-
News Car1 Min Read
โตโยต้าเปิดตัว แคมเปญ “Move Your World BEAT: Roots to Future” ร่วมเฟ้นหานักสร้างสรรค์ดนตรีรุ่นใหม่ ภายใต้โจทย์ “Heritage x Innovation”
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เดินหน้าสานต่อวิสัยทัศน์ “Move Your World” สร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีครั้งสำคัญผ่านแคมเปญ “Move Your World BEAT: Roots to Future” ภายใต้แนวคิด “Heritage x Innovation” เพื่อผลักดัน Music Movement จากรากเหง้าวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตของเสียงดนตรีอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปิดเวทีให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ ร่วมสมัครผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Music Contest ที่เฟ้นหานักสร้างสรรค์ดนตรีรุ่นใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมส่งผลงาน Demo ภายใต้โจทย์ “Heritage x Innovation” โดยการนำ Toyota Car Sound”มาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบเพลง ความยาว 45-60 วินาที
ร่วมสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ที่ WWW.TOYOTAMOVEYOURWORLDBEATTHAILAND.COM ตั้งแต่วันนี้จนถึง 19 กรกฎาคม 2569
Toyota Move Your World
โตโยต้าสานต่อวิสัยทัศน์ “Mobility for All” สู่การเป็นพลังขับเคลื่อนที่มากกว่ายานยนต์ ผ่านแคมเปญ “Move Your World” ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม พร้อมเชื่อมโยงผู้คนและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโตโยต้าในการร่วมสร้างอนาคตที่ทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมศักยภาพของแต่ละบุคคล การสร้างโอกาสใหม่ๆ และการสนับสนุนพลังของคนรุ่นใหม่ รวมถึงเครือข่ายสร้างสรรค์ในภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
Toyota Move Your World BEAT
จุดประกายพลังคนรุ่นใหม่ สร้าง “Future Sound” แห่งเอเชีย
แคมเปญ “Move Your World BEAT”สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์โตโยต้าในรูปแบบใหม่ กับแนวคิด “Heritage x Innovation” ที่ผสานพลังของรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมอย่างลงตัว โดยมีบทบาทในการเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และอนาคต ผ่านพลังของดนตรีและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้การสร้างแรงขับเคลื่อนแห่งเสียงดนตรีครั้งใหม่ โดยโตโยต้ามุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศิลปินดนตรีรุ่นใหม่ในเอเชียกับมรดกทางดนตรีของภูมิภาค เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนอัตลักษณ์และต่อยอดสู่มิติใหม่แห่งความคิดสร้างสรรค์
ที่ผ่านมา โตโยต้ามีการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชีย โดยเชื่อมโยงวัฒนธรรมทางดนตรีที่ต่างกันจากหลากหลายประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะ TikTok ทั้งศิลปินจากประเทศไทย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน และสิงคโปร์ โดยศิลปินที่ได้รับคัดเลือกจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และเผยแพร่คอนเทนต์เพลงผ่าน TikTok ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมยุคใหม่ และผลักดันศักยภาพของวงการดนตรีเอเชียสู่เวทีระดับสากล เพื่อทำให้ความหมายของ Move Your World ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับประเทศไทย ได้คัดเลือกคุณ Valentina Ploy ศิลปินหญิงชาวไทยเชื้อสายอิตาลี–ไทย ที่โดดเด่นด้วยเสียงร้องมีเอกลักษณ์และสไตล์ดนตรีป๊อป–โซล ผสมผสานความเป็นสากลกับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว และถือเป็นหนึ่งในศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและได้รับการจับตามองในเวทีดนตรีระดับสากล ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามผลงานต่างๆ ได้ที่ IG account: Valentina Ploy
TOYOTA Move Your World Beat: Roots to Future
ในส่วนของประเทศไทย โตโยต้า ได้ออกแบบกิจกรรมทางดนตรี
ในรูปแบบการประกวด เฟ้นหานักสร้างสรรค์ดนตรีรุ่นใหม่
เพื่อสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่มีเวทีแสดงความสามารถ รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วม
ในการถ่ายทอดวัฒธรรมไปพร้อมดนตรีที่ผ่านการใช้ชีวิตด้วยรถยนต์
…………………………….
เปิดรับสมัคร Music Creator ครั้งใหม่ ที่จะพา “ความเป็นไทยสร้างเสียงแห่งอนาคต” คู่ไปกับเสียงรถยนต์ โตโยต้า
กติกาการสมัคร
- เปิดรับสมัคร โดยมีสมาชิกได้ตั้งแต่1-3 คน
- ผู้สมัครต้องส่งผลงานไฟล์เพลงต้นฉบับในรูปแบบDemo ที่ประกอบด้วยดนตรี ทำนอง เนื้อร้อง และเสียงร้อง ความยาว 45 – 60 วินาที
- ผู้สมัครต้องส่งผลงานไฟล์ภาพปกเพลง (Cover Art)ที่สื่อสารถึง Concept หรือเนื้อหาของผลงานเพลง (ขนาดภาพ 3000 × 3000 พิกเซล)
- สะท้อนแนวคิดHeritage x Innovation โดยนำแรงบันดาลใจจากรากหรืออัตลักษณ์ของไทย มาตีความใหม่ให้เกิดเป็นเสียงดนตรีร่วมสมัย
- สื่อความหมายของMove Your World ในมิติของการเคลื่อนไหว แรงบันดาลใจ การเปลี่ยนแปลง หรือการขับเคลื่อนไปข้างหน้า
- นำToyota Mobility Sound / Car Sound ที่จัดเตรียมให้ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างสร้างสรรค์และกลมกลืนกับภาพรวมของเพลง
- กรณีผลงานมีการขับร้อง (Vocal)ผู้สมัครต้องจัดหาผู้ร้องด้วยตนเอง
- ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยผู้สมัคร และต้องไม่คัดลอก ดัดแปลง หรือละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
รายละเอียดเพิ่มเติม www.toyotamoveyourworldbeatthailand.com
รอบคัดเลือก
> รอบที่ 1 รอบคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน เข้ารอบ 20 ทีม หรือ ท่าน
ประกาศผลวันที่ 22 กรกฏาคม ผ่านช่องทางFacebook: Toyotamoveyourworldbeatthailand
> รอบที่ 2 รอบคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน เข้ารอบ 10 ทีม หรือ ท่าน
โดยจะต้องทำการแสดงสดต่อหน้าคณะกรรมการ ณ Studio Workpoint ในวันที่ 30 กรกฏาคม และประกาศผลในวันที่ 3 สิงหาคม ผ่านช่องทาง Facebook: Toyotamoveyourworldbeatthailand
> รอบที่ 3 รอบชิงชนะเลิศ
ผู้เข้าประกวดจะต้องแสดงสดต่อคณะกรรมการ ที่ Toyota Alive บางนา และประกาศรางวัลภายในงาน ในวันที่ 8 สิงหาคม 2569
โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล
> รางวัลชนะเลิศ 100,000 บาท
> รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง 20,000 บาท
> รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง 10,000 บาท
> รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สามถึงอันดับที่เก้า รางวัลละ 5,000 บาท
นอกจากนี้ ผู้ชนะเลิศยังมีโอกาสสร้างผลงานเพลงใหม่และมิวสิกวิดีโอร่วมกับคุณ Valentina Ploy ตัวแทนศิลปินไทยของภูมิภาค ตอกย้ำบทบาทของโตโยต้าในการสนับสนุนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในเอเชียอย่างต่อเนื่อง
ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และส่งผลงานเข้าร่วมโครงการได้ที่
ช่องทางการสมัคร สมัครออนไลน์ได้ที่ WWW.TOYOTAMOVEYOURWORLDBEATTHAILAND.COM
ระยะเวลารับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 19 กรกฎาคม 2569
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เผยโฉม Supersports ธีม Dragon กับเทคนิค ‘Paint Fade’ สีแดงสุดร้อนแรงเป็นครั้งแรก สะท้อนภาพ ‘Driver-focused’ ซูเปอร์คาร์
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดตัวธีมการออกแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘Design Theme by Mulliner’ ที่จะสะท้อนสมรรถนะและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะในรุ่น Supersports และถือเป็นครั้งแรกที่ธีมการออกแบบ ‘Design Theme by Mulliner’ ได้นำเสนอเทคนิค ‘Paint Fade’ ด้วยการไล่ระดับเฉดสีจากด้านหนึ่งของตัวรถไปสู่อีกด้านหนึ่ง
สุดยอดยนตรกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้รับการออกแบบด้วยเฉดสีไฮไลท์ที่โดดเด่นฝั่งคนขับที่ผสานเข้ากับโทนสีที่เข้มขึ้นอีกด้านหนึ่งของตัวรถอย่างลงตัว พร้อมด้วยแถบไฮไลท์เส้นเดียวที่วิ่งจากด้านหน้าไปสู่ด้านหลังในแนวเบาะผู้โดยสาร การออกแบบนี้สะท้อนให้ถึงภาพลักษณ์ ‘Driver-focused’ ของ Supersports โดยมีรายละเอียดภายนอกอย่างหมายเลข 8 บนกระจังหน้า และแถบสีบนดิฟฟิวเซอร์คาร์บอน บังโคลน และสเกิร์ตข้างตัวถัง
3 รูปแบบดีไซน์พิเศษสำหรับการรังสรรค์ภายนอกและภายในห้องโดยสาร:
- รูปแบบ Dragon ตัวถังภายนอกเฉดสีแดง Dragon Red สู่การไล่ระดับเป็นเฉดสีดำ Black Crystal จับคู่กับภายในเฉดสีแดง Hotspur และเฉดสีดำ Beluga โดดเด่น สะท้อนภาพ ‘Driver-focused’
- รูปแบบ Electric เฉดสีฟ้า Electric Blue ไล่ระดับสีไปสู่เฉดสีน้ำเงิน Dark Sapphire อันละเอียดอ่อน ภายในห้องโดยสารรังสรรค์ขึ้นด้วยเฉดสีฟ้า Klein Blue อันสดใสที่เข้ากันได้ดีกับสีน้ำเงิน Imperial Blue
- รูปแบบ Brodgar ร่วมสมัยไปกับเฉดสีบรอนซ์ Pale Brodgar ที่ไล่ระดับสู่เฉดสีบรอนซ์เข้ม Brodgar เสริมด้วยเฉดสีน้ำตาล Camel และเฉดสีดำ Beluga ภายในห้องโดยสาร
ภายในห้องโดยสารของ Supersports ใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เฉพาะเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของตัวรถ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพลังและความแม่นยำของการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต รถยนต์แบบ 2 ที่นั่งรุ่นนี้จึงตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมอันเป็นภารกิจหลักของยนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ตแท้
การออกแบบที่โดดเด่นที่สุดมากับภายในห้องโดยสารที่ใช้โทนสี 2 เฉดสี โดยเฉดสีที่สว่างจะอยู่ฝั่งคนขับ ส่วนสีที่เข้มจะอยู่ฝั่งผู้โดยสาร พร้อมการตกแต่งด้วยหนังแท้คุณภาพสูงบริเวณแผงประตูและเบาะโดยสารที่มีลวดลายแบบ Supersports อันเป็นเอกลักษณ์ โดยคันเกียร์ตกแต่งด้วยเฉดสีแบบคอนทราสต์ที่เข้ากันกับเบาะโดยสาร และการตกแต่งด้วยตะเข็บแบบคอนทราสต์ที่แผงหน้าปัดและพนักพิงศีรษะ
รูปแบบ Design Theme by Mulliner ได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยชุดสีพิเศษที่คัดสรรโดยนักออกแบบของเบนท์ลีย์ ลูกค้าที่สนใจสีอื่นๆ หรือสีสั่งทำพิเศษสามารถปรึกษากับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้
รูปแบบการรังสรรค์ Supersports
Supersports เปิดตัวด้วยธีมการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ 2 ธีม อันได้แก่ Level One และ Level Two ซึ่งหมายความว่าลูกค้าสามารถเลือกสไตล์ที่แตกต่างกันได้ เช่น ห้องโดยสารภายในแบบทูโทน หนัง Dinamica บริเวณเบาะและประตูห้องโดยสาร การเย็บและการปักแบบคอนทราสต์ และพวงมาลัยหนัง 3 ก้านแบบปรับอุณหภูมิ รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการเสริมภาพลักษณ์ด้วยล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้วสีดำ-เงา เส้นสีที่เน้นชุดแต่งรอบตัวถังและโลโก้บริเวณประตูห้องโดยสารสำหรับ Level One และแถบตกแต่งด้านหลังสำหรับ Level Two โดยมีเฉดสีที่แตกต่างกันถึง 5 เฉดสีให้เลือกสรร
Supersports ออกแบบพิเศษ Design Theme by Mulliner จะเปิดตัวครั้งแรกในงาน Goodwood Festival of Speed ในปีนี้ โดยยนตรกรรมรุ่นพิเศษนี้จะเป็นหนึ่งใน 3 รุ่นที่ได้รับการตกแต่งสีพิเศษโดย Bentley Mulliner ที่จะจัดแสดงภายในงานฯ
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Motocycle1 Min Read
Honda HRC สร้างตำนานต่อเนื่อง! Honda CBR1000RR-R ผงาดคว้าแชมป์ Suzuka 8 Hours 2026 สมัยที่ 5 ติดต่อกัน ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ในเวทีเอ็นดูรานซ์โลก
ฮอนด้า เอชอาร์ซี สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบประเภทเอ็นดูรานซ์ระดับโลก รายการ “โคคา-โคล่า ซูซูกะ 8 ชั่วโมง เอ็นดูรานซ์ โรด เรซ” ได้เป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ต เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม ที่สนาม ซูซูกะ เซอร์กิต ประเทศญี่ปุ่น
โดยเริ่มต้นภายใต้สภาพอากาศที่มีท้องฟ้าครึ้ม อุณหภูมิ 23 องศาเซลเซียส และพื้นสนามที่ยังเปียกชื้นจากฝนที่ตกลงมาก่อนการแข่งขัน
ทีมฮอนด้า เอชอาร์ซี ที่ประกอบด้วย ทาคูมิ ทาคาฮาชิ, โจนาธาน เรีย และ “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ออกสตาร์ตจากตำแหน่งโพลโพซิชัน โดยทาคาฮาชิรับหน้าที่ลงบิดเปิดเกมด้วยรถแข่ง Honda CBR1000RR-R หมายเลข 30 ก่อนจะรักษาความได้เปรียบและเกาะกลุ่มผู้นำได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะถูกแซงในช่วงต้นการแข่งขันก็ตาม
ตลอดการแข่งขันด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนและฝนที่ตกเป็นระยะส่งผลให้พื้นสนามลื่นและเกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง จนต้องมีการนำรถเซฟตี้คาร์ออกมาควบคุมการแข่งขันหลายช่วง ส่งผลให้ทีมต้องปรับแผนกลยุทธ์ การเลือกยาง และจังหวะเข้าพิตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามด้วยประสบการณ์และการทำงานร่วมกันอย่างยอดเยี่ยมของนักแข่งและทีมงาน โดยเฉพาะ ทาคูมิ ทาคาฮาชิ และ โจนาธาน เรีย ที่คุมเวลาได้ดีตลอดการแข่งขัน ทำให้ ฮอนด้า เอชอาร์ซี สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนทะยานเข้าเส้นชัยในฐานะแชมป์ พร้อมสร้างสถิติคว้าแชมป์ ซูซูกะ 8 ชั่วโมง เป็นปีที่ 5 ติดต่อกันได้อย่างยิ่งใหญ่
ด้าน “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ลงบิด Honda CBR1000RR-R หมายเลข 88 ร่วมกับ “ไครุล อิดฮัม ปาวี” นักแข่งจากประเทศมาเลเซียและ “อาเดนันตา ปุตรา” นักแข่งจากประเทศอินโดนีเซีย ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กันเมื่อสามารถนำทีมฮอนด้า เอเชีย-ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสเตโม ฝ่าอุปสรรคพลิกสถานการณ์คว้าอันดับที่ 9 มาครอง
แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH
#HondaRacingThailand #HondaBigBike #CBR1000RRRFIREBLADESP #CBR1000RRR #ExcitesTheWorld #HRCwithJapanPost #HRC #Suzuka8H
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
TOYOTA GAZOO Racing Thailand ระเบิดฟอร์มแรง คว้าแชมป์ ฉลอง 40 ปีทีมยิ่งใหญ่ในศึก TSS The Super Series 2026 ในบางแสน กรังด์ปรีซ์ฯ
“TOYOTA GAZOO Racing Thailand” ทีมแข่งรถยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จต่อเนื่อง ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ฟอร์มเจ๋งครองโพเดียมสร้างผลงานคว้าถ้วยแชมป์ในศึก “TSS The Super Series by B-Quik 2026” ฉลอง 20 ปีของ Bangsaen Grand Prix 2026 นำโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ, มานัต กุละปาลานนท์, กรัณฑ์ ศุภพงษ์, อัครพงษ์ อัคนีนิโรธ, กฤษฎิ์ วสุรัตน์, ณ ดล วัฒนธรรม, นรรัศมิ์ อภิวาท, ไอตั้น อัษฎาธร, ทรงศักดิ์ กรศิริสืบสกุล และ มาริโอ้-สิทธิชัย ฆังนิมิตร ระหว่างวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569 ณ สนามบางแสน สตรีทเซอร์กิต จ.ชลบุรี
ดวลความเร็วในสนามสตรีทเซอร์กิตระดับโลก TOYOTA GAZOO Racing Thailand ลงชิงชัย 4 รุ่น
ประเดิมผลงานในรุ่น TSS Super Car GTC อีเว้นท์นี้เป็นการแข่งขันในเรซที่ 3 และ 4 รถทั้ง 2 คันสลับกันขึ้นโพเดียมแชมป์ โดยรถ GR Supra GTC หมายเลข 24 ขับโดย ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ และ ณ ดล วัฒนธรรม จับคู่ได้ลงตัว คว้าอันดับ 1 และ 2 ด้านรถ Corolla Altis GTC หมายเลข 37 ขับโดย ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และ มานัต กุละปาลานนท์ สายบู๊จบการแข่งไปในอันดับ 2 และ อันดับ 1
รุ่น TSS Supercar GT4 รถ TOYOTA GR Supra GT4 หมายเลข 19 ขับโดย อาร์โต้-สุทธิพงศ์ สมิตชาติ และ จั้ม-กรัณฑ์ ศุภพงษ์ จบการแข่งขันในคลาส GT4 Am ด้วยอันดับ 1 และ 2
รุ่น Super Touring รถ Yaris ATIV หมายเลข 25 ขับโดย นรรัศมิ์ อภิวาท และ ไอตั้น อัษฎาธร ขึ้นโพเดียมในคลาส Touring เรซ 3 ด้วยอันดับ 2 แบบ Overall และเรซ 4 คลาส Touring-NA อันดับ 2 ด้านรถ Yaris ATIV HEV หมายเลข 67 มาริโอ้-สิทธิชัย ฆังนิมิตร จบการแข่งขันในคลาส Touring-NA ในอันดับ 12 และ 11
รุ่น Super Pickup รถ Hilux Champ หมายเลข 92 ขับโดย เฮียซ้ง-ทรงศักดิ์ กรศิริสืบสกุล สามารถจบการแข่งขันในคลาส Pickup A ในเรซ 4 และ 5 ทำผลงานเก็บคะแนนสะสมได้น่าพอใจ
ปิดท้ายการแข่งขัน คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการทีมและนักแข่ง TOYOTA GAZOO Racing Thailand กล่าวว่า “บางแสน เป็นสนามที่ท้าทายทั้งรถแข่ง นักแข่ง และทีมงานทุกคน อีเว้นท์นี้ทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม และผลงานครั้งนี้สะท้อนถึงการทำงานร่วมกันของทั้งทีมได้อย่างชัดเจน ทีมเดินหน้าต่อภายใต้แนวคิด ‘Making Ever-Better Motorsports-Bred Cars’ พัฒนาจากสนามแข่ง สู่รถที่ดียิ่งกว่า โดยนำทุกบทเรียนจากสนามแข่งมาต่อยอดสู่การพัฒนารถยนต์ที่ใช้งานจริงครับ”
ร่วมติดตามและส่งกำลังใจให้ “TOYOTA GAZOO Racing Thailand” เดินหน้าสู่การแข่งขันรายการ “RAAT Thailand Endurance Championship 2026” ศึกมาราธอนทางเรียบสนามที่ 2 ของฤดูกาล ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมติดตามข่าวสารและผลงานของทีมแข่งรถสัญชาติไทยที่มุ่งมั่นพัฒนาไม่หยุดยั้งได้ทาง Facebook และ Instagram : TOYOTAGAZOORacingTeamThailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car2 Min Read
การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบสุดมันส์ “Toyota Gazoo Racing Thailand” เปิดฤดูกาลแข่งอย่างเป็นทางการ พร้อมประเดิมสนามแรกที่ สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต
การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ Toyota Gazoo Racing Thailand สนามที่ 1 เปิดฤดูกาลแข่งขันอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบ Street circuit ริมหาดบางแสน จ.ชลบุรี ในรายการแข่งขันระดับ FIA Grade 3 : “Bangsaen Grand Prix 2026” โดยมี มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด พร้อมด้วย นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด ร่วมกับ นายสนธยา คุณปลื้ม ประธานจัดการแข่งขันรายการ บางแสน กรังด์ปรีซ์ และรายการ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์และ ได้รับเกียรติจาก นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวในการเปิดการแข่งขันว่า “โตโยต้ายึดมั่นในปรัชญา “การสร้างยนตรกรรมที่ดียิ่งขึ้นจากมอเตอร์สปอร์ต” (Making ever-better motorsports-bred cars) มุ่งมั่นก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองผ่านการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ทดสอบรถภายใต้สภาวะที่ท้าทายที่สุด พัฒนาอย่างต่อเนื่องร่วมกับนักแข่งมืออาชีพและวิศวกรไทย นำองค์ความรู้ที่ได้จากสนามแข่ง มาพัฒนาสู่รถยนต์สมรรถนะสูง และมีความน่าเชื่อถือสำหรับการใช้งานบนท้องถนน
ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 40 ปีของกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของโตโยต้าในประเทศไทย และในวันนี้ โตโยต้าได้จัดกิจกรรมที่บางแสน สนามเปิดฤดูกาล ขอเชิญทุกท่านเตรียมพบกับความตื่นเต้นเร้าใจจากการแข่งขัน ในรูปแบบ One Make Race ซึ่งได้เริ่มสร้างความประทับใจไปแล้ว จากการแข่งขัน Hilux Revo One Make Race เมื่อวานที่ผ่านมา
และภายหลังพิธีเปิดในวันนี้ ทุกท่านจะได้สัมผัสกับ การแข่งขันสุดเร้าใจอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก
- Yaris One Make Race
- Corolla Altis GR Sport One Make Race
- Yaris ATIV Lady One Make Race
นอกจากนี้ ภายใต้กลยุทธ์ความหลากหลายด้านทางเลือกของโตโยต้า ทุกท่านจะได้ชมการแข่งขันของรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนจำนวน 2 รุ่น ได้แก่ Yaris และ Yaris Ativ ลงประชันความเร็วในสนามอีกด้วย
ขอให้ทุกท่านร่วมส่งเสียงเชียร์นักแข่งคนโปรดของท่าน ในรายการแข่งขันที่ชื่นชอบอย่างเต็มที่ นอกเหนือจากการแข่งขัน One Make Race ทีม Toyota Gazoo Racing Thailand ยังเข้าร่วมการแข่งขัน Thailand Super Series ด้วยรถแข่ง GR Supra, Hilux Champ และ Yaris ATIV อีกด้วย
นอกจากนี้ โตโยต้ายังได้เตรียมกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ตทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงยนตรกรรมสมรรถนะสูงของโตโยต้า ที่ท่านจะได้สัมผัสความเร้าใจของรถยนต์ของเราอย่างใกล้ชิด รวมถึงข้อเสนอพิเศษจากผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าที่ทุกท่านไม่ควรพลาด”
เปิดฤดูกาลการแข่งขัน Toyota Gazoo Racing Thailand 2025 ด้วยการแข่งขันรุ่นแรก HILUX REVO ONE MAKE RACE
จำนวนรวมทั้งสิ้น 11 คัน ถือเป็นศึกชิงตำแหน่ง “เจ้ากระบะสายพันธุ์แกร่ง” ซึ่งทั้งนักแข่งมือเก๋าและนักแข่งหน้าใหม่ อย่าง รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยชื่อดังระดับประเทศ เข้าร่วมประลองความเร็วเป็นครั้งแรก สำหรับสนามนี้ โชคชัย จารุนงคราญ คว้าตำแหน่งแชมป์บนโพเดียมไปครอง
ผลการแข่งขันรุ่น “HILUX REVO ONE MAKE RACE”
อันดับ หมายเลข ชื่อนักแข่ง ทีม 1 22 โชคชัย จารุนงคราญ 2 17 จักรพันธ์ วรรณรัตน์ Team TRANE TITANIUM x FAST FORWARD SPORT YOKOHAMA Tuned by Art 3 13 เฉลิมพล ผลลูกอินทร์ VOLTRONIC NEXZTER WISE RACING TEAM BY RYNNI ครม.คนรักเมีย 4 19 นิรุทธ์ สุจริต TM RACING TEAM 5 55 เพิก เลิศวังพง รุ่นต่อมา YARIS ONE MAKE RACE มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 30 คัน ซึ่งปีที่ผ่านมาขึ้นแท่นเป็นรุ่นยอดนิยมของนักแข่งหน้าใหม่ และในปีนี้ยังคงความเข้มข้นกับ “ป๊ายปาย โอริโอ้” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจาก Toyota Racing Star Team ร่วมแข่งขัน พร้อมขับเคลื่อน TOYOTA YARIS ONE MAKE RACE ด้วยเชื้อเพลิง Carbon Neutral Fuel สะท้อนเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกและความเป็นกลางทางคาร์บอนผ่านกีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่างชัดเจน
ผลการแข่งขัน “YARIS ONE MAKE RACE” ดิวิชั่น 1
สมิทธ์ ทอย จากทีม Lenso Motorsport คว้าตำแหน่งแชมป์ในดิวิชัน 1 ประจำสนามนี้
อันดับ หมายเลข ชื่อนักแข่ง ทีม 1 5 สมิทธ์ ทอย Lenso Motorsport 2 21 อาลีอานซ์ โวลทซ์ B-Quik Racing 3 68 ศิริภากรณ์ แยบยนต์ Tmc-Drive68LensoxWolverByWootbangbon3 4 22 สราวุฒิ วงศ์โพธิสาร Ezi racing peppermintfield by Rukteam 5 30 พชร ร้อยแก้ว Rodszzy x Nexkart Racing ผลการแข่งขัน “YARIS ONE MAKE RACE” ดิวิชั่น 2
ในสนามแรกนี้ แชมป์ตกเป็นของ กัณตพัฒน์ ไทยอุปถัมภ์ จากทีม JK autopaint cnx racing team By TTR
อันดับ หมายเลข ชื่อนักแข่ง ทีม 1 56 กัณตพัฒน์ ไทยอุปถัมภ์ JK autopaint cnx racing team By TTR 2 36 กันตพัฒน์ นรินทร์สุขสันติ Punjan By TMT Land 3 15 กนต์ธร กุณวงษ์ Compact Brakes Superclub Racing 4 39 เคลแมน เหลียง 5 28 แมธธิว ซานิค BENDIX SRT REWORTH RACING เร้าใจกันต่อกับการแข่งขันในรุ่น COROLLA ALTIS GR SPORT ONE MAKE RACE
มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 11 คัน ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเข้มข้นจากนักแข่งที่พร้อมฝ่าฟันเพื่อคว้าตำแหน่งแชมป์ประจำปีและสิทธิ์ก้าวสู่ทีม Toyota Gazoo Racing Thailand ในปีนี้ยังมี “ปังปอนด์ อัครวุฒิ” นักแข่งหนุ่มหล่อจาก Toyota Racing Star Team ร่วมแข่งขัน เติมเต็มสีสันและความท้าทายให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้ลุ้นกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนแชมป์สนามนี้ ตกเป็นของ เคนทาโร ชิบะ
ผลการแข่งขัน “COROLLA ALTIS GR SPORT ONE MAKE RACE”
อันดับ หมายเลข ชื่อนักแข่ง ทีม 1 3 เคนทาโร ชิบะ 2 39 ภูริพรรธน์ เวชวงศาเตชาวัชร์ TRANE Titanium FAST FORWARD SPORT 3 66 ศริทธนา มิตรอารี Lenso Motorsport Sinthorn by Vanguard Garage 4 22 โคมูระ โทชิกิ 5 16 ณัฏฐ์ธนัน เพียวทองคำ N-Sports, Acre, Singha Team Vattan ทางด้าน YARIS ATIV LADY ONE MAKE RACE ที่มีจำนวนรถรวมทั้งสิ้น 9 คัน โดยปีนี้ ยังคงมี TOYOTA YARIS ATIV Carbon Neutral Fuel อีโคคาร์ซีดานยอดนิยม ภายใต้แนวคิดส่งเสริมความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วยการใช้พลังงานเชื้อเพลิงทางเลือก โดยในรุ่นนี้ได้นักแข่งสาวจาก Toyota Racing Star Team อย่าง “พิชชา มิย่า ทองเจือ” และ นักแข่งใหม่จากวงการบันเทิง “แตงโม-ปุณณดา” และ “ชาช่า รามณรงค์” ร่วมสร้างสีสันและตอกย้ำเจตนารมณ์ของโตโยต้าในการผสานกีฬาแข่งรถกับการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างลงตัว โดย พิชชา มิย่า ทองเจือ ขึ้นโพเดียมรับรางวัล ในอันดับที่ 1 ของสนามนี้ จากทีม TOYOTA Racing Star Team
ผลการแข่งขัน“YARIS ATIV LADY CUP ONE MAKE RACE”
อันดับ หมายเลข ชื่อนักแข่ง ทีม 1 198 พิชชา มิย่า ทองเจือ TOYOTA Racing Star Team 2 116 สุธาศินี ศิริรักษ์ RaceGO 3 169 กมลศิกานต์ ธนสินชัย BoxzaRacing Motorsport Team 4 166 ชิลดิชา เอิง Compact Brakes Superclub Racing 5 189 กิติยา ธีรวัฒน์วาที KT Team Thailand - นอกเหนือจากการแข่งขัน One Make Race แล้ว ยังมีนักแข่งทีม Toyota Gazoo Racing Thailand เข้าร่วมการแข่งขัน Thailand Super Series ทุกท่านสามารถร่วมติดตามเชียร์ทีมไปด้วยกัน ประกอบไปด้วย 4 รุ่นการแข่งขัน และใช้รถยนต์โตโยต้ามากถึง 6 โมเดล จำนวน 7 คัน ได้แก่
- รุ่น Super Touring ที่ใช้ Yaris ATIV , Yaris ATIV HEV
- รุ่น Super Pick up ที่ปรับโฉม HILUX CHAMP 1 คัน
- รุ่น Super Car GT4 ที่ขับเคลื่อนด้วย GR Supra GT4 2 คัน
- รุ่น Super Car GTC ที่ใช้ GR Supra , Corolla Altis ลงแข่งขันด้วยเช่นกัน
- จากความมันส์ในสนามแข่งขันแล้ว TOYOTA GAZOO Racing Thailand 2026 ยังจัดกิจกรรมเอาใจแฟนมอเตอร์สปอร์ตอย่างครบครัน ทั้ง Meet & Greet กับทีมนักแข่งมืออาชีพ TOYOTA GAZOO Racing Thailand และ TOYOTA Racing Star Team ปังปอนด์ อัครวุฒิ, มิย่า ทองเจือ และ ป๊ายปาย โอริโอ้
- สัมผัสประสบการณ์พิเศษใน 4×4 Experience ร่วมทดสอบรถยนต์โตโยต้า (TRAVO, LAND CRUISER FJ และ FORTUNER) บนภูเขาจำลองสูง 5 เมตร ผ่านเส้นทางจำลองที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบศักยภาพของรถและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ในทุกสภาพเส้นทาง
- Up & Down Hill ทดสอบความสามารถในการไต่ทางชันและลงทางลาดชันอย่างมั่นใจ
- Side Slope Hill สัมผัสการทรงตัวของรถขณะขับผ่านเส้นทางลาดเอียงด้านข้าง
- Twist Road ทดสอบการทำงานของระบบช่วงล่างและการยึดเกาะถนนบนเส้นทางขรุขระที่มีการยกตัวสลับกันของล้อ
- ร่วมสนุกกับบูธกิจกรรมจากผู้สนับสนุน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษจากผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั้ง 6 ในจ.ชลบุรี เลือกซื้อสินค้าลิขสิทธิ์แท้ TOYOTA GAZOO Racing (GR Collection) และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ รวมถึงการรวมตัวของกลุ่ม Car Club จากทั่วประเทศที่นำรถคันโปรดมาร่วมจัดแสดงริมชายหาดบางแสนอย่างคึกคัก
- ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้ยังเปิดโอกาสให้น้องๆ กลุ่ม Go-Kart Kids ร่วมชมรถแข่งของโตโยต้าในรุ่นต่างๆ พร้อมถ่ายภาพที่ระลึก กับเหล่านักแข่งมืออาชีพ อย่างทีม Toyota Gazoo Racing Thailand และ Toyota Racing Star Team ที่เป็นเหมือนฮีโร่ ในใจของน้องๆ
“สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมทั้งหมดของโตโยต้าในครั้งนี้ จะไม่เพียงช่วยยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการทุกท่าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตลอดจนแฟนมอเตอร์สปอร์ตทุกท่านที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลแห่งความเร็วในวันนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดสุดสัปดาห์นี้ และร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่ง “TOYOTA GAZOO Racing Thailand” ไปพร้อมกัน ขอบคุณอีกครั้งครับ” มร.ยามาชิตะ กล่าวปิดท้าย
แฟนมอเตอร์สปอร์ตภาคใต้ เตรียมรับความมันส์ สนามที่ 2
“Toyota Gazoo Racing Thailand 2026” พร้อมกัน 28-30 สิงหาคม นี้
ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จ.ภูเก็ต
ติดตามข้อมูลข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Facebook / Youtube: ToyotaGazooRacing Thailand
Instagram: tgrthailand
TikTok: tgr.Thailand
-
News Car1 Min Read
GWM สนับสนุน EK Group พันธมิตรรายใหญ่ส่งทีม GWM EK Group สร้างประวัติศาสตร์แบรนด์รถยนต์จีนที่ทำตลาดในประเทศไทยแบรนด์แรกที่ลงแข่งครอสคันทรีระดับเอเชีย Asia Cross Country Rally 2026 สิงหาคมนี้
GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ประกาศอีกก้าวสำคัญของแบรนด์บนเส้นทางมอเตอร์สปอร์ตไทยและเอเชีย ด้วยการผนึกกำลังกับ EK Group พาร์ทเนอร์สโตร์รายใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ภายใต้ชื่อ GWM EK Group เข้าร่วมการแข่งขัน 31st Musashi Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 15 สิงหาคม 2569 นับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ GWM บนหนึ่งในสนามแรลลีครอสคันทรีที่ท้าทายที่สุดของภูมิภาค และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะแบรนด์รถยนต์จีนที่ทำตลาดในประเทศไทยแบรนด์แรกที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ โดยเป็นหมุดหมายสำคัญเพื่อท้าทายสมรรถนะและประสิทธิภาพของรถยนต์ GWM รวมถึงขีดความสามารถของทีมแข่ง GWM EK Group หนึ่งเดียวในไทย โดยการเข้าร่วมของแบรนด์ในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จระดับโลกของ GWM ในศึก Taklimakan Rally 2026 ที่ประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้ และเพื่อสั่งสมประสบการณ์ในการแข่งขันแรลลีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นรากฐานสำคัญสู่การเติบโตในเวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติของ GWM ต่อไป
สำหรับวงการยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตไทย การปรากฏตัวของ GWM ใน AXCR 2026 ไม่ใช่เพียงการส่งทีมลงสนาม แต่คือการตอกย้ำความมุ่งมั่นและความกล้าที่จะท้าทายศักยภาพตนเองเพื่อพิสูจน์สมรรถนะ ความทนทาน และศักยภาพเชิงวิศวกรรมภายใต้สนามจริงที่โหด ท้าทาย และคาดเดาไม่ได้ รายการนี้มีระยะทางรวมประมาณ 2,000 กิโลเมตร ตลอด 6 วันการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 10 – 15 สิงหาคม 2569 บนเส้นทางในประเทศไทย ตั้งแต่พัทยา ปราจีนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร ไปจนถึงพิษณุโลก ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งสมรรถนะรถยนต์ ทีมช่าง นักขับ และกลยุทธ์การแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการทดสอบผลิตภัณฑ์ในสภาพการใช้งานจริงอย่างเข้มข้น เพื่อพัฒนาคุณภาพและความทนทานให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อลูกค้าในไทย
การลงสนามครั้งนี้ยังสะท้อนทิศทางของ GWM ในการขยับจากการเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งในประเทศไทย ไปสู่การเป็นผู้ท้าชิงรายใหม่ในสนามที่เต็มไปด้วยผู้เล่นมากประสบการณ์ โดยจะใช้เวที AXCR 2026 นี้ เป็นพื้นที่พิสูจน์เทคโนโลยีและความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มยานยนต์ผ่านการแข่งขันจริง พร้อมต่อยอดข้อมูลและประสบการณ์จากสนามแข่งกลับสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับสมรรถนะ ความทนทาน ความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือของรถยนต์ GWM สำหรับผู้ใช้งานจริงในทุกสภาพถนน
ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” GWM เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นผ่านผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และประสบการณ์หลังการขายที่ให้ความสำคัญกับลูกค้า การก้าวสู่สนาม AXCR 2026 จึงเป็นอีกมิติของการสื่อสารแบรนด์จาก “ความเชื่อมั่นบนถนน” สู่ “บทพิสูจน์บนสนามแข่ง” ที่คนไทยต้องติดตาม โดยการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงนี้ GWM จะทยอยเปิดเผยรายละเอียดของรถแข่ง ทีม นักขับ และความเคลื่อนไหวเบื้องหลังการเตรียมทีมในลำดับต่อไป แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ต และผู้ที่ติดตามการแข่งขันแรลลีครอสคันทรี สามารถรอติดตามบทใหม่ของ GWM ในสนาม AXCR 2026 เพื่อพิสูจน์ศักยภาพแบบเต็มพิกัด
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
Lamborghini Urus SE Performante สู่จุดสูงสุดแห่งยนตรกรรมซูเปอร์เอสยูวี
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี (Automobili Lamborghini) เปิดตัว “Lamborghini Urus SE Performante[1]” ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ล่าสุด เตรียมสร้างมาตรฐานใหม่ในเซกเมนต์ทั้งในด้านสมรรถนะ ไดนามิกการขับขี่ และประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ขั้นสุดยอด พร้อมคงความสะดวกสบายที่เหนือระดับไว้อย่างครบถ้วน ด้วยโซลูชันทางเทคนิคอันล้ำสมัยที่นำมาประยุกต์ใช้กับระบบกันสะเทือนได้อย่างลงตัว
Urus SE Performante ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตร ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร ให้กำลังเครื่องรวมสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของ Urus ที่ 812 แรงม้า (596 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตร ส่งผลให้ Urus SE Performante ครองตำแหน่งผู้นำสูงสุดในเซกเมนต์และยกระดับมาตรฐานด้านสมรรถนะขึ้นไปอีกขั้น พร้อมพัฒนาอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังจากที่เคยโดดเด่นอยู่แล้ว (3 กก./แรงม้า) ให้ดียิ่งขึ้นด้วยการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์อย่างครอบคลุมทั้งตัวถัง ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่ กันชนทั้งหน้าและหลัง ซึ่งผสานการทำงานกับสปอยเลอร์หลังคู่เพื่อเสริมประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์และการระบายความร้อนของเบรก มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบทั้งบนถนนและในสนามแข่ง
สำหรับประสิทธิภาพไดนามิกการขับขี่ Urus SE Performante สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ทั้งในด้านความแม่นยำ เสถียรภาพ และการตอบสนองของรถยนต์ เพราะนอกจากกำลังและแรงบิดที่เพิ่มขึ้น อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังที่ดีขึ้น และโซลูชันด้านอากาศพลศาสตร์แบบใหม่แล้ว รถรุ่นนี้ยังนำระบบกันสะเทือนถุงลมแบบ AURA dual-chamber มาใช้ในตระกูล Urus เป็นครั้งแรก ซึ่งไม่เพียงลดอาการโคลงของตัวถังในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงลงถึงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังลดแรงสั่นสะเทือนลง 25% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน จึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“เมื่อ 40 ปีก่อน ลัมโบร์กินีคือผู้ให้กำเนิดแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีจากรุ่นอันเป็นตำนานอย่าง LM002 ต่อมาในปี ค.ศ. 2012 เรายังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม ด้วยการเปิดตัวรถต้นแบบ Urus ซึ่งนิยามขอบเขตของรถในเซกเมนต์นี้ขึ้นใหม่อีกครั้ง และวันนี้ ด้วย Urus SE Performante เราได้นำแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด” มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “รถรุ่นนี้คือตัวแทนแห่งสมรรถนะ ความแม่นยำ และอารมณ์ร่วมในการขับขี่ขั้นสุดเท่าที่ตระกูล Urus เคยทำได้ และในขณะเดียวกัน ก็ยังคงความอเนกประสงค์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของเซกเมนต์ กล่าวคือ Urus SE Performante คือผลลัพธ์แห่งเส้นทางการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของลัมโบร์กินีในด้านนวัตกรรมและสมรรถนะ ที่ผสานเทคโนโลยีไฮบริดอันล้ำสมัย ประสิทธิภาพไดนามิกขั้นสูง และภาษาการออกแบบที่ถ่ายทอดตัวตนได้ทันทีเมื่อแรกเห็น ซึ่งนี่คือรูปลักษณ์ของยนตรกรรมซูเปอร์เอสยูวีขั้นสูงสุด”
เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE[2] รถยนต์ Performante มาพร้อมโหมดขับขี่ Rally ที่เพิ่มเติมใหม่ ซึ่งได้รับการปรับแต่งมาโดยเฉพาะเพื่อมอบความเร้าใจสูงสุดเมื่อขับขี่บนพื้นผิวเรียบลื่น เสริมทัพด้วยโหมด Strada, Sport และ Corsa รวมถึงโหมด EV สำหรับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน
คุณสมบัติทั้งหมดนี้ทำให้ Urus SE Performante เป็นซูเปอร์เอสยูวีที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.3 วินาที 0-200 กม./ชม. ใน 10.8 วินาที และความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม.
การออกแบบรถยนต์
Urus SE Performante คือทายาทรุ่นล่าสุดแห่งสายพันธุ์ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 2012 จากการเปิดตัวรถต้นแบบคันแรก ณ งาน Beijing Auto Show ก่อนต่อยอดสู่รุ่นผลิตจริงคันแรกที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินี และประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในทันที
ในปี ค.ศ. 2022 ตระกูล Urus ขยายตัวเป็นสองเท่าด้วยการเปิดตัวรุ่น S และ Performante ตามมาด้วย Urus SE ซึ่งก้าวขึ้นเป็นเสาหลักที่ 2 ของกลยุทธ์การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสมรรถนะสูงของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินีในปี ค.ศ. 2024 โดยแต่ละรุ่นล้วนสะท้อนวิวัฒนาการทั้งในด้านเทคนิคและการออกแบบได้อย่างโดดเด่น
สำหรับรถยนต์ตระกูล Urus ศูนย์การออกแบบ Centro Stile ของลัมโบร์กินีได้ถ่ายทอดปรัชญาความงามจากโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส สู่ยานยนต์ซูเปอร์เอสยูวี จนก่อเกิดเป็นเซกเมนต์ใหม่ในด้านสไตล์ด้วยเช่นกัน
“สำหรับ Urus SE Performante เราได้ปั้นอารมณ์แห่งการขับขี่ให้เป็นรูปร่างที่จับต้องได้” มร.มิตจา บอร์เกิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “ในขณะที่ Urus SE คือรูปลักษณ์อันหรูหราของสไตล์สปอร์ต ดีไซน์ของ Urus SE Performante กลับได้รับแรงบันดาลใจมาจากสมรรถนะล้วน ๆ รวมถึงปรัชญาของเราที่ว่า ‘We give adrenaline a shape’ (เราปั้นรูปร่างให้กับอะดรีนาลีน) และเพื่อขับเน้นบุคลิกซูเปอร์สปอร์ตของตัวรถ เราจึงเลือกเผยให้เห็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มากขึ้นทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร”
สำหรับลัมโบร์กินี สมรรถนะและการออกแบบต้องวิวัฒน์ไปร่วมกัน และทุกองค์ประกอบต้องตอบสนองไม่เพียงความงาม แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ “นี่คือรถยนต์ Urus ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งนับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา เรามีความชัดเจนว่าดีไซน์ต้องตอบโจทย์ทั้งแรงกระเพื่อมทางอารมณ์และสมรรถนะการทำงาน นั่นคือเหตุผลที่เราสร้างช่องรับอากาศ S-Duct ขนาดใหญ่บนฝากระโปรงหน้า ซึ่งไม่เพียงทำให้ด้านหน้าตัวรถดูสปอร์ตยิ่งขึ้น แต่ยังทำหน้าที่สำคัญด้านอากาศพลศาสตร์อีกด้วย” บอร์เกิร์ต กล่าวเสริม
ดีไซน์ของ Urus SE Performante พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Bold sportiness” (ภาพลักษณ์แนวสปอร์ตที่ดุดัน) มุ่งเน้นความเชื่อมโยงด้านการมองเห็นระหว่างรูปทรงและฟังก์ชัน โดยสร้างเส้นสายที่คมชัดและพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น ในขณะที่องค์ประกอบด้านอากาศพลศาสตร์ทุกชิ้นล้วนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตอกย้ำหลักการที่ว่า สมรรถนะและการออกแบบต้องดำเนินผสานกันไปอย่างสมบูรณ์
ด้านหน้าของตัวรถจึงถ่ายทอดบุคลิกออกมาอย่างชัดเจน ฝากระโปรงหน้าคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่มาพร้อมสันนูนกลางฝากระโปรง (power dome) ที่ชวนให้นึกถึงมรดกด้านการออกแบบของลัมโบร์กินี ในขณะที่ลายเส้นกราฟิกทรงโอเมกาอันเป็นเอกลักษณ์และช่องลมเข้าที่ออกแบบใหม่ ช่วยขับเน้นมิติความกว้างและสร้างความโดดเด่นได้อย่างมากเมื่อขับขี่บนท้องถนน ช่องลมเข้าด้านหน้ามีขนาดใหญ่และชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่เพียงเสริมความบึกบึนของงานออกแบบเท่านั้น แต่ยังเสริมการระบายความร้อน ช่วยให้อากาศไหลเวียนสู่ส่วนหม้อน้ำได้ดียิ่งขึ้น
การใช้คาร์บอนไฟเบอร์เปลือยอย่างครอบคลุม ซึ่งใช้มากที่สุดเท่าที่เคยมีใน Urus ยิ่งขับเน้นเอกลักษณ์ด้านเทคนิคของตัวรถให้ดูสง่างามเหนือระดับและมีความสปอร์ตมากขึ้น แนวทางนี้ยังถูกใช้ในการออกแบบด้านข้างเช่นกัน เพื่อสร้างสัดส่วนที่พลิ้วไหวยิ่งขึ้นด้วยรูปทรงที่กว้างและมั่นคงกว่าเดิม ล้อแบบใหม่ขนาด 23 นิ้วและดีไซน์ก้านตัว Y ไขว้อันประณีต ช่วยเน้นย้ำบุคลิกเชิงสมรรถนะ ในขณะที่ซุ้มล้อดีไซน์ใหม่ที่ผสานรายละเอียดของคาร์บอนไฟเบอร์ ช่วยเสริมพลังของภาพลักษณ์ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
ส่วนท้ายรถยังสานต่อภาษาการออกแบบเดียวกัน โดยผสานประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์เข้ากับความดุดันน่าเกรงขาม ติดตั้งสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์ใหม่ที่สูงขึ้นและกลมกลืนกับตัวรถยิ่งขึ้น ทำงานร่วมกับปีกหลังที่ได้แรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมการบินและโลกมอเตอร์สปอร์ต ในขณะที่ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยออกแบบใน Urus ช่วยขยายมิติความกว้างและความสปอร์ตให้กับตัวรถ พื้นผิวช่วงท้ายรถยังสอดแทรกสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น ลายเรขาคณิตหกเหลี่ยมที่ได้แรงบันดาลใจจาก Countach ที่เสริมเอกลักษณ์ทางการออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสารสะท้อนจิตวิญญาณทั้งสองด้านของตัวรถ ด้วยเลย์เอาต์ที่ดูสปอร์ตและเน้นผู้ขับขี่ยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด “Feel like a Pilot” อันเป็นหัวใจสำคัญในดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี
ปิดท้ายด้วยเฉดสีตัวถังที่ตอกย้ำการตีความสองมิตินี้ โดยนอกจากโทนสีจัดจ้านเร้าใจอย่างสีเหลือง Giallo Crius แบบใหม่แล้ว ยังมีตัวเลือกแนวไลฟ์สไตล์อย่างสีเขียวด้าน Verde Hydra อันหรูหรา ช่วยเน้นย้ำความอเนกประสงค์ของยานยนต์ Urus SE Performante และถ่ายทอดบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องลดทอนคุณภาพในส่วนใด
ดีไซน์ “Feel Like a Pilot” และระบบ HMI
“ภายในห้องโดยสารมาพร้อมลวดลายและกราฟิกที่ออกแบบเฉพาะรุ่น โดดเด่นด้วยโมทีฟรูปตัว Y และรายละเอียดสีแดงตัดกันที่ช่วยขับเน้นบุคลิกสปอร์ตของตัวรถ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืนอย่างไมโครไฟเบอร์ CorsaTex by Dinamica ที่ผสานดีไซน์เชิงสมรรถนะเข้ากับงานฝีมือเชิงนวัตกรรมอย่างลงตัว” บอร์เกิร์ต กล่าว
บริเวณกลางแผงหน้าปัดติดตั้งหน้าจอแบบใหม่ขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งมาพร้อม Human Machine Interface (HMI) ที่ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ด้วยภาพกราฟิกดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Revuelto[3] ทีมนักออกแบบของ Centro Stile ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับช่องแอร์ รายละเอียดอะลูมิเนียมอโนไดซ์รูปตัว Y อันเป็นเอกลักษณ์ และวัสดุหุ้มแบบใหม่สำหรับแผงประตู เบาะนั่ง และแผงหน้าปัด ซึ่งมาพร้อมแผงปุ่มกดแบบกลไกสไตล์นักบินที่ออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียด ตอกย้ำแนวคิด “feel like a pilot” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ผู้ขับขี่จะได้ใช้งานแผงหน้าปัดรวมแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว โดยหน้าจอสัมผัสกลางขนาด 12.3 นิ้วนี้ ยังผสานเข้ากับคอนโซลกลางซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบอินโฟเทนเมนต์ LIS (Lamborghini Infotainment System) พร้อมระบบเทเลเมทรีเฉพาะรุ่น และจอแสดงผลระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เพื่อให้รับรู้ถึงสภาพแวดล้อมการขับขี่ได้รอบด้าน
ปิดท้ายด้วยพวงมาลัยแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อ Urus SE Performante โดยเฉพาะ โดยผสานบุคลิกแนวสปอร์ตเข้ากับความหรูหราสุดประณีต โดดเด่นด้วยกรอบคาร์บอนไฟเบอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ดีไซน์สวยเพรียวทันสมัยเพื่อเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับห้องโดยสาร ยกระดับทั้งประสบการณ์การขับขี่และสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของห้องโดยสารได้อย่างยอดเยี่ยม
ประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์
Urus SE Performante ใหม่ ยืนหนึ่งบนจุดสูงสุดด้านสมรรถนะในกลุ่มซูเปอร์เอสยูวี พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ด้านประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ที่ไม่มีใครเทียบได้
เป้าหมายการพัฒนาไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มความเร็วสูงสุดและสมรรถนะการเร่งบนทางตรงเท่านั้น หากยังรวมถึงการสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และการระบายความร้อนของชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับทั้งบนถนนและในสนามแข่ง
หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดคือการลดแรงต้านอากาศลง 3% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE ซึ่งนี่เป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและสมรรถนะโดยรวมของตัวรถ โดย Urus SE Performante มีค่าแรงต้านเทียบเท่ากับ Urus Performante รุ่นก่อน ซึ่งนับเป็นผลลัพธ์อันน่าทึ่งเมื่อพิจารณาว่าได้แรงกดเพิ่มขึ้นถึง 16% เมื่อเปรียบเทียบกับ Performante รุ่นก่อน และเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE
เมื่อพิจารณาแต่ละแนวแกน ตัวรถสร้างแรงกดด้านหน้าเพิ่มขึ้นถึง 22% ในขณะที่ยังคงแบกน้ำหนักด้านท้ายไว้เท่าเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน สมดุลนี้เกิดจากการใช้สปลิตเตอร์หน้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยออกแบบมาเพื่อลดแรงยกได้อย่างเห็นผลพร้อมเสริมความคล่องตัวของตัวรถให้ดีขึ้น
สำหรับส่วนท้าย มอบเสถียรภาพในขณะขับขี่ความเร็วสูงจากการทำงานผสานกันของสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์คู่บน-ล่าง ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดอากาศระดับสูงสุด พร้อมเสริมลุคแบบซูเปอร์สปอร์ตของตัวรถ
นอกจากนี้ เพื่อการจัดการความร้อนที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นของระบบปลั๊กอินไฮบริด (ระบบส่งกำลัง แบตเตอรี่ และเกียร์) Urus SE Performante จึงมาพร้อมระบบระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยแทนที่จะใช้ช่องลมเข้าด้านใต้ท้องรถ ระบบใหม่เปลี่ยนมาใช้ช่องลมบนฝากระโปรงที่ทำหน้าที่เป็น S-Duct ร่วมกับช่องระบายอากาศบริเวณซุ้มล้อหน้า โดยช่องระบายอากาศภายในซุ้มล้อที่ได้รับการขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการระบายอากาศผ่านช่องทางเหล่านี้โดยเฉพาะ
โซลูชันนี้ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของระบบส่งกำลัง โดยคงปริมาณอากาศไหลเวียนเท่ากับรุ่น SE แต่ยังเสริมประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ใต้ท้องรถ และช่วยลดแรงยกด้านหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
การระบายความร้อนของเบรกก็ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE จากการใช้ท่อรับอากาศ NACA ใหม่ที่ปรับแต่งมาเพื่อ Urus SE Performante โดยเฉพาะ ทำงานร่วมกับสปลิตเตอร์หน้าเพื่อส่งลมเย็นเข้าสู่จานเบรกและคาลิเปอร์โดยตรง พร้อมมอบประสิทธิภาพการเบรกที่เหนือชั้นและมั่นใจได้สูงสุด แม้ในสภาวะการขับขี่ที่สมบุกสมบันและยาวนานที่สุด
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
ลัมโบร์กินี Urus SE Performante สร้างกรอบแนวคิดใหม่ให้กับเซกเมนต์ซูเปอร์เอสยูวี ด้วยขุมพลังไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดที่ผสานกำลังของเครื่องยนต์สันดาปเข้ากับประสิทธิภาพและการตอบสนองของเทคโนโลยีไฟฟ้า โดยหัวใจของวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีครั้งนี้คือเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตรที่ได้รับการการันตีประสิทธิภาพแล้ว โดยทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์กับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบสองหัวใจหลักนี้ให้กำลังเครื่องรวม 812 แรงม้า (596 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบ/นาที มอบแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตรในช่วง 2,000-5,500 รอบ/นาทีตั้งแต่เกียร์แรก จึงให้แรงขับต่อเนื่องในทุกรอบเครื่องยนต์และทุกโหมดการขับขี่ เพิ่มขึ้นจากรุ่น Urus Performante รุ่นก่อนถึง 146 แรงม้าและ 150 นิวตันเมตร
มอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสซึ่งติดตั้งไว้อย่างมีชั้นเชิงหน้าชุดเกียร์ ไม่เพียงทำหน้าที่เสริมสมรรถนะของเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น แต่ยังทำให้รถแล่นในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า 60 กม. ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้พื้นห้องสัมภาระเพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วงที่เหมาะสมที่สุด
การบริหารกำลังเครื่องเกิดจากเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่ถูกปรับจูนมาใหม่โดยเฉพาะ เพื่อขับเน้นบุคลิกสปอร์ตของตัวรถ พร้อมการอัปเดตซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ที่ช่วยลดเวลาตอบสนองให้เร็วขึ้นอีกขั้น เพิ่มความไวต่อคำสั่งของผู้ขับขี่และลดอาการรอรอบให้เหลือน้อยที่สุด
ตัวรถยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน พร้อมคลัตช์กลางควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ระบบส่งถ่ายกำลังส่วนกลางนี้จะทำงานผสานกับเฟืองท้ายแบบล็อกอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง ช่วยกระจายแรงบิดแบบแปรผัน สามารถสร้างอาการท้ายปัดแบบ oversteer “ได้ตามต้องการ” และยังคงสัมผัสการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของซูเปอร์สปอร์ตคาร์จากโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส ไว้อย่างสมบูรณ์
ข้อมูลด้านสมรรถนะจากการผสานพลังเชิงกลไกและอิเล็กทรอนิกส์นี้ ส่งให้ Urus SE Performante กลายเป็นผู้นำสูงสุดในคลาส ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 3.3 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ใน 10.8 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม. มอบสถานะมาตรฐานระดับสูงสุดสำหรับผู้ขับขี่ที่แสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจและสมรรถนะที่เหนือใครในเซกเมนต์
อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังที่ดีที่สุดในคลาส
Urus SE Performante ใหม่ ยังสร้างนิยามใหม่ของมาตรฐานด้านสมรรถนะให้กับเซกเมนต์ซูเปอร์เอสยูวี ผ่านการลดน้ำหนักอย่างรัดกุมและการปรับแต่งชิ้นส่วนโครงสร้างทุกจุดอย่างเป็นระบบ ปรัชญาเชิงวิศวกรรมนี้ส่งผลให้ตัวรถสามารถทำอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังได้เพียง 3 กิโลกรัมต่อแรงม้า ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของคลาสอย่างแท้จริง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE แล้ว รุ่น Performante นี้มีน้ำหนักลดลงถึง 32 กิโลกรัม เหลือน้ำหนักตัวรถตามมาตรฐานเพียง 2,473 กิโลกรัมเท่านั้น
การใช้คาร์บอนไฟเบอร์อย่างครอบคลุมในชิ้นส่วนสำคัญ ทั้งฝากระโปรงหน้า หลังคา ซุ้มล้อ สเกิร์ตข้าง และดิฟฟิวเซอร์หลัง ช่วยยกระดับประสิทธิภาพเรื่องน้ำหนักของตัวถังรถได้ในทุกรายละเอียด การเพิ่มประสิทธิภาพขั้นสูงสุดยังขยายไปถึงระบบไอเสียที่ใช้ชิ้นส่วนไทเทเนียมเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงหม้อพักและปลายท่อ เพื่อช่วยลดน้ำหนักเฉพาะระบบไอเสียลงได้กว่า 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว
การยกระดับอุปกรณ์มาตรฐานยังครอบคลุมถึงระบบเบรก Integrated Power Brake (IPB) ที่ลดน้ำหนักลงถึง 4 กิโลกรัม และการปรับแต่งแพ็กเกจ NVH (Noise, Vibration, Harshness) อย่างพิถีพิถัน ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงอีก 3.3 กิโลกรัม
ห้องโดยสารได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสมรรถนะเป็นหลัก การตกแต่งภายในแบบมาตรฐานใช้วัสดุตกแต่งพิเศษเฉพาะอย่างไมโครไฟเบอร์ระดับพรีเมียม Corsa Tex by Dinamica ที่ช่วยลดน้ำหนักลงอีก 2.7 กิโลกรัม โดยยังนำเสนอตัวเลือกวัสดุหุ้มแบบอื่น ๆ สำหรับการตกแต่งสำหรับลูกค้าเฉพาะราย รวมถึงตกแต่งภายในสไตล์ Unicolor Performante Leather Interior
โดยสรุปแล้ว นวัตกรรมทางเทคนิคในทุกรายละเอียดของ Urus SE Performante ถูกหลอมรวมให้เป็นยานยนต์ที่การลดน้ำหนักตัวรถถูกแปรเปลี่ยนเป็นการตอบสนองเชิงไดนามิกและความแม่นยำในการขับขี่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเซกเมนต์เดียวกัน
เซนเซอร์ 6D และระบบ IPB มอบไดนามิกการขับขี่ระดับซูเปอร์สปอร์ตที่แท้จริง
วิวัฒนาการด้านเทคนิคของ Urus SE Performante ได้ก้าวมาถึงขีดสุด ผ่านการผนวกเซนเซอร์ 6D แบบ Six-degrees-of-freedom ที่ปฏิวัติวงการ โดยเปิดตัวครั้งแรกในรถยนต์ที่ออกแบบและผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษเพียงคันเดียวในโลกรุ่น Fenomeno ณ งาน Monterey Car Week ปี ค.ศ. 2025 ณ เพบเบิลบีช โดยเซนเซอร์รุ่นนี้ถูกนำมาติดตั้งอย่างมีกลยุทธ์ใกล้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ ซึ่งชื่อของมันมาจากความสามารถในการวัดพารามิเตอร์ทางกายภาพ 6 ค่า ได้แก่ ความเร่งตามแกนทั้ง 3 มิติ รวมถึงความเร็วเชิงมุมของการก้ม-เงย การโคลงด้านข้าง และการส่ายของตัวรถ
เทคโนโลยีนี้ก้าวไปไกลกว่าการเก็บข้อมูลการขับขี่ทั่วไป โดยผสานเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ครอบคลุมเซนเซอร์เสมือน (อัลกอริทึม “inno-controller”) และตรรกะเชิงคาดการณ์ที่พัฒนาขึ้นภายในชุดควบคุม IPB (Integrated Power Brake)
“หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนบุคลิกด้านสมรรถนะขั้นสุดของ Urus SE Performante ใหม่นี้อย่างชัดเจนที่สุด คือระบบเบรก” มร.สเตฟาโน คอสซัลเตอร์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ Urus กล่าว “การผสานระบบ Integrated Power Brake (IPB) อย่างไร้รอยต่อ ช่วยยกระดับขีดความสามารถเชิงไดนามิกของตัวรถ มอบความแม่นยำ การตอบสนอง และความมั่นใจในการขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกสภาวะ ด้วยแอคเซเลอโรมิเตอร์ 8 ตัวที่กระจายทั่วตัวรถตามล้อแต่ละล้อและที่มุมทั้งสี่ของแชสซี ทำให้ระบบสามารถวิเคราะห์การยึดเกาะของยางทั้งแนวตรงและแนวขวางอย่างต่อเนื่อง พร้อมเฝ้าติดตามอาการโคลงของตัวถังได้แบบเรียลไทม์ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกประมวลผลโดย IPB เพื่อการบริหารเบรกเชิงคาดการณ์ขั้นสูงและการควบคุมรถที่สมบูรณ์แบบในทุกขณะ”
ระบบจึงสามารถประเมินค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการยึดเกาะของยาง ความเร็วจริงของตัวรถ และมุมทรงตัวของตัวถัง ทำให้การบริหารพลศาสตร์ของรถไม่ได้อิงเพียงฟีดแบ็กการตอบสนองเท่านั้น แต่ยังอาศัยการคาดการณ์ล่วงหน้าต่อพฤติกรรมการขับขี่บนถนนและในสนามแข่ง
เมื่อทำหน้าที่เป็นตัวปรับแรงดันขั้นสูง ระบบ IPB ก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบ ABS ทั่วไป ด้วยการเปลี่ยนการทำงานแบบเปิด-ปิด แล้วแทนที่ด้วยการปรับแรงบิดเบรกที่คาลิเปอร์แต่ละตัวอย่างต่อเนื่องและลื่นไหล ผลลัพธ์คือได้กำลังเบรกเพิ่มขึ้น 10% และการตอบสนองของระบบที่ดีขึ้น 12% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante โดยระยะเบรกจาก 200-0 กม./ชม. สั้นลงเหลือไม่ถึง 130 เมตร โดยทั้งหมดนี้แทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนสเปกทางเทคนิคของระบบเบรกเลย แต่ยังคงทำระยะได้เทียบเท่ากับ Urus SE
ในขณะเดียวกัน การทำงานผสานกันระหว่างเซนเซอร์ 6D กับ IPB ยังส่งผลถึงระบบควบคุมการยึดเกาะ Traction Control System (TCS) และระบบ Integrated Vehicle Control (IVC) เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านข้างของตัวรถ ด้วยขีดความสามารถเชิงคาดการณ์จากเซนเซอร์เสมือน ทำให้ระบบควบคุมการยึดเกาะสามารถทำงานเชิงรุกแบบแอ็กทีฟ การส่งแรงบิดและแรงดันเบรกจึงถูกจัดสรรอย่างนุ่มนวล ต่อเนื่อง และแม่นยำ โดยไม่มีการสะดุดของกำลังขับเคลื่อนแม้แต่น้อย
“นอกจากระบบ IPB แล้ว เซนเซอร์ 6D ซึ่งนำมาจากรุ่น Fenomeno ยังถูกนำมาติดตั้งไว้ที่จุดศูนย์ถ่วงของ Urus SE Performante เพื่อวัดค่าสัมประสิทธิ์การส่าย การโคลง และการก้มเงยให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น” คอสซัลเตอร์ กล่าวเสริม “เมื่อดูที่ข้อมูลทั้งหมดจะพบว่า Urus SE Performante สามารถทำอัตราหน่วงสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 9% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน พร้อมการหักหลบที่เร็วขึ้น 6% และเวลาตอบสนองที่ไวขึ้นอีก 12%”
ในขณะเดียวกัน ระบบ IVC ก็ใช้ค่าประเมินมุมทรงตัวของตัวถังเพื่อปรับจังหวะการหักหลบให้เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง เช่น เมื่อเปลี่ยนเลนกะทันหัน ทำให้รถตอบสนองเร็วขึ้น 6% ขจัดอาการแกว่งและการรักษาแนวเส้นทางที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบการควบคุมที่เหนือชั้นและความปลอดภัยขั้นสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตลอดจนช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่สู่มาตรฐานสมรรถนะสูงสุดที่แท้ริง
ระบบ AURA พร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม Dual-chamber
ระบบกันสะเทือนและการบริหารพลศาสตร์แนวดิ่งของ Urus SE Performante ใหม่ คือจุดสูงสุดของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี ด้วยการเปิดตัวสถาปัตยกรรม AURA พร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม 2K2V dual-chamber โดยเมื่อเปรียบเทียบกับ Urus รุ่นก่อน ถือว่ารถรุ่นนี้ได้เปลี่ยนบุคลิกการขับขี่ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการปรับเปลี่ยนทั้งองค์ประกอบด้านความยืดหยุ่นและความหน่วงไปพร้อมกัน
หัวใจของการตอบสนองของแชสซีคือถุงลมแบบ dual-chamber ใหม่ (โดย “2K” หมายถึงห้องอากาศ 2 ห้อง ทำงานร่วมกับ “2V” คือวาล์ว 2 ตัว) การปรับแต่งนี้ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนความแข็งของเพลาได้อย่างเฉพาะเจาะจงตามโหมดและสไตล์การขับขี่แต่ละแบบ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตการทำงานให้ครอบคลุมทั้งความนุ่มนวลและสมรรถนะแบบสปอร์ตได้อย่างมาก
ระบบจะบริหารปริมาตรอากาศแบบแยกกันสองส่วน ได้แก่ ห้องอากาศหลักที่ส่วนบน ทำหน้าที่ด้านพลศาสตร์ทั้งหมดและการขับขี่ในสนาม โดยจะทำงานตลอดเวลาเพื่อรองรับแรงด้านข้างสูงสุดและมอบการเข้าโค้งที่เฉียบคม ในขณะที่ห้องอากาศรองจะทำงานในโหมดขับขี่ที่เน้นความสบาย เมื่อวาล์วเชื่อมระหว่างสองห้องเปิดออก ปริมาตรอากาศที่รวมกันจะช่วยให้ตัวรถซับแรงจากพื้นผิวขรุขระได้นุ่มนวลเป็นพิเศษ ลดการกระแทกบนพื้นผิวถนนไม่สม่ำเสมอได้อย่างชัดเจน
นวัตกรรมระบบกันสะเทือนใน Urus SE Performante ยังรวมถึงแดมเปอร์แบบวาล์วคู่ ซึ่งเดิมในระบบรุ่นก่อน ใช้วาล์วเดี่ยวจัดการความหน่วงทั้งหมด แต่ชุดใหม่นี้แยกวาล์วออกเป็นสองตัว ทำให้ชุดควบคุมใหม่สามารถปรับแรงหน่วงขณะยุบตัวได้โดยไม่กระทบการคืนตัว และในทางกลับกัน ระบบยังปรับการตอบสนองของวาล์วแต่ละตัวได้ทันทีตามสภาพถนนและโหมดขับขี่ที่เลือกใช้
การบริหารแบบอิสระนี้ทำให้การซับแรงจากพื้นผิวถนนที่ไม่ราบเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น โดยแทบจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของตัวถังและยังมอบความรู้สึกสบายแก่ผู้โดยสารได้อย่างมาก ในขณะเดียวกัน ระบบยังการันตีว่ายางจะสัมผัสกับผิวถนนได้อย่างเหมาะสมที่สุดแม้บนพื้นผิวที่เสื่อมสภาพ โดยยังสามารถคงการยึดเกาะและความปลอดภัยโดยไม่กระทบเสถียรภาพโดยรวม เทคโนโลยีนี้ยังมอบระยะการปรับแต่งที่กว้างขึ้น สามารถปรับจูนรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ ช่วยยกระดับทั้งการควบคุมรถและความสบายในเชิงพลศาสตร์ให้ดียิ่งขึ้น
การผสานระบบ 2K2V ยังช่วยลดอัตราการโคลงตัวขณะขับขี่แบบสปอร์ตลงถึง 55% ร่วมกับการลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลถึงความสบายลงอีก 25% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน
อีกหนึ่งการอัปเกรดพื้นฐานสำคัญของ Urus SE Performante คือการเพิ่มความกว้างฐานล้อขึ้นอีก 16 มม. ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพด้านข้างให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตัวรถต้านอาการโคลงขณะเข้าโค้งได้ดีขึ้น และนิ่งขึ้นระหว่างการเปลี่ยนทิศทางแบบฉับพลัน ในด้านสมรรถนะการเข้าโค้งก็พัฒนาขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเกิดจากการกระจายแรงด้านข้างสู่ยางทั้งสี่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการตอบสนองพวงมาลัยที่แม่นยำและควบคุมง่ายขึ้น โดยที่ตัวรถยังมีภาพลักษณ์ที่หนักแน่นดุดัน เสริมความมั่นใจและการควบคุมโดยรวมให้แก่ผู้ขับขี่
ตัวรถติดตั้งแอคเซเลอโรมิเตอร์ 8 ตัว แบ่งเป็นเซนเซอร์ 4 ตัวที่ดุมล้อ และอีก 4 ตัวบนโครงแชสซี ทำหน้าที่ป้อนชุดข้อมูลอย่างต่อเนื่องสู่ชุดควบคุมที่อัปเกรดใหม่ เพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมไดนามิกเชิงคาดการณ์ และด้วยระบบอัจฉริยะนี้ สัญญาณที่ส่งไปยังมุมทั้งสี่ของตัวรถจะปรับเปลี่ยนการตอบสนองต่อแรงพลศาสตร์ได้ในทันที
ด้วยเหตุนี้ Urus SE Performante จึงไม่ได้ลดทอนคุณภาพในด้านใดเลย หากผสานความประณีตหรูหราเข้ากับความคล่องตัวระดับซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ตอบสนองได้อย่างเฉียบคม พร้อมเปลี่ยนบุคลิกการขับขี่ได้เพียงแค่กดปุ่มสั่งการ ให้คุณพร้อมพุ่งทะยานผ่านทุกโค้งถนน ด้วยประสิทธิภาพควบคุมการโคลงและการก้มเงยของรถที่เที่ยงตรงในระดับมิลลิเมตร
จากถนนสู่สนามแรลลี่ สัมผัสทุกบุคลิกของ Urus SE Performante
บริเวณกึ่งกลางคอนโซลติดตั้งปุ่มเลือกโหมด “Tamburo” ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ต่างๆ โดยผสานโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบของ Urus SE Performante เข้ากับกลยุทธ์สมรรถนะไฟฟ้า (EPS) อีก 4 รูปแบบที่เปิดตัวไปแล้วในรุ่น Urus SE
Urus SE Performante ยังมอบความแปลกใหม่ที่มีมาให้ครั้งแรกอย่างโหมด Rally ซึ่งได้รับการปรับจูนมาโดยเฉพาะเพื่อมอบความสนุกเร้าใจสูงสุดในการขับขี่บนทางดิน ไม่เพียงสะท้อนถึงบุคลิกรถยนต์สายสปอร์ต แต่ยังปลดปล่อยสมรรถนะขั้นสุดบนถนนลูกรังและภูมิประเทศสุดโหดในสไตล์ออฟโรดอย่างแท้จริง
สำหรับโหมด EV คือประสบการณ์การขับขี่ที่ดึงศักยภาพของพลังงานไฟฟ้ามาใช้อย่างเต็มที่ โดยปรับแต่งมาเพื่อการขับขี่ในเมือง ทำให้รถแล่นได้ไกลกว่า 60 กิโลเมตรด้วยแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 130 กม./ชม.
โหมด Hybrid ซึ่งเลือกได้ขณะขับขี่ในโหมด Strada มอบประสิทธิภาพสูงสุด ความสะดวกสบาย และสมดุลที่ลงตัวระหว่างเครื่องยนต์สันดาปกับมอเตอร์ไฟฟ้า ในขณะที่โหมด Recharge ที่เลือกขับได้ในโหมด Strada, Sport, Corsa และ Neve ช่วยชาร์จแบตเตอรี่กลับได้สูงสุดถึง 80% โดยยังคงสมรรถนะการขับได้อย่างเหมาะสม
โหมด Performance ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่ที่ต้องการสัมผัสขีดความสามารถของ Urus อย่างเต็มพิกัด ไม่เพียงในโหมด Strada, Sport และ Corsa แต่รวมถึงโหมด Rally ด้วย
Urus SE Performante ถ่ายทอดสมรรถนะอย่างไร้ขีดจำกัดในทุกโหมดการขับขี่ โดยโหมด Strada มอบความสบายของตัวรถได้อย่างเป็นเลิศ ขณะที่โหมด Sport จะกระตุ้นความสนุกสนานเร้าใจในการขับขี่ขั้นสุด โดยเสริมความคล่องตัวและความสามารถในการควบคุมการ oversteer ที่เปี่ยมพลังและการดริฟต์ได้อย่างง่ายดาย
ในโหมด Corsa ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ Urus SE Performante จะปลดปล่อยขีดความสามารถด้านพลศาสตร์ขั้นสูงสุด เสริมด้วยระบบกันสะเทือนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวถัง (การก้มเงย การส่าย การโคลง และการยวบตัวแนวดิ่ง) ทำให้ตัวรถนิ่งและตอบสนองฉับไวเป็นพิเศษ แม้ในขณะปีนขอบทางยกระดับในสนามแข่ง
ด้วยโหมดขับขี่ที่ล้ำหน้าทั้งหมดนี้ ทำให้ Urus SE Performante สามารถเปลี่ยนแปลงบุคลิกการขับขี่ได้อย่างไร้รอยต่อในปุ่มเดียว จากความนุ่มนวลนั่งสบายอย่างลักชัวรี ไปสู่การโหมดสมรรถนะอันเฉียบคมที่ปลดปล่อยพลังและความแม่นยำอันเต็มเปี่ยม รวมถึงประสบการณ์แบบออฟโรดสุดเร้าใจ ณ จุดที่ขีดความสามารถและการควบคุมจะเปลี่ยนทุกภูมิประเทศให้กลายเป็นประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์อย่างแท้จริง
เสียงคำรามของรถยนต์
Lamborghini Urus SE Performante ใหม่ หลอมรวมวิศวกรรมเสียงและสมรรถนะเป็นหนึ่งเดียว ผ่านการใช้ระบบท่อไอเสียไทเทเนียมแบบใหม่ที่ลัมโบร์กินีพัฒนาร่วมกับ Akrapovič ส่วนประกอบสำคัญนี้ช่วยขับเน้นบุคลิกความเป็นซูเปอร์เอสยูวี และเพิ่มความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถยนต์ของผู้ขับขี่ในทุกโหมด
อุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วยระบบท่อไอเสียสปอร์ตไทเทเนียมน้ำหนักเบาจาก Akrapovič โครงสร้างใหม่ที่ออกแบบมาให้เน้นสมรรถนะและกระตุ้นเร้าประสบการณ์การขับขี่ ด้วย “ซาวด์แทร็กไทเทเนียม” อันหนักแน่นที่รอบเครื่องต่ำและโน้ตเสียงสปอร์ตอันเร้าใจยิ่งขึ้นขณะเร่งความเร็ว ระบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้จะสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมภาพลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวของ Urus SE Performante ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบไอเสียตามมาตรฐานเดิม ชุดไทเทเนียมแบบใหม่ยังช่วยลดน้ำหนักลงถึง 10 กิโลกรัม เสริมด้วยปลายท่อดีไซน์ใหม่ที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านสมรรถนะของตัวรถ
นวัตกรรมเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือการตัดจุดเชื่อมแบบ “X-cross” ระหว่างแถวสูบซ้ายและขวาออก ซึ่งสถาปัตยกรรมนี้ทำให้ท่อไอเสียทั้งสองเส้นแยกอิสระจากกันโดยสมบูรณ์ พร้อมมอบข้อได้เปรียบหลัก 2 ประการ ประการแรก คือการลดกระแสลมหมุนวนให้น้อยลงที่สุด ซึ่งช่วยให้ระบบระบายไอเสียทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประการที่สอง คือความบริสุทธิ์ของเสียง เมื่อไร้คลื่นรบกวนระหว่างแถวสูบ โน้ตเสียงของไอเสียจึงเป็นระเบียบ ใสกระจ่าง และทรงพลังยิ่งขึ้น ตอกย้ำโทนเสียงทุ้มลึกอันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินี
นอกจากนี้ ยังเสริมการปรับแต่งด้านพลศาสตร์ของไหลด้วยขนาดปลายท่อที่ต่างกัน โดยท่อหลักขนาด 65 มม. และท่อรองขนาด 76 มม. จะทำงานประสานกันเพื่อเพิ่มระดับเสียงรวมและมอบเอกลักษณ์ของเสียงที่ไม่ซ้ำใคร
ภายในหม้อพักไอเสีย ติดตั้งเรโซเนเตอร์แบบ Helmholtz สองตัว (หนึ่งตัวต่อท่ออิสระแต่ละเส้น) ซึ่งได้รับการปรับจูนอย่างพิถีพิถันที่ความถี่ 124 เฮิรตซ์ และ 128 เฮิรตซ์ เพื่อมอบประสบการณ์ทางเสียงที่เร้าอารมณ์อย่างแท้จริง
ระบบนี้ตอบสนองเป้าหมายทางเทคนิค 2 ด้าน หนึ่งคือการขยายโน้ตเสียงของไอเสียโดยใช้ประโยชน์จากความผันผวนของแรงดันที่เกิดจากการไหลของอากาศ และอีกด้านคือการขจัดปรากฏการณ์ “Booming” (อาการเสียงก้องความถี่ต่ำ) เพื่อให้เสียงไต่ระดับได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่องมากขึ้น
เสียงคำรามของ Urus SE Performante ใหม่ จึงไม่ได้มาจากฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปรับจูนซอฟต์แวร์อันสลับซับซ้อนที่ทำงานสอดประสานกับระบบบริหารเครื่องยนต์อย่างลงตัว โดยเอฟเฟกต์เสียง “Bubbling” อันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินียังได้รับการพัฒนาต่อยอดและตั้งค่าเฉพาะแต่ละโหมดการขับขี่ ตัวอย่างเช่น ในโหมด Sport เสียงจะยาวและนุ่มนวลกว่า มอบสัมผัสอันน่าพึงพอใจอย่างมาก ในขณะที่โหมด Corsa เสียงจะสั้นลง แต่เข้มข้น ชัดเจน และถี่ขึ้น ขับเน้นจิตวิญญาณซูเปอร์สปอร์ตของตัวรถออกมาอย่างโดดเด่น
ในจังหวะที่สตาร์ทรถ Urus SE Performante ยังมาพร้อมฟังก์ชัน “overshoot at start” โดยรอบเครื่องยนต์จะพุ่งขึ้นสู่ 2,400 รอบ/นาทีในทันทีก่อนจะคงตัว ทำให้นับตั้งแต่วินาทีแรกของการติดเครื่อง จะสัมผัสได้ถึงการตื่นขึ้นของพลังอันบริสุทธิ์จากภายใน
Urus SE Performante ยังได้รับการออกแบบให้ห้องโดยสารมี “ความโปร่งของเสียง” มากขึ้น เพื่อเสริมประสบการณ์ด้านเสียงจากขุมพลังเครื่องยนต์ในขณะขับขี่ และสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างโหมดการขับขี่ต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือโปรไฟล์เสียงที่ทุ้มลึกและทรงพลังกว่าเดิม พร้อมลด rush noise (เสียงลมจากการไหลของก๊าซไอเสีย) ทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสารได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยนวัตกรรมทั้งหมดนี้ ทำให้ระบบไอเสียของ Urus SE Performante ตอกย้ำสถานะรถยนต์ ราวกับเป็นหัวใจที่กำลังเต้นแรงเพื่อสะท้อนประสบการณ์การขับขี่ที่สูบฉีดสู่ทุกประสาทสัมผัส ผสานความแม่นยำทางเทคนิคเข้ากับความหลงใหลอันเร่าร้อนในดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี
ยาง
Urus SE Performante มาพร้อมยาง Pirelli P Zero ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ โดยมีให้เลือกทั้งขนาด 22 และ 23 นิ้ว เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกเซตอัปที่ตอบโจทย์ความสมดุลระหว่างความสบายกับความสปอร์ตได้ตามต้องการ สำหรับฤดูหนาว ยังนำเสนอยาง Pirelli Scorpion Winter 2 โดยยางทั้งสองตระกูลยังมาพร้อมเทคโนโลยี Pirelli Elect ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อเสริมสมรรถนะและบุคลิกการขับขี่ของตระกูล Urus ให้สมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ ยังสามารถเติมเต็มแพ็กเกจด้วยยางเซมิสลิก หน้ากว้างพิเศษขนาด 22 นิ้วรุ่นใหม่ เพื่อการรีดสมรรถนะขั้นสูงสุดในสนามแข่ง (Bridgestone Potenza Race)
ข้อมูลทางเทคนิค
เครื่องยนต์
เครื่องยนต์ V8 90°
จำนวนวาล์วต่อลูกสูบ 4
ความจุ 3,996 ซีซี
กระบอกสูบ 86 มม.
ช่วงชัก 86 มม.
อัตราส่วนกำลังอัด (ICE) 9.7:1
กำลังสูงสุด (ICE) 620 แรงม้า / 456 กิโลวัตต์
กำลังสูงสุด (ICE+EE) 812 แรงม้า / 596 กิโลวัตต์
กำลังสูงสุดที่รอบ (ICE+EE) 812 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที
กำลังจำเพาะ (ICE) 155 แรงม้า/ลิตร
รอบเครื่องยนต์สูงสุด (ICE) 6,800 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด (ICE) 800 นิวตันเมตร
แรงบิดสูงสุดที่รอบ (ICE) 800 นิวตันเมตร ที่ 2,250-4,500 รอบ/นาที
รอบเดินเบาต่ำสุด 550 +/- 100 รอบ/นาที
รอบเครื่องยนต์สูงสุด (จุดตัดรอบ) 6,800 รอบ/นาทีเกียร์และระบบส่งกำลัง
ระบบขับเคลื่อน ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) พร้อมเฟืองท้ายหน้าในตัว เฟืองกลางแบบ hang-on และเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์พร้อมระบบกระจายแรงบิด (torque vectoring)
เกียร์ อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมทอร์กคอนเวอร์เตอร์สมรรถนะ
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 3.30 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. 10.80 วินาที
ระยะเบรก 200-0 กม./ชม. น้อยกว่า 130 เมตร
ความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม.ล้อ
ล้อมาตรฐาน (หน้า) 10Jx22″
ล้อมาตรฐาน (หลัง) 11.5Jx22″
ยางมาตรฐาน (หน้า) 285/35 ZR23 – Pirelli P Zero
ยางมาตรฐาน (หลัง) 325/30 ZR23 – Pirelli P Zeroเบรก
เบรกคาร์บอนเซรามิก (หน้า) CCB เส้นผ่าศูนย์กลาง 440 มม. (17.32 นิ้ว) ความหนา 40 มม. (1.57 นิ้ว)
เบรกคาร์บอนเซรามิก (หลัง) CCB เส้นผ่าศูนย์กลาง 410 มม. (16.14 นิ้ว) ความหนา 32 มม. (1.26 นิ้ว)มิติตัวถัง
ฐานล้อ 3,003 มม.
ความยาวรวม 5,117 มม.
ระยะยื่นหน้า 1,060 มม.
ระยะยื่นหลัง 1,054 มม.
ความกว้างรวม (ไม่รวมกระจกมองข้าง) 2,031 มม.
ความกว้างรวม (รวมกระจกมองข้าง) 2,181 มม.
ความสูงรวม 1,638 มม.
ความกว้างฐานล้อหน้า 1,711 มม.
ความกว้างฐานล้อหลัง 1,717 มม.
พื้นที่หน้าตัด 2.83 ตร.ม.
การกระจายน้ำหนัก 54/46%ระบบไฮบริด
แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออนแบบเซลล์ปริซึม
มอเตอร์ไฟฟ้า มอเตอร์ AC ซิงโครนัสพร้อมแม่เหล็กถาวร (PM) กำลัง 141 กิโลวัตต์ที่ 3,200 รอบ/นาทีระบบกันสะเทือน
ช่วงล่างหน้า มัลติลิงก์ แดมเปอร์กึ่งแอ็กทีฟแบบดูอัลวาล์ว ถุงลมแบบดูอัลแชมเบอร์ พร้อมระบบปรับระดับความสูงตัวรถ
ช่วงล่างหลัง มัลติลิงก์ แดมเปอร์กึ่งแอ็กทีฟแบบดูอัลวาล์ว ถุงลมแบบดูอัลแชมเบอร์พร้อมระบบปรับระดับความสูงตัวรถ และเพลาบังคับเลี้ยวคู่ (ระบบเลี้ยวล้อหลัง Rear Wheel Steering)มอเตอร์ไฟฟ้า
แบตเตอรี่ BATTERY LI-ION E67 BATTypA27
พลังงานรวมของแบตเตอรี่ 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง
กำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้า (P2 10S) 141 กิโลวัตต์ ที่ 3,200 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้า (P2 10S) 483 นิวตันเมตร[1] รถยนต์รุ่นนี้ยังไม่เปิดจำหน่าย จึงยังไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด Directive 1999/94/EC โดยข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษอยู่ระหว่างขั้นตอนการรับรองมาตรฐาน
[2] Urus SE (WLTP): อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): 21.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. บวก 5.71 ลิตร/100 กม.; การปล่อย CO2 (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): 140 กรัม/กม.; ระดับ CO2 (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): E; ระดับ CO2 เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 12.9 ลิตร/100 กม.
[3] Revuelto (WLTP): อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): 4.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. บวก 15 ลิตร/100 กม.; การปล่อย CO2 (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): 350 กรัม/กม.; ระดับ CO2 (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): G; ระดับ CO2 เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 17.9 ลิตร/100 กม.
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
ฮอนด้าชวนคุณสัมผัสประสบการณ์สุด “WOW” กับ Honda Civic e:HEV ใหม่ และครั้งแรกกับ Honda S+ Shift ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ สมัครด่วน! 3 – 12 ก.ค. 2569 จำนวนจำกัด
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์สุด WOW ไปกับ Honda Civic e:HEV ใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Honda S+ Shift ก่อนใคร พลัสทุกการเร่งให้เร้าใจยิ่งกว่าเดิม ผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 2 วัน 1 คืน ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ สนามแข่งรถมาตรฐานระดับโลก ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดกิจกรรม จำนวนจำกัดเพียง 60 สิทธิ์* (สิทธิ์ละ 2 ท่าน ผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือก สามารถพาผู้ติดตามที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี มาร่วมกิจกรรมได้ 1 ท่าน สงวนสิทธิ์การทดลองขับเฉพาะผู้สมัครเท่านั้น สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาร่วมกิจกรรม ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตนเอง) โดยสามารถสมัครร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 3 – 12 กรกฎาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Honda Thailand LINE Official Account (@honda-thailand)
กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ผู้สมัครสามารถเลือกได้ โดยกลุ่มที่ 1 วันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2569 และกลุ่มที่ 2 วันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2569 พิเศษ! ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสรถยนต์ฮอนด้าในหลากหลายรุ่นผ่านกิจกรรมนี้อีกด้วย
ติดตามภาพบรรยากาศกิจกรรมสุดมันส์ได้ทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย Honda Thailand พร้อมอัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่
- เว็บไซต์: honda.co.th
- Facebook Official Account: Honda Thailand
- LINE Official Account: @honda-thailand
-
News Motocycle1 Min Read
Honda Marine รุกบริการถึงพื้นที่ ดูแลเครื่องยนต์เรือฟรี พร้อมสนับสนุนชุมชนชายฝั่งสตูล
Honda Marine เดินหน้าตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้สังคม ผ่านการจัดกิจกรรม “Honda Marine Service @ สตูล” จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ณ ท่าเทียบเรือปากบารา จังหวัดสตูล พร้อมสานต่อโครงการเพื่อสังคม “One Ocean One Future” สนับสนุนแทงก์น้ำให้แก่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ณ เกาะบุโหลนไม้ไผ่ จังหวัดสตูล
กิจกรรม Honda Marine Service @ สตูล จัดขึ้นร่วมกับตัวแทนจำหน่าย ปลาดาวมารีน สตูล และ NPSK ภูเก็ต เปิดให้ลูกค้านำเครื่องยนต์เรือฮอนด้าเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ฟรี 10 รายการ โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำแนะนำด้านการบำรุงรักษา เพื่อเสริมความมั่นใจในการใช้งาน ยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ และลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ
ภายในงาน Honda Marine ยังมอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า ทั้งแพ็กเกจอะไหล่และบำรุงรักษาราคาพิเศษ ส่วนลดสูงสุด 40% รวมถึงของที่ระลึกสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ตอกย้ำความตั้งใจในการยกระดับบริการหลังการขายให้เข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ชายฝั่งทะเล และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานเครื่องยนต์เรือฮอนด้าในระยะยาว
ต่อเนื่องจากการดูแลลูกค้า Honda Marine ยังเดินหน้าดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ “One Ocean One Future” โดยร่วมกับตัวแทนจำหน่ายปลาดาวมารีน สตูล และเจ้าหน้าที่ YECC จังหวัดสตูล ส่งมอบแทงก์น้ำให้แก่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำจืดบนเกาะบุโหลนไม้ไผ่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดสตูล ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
Honda Marine ยังคงเดินหน้าส่งมอบคุณค่าทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ และการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในทุกภาคส่วน เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและพัฒนาชุมชนชายฝั่ง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดผ่าน “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี มาพร้อมหน้าจอ “มัลติมิเตอร์” เอกลักษณ์ระดับตำนาน!
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อม “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกในไตรมาส 3 นี้ โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาทางวิศวกรรมเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ตามแบบฉบับออฟโรดอย่างแท้จริง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และสะดวกสบายในทุกสภาพอากาศและสภาพถนน เพื่อสะท้อนศักยภาพดังกล่าว รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอ “มัลติมิเตอร์” แบบดิจิทัล จอแสดงผลที่ถูกออกแบบเป็นมาตรวัดสามส่วน โดยถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากฟีเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนาน ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
ในเจเนอเรชันก่อนสำหรับหน้าจอ “มัลติมิเตอร์” ในออล-นิว ปาเจโร ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับความสนุกของการขับขี่แบบฉบับออฟโรด โดยแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างครบครัน ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ อาทิ ความสูงจากระดับน้ำทะเลเข็มทิศ อุณหภูมิภายนอก องศาความลาดชันและความเอียงของตัวรถ รวมถึงการกระจายแรงบิดซ้าย-ขวา ฟังก์ชันเหล่านี้
ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถติดตามการแสดงผลการขับขี่ รวมถึงการตอบสนองของตัวรถได้แบบเรียลไทม์โดยไม่ว่าจะเป็นการขับไต่ทางลาดชัน เส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว เส้นทางป่าที่คับแคบและทุรกันดาร พื้นผิวหินขรุขระ หรือสภาพเส้นทางโคลนหลังฝนตก ระบบจะแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจและควบคุมรถ
ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่หลากหลายทั่วโลกนอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังได้เผยแพร่วิดีโอโฆษณา “The Pajero* is ready to write its next chapter.” ผ่านเว็บไซต์พิเศษของออล-นิว ปาเจโร โดยเนื้อหาวิดีโอนำเสนอพัฒนาการของหน้าจอ “มัลติมิเตอร์” ที่ได้รับการสืบทอดและพัฒนาต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า พร้อมถ่ายทอดให้เห็นถึงศักยภาพของตัวรถที่เปี่ยมด้วยพลังในการปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย จุดประกายความหลงใหลในการผจญภัย และชวนให้ผู้ขับขี่ออกเดินทางไปสำรวจโลกกว้างได้อย่างเต็มที่
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine





















































































































































