้วยความขมขื่นลึกๆ ในใจ

    และถ้าถามว่า Lotus ทรงอิทธิพลต่อ F1 ในยุคปัจจุบันขนาดไหน? ต้องบอกว่าระบบโครงสร้างและสปอนเซอร์ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ Lotus เป็นคนเริ่มแทบทั้งสิ้น!

    เริ่มจาก Lotus 49 นี่คือรถแข่งรุ่นแรกที่ได้ใช้เครื่องยนต์ Ford Cosworth DFV V8 และยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นรถแข่งคันแรกใน F1 ที่ริเริ่ม ติดสติกเกอร์สปอนเซอร์และทำสีรถตามแบรนด์สินค้า” (จากเดิมที่รถแข่งยุคเก่าจะพ่นสีตามประเทศต้นสังกัด) จากเดิมที่เป็นสีเขียว-เหลือง กลายมาเป็นสีแดง-ขาว-ทอง ของยาสูบยี่ห้อ Gold Leaf และเมื่ออัปเกรดมาเป็นรถรุ่น Lotus 49B แขนงวิชาอากาศพลศาสตร์ใน F1 เริ่มต้นที่นี่ เพราะมันคือรถ F1 คันแรกของโลกที่ริเริ่มการพัฒนา “ปีกหน้าและปีกหลัง” (Wings) เพื่อสร้างแรงกด (Downforce) ให้รถยึดเกาะถนนในทางโค้งได้ดีขึ้น

    ต่อมา ความบ้าพลังของ Chapman ไม่หยุดแค่นั้น ด้วยการสร้างรถ Lotus 56 ที่ใส่ เครื่องยนต์กังหันแก๊ส (Gas-Turbine) แบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องบิน แถมยังพ่วงด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ลงสนามแข่งมาแล้ว

    จนมาถึงยุคของ Lotus 72 ที่ผลิกโฉมดีไซน์หน้ารถมาเป็นแบบที่เราเห็นในทุกวันนี้ เพราะรถแข่งยุคเก่าชอบเอาหม้อน้ำไปกระจุกไว้ตรงจมูกหน้ารถเหมือนรถบ้าน แต่ Lotus 72 ฉีกตำราด้วยการ ย้ายหม้อน้ำไปไว้ด้านข้างลำตัว เพื่อทำให้จมูกหน้ารถแบนราบและรีดอากาศได้ดีที่สุด

    และแล้วก็มาถึงจุดพีคสุดของความหัวหมอในรุ่น Lotus 78 และ Lotus 79 เมื่อในปี 1978 Colin Chapman ได้ปิ๊งไอเดียเรื่อง Ground Effect เขาออกแบบใต้ท้องรถให้มีลักษณะเหมือนปีกเครื่องบินกลับหัว แถมยังติด “สเกิร์ตข้างแบบยืดหดได้” แนบสนิทไปกับพื้นแทร็ก

    หลักการคือ เมื่อรถวิ่งเร็วๆ อากาศใต้ท้องรถจะถูกรีดออกอย่างรวดเร็ว เกิดเป็น สุญญากาศ ดูดรถให้ติดหนึบอยู่กับพื้นสนามผลคือรถ Lotus สามารถสาดโค้งด้วยความเร็วที่รถคันอื่นทำไม่ได้ รถคันอื่นต้องแตะเบรก แต่ Lotus กดคันเร่งมิด! ส่งผลให้ Mario Andretti นักแข่งของทีม ขับรถพลังดูดคันนี้ไล่ทุบคู่แข่งร่วมยุคอย่าง James Hunt และ Niki Lauda จนราบคาบ คว้าแชมป์โลกปี 1978 ไปแบบสบายๆ จนทีมคู่แข่งร้องเรียนกันระงม ทำให้ FIA ต้องรีบออกกฎ “แบน” ระบบ Ground Effect นี้เพราะมันเร็วและอันตรายเกินไป (ก่อนที่กติกาจะวนกลับมาอนุญาตให้ใช้ระเบียบคล้ายๆ กันอีกครั้งในยุคหลัง)

    หลังจากยุคศรีธนญชัยพลังดูดพื้นผ่านไป ในช่วงปี 1985-1987 Team Lotus ก็กลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งเมื่อได้เซ็นสัญญากับดาวรุ่งพุ่งแรงชาวบราซิลเลียนที่ชื่อว่า Ayrton Senna ในยุคนั้น แม้ว่ารถ Lotus จะไม่ได้มีงบประมาณหนาหรือสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อเทียบกับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง McLaren หรือ Williams แต่ด้วยทักษะการขับระดับเทพของ Senna โดยเฉพาะเวลาที่ “ฝนตก” เขาสามารถควบรถ Lotus ฝ่าสายฝนคว้าชัยชนะอันน่าทึ่งได้หลายต่อหลายครั้ง พร้อมเก็บสถิติ Pole Position (ออกตัวคันแรก) ได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้ชื่อของ Lotus ในโทนสีดำ-ทองของสปอนเซอร์ John Player Special (JPS) กลายเป็นหนึ่งในภาพจำคลาสสิกตลอดกาลของแฟนความเร็วทั่วยุค 80s ก่อนที่ Senna จะย้ายทีมและ Lotus ค่อยๆ ลดบทบาทจนยุบทีม F1 ไปในที่สุด

    ในช่วงปี 1991-1994 ทีมต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด และในเวลานั้นเองที่พวกเขาได้ต้อนรับนักแข่งชาวอิตาลีหัวใจนักสู้อย่าง Alex Zanardi แม้ว่าเขาจะเป็นนักแข่งที่มีฝีมือฉกาจ แต่ด้วยสภาพรถแข่ง Lotus ในยุคนั้นที่ไร้ซึ่งความพร้อมและขาดงบประมาณ ทำให้เขาบาดเจ็บบ่อย และไม่สามารถพาทีมไปถึงฝั่งฝันได้ และ Zanardi ก็ได้กลายเป็นนักแข่งอย่างเป็นทางการคนสุดท้ายของ Team Lotus

    จนกระทั่งจบฤดูกาล 1994 หนี้สินที่พอกพูนจนเกินเยียวยาก็บีบคั้นให้ทีมต้องปิดฉากลง David Hunt น้องชายของ James Hunt อดีตแชมป์โลก F1 ผู้ล่วงลับ ได้เข้ามาซื้อกิจการและสิทธิ์ในชื่อทีมที่เหลืออยู่ โดยหวังจะชุบชีวิตทีมขึ้นมาใหม่ด้วยการควบรวมกิจการเข้ากับทีม Pacific Racing ในฤดูกาล 1995 แต่อาการก็ร่อแร่เกินเยียวยา ท้ายที่สุดโปรเจกต์นี้ก็ไปไม่รอด และต้องโบกมือลาขาดจากวงการ F1 ไปอย่างถาวรในปี 1995 นั้นเอง ปิดฉากตำนาน Team Lotus ที่ Colin Chapman สร้างมากับมือลงอย่างเป็นทางการ

    หลังจากหายหน้าหายตาไปนานถึง 15 ปี จู่ๆ ชื่อของ Lotus ก็กลับมาโลดแล่นในแทร็ก F1 อีกครั้งในปี 2010 ภายใต้ทุนหนุนหลังสัญชาติมาเลเซียในชื่อทีม Lotus Racing (ซึ่งในเวลาต่อมาได้สิทธิ์ใช้ชื่อ Team Lotus) นำโดย Tony Fernandes (เจ้าของสายการบิน AirAsia)

    เรื่องมันควรจะราบรื่นใช่ไหมครับ? แต่ความวุ่นวายมันเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปี 2010 เมื่อฝั่ง Lotus Cars ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Proton เกิดอยากทำทีมแข่งขึ้นมาเองบ้าง โดยจับมือกับทีม Renault เกิดเป็นทีมแข่งที่ชื่อว่า Lotus Renault GP ขึ้นมาในกริด!

    ลองจินตนาการดูครับ แฟนๆ F1 ยุคนั้นถึงกับงงตาแตก เพราะเปิดทีวีดูแข่งรถทีไร จะเห็นรถแข่งชื่อ “Lotus” วิ่งอยู่ในสนามพร้อมกันถึง 2 ทีม! ทีมหนึ่งเป็นทีมมาเลเซีย อีกทีมหนึ่งเป็นทีมฝรั่งเศสพ่นสีดำ-ทอง ตีกันนัวเนียจนเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

    ท้ายที่สุดในเดือนพฤษภาคม ปี 2011 ศาลสูงอังกฤษต้องลงมาแจกใบสั่งระงับศึก โดยมีคำตัดสินว่า ทีมฝั่งมาเลเซียของ Tony Fernandes ยังคงมีสิทธิ์ใช้ชื่อ Team Lotus ในการแข่งรถต่อไปได้ แต่ Lotus Group จะมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการใช้ชื่อแบรนด์ Lotus ห้วนๆ ในเชิงพาณิชย์และสินค้าอื่นๆ

    เมื่อศาลสั่งมาแบบนี้ เพื่อตัดปัญหาความสับสนของแฟนความเร็วทั่วโลก ในปี 2012 ทั้งสองทีมจึงตัดสินใจเคลียร์บ้านใครบ้านมันให้ชัดเจน โดย ทีม Lotus Renault GP ได้สิทธิ์เปลี่ยนชื่อเป็น Lotus F1 Team อย่างเป็นทางการ และตัวรถแข่งก็ได้ติดโลโก้แบรนด์ Lotus สีทองอร่ามลงสนามแบบเท่ๆ (ซึ่งทีมนี้แหละครับที่พา Kimi Räikkönen คว้าแชมป์สนามได้ในเวลาต่อมา)

    ส่วนทีม Team Lotus ของฝั่งมาเลเซีย ก็ยอมถอย ย้ายไปเปลี่ยนชื่อทีมใหม่เป็น Caterham F1 Team ซึ่งก็ประจวบเหมาะเพราะ Tony Fernandes ไปซื้อแบรนด์รถ Caterham มาพอดี ยุติมหากาพย์ Lotus แฝดผีในโลกความเร็วลงแต่เพียงเท่านี้

    และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของ Lotus ที่เรานำมาฝากครับเราคงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า แบรนด์นี้ คือศูนย์รวมของ ความเพี้ยนที่น่ากราบขอบพระคุณ” ของวงการยานยนต์โลกจริงๆ

    ในโลกที่ทุกคนพยายาม “เพิ่ม” เพื่อเอาชนะโลกกลับได้เรียนรู้ปรัชญาที่สวนทางจาก Colin Chapman ว่า การลด… ก็สร้างความทรงพลังได้ไม่แพ้กัน” สอนให้รู้ว่า บางครั้งในชีวิตเราไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้ แค่เลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นแท้ แล้วตัดสิ่งรกรุงรังออกไป เราก็สามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้เร็วและคล่องตัวที่สุด

    สุดท้ายนี้… แม้ในปัจจุบัน Lotus ยุคใหม่ภายใต้ร่มเงาของ Geely จะเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี และตัวรถเริ่มหนักขึ้นจนอาจจะดูขัดกับปรัชญาดั้งเดิมไปบ้าง แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ถ้าวันนั้นไม่มี “ความบ้าคลั่งและความเพี้ยน” ของผู้ชายที่ชื่อ Colin Chapman โลกยานยนต์และวงการ Motorsport ก็คงจะจืดชืดกว่านี้ และเราก็คงจะไม่มีแบรนด์รถสปอร์ตดิบๆ ซาดิสม์ๆ ที่ขับสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้นไว้ประดับโลกใบนี้อย่างแน่นอน!


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เตรียมปล่อยสมรรถนะออฟโรดพิชิตทุกเส้นทาง ผสานความนุ่มนวลสบายเหนือระดับ กับรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวีสายลุย “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร”

    1 Min Read

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เตรียมปล่อยสมรรถนะออฟโรดพิชิตทุกเส้นทาง ผสานความนุ่มนวลสบายเหนือระดับ กับรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวีสายลุย “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร”

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เตรียมเผยโฉม “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี เป็นครั้งแรกของโลกในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน ควบคู่กับการขับขี่ที่นุ่มนวลและสบายตลอดการเดินทาง

    ออล-นิว ปาเจโร มาพร้อมโครงสร้างแชสซีส์แบบแลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame) ที่แข็งแกร่งและทนทานเป็นพิเศษผสานการทำงานกับระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาทางวิศวกรรม เพื่อสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่เหนือระดับ ช่วยเสริมศักยภาพการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญกับเส้นทางทุรกันดารที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและแรงกระแทกสูง ขณะเดียวกัน ออล-นิว ปาเจโร ยังมอบความนุ่มนวลในการขับขี่บนท้องถนน ด้วยการลดแรงสั่นสะเทือนและการโคลงตัวของตัวรถบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล พร้อมมอบความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่และทุกคนในห้องโดยสาร

    ยิ่งไปกว่านั้น ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ยังมาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ Super-All Wheel Control (S-AWC) เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการควบคุม เสริมสมรรถนะการขับขี่ลุยออฟโรด และความมั่นคงในการทรงตัว ครอบคลุมทุกสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย

    นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังได้เผยแพร่วิดีโอโฆษณา “The Pajero* is ready to write its next chapter.” ผ่านเว็บไซต์พิเศษของออล-นิว ปาเจโร โดยถ่ายทอดให้เห็นถึงระบบช่วงล่างอันเป็นหัวใจสำคัญ
    ของสมรรถนะการขับขี่ พร้อมจุดประกายให้ผู้ขับขี่พร้อมรับความท้าทาย และออกเดินทางสู่การผจญภัยบทใหม่

    เว็บไซต์พิเศษสำหรับรุ่นออล-นิว ปาเจโร รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี:

    https://www.mitsubishi-motors.co.jp/global/en/lineup/pajero/teaser/

    *ทำตลาดในชื่อ มอนเตโร (Montero) ในบางประเทศ

    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ส่ง “มิตซูรุ” รีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์รับ 65 ปี พร้อมเชื่อมแนวคิด “Enjoy the Ride จอยได้ทุกเส้นทาง” สู่ลูกค้าชาวไทยทุกเจเนอเรชัน

    1 Min Read

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ส่ง “มิตซูรุ” รีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์รับ 65 ปี พร้อมเชื่อมแนวคิด “Enjoy the Ride จอยได้ทุกเส้นทาง” สู่ลูกค้าชาวไทยทุกเจเนอเรชัน
    จอยได้ทุกแชต! ดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์ “Enjoy The Ride with Mitsuru!” ฟรี วันนี้ – 26 สิงหาคมนี้

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด รีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ด้วย “มิตซูรุ” (MITSURU) แบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่! ในโอกาสเฉลิมฉลองการครบรอบ 65 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดย “มิตซูรุ” ถือเป็นตัวแทนของแนวคิด “Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง” สะท้อนวิสัยทัศน์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในฐานะ “แบรนด์ที่ช่วยยกระดับและเติมเต็มการใช้ชีวิต” ผ่านการเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้คนในรูปแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น พร้อมส่งต่อเรื่องราวของแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ลูกค้า รวมถึงถ่ายทอดพลังแห่งความสนุกสนานและแรงบันดาลใจให้ทุกเจเนอเรชัน พร้อมต่อยอดคาแรกเตอร์ให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ผ่านชุดสติกเกอร์ไลน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Enjoy The Ride with Mitsuru!” ที่จะพาความจอยไปอยู่ในทุกบทสนทนา

    “มิตซูรุ” (MITSURU) เป็นเด็กหนุ่มพลังงานสูง (The Energetic Boy) ผู้เปี่ยมด้วยพลังบวก รักการเดินทาง ชื่นชอบการผจญภัย และเปิดรับประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ โดยความหมายของชื่อมิตซูรุ เกิดจากการผสมคำว่า “มิตซู” (MITSU) จากชื่อ “มิตซูบิชิ” แบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย ซึ่งเมื่อได้ยินแล้วสะท้อนถึงความใกล้ชิดและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้ทันที และ “รุ” (RU) เสียงลงท้ายในแบบภาษาญี่ปุ่น สื่อถึงรากฐานความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ โดยเมื่อรวมกันแล้ว “มิตซูรุ” (MITSURU) จึงเป็นชื่อที่ออกเสียงและจดจำได้ง่าย หลอมรวมความเป็นมิตซูบิชิ แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น ประกอบกับความคุ้นเคยของผู้บริโภคชาวไทยไว้ด้วยกัน แม้จะมีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น แต่มิตซูรุได้รับการหล่อหลอมให้เติบโตและใช้ชีวิตในประเทศไทย จึงเข้าใจผู้คน วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมไทยและได้รับความไว้วางใจมายาวนานกว่า 65 ปี

    เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ตั้งแต่การใช้ชีวิต การขับขี่ เทคโนโลยี ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย มิตซูรุได้รับการออกแบบให้มี 4 คาแรกเตอร์ เริ่มจาก Master คาแรกเตอร์ออริจินัลของมิตซูรุ ที่ให้ความมั่นใจ พร้อมพาทุกคนออกไป “จอยได้ทุกเส้นทาง” ต่อด้วย Motorsport คาแรกเตอร์ที่ตอกย้ำดีเอ็นเอแห่งการผจญภัย ความมุ่งมั่น และความกล้าที่จะก้าวข้ามทุกขีดจำกัด ผ่านลุคนักแข่งทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต เจ้าของแชมป์ประเภทโอเวอร์ออลและประเภททีม จากการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025

    สำหรับ HEV มาด้วยคาแรกเตอร์โทนสีฟ้าตามแนวคิด MITSUBISHI e:MOTION ที่ผสาน 3 เทคโนโลยีการขับขี่ ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อน และสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ซึ่งเป็นจุดเด่นของไลน์อัปรถยนต์ไฮบริดอย่าง มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ปิดท้ายด้วย AFS (After-Sales Service) คาแรกเตอร์ช่างเทคนิคมืออาชีพ ที่พร้อมดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจ จริงใจ และพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ Omotenashi (おもてなし) ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจและได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดตลอดการใช้งาน

    “มิตซูรุ” จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการสื่อสารเรื่องราวของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทั้งบนแพลตฟอร์มดิจิทัล กิจกรรมทางการตลาด และประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ในแบบฉบับ Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง” ไปด้วยกัน

    เติมความจอยกับ มิตซูรุ ผ่านชุดสติกเกอร์ไลน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Enjoy The Ride with Mitsuru!” เพียงเพิ่มเพื่อน LINE Official Account: @MitsubishiMotorsTh หรือที่ https://mmth.site/4w29tZS และดาวน์โหลดสติกเกอร์ฟรีทันทีได้ที่ https://line.me/S/sticker/37641 ตั้งแต่วันนี้ 26 สิงหาคม 2569


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • Harley-Davidson® และโซดาสิงห์ ชวนร่วมฉลอง 5 ปี ASIA HARLEY DAYS™ 2026 เทศกาลโมโตไลฟ์สไตล์ที่นักขี่ทั่วเอเชียรอคอย

    1 Min Read

    Harley-Davidson® และโซดาสิงห์ ชวนร่วมฉลอง 5 ปี ASIA HARLEY DAYS™ 2026 เทศกาลโมโตไลฟ์สไตล์ที่นักขี่ทั่วเอเชียรอคอย

    Harley-Davidson ร่วมกับโซดาสิงห์ ประกาศการกลับมาอีกครั้งของ Asia Harley Days™ (AHD) เทศกาลมอเตอร์ไซค์และไลฟ์สไตล์ครั้งสำคัญของเอเชียที่ผู้คนทั่วภูมิภาคต่างเฝ้ารอ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2569 ณ คีรีมันตรา จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมฉลองครบรอบ 5 ปี ของเทศกาลที่เติบโตจนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของผู้หลงใหลในมอเตอร์ไซค์ ดนตรี และไลฟ์สไตล์จากทั่วภูมิภาค

    ตลอดสองวันของเทศกาล นักขี่ ครีเอเตอร์ คนรักดนตรี และผู้คนจากทั่วเอเชียจะเดินทางมาพบกันอีกครั้ง เพื่อร่วมแบ่งปันประสบการณ์บนเส้นทางเดียวกัน ผ่านเสียงดนตรี กิจกรรม และบรรยากาศที่สะท้อนตัวตนของ Harley-Davidson ได้อย่างเต็มรูปแบบ ในโอกาสครบรอบ 5 ปี Asia Harley Days ยังเป็นเหมือนการกลับมาพบกันอีกครั้งของนักขี่จากหลากหลายประเทศ และคอมมูนิตี้ทั่วเอเชีย ซึ่งต่างมีจุดหมายเดียวกันคือการออกเดินทางและแบ่งปันประสบการณ์บนเส้นทางแห่งอิสรภาพร่วมกัน

    เป็นมากกว่าการขับขี่ แต่คือเทศกาลของผู้ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์และไลฟ์สไตล์

    Asia Harley Days ครั้งที่ 5 พร้อมเปลี่ยนคีรีมันตราให้กลายเป็นจุดหมายของเทศกาลที่เปิดรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักขี่ Harley-Davidson คนรักดนตรี หรือผู้ที่หลงใหลในแฟชั่น ศิลปะ และการเดินทาง ไม่ว่าจะขี่ Harley-Davidson หรือไม่ ทุกคนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล เพื่อสัมผัสบรรยากาศที่ผสานดนตรี ไลฟ์สไตล์ และพลังของโลกโมโตไลฟ์สไตล์ไว้ในที่เดียว

    ภายในงานรวบรวมความบันเทิงเอาไว้ครบครัน ทั้งคอนเสิร์ตสุดเร้าใจจากศิลปินชั้นนำของไทยอย่าง Paradox, Moderndog, Hugo, Lomosonic  และ UrboyTJ พร้อมกิจกรรมจากแบรนด์พันธมิตร โซนอาหารและเครื่องดื่มที่คัดสรรรสชาติของท้องถิ่น พร้อมคอลเลกชันเครื่องแต่งกายสุดเอ็กซ์คลูซีฟของ Asia Harley Days ที่นำสตรีทแฟชั่นเอเชียมาตีความใหม่ พร้อมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Harley-Davidson ไว้อย่างลงตัว สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร้าใจ ภายในงานยังมีกิจกรรม Moto Skill Challenge ให้ร่วมทดสอบทักษะการขับขี่ พร้อมการแสดงมอเตอร์ไซค์ผาดโผนระดับโลกจากทีม Stunt Warz โดย SMT ที่พร้อมปลุกอะดรีนาลีนและสร้างความตื่นตาตื่นใจตลอดงาน

    เวทีแห่งศิลปะคัสตอมระดับเอเชีย

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการกลับมาของการแข่งขัน Custom Kings เวทีที่ยกระดับงานคัสตอมให้เป็นมากกว่าการประชันฝีมือ แต่เป็นพื้นที่แห่งการแสดงตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ ผ่านผลงานของนักสร้างและออกแบบมอเตอร์ไซค์คัสตอมชั้นนำจากทั่วเอเชีย โดยมอเตอร์ไซค์แต่ละคันถ่ายทอดทั้งงานฝีมือระดับโลก มุมมองเฉพาะตัว และจิตวิญญาณของวัฒนธรรมคัสตอมอย่างแท้จริง

    ร่วมสร้างสีสันให้กับงานในปีนี้ด้วยสมาชิก Harley-Davidson Freedom Crew และแขกรับเชิญจากทั่วภูมิภาค อาทิ กาย รัชชานนท์ สุประกอบ นักแสดงและนักขี่ชาวไทย และ Elizad Sharifuddin นักแสดง พิธีกร และผู้ดำเนินรายการชื่อดังจากมาเลเซีย ที่จะมาร่วมแบ่งปันเรื่องราวจากการเดินทางและประสบการณ์บนอานมอเตอร์ไซค์ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานออกไปสร้างเส้นทางในแบบของตัวเอง

    คุณรัชชานนท์ สุประกอบ หรือ กาย สมาชิก Harley-Davidson Freedom Crew ประเทศไทย และพิธีกรงาน Asia Harley Day กล่าวว่า “สำหรับผม Asia Harley Days ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะปีละครั้งที่ผู้คนจากหลากหลายประเทศจะมารวมตัวกันเป็นครอบครัวเดียว ทั้งการขี่มอเตอร์ไซค์ ได้สนุกกับเสียงดนตรีและกิจกรรมมากมายไปด้วยกัน การได้เป็นส่วนหนึ่งของงานครบรอบปีที่ 5 ครั้งนี้มีความหมายกับผมมาก และผมตั้งตารอที่จะได้แบ่งปันช่วงเวลาพิเศษนี้กับทุกคนที่มีหัวใจเดียวกัน นี่คืองานที่นักขี่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด”

    “วัฒนธรรมโมโตไลฟ์สไตล์ของเอเชียมีเสน่ห์ไม่เหมือนที่ไหน เพราะหลอมรวมแฟชั่น ดนตรี และจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพไว้ด้วยกัน Asia Harley Days คือเทศกาลที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว และผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก พร้อมสัมผัสบรรยากาศทั้งหมดด้วยตัวเองในปีนี้” คุณบริบูรณ์ จันทร์เรือง หรือ ตั๊ก นักแสดงชาวไทยและผู้หลงใหลในไลฟ์สไตล์ของ Harley-Davidson กล่าว

    ตัวแทนศิลปินจากวง Moderndog กล่าวว่า “ดนตรีกับการขับขี่มีบางอย่างที่เหมือนกัน นั่นคืออิสรภาพ การได้ขึ้นเวทีในงานครบรอบ 5 ปีของ Asia Harley Days ต่อหน้าแฟน ๆ จากทั่วเอเชีย ถือเป็นโอกาสที่พิเศษสำหรับพวกเรา แล้วพบกันที่กาญจนบุรีครับ”

    เปิดจำหน่ายบัตร Early Bird แล้ววันนี้

    เริ่มนับถอยหลังสู่งาน Asia Harley Days 2026 ด้วยบัตร Early Bird ราคาพิเศษ ซึ่งเปิดจำหน่ายแล้ววันนี้ก่อนรอบจำหน่ายบัตรทั่วไป พร้อมรับ AHD Welcome Pack สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ซื้อบัตรล่วงหน้า ซื้อบัตรได้ที่ https://www.asiaharleydays.com/.

    ติดตามข่าวสารล่าสุดของ Harley-Davidson ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียได้ที่

    www.harley-davidson.com
    FB: @HarleyDavidsonAsia
    IG: @HarleyDavidson_Asia
    YT: Harley-Davidson Asia
    TikTok: @HarleyDavidson_Asia 
    LINE Official: @HarleyDavidsonTH

    #HarleyDavidsonAsia #UnitedWeRide #AsiaHarleyDays #AHD2026


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • โตโยต้า ระเบิดความมันส์สนั่นใต้! ปิดฉากสนามแรก “Hilux Revo Racing Mania 2026” สุราษฎร์ธานี แฟนมอเตอร์สปอร์ตแห่ร่วมงานล้นหลาม

    2 Min Read

    โตโยต้า ระเบิดความมันส์สนั่นใต้! ปิดฉากสนามแรก Hilux Revo Racing Mania 2026” สุราษฎร์ธานี แฟนมอเตอร์สปอร์ตแห่ร่วมงานล้นหลาม

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดงาน “Hilux Revo Racing Mania 2026” มหกรรมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถกระบะ การตกแต่งรถ และกีฬามอเตอร์สปอร์ต ซึ่งประเดิมเปิดฉากสนามแรกอย่างอลังการ ณ สนามสุราษฎร์ธานี มอเตอร์สปอร์ต เมื่อวันที่ 1-2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

    ปีนี้มาในคอนเซปต์สุดเร้าใจ “เฟี้ยว ฟาสต์ ไฟท์” สมรภูมิเดือดสะเทือนแทร็คที่รวมพลคนรักความเร็วระดับประเทศไว้อย่างคับคั่ง กระแสตอบรับอย่างท่วมท้น  การจัดงานโตโยต้ามาในคอนเซป “คลีน พรีเมียม” เน้นความเรียบหรู ดูแพง แต่แฝงความดุดัน พร้อมตอบรับกระแสรถทรงสูง (High-Stance) ผ่านกลยุทธ์เจาะกลุ่มทั้ง Drag Performance และ Decoration Lover ซึ่งช่วยขยายฐานคอมมูนิตี้คนรักกระบะโตโยต้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    กิจกรรมไฮไลต์ตลอด 2 วัน

    • PRO & AMATEUR DRAG RACE:  ยกระดับความเดือดด้วยยอดรถแข่งที่ลงชิงชัยรวมกันถึง 103 คัน (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 26 คัน) พร้อมการนำกฎ BOP (Balance of Performance) ถ่วงน้ำหนักมาใช้จริงเป็นครั้งแรก เพิ่มความสูสีและสร้างความตื่นเต้นให้แฟนๆ ติดขอบสนาม ชิงเงินรางวัลรวมทั้งปีกว่า 9 ล้านบาท
    • AI DREAM BUILD: แคมเปญออนไลน์กระแสแรง “RACING MANIA AI DREAM BUILD” (รุ่น REVO และ TRAVO) ได้รับความสนใจจากแฟนๆ ส่งผลงานดีไซน์เข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งเตรียมนำผลงานที่ชนะเลิศไปสร้างเป็นรถคันจริง (AI TO REALITY) ต่อไป
    • CAR CLUB & EXPERIENCES: ทัพรถกระบะตกแต่งสวยงามจากคาร์คลับชั้นนำกว่า 100 คัน ร่วมจัดแสดงในพื้นที่ PIT ZONE พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานลงแทร็คจริงผ่านกิจกรรม Toyota Bracket Challenge 19 Sec, Free Run Fun Drag RT Challenge และ Drag Academy โดยปอนด์เทค
    • INFLUENCER TEAM HOST: สร้างสีสันและความใกล้ชิดกับแฟนๆ โดยมี KOL สายยานยนต์ นำโดย เอ็ม รถซิ่งไทยแลนด์, อั๋น DRAG DIESEL และ โอ สมาคมรถแต่ง
    • DEALER ZONE & SPECIAL PROMOTION: ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าร่วมจัดแสดงรถ Hilux Revo & Travo มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด รวมถึงยอดเข้าชม Live Streaming ผ่าน Monomax ที่ร่วมสแกน QR Code รับ Secret Deal ส่วนลดพิเศษหน้างานอย่างคึกคัก

    สรุปผลการแข่งขัน “Hilux Revo Racing Mania 2026”

    สนามที่ 1 สนามสุราษฎร์ธานี มอเตอร์สปอร์ต

    SUPER REVO

    อันดับ Car No. นักแข่ง ทีม เวลา
    1 112 ทรงวุฒิ พริ้งเพราะ Six-Thailand Six-อู่เอ้เเม่กลอง จิตร เฮดเดอร์เทอร์โบ, OMC คลัทช์, จูนบายป๋า, ท่อสูตรเม้งซัง 8.561
    2 102 เทพพิทักษ์ ส่งเสริม ต้นดูไบ & ช่างเเจ๊คบางหญ้าเเพรก,BYP Racing Parts Thailand 9.004
    3 101 ศุภทัศน์ บุญเรือง PHC Racing Performance& SKS Turbo 8.474

    REVO PRO MODIFY

    อันดับ Car No. นักแข่ง ทีม เวลา
    1 202 รักษา บุญเขต BOOMER THAILAND @ ช่างเเจ๊คบางหญ้าเเพรก, BYPRacing Parts Thailand 8.948
    2 204 ชัยวัฒน์ หมัดตะเห OSUKA & เสี่ยหนุ่ยรถเกี่ยว & ช่างนุ๊กกำเเพงเเสน & OMC คลัทช์ & ช่างทัดคอกซิ่ง 9.236
    3 207 ณัฐธนุตม์ วงษ์สมบูรณ์ บอส69 แฟรี่ปาย เดอะฮอน จ๊อบมนตรี 9.188

    REVO SPECIAL

    อันดับ Car No. นักแข่ง ทีม เวลา
    1 305 พีรเศรษฐ์ อ่อนอิน ARC Racing gear By P_setup ช่างเหนือบางบ่อ ADM 10.569
    2 304 อุทัย ไชยโชติ PMT Racing clutch ปุ๊ก ป มนตรี อู่ช่างเบิร์ดมาบยางพร 38 เรสซิ่งชอป 11.827
    3 303 ธวัชชัย สีประดิษฐ คลองตันดีเซล & ADM 10.474

    REVO TURBO F55 STREET TUNED

    อันดับ Car No. นักแข่ง ทีม เวลา
    1 409 ชโลธร พุทธประมวล ADM SK support 3S ศูนย์รวมยาง 11.761
    2 410 ณัฐวุฒิ มูซอ พิเชษฐ์ยนต์ โรงกลึงศรีโกศักดิ์ ณัฐวุฒิเซอร์วิส กล่องพ่วง ECU ครัช BRC เบิร์ดอินเตอร์ สมุทรปราการ 18.024
    3 402 วิวัฒน์ สังคร อู่เมย์รีแมพ jbm ท้ายบางพระ 11.921

    REVO TURBO 3000 STREET TUNED

    อันดับ Car No. นักแข่ง ทีม เวลา
    1 507 ธนกร บุญเขต ช่างแจ็คบางหญ้าแพรก, BYP racing parts Thailand,BOOMER THAILAND 12.319
    2 506 ศรวงษ์ ประจงจิตร เต้ SK สองยาง% SYP เชื่อดิสู้ได้ NK live TT shock up F
    3 508 ใจพร้อม จินตรักษ์ ADM & คลองตันดีเซล 12.977

    REVO TURBO STANDARD STREET TUNED

    อันดับ Car No. นักแข่ง ทีม เวลา
    1 603 ธนกร เออทอ อู่นรินทร์ การช่าง ปากท่อ ราชบุรี, BYP racing part Thailand, Boomer Thailand 12.772
    2 604 ปัฐวี โสลุน ADM Ter Shop Sk_support 12.829
    3 602 จตุรภัทร บุตรดีวงศ์ พิเชษฐ์ยนต์ โรงกลึงศรีโกศั กดิ์ ณัฐวุฒิ เซอร์วิส กล่องพ่วง ECU คลัทช์ BRC โรงกลึง KSP BT ประดั บยนต์ 13.455

    HIACE STREET DRAG

    อันดับ Car No. นักแข่ง ทีม เวลา
    1 701 สมนึก ไพสิทธิพงษ์ สายไหม BANGKOK BY ช่างแจ๊ค บางหญ้าแพรก BYP โก๋บูมอินเตอร์ ปู่เจ้าดีเซล เจ้อ้วน สั่งลุย 11.807
    2 703 สุเมธ เวียงจันทร์ บางบอนเเอร์เรียนช็อป & บ้านสวนเรสซิ่ง 12.330
    3 702 ทศวรรษ กลิ่นหอม อู่ช่างตั้มรีแมพสระบุรี

    FORTUNER STREET DRAG

    อันดับ Car No. นักแข่ง ทีม เวลา
    1 802 อุมาพร บุญเขต ช่างแจ็คบางหญ้าแพรก, หมูออโต้ซิ่ง, BYP racing parts Thailand, BOOMER THAILAND, ต้นดูไบ 12.685
    2 805 ธนกร ออมสิน Autobim By ARC Racing gear P_setup ช่างเหนือบางบ่อ ADM 13.733
    3 801 กิติคุณ มังกรประสิทธิ์ กิมเฮงการช่าง-BLM-เสี่ยพี ระนอง 12.974

    ส่องตารางความเดือด… สถานีต่อไปชิงชัยความเร็ว!
    สัมผัสความมันส์กันต่อในอีก 3 สนามที่เหลือ:

    สนามที่ วันที่ สถานที่แข่งขัน ไฮไลต์พิเศษ
    สนามที่ 2 26 – 27 กันยายน 2569 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แดรกสเตอร์แทร็ก เดือดไม่ยั้งกับแทร็กระดับโลก
    สนามที่ 3 5 – 6 ธันวาคม 2569 บางกอก แดรก อเวนิว ปทุมธานี ร่วมมันส์ไปกับ Join Race Souped up GP
    สนามที่ 4 30 – 31 มกราคม 2570 บางกอก แดรก อเวนิว ปทุมธานี ศึกตัดสินแชมป์แห่งปี

    ห้ามพลาด! ติดตามข่าวสาร บรรยากาศไฮไลต์ และความเคลื่อนไหวของกิจกรรมความมันส์แบบติดขอบสนามได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook / YouTube / TikTok : Hilux Revo Racing Mania


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ตีความ ‘Bentley Diamond’ ใหม่ ดีไซน์ระดับซิกเนเจอร์ในยนตรกรรม EV รุ่นแรก พร้อมเปิดตัวกันยายนนี้

    1 Min Read

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ตีความ ‘Bentley Diamond’ ใหม่ ดีไซน์ระดับซิกเนเจอร์ในยนตรกรรม EV รุ่นแรก พร้อมเปิดตัวกันยายนนี้

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ตีความ ‘Bentley Diamond’ ใหม่ ดีไซน์ระดับซิกเนเจอร์ในยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่ยังคงเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์การออกแบบที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ โดย Torcal รุ่นใหม่ได้สานต่อเรื่องราวในรูปแบบที่คุ้นเคยและแปลกใหม่ ตั้งแต่กระจังหน้ารูปทรงเพชรแบบลอยตัวที่ดูราวกับอัญมณีไปจนถึงหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัลอันล้ำสมัยที่สร้างขึ้นจากงานฝีมืออย่างแท้จริงด้วยความร่วมสมัยในการออกแบบ แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์อย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดที่เชื่อมโยงอดีตและอนาคตเข้าด้วยกันผ่านภาษาแห่งงานฝีมือ ความงดงาม และนวัตกรรม

    ลวดลายเพชรเป็นเอกลักษณ์การออกแบบของรถยนต์เบนท์ลีย์มาตั้งแต่ปี 2463 โดยมีการใช้ตาข่ายลวดเพื่อป้องกันหม้อน้ำขนาดใหญ่จากหินและเศษสิ่งสกปรกบนท้องถนน ต่อมาลวดลายนี้ได้รับการนำมาใช้ภายในห้องโดยสารด้วยการออกแบบสวิตช์และปุ่มควบคุมเป็นลายไขว้ รถยนต์เบนท์ลีย์ในยุคนั้นมีสวิตช์ทองเหลืองพร้อมปุ่มควบคุมที่ได้รับการกลึงอย่างพิถีพิถันเป็นลวดลายเพชรเพื่อพื้นผิวสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาการออกแบบของรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างรวดเร็ว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ลวดลายนี้ปรากฏอยู่ทุกที่ ตั้งแต่เบาะโดยสารที่เย็บเป็นลวดลายเพชรไปจนถึงกระจังหน้าดีไซน์ตาข่ายในรถยนต์คลาสสิก รุ่น Brooklands และเมื่อไม่นานมานี้ ลวดลายนี้ได้รับการนำมาใช้สำหรับรายละเอียดที่ซับซ้อนของไฟหน้าในรุ่น Bentayga และภายในห้องโดยสารของรุ่น Continental GT ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาษาการออกแบบที่พัฒนาขึ้นของเบนท์ลีย์จากการเป็นโซลูชันทางวิศวกรรมที่เน้นการใช้งานได้จริงสู่การพัฒนาเป็นหนึ่งในธีมการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์ในปัจจุบัน

    ใน Torcal การออกแบบได้รับการปรับโฉมใหม่ให้เหมาะกับยุคสมัยใหม่ด้วยความโดดเด่น และรูปทรงที่สวยงามราวกับอัญมณี โดยมีกระจังหน้ารูปทรงเพชรแบบลอยตัวที่ได้เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานให้กลายเป็นงานออกแบบที่น่าดึงดูดอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์เบนท์ลีย์ที่แตกต่างจากรถยนต์บนท้องถนน

    เบนท์ลีย์ไม่ได้พึ่งพากราฟิกที่สร้างจากคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวในการรังสรรค์จอแสดงผลแบบดิจิทัลของ Torcal ทีมออกแบบได้วิจัยและพัฒนาเอกลักษณ์ของวัสดุที่ทำด้วยมือจากความร่วมมือกับ Cumbria Crystal ใน Lake District ประเทศอังกฤษ โดยทีมนักออกแบบได้สั่งทำคริสตัลเจียระไนด้วยมือแบบพิเศษที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกด้วยการจับแสงที่ส่องผ่านคริสตัลเพื่อสร้างภาพที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง การเคลื่อนไหว และพื้นผิวที่ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยและความไม่สมบูรณ์ตามธรรมชาติจากงานฝีมือนำมาซึ่งความอบอุ่นและความเป็นมนุษย์ที่เหนือความคาดหมายสู่การส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลสุดพิเศษ

    สำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์ รุ่น Torcal ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์จะเปิดตัว ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 23 กันยายนนี้

    สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษและทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์เบนท์ลีย์ โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment