• Honda City ใหม่ ดีไซน์สปอร์ตยิ่งขึ้น อัปอุปกรณ์ครบครัน  พร้อมแนะนำรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ เข้าถึงง่ายกว่าเดิม เปิดจองสิทธิ์เป็นเจ้าของก่อนใครในไทย 22 พ.ค. – 30 มิ.ย. นี้

    1 Min Read

    Honda City ใหม่ ดีไซน์สปอร์ตยิ่งขึ้น อัปอุปกรณ์ครบครัน  พร้อมแนะนำรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ เข้าถึงง่ายกว่าเดิม เปิดจองสิทธิ์เป็นเจ้าของก่อนใครในไทย 22 พ.ค. – 30 มิ.ย. นี้

    บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยภาพ Honda City ใหม่ อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย โดยเปิดรับลงทะเบียนจองสิทธิ์การเป็นเจ้าของล่วงหน้าระหว่างวันที่ 22 พ.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 พร้อมรับบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท** ก่อนเตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่มาพร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษเร็ว ๆ นี้! โดดเด่นด้วยลุคใหม่ที่อัปความสปอร์ตไปอีกขั้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟหน้าแบบ LED ในทุกรุ่น อีกทั้งไฟหน้า Connecting Light แบบ LED ดีไซน์เต็มความกว้างตัวรถ สะท้อนความล้ำสมัย สะดุดตา รวมทั้งไฟท้าย LED แบบ Clear lens ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่!* ตอบโจทย์ที่ลูกค้ามองหา อาทิ

    • ใหม่! ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS)
    • ใหม่! ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สายดีไซน์ใหม่ที่อัปเกรดเป็นหน้าจอขนาด 10 นิ้ว
    • ใหม่! ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
    • ใหม่! อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
    • ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงแบบอัตโนมัติ

    ให้คุณสะท้อนตัวตนได้อย่างแตกต่าง กับทางเลือก 2 สไตล์ ทั้งซีดาน และแฮทช์แบ็ก 5 ประตู กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ทั้งระบบฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid มอบสมรรถนะการขับขี่สนุกเร้าใจ
    และขุมพลัง
    VTEC TURBO ขับสนุกทุกย่านความเร็ว เร่งแซงทันใจ พร้อมปรับโฟกัสสู่ไลน์อัปไฮบริด เพิ่ม ! รุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่เพื่อตอบโจทย์ตลาดและให้ลูกค้าเข้าถึงประสบการณ์รถไฮบริดของฮอนด้าในกลุ่มซิตี้คาร์ได้ง่ายกว่าเดิม

    Honda City ใหม่ ทั้งรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ก มาพร้อมทางเลือกรุ่นละ 4 รุ่นย่อย ได้แก่

    • รุ่นขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV 3 รุ่นย่อย
    • รุ่น e:HEV RS – จัดเต็มทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน ตอบโจทย์ทั้งสายสมรรถนะและสไตล์
    • รุ่น e:HEV SV – ครบครัน คุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันที่เหมาะกับการใช้งานทุกวัน
    • ใหม่! รุ่น e:HEV V – รุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ เปิดประสบการณ์ความคุ้มค่า ให้คุณเป็นเจ้าของรถไฮบริดได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมสัมผัสฟีลลิ่งการขับขี่แบบฟูลไฮบริดในแบบฉบับของฮอนด้า
    • รุ่นขุมพลัง VTEC TURBO 1 รุ่นย่อย
    • รุ่น S – ทางเลือกเริ่มต้นของไลน์อัป กับขุมพลัง VTEC TURBO มอบสมรรถนะที่คล่องตัว คุ้มค่า และมั่นใจในทุกการขับขี่

    Honda City ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี แตกต่างกันไปตามรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ก ได้แก่

    • ใหม่! สีแดงเบลซิง (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
    • ใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
      พิเศษ ! เฉพาะ New Honda City Hatchback รุ่น e:HEV RS ใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) มาพร้อมหลังคาสีดำ (ทูโทน)
    • สีขาวแพลทินัม (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV SV)
    • สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) (เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV V)
    • สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
    • สีดำคริสตัล (มุก)
    • สีขาวทาฟเฟต้า(เฉพาะรุ่น e:HEV V และ S)

    พร้อมใหม่! ทางเลือกสีภายในห้องโดยสารสีเทาแพลทินัม เฉพาะ New Honda City รุ่นซีดาน รุ่นย่อย e:HEV SV ที่สามารถเลือกจับคู่ได้กับสีภายนอกสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) หรือสีดำคริสตัล (มุก) เท่านั้น

    Honda City ใหม่ พร้อมให้คุณจองสิทธิ์เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้! ผ่านที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมฮอนด้า
    ทั่วประเทศ พร้อมรับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท** โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้

    • ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
    • ดำเนินการจองอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. 2569 – 31 ก.ค. 2569
    • รับรถ ภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569

    ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city และ www.honda.co.th/cityhatchback และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

    เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Honda City ใหม่ ในตลาดประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ พร้อม
    เซอร์ไพรส์ที่จะมาเขย่าความเร้าใจให้ทะลุทุกขีดจำกัด


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • Post Image

    DUNLOP เปิดตัวยาง “SPORT MAXX LUX” ใหม่ ยกระดับ Luxury Comfort เงียบ นุ่ม มั่นใจ รองรับทั้งรถ EV และรถยนต์สันดาป

    1 Min Read

    DUNLOP เปิดตัวยาง “SPORT MAXX LUX” ใหม่  ยกระดับ Luxury Comfort เงียบ นุ่ม มั่นใจ รองรับทั้งรถ EV และรถยนต์สันดาป

    ดันลอป ไทร์ (ไทยแลนด์) เปิดตัวยางรถยนต์ระดับ LUXURY COMFORT รุ่นใหม่ “DUNLOP SPORT MAXX LUX” ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านเสถียรภาพการควบคุมการขับขี่ และความเงียบภายในห้องโดยสารในระดับสูง โดย ยาง SPORT MAXX LUX เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อเดือน เมษายน 2026 ที่ผ่านมา จำนวนทั้งหมด 64 ขนาด ตั้งแต่ขอบ 17 – 21 นิ้ว ในราคาที่ราคาย่อมเยากว่าในท้องตลาด และล่าสุดได้จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะยางรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด SPORT MAXX LUX สัมผัสนิยามใหม่ของยางระดับ Luxury Comfort ที่ผสานความเรียบหรูและความนุ่มสบาย มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายเหนือระดับ พร้อมการควบคุมที่มั่นใจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เหมาะสำหรับรถยนต์สันดาป และ EV  โดยได้มอบหมายให้ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมฯ ภายในงานมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการให้กับสื่อมวลชน และผู้แทนจำหน่ายได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรม Test Drive เพื่อทดสอบสมรรถนะของยางบนสนามทดสอบจริง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สนามอิมแพ็ค สปีด พาร์ค เมืองทองธานี (IMPACT Speed Park)

                    ยางรถยนต์ระดับ LUXURY COMFORT รุ่นใหม่ “DUNLOP SPORT MAXX LUX”  มีการออกแบบเพิ่มพื้นที่สัมผัสหน้ายางกับพื้นถนนให้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นออกแบบพิเศษเฉพาะสำหรับยางซีรีย์ SPORT MAXX ช่วยเสริมประสิทธิภาพในด้านการควบคุม และความมั่นคงในการขับขี่ได้อย่างเหนือระดับ ในขณะเดียวกันการรวม การออกแบบลายดอกยาง เฉพาะทาง และการเสริม ฟองน้ำดูดซับเสียงพิเศษ เข้าด้วยกันสามารถช่วยลดเสียงรบกวนที่เกิดจากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                    ด้วย MAXX DRIVABILITY TECHNOLOGY เป็นการออกแบบโครงสร้างยางพิเศษเฉพาะ สำหรับยางในซีรีย์ SPORT MAXX ทำให้ยาง SPORT MAXX LUX มีพื้นที่หน้าสัมผัสกว้างขึ้น เพื่อประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนที่สูงขึ้น และยังช่วยเสริมเสถียรภาพในขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมที่ล้ำสมัยจาก DUNLOP ได้แก่

    • SEAMLESS GROOVE DESIGN การออกแบบร่องยางแนวขวางบริเวณหน้าสัมผัสอย่างเหมาะสม
    • DUAL SLOPE DESIGN การออกแบบที่ช่วยปรับทิศทางการไหลของอากาศภายในร่องยางหลัก
    • SILENT CORE TECHNOLOGY ฟองน้ำพิเศษที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนของอากาศภายในยาง

                    ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ถูกเรียกว่า SILENT WAVE TECHNOLOGY เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดเสียงรบกวนที่อาจเกิดจากลายดอกยาง (Pattern Noise) ได้ 33.9% และ เสียงจากพื้นถนน (Road Noise) ได้ถึง 32.4% เมื่อเทียบกับยางรุ่นเดิมอย่าง SP SPORT LM705

                    นอกจากนี้ยาง SPORT MAXX LUX ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานข้อกำหนดด้านสมรรถนะสำหรับ การใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์สันดาป พร้อมสัญลักษณ์ EV Suitable ที่ประทับอยู่บนแก้มยาง โดยการจะใช้สัญลักษณ์ดังนี้ได้ จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานตามเกณฑ์ของบริษัทฯ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    สัญลักษณ์ EV Suitable ที่ประทับอยู่บนแก้มยาง เป็นการสะท้อนถึง การผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับสูงสำหรับยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งในด้านความต้านทานการหมุน น้ำหนักบรรทุก ความเงียบในการขับขี่ ความทนทานต่อการสึกหรอ และประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ซึ่งจะถูกใช้เฉพาะกับยางที่ได้ผ่านมาตรฐานระดับสูงของบริษทฯ เท่านั้น

                    SPORT MAXX LUX เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีที่ DUNLOP ได้สั่งสมมาจาก การพัฒนายางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาทิ SP SPORT MAXX 060+, BLUE RESPONE TG รวมถึงยางที่ติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จากผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์มาตรฐานสมรรถนะที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์สันดาป และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยาง SPORT MAXX LUX จึงเป็นอีกรุ่นของ DUNLOP ที่ได้รับการประทับสัญลักษณ์ EV Suitable บนแก้มยาง


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • “BRIDGESTONE ECOPIA EP150” นวัตกรรมยางรักษ์โลก ที่นิสสันเลือกเป็นยางมาตรฐานใน “The All-New Nissan KICKS e-POWER”

    1 Min Read

    “BRIDGESTONE ECOPIA EP150” นวัตกรรมยางรักษ์โลก ที่นิสสันเลือกเป็นยางมาตรฐานใน “The All-New Nissan KICKS e-POWER”

    “BRIDGESTONE ECOPIA EP150” นวัตกรรมยางรักษ์โลกและประหยัดน้ำมัน ได้รับเลือกจากนิสสันให้เป็นยางมาตรฐานสำหรับรถยนต์คอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุด
    The All-New Nissan KICKS e-POWER” มาพร้อมขุมพลังอี-พาวเวอร์ และ ProPILOT ระบบช่วย
    ขับขี่ขั้นสูง ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

    บริดจสโตนพัฒนา BRIDGESTONE ECOPIA EP150 ด้วยเทคโนโลยี ENLITEN นวัตกรรมการออกแบบที่ช่วยให้ยางมีน้ำหนักเบาและมีความต้านทานการหมุนต่ำ จึงเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี พร้อมคงไว้ซึ่งความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนาน ยางรุ่นนี้ยังทำงานได้อย่างลงตัวกับระบบขับเคลื่อนของ The All-New Nissan KICKS e-POWER ที่โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ e-POWER ขับเคลื่อนผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ยาง BRIDGESTONE ECOPIA EP150 จึงช่วยเสริมสมรรถนะการควบคุมรถให้มั่นใจยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยกระดับประสบการณ์
    การขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยคุณสมบัติเด่นดังนี้

    • บล็อกดอกยางแบบ Rib-linked ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการเบรกให้ดียิ่งขึ้น และยังเพิ่มพื้นที่สัมผัสบนถนนขณะเบรก ให้ความมั่นใจแม้เบรกบนถนนเปียก
    • บล็อกดอกยางรูปทรง 3 มิติ ช่วยปรับปรุงพื้นผิวสัมผัสให้ดียิ่งขึ้น
    • ส่วนผสมเฉพาะพิเศษของเนื้อยาง BRIDGESTONE ECOPIA ที่ช่วยลดแรงเสียดทาน ส่งผลให้สูญเสียพลังงานน้อยลงในการขับเคลื่อนรถยนต์จึงช่วยประหยัดน้ำมัน

     

    ภาพรวมของ BRIDGESTONE ECOPIA EP150 กับ The All-New Nissan KICKS e-POWER

                       รุ่นรถ                     รุ่นยาง            ขนาดยาง
    The All-New Nissan KICKS
    e-POWER
     BRIDGESTONE ECOPIA EP150        205/55R17 91V


    คุณสมบัติเด่นของ The
    All-New Nissan KICKS e-POWER
    นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์คอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุด The All-New Nissan KICKS e-POWER เครื่องยนต์อี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์ของนิสสัน และรองรับมาตรฐานยูโร 6 ที่เข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเครื่องยนต์ที่ตอบสนองทันใจ ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ทันสมัย พร้อมจะเติมเต็มชีวิตให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทางได้อย่างเต็มพิกัด


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • เอ็มจี คอนเฟิร์ม!! น้องม่วง NEW MG URBAN มาแน่ เตรียมสายการผลิต พร้อมฟังก์ชันสุดล้ำเฉพาะในไทย

    1 Min Read

    เอ็มจี คอนเฟิร์ม!! น้องม่วง NEW MG URBAN มาแน่ เตรียมสายการผลิต พร้อมฟังก์ชันสุดล้ำเฉพาะในไทย

    บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จ่อเตรียมสร้างสีสันตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ยืนยันขยายไลน์อัพอีวีผลิตไทย โดยใช้ชื่อรุ่น NEW MG URBAN ในการทำตลาดในเมืองไทย พร้อมเริ่มเดินสายการผลิตในประเทศ (CKD) เพื่อเตรียมส่งมอบรถหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้    

      

    หลังกระแสนิยม และผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าในหลายๆ ประเทศ เอ็มจี ประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ลูกค้าคนไทยรอนาน  เตรียมแผนเปิดตัว NEW MG URBAN ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะอีวีน้องใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโออีวี ด้วยคาแรกเตอร์ที่เน้นความสดใส คุ้มค่า เข้าถึงง่าย และโดนใจผู้ใช้ยุคใหม่แบบตรงจุด เติมความสดใหม่ให้ไลน์อัพอีวีดูมีสีสัน และน่าจับตามองมากขึ้น

     

    ที่สำคัญ รถรุ่นนี้คือหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของ เอ็มจี ในฐานะยนตรกรรมที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) ซึ่งได้เริ่มเดินสายการผลิตแล้ว และถือเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจาก NEW MG4 และ NEW MG S5 EV PLUS  ที่ได้วางรากฐานการผลิตในประเทศไว้อย่างแข็งแกร่งก่อนหน้านี้

     

    เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ NEW MG URBAN เร็ว ๆ นี้ “น้องม่วง” เตรียมเดบิวต์ในไทยแล้ว!!!!


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ฮอนด้าผนึกเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เดินเกม “Smart in Motion”  สมาร์ต ก้าวล้ำ ทุกความเคลื่อนไหว  พร้อมยกระดับแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร

    1 Min Read

    ฮอนด้าผนึกเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เดินเกม “Smart in Motion”  สมาร์ต ก้าวล้ำ ทุกความเคลื่อนไหว  พร้อมยกระดับแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร

    บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด Smart in Motion – สมาร์ต ก้าวล้ำ ทุกความเคลื่อนไหว” ประกาศทิศทางธุรกิจและเป้าหมายสำคัญร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่าย โดยเน้นการขับเคลื่อนแบรนด์อย่างเป็นระบบผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทและผู้จำหน่าย ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ และด้านการขายและการบริการ เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินงานให้แข็งแกร่ง พร้อมรับกับการแข่งขันท่ามกลางตลาดที่มีความท้าทายสูง พร้อมตอกย้ำการสร้างบทใหม่ของแบรนด์ ผ่านการส่งมอบคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อมอบประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่าตลอดเส้นทางการใช้งาน (Customer Journey) ควบคู่กับตอกย้ำบทบาทสำคัญของผู้จำหน่ายในฐานะพลังหลักที่เชื่อมโยงแบรนด์กับลูกค้า เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณผู้จำหน่ายทุกท่านสำหรับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนฮอนด้าสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ เรามุ่งยกระดับกลยุทธ์อย่างรอบด้าน ไม่เพียงนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังรวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งด้านการขายและการบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน (Customer Journey) ขณะเดียวกัน ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์อย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่างและยั่งยืน”

    โดยสรุปประเด็นทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินงานได้เป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่

    1) ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)

    มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างรอบด้าน ผ่านการผสานจุดแข็งของแบรนด์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านความน่าเชื่อถือ ความประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะการขับขี่ เพื่อยกระดับแบรนด์ไปอีกขั้น โดยตั้งเป้า
    วางตำแหน่งทางการตลาดที่ต่อยอดจากความเชื่อมั่นเดิม ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ฮอนด้าในอนาคต เพื่อสร้างจุดยืนที่โดดเด่นและชัดเจนในตลาด พร้อมพัฒนารถยนต์ทั้งขุมพลังไฮบริดและไฟฟ้า สู่การเป็น “รถยนต์อัจฉริยะ (Honda’s Smart Car)” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแง่มุมหลัก ดังนี้

    สร้างแบรนด์ให้ทรงพลัง ผ่านเรื่องราวและความสปอร์ต

    • เสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทั้งแบรนด์หลักและแบรนด์ย่อย (Sub-brand) ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนตัวตนและประวัติศาสตร์ความสำเร็จของฮอนด้า โดยเฉพาะ DNA ด้านมอเตอร์สปอร์ต
    • ยกระดับการเชื่อมโยงแบรนด์รถยนต์ฮอนด้าเข้ากับแบรนด์ย่อย HRC หรือ Honda Racing Corporation เพื่อนำภาพความสปอร์ตจากสนามแข่งมาถ่ายทอดสู่รถรุ่นที่ทำตลาดจริง ยกระดับภาพความสปอร์ตเร้าใจ และต่อยอดสู่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไลน์อัป HRC อย่างต่อเนื่องในอนาคต

    เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของรถยนต์ฮอนด้าอย่างชัดเจน ถ่ายทอดผ่านรถยนต์รุ่นใหม่ (Full Model Change) ในอนาคต รวมถึงรถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า

    พร้อมยกระดับสู่รถยนต์อัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

    • เตรียมนำเสนอรถยนต์อัจฉริยะ (SDV: Software-Defined Vehicles) ที่ผสานฟังก์ชันหลักที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมทั้งการเชื่อมต่อ ความปลอดภัย และฟังก์ชันอัจฉริยะอื่น ๆ
    • โดยมี ASIMO OS เป็นหัวใจสำคัญในการควบคุม ซึ่งจะถูกพัฒนารวมอยู่ในโครงสร้างซอฟต์แวร์ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เพื่อยกระดับสู่ Smart Car อย่างเต็มรูปแบบ
    • ระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า (Next-gen Honda Hybrid) จะได้รับการยกระดับทั้งสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกในการใช้งาน อีกทั้งพัฒนาระบบขับเคลื่อนและโครงสร้างตัวถัง
      ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในทุกมิติ
    • เตรียมนำเสนอรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Honda S+ Shift เพื่อถ่ายทอดความสนุกในการ
      ขับขี่สไตล์สปอร์ต
      ตามเอกลักษณ์ของฮอนด้า
    • เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมรองรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ในอนาคตให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ อีกทั้งเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแบรนด์ในตลาด

    2) ด้านการขายและการบริการ (Sales & Services)

    มุ่งยกระดับการขายและการบริการ ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตของลูกค้าในทุกช่วง (Customer Journey) ตั้งแต่การเลือกซื้อไปจนถึงการดูแลหลังการขาย ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดประสบการณ์แบรนด์สู่ลูกค้า
    อย่างครบวงจร ผ่านแง่มุมหลักในการดำเนินงาน ดังนี้

    เชื่อมโยงแบรนด์สู่ชีวิตผู้คนยุคใหม่

    ต่อยอดการสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์ (Brand story) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับลูกค้า พร้อมปรับแนวทางการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้พรีเซนเตอร์ การคอลแลปกับแบรนด์ที่ได้รับความนิยม รวมถึงการพัฒนาช่องทาง Honda Thailand Official Account ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค
    ในปัจจุบัน เพื่อให้ฮอนด้าเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน และก้าวทันต่อความสนใจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

    ยกระดับโชว์รูมสู่ Experience Hub

    มุ่งออกแบบและส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลในทุก touchpoint ของลูกค้า ควบคู่กับการเตรียมนำ CI (Corporate Identity) ใหม่มาใช้ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มทยอยปรับใช้โลโก้ H mark ใหม่ในโชว์รูมเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศภายในปีนี้

    ขับเคลื่อนประสบการณ์ Wow & Stress-Free มอบทั้งความตื่นเต้นและอุ่นใจ ในทุกทัชพอยต์

    • เน้นสร้างประสบการณ์แบบ “Wow” และ “Stress-Free” ผ่านการเชื่อมต่อทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุมตลอดเส้นทางของลูกค้า (Customer Journey) ตั้งแต่การพิจารณาเลือกซื้อ การเป็นเจ้าของ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อรถคันใหม่อีกครั้ง
    • พัฒนาแนวทางและกิจกรรมใหม่ทั้งด้านการขายและบริการ เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง

    นอกจากการถ่ายทอดทิศทางการดำเนินธุรกิจและเป้าหมาย ภายในงานยังได้มีพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่ ผู้จำหน่ายสำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาที่ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจของฮอนด้า โดยครอบคลุมทั้งรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี รวมถึงรางวัลด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านยอดขาย ด้านส่วนแบ่งการตลาด ด้านการบริการหลังการขาย และอื่น ๆ รวมกว่า 196 รางวัล

    การจัดประชุมผู้จำหน่ายในครั้งนี้ สะท้อนถึงทิศทางของฮอนด้าในการก้าวสู่บทใหม่ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับการขายและการบริการ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ตอกย้ำการเติบโตของแบรนด์อย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย ในการเป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • GWM ส่ง GWM TANK ลงสนาม Taklimakan Rally 2026 พิสูจน์ขีดสุดเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

    1 Min Read

    GWM ส่ง GWM TANK ลงสนาม Taklimakan Rally 2026  พิสูจน์ขีดสุดเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

    GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เข้าร่วมการแข่งขัน Taklimakan Rally 2026 อีกครั้ง พร้อมจัดตั้งทีมแข่งอย่างเป็นทางการ (factory team) และดึงนักขับระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์และทดสอบสมรรถนะ ความทนทาน และการทำงานของเทคโนโลยีรถยนต์ GWM ในสนามทดสอบที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสนามทดสอบทางธรรมชาติที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    Taklimakan Rally เวทีทดสอบสมรรถนะของรถในสภาพเส้นทางที่สุดท้าทาย

    การแข่งขัน Taklimakan Rally 2026 นับเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หฤโหดที่สุดในโลก โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน  2569  ในเขตซินเจียง ประเทศจีน ครอบคลุมระยะทางรวมเกือบ 8,000 กิโลเมตร โดยเป็นช่วงแข่งขันจับเวลาประมาณ 4,200 กิโลเมตร รวม 15 สนาม และจุดตั้งแคมป์ 7 แห่ง เส้นทางตลอดการแข่งขันผ่านภูมิประเทศที่ท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งทะเลทรายโกบีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และภูมิประเทศแบบยาร์ดาง (Yardang) ซึ่งเป็นสันหินยาวสลับร่องที่เกิดจากการกัดเซาะของลม โดยเส้นทางทะเลทรายคิดเป็นประมาณ 60% ของการแข่งขันทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มช่วงทดสอบแบบมาราธอนเพื่อท้าทายสมรรถนะรถ ความทนทานของระบบขับเคลื่อน และทักษะของทีมนักแข่งตลอดเส้นทาง

    GWM ส่ง GWM TANK พร้อมทีมนักแข่งระดับโลกพิสูจน์ขีดสุดเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

    ในการแข่งขันครั้งนี้ GWM ได้ส่งรถในตระกูล TANK ลงแข่งขันได้แก่ TANK 300 Hi4-T, TANK 500 Hi4-Z  และ TANK 700 Hi4-T ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM ที่ประสานแพลตฟอร์มออฟโรดเข้ากับระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดเพื่อทดสอบการทำงานของระบบขับเคลื่อน ความแข็งแกร่งของโครงสร้างและช่วงล่าง รวมถึงประสิทธิภาพของระบบไฮบริดในสภาพการขับขี่ที่หลากหลายและท้ายทาย โดย GWM ได้จัดทัพนักแข่งจากหลายประเทศที่มีประสบการณ์ในรายการระดับนานาชาติลงแข่งในนามทีมโรงงาน  GWM ได้แก่  Pau Navarro (สเปน) ผู้ชนะการแข่งขัน Dakar Challenger ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์; Nicolas Cavigliasso (อาร์เจนตินา)  แชมป์ Dakar สองสมัยในหลายประเภทการแข่งขัน; Gérard Farrés (สเปน) นักแข่งมากประสบการณ์ที่เอาชนะทีมโรงงานในฐานะนักแข่งอิสระ และ Rebecca Busi (อิตาลี) ดาวรุ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแข่งหญิงรุ่นใหม่

    GWM เน้นย้ำถึงการกลับเข้าร่วม Taklimakan Rally ในปีนี้ว่า ไม่ใช่เพียงแค่แคมเปญชั่วคราวแต่เป็นแพลตฟอร์มถาวรที่นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM พร้อมแล้วที่จะยืนหยัดในแถวหน้าของวงการมอเตอร์สปอร์ต แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเรียนรู้ เก็บข้อมูล และต่อยอดการพัฒนารถของ GWM ผ่านบททดสอบในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงได้เป็นอย่างดี โดยทุกข้อมูลที่ได้จากสนามแข่งจะถูกส่งต่อไปยังทีมวิศวกรเพื่อการพัฒนาทางวิศวกรรมและยกระดับขีดความสามารถของยนตกรรมจาก GWM ในอนาคต  เพื่อการส่งต่อรถที่มาพร้อมคุณภาพ สมรรถนะ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยสู่ลูกค้าของ GWM ทั่วทุกมุมโลก

     

    #GWM #GWMThailand #GWMTH #GWMRacing #GWMMotorSport #TaklimakanRally #GWMTANK #Hi4


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส มุ่งมั่นขนส่งอย่างมีความรับผิดชอบ ประกาศใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน 100% สำหรับขนส่งรถยนต์ทางอากาศ

    1 Min Read

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส มุ่งมั่นขนส่งอย่างมีความรับผิดชอบ ประกาศใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน 100% สำหรับขนส่งรถยนต์ทางอากาศ

    เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประกาศใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) สำหรับการขนส่งรถยนต์ทางอากาศของลูกค้าทั่วโลก ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ทันทีและถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การลดการปล่อยคาร์บอนในระบบโลจิสติกส์ทั่วโลกของเบนท์ลีย์ สำหรับการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืนในกรณีการใช้การขนส่งทางอากาศ เบนท์ลีย์จะสามารถลดการปล่อยมลพิษระหว่างขั้นตอนการขนส่งได้เป็นอย่างมาก พร้อมรักษามาตรฐานการบริการอันเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์

    การขนส่งรถยนต์ลูกค้าทางอากาศเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโลจิสติกส์ทั่วโลกของเบนท์ลีย์ที่ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด และจะดำเนินการบนพื้นฐานของความต้องการของลูกค้า ความต้องการที่เร่งด่วน หรือความต้องการเฉพาะของตลาดในแต่ละภูมิภาคเท่านั้น โดยเบนท์ลีย์ มอเตอร์สต้องดำเนินการด้วยความรับผิดชอบสูงสุด และเนื่องจากการขนส่งทางอากาศเป็นต้นเหตุของการปล่อยมลพิษในปริมาณที่สูงกว่าการขนส่งทางทะเล การเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF) ที่ได้รับการรับรองจึงถือเป็นก้าวสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขนส่งที่จำเป็นเหล่านี้

     

    Aimee Kelly ผู้อำนวนการฝ่ายความยั่งยืนของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดเผยว่า “การเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืนที่ได้รับการรับรองสำหรับการขนส่งรถยนต์ทางอากาศ สะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและอิงหลักฐานเพื่อลดการปล่อยมลพิษในส่วนของเครือข่ายโลจิสติกส์ของเราที่ยังคงจำเป็นต้องใช้เที่ยวบิน เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืนสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้ว และนี่ทำให้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืนเป็นเครื่องมือสำคัญในกลยุทธ์การลดคาร์บอนของเรา”

     

    “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธิ์ของเบนท์ลีย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานและห่วงโซ่คุณค่าให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ด้วยการบูรณาการเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของเราอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เรากำลังเสริมสร้างรากฐานที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนลูกค้าและตลาดของเราด้วยแนวทางการกระจายสินค้าที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น”

    เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่ได้รับการรับรองจาก ISCC หรือ การรับรองคาร์บอนและความยั่งยืนระหว่างประเทศ (International Sustainability and Carbon Certification) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนหรือของเสีย โดยสามารถใช้กับอากาศยานและโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานที่มีอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลง สำหรับ SAF สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂e) ได้มากถึง 70-95% บนพื้นฐานของส่วนประกอบและวิธีการผลิตเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิม

    นับตั้งแต่เบนท์ลีย์นำเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF) มาใช้ในการขนส่งทางอากาศ บริษัทฯ ได้ขนส่งรถยนต์ของลูกค้าด้วยการใช้ SAF แล้ว ซึ่งส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂e) ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางได้เป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบทั่วไป

    ปัจจุบัน การใช้เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF) ครอบคลุมการขนส่งรถยนต์ทางอากาศของลูกค้าทั้งหมด การศึกษาเบื้องต้นกำลังดำเนินการเพื่อขยายการใช้ SAF ไปยังเส้นทางการขนส่งอื่นๆ ที่อาจจำเป็นต้องใช้การขนส่งทางอากาศ นี่จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจรของเบนท์ลีย์ และทำให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทฯ จะสนับสนุนเป้าหมายของ Beyond100+ อย่างเต็มที่

     

    กลยุทธ์ Beyond100+ สะท้อนความยั่งยืนอันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ โดยกำหนดนิยามใหม่ให้กับทุกแง่มุมทางธุรกิจเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการผลิตยนตรกรรมหรูอย่างยั่งยืน กลยุทธ์นี้มุ่งมั่นการลดการปล่อยคาร์บอนและดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบในระยะยาว โดยผสมผสานการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเข้ากับการสนับสนุนผู้คนและนวัตกรรม


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • BANGKOK HOT ROD 2026 ทุบสถิติดึง 50 กรรมการโลกตัดสินงานคัสต้อม มากสุดในอาเซียน! ชู “Bangkok Boy”   

    1 Min Read

    BANGKOK HOT ROD 2026 ทุบสถิติดึง 50 กรรมการโลกตัดสินงานคัสต้อม มากสุดในอาเซียน! ชู “Bangkok Boy”    ควงแขนรถยนต์ฮอทรอดและคัสต้อมไบค์ทั่วไทย รวมรถระดับมาสเตอร์พีซ สร้างประวัติศาสตร์คัสต้อมเอเชีย

    พบกับความยิ่งใหญ่ในวาระครบรอบ 10 ปีของปรากฏการณ์งานคัสต้อมที่โลกต้องจับตามอง “BANGKOK HOT ROD CUSTOM SHOW 2026” ระหว่างวันที่ 16 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ อาคาร 11 – 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  โดยปีนี้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการดึงคณะกรรมการผู้ทรงอิทธิพลจากทั่วโลกกว่า 50 ท่าน บินตรงสู่ไทยเพื่อร่วมตัดสินภายใต้มาตรฐานสากล ซึ่งถือเป็นจำนวนกรรมการต่างชาติที่มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลาง Custom Culture ของเอเชีย   สร้างปรากฏการณ์งานคัสต้อมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชูไฮไลท์การรวมตัวของสุดยอดรถคัสต้อมที่สะท้อน “ลายเซ็นคนไทย” (The SiXnature) ผสานกับยนตกรรมระดับตำนานจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมกิจกรรมระดับพรีเมียมที่หาชมได้ยากที่สุดในประเทศไทย

    นันทพัฒน์ (บอมบ์) อุ่นพิกุล ประธานจัดงาน เปิดเผยว่า “จุดแข็งที่สุดของปีนี้คือความเชื่อมั่นจากวงการโลก เรามีกรรมการและแขกรับเชิญกว่า 50 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านคือ ‘ระดับตำนาน’ ที่มีแฟนคลับอยู่ทั่วโลก การมาเยือนของพวกเขาพร้อมกับการรวบรวมรถคัสต้อมกว่า 400 คันมาไว้ในงาน คือการพิสูจน์ว่าศักยภาพของคนไทยได้รับการยอมรับในระดับสูงสุดแล้วว่า  “คัสต้อมไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”

    การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและสืบสานวัฒนธรรมคัสต้อมในระดับภูมิภาคเอเชีย ด้วยการรวบรวมรถยนต์ฮอทรอดและรถจักรยานยนต์คัสต้อม พร้อมการตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงอิทธิพลจากวงการระดับโลก เช่น Mr. Shige Suganuma จาก MOONEYES Japan , Mr. Yaniv Evan เจ้าพ่อ FXR จาก Hollywood ที่มี FC ชาวไทยติดตามอย่างหนาแน่น , Gary Royal จาก Beware Choppers ซานฟรานซิสโก บิวเดอร์สายชอปเปอร์มาดเท่ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคนหนึ่งของโลก , Mike Rabideau เจ้าของฉายา Majikmike บิวเดอร์จากลาสเวกัสและ Giuseppe Lazzara (Pepe) จาก อิตาลี ผู้เชี่ยวชาญสไตล์ Chicano ที่ผสมผสานงานดีไซน์อิตาลีได้อย่างหาตัวจับยาก  ร่วมด้วย Arnaud Mary จากฝรั่งเศส James Sinclair และ John Maragozidis จากออสเตรเลีย และผู้นำวงการจากเครือข่ายคัสต้อมอาเซียนครบทีม คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทย

    ไฮไลท์สำคัญ ของปี 2026:

    The Global Pride “Bangkok Boy”: ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของคัสต้อมไบค์ตัวแทนหนึ่งเดียวของไทยที่ไปประกาศศักดาคว้า 4 รางวัลจากเวทีระดับโลก  รถที่เต็มไปด้วย DNA ความเป็นไทยในทุกสัดส่วน ผลงานการคัสต้อมและลงลายเส้นโดยทีมงานไทย 100% ที่พิสูจน์แล้วว่าฝีมือคนไทยทัดเทียมนานาชาติ

    Thailand SiXnature Zones : พบกับกองทัพรถที่ถูกคัดสรรมาเพื่อโชว์ความเป็นที่สุดของคนไทย ไม่ว่าจะเป็น 1923 Ford Model T (รถยนต์รุ่นประวัติศาสตร์ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกที่ร้อนแรงที่สุด) , Dragster : Mooneyes (รถที่เร็วที่สุด), RX-8 : TKS Racing (รถที่เตี้ยที่สุด) และ Lightning McQueen : Heng’s Garage รถคันโปรดขวัญใจเด็ก ๆ ที่จะมาสร้างสีสันให้โซนนี้คึกคักเป็นพิเศษ และยังพบกับการรวมตัวของ  สุดยอดวินเทจชอปเปอร์ 15 คันที่เป็น “Top Tier” ของประเทศ จาก ยุคสงครามจนถึงยุคทอง และความแรร์ของเครื่องยนต์ระดับตำนานที่หาดูได้ยากที่สุด อาทิ Knucklehead, Panhead, Shovelhead และ Flathead ซึ่งทุกคันถูกสร้างขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนจิตวิญญาณของเจ้าของอย่างแท้จริง

    The Master Builders: พบกับผลงานของเหล่ามาสเตอร์และอินฟลูระดับประเทศ  อาทิ K-Speed สำนักแต่งไทยชื่อดังที่สร้างชื่อเสียงได้ในระดับโลก,  Dogtor Garage พ่อมดรถการ์ตูนที่ปีนี้มากับคอนเซ็ป “Tinky Winky” พร้อมด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายรถอย่าง Streetmetal , เอส ระดับโลก และ NOISYBOY ที่พาผลงานดีไซน์ดุดันมาโชว์ตัว

     

    Legendary Collections & Motorsports: ย้อนวันวานกับ Group A รถแข่ง 6 คันแห่งตำนานจากสนามแข่งสู่ DNA ที่เด็ก 90s ต้องรู้จัก พร้อมพบกับ Heng’s Garage ตัวพ่อสาย GT-R ที่รวมตำนาน Nissan Skyline ไว้มากที่สุด และ Joe Hawaii กับคอลเลกชันรถอเมริกันหายากในธีม “Colorful” มาไว้ในที่เดียว และอีก 1 ไฮไลท์ที่สำคัญกับสีสันของเด็กหลังห้องจากชีวา คลาสิคที่จะยกทัพ 1981 SOUL & SOLD มาร่วมสร้างสีสันให้กับงานในปีนี้

     

    งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการโชว์รถ แต่เป็นพื้นที่รวมไลฟ์สไตล์ ทั้งการจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่ง อะไหล่หายาก สินค้าแฟชั่นแนวคัสต้อมที่รวมร้านค้ากว่า 100 ร้าน พร้อมโซน TDE Village (Thailand Diecast Expo) อีก1ใน partner หลักของงานที่ยกโลกรถโมเดลและฉาก Diorama ระดับนักสะสมมาโชว์ให้แฟนๆรถเล็กได้สัมผัสโลกยานยนต์ในมุมที่สมจริงยิ่งกว่าเดิม  และกิจกรรมความบันเทิงอย่างการประกวด Kustom Paint Thailand Contest: เวทีประชันฝีมือของศิลปิน Pinstripe และ Air Brush แถวหน้าของเมืองไทยที่มาโชว์การสร้างสรรค์ศิลปะบนชิ้นส่วนยานยนต์แบบสดๆ

    นอกจากนี้ผู้เข้าชมงานยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ เป็นเจ้าของรถ New Honda GB350C Bangkok Hot Rod Custom Bike Built by Fat Boy Design รถคัสต้อมพิเศษเพียงคันเดียวในโลกที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะอีกด้วย


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • TOYOTA GAZOO Racing Thailand ฉลอง 40 ปี แห่งความสำเร็จ เปิดแผนทีมแข่ง 2026 ตั้งเป้าล่าทุกแชมป์ ส่ง GR Supra GT4 นำทัพ เสริมนักแข่งรุ่นใหม่

    1 Min Read

    TOYOTA GAZOO Racing Thailand ฉลอง 40 ปี แห่งความสำเร็จ เปิดแผนทีมแข่ง 2026 ตั้งเป้าล่าทุกแชมป์ ส่ง GR Supra GT4 นำทัพ เสริมนักแข่งรุ่นใหม่

    TOYOTA GAZOO Racing Thailand ทีมแข่งรถชั้นนำของประเทศไทย เปิดแผนการทำทีมประจำฤดูกาล 2026 พร้อมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีแห่งความสำเร็จบนวงการมอเตอร์สปอร์ต นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1986 สู่การเป็นทีมแข่งระดับแนวหน้าสร้างผลงานระดับแชมป์ทั้งในประเทศและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดหลัก MAKING EVER-BETTER MOTORSPORTS-BRED CARS” พัฒนายานยนต์จากสนามแข่งสู่รถยนต์ที่ดียิ่งกว่า โดยร่วมมือกับ TOYOTA MOTOR ASIA (TMA) และทีมวิศวกรชาวไทย นำข้อมูลจากทุกสนามแข่งขันจริงต่อยอดเทคโนโลยียกระดับสมรรถนะรถที่วางจำหน่ายจริงในประเทศ พร้อมกันนี้ส่งโอกาสให้กับนักแข่งรุ่นใหม่ “มาริโอ้-สิทธิชัย ฆังนิมิตร” แชมป์โคโรลล่า อัลติส จีอาร์ สปอร์ต วันเมคเรซ ปีล่าสุด ก้าวสู่ทีมใหญ่ในฤดูกาลนี้

     

    40 ปีแห่งความสำเร็จ จุดแข็งคือ “การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”

    คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการทีมและนักแข่งของ TOYOTA GAZOO Racing Thailand เผยว่า “ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เราเติบโตจากทีมโรงงาน สู่ทีมแข่งมาตรฐานระดับสากล จุดแข็งสำคัญคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวรถ เทคโนโลยี และนักแข่ง โดยเฉพาะการสร้างนักแข่งจากวันเมคเรซให้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีม ที่ผ่านมาทีมประสบความสำเร็จมีผลงานสำคัญที่น่าภาคภูมิใจทั้งรายการระดับอินเตอร์ คือ การครองแชมป์รายการ 24 ชม. นูร์เบอร์กริง ประเทศเยอรมนี ถึง 4 ปีซ้อน และการเป็นแชมป์ประเทศไทยครองถ้วยพระราชทานฯ ติดต่อกัน 5 ปี

    เปิดแผนปี 2026 ลุยครบทุกสนามทั้งทางเรียบ-ทางฝุ่น

    ฤดูกาล 2026 ทีมเดินหน้าลงแข่งขันเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งรายการทางเรียบและทางฝุ่นประกอบไปด้วยการแข่งขันรถยนต์รูปแบบทางเรียบ 2 รายการ

    • TSS The Super Series by B-Quik ลงแข่งขัน 4 รุ่น คือ รุ่น TSS Supercar GT4 ใช้รถ GR Supra GT4, รุ่น TSS Supercar GTC ใช้รถ GR Supra GTC และ Corolla Altis GTC, รุ่น Super Touring ใช้รถ Yaris ATIV และรถ Yaris ATIV HEV และ รุ่น Super Pickup ใช้รถ Hilux Champ
    • RAAT Thailand Endurance Championship 2026 มาราธอนทางเรียบ รุ่น TC 2 โดยรถ Corolla Altis และ TC 3  โดยรถ Yaris ATIV และ TC N+ โดยรถ Yaris ATIV HEV

    การแข่งขันรถยนต์รูปแบบทางฝุ่น 3 รายการสุดมันส์

    • RAAT Thailand Rally Championship 2026 ด้วยรถ TOYOTA Yaris Cross HEV ในรุ่น1
    • Thailand Rally Raid Championship 2026 ด้วยรถ Hilux TRAVO ในรุ่น T1D ก็คว้าแชมป์ในสนามแรกประเดิมฤดูกาลเรียบร้อย
    • ASIA CROSS COUNTRY RALLY 2026 ( AXCR2026) ส่งรถ Hilux TRAVO ลงทำการแข่งขัน

     

    เปิดตัว “ไลน์อัพนักแข่ง 2026” ผสานประสบการณ์และเลือดใหม่

    สำหรับฤดูกาล 2026 ยังผสมผสานกำลังระหว่างนักแข่งประสบการณ์สูงและนักแข่งรุ่นใหม่ นำโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ, มานัต กุละปาลานนท์, กรัณฑ์ ศุภพงษ์, อัครพงษ์ อัคนีนิโรธ, กฤษฎิ์ วสุรัตน์, ณ ดล วัฒนธรรม, นรรัศมิ์ อภิวาท, ไอตั้น อัษฎาธร, ทรงศักดิ์ กรศิริสืบสกุล และนักแข่งรุ่นใหม่ “มาริโอ้-สิทธิชัย ฆังนิมิตร” ผนึกกำลังร่วมกับนักแข่งสายฝุ่นประกอบด้วย จุ๊บ-ณัฐพล อังฤทธานนท์ กับ Co-Driver อิทธิพล สิมารักษ์ และ ธันยพัต มีนิล รวมถึง มานะ พรศิริเชิด กับ Co-Driver กิตติศักดิ์ กลิ่นจันทร์  ซึ่งทั้งหมดจะเป็นกำลังสำคัญในการล่าแชมป์ในรายการหลักของฤดูกาล

    “GR Supra GT4” อาวุธใหม่ เสริมความแข็งแกร่งทีม

    ไฮไลต์สำคัญปีนี้ คือการส่งรถแข่งใหม่ GR Supra GT4 ลงสู้ศึก โดยนำข้อมูลและประสบการณ์จากในสนามปีก่อนมาต่อยอดพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนมาสู่การลงสนามรายการ TSS The Super Series by B-Quik  รถ “GR Supra GT4” จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีม ทั้งด้านความเร็ว ความสมบูรณ์ของรถ และด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างทีม นักขับ วิศวกร ตั้งเป้าดึงสมรรถนะสูงสุดของรถออกมาในทุกสนามแข่งขัน”

     

    ปั้นดาวรุ่ง “มาริโอ้-สิทธิชัย” สู่ทีมใหญ่ ตามระบบบันไดนักแข่ง

    “มาริโอ้-สิทธิชัย ฆังนิมิตร” แชมป์โคโรลล่า อัลติส จีอาร์ สปอร์ต วันเมคเรซ ได้รับสิทธิ์เข้าทีมชุดใหญ่ประจำปี 2026 สะท้อนแนวทางการพัฒนานักแข่งแบบเป็นระบบ นักแข่งวันเมคเรซแชมป์ประจำปีจะเข้าร่วมแข่งขันเพื่อพัฒนาฝีมือต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี หากมีศักยภาพก็จะผลักดันขึ้นสู่รุ่นใหญ่ เป็นระบบบันไดที่ทำให้ทีมมีนักแข่งคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีนักแข่งที่อยู่ในทีมใหญ่จากระบบนี้แล้ว 6 คน”

     

    เดินหน้าปรัชญา “Motorsport-Bred Cars” จากสนามแข่งสู่รถใช้งานจริง

    TOYOTA GAZOO Racing Thailand ยังคงยึดแนวคิด “MAKING EVER-BETTER MOTORSPORT- BRED CARS” โดยนำประสบการณ์ ข้อมูลสถิติจากสนามแข่งมาพัฒนารถยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ในปี 2026 จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีรถไฮบริดในสนามแข่งที่หลากหลายทั้งในทางเรียบและทางฝุ่น เพื่อทดสอบขีดความสามารถในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

     

    เป้าหมายปี 2026 รักษาความเป็นผู้นำ พร้อมปรับตัวตามกติกาโลก

    ทีมตั้งเป้ารักษามาตรฐานผู้นำ พร้อมเดินหน้าคว้าแชมป์ในทุกรายการที่เข้าร่วมอย่างไรก็ตาม คุณสุทธิพงศ์ยังเสริมว่า “ปัจจัยสำคัญในอนาคตคือ กฎกติกาการแข่งขัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อนาคตของมอเตอร์สปอร์ตขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของแต่ละรายการ เราต้องปรับตัวให้ทัน ทั้งในเรื่องประเภทของรถและเทคโนโลยี ทีมยังแสวงหาโอกาสและชาเลนจ์ใหม่ๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งหากมีรุ่นแข่งขันใดที่สอดคล้องไปกับไลน์อัพของรถยนต์โตโยต้า เราก็พร้อมเข้าร่วมทันที”

     

    การก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ของ TOYOTA GAZOO Racing Thailand ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนามอเตอร์สปอร์ต ผ่านการแข่งขัน เทคโนโลยี และการสร้างนักแข่งรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของทีมได้ทาง Facebook และ Instagram: TOYOTAGAZOORacingTeamThailand


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • มิชลิน แนะวิธีเลือกใช้ยางเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับรถยนต์สันดาปและเพิ่มระยะทางวิ่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

    1 Min Read

    มิชลิน แนะวิธีเลือกใช้ยางเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับรถยนต์สันดาปและเพิ่มระยะทางวิ่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

    เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ‘มิชลิน’ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียางล้อระดับโลก ได้ชี้ให้เห็นว่ายางรถยนต์มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมทั้งแนะแนวทางในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์สันดาปและเพิ่มระยะทางขับขี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

     

    ทั้งนี้ ยางรถยนต์รุ่นใหม่ส่งผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าที่ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่คาดคิด แนวทางประหยัดพลังงานของมิชลินสะท้อนอยู่ในปรัชญาองค์กร MICHELIN Total Performance ที่มุ่งพัฒนายางให้มีสมรรถนะสูงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ ความปลอดภัย อายุการใช้งาน และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

    ลดการสิ้นเปลืองพลังงานด้วยยางที่มีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำ

    รถยนต์ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 20-30% ไปเพื่อเอาชนะแรงต้านทานการหมุนของล้อ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนรูปของยางขณะสัมผัสพื้นถนน หากยางมีแรงต้านทานการหมุนสูง เครื่องยนต์จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นและเผาผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นเพื่อให้รถยนต์เคลื่อนที่ ยางแต่ละรุ่นมีอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแตกต่างกัน โดยฉลากยางของสหภาพยุโรป (EU Tire Label) ได้จัดระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Efficiency Ratings) เอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ A (ประสิทธิภาพสูงสุด) ไปจนถึง E (ประสิทธิภาพต่ำสุด)  ความแตกต่างระหว่างแต่ละระดับอาจทำให้รถสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นได้ถึง 7.5% หรือเทียบเท่า 0.5 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร [อ้างอิงการใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย 7 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร]

    ยางพรีเมียมรุ่นใหม่ของมิชลินแสดงให้เห็นว่าสามารถผสานคุณสมบัติที่เหนือกว่าในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความปลอดภัย และความสบายขณะขับขี่ เข้าด้วยกันได้ในหนึ่งเดียว โดยไม่เพียงช่วยประหยัดเชื้อเพลิง แต่ยังให้สมรรถนะการยึดเกาะที่เป็นเยี่ยมและอายุการใช้งานที่ยาวนานร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น ยางที่เปิดตัวล่าสุด ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Primacy 5 energy) ได้รับมาตรฐานสูงสุดจากยุโรประดับ AAA โดยได้ A ในด้านการลดเสียงรบกวนจากภายนอก, สมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก และแรงต้านทานการหมุน ทั้งยังมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า จึงให้ระยะทางวิ่งมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงหรือรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Pilot Sport 5 energy) ได้รับมาตรฐานระดับ AA สำหรับสมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียกและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยไม่เพียงตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างแม่นยำฉับไวและให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ยังประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     

    ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการลดความถี่ในการเติมน้ำมันและชาร์จแบตเตอรี่

    ด้วยนวัตกรรมยางรุ่นล่าสุดของมิชลิน โดยเฉพาะยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ และยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ ซึ่งฉลากยางของสหภาพยุโรปจัดอันดับให้อยู่ในระดับ A ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผู้ขับขี่สามารถลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 6% (ราว 0.3 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร)  สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายางทั้งสองรุ่นดังกล่าวยังช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้มากถึง 10%   เมื่อเทียบกับยางระดับ C  นอกจากนี้ ในการทดสอบอิสระซึ่งจัดทำโดย DEKRA ยังพบว่า ยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ ซึ่งได้รับรางวัล “ยางแห่งปี” (Tire of the Year) ในงานแสดงเทคโนโลยียางรถยนต์ Tire Technology Expo ประจำปี 2569 ณ เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี ให้ประสิทธิภาพด้านระยะทางวิ่งสูงสุดเหนือกว่ายางคู่แข่งชั้นนำในกลุ่มประเภทเดียวกันได้ถึง 40%

     

    เคล็ดลับการขับขี่แบบประหยัดเชื้อเพลิง

    แม้การเลือกยางจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังมีวิธีอื่นที่ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน ได้แก่

    • รักษาระดับความดันลมยางให้เหมาะสม: หากลมยางต่ำกว่าค่ามาตรฐานเพียง 0.5 บาร์ จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรตรวจสอบระดับแรงดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้งขณะที่ยางเย็นตัว
    • ขับรถด้วยความเร็วปานกลาง: การรักษาความเร็วสม่ำเสมอที่ประมาณ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงความเร็วที่เครื่องยนต์เผาไหม้เชื้อเพลิงได้คุ้มค่ามากที่สุด สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงได้มากถึง 25%
    • ขับอย่างนุ่มนวล: ประหยัดเชื้อเพลิงได้โดยหลีกเลี่ยงการเหยียบคันเร่งแบบกระชาก, เปลี่ยนเกียร์ให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ และชะลอรถล่วงหน้าเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจร
    • ลดน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็น: นำสัมภาระที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อลดภาระเครื่องยนต์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 25 กิโลกรัม จะทำให้ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงลดลงราว 1% โดยมีผลกระทบมากขึ้นในรถยนต์ขนาดเล็ก

     

    มิชลินขอเชิญชวนผู้ขับขี่ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟันฝ่าวิกฤติพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่ ด้วยการเลือกใช้ยางที่เหมาะสม ดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี และขับขี่อย่างชาญฉลาด ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงโดยยังคงความปลอดภัยและความเพลิดเพลินในการขับขี่เอาไว้ได้ แต่ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติราคาและภาวะขาดแคลนพลังงานไปได้ด้วยดี


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment