• เอ็มจี ชวนทดลองขับให้ชัด เพื่อความมั่นใจที่ชัวร์ กับแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” พร้อมแชร์ทริก TEST DRIVE อย่างไร ให้รู้จัก “ตัวตนของรถ”

    1 Min Read

    เอ็มจี ชวนทดลองขับให้ชัด เพื่อความมั่นใจที่ชัวร์ กับแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” พร้อมแชร์ทริก TEST DRIVE อย่างไร ให้รู้จัก “ตัวตนของรถ”  

    บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ชวนผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ เปลี่ยนจากการเสิร์ชข้อมูลบนหน้าจอ สู่การสัมผัสประสบการณ์จริงหลังพวงมาลัย ผ่านแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” เพื่อให้ผู้สนใจได้สัมผัสรถคันจริง ทดลองขับ ทดลองใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของ พร้อมแชร์เทคนิคการ TEST DRIVE ที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น และเตรียมจัดกิจกรรมที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ เอ็มจี หลากหลายรุ่นระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2569 ณ โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ

     

    การทดลองขับมีความสำคัญในการเลือกรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า เพราะรถอีวีมาพร้อมประสบการณ์ที่แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป ทั้งเรื่องระบบพลังงาน รูปแบบการขับขี่ การตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้า ความเงียบภายในห้องโดยสาร ไปจนถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และฟังก์ชันอัจฉริยะต่าง ๆ การได้ทดลองใช้งานจริงพร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง จะช่วยให้เข้าใจเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ดีและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมือใหม่ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก

     

    ในขณะที่ เอ็มจี มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่การใช้งานในเมือง เน้นขับขี่ง่าย คล่องตัว ไปจนถึงผู้ที่มองหาสมรรถนะ และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ได้ตรงกับความต้องการใช้งานมากที่สุด จึงเกิดเป็นแคมเปญ TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” เชิญชวนผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่มาสัมผัสและทดลองขับ ไม่ว่าจะเป็น NEW MG URBAN  ที่ตอบโจทย์คำว่า “EASY” ขับสบาย ใช้งานสะดวก และช่วยให้ชีวิตง่ายด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ NEW MG S5 EV PLUS
    รถอีวีมหาชนที่ใคร ๆ ก็เลิฟ NEW MG4 MY2026 อีวีที่ขับสนุก ตอบสนองได้ตามใจสั่ง รวมถึง MG IM5 และ
    MG IM6
    สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ในอีกระดับ และชื่นชอบเทคโนโลยีอัจฉริยะ

     

    เอ็มจี จึงแนะนำวิธี TEST DRIVE อย่างไร ให้รู้จัก “ตัวตนของรถ” ผ่านการลอง 4 ขั้นตอน ง่าย ๆ ดังนี้

     

    • ลองขับ เพื่อสัมผัสบุคลิกของรถ สังเกตการตอบสนองของคันเร่ง พวงมาลัย ระบบเบรก และการควบคุมรถ รวมถึงความรู้สึกระหว่างขับขี่ เพราะผู้ขับขี่แต่ละคนมีสไตล์และความชอบที่ต่างกัน การได้ลองขับด้วยตัวเองจะช่วยให้รู้ว่ารถคันนั้นเหมาะกับเราหรือไม่
    • ลองนั่ง ในแบบที่คุณจะใช้งานจริง ลองปรับเบาะและพวงมาลัยให้เหมาะกับตัวเอง สำรวจตำแหน่งการนั่ง ทัศนวิสัย และพื้นที่ภายในห้องโดยสาร เพื่อดูว่าความสะดวกสบายและพื้นที่ใช้สอยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณหรือไม่
    • ลองใช้ฟังก์ชัน เพื่อดูว่าเทคโนโลยีตอบโจทย์ชีวิตอย่างไร โดยเฉพาะในรถอีวีที่มาพร้อมเทคโนโลยีและฟังก์ชันอัจฉริยะ การทดลองใช้งานจริงจะช่วยให้เข้าใจว่าฟังก์ชันเหล่านั้นทำงานอย่างไร ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ การลงมือลองขับโดยที่มีคนคอยแนะนำ จะทำให้เข้าใจและใช้เทคโนโลยีได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
    • ลองนึกถึงการใช้งานในชีวิตจริง ระหว่างทดลองขับ ลองนึกภาพว่าหากต้องใช้รถคันนี้เดินทางไปทำงานทุกวัน หรือออกทริปวันหยุดกับครอบครัว รถคันนี้จะตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตได้มากน้อยเพียงใด ถ้าจะให้ดี ควรลองขับบนเส้นทางจริงที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะเห็นภาพมากที่สุด

     

    ทั้งนี้ เอ็มจี เตรียมมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ เอ็มจี หลากหลายรุ่นภายใต้แคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” ที่โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2569 เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองขับ ทดลองใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถ เพราะรถที่ใช่ อาจไม่ได้ตัดสินจากข้อมูลในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ยามาฮ่าจัดทริปเปิดประสบการณ์เต็มแม็กซ์ พาชาว MAX Series ลุยจันทบุรี 2 วัน 1 คืนสัมผัสการเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟใน “YAMAHA MAXPERIENCE Ride Together MAX Together”

    1 Min Read

    ยามาฮ่าจัดทริปเปิดประสบการณ์เต็มแม็กซ์ พาชาว MAX Series ลุยจันทบุรี 2 วัน 1 คืนสัมผัสการเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟใน “YAMAHA MAXPERIENCE Ride Together MAX Together”

    บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พาชาว MAX Series เปิดประสบการณ์การเดินทางแบบเต็มแม็กซ์ ในกิจกรรม “YAMAHA MAXPERIENCE Ride Together MAX Together” ตะลุยจังหวัดจันทบุรีแบบ 2 วัน 1 คืน พร้อมพบกับ 2 อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “จอห์น ไรเดอร์” และ “เบนซ์ ดีบิ๊กไบค์” ที่มาร่วมสร้างสีสันและสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ไปด้วยกัน ตลอดเส้นทางท่องเที่ยวสุดสวยของภาคตะวันออก

    ตลอดเส้นทางกว่า 250 กิโลเมตร ยามาฮ่าพาชาว MAX Series สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ผ่านหลากหลายเส้นทางและแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดจันทบุรี ไม่ว่าจะเป็น อ่างเก็บน้ำวังขยาย สะพานเฉลิมพระเกียรติ สะพานตากสิน ก่อนปิดท้ายด้วยการขี่ชมความสวยงามของโบสถ์สีฟ้า ณ วัดแขมหนู พร้อมเติมเต็มความสนุกแบบเต็มแม็กซ์ ด้วยกิจกรรมล่องเรือชมฝูงเหยี่ยวแดงอย่างใกล้ชิด และกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่สร้างทั้งความสนุก ความประทับใจ และมิตรภาพระหว่างชาว MAX Series ตลอดการเดินทาง

    สำหรับลูกค้ารถจักรยานยนต์ยามาฮ่าที่พลาดกิจกรรมสุดพิเศษในครั้งนี้ สามารถติดตามกิจกรรม “YAMAHA MAXPERIENCE” ครั้งต่อไป เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางและความสนุกในแบบ MAX Series ได้ที่ Facebook: Yamaha Society Thailand และ YAMAHA Club Thailand


    #YamahaMAXPERIENCE #RideTogetherMAXTogether

    #YamahaClubThailand

    #ยามาฮ่าเร่งชีวิตให้เร้าใจ

    #YamahaRevsYourHeart

    #YamahaSocietyThailand


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร กรังด์ปรีซ์ฯ รับรางวัลอันทรงเกียรติ “ฐานันดร ๔” ประจำปี ๒๕๖๙ จากสมาคมสมาพันธ์นักข่าวฯ

    1 Min Read

    ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร กรังด์ปรีซ์ฯ รับรางวัลอันทรงเกียรติ  “ฐานันดร ๔” ประจำปี ๒๕๖๙ จากสมาคมสมาพันธ์นักข่าวฯ

    บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวทิพย์รัตน์ ชูทองเจริญกิจ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เข้ารับรางวัล “ฐานันดร ๔” ประจำปี ๒๕๖๙ สาขาความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารมวลชนดีเด่น จัดโดยสมาคมสมาพันธ์นักข่าว (แห่งประเทศไทย) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรตินักข่าว สื่อมวลชน ตลอดจนองค์กรและบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ผู้ประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติปฏิบัติตน มีคุณธรรม และมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์แก่สังคม

    พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ กรมประชาสัมพันธ์ ถนนพระราม ๖ เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพุธที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร นักประชาสัมพันธ์ และบุคลากรจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ อาทิ วงการสื่อมวลชน พิธีกร อินฟลูเอนเซอร์ บุคคลสาธารณะ และบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมร่วมรับฟังการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทสื่อในยุคพลวัต”

    ภายในงานได้รับเกียรติจากบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการเข้าร่วมงาน และรับรางวัล อาทิ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส, พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือ “ผู้การแต้ม”, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์, พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ, ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช, เผด็จ ภูรีปติภาณ (พญาไม้), สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา (พี่ฉอด), อัญชะลี ไพรีรัก, ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, อัญชลีพร กุสุม, จิตกร บุษบา, รอง เค้ามูลคดี, ดวงดาว จารุจินดา และมาร์ค พิตบูล ตลอดจนบุคคลจากหลากหลายวิชาชีพที่มีบทบาทในการทำประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ

    นางสาวทิพย์รัตน์ ชูทองเจริญกิจ กล่าวว่า “การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ‘ฐานันดร ๔’ ในสาขาความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารมวลชนดีเด่น ขอขอบพระคุณคณะกรรมการสมาคมสมาพันธ์นักข่าวฯ ทุกท่าน นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และยังเป็นขวัญกำลังใจสำคัญในการดำเนินงานด้านการสื่อสารองค์กรต่อไป สิ่งที่ยึดมั่นมาโดยตลอดคือการทำงานด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสาร โดยมุ่งให้สื่อมวลชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน และสามารถนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์  พร้อมกันนี้ ขอขอบพระคุณ พี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนทุกท่าน เพราะความร่วมมือและความไว้วางใจจากทุกท่าน เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การสื่อสารขององค์กรสามารถเข้าถึงประชาชนและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รางวัลนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจ แต่เป็นความรับผิดชอบที่จะต้องรักษามาตรฐานการทำงาน ยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อมวลชนทุกแขนง เพื่อให้งานสื่อสารองค์กรสามารถสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และคุณค่าให้กับองค์กร สื่อมวลชน และสังคมได้อย่างยั่งยืน”

    การได้รับ รางวัล “ฐานันดร ๔” สาขาความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารมวลชนดีเด่น นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของบุคลากร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และสะท้อนถึงบทบาทของบุคลากรด้านการสื่อสารองค์กร ในการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างองค์กรกับสื่อมวลชนและสาธารณชน โดยยึดหลัก ความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความรับผิดชอบ และความร่วมมือที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสื่อสารองค์กร


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ทยฮอนด้า ผนึกกำลังสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและกรมการขนส่งทางบก เสนอแนวคิดเพิ่ม “สถานีเบรก” เพื่อศึกษาแนวทางเพิ่มทักษะการขับขี่ให้กับผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อท้องถนนที่ปลอดภัย

    1 Min Read

    ทยฮอนด้า ผนึกกำลังสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและกรมการขนส่งทางบก เสนอแนวคิดเพิ่ม “สถานีเบรก” เพื่อศึกษาแนวทางเพิ่มทักษะการขับขี่ให้กับผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อท้องถนนที่ปลอดภัย

    บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ในฐานะสมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ร่วมสนับสนุนสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการพัฒนาแนวคิด “สถานีเบรก” (Brake Station) เพื่อส่งเสริมทักษะการเบรก การตัดสินใจ และการควบคุมรถจักรยานยนต์เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีคณะผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานและภาคีเครือข่าย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนนเข้าร่วมชมการสาธิตในครั้งนี้ ณ อาคาร 8 กรมการขนส่งทางบก

    โดยแนวคิดดังกล่าวพัฒนาขึ้นจากความสำคัญของทักษะการหลีกเลี่ยงการชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการป้องกันและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ โดยข้อมูลจากการศึกษาอุบัติเหตุเชิงลึกของศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่า อุบัติเหตุร้ายแรงของรถจักรยานยนต์กว่าร้อยละ 48 ผู้ขับขี่ไม่มีการเบรกหรือหักหลบก่อนเกิดการชน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะการใช้เบรกอย่างถูกวิธี การควบคุมรถอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการรับรู้สถานการณ์รอบตัว การคาดการณ์อุบัติเหตุ การตัดสินใจและดำเนินการหลบเลี่ยงอุบัติเหตุ พร้อมสาธิตรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อประกอบการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนารูปแบบการทดสอบใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ภายในงานยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัย อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความเหมาะสมของพื้นที่ ตลอดจนความเป็นไปได้ในการนำไปเป็นหนึ่งในสถานีสอบรับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์

    ทั้งนี้ การสาธิตสถานีเบรกยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเหมาะสม เพื่อรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผลจากการสาธิตจะนำไปใช้ประกอบการทบทวนและปรับปรุงรูปแบบให้มีความเหมาะสม ปลอดภัย และสามารถดำเนินการได้จริง ก่อนหารือแนวทางการพัฒนาร่วมกับกรมการขนส่งทางบกในลำดับต่อไป

    ไทยฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาความรู้และทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ที่

    เว็บไซต์: www.thaihonda.co.th

    เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/hondamotorcyclethailand

    อินสตาแกรม: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand

    TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha

    YouTube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA

    #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda #HondaSafety


    No Comment
  • มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบเงินกว่า 3.9 ล้านบาท มุ่งมั่นสนับสนุนกิจกรรมหลากหลายมิติ สร้างประโยชน์และขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    1 Min Read

    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบเงินกว่า 3.9 ล้านบาท มุ่งมั่นสนับสนุนกิจกรรมหลากหลายมิติ  สร้างประโยชน์และขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เดินหน้าสานต่อภารกิจอันเป็นประโยชน์เพื่อสังคม ประจำปี พ.ศ. 2569 มอบเงินสนับสนุน มูลค่ารวม 3,980,000 บาท สำหรับ 7 โครงการ เพื่อสนับสนุนการศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ได้แก่

    • กองทุนวิจัยวิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯ–อีซูซุ เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการและต่อยอด องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมยานยนต์ผ่านงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนวัตกรรมสาขาเทคโนโลยียานยนต์และวิศวกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
    • ทุนการศึกษาแก่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
    • ทุนการศึกษาสำหรับผู้ทุพลลภาพแก่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ
    • เงินสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
    • อุปกรณ์การเรียนแก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
    • เงินสนับสนุนมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
    • อุปกรณ์จราจรแก่กองบัญชาการตำรวจนครบาลและกองบังคับการตำรวจทางหลวง

    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2530 ผ่านการร่วมมือกันของ 3 บริษัทในกลุ่มอีซูซุ ได้แก่ บริษัท  ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีซูซุเอ็นยิ่น แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบันมีเงินกองทุนทั้งสิ้น 493.31 ล้านบาท โดยมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างและปรารถนาที่จะเห็นสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ฮอนด้าบิ๊กไบค์ ชวนสายคลาสสิกทัวริ่งเปิดประสบการณ์ข้ามพรมแดน 3 ประเทศ กับ “ASIAN XPERIENCE 2026 – Vietnam Chapter” พิชิตเส้นทางไทย–ลาว–เวียดนาม 11–16 ธ.ค. นี้

    1 Min Read

    ฮอนด้าบิ๊กไบค์ ชวนสายคลาสสิกทัวริ่งเปิดประสบการณ์ข้ามพรมแดน 3 ประเทศ กับ “ASIAN XPERIENCE 2026 – Vietnam Chapter” พิชิตเส้นทางไทย–ลาว–เวียดนาม 11–16 ธ.ค. นี้

    ฮอนด้าบิ๊กไบค์ เตรียมพาสายคลาสสิกทัวริ่งออกเดินทางสู่ประสบการณ์ครั้งพิเศษกับ “ASIAN XPERIENCE 2026 – Vietnam Chapter” ทริปขับขี่ข้ามพรมแดนบนเส้นทาง มุกดาหาร–ลาว–เวียดนาม เปิดประสบการณ์การเดินทางไปกับฮอนด้าบิ๊กไบค์ สัมผัสเสน่ห์และความงดงามตลอดเส้นทาง พร้อมพาไปเยือนเมืองสำคัญของเวียดนาม ทั้ง เว้ (Hue), ดานัง (Da Nang) และฮอยอัน (Hoi An) ระหว่างวันที่ 11–16 ธันวาคม 2569 นี้

     

    ตลอดการเดินทาง เหล่าไบเกอร์จะออกสตาร์ทจากจังหวัดมุกดาหาร ข้ามพรมแดนไทย–ลาว ก่อนมุ่งหน้าสู่ประเทศเวียดนามผ่านเส้นทาง EWEC (East-West Economic Corridor) และออกเดินทางต่อผ่านเมืองสำคัญอย่าง Hue, Ba Na Hills, Hoi An และ Dong Ha ก่อนเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทย รวมระยะทางตลอดทริปกว่า 1,100 กิโลเมตร โดยตลอดเส้นทาง ผู้ร่วมทริปจะได้สัมผัสทั้งความท้าทายของการขับขี่ ความงดงามของวิวธรรมชาติ รวมถึงเสน่ห์และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่

     

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของทริป คือการขับขี่จาก Hue สู่ Da Nang ผ่านเส้นทาง Hải Vân Pass เส้นทางขึ้นชื่อที่เต็มไปด้วยโค้งสวยเลียบทะเล พร้อมชมทัศนียภาพอันงดงามของชายฝั่งเวียดนามตอนกลาง ก่อนเดินทางต่อสู่ Hoi An และสัมผัสบรรยากาศระหว่างทางผ่านแลนด์มาร์กสำคัญ ทั้ง Ba Na Hills, Golden Bridge, Cam Thanh Coconut Village และ Hoi An Old Town พร้อมปิดท้ายการเดินทางด้วยการขับขี่เที่ยวเมือง Da Nang เมืองที่ผสานเสน่ห์ของท้องทะเล ความทันสมัยของเมือง และวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ได้อย่างลงตัวตลอดเส้นทาง

     

    สำหรับการเดินทางครั้งนี้ กำหนดระยะเวลาการขับขี่เฉลี่ยประมาณ 5 ชั่วโมงต่อวัน รองรับรถจักรยานยนต์ Honda BigBike สายคลาสสิค โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น CL500, Rebel 500, Rebel 1100, CB1100RS, CB1100EX และ CB1300 พร้อมการดูแลตลอดกิจกรรมในรูปแบบ All Inclusive ครบทั้งการขับขี่ ที่พัก อาหาร และกิจกรรมตลอดการเดินทาง

     

    เตรียมออกเดินทางไปสัมผัสอีกหนึ่งประสบการณ์สุดพิเศษกับ “ASIAN XPERIENCE 2026 – Vietnam Chapter” สนุกไปกับทุกจังหวะของการขับขี่ พร้อมเก็บเกี่ยวความประทับใจตลอดเส้นทาง ไทย–ลาว–เวียดนาม ระหว่างวันที่ 11–16 ธันวาคม 2569 ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ Honda BigWing ทุกสาขา พร้อมข้อเสนอพิเศษ Early Bird สมัครภายในเดือนกันยายน 2569 รับส่วนลดทันที 1,000 บาท

     

    คู่มือ และรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม: https://bit.ly/4xueFa7

    หมายเหตุ: กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพเส้นทางและสภาพอากาศเพื่อความปลอดภัย

     

    ติดตามข่าวสารและรายละเอียดอื่น ๆ จากฮอนด้าบิ๊กไบค์เพิ่มเติมได้ที่

    เว็บไซต์: https://bit.ly/thaihondabigbike  

    เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า: www.facebook.com/hondamotorcyclethailand   

    เฟซบุ๊กฮอนด้าบิ๊กไบค์: www.facebook.com/HondaBigBikeTH

    #RidingPassion #HondaBigBike #HondaBigBikeThailand #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ครบทุกโมเมนต์ความสนุก! รถจักรยานยนต์ฮอนด้า จัดเต็ม “Scoopy School Tour” หลังยกทัพศิลปินจาก What The Duck ส่งต่อสีสัน เสียงเพลง และความสนุกถึง 9 โรงเรียน 9 จังหวัดทั่วไทย

    1 Min Read

    ครบทุกโมเมนต์ความสนุก! รถจักรยานยนต์ฮอนด้า จัดเต็ม “Scoopy School Tour” หลังยกทัพศิลปินจาก What The Duck ส่งต่อสีสัน เสียงเพลง และความสนุกถึง 9 โรงเรียน 9 จังหวัดทั่วไทย

    รถจักรยานยนต์ฮอนด้า จัดเต็มความมันกับ Scoopy School Tour” ออกเดินทางส่งต่อความสนุกถึงรั้วโรงเรียนทั่วประเทศ ชวนวัยรุ่น Gen ใหม่ออกมารวมแก๊ง ปล่อยพลัง และสร้างโมเมนต์ร่วมกันผ่านเสียงดนตรีจากศิลปินค่าย What The Duck และกิจกรรมในสไตล์ New Honda Scoopy ตลอดเส้นทางกว่า 2 เดือน โดยเดินทางไปสร้างสีสันแล้วถึง 9 โรงเรียน ครอบคลุม 9 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทัพศิลปินที่ผลัดเปลี่ยนกันมาสร้างเซอร์ไพรส์และเสียงกรี๊ดแบบใกล้ชิดในแต่ละ Tour Stop

    ตลอดเส้นทาง Scoopy School Tour ความสนุกเริ่มต้นที่ โรงเรียนมัธยมวัดด่านสำโรง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ก่อนเดินทางต่อไปยัง โรงเรียนวัดนวลนรดิศ, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ปทุมธานี, โรงเรียนอุดรพิทยานุกุล จังหวัดอุดรธานี, โรงเรียนคงคาราม จังหวัดเพชรบุรี, โรงเรียนชลบุรี “สุขบท” จังหวัดชลบุรี, โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี และปิดท้ายความสนุกที่ โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา เรียกได้ว่า รถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ส่งต่อความสนุกครอบคลุมตั้งแต่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปจนถึงภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ครบทุกมุมของประเทศ

    Scoopy School Tour ยังเติมเต็มบรรยากาศในแต่ละ Tour Stop ให้สนุกยิ่งขึ้นด้วยทัพศิลปินที่สลับกันมาสร้างสีสันและเซอร์ไพรส์ให้น้อง ๆ ถึงรั้วโรงเรียน นำโดย THE TOYS, BOWKYLION, MIRRR, Whal & Dolph, Pae Arak, LANDOKMAI, QLER, YourMOOD, loserpop, Uncle Ben, MuTE., VVV, Newery, Millie Snow, Arabelle และ SAUCE BKK ที่หมุนเวียนกันขนเพลงฮิตขึ้นเวที ชวนน้อง ๆ ร้องตาม กระโดด และสนุกไปพร้อมกับแก๊งเพื่อนแบบเต็มที่ เปลี่ยนพื้นที่ในโรงเรียนให้กลายเป็นมินิคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง เสียงเชียร์ และพลังของวัยรุ่น Gen ใหม่ในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนี้ Scoopy School Tour ยังยกพื้นที่ความสนุกในสไตล์ Scoopy ไปให้น้อง ๆ ได้ร่วมกิจกรรมกันแบบเต็มอิ่ม ทั้ง Scoopy Gang Photo Booth ชวนเพื่อนมาโพสท่าเก็บโมเมนต์ประจำแก๊ง เกม Time Stop Challenge พร้อมกิจกรรมและของรางวัลพิเศษจาก Scoopy รวมถึง Honda Riding Trainer (RT) เครื่องจำลองการขับขี่รถจักรยานยนต์เสมือนจริง และการทดลองขับ Moto Compacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า พร้อมสอดแทรกความรู้เรื่องการขับขี่อย่างปลอดภัยและการสวมหมวกกันน็อกอย่างถูกต้อง ภายใต้โครงการ ‘ฮอนด้าเมืองไทยขับขี่ปลอดภัย’ ให้ทุกคนได้ทั้งความสนุกและสาระกลับไปพร้อมกัน

    จากจุดเริ่มต้นของทัวร์ในเดือนมิถุนายน สู่การเดินทางผ่าน 9 โรงเรียนใน 8 จังหวัด “Scoopy School Tour” ไม่ได้มีเพียงเสียงเพลงและมินิคอนเสิร์ต แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้ออกมาใช้เวลาร่วมกับเพื่อน สนุกกับสิ่งที่ชอบ และแสดงตัวตนในสไตล์ของตัวเอง สะท้อนคาแรกเตอร์ของ New Honda Scoopy ที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คน Gen ใหม่ และไปให้สุดเทรนด์

     

    ติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง เพิ่มเติมได้ที่
    เว็บไซต์: www.thaihonda.co.th
    เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
    อินสตาแกรม: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
    TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
    YouTube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA

    #ScoopySchoolTour #ScoopyGang  #แก๊งเจนใหม่ไปให้สุดเทรนด์ #HondaSCOOPY
    #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand​ #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • GWM เปิดบทสรุปความสำเร็จ หลัง GWM TANK 300 DIESEL พิชิตศึก AXCR 2026 ตอกย้ำพลังทีม วิศวกรรม และเทคโนโลยีดีเซล 2.4 ลิตร จากสนามแข่งสู่ความมั่นใจบนถนนจริง

    1 Min Read

    GWM เปิดบทสรุปความสำเร็จ หลัง GWM TANK 300 DIESEL พิชิตศึก AXCR 2026 ตอกย้ำพลังทีม วิศวกรรม และเทคโนโลยีดีเซล 2.4 ลิตร จากสนามแข่งสู่ความมั่นใจบนถนนจริง

    GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เปิดบทสรุปความสำเร็จของทีม GWM Ek Group Racing Team และ GWM TANK 300 DIESEL หลังสร้างผลงานอันน่าภาคภูมิใจในการแข่งขัน  Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) ด้วยการนำรถแข่งทั้ง 2 คันผ่านบททดสอบครบทั้ง 6 สเตจ และเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ ท่ามกลางเส้นทางครอสคันทรีสุดโหดกว่า 2,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดของวงการมอเตอร์สปอร์ตเอเชีย ในการแข่งขันครั้งนี้ รถ GWM TANK 300 DIESEL หมายเลข 114 ขับโดย โอฬาร สรสิริรัตน์ พร้อมผู้นำทาง สมเกียรติ น้อยจาด คว้าอันดับ 12 Overall และอันดับ 4 ในรุ่น T2A-D ขณะที่รถ GWM TANK 300 DIESEL หมายเลข 128 ขับโดย โทวัล ธรวรรณเสน พร้อมผู้นำทาง ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ จบการแข่งขันในอันดับ 15 Overall และอันดับ 6 ในรุ่น T2A-D สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ความทนทาน และศักยภาพของ GWM TANK 300 DIESEL ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ในสภาพการใช้งานจริงบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดการแข่งขัน

    เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า  “ปัจจุบัน GWM มีเครือข่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ครอบคลุมทั้งยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ ครอบคลุมตั้งแต่ห้องปฏิบัติการทดสอบการชน อุโมงค์ลม ไปจนถึงสนามทดสอบที่จำลองสภาพพื้นผิวมากกว่า 100 รูปแบบ อีกทั้งยังมีขีดความสามารถในการทดสอบที่เข้มงวดกว่า 2,000 รายการ ครอบคลุมสภาพถนนและโซนจำลองทุกรูปแบบเท่าที่จะเป็นไปได้  อย่างไรก็ตามเราไม่ได้หยุดอยู่แค่การจำลองในห้องปฏิบัติการ  หลังจากพิสูจน์ยานยนต์ของเราในทะเลทรายอันสุดขั้วของการแข่งขัน Taklimakan Rally การเข้าร่วมศึก AXCR กับเส้นทางออฟโรดในเขตร้อนที่คาดเดาไม่ได้นี้ได้มอบความท้าทายที่แตกต่างออกไป  ยิ่งไปกว่านั้นการแข่งขันปีนี้ที่ถูกจัดขึ้นในประเทศไทย ทำให้เราสามารถพิสูจน์สมรรถนะรถของเราภายใต้สภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศจริงที่ผู้ใช้งานในประเทศไทยต้องเผชิญได้อย่างเต็มที่   ซึ่งการส่ง GWM TANK 300 DIESEL ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ทั้ง 2 คัน เข้าร่วมการแข่งขันในรุ่น T2 ซึ่งยังคงมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุด และสามารถเข้าเส้นชัยได้สำเร็จหลังเผชิญเส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ได้สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจได้ของทั้งแบรนด์และไลน์อัปผลิตภัณฑ์ TANK ของเรา ทั้งในด้านวิศวกรรม โครงสร้างแชสซี ระบบส่งกำลัง และขุมพลังดีเซลที่สั่งสมความเชี่ยวชาญมายาวนานกว่า 30 ปี ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน”

     

    รถ SUV ทรงกล่อง Boxy Style ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางแบบออฟโรดขั้นสุด

    สำหรับการแข่งขัน AXCR 2026 ทาง GWM ส่ง GWM TANK 300 จำนวน 2 คันลงแข่งขันในรุ่น T2A-D ซึ่งเป็นประเภท Production-Based Vehicle หรือรถที่ยังคงมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุดตามข้อกำหนดการแข่งขัน โดยยังคงใช้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบส่งกำลัง และวิศวกรรมหลักของรถที่จำหน่ายจริง พร้อมปรับอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับการแข่งขัน โดยหัวใจสำคัญของรถแข่งทั้งสองคันคือ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบแปรผัน (VGT) ที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ซึ่งช่วยส่งมอบแรงบิดอย่างต่อเนื่องในทุกสภาพเส้นทาง ควบคู่กับเทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะที่ช่วยเสริมความมั่นใจในการควบคุมรถบนเส้นทางที่หลากหลาย ขณะที่ดีไซน์เอกลักษณ์ทรงกล่อง Boxy Style ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่ง แต่ยังให้ความคล่องตัวสูง  และง่ายสำหรับผู้ขับขี่ สะท้อนศักยภาพของ GWM TANK 300 DIESEL ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางแบบออฟโรดขั้นสุด ผ่านการพิสูจน์จริงบนสังเวียนแรลลี่ระดับโลก

     

    จากห้องทดสอบสู่สนามจริง อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความทนทานเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร และเกียร์ 9AT

    หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากการแข่งขันครั้งนี้คือการเก็บข้อมูลการทำงานของรถภายใต้สภาวะขีดสุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่สามารถจำลองได้อย่างสมบูรณ์แม้ในสนามทดสอบมาตรฐานหรือการใช้งานบนถนนทั่วไป การแข่งขัน Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีพิสูจน์ความสำเร็จของ GWM TANK 300 DIESEL สามารถคว้าอันดับ 4 และ 6 ในรุ่น T2A-D มาครองได้เท่านั้น แต่ยังเป็น “ห้องปฏิบัติการวิจัยเคลื่อนที่” ที่ดุดันเพื่อทดสอบขีดจำกัดทางวิศวกรรมของตัวรถ โดยภายหลังจบการแข่งขัน ทีมวิศวกรได้ส่งตัวอย่างน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์จากรถแข่ง หมายเลข 114 ไปวิเคราะห์เชิงลึกที่ Focus Lab ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO9001:2015 โดยผลทดสอบไม่พบความผิดปกติของการเจือปนธาตุ โลหะทั้ง 18 ชนิด (Fine Wear) และ 11 ชนิด (Coarse Wear) ในน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ เป็นการตอกย้ำว่าชิ้นส่วนภายในของเครื่องยนต์ 2.4T และเกียร์ 9AT มีอัตราการสึกหรอที่ต่ำมาก แม้จะถูกเค้นสมรรถนะอย่างหนักหน่วงที่สุดก็ตาม  ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลผลทดสอบยังระบุสถานะ “NORMAL”  (ปกติ) ในทุกมิติ ทั้งชิ้นส่วนโลหะ คุณภาพน้ำมัน และสิ่งเจือปน ถือเป็นอีกหนึ่งผลการพิสูจน์ เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนของ GWM ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาวะสุดขั้วได้เป็นอย่างดี โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพ ความทนทาน และความมั่นใจในการใช้งานจริงของลูกค้า พร้อมต่อยอดสมรรถนะของขุมพลังดีเซล และเทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะ ให้สามารถรับมือกับสภาพเส้นทางที่หลากหลายได้อย่างมั่นใจและควบคุมได้ง่ายยิ่งขึ้น

     

    ต่อยอดองค์ความรู้มอเตอร์สปอร์ต มุ่งพัฒนายานยนต์ที่ไว้วางใจได้ในทุกการเดินทาง

    ความสำเร็จครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทำงานร่วมกันภายใน GWM Ek Group Racing Team ซึ่งประกอบด้วยนักแข่ง ผู้นำทาง วิศวกร ช่างเทคนิค ทีมบริการ และทีมสนับสนุนที่ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดตลอดการแข่งขัน ภายใต้สภาพเส้นทางและสภาพอากาศที่คาดเดาได้ยาก ความพร้อมในการเตรียมรถ การสื่อสารที่ชัดเจน การวางแผนอย่างรัดกุม และการตัดสินใจที่รวดเร็ว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รถทั้งสองคันสามารถเดินทางไปถึงเส้นชัยได้สำเร็จ นอกจากนี้  AXCR 2026 ยังเป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่าง GWM (Thailand) และพาร์ทเนอร์ โดยมี EK Group พันธมิตรสำคัญที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน และร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์และตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพ เทคโนโลยี และศักยภาพของผลิตภัณฑ์ GWM ในระยะยาว

    การแข่งขัน AXCR 2026 ยังช่วยสะท้อนภาพของ GWM ในอีกมิติหนึ่ง จากแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ สู่การแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงที่สั่งสมมายาวนานกว่า 30 ปี พร้อมตอกย้ำศักยภาพของ GWM ในการตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มองหายานยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับพละกำลัง ความทนทาน และสมรรถนะออฟโรดของเครื่องยนต์ดีเซล

    แม้การแข่งขัน AXCR 2026 จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่สำหรับ GWM นี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บทใหม่บนเส้นทางมอเตอร์สปอร์ต บริษัทฯ ยังคงศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และทิศทางของแบรนด์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต พร้อมตอกย้ำบทบาทของ GWM Motorsport ในฐานะแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระยะยาวที่เชื่อมต่อสนามแข่งขันเข้ากับการพัฒนารถยนต์สำหรับการใช้งานจริง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้ในทุกการเดินทาง

     

    #GWM #GWMThailand #GWMTH #GWMEKGroup #GWMTANK300 #TANK300Diesel
    #GWMTANK #TANK300
    #BOXYSUV #AXCR2026 #AXCR #AsiaCrossCountry


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • เบนท์ลีย์ แบงค็อก เครือ เอเอเอส กรุ๊ป เปิดตัว ‘Beyond Diamond Programme’ พร้อมปรับราคารถยนต์เบนท์ลีย์ทุกรุ่น ฉลอง 4 ทศวรรษแห่งความเชื่อมั่น

    1 Min Read

    เบนท์ลีย์ แบงค็อก เครือ เอเอเอส กรุ๊ป เปิดตัว ‘Beyond Diamond Programme’ พร้อมปรับราคารถยนต์เบนท์ลีย์ทุกรุ่น ฉลอง 4 ทศวรรษแห่งความเชื่อมั่น

    เบนท์ลีย์ แบงค็อก ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ในเครือ เอเอเอส กรุ๊ป เปิดตัว Beyond Diamond Programme’ เอกสิทธิ์การบริการและการดูแลหลังการขายแบบเหนือระดับภายใต้มาตรฐานโรงงานผู้ผลิต พร้อมปรับราคารถยนต์เบนท์ลีย์ทุกรุ่นเพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่ากับราคาเริ่มต้นที่ 14.9 ล้านบาท โดยการเปิดตัวโปรแกรมพิเศษในครั้งนี้ ถือเป็นการเฉลิมฉลอง 40 ปีแห่งความมุ่งมั่นและทุ่มเทผ่านบทพิสูจน์ความสำเร็จในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์กว่า 400 รายในประเทศไทย

    ‘Beyond Diamond Programme’ คือ เอกสิทธิ์การบริการและการดูแลหลังการขายมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตที่ออกแบบมาเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเมื่อเลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์จากผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยตัวโปรแกรมมาพร้อมกับตัวเลือก 4 Diamonds ที่สะท้อนเอกสิทธิ์แบบเหนือระดับดังต่อไปนี้

    • Diamond Service: ขับขี่อย่างมั่นใจไปกับตัวเลือก Service Package บริการดูแลรักษาตามระยะทางที่มีให้เลือกในแบบ Light Usage และ Regular Usage เพื่อตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งานรถยนต์เบนท์ลีย์ของลูกค้า โดยแต่ละแพกเก็จมาพร้อมกับตัวเลือกแผน 3 ปี และ 5 ปี
    • Diamond Trust: อุ่นใจในทุกการเดินทางด้วยตัวเลือก Bentley Extended Warranty แผนการต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิตที่ลูกค้าสามารถเลือกต่อการรับประกันได้ทั้งแบบ 1 ปี และ 2 ปี
    • Diamond Plus: ยกระดับประสบการณ์การเดินทางด้วยตัวเลือกที่รวมเอา Diamond Service การบริการดูแลรักษาตามระยะทางและ Diamond Trust แผนการต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิตเข้าไว้ด้วยกันเพื่อความสุขในทุกการเดินทางที่ไม่มีสะดุด
    • Diamond Protection: อีกระดับของคุ้มครองที่เหนือกว่าด้วยตัวเลือกความคุ้มครองด้านการประกันภัยกับประกันภัยชั้น 1 ที่มาพร้อมกับทุนประกันที่จะครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางของลูกค้า พร้อมให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำ

    อีกทั้ง เบนท์ลีย์ แบงค็อก ประกาศปรับราคารถยนต์เบนท์ลีย์รุ่นใหม่ทุกรุ่นเพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าด้านราคาที่ต้องมาพร้อมกับการบริการมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตด้วยราคาเริ่มต้นที่ 14.9 ล้านบาทสำหรับในรุ่น Bentayga ยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์ ราคาเริ่มต้นที่ 16.3 ล้านบาทสำหรับในรุ่น Flying Spur ยนตรกรรมแบบซีดาน และ ราคาเริ่มต้นที่ 17.6 ล้านบาทสำหรับในรุ่น Continental GT ยนตรกรรมแบบคูเป้ โดยรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่นใหม่ทุกรุ่นมาพร้อมกับข้อเสนอทางการเงินมูลค่าสูงและดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99%* และเอกสิทธิ์การบริการหลังการขายมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตกับการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดที่ ‘นานที่สุด’ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ในรถยนต์รุ่นเครื่องยนต์แบบไฮบริด การรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิตและบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีเต็ม พร้อมสิทธิ์การต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต สูงสุด 4 ปี เอกสิทธิ์เฉพาะเมื่อเลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์กับผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น สำหรับ ลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าของที่ระลึก เบนท์ลีย์ แบงค็อก ยังมอบส่วนลด 40% สำหรับสินค้าคอลเลกชัน (Bentley Collection) ทุกชิ้นตลอดทั้งปี สินค้าลิขสิทธิ์แท้นำเข้าจากโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประเทศอังกฤษ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

    บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ก่อตั้งขึ้นในช่วงปี 2529 ดำเนินธุรกิจดูแลรักษารถยนต์ระดับบน (SUPER CAR) โดยยึดหลักปรัชญาการลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาวมากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะสั้นภายใต้คติพจน์ว่า “AAS LOOKING AFTER YOU AND YOUR CAR” มุ่งเน้นการบริการลูกค้าด้วย “คุณภาพ” เป็นหลักด้วยการให้ความสำคัญในทุกส่วนขององค์กรเริ่มตั้งแต่การสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล นอกจากนั้นยังวางระบบการบริหารจัดการภายในองค์กรตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจและเชื่อมั่นในการบริการ และจากประสบการณ์ ผลงาน และชื่อเสียงขององค์กร บริษัทฯ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์ในประเทศไทยในปี 2533 และด้วยผลงานที่โดดเด่น เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประเทศอังกฤษ ได้ยกระดับและแต่งตั้งให้ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยในปี 2538 จวบจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าเบนท์ลีย์ด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า 40 ปี พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือตรวจสอบและวิเคราะห์สำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์โดยเฉพาะนำเข้าจากโรงงาน การรับประกันอะไหล่แท้ และบุคลากรที่ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์ตามวิสัยทัศน์ “Building Trust Beyond Excellence” อันเปรียบเสมือนอัญมณี ‘Diamond’ ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์และคุณค่า “STRONG & ELITE” ซึ่งถือเป็น Core Value ขององค์กร

    สำหรับลูกค้าที่เลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่นใหม่กับเบนท์ลีย์ แบงค็อก บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด สามารถเลือกรับเอกสิทธิ์ ‘Beyond Diamond Programme’ ได้แล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์เบนท์ลีย์ อาคาร ซีทีไอ ทาวเวอร์ โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เผยไฮไลต์สเปก “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี รุ่นแฟล็กชิปเจเนอเรชันใหม่ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย 19 ตุลาคมนี้!

    1 Min Read

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เผยไฮไลต์สเปก “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี รุ่นแฟล็กชิปเจเนอเรชันใหม่ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย 19 ตุลาคมนี้!

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เผยไฮไลต์สเปก “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี รุ่นเรือธงเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งกำหนดเปิดตัว พร้อมจำหน่าย 3 รุ่นย่อยอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 สานต่อตำนาน “ปาเจโร” สู่บทใหม่ของยนตรกรรมที่สะท้อนความเป็นที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยการผสาน “ความมั่นใจในการขับขี่” (Confidence) จากสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอันทรงพลังและเทคโนโลยีล้ำสมัย เข้ากับ “ความสะดวกสบาย” (Comfort) ทั้งด้านความสบายของห้องโดยสารและความคล่องตัวในการควบคุมรถ ก่อนก้าวไปอีกขั้นกับ “ความเหนือระดับ” (Prestige) ผ่านคุณภาพและความประณีตในทุกมิติ เพื่อเติมเต็มทุกการเดินทางและปลุกจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยอย่างแท้จริง

    ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร มาด้วยขุมพลังคลีนดีเซล 2.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ Single Variable-Geometry Turbocharger (VGT) ให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมและการตอบสนองที่ฉับไว ตั้งแต่ออกตัวไปจนถึงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด (8AT) ที่ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นและต่อเนื่อง พร้อมโหมดสปอร์ต (Sport Mode) และ Paddle Shift เพื่อเพิ่มความสนุกและความคล่องตัวในการควบคุมรถในหลากหลายสถานการณ์ ขณะเดียวกัน ช่วงล่างยังได้ปรับปรุงใหม่ ให้เกาะถนนทั้งทางดำและทางฝุ่นได้อย่างมั่นคงและนุ่มนวล รวมถึงยังยกระดับสมรรถนะการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อนแบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) และ 7 Drive Mode ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างสบายใจในทุกสภาพถนน สภาพอากาศ และทุกรูปแบบการเดินทาง ตอกย้ำความเป็นปาเจโรที่พร้อมรับมือกับทุกเส้นทางที่ท้าทาย

     

    ดีไซน์ภายนอกของ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ยังคงถ่ายทอดความแกร่งในแบบรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี ด้วยมิติตัวถังรูปทรงบึกบึนและริ้วเส้นสายที่ทรงพลัง พร้อมนำเสนอกระจังหน้าแบบ Kendo Mask ในรุ่นเริ่มต้นและรุ่นกลาง ขณะที่รุ่นท็อปโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าแบบ Honeycomb พร้อมชุดตกแต่งพิเศษบริเวณกันชนหน้าและกันชนหลัง รวมถึงแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ (Skid Plate) และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมความเท่และความสง่างามให้กับตัวรถ ตลอดจนระบบไฟสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดล็อก (Welcome Light) และไฟแอนิเมชันขณะล็อกและปลดล็อกรถ (Dynamic Flow Light) ที่สะกดทุกสายตา

    ภายในห้องโดยสารได้รับการจัดพื้นที่และตำแหน่งเบาะนั่งอย่างเหมาะสม เพื่อมอบพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางแก่ผู้โดยสารในทุกแถว ทั้ง 7 ที่นั่ง ให้ความรู้สึกไฮเอนด์ด้วยวัสดุเบาะหนังและหนังสังเคราะห์เกรดพรีเมียมในโทนสีน้ำตาลคาเมล (Camel) ที่จับคู่กับสีดำ (Black) อย่างมีชั้นเชิง ยกระดับความความเงียบ และความผ่อนคลายภายในห้องโดยสาร ด้วยกระจกกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass) ที่ติดตั้งทั้งกระจกประตูบานหน้าและบานหลัง ควบคู่กับวัสดุลดเสียงรบกวนที่ติดตั้งอย่างทั่วถึง ช่วยลดเสียงลมปะทะและเสียงเครื่องยนต์ระหว่างการเดินทาง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถพูดคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังมอบความสะดวกสบายขั้นสุดด้วยเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ระบบจดจำตำแหน่งเบาะนั่งคู่หน้า พวงมาลัย และกระจกมองข้าง โดยหน้าจอบริเวณด้านหน้าของห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากหน้าจอแนวนอนบริเวณคอนโซลหน้าของปาเจโรรุ่นแรก ซึ่งนำมาปรับใช้ให้ร่วมสมัยผ่านแผงหน้าจอแบบชิ้นเดียว (Monolithic Dual Display) ที่เชื่อมต่อหน้าจอระบบสัมผัสและหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ขนาด 14.3 นิ้ว จำนวน 2 หน้าจออย่างไร้รอยต่อ ก่อนเติมเต็มสุนทรียภาพด้วยเครื่องเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง คุณภาพสูง ดื่มด่ำคุณภาพเสียงเต็มอรรถรสตลอดการเดินทาง พิเศษยิ่งขึ้นด้วยหลังคากระจกพาโนรามา สัมผัสความโปร่งโล่ง พร้อมเปิดรับทัศนียภาพรอบตัว

     

    มอบความอุ่นใจที่เหนือกว่าเดิม ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Senseครอบคลุม 360 องศา เสริมด้วยระบบเตือนและป้องกันการออกนอกเลน (LDP, LDW) ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN) ระบบเตือนรถสวนด้านหน้า (FCTA) ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน ในกรณีเหยียบคันเร่งผิดพลาด (EAPM) ระบบตรวจจับวัตถุเคลื่อนที่ (MOD) ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลังออกจากช่องจอด (RCTB) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) และระบบช่วยอ่านป้ายจราจร (TSR) รวมถึงยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะMI-PILOT ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดภาระของผู้ขับขี่ระหว่างการเดินทาง เสริมความมั่นใจและความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างเต็มเปี่ยม

     

    ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร พร้อมจำหน่าย 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นเริ่มต้น รุ่นกลาง และรุ่นท็อป อย่างเป็นทางการที่โชว์รูมมิตซูบิชิกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ ในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment