-
News Car5 Min Read
อีซูซุ จัดเต็มครบทุกไลน์อัพ ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ชูคอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” พร้อมอวดโฉมทัพรถแต่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์เมืองไทย ร่วมจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” จัดเต็มยนตรกรรมมาอวดโฉมรวมทั้งสิ้น 15 คัน นำทัพโดยรถรุ่นมาตรฐานที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รวม 10 คัน ทั้งในรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ พร้อมชูไฮไลต์ทัพรถแต่งพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มาเจอครั้งแรกได้ที่งาน ที่พร้อมสะกดทุกสายตา ตลอดจนมอบข้อเสนอสุดเร้าใจกับแคมเพจ์นแห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL” ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมัน PT รวมมูลค่ากว่า 5.4 ล้านบาทสำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 นี้ อีซูซุตั้งใจนำเสนอประสบการณ์ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่นและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมตามแบบฉบับอีซูซุ ภายใต้คอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” ซึ่งเป็นการนำเสนอที่สะท้อนแนวคิด “Isuzu Trusted Buddy” อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย สื่อถึงเพื่อนคู่ใจที่อยู่เคียงข้างผู้ใช้รถชาวไทยในทุกเส้นทางให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเราได้ดึงเอาความอบอุ่นและความเป็นมิตรของ “ยูจัง” (YUU CHAN) มาสคอตใหม่ล่าสุดจากอีซูซุ ผ่านมุมมอง 3 มิติบนจอ LED ขนาดใหญ่ ที่ให้ภาพเสมือนจริงมาผสานกับความเป็นยนตรกรรมที่โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวของ “ISUZU D-MAX… THE ONE & ONLY” พร้อมด้วย MU-X “THE NEXT PEAK” เพื่อตอกย้ำคำมั่นสัญญาว่าอีซูซุพร้อมจะยืนหยัด เป็นเพื่อนคู่คิดที่เคียงข้างลูกค้าชาวไทยในทุกสถานการณ์โดยอีซูซุได้นำรถมาจัดแสดงรวมทั้งสิ้น 15 คัน ทั้งรุ่นมาตรฐานยอดนิยมครบทุกไลน์อัพ จำนวน 10 คัน นำโดยรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ รวมถึงอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” ที่ได้นำมาจำหน่ายครั้งแรกภายในงาน และเพิ่มความสปอร์ตเร้าใจกับรถตกแต่งพิเศษหลากสไตล์จำนวน 5 คัน ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสะกดทุกสายตา นำทัพโดย New! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” และ MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD ครั้งแรกกับเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่เปิดตัวเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์มาโชว์ภายในงาน พร้อมด้วยไฮไลต์สำคัญอย่าง รถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ รถแข่งต้นแบบที่จะใช้ในรายการ “ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026” และ ISUZU V-CROSS 4×4 เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ที่อีซูซุได้ร่วมมือกับ WILD ผู้ผลิตชิ้นส่วนชื่อดังของไทยในการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคันโดยเฉพาะ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Dolomite White Pearl มาตกแต่งเพิ่มความดุดันขั้นสุดในสไตล์ Top Secret SPL ครั้งแรกของโลกกับการเผยโฉมโปรเจกต์ “TOP Secret The First PPV” และ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น Active สี Dolomite White Pearl ที่ร่วมมือกับ Bangkok Hot Rod Custom Show ผู้จัดงานประกวด Custom Car ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาพลิกโฉมสะกดทุกสายตาด้วยชุดแต่งพิเศษคอนเซปต์ “Premium Tough”นอกจากนี้ ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก อีซูซุยังคงเดินหน้าสนับสนุนนโยบาย การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” โดยมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ล่าสุดได้มีการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการความร่วมมือพัฒนาไบโอดีเซล เจเนอเรชันใหม่ ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งหลังจากเฟสแรกเมื่อปลายปี 2566 โดยร่วมกับ บริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด ทดสอบใช้น้ำมัน HVO (Hydrogenated Vegetable Oil) หรือน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว 30% ในรถบรรทุก Isuzu ELF ควบคู่กับการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ จนสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุดถึง 30% ไปแล้วนั้น ขณะนี้การทดสอบในเฟสที่ 2 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนด้วยการใช้น้ำมันปาล์มไบโอดีเซล B20 ควบคู่กับ HVO 30% ทดสอบ วิ่งใช้งานจริงบนสภาพถนนทั้งในเมืองและต่างจังหวัดด้วยรถปิกอัพอีซูซุรุ่นล่าสุดมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ยอดเยี่ยม อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันไม่ต่างจากเดิม แต่สามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุดถึง 50% ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอีซูซึในการมีส่วนช่วยลด Carbon Footprint ให้โลกได้พร้อมกันนี้ เพื่อแทนคำขอบคุณจากใจสำหรับความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้อีซูซุเสมอมา เราได้จัดเตรียมแคมเพจ์นยิ่งใหญ่แห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL” และ “ISUZU my-MEMBER my-Bonus ความสุขส่งต่อได้” เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศอีกด้วยข้อมูลยนตรกรรมที่อีซูซุนำมาจัดแสดงภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 รวม 15 คัน มีดังนี้รถอีซูซุรุ่นมาตรฐานรวม 10 คัน ได้แก่ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY”• ISUZU V-CROSS 4×4 3.0 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด M เกียร์อัตโนมัติ สี Inishmore Gray Opaque ปิกอัพสปอร์ตออฟโรด ขับเคลื่อนความดุดันด้วยขุมพลัง 3.0 Ddi MAXFORCE กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร พร้อมลุยฝ่าทุกอุปสรรคด้วยระบบ Terrain Command ที่เปลี่ยนเข้าสู่โหมดขับเคลื่อนสี่ล้อได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว เสริมทัพด้วยระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า E-Diff Lock และ Rough Terrain Mode ยกระดับความสบายอีกขั้นด้วย ใหม่! พวงมาลัยไฟฟ้า EPS ที่ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำและเบาแรงในทุกสภาพถนน มั่นใจไร้กังวลด้วยกล้องรอบคัน 360° Surround View Camera พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS เวอร์ชันล่าสุด รวม 17 ระบบ (อาทิ LKAS, ACC, FCW, AEB, BSM, RCTA & B, AHB และ MCB)โดดเด่นขั้นสุดด้วยการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในกับ ใหม่! ISUZU V-CROSS PACKAGE ดุดันทรงพลังเกินขีดจำกัดด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer เข้าคู่กับ ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวเส้นสาย Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight ที่รวมทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไฟหรี่ และไฟเลี้ยวไว้ในหนึ่งเดียว รับกับไฟท้าย LED แบบ Clear Lens และล้ออัลลอย 18 นิ้ว สี Matte Black ดีไซน์ Metal Claw สปอร์ตเท่ได้ใจสายลุย ภายในห้องโดยสารสปอร์ตพรีเมียมด้วยเบาะนั่งทูโทนดีไซน์ใหม่ โอบกระชับสรีระ มาพร้อมเทคโนโลยีลดการสะสมความร้อน COOLMAX และระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางสำหรับที่นั่งคนขับISUZU D-MAX “THE ONE & ONLY” รวม 3 คัน• ISUZU D-MAX HI-LANDER 2.2 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด Z เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดสี Elbrus Gray Opaqueปิกอัพ 4 ประตูยกสูงสไตล์สปอร์ต ที่สืบทอด DNA แห่งความเชื่อมั่นของอีซูซุ มากว่าครึ่งศตวรรษ ทะยานไปกับขุมพลังใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร มอบความแรงที่มาพร้อมความประหยัดน้ำมันเหนือชั้น ตามแบบฉบับอีซูซุ พร้อมรองรับน้ำมันดีเซล B20 ส่งกำลังนุ่มนวลต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ให้อัตราทดต้นจัด ปลายไหลโดดเด่นสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ภายนอกสุดโฉบเฉี่ยว จากกระจังหน้าใหม่แบบ Multi-layer เข้าชุดกับไฟหน้า Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight ไฟท้าย LED แบบ Clear Lens และล้ออัลลอยสีเงิน ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารมอบความสะดวกสบายขั้นสุดด้วยเบาะสปอร์ต COOLMAX ล้ำสมัยด้วยหน้าจอ Infotainment 8 นิ้ว รองรับ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay* พร้อมจอ MID 7 นิ้ว และช่องชาร์จ USB-C• ISUZU D-MAX CAB4 2.2 Ddi MAXFORCE เกรด L เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Bohemian Silver Metallicปิกอัพดีไซน์เท่ แกร่งทุกมุมมอง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE มอบพละกำลัง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันขั้นสุด พร้อมรองรับน้ำมัน B20 ตอบสนองการขับขี่อย่างราบรื่นและต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ภายนอกโดดเด่นสะกดสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer สีเทาไทเทเนียมสลับเงินเมทัลลิก ส่องสว่างกว้างไกลด้วยไฟหน้า Bi-Beam LED Projector คู่กับไฟท้าย LED แบบ Clear Lens เสริมความสปอร์ตลงตัวด้วยกันชนและกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถภายในห้องโดยสารอัปเกรดความทันสมัยด้วยคอนโซลหน้าหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินเมทัลลิกและสีดำอย่างลงตัว มอบความผ่อนคลายตลอดการเดินทางด้วยเบาะผ้าพรีเมียมสีดำ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay พร้อมการเชื่อมต่อครบครันทั้ง Bluetooth, WiFi Mirroring และช่องชาร์จ USB-C ปิดท้ายความมั่นใจในทุกการถอยจอดด้วยกล้องมองหลังที่มาพร้อมเส้นกะระยะ Dynamic Guideline• ISUZU D-MAX SPARK 2.2 Ddi MAXFORCE เกรด S เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Siberian Whiteปิกอัพขนส่งแห่งอนาคต หนึ่งเดียวที่สืบทอด DNA ความเชื่อมั่นของอีซูซุ ในฐานะ ผู้นำรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก ตอบโจทย์งานบรรทุกเต็มพิกัด ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแห่งสมรรถนะใหม่ล่าสุด 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่ทรงพลัง ออกตัวเร็วยิ่งขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันขั้นสุด พร้อมรองรับน้ำมัน B20 ส่งกำลังต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แบบสปอร์ต REV TRONIC ที่ออกแบบมาเพื่อรับกับเครื่องยนต์ 2.2 โดยเฉพาะ ให้อัตราทดสัมพันธ์กับแรงบิดสูงตั้งแต่ช่วงออกตัว และเร่งแซง พร้อมกระบะพื้นเรียบแบบ FLAT DECKแกร่ง ทนทาน ด้วยแชสซีส์เหล็กกล้าแบบ Reinforce และโครงสร้างตัวถัง Ultra-High Tensile ทนทานต่อการบิดตัว ผสานช่วงล่างหลังแหนบยาวแบบ Long Span ที่รองรับน้ำหนักได้ดีและให้ความนุ่มนวล มั่นใจยิ่งกว่ากับทุกการขนส่งด้วยระบบความปลอดภัย ทั้งระบบควบคุมการทรงตัว (ESC) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS) ระบบช่วยบนทางลาดชัน (HSA/HDC) ระบบเบรก ABS/EBD/BA พร้อมแอร์แบคคู่หน้า และฟังก์ชัน Crash Unlock ปลดล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อแอร์แบคทำงาน มอบความอุ่นใจและคุ้มค่าในทุกการใช้งานISUZU X-SERIES “2 HOT…2 HANDLE” ร้อนแรง…เป็นเรื่อง!• ISUZU X-SERIES รุ่น HI-LANDER 2 COOL… 2 STOP! เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Dolomite White Pearlปิกอัพสปอร์ตยกสูงดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว ทะยานแรงไปกับครั้งแรกของขุมพลัง ใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ตอบสนองความเร้าใจทุกอัตราเร่งด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ใหม่! และเพิ่มความสนุกในการขับขี่ไปอีกขั้นด้วยระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัยให้คุณเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัสโดดเด่นสะกดทุกสายตากับชุดแต่ง The X Package ดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ดุดันด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer โทนเข้มตัดขอบแดง Garnet Red รับกับไฟหน้าดีไซน์พิเศษที่แทรกเส้นสาย Stylish Red Line สุดโฉบเฉี่ยว และไฟท้าย LED แบบ CLEAR LENS เสริมความสปอร์ตขั้นสุดด้วยกันชนหน้า-หลังสีเดียวกับตัวรถสไตล์ Integrated พร้อม Aerodynamic Sport Bar เหนือกระบะท้าย สติกเกอร์คาดหน้า-หลังลาย Uptown Vibe และล้ออัลลอยสี Gloss Black ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารยกระดับความพรีเมียมด้วยคอนโซลหน้าหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งสอดรับด้วยสีเทาเข้มและ Piano Black นั่งสบายด้วยเบาะหนังสังเคราะห์ COOLMAX สีดำ พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง และเติมเต็ม ความสะดวกสบายด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV”• Isuzu D-Max EV“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพพลังไฟฟ้า 100% เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้า ชาวไทย รถรุ่นนี้ ถือเป็นรถปิกอัพไฟฟ้ายี่ห้อแรกจากฐานการผลิตไทยไปจำหน่ายยังตลาดยุโรป ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การที่อีซูซุใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญที่สุด“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพ 4 ประตูพลังไฟฟ้า 100% สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก ระบบขับเคลื่อนแบบ Dual Motor by E-Axle ช่วงล่าง De-dion พร้อมลีฟสปริงส์ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้รถทั้งเพื่อการพาณิชย์และส่วนตัว โดยยังคงประสิทธิภาพที่ทนทานตามความคาดหวังของการใช้งานรถปิกอัพ แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ของอีซูซุ คือ ความแข็งแกร่ง ทนทาน สำหรับลูกค้าประเภทองค์กรที่พร้อมมุ่งสู่นโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนไปด้วยกันMU-X “THE NEXT PEAK” รวม 4 คัน• MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD 3.0 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Eiger Gray Opaqueยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียมสปอร์ตขับเคลื่อน 4 ล้อขั้นสุด ทะยาน ข้ามทุกขีดจำกัดด้วยขุมพลัง 3.0 Ddi MAXFORCE 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร ลุยฝ่าทุกอุปสรรคอย่างเหนือชั้นด้วยระบบ Terrain Command และ Rough Terrain Mode พร้อมมอบความนุ่มนวลและหนึบแน่นทุกการเข้าโค้งด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ขับขี่สบายคล่องตัวด้วยพวงมาลัยไฟฟ้า มั่นใจอุ่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานผสานกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมกล้องถอยหลังที่มีเส้นกะระยะ Dynamic Guidelineดุดันสะกดทุกสายตากับดีไซน์สปอร์ตล้ำยุค ผ่านเส้นสาย EMBRACE LINE โดดเด่น สง่างามด้วยกระจังหน้า BLACK DIAMOND GRILLE ประดับสัญลักษณ์ RS สอดรับกับไฟหน้าและไฟท้าย DYNAMIC BLADE ดุดันขั้นสุดด้วยกันชนหน้าสไตล์ FIGHTER JET พร้อม AIR CURTAIN ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ เสริมความเท่ด้วย FENDER GARNISH สีดำ และล้ออัลลอย RS DESIGN ขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายด้วยเบาะ COOLMAX โอบรับสรีระ โดดเด่นด้วยการตกแต่งสัญลักษณ์ RS สี LIME GREEN เติมเต็ม ความบันเทิงด้วยหน้าจอสัมผัส 9 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto* พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่งรอบทิศทาง• MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Dolomite White Pearlยนตรกรรมอเนกประสงค์สปอร์ตพรีเมียม ยกระดับสู่จุดพีคใหม่ของชีวิต ขับสนุกเร้าใจยิ่งกว่าเคยด้วยขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร มอบอัตราเร่งยอดเยี่ยมและเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic และระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย เพิ่มความมั่นใจเหนือระดับด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ช่วยลดการสั่นสะเทือนและการโคลงของตัวรถ มอบความนุ่มนวลและหนึบแน่นทุกครั้งที่เข้าโค้ง พร้อมอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานร่วมกับกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Cameraสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์สปอร์ตล้ำยุค ผ่านเส้นสาย DYNAMIC รอบคัน โดดเด่น สง่างามด้วยกระจังหน้า BLACK DIAMOND GRILLE ประดับสัญลักษณ์ RS สอดรับกับไฟหน้าและไฟท้ายแบบ DYNAMIC BLADE และเส้นสายดีไซน์ EMBRACE LINE ดุดันขั้นสุดด้วยกันชนหน้าสไตล์ FIGHTER JET พร้อม AIR CURTAIN ที่ช่วยรีดอากาศและเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ เสริมลุคสปอร์ตเต็มพิกัดด้วย FENDER GARNISH สีดำ SIDE GARNISH สัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอย RS DESIGN ขนาดใหญ่ 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายโอบรับสรีระด้วยเบาะ COOLMAX ที่ช่วยลดการสะสมความร้อน โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยการตกแต่งสัญลักษณ์ RS สี LIME GREEN สุดเอ็กซ์คลูซีฟ• MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น ULTIMATE สี Bavarian Black Micaยนตรกรรมอเนกประสงค์ดีไซน์หรูล้ำหน้า สู่จุดพีคสุดของความสำเร็จ ครั้งแรกของเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ตอบสนองฉับไวด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด REV TRONIC พร้อม Sequential Paddle Shift ขับขี่คล่องตัวด้วยพวงมาลัยไฟฟ้า EPS มั่นใจทุกการเข้าโค้งด้วยช่วงล่างหลังแบบ 5-Link Suspension เอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ผสานโช้กอัพใหม่! STIFF FLEX ที่ช่วยลด การสั่นสะเทือน อุ่นใจขั้นสุดด้วยระบบความปลอดภัย ADAS แบบจัดเต็มครอบคลุมทุกการ ขับขี่ และกล้อง 360° Surround View Camera ให้ภาพคมชัดแบบ 3D พร้อมมุมมองใต้ท้องรถสะกดทุกสายตากับดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ หรูหราด้วยกระจังหน้า DYNAMIC GRILLE วัสดุสีดำ TITANIUM CARBIDE สอดรับกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ DYNAMIC TURBINE สี MAGNETITE ยกระดับความภูมิฐานภายในห้องโดยสารขั้นสุดด้วยโทน สี TRUFFLE BROWN – BLACK เบาะนั่ง 7 ที่นั่งโอบรับสรีระ โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เติมเต็ม Seamless Life ด้วยหน้าจอ Infotainment 9 นิ้ว รองรับ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay* พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วย Smart Tailgate ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าพร้อม Step Sensor และระบบ Jam Protection• MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น ELEGANT สี Dolomite White Pearlยนตรกรรมอเนกประสงค์ดีไซน์สปอร์ตหรู ขับเคลื่อนความเหนือระดับด้วยขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังราบรื่นผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Rev Tronic พร้อมเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย มอบความนุ่มนวลและมั่นใจทุกจังหวะเข้าโค้งด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพ แบบ STIFF FLEX ที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนและการโคลงของตัวรถ พร้อมยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้นด้วย ใหม่! ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานผสานกับกล้องหน้าคู่ เรดาร์ 2 จุด และเซนเซอร์ 8 จุดรอบคันสะท้อนความโอ่อ่าหรูหราในทุกมิติ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกกับกระจังหน้าสีเทาดำสลับ Titanium Carbide รับกับกันชนหน้าสีทูโทน และส่องสว่างโฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า Bi-Beam LED Projector ดีไซน์ Dynamic Blade ลงตัวกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พรีเมียมทุกการสัมผัสด้วยคอนโซลและแผงประตูที่ตกแต่งด้วย Titanium Gray Metallic ตัดสลับ Piano Black นั่งสบายเหนือระดับด้วยเบาะหนังสังเคราะห์เทคโนโลยี COOLMAX ในโทนสีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ TRUFFLE BROWNรถอีซูซุตกแต่งพิเศษ หลากหลายสไตล์ รวม 5 คัน ได้แก่• Isuzu Challenge Thailand 2026 Racing Car (Isuzu D-Max Spacecab 2.2 Ddi MAXFORCE)สุดยอดรถแข่งต้นแบบที่ต่อยอด DNA ด้านมอเตอร์สปอร์ตของแบรนด์ ISUZU ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและภาพลักษณ์ที่ยกระดับไปอีกขั้น โดยพัฒนาขึ้นเพื่อสู้ศึกรายการ “ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026” โดยเฉพาะ สร้างสรรค์บนพื้นฐานรุ่น Isuzu D-Max Spacecab ยกระดับความเร้าใจด้วยการปรับจูนขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 285 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 507 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านชุดคลัตช์ BK Racing และเฟืองท้ายหลังแบบ Limited Slip ทรงตัวเข้าโค้งเฉียบคมด้วยชุด ช่วงล่าง Penske แบบ 2 Way พร้อมชุดแหนบพิเศษ สยบทุกความแรงด้วยระบบเบรก Neotech EVO-R เบรกหน้าขนาด 6 พอร์ต จานเบรก 360 มม. และเบรกหลัง 4 พอร์ต พร้อมผ้าเบรก Ferodo เกาะถนนมั่นใจด้วยล้อฟอร์จขนาด 18 นิ้ว (ล้อหลังติดตั้งแผ่น Aerodisc) รัดด้วยยาง Toyo Tires รุ่น Proxes Sport 2 ขนาด 275/40 R18 ซึ่งเป็นยาง Isuzu Challenge Official Tiresออกแบบตัวถังรถยนต์เน้นหลักอากาศพลศาสตร์สไตล์รถแข่ง GT ด้วย ชุดแอโรพาร์ทจาก Tera Engineering รอบคัน โดดเด่นด้วย Front Wing และสปอยเลอร์หลัง แบบปรับระดับได้ พร้อมฝาครอบกระบะท้ายดีไซน์พิเศษด้วยครีบรีดอากาศ โป่งล้อ สเกิร์ตข้าง และ Diffuser หลัง หูลากจูงด้านหน้า-หลัง ภายในห้องโดยสารสปอร์ตเต็มพิกัดด้วย Roll-cage ตามหลัก FIA เบาะรถแข่ง เข็มขัดนิรภัย Racing Harness ตาข่ายดักกระจก ระบบถังดับเพลิงอัตโนมัติ พวงมาลัย Zestek ดีไซน์เฉพาะ ล้ำหน้าสุดด้วยระบบ Telemetry (Isuzu Challenge Technology) สำหรับการจัดเก็บข้อมูลการขับขี่ที่แสดงข้อมูลเครื่องยนต์และสถานะตัวนักแข่งแบบ Real time ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงการที่นำระบบนี้มาใช้กับการแข่งแบบ One Make Raceโดยตารางการแข่งขันของ ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026 ในรายการ PT MAXNITRON RACING SERIES ฤดูกาล 2026 มีดังนี้Event 1 (Race 1-3) : วันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2026 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์Event 2 (Race 4-5) : วันที่ 14 – 16 สิงหาคม 2026 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์Event 3 (Race 6-7) : วันที่ 14 – 18 ตุลาคม 2026 ณ สนาม พีที สงขลา กรังด์ปรีซ์ จังหวัดสงขลา• NEW! ISUZU V-Cross 2.2 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด Z เกียร์อัตโนมัติ สี INISHMORE GRAY OPAQUE มาพร้อมชุดแต่ง WILDสิ้นสุดการรอคอยกับการเผยโฉมคันจริงให้แฟน ๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก! สปอร์ตออฟโรดที่ต่อยอด DNA ความแกร่งจาก NEW! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” เปิดมิติใหม่ด้วยขุมพลังดีเซลเจเนอเรชันล่าสุด 2.2 Ddi MAXFORCE ที่เปิดตัวล่าสุด ไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด REV TRONIC ตอบสนองฉับไว ขับสนุก และประหยัดน้ำมัน โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดุดัน กระจังหน้า Multi-layer และสีใหม่ เทา Inishmore Gray Opaque ภายในยกระดับความสบายแบบ FIRST CLASS ด้วยเบาะ COOLMAX สีดำ พร้อมระบบความบันเทิงเต็มรูปแบบ มั่นใจทุกการผจญภัยด้วยระบบ Professional 4×4 พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า E-Diff Lock และ Rough Terrain Mode ลุยน้ำลึกได้ถึง 800 มม. เสริมความดุดันด้วยล้อ LENSO ARGO ขนาด 18 นิ้ว และยาง TOYO OPEN COUNTRY ตอกย้ำความโดดเด่นขั้นสุดด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ SPORT OFF-ROAD จาก WILD เติมเต็มลุคแข็งแกร่งพร้อมลุยทุกเส้นทาง รวม 9 ชิ้น ประกอบด้วย ชุดสเกิร์ตกันชนหน้า สเกิร์ตข้าง คิ้วซุ้มล้อ และชุดตกแต่งกันชนท้าย ในราคาจำหน่ายแนะนำ 32,500 บาท/ชุด (ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569)• MU-X Top Secret SPLรถอเนกประสงค์สายสปอร์ตที่นำ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Dolomite White Pearl มาตกแต่งยกระดับความพรีเมียมสปอร์ตขั้นสุดในสไตล์ Top Secret ครั้งแรกของโลกกับการเผยโฉมโปรเจกต์ “TOP Secret The First PPV” ที่มีแรงบันดาลใจจากรถเจ็นแรกของ Top Secret ก่อนจะเป็นร่างทองดึงดูดทุกสายตาด้วยชุดแต่งคาร์บอนสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากโปรเจกต์ Monza Gold จัดเต็มรอบคันตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า ลิ้นหน้า ครอบกระจกมองข้าง ฝาท้าย ไปจนถึงสปอยเลอร์หลัง จัดทรงสปอร์ตให้รับกับซุ้มล้ออย่างลงตัวด้วยโช้กอัพจาก Profender และอัปเกรดความหนึบด้วยเหล็กกันโคลง โดดเด่น ด้วยล้อและยางสีทอง พร้อมสมรรถนะความแรงทะลุพิกัด 230 แรงม้า ทวีความเร้าใจด้วยชุดท่อไอเสียจาก HKS และอัปเกรดความสปอร์ตภายในห้องโดยสารแบบจัดเต็ม• MU-X HOT ROD LIMITED EDITIONรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สไตล์พรีเมียมสปอร์ตเรซซิ่งที่นำรถ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น Active สี Dolomite White Pearl ที่ร่วมมือกับ Bangkok Hot Rod Custom Show ผู้จัดงานประกวด Custom Car ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาพลิกโฉมสะกดทุกสายตาด้วยชุดแต่งพิเศษคอนเซปต์ “Premium Tough” ที่ผสมผสานความสปอร์ตดุดันและความพรีเมียมไว้อย่างลงตัว พร้อมสร้างความเอ็กซ์คลูซีฟเหนือระดับด้วย การผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ MU-X HOT ROD LIMITED EDITION สำหรับมิว-เอ็กซ์ รุ่น Active ราคาขายเริ่มต้น 30,000 บาท/ชุด เมื่อซื้อพร้อมรถ ราคาไม่รวมล้อแม็กซ์และยางMU-X HOT ROD LIMITED EDITION โดดเด่นโดนใจสายสปอร์ตด้วยชุดบอดี้พาร์ท 19 ชิ้น รอบคันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ จัดเต็มตั้งแต่ชุดกันชนหน้า ดีไซน์รับกับคิ้วซุ้มล้อหน้าและคิ้วซุ้มล้อหลัง สอดรับกับชุดตกแต่งด้านข้าง และกันชนท้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบเสริมความโฉบเฉี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วยชุดสติกเกอร์ตกแต่งลวดลายด้านข้าง ทรงสปอร์ต ที่ดึงจิตวิญญาณแห่งความเร้าใจสไตล์ HOT ROD ออกมาได้อย่างเต็มพิกัดปิดท้ายด้วย ล้อ MX-FIDEL จาก Lenso ดุดันสไตล์ออสเตรเลียน เอาท์แบ็ค (Outback) แข็งแกร่งด้วยดีไซน์ วงแหวน 2 ชั้น มาพร้อมยาง Lenso RT07 265/65R17 ยางรถยนต์ที่นุ่ม เงียบ เอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยลาย ‘คาโม่’ ที่ให้ความรู้สึกดุดันรองรับได้กับทุกเส้นทาง ทั้งการขับขี่ออนโรด และออฟโรด• ISUZU V-CROSS HAMERปิกอัพออฟโรดสายลุยที่นำรุ่น V-Cross 3.0 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด M เกียร์อัตโนมัติ สี Inishmore Gray Opaque มาพลิกโฉมดุดันภายใต้คอนเซปต์ “Premium Tough” จัดเต็มความแข็งแกร่งรอบคันด้วยชุดแต่งจาก HAMER เริ่มตั้งแต่กันชนหน้า Atlas Series Bull Bar กันชนท้าย Nova Series Rear Bar และบันไดข้าง Conquest Rock Slider ปกป้องขีดสุดในทุกเส้นทางด้วยแผ่นกันกระแทกใต้เครื่องยนต์ Bash Plate ส่องสว่างคมชัดทุกการผจญภัยด้วยไฟสปอตไลต์ด้านหน้า LED Luminos 7 นิ้ว และไฟบนหลังคา LED Ruby ยกระดับอรรถประโยชน์สำหรับการเดินทางให้สมบูรณ์แบบ ด้วยแร็คหลังคา Flat Rack ชุดแร็คกระบะท้าย Titan Bed Rack พร้อมตัวแบ่งสัมภาระ Cargo Divider กล่องอเนกประสงค์ Adventure Box และแผ่นรองพื้นกระบะ H-Mat อัปเกรดสมรรถนะการลุยให้หนึบกระชับ ด้วยชุดช่วงล่าง HAMER H4X Twin Tube แมตช์ความดุดันขั้นสุดด้วยล้ออัลลอย BLACK RHINO รุ่น RIVAL ขนาด 17 นิ้ว สี Matte Gunmetal สลับขอบดำ Matte Blackอีซูซุยังได้มอบแคมเพจ์นพิเศษและกิจกรรมสำหรับลูกค้า ดังนี้• แคมเพจ์นแห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL ลุ้นรับบัตรน้ำมันทุกสัปดาห์” มอบสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่สำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ หรือรถอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 จับแจกบัตรเติมน้ำมัน PT ทุกสัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 459 รางวัล มูลค่ารวม 5,400,000 บาท ได้แก่ บัตรเติมน้ำมัน PT มูลค่า 100,000 บาท จำนวน 9 รางวัล และ มูลค่า 10,000 บาท จำนวน 450 รางวัล เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศ• “ISUZU my-MEMBER my-Bonus ความสุขส่งต่อได้” แคมเพจ์นพิเศษสำหรับลูกค้าเก่าของอีซูซุที่ลงทะเบียนในช่องทางที่กำหนด รับทันทีคูปองส่วนลดลูกค้า ISUZU my-MEMBER ตามระดับสมาชิกของลูกค้าเก่าสูงสุด 30,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์และ สูงสุด 50,000 บาท สำหรับซื้อรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ และรับส่วนลด my-Bonus สูงสุด 5,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ และ รถอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์เฉพาะรุ่นที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 – 30 เมษายน 2569• 28 มีนาคม 2569 พบกับผองเพื่อนมาสคอตจาก GMMTV ของ ยูจัง (YUU CHAN) ทั้งโพก้าซัง (POLCASAN) และจัมโม่ (JUMMO) ที่จะมามอบความน่ารักสดใสให้กับบูธอีซูซุ• 29 มีนาคม 2569 พบกับคุณเบียร์ ใบหยก ที่จะมาแนะนำรถ MU-X Top Secret คันใหม่ล่าสุด พร้อมพูดคุยและแจกลายเซ็นต์• โซนกิจกรรม 4×4 Experience สัมผัสประสบการณ์ออฟโรดรูปแบบใหม่ ร่วมสนุกกับเกม V-Cross GO! สวมบทบาทขับรถ ISUZU V-Cross 3.0 และ 2.2 Ddi MAXFORCE ขึ้นเขาจำลองสถานการณ์จริง พร้อมรับของที่ระลึก ยูจัง (YUU CHAN) สุดพิเศษ โดยในวันที่ 25 มีนาคม 2569 พบกับ นักแคสเกมชื่อดัง อาทิ Deklaaon Channel pangchom.tv IceBarBer Chicken V ที่จะมาท้าดวลประลองความเร็วในสนามจำลองที่บูธอีซูซุ• กิจกรรมสุดเก๋ ที่จะเปลี่ยนใบหน้าและท่าทางของคุณผ่าน AI Camera ให้เป็นวิดีโอสุดสนุกผ่านธีมต่าง ๆ มากมาย• พิเศษ! กิจกรรม Workshop แก้วน้ำ DIY สำหรับลูกค้าจองรถภายในงานพิเศษ! ลูกค้า ISUZU my-MEMBER สามารถรับของที่ระลึกสุดพิเศษ กระเป๋าผ้า THE ONE & ONLY และ แผ่นหอม ยูจัง (YUU CHAN) เพียงโชว์สถานะสมาชิกบนแอปพลิเคชัน my-ISUZU• โซนของที่ระลึกภายในบูธ พบกับเสื้อดีไซน์ใหม่จาก TOP SECRET เสื้อโปโล Isuzu Challenge Thailand และ ของที่ระลึก ยูจัง (YUU CHAN) สุดพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
“Firefly” พรีเมียมซิตี้คาร์ไฟฟ้า 100% พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษที่งาน Motor Show 2026
บริษัท ธนบุรีบลูสกาย จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมแบรนด์ NIO (นีโอ) ในประเทศไทย ประกาศเปิดราคาอย่างเป็นทางการของ Firefly (ไฟเออร์ฟลาย) รถพรีเมียมซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้า 100% พวงมาลัยขวารุ่นแรกของแบรนด์ ในราคา 799,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
Firefly พรีเมียมซิตี้คาร์ไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่อย่างมั่นใจ ภายใต้แนวคิด Freedom to Glow ที่สะท้อนอิสระในทุกการเดินทาง พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมในทุกมิติ
นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธนบุรี กล่าวว่า “เรามั่นใจในศักยภาพของ NIO ในการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดประเทศไทยอย่างชัดเจน ทั้งในมิติของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การออกแบบ คุณภาพ และประสบการณ์การขับขี่ โดยเฉพาะความพรีเมียมของ Firefly ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญในเซกเมนต์นี้ เราเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยที่มองหาความคล่องตัวสำหรับการใช้งานในเมือง ควบคู่กับฟีเจอร์ล้ำสมัย และประสบการณ์ระดับพรีเมียมได้อย่างครบถ้วน”
Firefly พรีเมียมซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้าสำหรับคนรุ่นใหม่
Firefly ยนตรกรรมไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ที่เน้นความ ‘Compact outside, Spacious inside’ ถ่ายทอดผ่านแบรนด์ดีเอ็นเอ ‘vivid, thoughtful, and solid’ (สดใส ใส่ใจ และแข็งแกร่ง) ผสานดีไซน์และสมรรถนะเข้ากันอย่างลงตัว มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมด ECO โหมด Comfort และโหมด Sport ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) มอบกำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตร สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 8.1 วินาที ด้านพลังงานมาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ขนาด 42.1 kWh รองรับระยะทางวิ่งได้ไกลสูงสุด 400 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จเร็ว DC 10–80% ภายในเวลาเพียง 30 นาที อีกทั้งยังรองรับฟังก์ชัน V2L สำหรับจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.68 กิโลวัตต์ เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยงานออกแบบที่ผสานความพรีเมียมเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว เอกลักษณ์สำคัญคือชุดไฟหน้าและไฟท้ายแบบ trio lights ซิกเนเจอร์ดีไซน์ของแบรนด์ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น เสริมความโปร่งโล่งให้ห้องโดยสารด้วยหลังคาพาโนรามิกซันรูฟกรองรังสี UV และคงคอนเซ็ปต์ความกว้างด้วยพื้นที่สัมภาระท้ายขยายได้ถึง 1,253 ลิตร พร้อมช่องเก็บของด้านหน้า (Frunk) ขนาดใหญ่ 92 ลิตร และช่องเก็บของใต้เบาะหลัง ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดเก็บสิ่งของรอบคัน ด้านความสะดวกสบาย เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบนวดและเป่าลมเย็น ช่วยลดความเมื่อยล้าระหว่างการเดินทาง ขณะที่ระบบอินโฟเทนเมนต์มาพร้อมหน้าจอกลางขนาด 13.2 นิ้ว พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ลำโพง 14 ตัว และไฟ Ambient Light ที่ปรับได้ 256 เฉดสีเต้นตามจังหวะดนตรี นอกจากนี้ยังจัดเต็มเทคโนโลยีช่วยขับขี่ทั้งระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมรักษาระยะห่าง และระบบช่วยเปลี่ยนเลนบนทางหลวง เพิ่มความมั่นใจด้วยรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.75 เมตร และมาตรฐานความปลอดภัยสากลระดับ 5 ดาว ทั้ง C-NCAP และ Euro NCAP
- Firefly มาพร้อมกับสีภายนอกที่มีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ สีม่วง Lavender, สีเขียว Lime, สีขาว Marble, สีน้ำตาล Sand, สีเทา Graphite และสีเทาดำ Lava Stone พร้อมสีภายในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีเบจ Travertine, สีเขียว-เบจ Pine, สีแดง-เบจ Plum และสีดำ Obsidian
ข้อเสนอพิเศษเฉพาะที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 30 เมษายน 2569)
กลุ่มธนบุรี ขอมอบข้อเสนอสุดพิเศษแบบจัดเต็ม สำหรับผู้ที่สนใจและจอง Firefly ภายในงานฯ
- Wall Charger พร้อมบริการติดตั้ง และ เครดิตชาร์จไฟฟ้า 5,000 หรือ เครดิตชาร์จไฟฟ้า 20,000 บาท
- ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
- รับประกันตัวรถ 4 ปี หรือ 100,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่ High Voltage 8 ปี หรือ 160,000 กม.
- แพ็คเกจบำรุงรักษารถยนต์ 4 ปี หรือ 80,000 กม.
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 8 ปี ไม่จำกัดระยะยาง
- แถมฟรี สายชาร์จพกพา (Portable Charger)
- Firefly summer kit ม่านบังแดด Panoramic Roof และ ที่วางแก้วน้ำแม่เหล็ก
สัมผัส Firefly คันจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมนิทรรศการถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์
ไฮไลท์สำคัญภายในบูธสำหรับการประกาศราคา Firefly อย่างเป็นทางการครั้งนี้ มีการจัดแสดงตัวรถ Firefly ให้ทุกท่านได้ลองสัมผัสถึงประสบการณ์ความพรีเมียมกันอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก พร้อมดื่มด่ำไปกับนิทรรศการภายในบูธที่พาไปทำความรู้จักตัวตนของแบรนด์ ตั้งแต่จุดกำเนิดและแรงบันดาลใจเบื้องหลังของชื่อและโลโก้ที่เปี่ยมด้วยความหมายอย่าง ‘หิ่งห้อย’ สัญลักษณ์แห่งแสงสว่างที่สดใสและมีชีวิตชีวา ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพที่แบรนด์ต้องการส่งต่อสู่ผู้ขับขี่ในทุกการเดินทาง นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการยังจะได้รับของที่ระลึก ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะที่งานฯ เท่านั้น
“Firefly ถือเป็นโมเดลแรกของ NIO ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาซิตี้คาร์ขนาดกะทัดรัด ควบคู่กับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เปี่ยมด้วยคุณภาพ พร้อมประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียมอย่างครบถ้วน เราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัว Firefly นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ NIO ผ่านความร่วมมือระยะยาวกับ กลุ่มธนบุรี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยมากว่า 85 ปี เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมในประเทศไทย” มร.แดเนียล จิน รองประธานบริษัท NIO Inc. (นีโอ อิงค์) และประธานแบรนด์ Firefly กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเยี่ยมชมและสัมผัส Firefly พรีเมียมซิตี้คาร์ไฟฟ้า 100% ได้ที่บูธ Firefly (A1) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเปิดให้เข้าชมเวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดราชการ) และเมื่อจบงานฯ ลูกค้าและผู้ที่สนใจยังสามารถไปเยี่ยมชมรถคันจริงได้อีกครั้งที่ Firefly Pop-up Showroom ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ฝั่งถนนราชดำริ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดราคา คาเยนน์ อิเล็กทริค อย่างเป็นทางการในไทย ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ปอร์เช่ ประเทศไทย สร้างความเร้าใจบนเวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ด้วยการเปิดตัวรถยนต์
เอสยูวีไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบรุ่นล่าสุด ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดแสดงคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) พร้อมด้วยรุ่นในตระกูลเดียวกันอย่าง
คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นปรับโฉมปี 2026 ที่ประกอบในภูมิภาค
ปอร์เช่ ประเทศไทย ยังพร้อมนำเสนอผลงาน “There is No Substitute.” ถ่ายทอด 5 มิติของความหลงใหลในปอร์เช่ ผ่าน 5 มุมมองจากผู้ขับขี่และรักในแบรนด์ สะท้อนเหตุผลว่าทำไมไม่มีสิ่งใดสามารถแทนปอร์เช่ได้ รวมทั้งภายในบูธยังจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่หลากหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอพิเศษทั้งภายในงานและตัวแทนจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศเปิดตัวพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่
ปอร์เช่ ประเทศไทย ก้าวสู่บทใหม่ของรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ด้วยการเปิดตัว คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ รถยนต์ทรงพลังที่สุดที่ปอร์เช่ผลิตมาสำหรับท้องถนน พร้อมมอบความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่า ทั้งความเร้าใจบนท้องถนน ความมั่นใจในการขับขี่แบบออฟโรด และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล
คาเยนน์ อิเล็กทริค เปิดตัวพร้อมเปิดราคาในประเทศไทยด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 6,850,000 บาท, คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค (Cayenne S Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 7,350,000 บาท และคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 9,750,000 บาท ที่เป็นไฮไลต์ของงานและจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วยคาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ ออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งสมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เก็บสัมภาระที่ขยายใหญ่มากขึ้น และพื้นที่วางขาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่ที่มาพร้อมไฟหน้า HD-Matrix LED กระจกหน้าต่างแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.25 ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าที่ดีที่สุดในกลุ่มเอสยูวีพรีเมียม
ภายในห้องโดยสารยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วย Flow Display หน้าจอ OLED แบบโค้งที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับคอนโซลกลาง เสริมด้วยจอหน้าปัดดิจิทัล OLED ขนาด 14.25 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14.9 นิ้วที่มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูง อาทิ ระบบเลี้ยวล้อหลัง และระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับได้ พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความนุ่มนวลในการขับขี่ มาพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จความเร็วสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ภายในเวลาไม่ถึง 16 นาที และเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากกว่า 300 กิโลเมตร ภายในเวลาประมาณ 10 นาที
คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ใหม่ ให้กำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. ระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 623 กิโลเมตร พร้อมองค์ประกอบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ได้แก่ ช่องรับอากาศด้านหน้าที่เปิด-ปิดได้ สปอยเลอร์หลังคาแบบปรับองศาอัตโนมัติ และแผง Aeroblades แบบแอคทีฟด้านท้าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมคงเอกลักษณ์สมรรถนะของปอร์เช่
คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค ใหม่ มอบพละกำลังสูงสุด 490 กิโลวัตต์ (666 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,080 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control สามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 653 กิโลเมตร
คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ เติมเต็มตัวเลือกในตระกูลคาเยนน์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่
ความทรงพลังและเร้าใจเต็มพิกัดกับ มาคันน์ จีทีเอส รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูลมาคันน์ไฟฟ้า โดดเด่นทั้งภายนอกและภายในด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม โดยหลังจากการเปิดตัวในปี 2025 นับเป็นครั้งแรกที่มาคันน์ จีทีเอส จะถูกนำมาจัดแสดงในประเทศไทยและพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในปอร์เช่ได้สัมผัสสมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูลมาคันน์อย่างเต็มรูปแบบ
มาคันน์ จีทีเอส มอบพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูสท์ พร้อมแรงบิดสูงสุด 955 นิวตันเมตร และอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที มาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ตแบบปรับระดับความสูง ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการทรงตัวอย่างเหนือระดับ พร้อมโหมดแทรค ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่และยกระดับสมรรถนะการขับขี่สูงสุด
มาคันน์ จีทีเอส สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 614 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์จีทีเอส ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม พร้อมแพ็คเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ที่ตกแต่งด้วยด้ายเย็บสีเดียวกับตัวรถ โดยมาคันน์ จีทีเอส พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท
เปิดตัวผลงานภาพยนตร์ “Porsche. There Is No Substitute.” ครั้งแรกในประเทศไทย
เปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กับผลงาน “Porsche. There is no substitute.” โดยเป็นผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของปอร์เช่ที่สร้างขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกผ่าน 5 บุคคลที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ สะท้อนแนวคิด There is no substitute ที่สอดคล้องกับแนวคิดหลักของปอร์เช่
“เติ้น – ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักขับ Formula 2 ถ่ายทอดมิติด้าน Performance ผ่านความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่และรถปอร์เช่ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน “ตั้ม – ชนิพล กุศลชาติธรรม” ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของร้านสูท Bespoke สะท้อนมิติด้าน Design ผ่านความสมดุล ความแม่นยำ และความสุนทรีย์ พร้อมทำหน้าที่ผู้กำกับผลงานที่ถ่ายทอดมุมมองและความหลงใหลในปอร์เช่ผ่านภาพยนต์เรื่องนี้ “เต้น – สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา” ผู้ก่อตั้ง Das Treffen และผู้กำกับภาพยนตร์ ถ่ายทอดมิติด้าน Heritage ผ่านวัฒนธรรมและคอมมูนิตี้ที่หล่อหลอมแบรนด์ปอร์เช่ “ลูกนัท – ปณิชา ดอกจันทน์” ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร สะท้อนมิติ Driving Fun ผ่านอิสรภาพและความสุขในการขับขี่ และ “โก้ – ชานนท์ เรืองกฤตยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Porsche Design Tower Bangkok และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมิติด้าน Exclusivity ผ่านวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความเอ็กซ์คลูซีฟที่แตกต่าง โดยเรื่องราวของทั้ง 5 บุคคลนี้ได้ร่วมกันสะท้อนแก่นแท้ของปอร์เช่ผ่านเส้นทางที่แตกต่าง แต่หลอมรวมด้วยแนวคิดเดียวกันว่าสำหรับปอร์เช่ ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้
ถ่ายทอดสมรรถนะของปอร์เช่ในทุกขุมพลัง
ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมให้ท่านได้ร่วมสัมผัสสมรรถนะของปอร์เช่ในหลากหลายขุมพลัง นำเสนอยนตรกรรมอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ตระดับตำนาน นวัตกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดขั้นสูง พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 75 ปีแห่งปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ตด้วยยนตรกรรมระดับตำนานทั้งปอร์เช่ 911 และ 718 ที่สะท้อนมรดกแห่งสนามแข่งและเอกลักษณ์การขับขี่ของปอร์เช่ พร้อมกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบนำโดยเอสยูวีอย่างมาคันน์ จีทีเอสและรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอย่างไทคานน์ (Taycan) และไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo)
ในกลุ่มยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด พานาเมร่า โฟร์ อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) และคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นประกอบในภูมิภาค สะท้อนแนวทางของปอร์เช่ในการผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับสมรรถนะการขับขี่แบบไดนามิก โดยคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ รุ่นปรับโฉมปี 2026 ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทย ยกระดับความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยล้อ RS Spyder Design ขนาด 21 นิ้ว ไฟหน้า HD Matrix LED พวงมาลัย GT Sports และแพ็กเกจ Sport Chrono ตอกย้ำตำแหน่งของคาเยนน์ในฐานะเอสยูวีที่ผสานสมรรถนะ การออกแบบ และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
ข้อเสนอพิเศษสำหรับบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ในโอกาสพิเศษนี้ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษหลากหลายรายการ โดยลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระพิเศษเริ่มต้นที่ 0.99% ประกันภัยชั้นหนึ่งนานสูงสุด 2 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย*
เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม* โดยลูกค้าที่ซื้อและรับมอบรถยนต์ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 จะได้รับเครดิตชาร์จไฟมูลค่า 10,000 บาท สำหรับใช้ที่สถานีชาร์จ Shell Recharge เป็นระยะเวลา 3 ปี*
ปอร์เช่ ประเทศไทยพร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้ทั้งภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2569 และที่ตัวจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ*
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
ธนบุรีนอยสเติน เดินหน้ารุกตลาด EV ไทย เปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2569 – บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้ารุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ด้วยการเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่ GEELY EX5 MAX+ รถไฟฟ้าอเนกประสงค์อัจฉริยะที่ยกระดับการใช้งานไปอีกขั้น พร้อมเผยโฉม GEELY EX2 Shooting Star ซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นพิเศษ ดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยชุดแต่งรอบคัน เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX5 และ GEELY EX2 ที่ได้เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทย
นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ GEELY ในระดับโลกและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย สะท้อนวิสัยทัศน์ของเราที่มุ่งนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ยังเป็นการตอกย้ำทิศทางของ GEELY ภายใต้การดำเนินงานของธนบุรีนอยสเติน และด้วยประสบการณ์กว่า 85 ปีของกลุ่มธนบุรี พร้อมวางรากฐานแบรนด์ GEELY ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมาตรฐานบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย”
GEELY EX5 MAX+ ยกระดับยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะ
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญภายในบูธ GEELY ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 คือการเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ ที่ต่อยอดจาก GEELY EX5 รถไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อทุกคน โดยยังคงจุดแข็งด้านนวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีล้ำสมัย และประสบการณ์การขับขี่ที่ระดับสูง พร้อมยกระดับระยะทางด้วยแบตเตอรี่ Short Blade Battery ใหม่ ขนาด 68.39 kWh ให้ระยะทางสูงสุด 525 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) เสริมความโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางจากกู๊ดเยียร์ และสีภายนอกใหม่ ‘สีเขียว มอส กรีน’ ที่ช่วยขับภาพลักษณ์พรีเมียมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
GEELY EX5 MAX+ ยังคงใช้แพลตฟอร์ม Global Intelligent Electric Architecture (GEA) ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ผสานเทคโนโลยี Cell-to-Body Integration ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวรถและเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร โดยในด้านสมรรถนะ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 11-in-1 Intelligent Electric Drive และแบตเตอรี่ Short Blade Battery แบบ LFP ที่มีความปลอดภัยสูง พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง Level-2 ADAS และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ Flyme Auto ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อภายในรถอย่างลื่นไหล
GEELY EX5 รุ่น MAX+ มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 4 สี ได้แก่ สีเงิน มูนไลท์ ซิลเวอร์ สีเทา ฟอรสต์ เกรย์ สีขาว สโนวี ไวท์ และสีใหม่อย่าง ‘สีเขียว มอส กรีน’ และสีภายใน 2 สี ได้แก่ สีขาว ไอวอรี ไวท์ และสีน้ำเงิน ดาร์ก บลู เปิดราคาจำหน่ายที่ 929,000 บาท และพิเศษสำหรับลูกค้า 400 คันแรก รับส่วนลด 30,000 บาท ในราคาเพียง 899,000 บาท
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ GEELY EX5
นอกจากการเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ แล้ว ธนบุรีนอยสเตินยังนำ GEELY EX5 รุ่น PRO กลับมาจำหน่ายอีกครั้ง เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดและกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน ดังนี้
GEELY EX5 รุ่น PRO รับส่วนลด 60,000 บาท* ในราคาพิเศษ 739,000 (จากราคาปกติ 799,000 บาท)
GEELY EX5 รุ่น MAX รับส่วนลด 50,000 บาท* ในราคาพิเศษ 849,000 บาท (จากราคาปกติ 899,000 บาท)
GEELY EX5 ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่
- ดอกเบี้ยเริ่มต้น 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48 เดือน
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 160,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 180,000 กม.
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- ค่าจดทะเบียนรถยนต์ และพรมปูพื้น
- Portable charger
- ฟรี! ฟิล์มรถยนต์ Lamina รุ่น Ceramic Onyx Boost (เฉพาะ GEELY EX5 รุ่น MAX และ MAX+)
GEELY EX2 Shooting Star เติมสีสันให้การขับขี่ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น
อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงานคือ GEELY EX2 Shooting Star รุ่นพิเศษ ที่ต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX2 ซิตี้อีวีรุ่นที่ขายดีที่สุดในจีน อีกทั้งยังได้เสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทย มาพร้อมชุดตกแต่งรอบคัน ยกระดับสไตล์ให้ผู้ขับขี่ได้สนุกกับทุกเส้นทาง ได้แก่ ชุดสเกิร์ตด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ชุดแต่งด้านหน้าดีไซน์สปอร์ต และสปอยเลอร์หลัง ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้มีความสปอร์ตและโดดเด่นยิ่งขึ้น
GEELY EX2 Shooting Star มีตัวเลือกสีภายนอก 2 สีทูโทน ได้แก่ สีขาวหลังคาดำ และสีเทาหลังคาดำ อีกทั้งตัวเลือกเส้นสายชุดแต่งได้ 2 สไตล์ ได้แก่ ชุดแต่งสีเดียวกับรถ และ ชุดแต่งสีเหลือง เปิดให้ลูกค้าจองภายในงานมอเตอร์โชว์ ในราคา 484,990 บาท พร้อมการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ GEELY EX2
GEELY EX2 รุ่น PRO จำหน่ายในราคา 429,990 บาท และ GEELY EX2 รุ่น MAX ราคา 459,990 บาท พร้อมด้วย GEELY EX2 Shooting Star ที่มอบสิทธิพิเศษมากมายแก่ลูกค้าที่จองภายในงานและที่โชว์รูมทั่วประเทศ ได้แก่
- ดอกเบี้ยเริ่มต้น 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 150,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 150,000 กม.
- ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- Portable charger
- พรมปูพื้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
นอกจากการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ธนบุรีนอยสเติน ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า ผ่านแผนขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 พร้อมแผนเปิดตัวโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
วอลโว่ ยกระดับมาตรฐานรถไฟฟ้า ครั้งแรกกับการเปิดตัวข้อเสนอ ประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปี สำหรับ Volvo EX90 ในงานมอเตอร์โชว์ 2026
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ร่วมกับบริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นาน 5 ปี สำหรับรถรุ่น Volvo EX90 นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการมอบความคุ้มครองระยะยาวสำหรับรถไฟฟ้า สะท้อนความตั้งใจในการดูแลลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถระดับพรีเมียม ควบคู่กับไปการนำเสนอแนวคิดการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียน ผ่านพื้นที่จัดแสดงที่โอบล้อมด้วยต้นสนขนาดใหญ่ สูงถึง 8 เมตรและสีสันพันธุ์ไม้แห่งหน้าร้อน พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมทั้งรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบและปลั๊กอินไฮบริด ให้ผู้สนใจได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ณ บูธ A15 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 วันนี้ – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี
ความคุ้มครองสูงสุด พร้อมคุ้มครองแบตเตอรี่ High Voltage 100% นาน 5 ปี
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีของวอลโว่ นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มอบความคุ้มครองครอบคลุมทั้งคัน รวมถึง คุ้มครองแบตเตอรี่ High Voltage 100% ตลอด 5 ปี พร้อมค่าเบี้ยประกันภัย คงที่ไม่เพิ่ม แม้มีประวัติการเคลม และสิทธิ ซ่อมห้างจากศูนย์บริการมาตรฐานของวอลโว่ทั่วประเทศเพื่อความสบายใจสูงสุด
แม้ประกันภัยระยะยาวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเรื่องท้าทายในตลาด จากความไม่แน่นอนด้านราคาอะไหล่และต้นทุนแบตเตอรี่ แต่บริษัทประกันภัยให้ความเชื่อมั่นในวอลโว่จากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อมั่นในราคาขายต่อของรถวอลโว่, ต้นทุนการซ่อมที่คาดการณ์ได้ และระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้บริษัทประกันภัยสามารถออกแบบความคุ้มครองที่ยาวขึ้นในระดับที่ตลาดทั่วไปไม่สามารถทำได้
คุณคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเชีย กล่าวว่า “ข้อเสนอประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 5 ปีสำหรับ Volvo EX90 คือหลักฐานชัดเจนของความเชื่อมั่นที่พันธมิตรประกันภัยมีต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีของวอลโว่ เราภูมิใจที่บริษัทธนชาตประกันภัยพร้อมเดินหน้าร่วมกับเราและเป็นรายแรกที่พร้อมมอบการคุ้มครองที่ยาวนานและครอบคลุมที่สุดให้กับลูกค้ารถไฟฟ้าของวอลโว่ในประเทศไทย
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนว่ารถยนต์ของเรามีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มีต้นทุนการดูแลรักษาที่ชัดเจนและมีประวัติความเชื่อถือที่พิสูจน์แล้วในตลาด เมื่อรวมกับความเชี่ยวชาญของบริษัทประกันภัย จึงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ทั้งความอุ่นใจ ค่าใช้จ่ายที่คงที่ และความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าอย่างแท้จริง
เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ของเจ้าของรถวอลโว่ในประเทศไทยต่อไป และเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับมาตรฐานของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้สูงขึ้นอีกขั้น”
คุณวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“เริ่มต้นจากการเป็นพันธมิตรประกันภัยรายแรกกับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบของวอลโว่ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่วันนี้ได้เป็นพันธมิตรประกันภัยเพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่เสนอความคุ้มครองประกันภัยชั้น 1 ต่อเนื่องถึง 5 ปีเต็ม ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าวอลโว่
สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้แตกต่าง ไม่ใช่เพียงการนำเสนอประกันภัย แต่คือการยกระดับรูปแบบความคุ้มครองให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานและเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้ารับรถ ภายใต้ผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นไปตามกรอบการกำกับดูแล
ทั้งหมดนี้เกิดจากความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงใน คุณภาพ ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีของรถวอลโว่ ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับการคุ้มครองที่ครอบคลุมและเหมาะสมที่สุด เรามั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดประกันภัยสำหรับรถไฟฟ้าในประเทศไทยและสร้างความอุ่นใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าที่เลือกใช้รถวอลโว่”
จากต้นสนต้นเดิม.. สู่สวนป่า Scandinavian Summer House ถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืนของวอลโว่
กลับมาอีกครั้งกับการเนรมิตพื้นที่จัดแสดงรถให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ปกคลุมด้วยป่าสน โดยครั้งนี้ วอลโว่ได้นำต้นสนต้นเดิมจากการจัดงานครั้งก่อนกลับมาใช้ตกแต่งบูธอีกครั้ง หลังจากนำไปอนุบาล ดูแล และฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ต้นสนเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของการตกแต่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดการให้คุณค่ากับธรรมชาติและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบของวอลโว่ ภายในงานปีนี้ วอลโว่ยังคงได้รับเกียรติจาก คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ มาร่วมออกแบบพื้นที่ในธีม Scandinavian Summer House ถ่ายทอดบรรยากาศสวนป่าในฤดูร้อนแบบสแกนดิเนเวีย จากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสธรรมชาติของภูมิภาคนี้ด้วยตนเอง ทำให้การออกแบบในครั้งนี้สะท้อนรายละเอียดและจิตวิญญาณของความเป็นสวีเดนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ วอลโว่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินงาน โดยวัสดุที่ใช้ภายในบูธถูกนำกลับมาใช้ใหม่จากการจัดงานครั้งก่อน ไม่ว่าจะเป็น ผนังที่ทำจากผ้า เก้าอี้ โต๊ะ ต่าง ๆ ที่ออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่และสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะสำหรับวอลโว่ ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวทาง แต่เป็นวิธีคิดและวิธีการทำงานที่ยึดถือในทุกขั้นตอนของการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คน
คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ, นักออกแบบภูมิทัศน์ ผู้ออกแบบบูธ วอลโว่ คาร์ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กล่าวว่า “การออกแบบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผมได้ถ่ายทอดจินตนาการของสวนป่าในรูปแบบใหม่ภายในพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสธรรมชาติในแถบสแกนดิเนเวียด้วยตนเอง ผมนึกถึงบรรยากาศของป่าในฤดูร้อนของภูมิภาคนั้น ซึ่งเต็มไปด้วยพลังของธรรมชาติ ความสดใสของแสงแดด และความอบอุ่นของช่วงเวลาที่ผู้คนในครอบครัวได้มานั่งพูดคุย และใช้เวลาอย่างมีความสุขร่วมกัน ผมจึงต้องการให้การออกแบบพื้นที่ในครั้งนี้ถ่ายทอดบรรยากาศดังกล่าวออกมา ให้ผู้ที่มาเยือนบูธวอลโว่รู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางสวนป่า ได้หยุดพักจากความเร่งรีบของงาน ได้รับฟังเสียงของธรรมชาติและสัมผัสความสงบของฤดูร้อนในแบบสแกนดิเนเวียไปพร้อมกัน”
วอลโว่ร่วมมือกับศิลปินไทย คุณปรางค์ วิภาลักษณ์ ศิริพลานนท์ เปิดตัวคอลเลกชันไลฟ์สไตล์ที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากการเดินทางทั่วประเทศไทย
วอลโว่เปิดตัวคอลเลกชันไลฟ์สไตล์สุดพิเศษที่ร่วมมือกับศิลปินไทย คุณปรางค์ วิภาลักษณ์ ศิริพลานนท์ (IG @prangg) ผู้ออกแบบคอลเลคชันไลฟ์สไตล์ของวอลโว่ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากการเดินทางของครอบครัววอลโว่ผ่านภูมิทัศน์ที่หลากหลายของประเทศไทย ตั้งแต่การใช้ชีวิตในเมืองไปจนถึงการออกเดินทางสู่เส้นทางใหม่ ๆ ผ่านภาพประกอบและสีสันสดใสที่สะท้อนช่วงเวลาแห่งความผูกพันของครอบครัว และการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ระหว่างทาง โดยนำมาผสานลงบนไอเท็มใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างพิถีพิถัน ทั้งแก้วทรัมเบอร์, แก้วมัก, เสื้อยืด, กระเป๋าโท้ท, หมอนผ้าห่ม, หมวก, และร่ม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบของวอลโว่ที่ผสานทั้งฟังก์ชันการใช้งาน และความสะดวกในการหยิบใช้งานเข้าด้วยกัน ทุกท่านสามารถรับชมสินค้าจริงได้เป็นครั้งแรกภายในงานมอเตอร์โชว์
สิทธิประโยชน์ สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ภายในงาน วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เตรียมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ ทั้งรับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่าสูงสุด 520,000 บาท และข้อเสนอการรับประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นานสูงสุด 5 ปี* ในรถรุ่น Volvo EX90 และข้อเสนอการรับประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นานสูงสุด 3 ปี* ในรถรุ่น Volvo ES90, XC60, XC90 อีกทั้งยังมีรถวอลโว่อีกหลากหลายรุ่นนำมาจัดแสดง ผู้สนใจสามารถชมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถ พร้อมสอบถามสิทธิประโยชน์ในงานที่มีให้เลือกมากมาย อาทิ
- ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นเวลาสูงสุด 5 ปี
- ฟรี บริการหลังการขาย รวมถึง บริการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 ปี, บริการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
- ฟรี เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบติดผนัง พร้อมรับประกันอายุการใช้งาน 1 ปี และฟรีบริการตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและติดตั้ง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car3 Min Read
ที่สุดแห่งการรอคอย กับ TOYOTA LAND CRUISER FJ สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก “Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ณ Toyota ALIVE บางนา กม.3
LAND CRUISER สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงประวัติ และตำนานของ LAND CRUISER ว่า “กว่า 70 ปีที่ผ่านมา Toyota Land Cruiser ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ระดับตำนานที่เป็นสัญลักษณ์ของ ความแข็งแกร่ง ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ ตำนานของ Land Cruiser เริ่มต้นขึ้นในปี 1951 ภายใต้ชื่อ “Toyota BJ” และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายของผู้คนทั่วโลก โดยปัจจุบัน Land Cruiser ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในกว่า 180 ประเทศ
ตลอดระยะเวลาการพัฒนา Land Cruiser ได้ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด ทั้งในทะเลทราย เส้นทางทุรกันดาร และภูมิประเทศที่สมบุกสมบัน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ Land Cruiser เป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับในด้านความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยม
หัวใจสำคัญของ Land Cruiser คือแนวคิด “Trust”
- Trust in Reliability – ความไว้วางใจในความน่าเชื่อถือที่ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลา และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Land Cruiser
- Trust in Durability – ความไว้วางใจในความแข็งแกร่งและความทนทาน ที่ผ่านบทพิสูจน์ในทุกสภาพภูมิประเทศทั่วโลก
- Trust in Capability – ความไว้วางใจในสมรรถนะการขับเคลื่อน ที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามทุกเส้นทาง และทุกความท้าทาย
ปัจจุบัน Toyota Land Cruiser มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 12 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม คุณค่าของ Land Cruiser ไม่ได้สะท้อนจากตัวเลขยอดขายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการอยู่เคียงข้างผู้คนทั่วโลกในการเดินทางผ่านความท้าทายต่างๆ”
ความภาคภูมิใจของชาวไทยกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีที่ผ่านมา โตโยต้าเปิดตัว Hilux Travo และ Hilux Travo-e ในประเทศไทย ด้วย Hilux คือ “รถกระบะของคนไทย” ที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน กับมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% พร้อมด้วยกำลังการผลิตขนาดใหญ่และมีการส่งออกไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ทำให้ Hilux มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
สำหรับ Hilux Travo รุ่นใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าในประเทศไทย และเมื่อรวมกับยอดจำหน่ายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของ Hilux Revo และ Hilux Champ ทำให้โตโยต้าสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถกระบะได้สูงถึง 48.7% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในปีที่ผ่านมา
ในโอกาสนี้ โตโยต้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน รวมถึงทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา และในวันนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว “Toyota Land Cruiser FJ”
Land Cruiser FJ ถือเป็น Land Cruiser รุ่นแรกที่มีการผลิตเต็มรูปแบบ (Fully Manufactured) นอกประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นฐานการผลิตหลัก ด้วยสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 84% พร้อมแผนการส่งออกมากกว่า 40,000 คันต่อปี ไปยังประมาณ 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศญี่ปุ่น
โตโยต้าเชื่อมั่นว่า Land Cruiser FJ จะมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ เครือข่ายอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ (Supply Chain) และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับตลาดประเทศไทย โตโยต้าได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 คันในปีแรก แม้จะเป็นเป้าหมายที่ไม่สูงนัก แต่เราเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของเราในอนาคต
การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโตโยต้า และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
“Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”
มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาและออกแบบ LAND CRUISER FJ ว่า “ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 75 ปีของ Land Cruiser รถรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ “ความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด” โดยเรื่องราวของ Land Cruiser เริ่มต้นจาก Toyota BJ ในปี 1951 ต่อมาในปี 1960 เราได้เปิดตัว 40 Series นับจากนั้น Land Cruiser ได้พัฒนาออกเป็น 3 สายผลิตภัณฑ์ ได้แก่
- สาย Station Wagon (ซึ่งปัจจุบันคือ LC300)
- สาย Heavy Duty หรือ 70 Series
- สาย Light Duty หรือ 250 Series
จาก 3 สายผลิตภัณฑ์หลักของ Land Cruiser คำที่สะท้อนความเป็นตัวตนที่ชัดเจนที่สุดตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “ความไว้วางใจ (Trust)”
ในการพัฒนา Land Cruiser ทุกครั้ง เราคำนึงถึง 2 แนวคิดสำคัญ คือ “การสืบทอด (Inheritance)” และ “การพัฒนา (Evolution)” อีกทั้งยังคงยกระดับความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะออฟโรดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า Land Cruiser เป็นรถที่สามารถพาไปได้ทุกที่ และนำสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ Land Cruiser ไปสู่อนาคต เราจึงตัดสินใจเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเพื่อขยายฐานลูกค้าในตลาดที่กำลังเติบโต เรามุ่งมั่นนำเสนอรถออฟโรดที่ “เข้าถึงได้” มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่ง “คุณค่าอย่างแท้จริง” ซึ่งคำตอบสำหรับความท้าทายนี้คือ Land Cruiser FJ
ในการพัฒนา Land Cruiser FJ เราได้ย้อนกลับไปสู่จิตวิญญาณของ 40 Series ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมใน Land Cruiser ระดับโลก เป้าหมายของเราคือการส่งมอบ “ความไว้วางใจ (TRUST)” ให้กับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ที่สำคัญ เรายังต้องการจุดประกายให้ผู้คนได้สนุกกับชีวิตในทุกๆ วันมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างรถที่สามารถ “ขับเคลื่อนความรู้สึก” และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง เราจึงผสานสมรรถนะออฟโรดในแบบฉบับ Land Cruiser เข้ากับ 2 คุณค่าหลัก นั่นคือ “Freedom” และ “Joy” ซึ่งเป็นความหมายของ “FJ”
“Freedom” — อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” — ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเอง
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดรถรุ่นนี้ คือ “การปรับแต่งรถในแบบของคุณ” เราตั้งใจออกแบบตัวรถพื้นฐานให้มี “พื้นที่สำหรับการต่อยอด” เพราะเราเชื่อว่า Land Cruiser ที่แท้จริง ควรถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของที่ครอบครองรถเอง ซึ่งลูกค้าแต่ละคนสามารถสร้างรถที่สะท้อนตัวตน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว
จุดเด่นสำคัญของ Land Cruiser FJ เริ่มจากมิติตัวรถมีความยาวโดยรวมสั้นกว่า Fortuner ถึง 185 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อสั้นกว่าถึง 170 มิลลิเมตร ขนาดที่กะทัดรัดนี้ ทำให้มีวงเลี้ยวที่แคบกว่า คล่องตัวและเฉียบคมยิ่งขึ้น สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่เติมเต็มความสนุกให้กับตระกูล Land Cruiser ได้อย่างแท้จริง
การออกแบบภายนอก พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ “PLAYFUL DICE” ที่ผสานความ “สนุก” เข้ากับ “ฟังก์ชันการใช้งาน” ได้อย่างลงตัว ด้วยรูปทรงตัวถังแบบเหลี่ยมลบมุม (Chamfered Square) และระยะที่ยื่นจากตัวถังรถด้านหน้าและด้านท้ายที่สั้นลง ทำให้ Land Cruiser FJ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ชัดเจน ขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมความสามารถในการขึ้นลงทางชันให้ดียิ่งขึ้น ทำให้รถสามารถลุยได้ทุกสภาพเส้นทางได้อย่างมั่นใจ
การออกแบบภายใน คงไว้ซึ่ง “เส้นสายแนวนอน” ตามแบบฉบับของ Land Cruiser เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานและควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ด้วยแนวกระจกที่ต่ำลง และการออกแบบเสา A ให้ตั้งตรงมากขึ้น มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่
ด้านสมรรถนะ ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Land Cruiser อย่างแท้จริง ตัวรถถูกพัฒนาบนโครงสร้างแชสซีส์ IMV ที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งและปรับจูนให้ได้มาตรฐานระดับ Land Cruiser มาพร้อมระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบล็อกเฟืองท้าย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่ในทุกสภาพเส้นทางอย่างมั่นใจ และเพื่อให้ Land Cruiser FJ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะได้อย่างเต็มศักยภาพ ในด้านการผลิต คงไม่มีที่ใดเหมาะสมไปกว่า โรงงานบ้านโพธิ์ ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์การผลิตรถยนต์มากกว่า 1.5 ล้านคัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทีมงานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้าง Land Cruiser FJ คันนี้ ให้ถ่ายทอดทั้ง “คุณภาพ” และ “ปรัชญา” ของ Land Cruiser ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น เป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา Land Cruiser FJ คือ การสร้างรถเพื่อให้ผู้คน “สนุกกับการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างแท้จริง” ทีมงานที่พัฒนารถรุ่นนี้ได้ขับทดสอบจริงร่วมกับผู้ใช้งานออฟโรดทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ถึงหัวใจของ “ความสนุกในการขับขี่” ภายใต้องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ความคล่องตัวสูง รองรับการเลี้ยวในพื้นที่แคบได้อย่างแม่นยำ / การยึดเกาะของล้อบนพื้นถนนที่มั่นคง และระยะความสูงใต้ท้องรถที่มากพอ สร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง นอกจากนั้น ยังผ่านการทดสอบบนสนามทดสอบเดียวกันกับที่ใช้พัฒนา Land Cruiser รุ่นก่อนหน้า
Land Cruiser FJ พร้อมแล้วที่จะเปิดตำนานบทใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการขยายขอบเขตการเดินทางของตัวเองเพื่อ “Freedom” — อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” — ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเองบนรากฐานของ QDR ได้แก่ Quality (คุณภาพ) / Durability (ความทนทาน) และ Reliability (ความเชื่อถือได้)”
พบประสบการณ์ใหม่แห่งความประทับใจกับ LAND CRUISER FJ
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงจุดเด่นของ LAND CRUISER FJ ว่า “Land Cruiser FJ มีจุดขายหลัก 5 ประการ ได้แก่
- ดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย
- สมรรถนะการขับขี่ที่แข็งแกร่ง
- ความสะดวกสบายในการโดยสาร
- การทรงตัวที่มั่นคงในทุกสภาพเส้นทาง
- ระบบเบรกที่เชื่อถือได้
คุณสมบัติเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องการส่งมอบให้กับลูกค้า และทำให้ Land Cruiser FJ สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน Land Cruiser FJ จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญในตลาด PPV ของประเทศไทย ซึ่งมีความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยโตโยต้าได้วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับลูกค้าแต่ละกลุ่มไว้อย่างชัดเจน สำหรับกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการรถยนต์ 7 ที่นั่ง เพื่อรองรับการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว ปัจจุบัน Fortuner ยังคงเป็นคำตอบที่เหมาะสม ด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่ สมรรถนะที่ทรงพลัง และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ (QDR) นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา โตโยต้ายังได้เปิดตัวรุ่นย่อย Leader G+ ซึ่งโดดเด่นด้านความคุ้มค่า ส่งผลให้ Fortuner เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่มองหารถยนต์ที่ครบครันทั้งสมรรถนะและความคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน ตลาด PPV ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ ผู้ที่โสดหรือมีครอบครัวขนาดเล็ก รวมถึงผู้ที่หลงใหลการขับขี่สายลุยและการตกแต่งรถยนต์ ซึ่งมองหารถที่เปรียบเสมือน Hobby Car มีขนาดกะทัดรัด สามารถปรับแต่งได้ ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว และในวันหยุดยังสามารถออกไปสัมผัสความสนุกบนเส้นทางออฟโรด พร้อมใช้ชีวิตอย่างอิสระในทุกเส้นทาง สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ Land Cruiser FJ คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
เครื่องยนต์ 2TR ที่ติดตั้งใน Land Cruiser FJ เป็นเครื่องยนต์เดียวกับที่ใช้ใน Land Cruiser 250 ซึ่งได้รับการพิสูจน์สมรรถนะจากการใช้งานจริง รวมถึงการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่สมบุกสมบันมาแล้ว โดย โตโยต้าได้ปรับจูนเครื่องยนต์ และระบบควบคุมให้ทำงานสอดประสานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถอย่างลงตัว เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง
นอกจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการขับขี่สายลุยแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับ Land Cruiser FJ ในฐานะรถที่สามารถต่อยอดการตกแต่งได้ตามสไตล์ของผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Land Cruiser Series ด้วยระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ใช้ Land Cruiser รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมสามารถร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์และสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Land Cruiser กลายเป็นรถที่มีวัฒนธรรมการใช้งานและการตกแต่งที่โดดเด่น
ภายในงาน โตโยต้ายังได้นำเสนอ อุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้า ที่พัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยเป็นครั้งแรกของความร่วมมือระหว่าง โตโยต้า และ ARB (Thailand) ในการนำเสนอสไตล์การตกแต่งแบบออฟโรดที่ช่วยเสริมทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และความมั่นใจในการใช้งาน ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งแท้ได้จากโชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ
นอกจากนี้ โตโยต้าขอนำเสนอรถต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตลาดรถแต่ง 4 สไตล์ ที่สะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกแนวทางการแต่งรถให้ตรงกับตัวตนของตัวเองได้มากที่สุด ได้แก่
สไตล์รถแต่ง แนวคิด เหมาะสำหรับ 1) The Meridian Authentic Off-Road สายลุย ที่ชอบท้าทายอุปสรรคต่างๆ 2) The Nature Explorer Basecamp เคลื่อนที่ สาย Passion ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง 3) The Legendary สานต่อปรัชญาของ Land Cruiser สาย Retro ที่มีความเชื่อมั่นต่อ Land Cruiser 4) The Street Cruiser Lifestyle คนเมือง สาย Creative ที่ชีวิตต้อง Active อยู่ตลอดเวลา ในเดือนที่ผ่านมา โตโยต้าได้เตรียมความพร้อมผ่านการจัดกิจกรรม Decoration Garage Preview ซึ่งเป็นเวทีที่โตโยต้าเปิดโอกาสให้สำนักแต่งและผู้ประกอบการในประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ตกแต่งเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อลูกค้ารับรถแล้ว จะสามารถเริ่มตกแต่งได้ทันทีตามสไตล์ที่ต้องการ”
นายศุภกร รัตนวราหะ กล่าวตอกย้ำว่า “การเปิดตัว Land Cruiser FJ ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยขยายตลาดเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ตลาดอุปกรณ์ตกแต่งในประเทศกลับมาคึกคักและมีสีสันอีกครั้ง”
นายศุภกร รัตนวราหะ เปิดเผยถึงแผนการตลาดว่า “Land Cruiser FJ จะถูกนำไปจัดแสดงต่อสาธารณะภายในงาน Bangkok International Motor Show ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป พร้อมเปิดรับจองอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
และพิเศษสุดในงานมอเตอร์โชว์ เปิดตัวแคมเปญพิเศษตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า LAND CRUISER FJ สายลุย โตโยต้าจับมือ Krungsri Auto และแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียม Triumph ในการนำร่องแพ็กเกจการเงินรูปแบบใหม่ ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ได้พร้อมกัน ด้วยแพ็กเกจผ่อนชำระรวมทั้งสองคัน เริ่มต้นเพียง 21,743 บาทต่อเดือน และมากไปกว่านั้นยังได้รับ Krungsri Gift Card มูลค่า 5,000 บาท / Triumph Accessory Voucher มูลค่า 5,000 บาท และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทจากโตโยต้า ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึง 5 เมษายน 2569
พร้อมกันนี้ โตโยต้ายังเตรียมจัดกิจกรรม Pop-up Roadshow เดินสายจัดแสดงรถในจังหวัดสำคัญรวม 16 จังหวัด ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 3 พฤษภาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสรถอย่างใกล้ชิดก่อนใคร หลังจากนั้น เมื่อรถพร้อมส่งมอบ โตโยต้าจะจัดกิจกรรมเปิดตัวพร้อมการทดลองขับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม เป็นต้นไป ณ โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ และที่ Toyota Alive
Land Cruiser FJ เปิดตัวด้วยรุ่นย่อย 4WD พร้อมตัวเลือกสีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่นำเสนอภาย ในงาน โดยมีราคาอย่างเป็นทางการดังนี้
LAND CRUISER FJ ราคาเต็ม 1,289,000 บาท พิเศษสุด! กับราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว 1,269,000 บาท (ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569)
รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care
ทางเลือกที่ 2 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมเลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า*
*เลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า 3 แพ็คเกจ
แพ็คเกจที่ 1 ชุดตกแต่ง “Unbound Explorer…เพราะชีวิต ต้องลุยนอกกรอบที่คุ้นเคย”
มูลค่า 32,450 บาท ประกอบไปด้วย
1. สน็อกเกิล ราคา 15,600 บาท
2. แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ARB ราคา 8,500 บาท
3. ชุดบังโคลนล้อ ราคา 8,350 บาท
แพ็คเกจที่ 2 ชุดตกแต่ง “Urban Unique…ครบทุกสิ่ง ที่ใจต้องการ”
มูลค่า 32,700 บาท ประกอบไปด้วย
1. แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ราคา 7,500 บาท
2. คิ้วกระจังหน้า ราคา 3,400 บาท
3. คิ้วกันกระแทกประตู ราคา 7,900 บาท
4. คิ้วตกแต่งฝาครอบล้ออะไหล่ ราคา 4,600 บาท
5. ชุดตกแต่งฝาถังน้ำมัน ราคา 1,200 บาท
6. แผงบังแดดข้าง ราคา 2,100 บาท
7. กล้องบันทึกภาพด้านหน้าและหลัง (รุ่น 2K) ราคา 6,000 บาท
แพ็คเกจที่ 3 ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง “Freedom Journey…เติมพลังให้ทุกวันมีความหมาย”
มูลค่า 36,400 บาท ประกอบไปด้วย
1. ถาดแร็คหลังคา ARB ราคา 36,400 บาท
LAND CRUISER FJ มาพร้อม 3 สีให้เลือก
ใหม่! สีฟ้า SMOKY BLUE
สีขาวมุก PLATINUM WHITE PEARL MICA
สีเทา ASH
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญพิเศษ อาทิ ประกันภัยชั้นหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และบริการทางการเงินจากเครือข่ายธุรกิจโตโยต้า รวมถึง Kinto และ Toyota Sure เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ โตโยต้าได้เตรียมชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษให้สามารถเลือกเพิ่มเติมได้ตามสไตล์การใช้งาน
โตโยต้าคาดว่า Land Cruiser FJ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการเดินทาง การใช้งานที่ทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดตามแบบฉบับของ Land Cruiser”
พบกับ LAND CRUISER FJ ในกิจกรรมต่างๆ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ
ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้ที่
- งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026)
ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
- กิจกรรม Land Cruiser FJ Roadshow
ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ 16 จังหวัดทั่วประเทศไทย
- กิจกรรม เปิดตัว Land Cruiser FJ และทดลองขับขี่ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศไทย
ระหว่างวันที่ 9-31 พฤษภาคม 2569
ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.toyota.co.th/ Facebook: Toyota Motor Thailand
LINE Official: @ToyotaThailand TikTok: @ToyotaMotorTH
X: @ToyotaMotorTH Instagram: @toyotamotorthailandofficial
Facebook: Toyota Hilux Thailand TikTok: @toyotahiluxthailand
Instagram: @toyotahiluxthailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
บริดจสโตนร่วมฉลอง Grand Opening “TOP SECRET THAILAND SHOP” แลนด์มาร์กใหม่ของสาวก JDM
พร้อมยกทัพยาง BRIDGESTONE POTENZA ปลุก DNA ความสปอร์ตเต็มสมรรถนะบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยคุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ กรรมการผู้จัดการ ร่วมแสดงความยินดีกับ “คุณเบียร์ ใบหยก” เจ้าของสำนักแต่งรถยนต์ TOP SECRET THAILAND และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของบริดจสโตน ในงาน Grand Opening เฉลิมฉลองการเปิด “TOP SECRET THAILAND SHOP” ณ ซอยประดิษฐ์มนูธรรม 1 ใกล้แยกเหม่งจ๋าย แลนด์มาร์กใหม่ ที่รวมครบทั้ง garage, café และ ramen ไว้ในที่เดียวเพื่อให้สาวก JDM และคนรักรถได้สัมผัส Car Culture อย่างเต็มอารมณ์ ทั้งการชมรถ พูดคุยแลกเปลี่ยน และพักผ่อนในบรรยากาศคอมมูนิตี้
ได้อย่างลงตัวภายในงานยังได้รับเกียรติจากคุณ Smoky Nagata ผู้ก่อตั้ง TOP SECRET สำนักแต่งรถยนต์ระดับตำนานจากญี่ปุ่น พร้อมพาร์ทเนอร์คนสำคัญในวงการรถยนต์ร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง การร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริดจสโตนในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยางรถยนต์ที่พร้อมถ่ายทอด DNA แห่งความสปอร์ตและประสบการณ์ความเร็วให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ ณ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่สาวก JDM ไม่ควรพลาด
บริดจสโตนยังได้จัดโซน BRIDGESTONE POTENZA CORNER โชว์นวัตกรรมยางสปอร์ตพรีเมียมรุ่นแฟลกชิป นำโดย BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE005 รุ่นล่าสุดสำหรับผู้ที่หลงใหลการขับขี่
ที่สนุกและเร้าใจยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมด้วยBRIDGESTONE POTENZA RE-71RS และ BRIDGESTONE POTENZA RACE ยางสมรรถนะสูงเพื่อรถสปอร์ตพรีเมียมทั้งในสนามแข่งและชีวิตประจำวัน รวมถึง BRIDGESTONE POTENZA SPORT ยางสปอร์ตระดับซูเปอร์คาร์ที่มอบความมั่นใจในทุกโค้งและทุกความเร็ว นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษให้ชาว JDM ที่มา TOP SECRET THAILAND SHOP ได้ร่วมสนุกลุ้นรับส่วนลดยางบริดจสโตนมูลค่า 10,000 บาทตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างสีสันและเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ Car Culture พร้อมเชื่อมโยงสมรรถนะการขับขี่สไตล์สปอร์ตสุดเร้าใจเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรักรถอย่างแท้จริง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
มาสด้ามอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า MAZDA6e PREMIERE PACKAGE จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมมอบของขวัญที่บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์
มาสด้าจัดงาน MAZDA6e VIP DAY เชิญลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่สะท้อนจิตวิญญาณของมาสด้า ผ่าน 3 กิจกรรมพิเศษกับ Experience Zone ณ บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์ 2026 โดยเนรมิตพื้นที่จัดให้มีทั้ง “AI PHOTO BOOTH EXPERIENCE: บันทึกภาพที่ระลึกผ่าน Photo Booth AI”, “JAPANESE TEA CEREMONY EXPERIENCE: กิจกรรมชงชาแบบญี่ปุ่น” และ “ORIZURU WORKSHOP: กิจกรรมพับนกโอริซูรุ” สัญลักษณ์แห่งความหวังและสันติภาพ ที่มาสด้าจะส่งต่อไปยังฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทย โดยให้ลูกค้าได้ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและแชร์ประสบการณ์ความสุขความสุขร่วมกัน นอกจากนี้ มาสด้ายังมอบของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Mazda6e Leather Phone Stand สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานในวันนี้อีกด้วย ซึ่งสิทธิพิเศษนี้ เป็นสิ่งที่มาสด้าตั้งใจมอบให้กับลูกค้า เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับทุกช่วงเวลาของชีวิตตามปรัชญาแบรนด์ “Joy Drives Lives” ที่มาสด้ามุ่งมั่นเสมอมา
สำหรับการออกแบบบูธมาสด้าครั้งนี้ ได้ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ “Joy of Driving Creates a Richer Life” เพื่อถ่ายทอดปรัชญาแบรนด์ Joy Drives Lives เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” (Joy of Driving) จะนำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” (Joy of Living) และมาสด้าตั้งใจส่งมอบความสุขเหล่านี้ไปยังลูกค้าทุกคน เพื่อให้ทุกวันขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มและการใช้ชีวิตให้มีความหมาย มาสด้าได้เนรมิตพื้นที่ในบูธเป็น Experience Zone เพื่อให้ลูกค้าได้มาร่วมกิจกรรมความสุข นอกจากนี้ภายในบูธยังมีการจัดแสดงพื้นที่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของรถยนต์มาสด้า ที่มุ่งมั่นส่งมอบให้กับลูกค้ามาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน
สำหรับในงาน มอเตอร์ โชว์ 2026 นอกจากมาสด้าจะได้นำยนตรกรรมเอสยูวีแห่งอนาคต The All-New Mazda CX-6e ที่พัฒนาภายใต้กลยุทธ์ Multi-solution มาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในอาเซียน กับ ASEAN Premiere มาสด้ายังได้เปิดตัว The All-Electric Mazda6e ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทย ที่มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Premium ราคาจำหน่าย 1,169,000 ล้านบาท และรุ่น Exclusive ราคาจำหน่าย 1,199,000 ล้านบาท พร้อมมอบข้อเสนอ
- ดอกเบี้ย 1.78%
- ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance
- ฟรี Home Charger จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรี ทั่วประเทศ
- ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี
รวมถึงยังมอบฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย
- รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรม New Mazda CX-30 Signature Spirit รุ่นตกแต่งพิเศษ ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณความสปอร์ต สะท้อนตัวตนผ่านดีไซน์และสมรรถนะความสปอร์ต มาจัดแสดงภายในงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการแต่งรถ ควบคู่กับการนำรถยนต์ทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-Series และ ปิกอัพ มาจัดแสดง พร้อมมอบแคมเปญพิเศษมากมาย ทั้งส่วนลดสูงสุด 130,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ Mazda Ultimate Service (MUS) นานสูงสุด 7 ปี ฟรีขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษจากมาสด้า และพิเศษสำหรับลูกค้า Mazda Family และครอบครัว มาสด้ายังมอบบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุดอีก 20,000 บาท
มาสด้าขอเชิญลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้า เข้ามาชมยนตรกรรมเหล่านี้ ได้ที่บูธมาสด้า A5 ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ 2026 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือสามารถจองเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นพร้อมรับข้อเสนอเดียวกันได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เผยผลประกอบการปี 2568 สุดแกร่ง ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งรายได้และยอดส่งมอบรถยนต์
หลังประกาศสถิติการส่งมอบรถยนต์ครั้งใหม่สูงสุดตลอดกาลที่ 10,747 คัน ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี สรุปผลประกอบการปี 2568 ด้วยรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 3 พันล้านยูโรเป็นปีที่สองติดต่อกันด้วยมูลค่ารวมแตะ 3.20 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวอันโดดเด่นของบริษัทฯ โดยมีรายได้จากการดำเนินงานที่ 768 ล้านยูโร อัตรากำไร 24% ซึ่งปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย
สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ผลงานปี 2568 แสดงให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางการเงินเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการความซับซ้อนของตลาดปัจจุบัน แม้เกิดบริบทอันท้าทายทั่วโลก เราก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรและเสริมมูลค่าแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความสำเร็จนี้เกิดจากกลยุทธ์ที่ชัดเจนของเรา นั่นคือระเบียบแบบแผน วิสัยทัศน์ระยะยาว และการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง สมดุลนี้ทำให้เราสามารถเปลี่ยนความท้าทายจากภายนอก ให้กลายเป็นโอกาสเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนแก่แบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง”
สำหรับรายได้จากการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในแดนลบและการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถพยุงผลกระทบส่วนใหญ่เอาไว้ได้ ด้วยสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับกลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ก็ส่งผลต่อตัวเลขการเงินของเราด้วย โดยผลกระทบเหล่านั้นจะถูกนำมาพิจารณาอย่างครบถ้วนในรอบปีงบประมาณ เมื่อพิจารณาตามบริบทนี้ การประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดรุ่น 4 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ในอุตสาหกรรมระยะยาว ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน โดยไม่ปิดกั้นแผนการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต
เปาโล โพมา กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ปัจจัยภายนอกและความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค ทำให้ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทายเป็นพิเศษ แม้ในบริบทดังกล่าว เรายังสามารถสรุปผลประกอบการทางการเงินและธุรกิจในระดับดีได้ตลอดทั้ง 12 เดือน โดยที่รักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ได้ ทำให้เรายังอยู่ในกลุ่มผู้เล่นที่ทำกำไรสูงสุดในภาคสินค้าหรูระดับโลก ผลลัพธ์นี้เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายของเราในการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับการรักษาความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ต่อเนื่อง”
ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 10,747 คันในปี 2568 ทำให้ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ทำสถิติทะลุเพดาน 10,000 คันเป็นปีที่สามติดต่อกันและตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุปสงค์ทั่วโลกที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นยังส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการประจำปี เพราะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นของ Revuelto[1] และความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโปรแกรม Ad Personam โดยในปี 2568 รถยนต์ที่ส่งมอบถึง 94% ได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคลอย่างน้อยหนึ่งจุด ยืนยันว่าโปรแกรมดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ รถรุ่น Temerario จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแนวทางนี้ โดยบริษัทฯ ได้เริ่มส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้แก่ลูกค้าในช่วงเดือนแรกของปี 2569 เพื่อเติมเต็มกลยุทธ์การพัฒนายานยนต์ไฮบริดของแบรนด์ให้สมบูรณ์แบบ รถยนต์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบส่งกำลังใหม่ทั้งหมด โดยสามารถทำรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 10,000 รอบต่อนาทีเป็นครั้งแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ผลิตจริง มาพร้อมกับสมรรถนะขั้นสูงสุดและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งถ่ายทอดดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีเอาไว้อย่างชัดเจน
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี ยึดมั่นในดีเอ็นเอของแบรนด์
บริษัทแห่งซัง’อกาตา โบโลนเญส ยังคงเติบโตและสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะการณ์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งดีเอ็นเอแห่งอารมณ์การขับขี่ ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับไลน์อัปรถยนต์ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบไฮบริดเต็มรูปแบบในปี 2568 ประกอบด้วย Revuelto, Urus SE [2]และ Temerario[3] ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จโดยไม่สูญเสียคาแรกเตอร์และสมรรถนะแม้แต่น้อย ซึ่งเห็นได้จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลก
ในปี 2569 ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี จะยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องอีกหลายรายการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตำแหน่งทางการตลาดและสร้างแรงดึงดูดของแบรนด์ในตลาดสากลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยบางผลิตภัณฑ์จะถูกเปิดตัวบนเวทีระดับนานาชาติ อาทิ เทศกาล Goodwood Festival of Speed และงาน Monterey Car Week ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการจัดแสดงวิวัฒนาการและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มุ่งเน้นการเติบโตและการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน
การหลอมรวมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย งานฝีมือสุดประณีต และวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบ ให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างลงตัว คือสิ่งที่ยกระดับให้ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กลายเป็นมาตรฐานขั้นสูงซึ่งถูกนำไปใช้อ้างอิงในวงการสินค้าหรูระดับโลก รวมถึงสัญลักษณ์ Made in Italy ซึ่งสื่อถึงความเป็นเลิศที่ทุกคนยอมรับ
[1] Revuelto: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 4.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 15 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 350 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): G; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 17.9 ลิตร/100 กม.
[2] Urus SE: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 21.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 5.71 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 140 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): E; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 12.9 ลิตร/100 กม.
[3] Temerario: อัตราการใช้พลังงาน (น้ำหนักรวม): 4.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. บวก 11.2 ลิตร/100 กม.; ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): 272 กรัม/กม.; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำหนักรวม): G; ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 14 ลิตร/100 กม.ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทฯ ยังคงเดินหน้า พร้อมตอบรับต่อทุกความท้าทายในอนาคต บนพื้นฐานความมั่นคงทางการเงิน ความชัดเจนด้านกลยุทธ์ และการวางตำแหน่งทางการตลาดอันโดดเด่น ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบทบาทผู้เล่นชั้นนำในสมรภูมิยานยนต์ระดับไฮเอนด์
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
OMODA & JAECOO ยกทัพยนตรกรรมไฟฟ้าหลากสไตล์ บุกงาน Motor Show 2026! นำทัพโดย THE NEW OMODA C5 EV และนวัตกรรมอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกการขับขี่อย่างยั่งยืน
OMODA & JAECOO ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม ภูมิใจนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ครั้งที่ 47 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การแนะนำแบรนด์แอมบาสเดอร์ และการนำเสนอเทคโนโลยีอัจฉริยะที่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การขับขี่ของผู้ขับขี่
ในปี 2568 OMODA & JAECOO ประเทศไทย ได้ส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากว่า 18,030 คัน สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทย ขณะที่ระดับโลก แบรนด์ได้ขยายไปยัง 64 ประเทศ ด้วยยอดส่งมอบสะสม 800,000 คัน ภายใน 3 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง สะท้อนการเติบโตที่รวดเร็วและการยอมรับในระดับสากล
ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการเปิดตัว THE NEW OMODA C5 EV MAX+ ครั้งแรกในประเทศไทย กับการประกาศราคาคาดการณ์ 7xx,xxx บาท และสำหรับภายในช่วง Motor Show 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษ 629,xxx บาท* (ก่อนปรับเป็น 649,xxx บาท ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป) ภายใต้แนวคิดการออกแบบ ROBO SHARK Design ที่สะท้อนเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวและล้ำสมัย (Futuristic) พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะครบครัน พร้อมเปิดรับลงทะเบียนจองสิทธิ์ได้ที่ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และ ภายในงาน Motor Show บูธ OMODA & JAECOO A24 Impact Challenger 1
ไฮไลท์ THE NEW OMODA C5 EV MAX+ ได้แก่
- ดีไซน์ล้ำสมัย – เส้นสายคมชัด ไฟหน้า LED สายฟ้า และไฟท้ายพาดยาวเต็มคัน ที่เพิ่มความสปอร์ตและทันสมัย
- มาตราฐานความปลอดภัยระดับสูง – ระบบ ADAS 19 ฟังก์ชัน กล้องรอบทิศทาง 540° และโครงสร้างตัวถังเหล็กกล้าแรงดึงสูงถึง 78% รอบคัน ใช้แบตเตอรี่แบบ LFP ที่ทนทานต่อแรงกระแทกและความร้อน ไม่เกิดการระเบิดหรือประกายไฟ กันน้ำมาตรฐาน IP68 ลุยน้ำได้สูง 45 ซม ในระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที พร้อมมอบความปลอดภัยที่เหนือระดับ
- ห้องโดยสารอัจฉริยะ – หน้าจอ 6 นิ้ว 2K HD ที่ปรับเปลี่ยนตามบรรยากาศ ระบบเสียง Sony 8 ลำโพง เบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางพร้อมปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง มาพร้อมกับระบบนวดที่เลือกปรับความแรงและรูปแบบการนวดได้หลากหลาย เบาะคู่หน้ามาพร้อมกับระบบเบาะระบายอากาศ และยังมี Camp Mode และ Pet Mode ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
- สมรรถนะยอดเยี่ยม – มอเตอร์ 211 แรงม้า ระยะวิ่ง 422 กม./ชาร์จ เพียงพอสำหรับการใช้งานประจำวันพร้อมรองรับรูปแบบการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง
รถทั้งหมดที่จัดแสดงในบูธ OMODA & JAECOO ได้แก่ OMODA C5 EV MAX+, JAECOO 5 EV MAX+, JAECOO 6 EV, JAECOO 6T EV และ JAECOO 7 SHS
ในงานนี้ OMODA & JAECOO ยังเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ของแบรนด์ OMODA ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มุ่งสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์ มีความมั่นใจ และกล้าแสดงออกถึงรสนิยมและไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง พร้อมทั้งช่วยนำเสนอเสน่ห์ของ THE NEW OMODA C5 EV MAX+ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วประเทศไทย
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัว JAECOO 5 EV MAX+ รถไฟฟ้าที่มาด้วยแบตเตอรี 50.6 kwh รุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้านความคุ้มค่า ฟีเจอร์ครบครัน และตอบโจทย์การใช้งานจริงของครอบครัวยุคใหม่ ด้วยการประกาศราคาคาดการณ์ 6xx,xxx บาท และสำหรับภายในช่วง Motor Show ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษ 579,xxx บาท* (ก่อนปรับเป็น 6xx,xxx บาท ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป) โดยมี มาริโอ้ เมาเร่อ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของแบรนด์ JAECOO มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้เข้าชมงาน
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจคือ “Mornine” (มอร์อีน) หุ่นยนต์อัจฉริยะจาก Chery Group ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสะท้อนศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของแบรนด์ เทคโนโลยีล้ำสมัยนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในยุคใหม่
OMODA & JAECOO ยังได้ประกาศแผนการประกอบในประเทศ (KD) สำหรับ OMODA C5 EV MAX+ , JAECOO 5 EV MAX+, JAECOO 6 EV Long Range 4WD และ JAECOO 6 EV 2WD MAX ซึ่งก้าวสำคัญนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวไทย โดยขณะนี้โรงงานในไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผน และจะมีการเริ่มผลิตรถภายในเมษายน 2569 การประกอบในประเทศจะช่วยเสริมความพร้อมด้านอะไหล่ บริการหลังการขาย และการสนับสนุนลูกค้าในระยะยาว ทำให้ผู้ใช้ทั่วประเทศได้รับบริการที่เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ OMODA & JAECOO ยังจัดเตรียมโปรโมชั่นพิเศษสำหรับงาน Bangkok International Motor Show 2026 (จองระหว่างวันที่ 23 มีนาคมถึง 5 เมษายน 2569 และรับรถภายใน 30 เมษายน 2569 สำหรับรุ่น CBU และรับรถภายใน 31 พฤษภาคม 2569 เฉพาะรุ่น KD) เพื่อช่วยให้ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอด้านราคา เงื่อนไขทางการเงิน หรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้
- JAECOO 6 EV 2WD MAX ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษภายในช่วง Motor Show 799,XXX บาท* (จากราคาคาดการณ์ 8XX,XXX บาท)
- JAECOO 6 EV LONG RANGE 4WD (KD Model) ราคาพิเศษภายในช่วง Motor Show 999,900 บาท* (จากราคา 1,249,000 บาท)
- JAECOO 6 EV LONG RANGE 4WD (CBU Model) ราคาพิเศษ 999,000 บาท จากราคา 1,249,000 บาท
- JAECOO 6 EV LONG RANGE 2WD Pro (CBU Model) ราคาพิเศษ 799,000 บาท จากราคา 899,000 บาท
- JAECOO 6T EV LONG RANGE 4WD ราคาพิเศษ 1,049,000 บาท จากราคา 1,099,000 บาท
- JAECOO 5 EV MAX+ ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษภายในช่วง Motor Show 579,XXX บาทเท่านั้น* (จากราคาคาดการณ์ 6XX,XXX บาท) ก่อนปรับเป็น 6XX,XXX บาท ตั้งแต่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
- JAECOO 7 SHS MAX ราคาพิเศษ 899,000 บาท จากราคา 999,000 บาท
- OMODA C5 EV MAX ลงทะเบียนจองสิทธิ์รับราคาพิเศษภายในช่วง Motor Show 629,xxx บาท* (จากราคาคาดการณ์ 7xx,xxx บาท) ก่อนปรับเป็น 649,xxx บาท ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
นอกจากราคาพิเศษแล้ว ผู้ซื้อทุกรุ่นยังได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ได้แก่
- ฟรี Lifetime Warranty มั่นใจตลอดการขับขี่ ด้วยการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ครอบคลุมแบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควมคุมไฟฟ้า มูลค่า 80,000 บาท (ยกเว้น JAECOO 7 SHS MAX)
ลูกค้าใหม่ที่จอง JAECOO 5 EV MAX+ (KD) JAECOO 6 EV (KD), OMODA C5 EV MAX+ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 และรับรถภายใน 31 พฤษภาคม 2569 รวมถึงลูกค้าที่จอง JAECOO 6 EV (CBU), JAECOO 5 EV (CBU), JAECOO 6T EV (CBU) และรับรถภายใน 30 เมษายน 2569 จะได้รับ การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ฟรี ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
ลูกค้าปัจจุบันที่ออกรถก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2569 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการขยายการรับประกันได้ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ผ่าน QR Code และต้องผ่านการตรวจสอบสภาพรถพร้อมลงนามสัญญาที่ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตภายใน 31 พฤษภาคม 2569
- ฟรี Home Charger พร้อมติดตั้ง
- ฟรี AC Portable Charger
- ฟรี! Application T-Box 5 ปี* (ยกเว้น JAECOO 5 EV ฟรี! Application T-Box 1 ปี*)
- ฟรีสายชาร์จ V-to-L (ยกเว้น JAECOO 5 EV)
- ฟรี พรม JAECOO สำหรับ JAECOO
- ฟรี บริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี
- ฟรี! พรม OMODA* (เฉพาะรุ่น OMODA C5 EV MAX+)
สำหรับ JAECOO 7 SHS MAX ยังคงได้รับ Warranty ตามนี้
- ฟรี การรับประกันเครื่องยนต์ (Engine Warranty) ครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ไม่กำหนดระยะทาง
- ฟรี การรับประกันคุณภาพรถใหม่ (New Car Warranty) ครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 200,000 กิโลเมตร
- ฟรี การรับประกันระบบมอเตอร์ขับเคลื่อน (Driving Motor System) ครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 160,000 กิโลเมตร
คุณบิล จาง รองประธานแบรนด์ OMODA & JAECOO ประเทศไทย และ AIMOGA กล่าวว่า “ในปีนี้ เรายังคงมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น OMODA C5 EV MAX+ และ JAECOO 5 EV MAX+ ที่โดดเด่นดีไซน์และมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและความสะดวกสบายที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ การที่มีโรงงานประกอบในประเทศ ทำให้เรามั่นใจว่าจะมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้า ตอกย้ำการดูแลที่เหนือระดับกับการรับประกัน Lifetime Warranty พร้อมกับการมุ่งมั่นสร้างและพัฒนาการบริการหลังการขาย เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการเป็นผู้นำในตลาด NEV พรีเมียม แต่คือการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนเพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะและงานดีไซน์ที่ประณีต เพราะเราเชื่อว่ารถยนต์คือสิ่งที่บ่งบอกตัวตนและทัศนคติในการใช้ชีวิตของคุณ เราจึงตั้งใจส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและเคียงข้างคุณในทุกเส้นทางอย่างยั่งยืน”
ขอเชิญผู้เข้าชมงาน Bangkok International Motor Show 2026 แวะเยี่ยมชมบูธ OMODA & JAECOO (บูธ A24) ณ IMPACT Challenger Hall 1 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 ถึง 5 เมษายน 2569 เพื่อสัมผัสยนตรกรรมพลังงานใหม่ล่าสุด ทดลองฟีเจอร์อัจฉริยะ และร่วมพูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญของแบรนด์อย่างใกล้ชิด
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine






























































































































































































































