• GWM เปิดสายการผลิต ORA 5 อย่างเป็นทางการ ณ โรงงาน GWM Smart Factory ในประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจในการขับเคลื่อนไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ระดับสากล เริ่มส่งมอบ ORA 5 ถึงมือลูกค้าคนไทย พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

    1 Min Read

    GWM เปิดสายการผลิต ORA 5 อย่างเป็นทางการ ณ โรงงาน GWM Smart Factory ในประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจในการขับเคลื่อนไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ระดับสากล เริ่มส่งมอบ ORA 5 ถึงมือลูกค้าคนไทย พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

    GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด ประกาศเปิดสายการผลิต GWM ORA 5 รถยนต์ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม One Platform, Multi Powertrains แพลตฟอร์มเดียวที่รองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของกลุ่มลูกค้าอย่างเป็นทางการ ณ โรงงานอัจฉริยะ (GWM Smart Factory) จังหวัดระยอง พร้อมเริ่มส่งมอบนวัตกรรมยานยนต์ฝีมือคนไทยที่ได้มาตรฐานโลกสู่ลูกค้าคนไทยพฤษภาคมนี้

    GWM ORA 5 ผลิตโดยฝีมือคนไทย มาตรฐานสากล

    การเปิดสายการผลิต GWM ORA 5 จากโรงงาน GWM Smart Factory จังหวัดระยองอย่างเป็นทางการในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการดำเนินงานของ GWM ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของฐานการผลิตในประเทศไทยที่สามารถผลิตรถยนต์พลังงานใหม่บนแพลตฟอร์มเดียวที่รองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย ยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค ในโอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก มร. เหมิง เซียงจวิน  (Meng Xiangjun) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต (Chief Production Officer) ผู้บริหารระดับสูงที่ที่กำกับดูแลภาพรวมของโรงงานและการผลิตจาก GWM สำนักงานใหญ่ มาร่วมปล่อย GWM ORA 5 คันแรกออกจากสายการผลิตร่วมกับผู้บริหารและพนักงานในประเทศไทย รวมทั้งร่วมตรวจสอบคุณภาพการผลิตในทุกขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่า GWM ORA 5 ที่ผลิตจากฐานการผลิตในประเทศไทยทุกคันอยู่ภายใต้มาตรฐานการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวดของบริษัทฯ ในระดับสากล  ลูกค้าจึงมั่นใจได้ในคุณภาพและมาตรฐานที่สม่ำเสมอในทุกคัน

    มร. เหมิง เซียงจวิน  (Meng Xiangjun) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต GWM กล่าวว่า “GWM มุ่งมั่นส่งมอบโซลูชันการเดินทางที่อัจฉริยะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก  โดย GWM ORA 5 ที่ออกจากสายการผลิตในวันนี้เป็นรถที่พัฒนาขึ้นบน แพลตฟอร์ม GWM ONE Platform   แพลตฟอร์มเดียวที่รองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย โดยแพลตฟอร์มนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการใช้อะไหล่มาตรฐานเดียวกันในระดับสูง ซึ่งมาพร้อมคุณภาพที่เสถียรและความคุ้มค่า  สำหรับความสำเร็จในการเปิดสายการผลิต ORA 5 คันแรกในวันนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวของบริษัทฯ และความพยายามอย่างต่อเนื่องในการหยั่งรากลึกในประเทศไทยในฐานะตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเรา” มร. เหมิง  กล่าว

    พร้อมส่งมอบ GWM ORA 5 ถึงมือลูกค้าคนไทย เริ่มพฤษภาคมนี้

    GWM  ORA 5 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในฐานะ Next Generation SUV ที่ผสานสมรรถนะการขับขี่เข้ากับระบบจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบพลังงาน ได้แก่ GWM ORA 5 EV ยานยนต์ไฟฟ้า 100% สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขับเคลื่อนแห่งอนาคต และ GWM ORA 5 HEV ยานยนต์ไฮบริดเจนเนอเรชั่นใหม่ที่มอบความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการใช้งาน

    เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวเน้นย้ำว่า “โรงงาน GWM Smart Factory ในจังหวัดระยอง คือฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาวของ GWM ที่พร้อมเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการใช้งานรถยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มตัว

    การเริ่มเดินสายการผลิต GWM ORA 5 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยที่มีความพร้อมอย่างยิ่ง ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ รวมทั้งยังเป็นการยืนยันความพร้อมของโรงงานอัจฉริยะที่สามารถรองรับการผลิตยานยนต์ได้หลากหลายประเภทพลังงานตามมาตรฐานสากล เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสุดสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างยั่งยืน

    GWM มุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเราจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเมืองไทยมากขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ยอดเยี่ยมและสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า พันธมิตร และสังคมไทย ทั้งนี้ สายการผลิต GWM ORA 5 จะเข้ามาเสริมทัพทดแทน GWM ORA Good Cat ที่ได้ยุติการผลิตไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ารวมทั้งส่งมอบรถให้ถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทาง GWM ได้เพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานในประเทศไทยภายหลังการเปิดสายการผลิตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5  พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งนำเข้า GWM ORA 5 จากประเทศจีนบางส่วนเพื่อช่วยลดระยะเวลาในการรอรับรถของลูกค้า โดยบริษัทฯ จะเริ่มดำเนินการส่งมอบ GWM ORA 5 ให้แก่ลูกค้าได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป เริ่มจากลูกค้าที่จองรถ GWM ORA 5 จำนวน 5,000 คันแรกภายในงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมาจะได้รับรถในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนปีนี้ ในขณะที่ลูกค้าที่จองหลังจากนั้นจะได้รับรถในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปขึ้นอยู่กับรุ่นและสีที่ลูกค้าเลือก”

    GWM Smart Factory โรงงานอัจฉริยะเพื่อยานยนต์พลังงานใหม่โดยเฉพาะ

    GWM Smart Factory จังหวัดระยอง เป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบครบวงจรภายใต้แนวคิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และถือเป็นฐานการผลิตหลักของ GWM ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกสู่ตลาดโลก โรงงานแห่งนี้มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อนในสายการผลิตเดียวกัน ครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และไฮบริด (HEV) รวมถึงเครื่องยนต์สันดาป (ICE) โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย  โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี และดำเนินการโดยพนักงานชาวไทยกว่า 1,100 คน ภายใต้มาตรฐานระดับโลกและใช้ชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 50%  ตอกย้ำความเชื่อมั่นว่ายนตรกรรมทุกคันที่ออกจากโรงงานแห่งนี้เป็นผลิตภัณฑ์ “Made in Thailand” ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพระดับโลก “ผลิตในไทย มาตรฐานสากล” อย่างแท้จริง

    “GWM ขอขอบคุณชาวไทยอีกครั้งที่ให้การต้อนรับ GWM ORA 5 อย่างอบอุ่น ด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 5,000 คัน เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่ครอบครัว GWM และเราพร้อมที่จะเริ่มส่งมอบรถยนต์คุณภาพจากโรงงานระยองถึงมือทุกท่านในเร็ว ๆ นี้ครับ” เวย์น โจว กล่าวทิ้งท้าย

     

    #GWM #GWMThailand #GWMTH #GWMORA5 #ORA5HEV #ORA5EV #BEV #HEV #GWMSmartFactory #Rayong


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • บริดจสโตน ร่วมกับ Top Secret Thailand และ Street Doc ประกาศความพร้อม ร่วมระเบิดความมันส์ในงาน “IMPACT Speed Fest 2026”

    1 Min Read

    บริดจสโตน ร่วมกับ Top Secret Thailand และ Street Doc ประกาศความพร้อม ร่วมระเบิดความมันส์ในงาน “IMPACT Speed Fest 2026”

    บริดจสโตน ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ร่วมกับ สองพาร์ทเนอร์ระดับท็อป คุณเบียร์ ใบหยก ยูทูบเบอร์และเจ้าของสำนักแต่งรถยนต์ Top Secret Thailand พร้อมด้วยคุณโก้ Street Doc อินฟลูเอนเซอร์สายรถยนต์ชื่อดัง ประกาศความยิ่งใหญ่ของงาน “IMPACT Speed Fest 2026” อีเวนต์รถยนต์และไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมแห่งปีของคอมมูนิตี้คนรักรถ

    ภายในงานแถลงข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ พร้อมเตรียมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและแฟนมอเตอร์สปอร์ตอย่างใกล้ชิด

    เตรียมพบกับบูธบริดจสโตนที่จัดเต็มความมันส์ เอาใจสายความเร็วและแฟนมอเตอร์สปอร์ตตัวจริง กับไฮไลต์สุดพิเศษ นำโดยการเปิดตัวยาง BRIDGESTONE รุ่นใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยภายในงาน พร้อมยกทัพรถยนต์สมรรถนะสูงและรถซิ่งระดับตำนานที่ใช้ยาง BRIDGESTONE POTENZA จาก Top Secret Thailand และ Street Doc รวมถึงกิจกรรมสุดพิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์ของโลกมอเตอร์สปอร์ตระดับพรีเมียม พลาดไม่ได้กับกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลมากมายตลอดทั้งงาน

    งาน “IMPACT Speed Fest 2026” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 ณ IMPACT Challenger อาคาร 2-3 โดยบริดจสโตนขอชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความมันส์แบบจัดเต็มตลอด 3 วัน และติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/BridgestoneTH

    ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ BRIDGESTONE เพิ่มเติม และเลือกใช้บริการได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของค็อกพิท ดังนี้


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • “MOTOR EXPO” ร่วมเสวนาในงาน “TMX 2026”

    1 Min Read

    “MOTOR EXPO” ร่วมเสวนาในงาน “TMX 2026”

    ชไมพร ปภัสร์พงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์ – Thailand International Motor Expo” ร่วมเสวนาในงาน Thailand MICE X-Change 2026 ภายใต้หัวข้อ Understanding Consumer Show Trends & Challenges in Thailand โดยแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับธุรกิจงานแสดงยานยนต์ ระหว่างงานในประเทศไทย ซึ่งจัดแบบ Business to Customer ต่างจากงานต่างประเทศ ซึ่งจัดแบบ Business to Business

    งาน “มหกรรมยานยนต์” เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการทั้ง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ส่งผลให้ตอบสนองความต้องการผู้ชมงานได้ครบถ้วน หลากหลาย และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม การจัดงานแสดงยานยนต์ของไทยนั้น มีการปรับรูปแบบบางส่วนให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสของยานยนต์ไทย และยานยนต์โลก ซึ่งต้องจับตามองความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยการเสวนานี้จัดที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


     

    No Comment
  • “Thailand Diecast Expo” ผนึก Chupa Chups เขย่าวงการไดแคสต์ ปลุกกระแส ‘สยามอมยิ้ม x Diecast’ สู่ประสบการณ์แห่งรอยยิ้มระดับโลก

    1 Min Read

    “Thailand Diecast Expo” ผนึก Chupa Chups เขย่าวงการไดแคสต์ ปลุกกระแส ‘สยามอมยิ้ม x Diecast’ สู่ประสบการณ์แห่งรอยยิ้มระดับโลก

    บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานยานยนต์ระดับนานาชาติ Bangkok International Motor Show เดินหน้าสานต่อความสำเร็จเป็นปีที่ 2 ของงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026 ” งานมหกรรมไดแคสต์และของสะสมที่มากกว่าคำว่าของเล่น แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแพสชันของคนรักงานสะสมทุกเจเนอเรชัน โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ  ICONSIAM HALL ชั้น 7  ICONSIAM

    ไฮไลท์สำคัญในปีนี้ คือการยกระดับประสบการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการจับมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง   Chupa Chups ในฐานะ Official Partner อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “สยามอมยิ้ม x Diecast” ที่ผสานโลกของรถโมเดลเข้ากับความสนุกสดใส สร้างบรรยากาศภายในงานให้เต็มไปด้วยสีสันและรอยยิ้มในทุกมุม

    ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการขยายฐานผู้เข้าชมจากกลุ่มนักสะสม สู่กลุ่มเด็ก ครอบครัว คนรุ่นใหม่ และสายไลฟ์สไตล์ พร้อมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ “เห็นแล้วต้องยิ้ม” และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจาก Chupa Chups ผ่านกิจกรรมและพื้นที่ ที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก และกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์ของงานให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่คือ “พื้นที่แห่งความสุข สนุก และความทรงจำ”

    นอกจากนี้ยังจับมือพันธมิตรชื่อดังอย่าง Bangkok Hot Rod และ ICONSIAM ร่วมรังสรรค์พื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้ Diecast & Collectible ที่ครบถ้วนที่สุดในประเทศไทย ภายในงานยังรวมแบรนด์ชั้นนำ ผู้ผลิต นักสะสม และครีเอเตอร์จากทั่วประเทศ ที่พร้อมนำเสนอสินค้าคอลเลกชันพิเศษ ไอเทมหายาก และลิมิเต็ดเอดิชัน พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การประกวด การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายของคนในวงการ

    ภายในงานอัดแน่นด้วยโซนกิจกรรมหลากหลาย ครอบคลุมทุกมิติของโลกคนรักงานสะสมและของเล่น ไม่ว่าจะเป็น โซนไดแคสต์ (Diecast), โซนของสะสม (Collectible), โซนไดโอรามาหรือแบบจำลองสามมิติ (Diorama), โซนของเล่น (Toy), โซนงานอดิเรก (Hobby), โซนตลาดซื้อขาย (Marketplace), โซนพื้นที่กิจกรรม (Playground) และความบันเทิง (Entertainment), โซนให้ความรู้ (Knowledge) รวมถึงกิจกรรมการประกวด (Contest) และการสร้างเครือข่าย (Networking) ของกลุ่มไลฟ์สไตล์เดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ผู้เข้าชมทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักสะสมตัวจริง ผู้เริ่มต้น ครอบครัว เด็ก เยาวชน ไปจนถึงสายครีเอเตอร์และนักออกแบบอย่างครบครัน

    ขอเชิญชวนผู้ที่หลงใหลในโลกของไดแคสต์ ของสะสม และงานอดิเรกทุกรูปแบบ มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ เติมเต็มแรงบันดาลใจ และเชื่อมต่อทุกแพสชันไว้ในที่เดียว กับงาน THAILAND DIECAST EXPO 2026” ในวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ  ICONSIAM HALL  ชั้น 7  ICONSIAM  มหกรรมไดแคสต์ระดับประเทศที่คุณไม่ควรพลาด  ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของงานได้ที่ https://www.thailanddiecastexpo.com และโซเชียลมีเดีย Thailand Diecast Expo ทุกช่องทาง


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


     

    No Comment
  • เอ็มจี ยกทัพยนตรกรรมล้ำสมัยโชว์ศักยภาพ ในงาน Beijing Auto Show 2026 ประเดิมด้วย 2 ไฮไลท์เด็ด IM LS8 และ MG4 URBAN

    1 Min Read

    เอ็มจี ยกทัพยนตรกรรมล้ำสมัยโชว์ศักยภาพ ในงาน Beijing Auto Show 2026 ประเดิมด้วย 2 ไฮไลท์เด็ด IM LS8 และ MG4 URBAN

    บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของบริษัทแม่อย่าง SAIC MOTOR CORPORATION ผ่านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลกในงาน Beijing Auto Show 2026 โดยในปีนี้นำ 2 ไฮไลท์สำคัญอย่าง IM LS8 เอสยูวีเรือธงรุ่นล่าสุดจาก IM Motors ที่เต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต
    กับความโดดเด่นของการเป็น “Flagship SUV ที่ครบจบในคันเดียว” และ MG4 URBAN จาก เอ็มจี ที่อัปเกรด
    ความคุ้มค่าขึ้นอีกขั้น พร้อมด้วยทัพยนตรกรรมล้ำสมัยหลากเซกเมนต์ครอบคลุมทั้งระดับพรีเมียมและรุ่นที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนมาร่วมจัดแสดงด้วยการตกแต่งจากศิลปินชื่อดัง สะท้อนศักยภาพด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

    เริ่มต้นด้วยไฮไลท์แรกที่ได้รับความสนใจกับ IM LS8 ยนตรกรรมอัจฉริยะจาก IM Motors ซึ่งเผยโฉมสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ พร้อมเสริมความแกร่งและความหลากหลายให้กับไลน์อัปผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ IM

    IM LS8 นิยามใหม่ของ “Flagship SUV ที่ครบจบในคันเดียว” มอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมพร้อมระบบอัจฉริยะ
    ที่เต็มศักยภาพ

    IM LS8 ได้รับการพัฒนามาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย คุณภาพระดับพรีเมียม
    และมาตรฐานการผลิตจากผู้ผลิตชั้นนำ เพื่อตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่าแบบครบจบในคันเดียว ด้านเทคโนโลยี IM LS8 มอบประสบการณ์การควบคุมรถที่แม่นยำพร้อมโครงสร้างความปลอดภัยระดับสูง

     

    ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ IM AD ได้รับการพัฒนาโดย NVIDIA ประสิทธิภาพสูง ทำงานร่วมกับ LiDAR
    ความละเอียดสูง ตรวจจับวัตถุได้ไกลสูงสุด 300 เมตร พร้อมแพลตฟอร์มจาก Momenta ที่ช่วยให้ระบบสามารถ
    ใช้งานได้ทุกเส้นทางและพร้อมอัปเกรดสู่ระบบขั้นสูงในอนาคต

     

    สมรรถนะเหนือระดับ พลิกมาตรฐาน SUV ขนาดใหญ่ให้ขับง่าย และประสบการณ์หรูหราระดับใหม่ของ IM LS8

    IM LS8 ยกระดับมาตรฐานของ SUV ขนาดใหญ่ด้วยสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงอย่าง Digital Chassis ที่มอบ
    ทั้งความนิ่งในการทรงตัว ระบบเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ รองรับมุมเลี้ยวสูงสุด ±24 องศา ส่งผลให้รถเอสยูวีขนาด
    กว่า 5 เมตร มีรัศมีวงเลี้ยวเพียง 4.85 เมตร ให้ความคล่องตัวเทียบเท่ารถขนาดเล็กอย่าง Eco car และรองรับ
    การใช้งานในพื้นที่จำกัดได้อย่างง่ายดาย

     

    เทคโนโลยีขับเคลื่อน “Super Range Extender” ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

    IM LS8 โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนแบบ Extended Range รุ่นใหม่ ที่ให้ทั้งพลังแบบเครื่องยนต์ V8 แต่ให้
    ความเงียบกับผู้โดยสารในแบบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สามารถวิ่งได้กว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งครั้ง
    พร้อมระบบชาร์จเร็ว 800V ที่ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกยิ่งขึ้น

    ภายในงาน IM MOTORS ยังได้นำรถยนต์ทุกรุ่นครบเซกเมนต์มานำเสนอ ได้แก่

    • IM LS6 โดดเด่นในฐานะ SUV อัจฉริยะขนาดใหญ่แบบ 5 ที่นั่ง กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 5.09 เมตร
    • IM LS8 สะท้อนนิยามของ Flagship ที่ครบจบในคันเดียว กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.85 เมตร
    • IM LS9 ที่สุดของมาตรฐาน SUV ระดับพรีเมียม 6 ที่นั่ง กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.95 เมตร
    • IM 5 ที่สุดของความคล่องแคล่ว กับ Premium e-Intelligent Sedan กับวงเลี้ยวแคบสุดที่ 4.99 เมตร

     

     

    โดดเด่นด้วยดีไซน์ป็อปอาร์ต สะท้อนตัวตนที่มีสไตล์ สู่ MG4 URBAN ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์

    อีกหนึ่งรุ่นไฮไลท์อย่าง MG4 URBAN ที่นำนวัตกรรมความฉลาดในรถระดับพรีเมียมมาอยู่ในระดับรถที่เข้าถึงได้ง่าย ต่อยอดสู่การใช้งานจริง ด้วยยอดขายที่เติบโตต่อเนื่องกว่า 10,000 คันต่อเดือน ติด Top 3 ใน B Segment
    และมีผู้ใช้งานสะสมมากกว่า 80,000 ราย รวมถึงการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียที่ในครั้งนี้ได้รับการยกระดับรอบด้านพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และอุปกรณ์อำนวย
    ความสะดวก เพิ่มสีตัวถังใหม่ Ice Crystal Blue และ Almond Beige เสริมด้วยหลังคาดำแบบ Floating Roof
    และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ภายในงาน เอ็มจี ได้นำรถบางส่วนมาตกแต่งโดยได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากศิลปินชื่อดังอย่าง Jacky Tsai ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนที่มีฐานอยู่ในลอนดอน (UK) และถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปินที่ “นำวัฒนธรรมตะวันออก ป็อปอาร์ตตะวันตก” มาผสมผสานกันทำให้รถ
    มีรายละเอียดที่โดดเด่นมากขึ้น

     

     

    เอ็มจี เตรียมเสริมทัพตลาดอีวี จ่อเปิดตัว MG 4X และ MG 07

    และในช่วงครึ่งปีหลัง เอ็มจี ยังมีแผนขยายพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นด้วยการเสริมไลน์อัปผลิตภัณฑ์
    ด้วยการเตรียมเปิดตัว MG 4X เอสยูวีไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่น ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ และ MG 07 สปอร์ตคูเป้พลังงานใหม่ ซึ่งนับเป็นรุ่นแรกที่ติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงจาก Momenta รองรับการขับขี่อัตโนมัติในเมือง (Urban NOA) และการใช้งานแบบไร้รอยต่อจากจุดเริ่มต้นจนถึงที่หมาย


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และ บริษัท ลิคก้าบิล ร่วมลงนามก่อสร้างโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดอุบลราชธานี ขยายเครือข่ายการให้บริการสู่ภาคอีสานตอนล่าง รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

    1 Min Read

    วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และ บริษัท ลิคก้าบิล ร่วมลงนามก่อสร้างโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดอุบลราชธานี ขยายเครือข่ายการให้บริการสู่ภาคอีสานตอนล่าง รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

    วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย นำโดย คุณคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย จำกัด พร้อมด้วย คุณภัทรพงษ์ อชะปาละศิริ Commercial Director และคุณถนอมศักดิ์ สันทนาประสิทธิ์ Customer Service Director บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ คุณขริบพร เศรษฐปิยานนท์ และคุณนรุตม์ เศรษฐปิยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิคก้าบิล จำกัด ลงนามในพิธีเซ็นต์สัญญาเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดอุบลราชธานีอย่างเป็นทางการ เดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการ เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เสริมความแข็งแกร่งของการบริการ พร้อมชูแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมมอบประสบการณ์การบริการที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

     

    การเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งตอบโจทย์การเข้าถึงบริการของลูกค้าในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของวอลโว่ในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและการพัฒนาศักยภาพในระดับท้องถิ่น ผ่านการสร้างงาน การพัฒนาบุคลากรด้านงานขายและบริการตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการยกระดับภาพรวมของตลาดยานยนต์      พรีเมียมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

    โชว์รูมวอลโว่ อุบลราชธานี ดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน Volvo Retail Experience ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่โปร่ง โล่ง สบาย สะท้อนความเรียบง่ายตามแนวคิดสแกนดิเนเวียน ควบคู่กับการให้บริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อสร้างประสบการณ์ที่อบอุ่น เป็นมิตร และตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงในทุกขั้นตอนของการเป็นเจ้าของรถวอลโว่

     

    คุณคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย จำกัด กล่าวว่า “การขยายเครือข่ายสู่จังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการยกระดับการให้บริการลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ให้สามารถเข้าถึงการขายและบริการหลังการขายได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดที่ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เรามุ่งมั่นที่จะเติมเต็มทุกความต้องการ พร้อมยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถวอลโว่ให้ครอบคลุมหลากหลายพื้นที่ ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ลิคก้าบิล จำกัด พันธมิตรรายใหม่ ซึ่งจะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และร่วมกันส่งมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า ตามเจตนารมณ์ของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย การเปิดโชว์รูมวอลโว่ อุบลราชธานี จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการขยายเครือข่ายการให้บริการสู่ภูมิภาค ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืน และการส่งมอบคุณค่าเหนือกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ให้แก่ลูกค้าในทุกพื้นที่ของประเทศ”

     

    คุณขริบพร เศรษฐปิยานนท์ และคุณนรุตม์ เศรษฐปิยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิคก้าบิล จำกัด กล่าวว่า “สำหรับเรา วอลโว่เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในระดับสากล ควบคู่กับทิศทางการดำเนินธุรกิจที่มั่นคงและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การร่วมมือในครั้งนี้จึงนับเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอประสบการณ์การบริการระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ขณะเดียวกัน ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 40 ปี ของเราในธุรกิจผู้แทนจำหน่ายยานยนต์ รวมถึงฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในหลายจังหวัดใกล้เคียง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถต่อยอดความร่วมมือกับวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เพื่อรองรับการบริการลูกค้า และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างมั่นคง”

     

    ความร่วมมือกับบริษัท ลิคก้าบิล จำกัด ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในการขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการรถยนต์ระดับพรีเมียมในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ พร้อมเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

     

    โชว์รูมติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ 100%

    โชว์รูมแห่งนี้ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวทางด้านความยั่งยืนของวอลโว่ ด้วยการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

     

    ทำเลศักยภาพ รองรับการเติบโต

    ปัจจุบัน โชว์รูมวอลโว่ อุบลราชธานี อยู่ระหว่างการพัฒนาและเตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่และทีมงาน เพื่อให้การให้บริการเป็นไปตามมาตรฐานของวอลโว่ในทุกมิติ โดยคำนึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนเป็นสำคัญ

     

    โชว์รูมแห่งใหม่ตั้งอยู่บนถนนสายหลักในจังหวัดอุบลราชธานีบริเวณ เลขที่ 385 หมู่ 5 ถนนชยางกูร ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 บนพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตร โดดเด่นด้วยทำเลที่มองเห็นได้ชัดเจน รายล้อมด้วยแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำ เหมาะสำหรับการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โชว์รูม วอลโว่ อุบลราชธานี มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • โตโยต้า จัดกิจกรรม “ทอล์ก กะ เธอส์ 1.5 รวมพลังเปลี่ยนอนาคต…ก่อนโลกร้อนเกินแก้” ผนึกพลังสังคม มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

    1 Min Read

    โตโยต้า จัดกิจกรรม “ทอล์ก กะ เธอส์ 1.5 รวมพลังเปลี่ยนอนาคต…ก่อนโลกร้อนเกินแก้” ผนึกพลังสังคม มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “ทอล์ก กะ เธอส์ 1.5 รวมพลังเปลี่ยนอนาคต…ก่อนโลกร้อนเกินแก้” เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ณ ไอคอนสยามฮอลล์ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมแนวทางการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ภายในงานโตโยต้าได้สื่อสารแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)” ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักขององค์กร โดยครอบคลุมการดำเนินงานตั้งแต่การพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนทั่วประเทศ เพื่อร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยตระหนักดีว่าการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการร่วมกันลงมือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวิถีชีวิตเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว

    กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดต่อเนื่องจากโครงการ “ลดเปลี่ยนโลกกับโตโยต้า” ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โตโยต้าจึงร่วมผนึกกำลังกับบุคคลจากหลากหลายวงการ มาถ่ายทอดความรู้และแรงบันดาลใจในรูปแบบของทอล์กโชว์ที่ถูกออกแบบให้มีความน่าสนใจและครอบคลุมในทุกมิติของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านการ “เล่าอดีต รักษ์ปัจจุบัน เปลี่ยนอนาคต” โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงการพูดคุยสำคัญ ดังนี้

    ช่วงที่ 1: ย้อนรอยประวัติศาสตร์โลกร้อน

    นำเสนอจุดเริ่มต้นของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงปัจจุบัน รวมถึงข้อตกลงสำคัญระดับโลกอย่างข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดย “วิว – ชนัญญา เตชจักรเสมา” ถ่ายทอดเรื่องราวในมุมประวัติศาสตร์และจุดเปลี่ยนสำคัญที่มนุษย์เริ่มตระหนักถึงผลกระทบต่อธรรมชาติ

    ช่วงที่ 2: เที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อโลกสีเขียว

    นำเสนอแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดย “ก๊อตจิ–ทัชชกร บุญลัภยานันท์” และ “เจนนี่ ปาหนัน – วัชระ สุขชุม” จากรายการ “เทยเที่ยวไทย” ถ่ายทอดประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย “อเล็กซ์ เรนเดลล์” นักสิ่งแวดล้อมจากองค์กร EEC Thailand ที่ร่วมเสนอแนวทางการท่องเที่ยวแบบลดคาร์บอน เช่น การเลือกใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาด ได้แก่ Hybrid, PHEV และ BEV

    ช่วงที่ 3: ร่วมลด เปลี่ยน เพื่อให้โลกรอด

    สะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน โดย “เต – ตะวัน วิหครัตน์” และ “มาร์ค – ภาคิน คุณาอนุวิทย์” ร่วมแบ่งปันแนวคิดการใช้ชีวิตรักษ์โลก พร้อมนำเสนอ “ภารกิจรักษ์โลก” ผ่านแอปพลิเคชัน “ลดเปลี่ยนโลก” เพื่อสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    กิจกรรมทั้งหมดดำเนินรายการโดย “ป๋อมแป๋ม – นิติ ชัยชิตาทร” ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เข้าใจง่าย และเข้าถึงคนทุกกลุ่ม พร้อมอธิบายแนวคิด “1.5 องศา” ให้เห็นถึงความสำคัญของเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกตามข้อตกลงปารีส ซึ่งหากเกินกว่าระดับดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนของโตโยต้า 4 ด้าน ได้แก่

    1. Mobility Solution การพัฒนาโซลูชันการเดินทางที่ปลอดภัย สะดวก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Multi Pathways
    2. Energy Solution การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมสนับสนุนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน
    3. Data Solution การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดการปล่อยคาร์บอน
    4. Community Solution การขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ

    กิจกรรม “ทอล์ก กะ เธอส์ 1.5” ไม่เพียงเป็นเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อผลักดันให้ทุกคนลงมือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของแต่ละคน เมื่อรวมกันจะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนโลกไปสู่ความยั่งยืน

    บริษัทฯ คาดหวังว่า กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และนำไปสู่การสร้างสังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพื่อร่วมกันรักษาโลกใบนี้ให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • ธนบุรีนอยสเติน คว้า 3 รางวัลจากงาน Geely Auto International Business Partner Conference เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จสู่เป้าหมายผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทย

    1 Min Read

    ธนบุรีนอยสเติน คว้า 3 รางวัลจากงาน Geely Auto International Business Partner Conference เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จสู่เป้าหมายผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในไทย

    บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญ คว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติจากงานประชุมพันธมิตรระดับโลกของ GEELY หรือ Geely Auto International Business Partner Conference ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองหางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สะท้อนความแข็งแกร่งของธนบุรีนอยสเติน และเครือข่ายผู้จำหน่าย GEELY ในประเทศไทย ทั้งในด้านการสร้างการรับรู้แบรนด์ในตลาดรถยนต์ไทย ความเป็นผู้นำด้านการบริหารธุรกิจ และมาตรฐานการบริการ พร้อมเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ เพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ให้เติบโตระยะยาวในประเทศไทย

    สำหรับงาน Geely Auto International Business Partner Conference 2026 ในธีม
    G-Intelligence > Driving Tomorrow เทคโนโลยีอัจฉริยะสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต
    ครั้งนี้มีพันธมิตรกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม พร้อมด้วยตัวแทนจากทีมธุรกิจ Geely Auto International Corporation เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์และสำรวจโอกาสใหม่ในการขยายธุรกิจสู่ระดับโลก ภายในงานมีการมอบรางวัลเพื่อยกย่องผู้จำหน่าย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GEELY ในการสร้างความสำเร็จร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกอย่างยั่งยืน โดยรางวัลที่ธนบุรีนอยสเติน ได้รับในครั้งนี้ประกอบด้วย 3 รางวัล ดังนี้

    • รางวัล Communication Breakthrough Award มอบให้แก่ บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ที่สร้างความโดดเด่นในการสื่อสารภาพลักษณ์และการรับรู้ของ GEELY ในประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงจุดแข็งด้านเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งของ GEELY ในการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น

    • รางวัล Brand Resonance Award มอบให้แก่ บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการสร้างการจดจำและความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์ GEELY กับผู้บริโภคชาวไทย โดยต่อยอดความแข็งแกร่งของกลุ่มธนบุรี ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยาวนานกว่า 85 ปี ผสานกับการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย กลยุทธ์การขาย การตลาดแบบ 360 องศา และองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว

    • รางวัล Outstanding General Manager มอบให้แก่ นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด เพื่อยกย่องบทบาทผู้นำที่มีส่วนสำคัญในการวางกลยุทธ์ การสร้างแบรนด์ การบริหารธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า พร้อมผลักดันแบรนด์ GEELY ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ

     

    นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “การได้รับรางวัลจากเวทีระดับโลกของ GEELY ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของธนบุรีนอยสเติน ทีมงานทุกคน และผู้จำหน่ายทุกราย โดยทั้ง 3 รางวัลนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการผลักดันแบรนด์ GEELY ในประเทศไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ GEELY มีต่อศักยภาพของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย และความพร้อมของกลุ่มธนบุรีในการขับเคลื่อนแบรนด์ GEELY สู่ความสำเร็จในระยะยาว เรามุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำแถวหน้าของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ชูแนวคิดการดำเนินธุรกิจในแบบ ‘แบรนด์จีน หัวใจไทย’ โดยนำจุดแข็งของ GEELY ทั้งด้านเทคโนโลยีอันทันสมัย นวัตกรรมด้านวิศวกรรม และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ มาผสานกับความเข้าใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง ควบคู่กับการยกระดับการบริการสู่มาตรฐานใหม่ โดยให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจหลัก พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่าย

    พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน”

    ความสำเร็จระดับโลกครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับผลตอบรับอย่างล้นหลามของ GEELY ในประเทศไทย โดยล่าสุดสามารถสร้างยอดจองรวมกว่า 7,811 คัน ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภคชาวไทย ต่อรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน การเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ยังตอกย้ำทิศทางของแบรนด์ในการขยายการเติบโตผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

    ธนบุรีนอยสเตินยังเตรียมเดินหน้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 พร้อมแผนเปิดตัวโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เติบโตขึ้น พร้อมการสร้างเครือข่ายบริการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้า GEELY มั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GEELY ที่ดีที่สุด

     

    สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ GEELY ใกล้บ้าน หรือ ติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern.com และ เฟซบุ๊ก Geely Thonburi Thailand


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine


    No Comment
  • มิชลิน เปิดตัวยางพรีเมียมประหยัดพลังงานพร้อมกัน 2 รุ่น: ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ และ ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’

    1 Min Read

    มิชลิน เปิดตัวยางพรีเมียมประหยัดพลังงานพร้อมกัน 2 รุ่น:  ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ และ ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’

    รุกสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยางพรีเมียมด้วยการผสาน สมรรถนะสูง” เข้ากับ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นรองรับรถทุกประเภทและทุกระบบพลังงาน

    เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพลิกโฉมระบบนิเวศ ทางการสัญจรและความคาดหวังของลูกค้าไปอย่างสิ้นเชิง ล่าสุด ‘มิชลิน’ ผู้นำด้านนวัตกรรมและ เทคโนโลยียางล้อระดับโลก ได้เปิดตัวยางพรีเมียมใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Primacy 5 energy) ยางที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ทั้งยังครองอันดับหนึ่งในฐานะ ยางที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนานสูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน(1)  และ ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Pilot Sport 5 energy) ยางที่ได้รับมาตรฐานระดับ AA  พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตและออกแบบให้มีสมรรถนะด้านการประหยัด พลังงานที่ล้ำหน้า  โดยยางทั้งสองรุ่นรองรับการใช้งานกับรถทุกประเภทและทุกระบบพลังงาน ทั้งเครื่องยนต์เชื้อเพลิง ไฮบริด และไฟฟ้า

     

    สรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2C บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า “ผลิตภัณฑ์ ยางทั้งสองรุ่นให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบและให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยมตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิชลินที่จะผลักดันให้ การสัญจรเป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนยิ่งขึ้น  นวัตกรรมยางทั้งสองรุ่นทำให้ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสมรรถนะ ความปลอดภัย อายุใช้งานที่ยาวนาน และ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน  โดยนอกจากจะให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าพร้อมการประหยัด พลังงานแล้ว ยางทั้งสองรุ่นยังตอบโจทย์รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งเครื่องยนต์สันดาป ไฮบริด และ ไฟฟ้า ขณะเดียวกันยังเป็นตัวกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับยางพรีเมียมด้วยการผสานคุณสมบัติที่ ดูเหมือนจะขัดแย้งเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

     

    มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี: ยางมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนาน สูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน(1)

    ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ เป็นยางพรีเมียมรุ่นแรกของมิชลินที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดจากยุโรป ระดับ AAA(1) โดยได้ A ในด้านการลดเสียงรบกวนจากภายนอก(2) สมรรถนะการยึดเกาะบนถนน เปียก(3) และแรงต้านทานการหมุน(4)  ทั้งยังมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า(5) จึงให้ระยะทางวิ่ง มากขึ้น ไม่ว่าจะใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงหรือรถยนต์ไฟฟ้า

    คุณสมบัติเด่นของยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ ได้แก่

    • สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เงียบสบายเหนือระดับ ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Silent Rib GEN-3 และ MICHELIN Piano Acoustic ที่ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก
    • ปลอดภัย ขับขี่อย่างมั่นใจบนถนนเปียก ให้ประสิทธิภาพการเบรกบนถนนเปียกที่ดียิ่งขึ้น ทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยเป็นเยี่ยมดังเดิม
    • ลดความถี่ในการเติมน้ำมันและชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยี MICHELIN Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) ที่บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิงหรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ โดยทำงานคู่กับสูตรเนื้อยางใหม่ MICHELIN Energy Passive 2.0 ซึ่งช่วยให้ยางทนทานและมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า

     

    มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี: ยางที่ผสานสมรรถนะแบบสปอร์ตเข้ากับประสิทธิภาพใน การประหยัดพลังงาน

    ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ เป็นยางสปอร์ตพรีเมียมรุ่นแรกของมิชลินที่ได้รับมาตรฐานยุโรป ระดับ AA สำหรับสมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียกและการลดแรงต้านทานการหมุน พัฒนาขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตและออกแบบให้มีสมรรถนะด้านการประหยัดพลังงานที่ล้ำหน้า  ยางรุ่นนี้ไม่เพียงตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างแม่นยำฉับไวและให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ยังประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็น “ยางแห่งยุค” ที่ให้สมรรถนะและความ รับผิดชอบด้านการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง

    คุณสมบัติเด่นของยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ ได้แก่

    • มอบประสบการณ์ขับขี่ที่ควบคุมได้ดั่งใจ ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Dynamic Response ที่ช่วยถ่ายทอดทุกการควบคุมจากพวงมาลัยสู่พื้นถนนได้แม่นยำสูงสุด และ MICHELIN Piano Acoustic ที่ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก เพื่อการขับขี่ที่นุ่มเงียบยิ่งขึ้น
    • มั่นใจได้ยาวนานเหนือกว่า(6) ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยเป็นเยี่ยมดังเดิม
    • ไปได้ไกลกว่าบนทุกสภาพถนน(7) พร้อมลดรอบการชาร์จแบตเตอรี่และความถี่ในการเติมน้ำมัน(8) ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยี MICHELIN Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) ที่บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิง หรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ โดยทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเนื้อยางคู่ MICHELIN Bi-Compound ซึ่งใช้เนื้อยางสูตร MICHELIN Grip Adaptive บริเวณกลางดอกยางเพื่อการยึดเกาะที่เหนือกว่าทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง และเนื้อยางสูตร MICHELIN Energy Passive บริเวณไหล่ดอกยางเพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่

     

    นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยางทั้งสองรุ่นล่าสุดทุกรายการยังมาพร้อมเทคโนโลยี MICHELIN Premium Touch ตลอดแนวแก้มยางรอบเส้นยางเพื่อความหรูหราโดดเด่นสะดุดตา โดยเทคโนโลยีอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ ของมิชลินทำให้ได้แก้มยางที่มีลักษณะพื้นผิวคล้ายกำมะหยี่ โดดเด่นด้วยสีดำด้าน (Matte Black) เสริมรูปลักษณ์ให้รถยนต์ที่ติดตั้งยางพรีเมียมสองรุ่นนี้ดูมีสไตล์ยิ่งขึ้น


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment
  • ปอร์เช่ เปิดตัว 911 GT3 S/C ใหม่ รถเปิดประทุนสมรรถนะสูง น้ำหนักเบา ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไร้ระบบอัดอากาศรอบสูงและเกียร์ธรรมดา

    2 Min Read

    ปอร์เช่ เปิดตัว 911 GT3 S/C ใหม่ รถเปิดประทุนสมรรถนะสูง น้ำหนักเบา ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไร้ระบบอัดอากาศรอบสูงและเกียร์ธรรมดา

    ปอร์เช่เปิดตัว 911 GT3 พร้อมหลังคาเปิดประทุนระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ในรุ่น 911 GT3 S/C ออกแบบมาเพื่อเน้นความเร้าใจในการขับขี่เป็นหลัก ทั้งยังได้ผสานโครงสร้างน้ำหนักเบาจาก 911 S/T เข้ากับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 4.0 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศจาก 911 GT3 ให้กำลัง 375 กิโลวัตต์ (510 แรงม้า) และแรงบิด 450 นิวตันเมตร การออกแบบโดดเด่นด้วยปีกและประตูแบบเดียวกับใน 911 S/T ผสานกรอบกระจกหน้าสีดำ สร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนให้กับ 911 GT3 S/C ใหม่ และด้วยแนวคิดที่เน้นผู้ขับเป็นศูนย์กลาง รถสปอร์ตรุ่นพิเศษนี้จึงมาพร้อมเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ แบบสปอร์ต อัตราทดสั้น น้ำหนักเบา เพียงทางเลือกเดียว โดย 911 GT3 S/C เป็นรุ่นเปิดประทุนเพียงรุ่นเดียวในตระกูล 911 ปัจจุบัน ที่ออกแบบให้เป็นรถ 2 ที่นั่งล้วน โดยให้ความรู้สึกเหมือนกับใน 911 สปีดสเตอร์ในปี 2019 แต่อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้ไม่ได้เป็นรุ่นลิมิเต็ดเหมือนกับสปีดสเตอร์ และลูกค้าสามารถเลือกติดตั้งแพ็กเกจ Street Style ใหม่ เพื่อปรับแต่งตัวรถให้สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น แฟรงค์ โมเซอร์ (Frank Moser) หัวหน้าสายการผลิตรุ่น 911 และ 718 กล่าวถึง 911 GT3 S/C รุ่นใหม่ว่า สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มองหารถสปอร์ตที่เน้นความสนุกในการขับขี่เป็นพิเศษ “ระบบขับเคลื่อนที่เปี่ยมอารมณ์ของ 911 GT3 ถ่ายทอดความเร้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อขับแบบเปิดประทุนบนถนนที่คดเคี้ยว โดยยังคงน้ำหนักของตัวรถไว้ที่เพียง 1,497 กิโลกรัม แม้ติดตั้งหลังคาผ้าใบระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ซึ่งมากกว่า 911 สปีดสเตอร์ รหัสตัวถัง 991 เพียงประมาณ 30 กิโลกรัม”

    โครงสร้างน้ำหนักเบาอย่างรอบด้าน เพื่อความสนุกในการขับขี่สูงสุด

    การผสานวัสดุน้ำหนักเบาและคุณภาพสูงในทุกองค์ประกอบ ทำให้ 911 GT3 S/C โดดเด่นด้วยความคล่องตัวตามแบบฉบับของปอร์เช่ จีที โดยชิ้นส่วนตัวถังน้ำหนักเบาได้ถ่ายทอดมาจาก 911 S/T ซึ่งสามารถสังเกตได้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรงหน้า ซุ้มล้อ และประตูที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงเหล็กกันโคลงและแผ่นเสริมความแข็งแกร่งช่วงล่างทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับ 911 S/T รุ่นหลังคาปิด ระบบเบรกและล้อใช้แนวคิดน้ำหนักเบาเดียวกับ 911 S/T โดยติดตั้งระบบเบรก PCCB เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าจานเบรกเหล็กหล่อมากกว่า 20 กิโลกรัม ล้อแบบ Centre-lock ขนาด 20 นิ้วที่เพลาหน้า และ 21 นิ้วที่เพลาหลัง ซึ่งก็เป็นแบบเดียวกันกับใน 911 S/T โดยผลิตจากแมกนีเซียมน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักหมุน (Rotating Mass) ได้ประมาณ 9 กิโลกรัม 911 GT3 S/C ยังใช้แมกนีเซียมในโครงสร้างหลังคาเปิดประทุนระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 40 แอมแปร์ชั่วโมง ที่มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบทั่วไป

    ห้องโดยสารสปอร์ตผสานความหรูหรา

    ห้องโดยสารมาพร้อมพรมและแผงประตูน้ำหนักเบา พร้อมมือจับแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งถ่ายทอดมาจาก 911 S/T โดย 911 GT3 S/C ติดตั้งเบาะ 2 ที่นั่งแบบ Sports Seats Plus ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และลูกค้ายังสามารถเลือกติดตั้งเบาะสปอร์ตน้ำหนักเบาพร้อมพนักพิงพับได้และโครงเบาะคาร์บอนไฟเบอร์ โดยเบาะสปอร์ตแบบพับได้นี้มาพร้อมกับถุงลมนิรภัยป้องกันบริเวณทรวงอก ปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้า และตำแหน่งหน้า-หลังแบบปรับมือ อีกทั้งยังสามารถเลือกติดตั้งระบบทำความร้อนเบาะนั่ง 3 ระดับ ภายในหุ้มด้วยหนังสีดำเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ครอบคลุมถึงแผงบังแดดและเสา A พร้อมปัก
    โลโก้ GT3 S/C บริเวณแผงกั้นด้านหลัง เบาะที่นั่งตกแต่งด้วยหนังแบบระบายอากาศ เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่หุ้มหนังแบบระบายอากาศตามแบบ 911 S/T และเช่นเดียวกับ 911 GT3 รุ่นหลังคาปิดในปัจจุบัน
    911 GT3 S/C ใช้สวิตช์สตาร์ทแบบหมุนที่ติดตั้งด้านซ้ายของพวงมาลัยแทนปุ่มกด หน้าจอมาตรวัดดิจิทัลแสดงผลอย่างชัดเจนและใช้งานง่าย โดยโหมด Track Screen จะลดการแสดงผลบนหน้าจอดิจิทัลด้านซ้ายและขวาของมาตรวัดรอบ ให้เหลือเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น ยาง น้ำมันเครื่อง ระบบหล่อเย็น และระดับเชื้อเพลิง ไฟเปลี่ยนเกียร์ที่อยู่ด้านซ้ายและขวาของมาตรวัดรอบจะช่วยบอกจังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่เหมาะสม โดยผู้ขับสามารถปรับหน้าจอให้แสดงรอบเครื่องสูงสุดที่ 9,000 รอบต่อนาทีไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาได้ตามต้องการ

    เครื่องยนต์ไร้ระบบอัดอากาศรอบสูง ให้พละกำลัง 510 แรงม้า

    เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศของ 911 GT3 S/C รุ่นใหม่ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยไอเสียล่าสุด อุปกรณ์กรองไอเสีย (Catalytic Converters) 4 ชุด โดยถึงแม้จะใช้ระบบบำบัดไอเสียประสิทธิภาพสูง ปอร์เช่ยังคงสามารถถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์ที่เปี่ยมอารมณ์ และชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อเปิดประทุน พร้อมได้ปรับปรุงหัวสูบใหม่จาก 911 GT3 รุ่นก่อนหน้า พร้อมติดตั้งเพลาลูกเบี้ยว (Camshaft) ที่มีความดุดันมากขึ้นจาก 911 GT3 RS เพื่อเพิ่มการตอบสนองในช่วงรอบสูง ระบบขับเคลื่อนยังมาพร้อมลิ้นปีกผีเสื้อ (Throttle Body) แบบแยกต่อสูบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศและระบบระบายความร้อนน้ำมันเครื่องที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ให้กำลังสูงสุด 375 กิโลวัตต์ (510 แรงม้า) ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา GT 6 จังหวะ พร้อมอัตราทดเฟืองท้ายแบบสปอร์ตที่สั้นตามแบบฉบับ 911 S/T และ 911 GT3 ทำให้ 911 GT3 S/C มีอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 313 กม./ชม.

    โครงหลังคาแมกนีเซียมในระบบเปิดประทุนอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ

    ใน 911 GT3 S/C ไม่ได้ติดตั้งโครงหลังคาแบบ Double-Bubble เหมือนกับใน 911 สปีดสเตอร์ ทำให้สามารถติดตั้งหลังคาผ้าใบระบบไฟฟ้าแบบน้ำหนักเบาจากตระกูล 911 รุ่นปัจจุบัน แทนหลังคาผ้าใบแบบเปิด-ปิดด้วยมือ ด้วยโครงสร้างแมกนีเซียมล้ำสมัย เมื่อปิดหลังคาผ้าใบจะยังคงให้รูปทรงแบบคูเป้ และหลังคาผ้าใบยังมีรูปทรงกลมกลืนและโค้งรับอย่างลงตัวจากกรอบกระจกหน้าไปยังฝาปิดช่องเก็บหลังคาโดยไม่เห็นโครงสร้างใด ๆ ใต้ผืนผ้าใบและไม่มีส่วนใดลดทอนความต่อเนื่องของรูปทรง Flyline ที่เป็นเอกลักษณ์ของ 911 ซึ่งยังช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิก ด้วยอุปกรณ์กลไกที่ควบคุมการเปิด-ปิดหลังคา (Roof Actuators) แบบไฮดรอลิกที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ทำให้หลังคาสามารถเปิดหรือปิดได้ภายในเวลาประมาณ 12 วินาที ทั้งในขณะจอดนิ่งหรือขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. และนอกจากโครงสร้างหลังคาที่ประกอบด้วยแมกนีเซียมแบบแบน 2 ชิ้นแล้ว โครงหลังคาด้านหน้าและกรอบกระจกหลังยังผลิตจากแมกนีเซียมอีกด้วย อีกทั้งแผ่นกันลมแบบไฟฟ้าที่ติดตั้งมาในตัว ช่วยให้การขับขี่แบบเปิดประทุนยังคงความเร้าใจแม้ใช้ในความเร็วสูงหรือในสภาพอากาศเย็น โดยสามารถเปิดได้ภายใน 2 วินาทีเพียงกดปุ่ม และควบคุมการเปิด-ปิดได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ผ่านปุ่มบนคอนโซลกลาง

     

    การออกแบบที่โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์

    หลังคาสีดำจับคู่กับกรอบกระจกหน้าที่ตกแต่งด้วยฟิล์มสีดำ พร้อมฟิล์มกันสะเก็ดหินบริเวณแผงด้านข้างในโทนสีดำด้านสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับ 911 GT3 S/C พร้อมไฟหน้าแบบ Matrix LED ที่รวมทุกฟังก์ชันไฟส่องสว่างไว้ในชุดเดียว จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งไฟเพิ่มเติมในกันชนหน้า ซึ่งทำให้พื้นที่บริเวณช่องรับอากาศมีขนาดใหญ่ขึ้นและการออกแบบโดยรวมดูลงตัวมากยิ่งขึ้น และเป็นครั้งแรกใน 911 รุ่นเปิดประทุนที่สามารถติดตั้งสปอยเลอร์หลังแบบยกขึ้นได้ พร้อม Gurney flap เช่นเดียวกับใน 911 S/T และ 911 GT3 พร้อมทัวร์ริ่ง แพ็กเกจ (Touring Package) อีกทั้งลิ้นสปอยเลอร์ด้านหน้าและดิฟฟิวเซอร์ด้านหลังยังถ่ายทอดมาจาก 911 GT3 รุ่นปัจจุบัน

    ยกระดับความสนุกในการขับขี่ไปอีกขั้น

    อันเดรียส พรอยนิงเกอร์ (Andreas Preuninger) ผู้อำนวยการสายการผลิตโมเดล GT กล่าวว่า “เราได้เรียนรู้จาก 911 สปีดสเตอร์ และ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส (718 Spyder RS) ว่าเครื่องยนต์รอบสูงแบบไร้ระบบอัดอากาศ ผสานกับการตั้งค่าช่วงล่างที่เน้นความเร้าใจ และโครงสร้างน้ำหนักเบาอย่างรอบด้าน สามารถสร้างรถยนต์แบบเน้นผู้ขับเป็นศูนย์กลางในรูปแบบเปิดประทุนได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ 911 GT3 S/C ยังนำระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) มาใช้กับ 911 รุ่นเปิดประทุนเป็นครั้งแรก เมื่อทำงานร่วมกับยางสปอร์ตที่มีแรงยึดเกาะสูงเป็นพิเศษและน้ำหนักตัวรถที่เบา จึงมอบความสนุกในการขับขี่บนถนนคดเคี้ยวในระดับที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรถเปิดประทุน” การตั้งค่าช่วงล่างของ 911 GT3 S/C ใหม่ ใช้แนวทางเดียวกันกับ 911 GT3 พร้อมทัวร์ริ่ง แพ็กเกจ และเช่นเดียวกันกับใน 911 GT3 ทุกรุ่น รถได้ติดตั้งยางขนาด 255/35 ZR 20 นิ้ว ที่ล้อหน้า และ 315/30 ZR 21 นิ้ว ที่ล้อหลังเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

    แพ็กเกจ Street Style สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น

    โปรแกรมเอ็กซ์คลูซีฟ แมนูแฟคเตอร์ (Exclusive Manufaktur) พร้อมนำเสนอแพ็กเกจ Street Style เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ 911 GT3 S/C ใหม่ โดยตกแต่งลวดลายบนซุ้มล้อหน้าและตัวอักษร PORSCHE บริเวณด้านข้างตัวรถด้วยสี Pyro Red ที่สะดุดตา พร้อมล้อพ่นสี Slate Grey Neo ให้ความกลมกลืนกับสีตกแต่งภายนอก คาลิเปอร์เบรกในสี Victory Gold พร้อมตัวอักษร PORSCHE สีดำ ขอบล้อเสริมแถบสี Pyro Red เพิ่มความโดดเด่น ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า HD-Matrix แบบรมดำ และ Airblade สีเดียวกับตัวรถ เพิ่มการตกแต่งที่สะดุดตายิ่งขึ้น

    ภายในห้องโดยสารประกอบด้วยเบาะ Adaptive Sports Seats Plus โดดเด่นด้วยลายปักเส้นขอบสัญลักษณ์ปอร์เช่ เบาะส่วนกลางหุ้มด้วยหนังถัก 4 โทนสี ได้แก่ Slate Grey, Guards Red, Magnesium Grey และ Kalahari และวัสดุที่ผลิตอย่างประณีตนี้ยังตกแต่งอยู่บริเวณช่องเก็บของด้านหน้า นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังหุ้มด้วยหนังทูโทนสี Slate Grey และ Guards Red แทบทั้งบริเวณห้องโดยสาร พร้อมตะเข็บตกแต่ง ห่วงมือจับประตู มือจับเบาะ และเข็มขัดนิรภัยในสี Guards Red ที่ตัดกับโทนภายในอย่างชัดเจน

    กรอบคอพวงมาลัย คอนโซลเบาะ ขอบกาบประตูด้านใน และฝาครอบฟิวส์ ตกแต่งด้วยหนัง เช่นเดียวกับช่องแอร์รวมถึงครีบช่องลม พรมปูพื้นตกแต่งด้วยขอบหนัง แผงบังแดด คอนโซลกระจกมองหลัง และกรอบกระจกหน้า รวมถึงซับในหลังคาเปิดประทุน หุ้มด้วยวัสดุ Race-Tex สี Slate Grey แบบระบายอากาศ

    คันเกียร์โทนสีเข้มโดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบและสัมผัส พร้อมกับหัวเกียร์ไม้ลามิเนตและลายผังเกียร์ในสี Pyro Red พร้อมสัญลักษณ์ GT3 S/C ใต้คันเกียร์ แถบตกแต่งบนแผงแดชบอร์ด และสัญลักษณ์ 911 ในฝั่งผู้โดยสารก็ตกแต่งด้วยสี Pyro Red เช่นกัน นอกจากนี้ปอร์เช่ ดีไซน์ (Porsche Design) ยังได้นำเสนออุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มแพ็กเกจ Street Style อีกด้วย

    กล่องเก็บสัมภาระน้ำหนักเบาในพื้นที่ด้านหลังห้องโดยสาร

    กล่องเก็บสัมภาระน้ำหนักเบาจากปอร์เช่ ช็อป (Porsche Shop) พร้อมนำเสนอเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ 911 GT3 S/C เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บบริเวณด้านหลังตัวรถ โดยกล่องมีน้ำหนักเพียง 10 กิโลกรัม ความจุ 80 ลิตร และหุ้มด้วยหนังด้านนอก ฝาปิดด้านบนแบบล็อกได้ 2 ฝา มาพร้อมห่วงจับผ้าที่สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายด้วยการยึดผ่านแกนบนโครงสร้างตัวถัง อีกทั้งลูกค้ายังสามารถเลือกปรับแต่งแถบตกแต่ง ตะเข็บ และสีของห่วงจับผ้าให้สอดคล้องกับการออกแบบภายในที่เลือก นอกจากนี้ยังมีกล่องเก็บสัมภาระเวอร์ชันที่ออกแบบให้เข้ากับแพ็กเกจ Street Style อีกด้วย

    911 GT3 S/C ในรูปแบบนาฬิกาข้อมือ

    พิเศษสำหรับเจ้าของ 911 GT3 S/C ปอร์เช่ ดีไซน์นำเสนอนาฬิกาที่ถ่ายทอดดีไซน์และสมรรถนะของรถสปอร์ตสู่ข้อมือ โครโนกราฟ 911 GT3 S/C (Chronograph 911 GT3 S/C) มาพร้อมระบบ Porsche Design calibre WERK 01.200 ที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงจาก COSC และฟังก์ชัน Flyback ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมน้ำหนักเบาพิเศษ พร้อมตัวเลือกเคลือบไทเทเนียมคาร์ไบด์สีดำ ผสานดีไซน์รถสปอร์ตเข้ากับศิลปะการผลิตนาฬิการ่วมสมัย หน้าปัดดีไซน์ GT 3 ตกแต่งด้วยโทนสีเหลืองและลวดลายหกเหลี่ยม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดของรถ พร้อมโรเตอร์ไขลานที่ออกแบบตามล้อแมกนีเซียม ขอบสีของหน้าปัดสามารถเลือกได้ตามสีภายนอกของ 911 GT3 S/C รวมถึงสีจากโปรแกรม Paint to Sample และสายนาฬิกาที่ผลิตจากหนังภายในรถปอร์เช่พร้อมด้ายเย็บที่ปรับให้เข้ากับรูปแบบของรถแต่ละคันอย่างเฉพาะตัว

    911 GT3 S/C ใหม่ พร้อมเปิดให้สั่งจองแล้วตั้งแต่วันนี้ โดยราคาเริ่มต้นที่ 35,500,000 บาท และแพ็กเกจ Street Style ราคาเริ่มต้นที่ 949,000 บาท


    ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย

    Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
    Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
    Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
    instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
    Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
    Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
    Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine

    No Comment