-
News Car1 Min Read
ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดราคา คาเยนน์ อิเล็กทริค อย่างเป็นทางการในไทย ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ปอร์เช่ ประเทศไทย สร้างความเร้าใจบนเวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ด้วยการเปิดตัวรถยนต์
เอสยูวีไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบรุ่นล่าสุด ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดแสดงคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) พร้อมด้วยรุ่นในตระกูลเดียวกันอย่าง
คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นปรับโฉมปี 2026 ที่ประกอบในภูมิภาค
ปอร์เช่ ประเทศไทย ยังพร้อมนำเสนอผลงาน “There is No Substitute.” ถ่ายทอด 5 มิติของความหลงใหลในปอร์เช่ ผ่าน 5 มุมมองจากผู้ขับขี่และรักในแบรนด์ สะท้อนเหตุผลว่าทำไมไม่มีสิ่งใดสามารถแทนปอร์เช่ได้ รวมทั้งภายในบูธยังจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่หลากหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอพิเศษทั้งภายในงานและตัวแทนจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศเปิดตัวพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่
ปอร์เช่ ประเทศไทย ก้าวสู่บทใหม่ของรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ด้วยการเปิดตัว คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ รถยนต์ทรงพลังที่สุดที่ปอร์เช่ผลิตมาสำหรับท้องถนน พร้อมมอบความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่า ทั้งความเร้าใจบนท้องถนน ความมั่นใจในการขับขี่แบบออฟโรด และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล
คาเยนน์ อิเล็กทริค เปิดตัวพร้อมเปิดราคาในประเทศไทยด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 6,850,000 บาท, คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค (Cayenne S Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 7,350,000 บาท และคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 9,750,000 บาท ที่เป็นไฮไลต์ของงานและจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วยคาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ ออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งสมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เก็บสัมภาระที่ขยายใหญ่มากขึ้น และพื้นที่วางขาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่ที่มาพร้อมไฟหน้า HD-Matrix LED กระจกหน้าต่างแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.25 ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าที่ดีที่สุดในกลุ่มเอสยูวีพรีเมียม
ภายในห้องโดยสารยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วย Flow Display หน้าจอ OLED แบบโค้งที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับคอนโซลกลาง เสริมด้วยจอหน้าปัดดิจิทัล OLED ขนาด 14.25 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14.9 นิ้วที่มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูง อาทิ ระบบเลี้ยวล้อหลัง และระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับได้ พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความนุ่มนวลในการขับขี่ มาพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จความเร็วสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ภายในเวลาไม่ถึง 16 นาที และเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากกว่า 300 กิโลเมตร ภายในเวลาประมาณ 10 นาที
คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ใหม่ ให้กำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. ระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 623 กิโลเมตร พร้อมองค์ประกอบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ได้แก่ ช่องรับอากาศด้านหน้าที่เปิด-ปิดได้ สปอยเลอร์หลังคาแบบปรับองศาอัตโนมัติ และแผง Aeroblades แบบแอคทีฟด้านท้าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมคงเอกลักษณ์สมรรถนะของปอร์เช่
คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค ใหม่ มอบพละกำลังสูงสุด 490 กิโลวัตต์ (666 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,080 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control สามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 653 กิโลเมตร
คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ เติมเต็มตัวเลือกในตระกูลคาเยนน์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่
ความทรงพลังและเร้าใจเต็มพิกัดกับ มาคันน์ จีทีเอส รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูลมาคันน์ไฟฟ้า โดดเด่นทั้งภายนอกและภายในด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม โดยหลังจากการเปิดตัวในปี 2025 นับเป็นครั้งแรกที่มาคันน์ จีทีเอส จะถูกนำมาจัดแสดงในประเทศไทยและพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในปอร์เช่ได้สัมผัสสมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูลมาคันน์อย่างเต็มรูปแบบ
มาคันน์ จีทีเอส มอบพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูสท์ พร้อมแรงบิดสูงสุด 955 นิวตันเมตร และอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที มาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ตแบบปรับระดับความสูง ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการทรงตัวอย่างเหนือระดับ พร้อมโหมดแทรค ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่และยกระดับสมรรถนะการขับขี่สูงสุด
มาคันน์ จีทีเอส สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 614 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์จีทีเอส ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม พร้อมแพ็คเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ที่ตกแต่งด้วยด้ายเย็บสีเดียวกับตัวรถ โดยมาคันน์ จีทีเอส พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท
เปิดตัวผลงานภาพยนตร์ “Porsche. There Is No Substitute.” ครั้งแรกในประเทศไทย
เปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กับผลงาน “Porsche. There is no substitute.” โดยเป็นผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของปอร์เช่ที่สร้างขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกผ่าน 5 บุคคลที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ สะท้อนแนวคิด There is no substitute ที่สอดคล้องกับแนวคิดหลักของปอร์เช่
“เติ้น – ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักขับ Formula 2 ถ่ายทอดมิติด้าน Performance ผ่านความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่และรถปอร์เช่ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน “ตั้ม – ชนิพล กุศลชาติธรรม” ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของร้านสูท Bespoke สะท้อนมิติด้าน Design ผ่านความสมดุล ความแม่นยำ และความสุนทรีย์ พร้อมทำหน้าที่ผู้กำกับผลงานที่ถ่ายทอดมุมมองและความหลงใหลในปอร์เช่ผ่านภาพยนต์เรื่องนี้ “เต้น – สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา” ผู้ก่อตั้ง Das Treffen และผู้กำกับภาพยนตร์ ถ่ายทอดมิติด้าน Heritage ผ่านวัฒนธรรมและคอมมูนิตี้ที่หล่อหลอมแบรนด์ปอร์เช่ “ลูกนัท – ปณิชา ดอกจันทน์” ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร สะท้อนมิติ Driving Fun ผ่านอิสรภาพและความสุขในการขับขี่ และ “โก้ – ชานนท์ เรืองกฤตยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Porsche Design Tower Bangkok และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมิติด้าน Exclusivity ผ่านวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความเอ็กซ์คลูซีฟที่แตกต่าง โดยเรื่องราวของทั้ง 5 บุคคลนี้ได้ร่วมกันสะท้อนแก่นแท้ของปอร์เช่ผ่านเส้นทางที่แตกต่าง แต่หลอมรวมด้วยแนวคิดเดียวกันว่าสำหรับปอร์เช่ ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้
ถ่ายทอดสมรรถนะของปอร์เช่ในทุกขุมพลัง
ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมให้ท่านได้ร่วมสัมผัสสมรรถนะของปอร์เช่ในหลากหลายขุมพลัง นำเสนอยนตรกรรมอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ตระดับตำนาน นวัตกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดขั้นสูง พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 75 ปีแห่งปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ตด้วยยนตรกรรมระดับตำนานทั้งปอร์เช่ 911 และ 718 ที่สะท้อนมรดกแห่งสนามแข่งและเอกลักษณ์การขับขี่ของปอร์เช่ พร้อมกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบนำโดยเอสยูวีอย่างมาคันน์ จีทีเอสและรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอย่างไทคานน์ (Taycan) และไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo)
ในกลุ่มยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด พานาเมร่า โฟร์ อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) และคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นประกอบในภูมิภาค สะท้อนแนวทางของปอร์เช่ในการผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับสมรรถนะการขับขี่แบบไดนามิก โดยคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ รุ่นปรับโฉมปี 2026 ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทย ยกระดับความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยล้อ RS Spyder Design ขนาด 21 นิ้ว ไฟหน้า HD Matrix LED พวงมาลัย GT Sports และแพ็กเกจ Sport Chrono ตอกย้ำตำแหน่งของคาเยนน์ในฐานะเอสยูวีที่ผสานสมรรถนะ การออกแบบ และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
ข้อเสนอพิเศษสำหรับบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ในโอกาสพิเศษนี้ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษหลากหลายรายการ โดยลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระพิเศษเริ่มต้นที่ 0.99% ประกันภัยชั้นหนึ่งนานสูงสุด 2 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย*
เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม* โดยลูกค้าที่ซื้อและรับมอบรถยนต์ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 จะได้รับเครดิตชาร์จไฟมูลค่า 10,000 บาท สำหรับใช้ที่สถานีชาร์จ Shell Recharge เป็นระยะเวลา 3 ปี*
ปอร์เช่ ประเทศไทยพร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้ทั้งภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2569 และที่ตัวจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ*
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
“ซาร์โก” ซิวท็อป 9 นำทัพ “นักบิดฮอนด้า” คว้าแต้ม โมโตจีพี บราซิล
ศึก โมโตจีพี 2026 สนาม 2 รายการ บราซิเลียน กรังด์ปรีซ์ ดวลความเร็วรอบเมนเรซ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ ออโตโดรโม อินเตอร์นาซิอองนาล เดอ โกยาเนีย – อาอีร์ตง เซนน่า เซอร์กิต ประเทศบราซิล
ก่อนแข่งเรซนี้ กรรมการได้ประกาศลดจำนวนรอบการแข่งขันจาก 31 รอบสนาม เหลือเพียง 23 รอบสนาม จากเหตุผลด้านความปลอดภัย เนื่องจากผิวแทร็กบางส่วนเริ่มได้รับความเสียหาย
เกมดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่รอบแรกโดย “โจอัน เมียร์” อดีตแชมป์โลกปี 2020 ชาวสแปนิชหมายเลข 36 จาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล ซึ่งเริ่มเกมจากกริดที่ 13 ออกตัวยอดเยี่ยมทะยานขึ้นมาสูงถึงอันดับ 6 ก่อนจะพลาดล้มอย่างน่าเสียดายในรอบที่ 10
ผลการแข่งขันเมื่อครบ 23 รอบสนาม ปรากฏว่า “โยฮันน์ ซาร์โก” จอมเก๋าชาวฝรั่งเศสหมายเลข 5 จาก คาสตรอล ฮอนด้า แอลซีอาร์ บิดเข้าป้ายในอันดับ 9 ด้วยเวลารวม 30 นาที 32.667 วินาที ตามหลังผู้ชนะ 12.907 วินาที ตามด้วย “ลูก้า มารินี” นักบิดอิตาเลียนหมายเลข 10 จาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล ในอันดับ 11 ตามหลัง 18.529 วินาที
ด้าน “ดิโอโก โมเรร่า” รุกกี้ชาวบราซิเลียนหมายเลข 11 จาก โปร ฮอนด้า แอลซีอาร์ ออกตัวจากกริดที่ 14 รูดลงท้ายแถวในช่วงต้นเรซ ก่อนจะไล่แซงขึ้นมาเข้าป้ายในอันดับ 13 ตามหลัง 21.322 วินาที เก็บแต้มในโฮมเรซได้ทั้ง สปรินต์ และ เมนเรซ
ทั้งนี้ ศึก โมโตจีพี 2026 สนามถัดไปจะดวลความเร็วต่อเนื่องในสุดสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคมนี้ ที่ เซอร์กิต ออฟ ดิ อเมริกาส์ เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา
แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH
#HondaRacingThailand #MotoGP #HondaBigBike #HondaRC213V #LCRHonda #JZ5 #DM11 #HondaHRC #JM36 #LM10 #BrazilianGP
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Motocycle3 Min Read
ไทยฮอนด้า ยกทัพไลน์อัปผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ในงาน Motor Show 2026 พร้อมเปิดตัว 7 รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ครบครันทุกมิติการขับเคลื่อน
ฮอนด้า โดย บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลังต่อเนื่อง ยกทัพผลิตภัณฑ์ครบครันทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ (Power Products) จัดแสดงให้สัมผัสที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือ The 47th Bangkok International Motor Show ภายใต้แนวคิด “Activating Life’s Next Move” ถ่ายทอดการขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิตสู่ก้าวที่เหนือกว่า ผ่านพื้นที่จัดแสดง 4 โซน เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่พร้อมตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์
มร.ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ไทยฮอนด้ายังคงเดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยในปีนี้เรามุ่งพัฒนาไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน ควบคู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และสนับสนุนการใช้ชีวิตที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ เรายังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมผ่านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda WN7 ที่ได้รับรางวัล Gold Award จากเวที iF Design Award 2026 ซึ่งสะท้อนความโดดเด่นด้านการออกแบบในระดับสากล และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาไลน์อัป EV ของฮอนด้า เพื่อรองรับการเดินทางแห่งอนาคตอย่างมั่นใจ”
ภายในบูธมีการแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 4 โซนหลัก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการใช้ชีวิตอย่างอิสระผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย แบ่งเป็น
- โซน Smart Life อัปเกรดชีวิตให้สมาร์ทอีกขั้น กับไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ นำโดย “Honda WN7” รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Naked รุ่นแรกในซีรีส์ “FUN Category” มาให้ยลโฉมที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในส่วนของไลน์อัปกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) พร้อมขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าในทุกวันอย่างมั่นใจ โดยไฮไลต์ผลิตภัณฑ์ นำโดยการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ “Honda e:N2” รถเอสยูวี EV100% รุ่นล่าสุดของฮอนด้า ด้วยราคา 1,429,000 บาท ดีไซน์สปอร์ตเฉียบคม จัดเต็มเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมเปิดมิติใหม่ให้ชีวิตคุณ
พิเศษ! กับการจัดแสดง“Honda Super EV Concept” รถ EV ขนาดเล็กในกลุ่ม A-segment ที่ออกแบบเพื่อเน้นความสนุกในการขับขี่ และสาวกฮอนด้าห้ามพลาด! กับ “Honda Prelude” สปอร์ตคูเป้ระดับตำนานเจเนอเรชันที่ 6 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด S+ Shift พร้อมปลุกสัญชาตญาณการขับขี่แบบสปอร์ตอย่างแท้จริง
- โซน Urban Life ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างคล่องตัวไปกับจังหวะของเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง นำโดย “New Honda SCOOPY x Cinnamoroll Limited Edition” ที่เผยโฉมความป๊อปสุดเทรนด์เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดจองจำนวนจำกัด 2,000 คันเท่านั้น ตามด้วยฮอนด้าบิ๊กไบค์ “New Honda Rebel 1100”สีเทาใหม่ Pearl Deep Mud Grey และครั้งแรกของ CUB House x Over Racing ที่แต่งเติมความซิ่งแบบต้นตำรับกับของแต่งมาตรฐานความเท่จากญี่ปุ่น ในรุ่น Dax125 และ CT125 พร้อมเสริมความลิมิเต็ดด้วย “New Honda Monkey FTR Limited Edition” ที่เปิดรับจองเฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์ เท่านั้น รวมถึงรถยนต์หลากหลายรุ่นที่พร้อมโลดแล่นไปสู่ทุกจุดหมายของเมืองได้อย่างอิสระ นำเสนอ“Accord e:HEV” รถซีดานครอบครัวพรีเมียมที่หลอมรวมความสะดวกสบายเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ “HR-V e:HEV” ไฮบริด SUV ยอดนิยม มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัว ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
- โซน Life Explorer ปลดล็อกทุกอิสระแห่งการเดินทาง ให้คุณออกไปค้นหาตัวตนที่ใช่และสนุกกับการออกผจญภัยในทุกเส้นทางอย่างไร้ขีดจำกัดด้วย “New Honda Forza350” โทนสีใหม่ Matte Boulevard สีดำ-แดง เสริมภาพลักษณ์ Sport Luxury ที่สุดในคลาส ตามมาด้วย “New Honda ADV160 Smart Tourer Edition” มาพร้อม Keyless Smart Top Box ระบบล็อกกล่องอัจฉริยะเจ้าแรก พร้อมด้วยไลน์อัปฮอนด้าบิ๊กไบค์ นำโดย “New Honda Africa Twin” ระบบ DCT และ MT กราฟิกลวดลายใหม่สี Tri-Color ปิดท้ายด้วย “New Honda GOLDWING” สีใหม่ Pearl Deep Mud Gray และ Gunmetal Black Metallic อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “CR-V e:HEV” SUV ฟูลไฮบริดสำหรับครอบครัว ที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ในราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมด้วยไลน์อัป “HuNT Series” ที่อัปลุค SUV ยอดนิยมของฮอนด้า 2 รุ่น ได้แก่ HR-V e:HEV และ CR-V e:HEV ด้วยชุดแต่ง HuNT แพ็กเกจรอบคัน
- โซน Life Passion ขับเคลื่อนตัวตนด้วยสไตล์ ให้ทุกเส้นทางมีความหมายกว่าที่เคย นำโดยฮอนด้าบิ๊กไบค์ พร้อมนำเสนอโมเดลความสปอร์ตขั้นสุด ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Honda E-Clutch ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สะดวกและเร้าใจยิ่งขึ้น ร่วมด้วย “Honda City e:HEV THE BLACK OUTSHINE” ซิตี้คาร์ไฮบริดซีดานรุ่นแต่งพิเศษที่อัปลุคสปอร์ต สะท้อนความเท่และความแอกทีฟอีกขั้น โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของได้ภายในงาน
ในส่วนของผลิตภัณฑ์ไลน์อัปนำขบวนโดยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
- “Honda WN7” เป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Naked รุ่นแรกในซีรีส์ “FUN Category” ที่พัฒนาด้วยทิศทางใหม่ในฐานะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้า ภายใต้แนวคิด “Be the Wind” พร้อมความเงียบเฉพาะตัวของรถพลังงานไฟฟ้า พร้อม “แถบไฟหน้าแนวนอน” (horizontal light bar) ซึ่งจะเป็นซิกเนเจอร์ของจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าทุกรุ่นในอนาคต
สำหรับ จักรยานยนต์ฮอนด้า สาย Fashion A.T. เปิดตัวทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่
- โมเดลสุดเอกซ์คลูซีฟ “New Honda SCOOPY x Cinnamoroll Limited Edition” ที่ได้คอลแลบกับ Cinnamoroll มาพร้อมคอนเซปต์ “The ICONIC Softness ต้าวสุดซอฟต์ ป๊อปสุดเทรนด์” นำเสนอความซอฟต์อย่างมีสไตล์ด้วยสีขาว-ฟ้า สีเอกลักษณ์ของ Cinnamoroll พร้อม Soft Emblem ลวดลายต้าวสุดซอฟต์ เสริมความลิมิเต็ดขั้นสุดกับสติกเกอร์ Serial Number รันเลขที่ตั้งแต่ 0001 – 2000 คัน มาพร้อม Box set สุดป๊อป ได้แก่ Honda SMART KEY พร้อมเคสลาย Cinnamoroll หมวกกันน็อก กรอบป้ายทะเบียน และแผ่นยางรองพื้นลวดลาย Cinnamoroll แมตช์กับดีไซน์รถได้อย่างลงตัว โดยผลิตจำนวนจำกัด 2,000 คันเท่านั้น ราคาแนะนำที่ 59,800 บาท พร้อมเปิดรับจองที่มอเตอร์โชว์ 2026 เป็นที่แรก และ Honda Wing Center ทุกสาขา
- “New Honda Forza350” มาในคอนเซปต์ “Beyond the Exceptional เหนือกว่า…ทุกความเป็นที่สุด” พร้อมสีใหม่ Matte Boulevard สีดำ-แดงแบบทูโทนแมตต์ ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ Sport Luxury ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมดีไซน์ไฟหน้า Dual LED Headlight รวมถึง Daytime Running Light และไฟเลี้ยวแบบ Built-in LED รวมถึงไฟท้าย LED Taillight และระบบ Emergency Stop Signal (ESS) ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ อีกทั้ง กระจกบังลมหน้าไฟฟ้าปรับระดับได้ 180 มม. และพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่รองรับหมวกนิรภัยได้ 2 ใบ พร้อมไฟส่องสว่าง ช่องชาร์จ USB Type-C เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ โดยพร้อมวางจำหน่าย 5 สี ได้แก่ สีใหม่ ดำ-แดง (Matte Boulevard) ร่วมด้วย สีดำ (Cosmic Black) สีเทา (Meteor Gray) สีแดง-ดำ (Sunstorm Red) และสีขาว-ดำ (Stellar White) ราคาแนะนำที่ 185,340 บาท
- ตามมาด้วยรถสกู๊ตเตอร์สายลุยสุดพรีเมียม “New Honda ADV160 Smart Tourer Edition” รุ่นพิเศษที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางในสไตล์แอดเวนเจอร์ กับชุดแต่ง H2C Smart Tourer Edition ยกระดับความเท่ให้ดุดันยิ่งขึ้น และจุดเด่นสำคัญอย่าง Keyless Smart Top Box ระบบล็อกกล่องอัจฉริยะจากฮอนด้าที่ผู้ขับขี่เปิดได้โดยไม่ต้องไขกุญแจ ถือเป็นเจ้าแรกที่ผสานความสะดวกในการใช้งานเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ยุคใหม่ วางจำหน่ายในราคา 115,900 บาท
ด้าน ฮอนด้าบิ๊กไบค์ นำเสนอ 4 รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่
- “New Honda Africa Twin” รถจักรยานยนต์สายแอดเวนเจอร์ ภายใต้คอนเซปต์ “True Adventure Never End การผจญภัยที่แท้จริง ลุยได้ไม่มีวันจบ” เสริมความโดดเด่นยิ่งขึ้นทั้งรุ่น DCT และ MT ด้วยลวดลายกราฟิกใหม่ลาย Tri-Color โดยรุ่น DCT ปรับดีไซน์แฟริ่งชุดหน้าใหม่ในโทนสีแดง เพิ่มภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งและพร้อมลุยในทุกเส้นทาง พร้อมวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 578,000 บาท (รุ่น MT) และ 718,000 บาท (รุ่น DCT)
- “New Honda Rebel1100” ภายใต้คอนเซปต์ “Ride Your Rule ขบถ…เพื่อกำหนดนิยามใหม่” อัปเดตสีใหม่ Pearl Deep Mud Grey เพิ่มความโดดเด่นและสดใหม่ยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนเอกลักษณ์ของรถจักรยานยนต์สไตล์คัสตอมบ็อบเบอร์ที่มีกลิ่นอายครุยเซอร์คลาสสิกอย่างชัดเจน มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 1,084 ซีซี และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ได้อย่างครบครัน โดยรุ่น DCT วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 446,000 บาท และ DCT Touring Edition ราคาแนะนำที่ 496,000 บาท
- “New Honda GOLDWING” รถจักรยานยนต์ทัวร์ริ่งระดับท็อปคลาส หนึ่งในตำนานทัวร์ริ่งไบค์ระดับโลก ภายใต้คอนเซปต์ “GO FLY ให้ทุกตำนานทะยานออกไป” มาพร้อมสีใหม่ Pearl Deep Mud Gray และ Gunmetal Black Metallic สะท้อนความหรูหราและความสะดวกสบายในทุกการเดินทางอย่างลงตัว โดยสีเทา-ดำ Pearl Deep Mud Gray วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 1,375,000 บาท และ สีดำ Gunmetal Black Metallic ราคาแนะนำที่ 1,385,000 บาท
- New Honda GB350C H2C x KITACO Special Edition ยกระดับความคลาสสิคเฮอริเทจด้วยชุดแต่งจาก H2C by Honda และ Kitaco แรงบันดาลใจจากยุค 50’s ตอกย้ำภาพลักษณ์รถคลาสสิกคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่นที่ครบทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และเสน่ห์เหนือกาลเวลา วางจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 175,500 บาท
ขณะที่ CUB House by Honda ยังเติมสีสันให้ภายในงานด้วยการเปิดตัว 3 รุ่นใหม่ แบ่งเป็น
- “New Honda Monkey FTR Limited Edition” มินิไบค์รุ่นพิเศษดีไซน์ลิมิเต็ดที่นำแรงบันดาลใจจากรถแข่ง American Flat Track มาตีความใหม่อย่างมีเอกลักษณ์ ภายใต้คอนเซปต์ “UN-FLATED SPIRIT จิตวิญญาณความชน…ที่ไม่เคยเรียบ” โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ Classic Tri-Color ดีไซน์ตัวถังสีขาวตัดน้ำเงิน พร้อมแถบกราฟิก สีแดงสไตล์อเมริกันแท้ เสริมด้วย Soft Emblem Honda Classic Wing กลิ่นอายตำนานยุค 80’s ร่วมด้วย Serial Number เอกลักษณ์เฉพาะคัน และ Racing Red Seat พร้อมลายปัก Logo Monkey ให้ลุคแสบซ่า รวมถึง FTR Meter Visor ชุดบังไมล์สไตล์เรโทร และ FTR Number Plate แผ่นกันความร้อนท่อที่เติมเต็มสไตล์สุดซ่า อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือหมวกกันน็อกเต็มใบสไตล์โมโตครอส FTR125 Mini Tracker Helmet ดีไซน์เข้าเซ็ต โดยเปิดให้จองในช่วงงานมอเตอร์โชว์เท่านั้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ในราคาแนะนำ 121,900 บาท
- การรวมตัวครั้งแรกของ CUB House x OVER Racing มาตรฐานความเท่จากญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยชิ้นส่วนแต่งคุณภาพสูงที่ผสานทั้งดีไซน์และสมรรถนะได้ ภายในงานเผยโฉมชุดแต่ง 2 รุ่น 2 สไตล์ให้สัมผัสจริง ของ “Dax125” สำหรับสายเท่ และ “CT125” สำหรับสายลุย ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการยกระดับสไตล์และความแตกต่างในแบบของตนเอง
สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถเข้าชมและสัมผัสประสบการณ์ได้ที่บูทฮอนด้า (M1 และ A22) งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (The 47th Bangkok International Motor Show) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2568 – 5 เมษายน 2569 พร้อมด้วยหลากหลายข้อเสนอพิเศษในการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ฮอนด้า ทั้งภายในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์: www.thaihonda.co.th
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า: fb.com/hondamotorcyclethailand
IG: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA
#AllNewHondaSCOOPY #AllNewHondaSCOOPYxCinnamorollLimitedEdition #HondaSCOOPY #TheICONICSoftness #ต้าวสุดซอฟต์ป๊อปสุดเทรนด์ #SCOOPY
#NewHondaForza350 #Forza350 #BeyondtheExceptional #เหนือกว่าทุกความเป็นที่สุด #AlwaysPerfection #ที่สุดทุกด้าน #เครื่องยนต์eSP+ #ผู้นำออโตเมติกคือฮอนด้า #ออโตเมติก4วาล์วคือฮอนด้า
#NewADV160 #H2C #SmartTourerEdition #TheNextDailyAdventure #เส้นทางใหม่แห่งการผจญเมือง
#NewHondaCRF1100LAfricaTwin #HondaCRF1100L #CRF1100L #NewAfricatwin #AfricaTwin #TrueAdventureNeverEnd #การผจญภัยที่แท้จริงลุยได้ไม่มีวันจบ
#NewHondaRebel1100 #HondaRebel1100 # Rebel1100 #RideYourRule #ขบถเพื่อกำหนดนิยามใหม่
#HondaGOLDWING #GOLDWING #GoFly #50thAnniversary
#NewHondaMonkeyFTRLimitedEdition #Monkey125 #FTR #UnFlatedSpirit #จิตวิญาณความชนที่ไม่เคยเรียบ
#Dax125 #CT125 #CUBHousexOVERacing #RacingSoulOVERLimits
#BangkokMotorShow2026 #MotorShow2026 #มอเตอร์โชว์2026 #HondaBigBike #ExcitesTheWorld #CUBHouse #CUBHousebyHonda
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda #HowWeMoveYou
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
ธนบุรีนอยสเติน เดินหน้ารุกตลาด EV ไทย เปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2569 – บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้ารุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ด้วยการเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่ GEELY EX5 MAX+ รถไฟฟ้าอเนกประสงค์อัจฉริยะที่ยกระดับการใช้งานไปอีกขั้น พร้อมเผยโฉม GEELY EX2 Shooting Star ซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นพิเศษ ดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยชุดแต่งรอบคัน เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX5 และ GEELY EX2 ที่ได้เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทย
นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ GEELY ในระดับโลกและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย สะท้อนวิสัยทัศน์ของเราที่มุ่งนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ และ GEELY EX2 Shooting Star ยังเป็นการตอกย้ำทิศทางของ GEELY ภายใต้การดำเนินงานของธนบุรีนอยสเติน และด้วยประสบการณ์กว่า 85 ปีของกลุ่มธนบุรี พร้อมวางรากฐานแบรนด์ GEELY ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมาตรฐานบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย”
GEELY EX5 MAX+ ยกระดับยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะ
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญภายในบูธ GEELY ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 คือการเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ ที่ต่อยอดจาก GEELY EX5 รถไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อทุกคน โดยยังคงจุดแข็งด้านนวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีล้ำสมัย และประสบการณ์การขับขี่ที่ระดับสูง พร้อมยกระดับระยะทางด้วยแบตเตอรี่ Short Blade Battery ใหม่ ขนาด 68.39 kWh ให้ระยะทางสูงสุด 525 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) เสริมความโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางจากกู๊ดเยียร์ และสีภายนอกใหม่ ‘สีเขียว มอส กรีน’ ที่ช่วยขับภาพลักษณ์พรีเมียมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
GEELY EX5 MAX+ ยังคงใช้แพลตฟอร์ม Global Intelligent Electric Architecture (GEA) ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ผสานเทคโนโลยี Cell-to-Body Integration ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวรถและเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร โดยในด้านสมรรถนะ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 11-in-1 Intelligent Electric Drive และแบตเตอรี่ Short Blade Battery แบบ LFP ที่มีความปลอดภัยสูง พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง Level-2 ADAS และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ Flyme Auto ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อภายในรถอย่างลื่นไหล
GEELY EX5 รุ่น MAX+ มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 4 สี ได้แก่ สีเงิน มูนไลท์ ซิลเวอร์ สีเทา ฟอรสต์ เกรย์ สีขาว สโนวี ไวท์ และสีใหม่อย่าง ‘สีเขียว มอส กรีน’ และสีภายใน 2 สี ได้แก่ สีขาว ไอวอรี ไวท์ และสีน้ำเงิน ดาร์ก บลู เปิดราคาจำหน่ายที่ 929,000 บาท และพิเศษสำหรับลูกค้า 400 คันแรก รับส่วนลด 30,000 บาท ในราคาเพียง 899,000 บาท
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ GEELY EX5
นอกจากการเปิดตัว GEELY EX5 MAX+ แล้ว ธนบุรีนอยสเตินยังนำ GEELY EX5 รุ่น PRO กลับมาจำหน่ายอีกครั้ง เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดและกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน ดังนี้
GEELY EX5 รุ่น PRO รับส่วนลด 60,000 บาท* ในราคาพิเศษ 739,000 (จากราคาปกติ 799,000 บาท)
GEELY EX5 รุ่น MAX รับส่วนลด 50,000 บาท* ในราคาพิเศษ 849,000 บาท (จากราคาปกติ 899,000 บาท)
GEELY EX5 ทุกรุ่นย่อย มาพร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่
- ดอกเบี้ยเริ่มต้น 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48 เดือน
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 160,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 180,000 กม.
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- ค่าจดทะเบียนรถยนต์ และพรมปูพื้น
- Portable charger
- ฟรี! ฟิล์มรถยนต์ Lamina รุ่น Ceramic Onyx Boost (เฉพาะ GEELY EX5 รุ่น MAX และ MAX+)
GEELY EX2 Shooting Star เติมสีสันให้การขับขี่ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น
อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงานคือ GEELY EX2 Shooting Star รุ่นพิเศษ ที่ต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX2 ซิตี้อีวีรุ่นที่ขายดีที่สุดในจีน อีกทั้งยังได้เสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทย มาพร้อมชุดตกแต่งรอบคัน ยกระดับสไตล์ให้ผู้ขับขี่ได้สนุกกับทุกเส้นทาง ได้แก่ ชุดสเกิร์ตด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ชุดแต่งด้านหน้าดีไซน์สปอร์ต และสปอยเลอร์หลัง ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้มีความสปอร์ตและโดดเด่นยิ่งขึ้น
GEELY EX2 Shooting Star มีตัวเลือกสีภายนอก 2 สีทูโทน ได้แก่ สีขาวหลังคาดำ และสีเทาหลังคาดำ อีกทั้งตัวเลือกเส้นสายชุดแต่งได้ 2 สไตล์ ได้แก่ ชุดแต่งสีเดียวกับรถ และ ชุดแต่งสีเหลือง เปิดให้ลูกค้าจองภายในงานมอเตอร์โชว์ ในราคา 484,990 บาท พร้อมการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ GEELY EX2
GEELY EX2 รุ่น PRO จำหน่ายในราคา 429,990 บาท และ GEELY EX2 รุ่น MAX ราคา 459,990 บาท พร้อมด้วย GEELY EX2 Shooting Star ที่มอบสิทธิพิเศษมากมายแก่ลูกค้าที่จองภายในงานและที่โชว์รูมทั่วประเทศ ได้แก่
- ดอกเบี้ยเริ่มต้น 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 150,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 150,000 กม.
- ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- Portable charger
- พรมปูพื้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
นอกจากการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ธนบุรีนอยสเติน ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า ผ่านแผนขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 พร้อมแผนเปิดตัวโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
วอลโว่ ยกระดับมาตรฐานรถไฟฟ้า ครั้งแรกกับการเปิดตัวข้อเสนอ ประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปี สำหรับ Volvo EX90 ในงานมอเตอร์โชว์ 2026
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ร่วมกับบริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นาน 5 ปี สำหรับรถรุ่น Volvo EX90 นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการมอบความคุ้มครองระยะยาวสำหรับรถไฟฟ้า สะท้อนความตั้งใจในการดูแลลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถระดับพรีเมียม ควบคู่กับไปการนำเสนอแนวคิดการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียน ผ่านพื้นที่จัดแสดงที่โอบล้อมด้วยต้นสนขนาดใหญ่ สูงถึง 8 เมตรและสีสันพันธุ์ไม้แห่งหน้าร้อน พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมทั้งรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบและปลั๊กอินไฮบริด ให้ผู้สนใจได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ณ บูธ A15 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 วันนี้ – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี
ความคุ้มครองสูงสุด พร้อมคุ้มครองแบตเตอรี่ High Voltage 100% นาน 5 ปี
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีของวอลโว่ นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มอบความคุ้มครองครอบคลุมทั้งคัน รวมถึง คุ้มครองแบตเตอรี่ High Voltage 100% ตลอด 5 ปี พร้อมค่าเบี้ยประกันภัย คงที่ไม่เพิ่ม แม้มีประวัติการเคลม และสิทธิ ซ่อมห้างจากศูนย์บริการมาตรฐานของวอลโว่ทั่วประเทศเพื่อความสบายใจสูงสุด
แม้ประกันภัยระยะยาวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเรื่องท้าทายในตลาด จากความไม่แน่นอนด้านราคาอะไหล่และต้นทุนแบตเตอรี่ แต่บริษัทประกันภัยให้ความเชื่อมั่นในวอลโว่จากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อมั่นในราคาขายต่อของรถวอลโว่, ต้นทุนการซ่อมที่คาดการณ์ได้ และระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้บริษัทประกันภัยสามารถออกแบบความคุ้มครองที่ยาวขึ้นในระดับที่ตลาดทั่วไปไม่สามารถทำได้
คุณคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเชีย กล่าวว่า “ข้อเสนอประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 5 ปีสำหรับ Volvo EX90 คือหลักฐานชัดเจนของความเชื่อมั่นที่พันธมิตรประกันภัยมีต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีของวอลโว่ เราภูมิใจที่บริษัทธนชาตประกันภัยพร้อมเดินหน้าร่วมกับเราและเป็นรายแรกที่พร้อมมอบการคุ้มครองที่ยาวนานและครอบคลุมที่สุดให้กับลูกค้ารถไฟฟ้าของวอลโว่ในประเทศไทย
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนว่ารถยนต์ของเรามีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มีต้นทุนการดูแลรักษาที่ชัดเจนและมีประวัติความเชื่อถือที่พิสูจน์แล้วในตลาด เมื่อรวมกับความเชี่ยวชาญของบริษัทประกันภัย จึงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ทั้งความอุ่นใจ ค่าใช้จ่ายที่คงที่ และความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าอย่างแท้จริง
เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ของเจ้าของรถวอลโว่ในประเทศไทยต่อไป และเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับมาตรฐานของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้สูงขึ้นอีกขั้น”
คุณวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“เริ่มต้นจากการเป็นพันธมิตรประกันภัยรายแรกกับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบของวอลโว่ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่วันนี้ได้เป็นพันธมิตรประกันภัยเพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่เสนอความคุ้มครองประกันภัยชั้น 1 ต่อเนื่องถึง 5 ปีเต็ม ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าวอลโว่
สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้แตกต่าง ไม่ใช่เพียงการนำเสนอประกันภัย แต่คือการยกระดับรูปแบบความคุ้มครองให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานและเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้ารับรถ ภายใต้ผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นไปตามกรอบการกำกับดูแล
ทั้งหมดนี้เกิดจากความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงใน คุณภาพ ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีของรถวอลโว่ ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับการคุ้มครองที่ครอบคลุมและเหมาะสมที่สุด เรามั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดประกันภัยสำหรับรถไฟฟ้าในประเทศไทยและสร้างความอุ่นใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าที่เลือกใช้รถวอลโว่”
จากต้นสนต้นเดิม.. สู่สวนป่า Scandinavian Summer House ถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืนของวอลโว่
กลับมาอีกครั้งกับการเนรมิตพื้นที่จัดแสดงรถให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ปกคลุมด้วยป่าสน โดยครั้งนี้ วอลโว่ได้นำต้นสนต้นเดิมจากการจัดงานครั้งก่อนกลับมาใช้ตกแต่งบูธอีกครั้ง หลังจากนำไปอนุบาล ดูแล และฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ต้นสนเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของการตกแต่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดการให้คุณค่ากับธรรมชาติและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบของวอลโว่ ภายในงานปีนี้ วอลโว่ยังคงได้รับเกียรติจาก คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ มาร่วมออกแบบพื้นที่ในธีม Scandinavian Summer House ถ่ายทอดบรรยากาศสวนป่าในฤดูร้อนแบบสแกนดิเนเวีย จากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสธรรมชาติของภูมิภาคนี้ด้วยตนเอง ทำให้การออกแบบในครั้งนี้สะท้อนรายละเอียดและจิตวิญญาณของความเป็นสวีเดนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ วอลโว่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินงาน โดยวัสดุที่ใช้ภายในบูธถูกนำกลับมาใช้ใหม่จากการจัดงานครั้งก่อน ไม่ว่าจะเป็น ผนังที่ทำจากผ้า เก้าอี้ โต๊ะ ต่าง ๆ ที่ออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่และสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะสำหรับวอลโว่ ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวทาง แต่เป็นวิธีคิดและวิธีการทำงานที่ยึดถือในทุกขั้นตอนของการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คน
คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ, นักออกแบบภูมิทัศน์ ผู้ออกแบบบูธ วอลโว่ คาร์ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กล่าวว่า “การออกแบบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผมได้ถ่ายทอดจินตนาการของสวนป่าในรูปแบบใหม่ภายในพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสธรรมชาติในแถบสแกนดิเนเวียด้วยตนเอง ผมนึกถึงบรรยากาศของป่าในฤดูร้อนของภูมิภาคนั้น ซึ่งเต็มไปด้วยพลังของธรรมชาติ ความสดใสของแสงแดด และความอบอุ่นของช่วงเวลาที่ผู้คนในครอบครัวได้มานั่งพูดคุย และใช้เวลาอย่างมีความสุขร่วมกัน ผมจึงต้องการให้การออกแบบพื้นที่ในครั้งนี้ถ่ายทอดบรรยากาศดังกล่าวออกมา ให้ผู้ที่มาเยือนบูธวอลโว่รู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางสวนป่า ได้หยุดพักจากความเร่งรีบของงาน ได้รับฟังเสียงของธรรมชาติและสัมผัสความสงบของฤดูร้อนในแบบสแกนดิเนเวียไปพร้อมกัน”
วอลโว่ร่วมมือกับศิลปินไทย คุณปรางค์ วิภาลักษณ์ ศิริพลานนท์ เปิดตัวคอลเลกชันไลฟ์สไตล์ที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากการเดินทางทั่วประเทศไทย
วอลโว่เปิดตัวคอลเลกชันไลฟ์สไตล์สุดพิเศษที่ร่วมมือกับศิลปินไทย คุณปรางค์ วิภาลักษณ์ ศิริพลานนท์ (IG @prangg) ผู้ออกแบบคอลเลคชันไลฟ์สไตล์ของวอลโว่ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากการเดินทางของครอบครัววอลโว่ผ่านภูมิทัศน์ที่หลากหลายของประเทศไทย ตั้งแต่การใช้ชีวิตในเมืองไปจนถึงการออกเดินทางสู่เส้นทางใหม่ ๆ ผ่านภาพประกอบและสีสันสดใสที่สะท้อนช่วงเวลาแห่งความผูกพันของครอบครัว และการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ระหว่างทาง โดยนำมาผสานลงบนไอเท็มใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างพิถีพิถัน ทั้งแก้วทรัมเบอร์, แก้วมัก, เสื้อยืด, กระเป๋าโท้ท, หมอนผ้าห่ม, หมวก, และร่ม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบของวอลโว่ที่ผสานทั้งฟังก์ชันการใช้งาน และความสะดวกในการหยิบใช้งานเข้าด้วยกัน ทุกท่านสามารถรับชมสินค้าจริงได้เป็นครั้งแรกภายในงานมอเตอร์โชว์
สิทธิประโยชน์ สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ภายในงาน วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เตรียมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ ทั้งรับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่าสูงสุด 520,000 บาท และข้อเสนอการรับประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นานสูงสุด 5 ปี* ในรถรุ่น Volvo EX90 และข้อเสนอการรับประกันภัยรถไฟฟ้าชั้น 1 นานสูงสุด 3 ปี* ในรถรุ่น Volvo ES90, XC60, XC90 อีกทั้งยังมีรถวอลโว่อีกหลากหลายรุ่นนำมาจัดแสดง ผู้สนใจสามารถชมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถ พร้อมสอบถามสิทธิประโยชน์ในงานที่มีให้เลือกมากมาย อาทิ
- ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นเวลาสูงสุด 5 ปี
- ฟรี บริการหลังการขาย รวมถึง บริการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน), บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 ปี, บริการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
- ฟรี เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่แรงดันสูงแบบติดผนัง พร้อมรับประกันอายุการใช้งาน 1 ปี และฟรีบริการตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและติดตั้ง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car3 Min Read
ที่สุดแห่งการรอคอย กับ TOYOTA LAND CRUISER FJ สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก “Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ณ Toyota ALIVE บางนา กม.3
LAND CRUISER สัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ ครองใจผู้คนทั่วโลก
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงประวัติ และตำนานของ LAND CRUISER ว่า “กว่า 70 ปีที่ผ่านมา Toyota Land Cruiser ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์ระดับตำนานที่เป็นสัญลักษณ์ของ ความแข็งแกร่ง ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ ตำนานของ Land Cruiser เริ่มต้นขึ้นในปี 1951 ภายใต้ชื่อ “Toyota BJ” และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายของผู้คนทั่วโลก โดยปัจจุบัน Land Cruiser ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในกว่า 180 ประเทศ
ตลอดระยะเวลาการพัฒนา Land Cruiser ได้ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด ทั้งในทะเลทราย เส้นทางทุรกันดาร และภูมิประเทศที่สมบุกสมบัน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ Land Cruiser เป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับในด้านความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยม
หัวใจสำคัญของ Land Cruiser คือแนวคิด “Trust”
- Trust in Reliability – ความไว้วางใจในความน่าเชื่อถือที่ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลา และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Land Cruiser
- Trust in Durability – ความไว้วางใจในความแข็งแกร่งและความทนทาน ที่ผ่านบทพิสูจน์ในทุกสภาพภูมิประเทศทั่วโลก
- Trust in Capability – ความไว้วางใจในสมรรถนะการขับเคลื่อน ที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามทุกเส้นทาง และทุกความท้าทาย
ปัจจุบัน Toyota Land Cruiser มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 12 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม คุณค่าของ Land Cruiser ไม่ได้สะท้อนจากตัวเลขยอดขายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการอยู่เคียงข้างผู้คนทั่วโลกในการเดินทางผ่านความท้าทายต่างๆ”
ความภาคภูมิใจของชาวไทยกับ TOYOTA LAND CRUISER FJ
มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีที่ผ่านมา โตโยต้าเปิดตัว Hilux Travo และ Hilux Travo-e ในประเทศไทย ด้วย Hilux คือ “รถกระบะของคนไทย” ที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน กับมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% พร้อมด้วยกำลังการผลิตขนาดใหญ่และมีการส่งออกไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ทำให้ Hilux มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
สำหรับ Hilux Travo รุ่นใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าในประเทศไทย และเมื่อรวมกับยอดจำหน่ายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของ Hilux Revo และ Hilux Champ ทำให้โตโยต้าสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถกระบะได้สูงถึง 48.7% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในปีที่ผ่านมา
ในโอกาสนี้ โตโยต้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน รวมถึงทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา และในวันนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว “Toyota Land Cruiser FJ”
Land Cruiser FJ ถือเป็น Land Cruiser รุ่นแรกที่มีการผลิตเต็มรูปแบบ (Fully Manufactured) นอกประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นฐานการผลิตหลัก ด้วยสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 84% พร้อมแผนการส่งออกมากกว่า 40,000 คันต่อปี ไปยังประมาณ 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศญี่ปุ่น
โตโยต้าเชื่อมั่นว่า Land Cruiser FJ จะมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ เครือข่ายอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ (Supply Chain) และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับตลาดประเทศไทย โตโยต้าได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 คันในปีแรก แม้จะเป็นเป้าหมายที่ไม่สูงนัก แต่เราเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของเราในอนาคต
การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโตโยต้า และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
“Bold & Unbound…เป็นให้ชัด ไปให้สุด”
มร.มาซายะ อุจิยามะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาและออกแบบ LAND CRUISER FJ ว่า “ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 75 ปีของ Land Cruiser รถรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ “ความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด” โดยเรื่องราวของ Land Cruiser เริ่มต้นจาก Toyota BJ ในปี 1951 ต่อมาในปี 1960 เราได้เปิดตัว 40 Series นับจากนั้น Land Cruiser ได้พัฒนาออกเป็น 3 สายผลิตภัณฑ์ ได้แก่
- สาย Station Wagon (ซึ่งปัจจุบันคือ LC300)
- สาย Heavy Duty หรือ 70 Series
- สาย Light Duty หรือ 250 Series
จาก 3 สายผลิตภัณฑ์หลักของ Land Cruiser คำที่สะท้อนความเป็นตัวตนที่ชัดเจนที่สุดตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “ความไว้วางใจ (Trust)”
ในการพัฒนา Land Cruiser ทุกครั้ง เราคำนึงถึง 2 แนวคิดสำคัญ คือ “การสืบทอด (Inheritance)” และ “การพัฒนา (Evolution)” อีกทั้งยังคงยกระดับความเชื่อถือได้ ความทนทาน และสมรรถนะออฟโรดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า Land Cruiser เป็นรถที่สามารถพาไปได้ทุกที่ และนำสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ Land Cruiser ไปสู่อนาคต เราจึงตัดสินใจเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเพื่อขยายฐานลูกค้าในตลาดที่กำลังเติบโต เรามุ่งมั่นนำเสนอรถออฟโรดที่ “เข้าถึงได้” มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่ง “คุณค่าอย่างแท้จริง” ซึ่งคำตอบสำหรับความท้าทายนี้คือ Land Cruiser FJ
ในการพัฒนา Land Cruiser FJ เราได้ย้อนกลับไปสู่จิตวิญญาณของ 40 Series ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมใน Land Cruiser ระดับโลก เป้าหมายของเราคือการส่งมอบ “ความไว้วางใจ (TRUST)” ให้กับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย ที่สำคัญ เรายังต้องการจุดประกายให้ผู้คนได้สนุกกับชีวิตในทุกๆ วันมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างรถที่สามารถ “ขับเคลื่อนความรู้สึก” และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง เราจึงผสานสมรรถนะออฟโรดในแบบฉบับ Land Cruiser เข้ากับ 2 คุณค่าหลัก นั่นคือ “Freedom” และ “Joy” ซึ่งเป็นความหมายของ “FJ”
“Freedom” — อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” — ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเอง
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดรถรุ่นนี้ คือ “การปรับแต่งรถในแบบของคุณ” เราตั้งใจออกแบบตัวรถพื้นฐานให้มี “พื้นที่สำหรับการต่อยอด” เพราะเราเชื่อว่า Land Cruiser ที่แท้จริง ควรถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของที่ครอบครองรถเอง ซึ่งลูกค้าแต่ละคนสามารถสร้างรถที่สะท้อนตัวตน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว
จุดเด่นสำคัญของ Land Cruiser FJ เริ่มจากมิติตัวรถมีความยาวโดยรวมสั้นกว่า Fortuner ถึง 185 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อสั้นกว่าถึง 170 มิลลิเมตร ขนาดที่กะทัดรัดนี้ ทำให้มีวงเลี้ยวที่แคบกว่า คล่องตัวและเฉียบคมยิ่งขึ้น สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่เติมเต็มความสนุกให้กับตระกูล Land Cruiser ได้อย่างแท้จริง
การออกแบบภายนอก พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ “PLAYFUL DICE” ที่ผสานความ “สนุก” เข้ากับ “ฟังก์ชันการใช้งาน” ได้อย่างลงตัว ด้วยรูปทรงตัวถังแบบเหลี่ยมลบมุม (Chamfered Square) และระยะที่ยื่นจากตัวถังรถด้านหน้าและด้านท้ายที่สั้นลง ทำให้ Land Cruiser FJ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ชัดเจน ขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมความสามารถในการขึ้นลงทางชันให้ดียิ่งขึ้น ทำให้รถสามารถลุยได้ทุกสภาพเส้นทางได้อย่างมั่นใจ
การออกแบบภายใน คงไว้ซึ่ง “เส้นสายแนวนอน” ตามแบบฉบับของ Land Cruiser เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานและควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ด้วยแนวกระจกที่ต่ำลง และการออกแบบเสา A ให้ตั้งตรงมากขึ้น มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่
ด้านสมรรถนะ ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Land Cruiser อย่างแท้จริง ตัวรถถูกพัฒนาบนโครงสร้างแชสซีส์ IMV ที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งและปรับจูนให้ได้มาตรฐานระดับ Land Cruiser มาพร้อมระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบล็อกเฟืองท้าย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่ในทุกสภาพเส้นทางอย่างมั่นใจ และเพื่อให้ Land Cruiser FJ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะได้อย่างเต็มศักยภาพ ในด้านการผลิต คงไม่มีที่ใดเหมาะสมไปกว่า โรงงานบ้านโพธิ์ ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์การผลิตรถยนต์มากกว่า 1.5 ล้านคัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทีมงานจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้าง Land Cruiser FJ คันนี้ ให้ถ่ายทอดทั้ง “คุณภาพ” และ “ปรัชญา” ของ Land Cruiser ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น เป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา Land Cruiser FJ คือ การสร้างรถเพื่อให้ผู้คน “สนุกกับการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างแท้จริง” ทีมงานที่พัฒนารถรุ่นนี้ได้ขับทดสอบจริงร่วมกับผู้ใช้งานออฟโรดทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียนรู้ถึงหัวใจของ “ความสนุกในการขับขี่” ภายใต้องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ความคล่องตัวสูง รองรับการเลี้ยวในพื้นที่แคบได้อย่างแม่นยำ / การยึดเกาะของล้อบนพื้นถนนที่มั่นคง และระยะความสูงใต้ท้องรถที่มากพอ สร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง นอกจากนั้น ยังผ่านการทดสอบบนสนามทดสอบเดียวกันกับที่ใช้พัฒนา Land Cruiser รุ่นก่อนหน้า
Land Cruiser FJ พร้อมแล้วที่จะเปิดตำนานบทใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการขยายขอบเขตการเดินทางของตัวเองเพื่อ “Freedom” — อิสระในการออกไปได้ทุกที่ และ “Joy” — ความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของคุณเองบนรากฐานของ QDR ได้แก่ Quality (คุณภาพ) / Durability (ความทนทาน) และ Reliability (ความเชื่อถือได้)”
พบประสบการณ์ใหม่แห่งความประทับใจกับ LAND CRUISER FJ
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงจุดเด่นของ LAND CRUISER FJ ว่า “Land Cruiser FJ มีจุดขายหลัก 5 ประการ ได้แก่
- ดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย
- สมรรถนะการขับขี่ที่แข็งแกร่ง
- ความสะดวกสบายในการโดยสาร
- การทรงตัวที่มั่นคงในทุกสภาพเส้นทาง
- ระบบเบรกที่เชื่อถือได้
คุณสมบัติเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องการส่งมอบให้กับลูกค้า และทำให้ Land Cruiser FJ สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน Land Cruiser FJ จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญในตลาด PPV ของประเทศไทย ซึ่งมีความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยโตโยต้าได้วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับลูกค้าแต่ละกลุ่มไว้อย่างชัดเจน สำหรับกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการรถยนต์ 7 ที่นั่ง เพื่อรองรับการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว ปัจจุบัน Fortuner ยังคงเป็นคำตอบที่เหมาะสม ด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่ สมรรถนะที่ทรงพลัง และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ (QDR) นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา โตโยต้ายังได้เปิดตัวรุ่นย่อย Leader G+ ซึ่งโดดเด่นด้านความคุ้มค่า ส่งผลให้ Fortuner เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่มองหารถยนต์ที่ครบครันทั้งสมรรถนะและความคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน ตลาด PPV ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ ผู้ที่โสดหรือมีครอบครัวขนาดเล็ก รวมถึงผู้ที่หลงใหลการขับขี่สายลุยและการตกแต่งรถยนต์ ซึ่งมองหารถที่เปรียบเสมือน Hobby Car มีขนาดกะทัดรัด สามารถปรับแต่งได้ ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว และในวันหยุดยังสามารถออกไปสัมผัสความสนุกบนเส้นทางออฟโรด พร้อมใช้ชีวิตอย่างอิสระในทุกเส้นทาง สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ Land Cruiser FJ คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
เครื่องยนต์ 2TR ที่ติดตั้งใน Land Cruiser FJ เป็นเครื่องยนต์เดียวกับที่ใช้ใน Land Cruiser 250 ซึ่งได้รับการพิสูจน์สมรรถนะจากการใช้งานจริง รวมถึงการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่สมบุกสมบันมาแล้ว โดย โตโยต้าได้ปรับจูนเครื่องยนต์ และระบบควบคุมให้ทำงานสอดประสานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถอย่างลงตัว เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง
นอกจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการขับขี่สายลุยแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าอีกจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับ Land Cruiser FJ ในฐานะรถที่สามารถต่อยอดการตกแต่งได้ตามสไตล์ของผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Land Cruiser Series ด้วยระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ใช้ Land Cruiser รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมสามารถร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์และสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Land Cruiser กลายเป็นรถที่มีวัฒนธรรมการใช้งานและการตกแต่งที่โดดเด่น
ภายในงาน โตโยต้ายังได้นำเสนอ อุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้า ที่พัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยเป็นครั้งแรกของความร่วมมือระหว่าง โตโยต้า และ ARB (Thailand) ในการนำเสนอสไตล์การตกแต่งแบบออฟโรดที่ช่วยเสริมทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และความมั่นใจในการใช้งาน ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งแท้ได้จากโชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ
นอกจากนี้ โตโยต้าขอนำเสนอรถต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตลาดรถแต่ง 4 สไตล์ ที่สะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกแนวทางการแต่งรถให้ตรงกับตัวตนของตัวเองได้มากที่สุด ได้แก่
สไตล์รถแต่ง แนวคิด เหมาะสำหรับ 1) The Meridian Authentic Off-Road สายลุย ที่ชอบท้าทายอุปสรรคต่างๆ 2) The Nature Explorer Basecamp เคลื่อนที่ สาย Passion ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง 3) The Legendary สานต่อปรัชญาของ Land Cruiser สาย Retro ที่มีความเชื่อมั่นต่อ Land Cruiser 4) The Street Cruiser Lifestyle คนเมือง สาย Creative ที่ชีวิตต้อง Active อยู่ตลอดเวลา ในเดือนที่ผ่านมา โตโยต้าได้เตรียมความพร้อมผ่านการจัดกิจกรรม Decoration Garage Preview ซึ่งเป็นเวทีที่โตโยต้าเปิดโอกาสให้สำนักแต่งและผู้ประกอบการในประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ตกแต่งเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อลูกค้ารับรถแล้ว จะสามารถเริ่มตกแต่งได้ทันทีตามสไตล์ที่ต้องการ”
นายศุภกร รัตนวราหะ กล่าวตอกย้ำว่า “การเปิดตัว Land Cruiser FJ ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยขยายตลาดเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ตลาดอุปกรณ์ตกแต่งในประเทศกลับมาคึกคักและมีสีสันอีกครั้ง”
นายศุภกร รัตนวราหะ เปิดเผยถึงแผนการตลาดว่า “Land Cruiser FJ จะถูกนำไปจัดแสดงต่อสาธารณะภายในงาน Bangkok International Motor Show ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม เป็นต้นไป พร้อมเปิดรับจองอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
และพิเศษสุดในงานมอเตอร์โชว์ เปิดตัวแคมเปญพิเศษตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า LAND CRUISER FJ สายลุย โตโยต้าจับมือ Krungsri Auto และแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียม Triumph ในการนำร่องแพ็กเกจการเงินรูปแบบใหม่ ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ได้พร้อมกัน ด้วยแพ็กเกจผ่อนชำระรวมทั้งสองคัน เริ่มต้นเพียง 21,743 บาทต่อเดือน และมากไปกว่านั้นยังได้รับ Krungsri Gift Card มูลค่า 5,000 บาท / Triumph Accessory Voucher มูลค่า 5,000 บาท และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทจากโตโยต้า ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึง 5 เมษายน 2569
พร้อมกันนี้ โตโยต้ายังเตรียมจัดกิจกรรม Pop-up Roadshow เดินสายจัดแสดงรถในจังหวัดสำคัญรวม 16 จังหวัด ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 3 พฤษภาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสรถอย่างใกล้ชิดก่อนใคร หลังจากนั้น เมื่อรถพร้อมส่งมอบ โตโยต้าจะจัดกิจกรรมเปิดตัวพร้อมการทดลองขับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม เป็นต้นไป ณ โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ และที่ Toyota Alive
Land Cruiser FJ เปิดตัวด้วยรุ่นย่อย 4WD พร้อมตัวเลือกสีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามที่นำเสนอภาย ในงาน โดยมีราคาอย่างเป็นทางการดังนี้
LAND CRUISER FJ ราคาเต็ม 1,289,000 บาท พิเศษสุด! กับราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว 1,269,000 บาท (ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569)
รับข้อเสนอ: ทางเลือกที่ 1 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care
ทางเลือกที่ 2 ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.99% พร้อมเลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า*
*เลือกรับชุดตกแต่งแท้จากโตโยต้า 3 แพ็คเกจ
แพ็คเกจที่ 1 ชุดตกแต่ง “Unbound Explorer…เพราะชีวิต ต้องลุยนอกกรอบที่คุ้นเคย”
มูลค่า 32,450 บาท ประกอบไปด้วย
1. สน็อกเกิล ราคา 15,600 บาท
2. แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ARB ราคา 8,500 บาท
3. ชุดบังโคลนล้อ ราคา 8,350 บาท
แพ็คเกจที่ 2 ชุดตกแต่ง “Urban Unique…ครบทุกสิ่ง ที่ใจต้องการ”
มูลค่า 32,700 บาท ประกอบไปด้วย
1. แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง ราคา 7,500 บาท
2. คิ้วกระจังหน้า ราคา 3,400 บาท
3. คิ้วกันกระแทกประตู ราคา 7,900 บาท
4. คิ้วตกแต่งฝาครอบล้ออะไหล่ ราคา 4,600 บาท
5. ชุดตกแต่งฝาถังน้ำมัน ราคา 1,200 บาท
6. แผงบังแดดข้าง ราคา 2,100 บาท
7. กล้องบันทึกภาพด้านหน้าและหลัง (รุ่น 2K) ราคา 6,000 บาท
แพ็คเกจที่ 3 ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง “Freedom Journey…เติมพลังให้ทุกวันมีความหมาย”
มูลค่า 36,400 บาท ประกอบไปด้วย
1. ถาดแร็คหลังคา ARB ราคา 36,400 บาท
LAND CRUISER FJ มาพร้อม 3 สีให้เลือก
ใหม่! สีฟ้า SMOKY BLUE
สีขาวมุก PLATINUM WHITE PEARL MICA
สีเทา ASH
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญพิเศษ อาทิ ประกันภัยชั้นหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และบริการทางการเงินจากเครือข่ายธุรกิจโตโยต้า รวมถึง Kinto และ Toyota Sure เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ โตโยต้าได้เตรียมชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษให้สามารถเลือกเพิ่มเติมได้ตามสไตล์การใช้งาน
โตโยต้าคาดว่า Land Cruiser FJ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการเดินทาง การใช้งานที่ทนทาน และสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดตามแบบฉบับของ Land Cruiser”
พบกับ LAND CRUISER FJ ในกิจกรรมต่างๆ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ
ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้ที่
- งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026)
ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
- กิจกรรม Land Cruiser FJ Roadshow
ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ 16 จังหวัดทั่วประเทศไทย
- กิจกรรม เปิดตัว Land Cruiser FJ และทดลองขับขี่ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศไทย
ระหว่างวันที่ 9-31 พฤษภาคม 2569
ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.toyota.co.th/ Facebook: Toyota Motor Thailand
LINE Official: @ToyotaThailand TikTok: @ToyotaMotorTH
X: @ToyotaMotorTH Instagram: @toyotamotorthailandofficial
Facebook: Toyota Hilux Thailand TikTok: @toyotahiluxthailand
Instagram: @toyotahiluxthailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
บริดจสโตนร่วมฉลอง Grand Opening “TOP SECRET THAILAND SHOP” แลนด์มาร์กใหม่ของสาวก JDM
พร้อมยกทัพยาง BRIDGESTONE POTENZA ปลุก DNA ความสปอร์ตเต็มสมรรถนะบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยคุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ กรรมการผู้จัดการ ร่วมแสดงความยินดีกับ “คุณเบียร์ ใบหยก” เจ้าของสำนักแต่งรถยนต์ TOP SECRET THAILAND และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของบริดจสโตน ในงาน Grand Opening เฉลิมฉลองการเปิด “TOP SECRET THAILAND SHOP” ณ ซอยประดิษฐ์มนูธรรม 1 ใกล้แยกเหม่งจ๋าย แลนด์มาร์กใหม่ ที่รวมครบทั้ง garage, café และ ramen ไว้ในที่เดียวเพื่อให้สาวก JDM และคนรักรถได้สัมผัส Car Culture อย่างเต็มอารมณ์ ทั้งการชมรถ พูดคุยแลกเปลี่ยน และพักผ่อนในบรรยากาศคอมมูนิตี้
ได้อย่างลงตัวภายในงานยังได้รับเกียรติจากคุณ Smoky Nagata ผู้ก่อตั้ง TOP SECRET สำนักแต่งรถยนต์ระดับตำนานจากญี่ปุ่น พร้อมพาร์ทเนอร์คนสำคัญในวงการรถยนต์ร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง การร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริดจสโตนในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยางรถยนต์ที่พร้อมถ่ายทอด DNA แห่งความสปอร์ตและประสบการณ์ความเร็วให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ ณ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่สาวก JDM ไม่ควรพลาด
บริดจสโตนยังได้จัดโซน BRIDGESTONE POTENZA CORNER โชว์นวัตกรรมยางสปอร์ตพรีเมียมรุ่นแฟลกชิป นำโดย BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE005 รุ่นล่าสุดสำหรับผู้ที่หลงใหลการขับขี่
ที่สนุกและเร้าใจยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมด้วยBRIDGESTONE POTENZA RE-71RS และ BRIDGESTONE POTENZA RACE ยางสมรรถนะสูงเพื่อรถสปอร์ตพรีเมียมทั้งในสนามแข่งและชีวิตประจำวัน รวมถึง BRIDGESTONE POTENZA SPORT ยางสปอร์ตระดับซูเปอร์คาร์ที่มอบความมั่นใจในทุกโค้งและทุกความเร็ว นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษให้ชาว JDM ที่มา TOP SECRET THAILAND SHOP ได้ร่วมสนุกลุ้นรับส่วนลดยางบริดจสโตนมูลค่า 10,000 บาทตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างสีสันและเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ Car Culture พร้อมเชื่อมโยงสมรรถนะการขับขี่สไตล์สปอร์ตสุดเร้าใจเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรักรถอย่างแท้จริง
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News / News Motocycle2 Min Read
ดูคาติ ฉลอง 100 ปี ยกทัพครบทุก Model Range เปิดตัว New Monster+ พร้อมแคมเปญ “Limitless Ride” ใน Motor Show 2026
ดูคาติ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เข้าร่วมงาน Bangkok International Motor Show 2026 ภายใต้แนวคิดบูธ “The Ultimate Collision of Speed & Style” ถ่ายทอดการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสมรรถนะระดับสูงและไลฟ์สไตล์แบบอิตาเลียน พร้อมเปิดตัวไฮไลต์สำคัญ New Monster+ (มอนเสตอร์ พลัส) Sport Naked Bike รุ่นใหม่ล่าสุด ณ งาน Bangkok International Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ บูธ ดูคาติ (A17) อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ Ducati ในโอกาสครบรอบ 100 ปี (1926–2026) นับตั้งแต่การก่อตั้งในเมือง Bologna ประเทศอิตาลี สู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับโลกที่สะท้อนความเป็นเลิศทั้งด้านวิศวกรรม สมรรถนะ และดีไซน์ “Made in Italy” ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา Ducati ได้ถ่ายทอดความหลงใหลผ่านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเฉลิมฉลองในระดับโลก รวมถึงงาน World Ducati Week ณ สนาม Misano World Circuit ประเทศอิตาลี
คุณอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด กล่าวว่า การกลับมาของ Ducati ภายใต้การบริหารโดย AAS Moto Corse ในครั้งนี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ แต่คือการส่งมอบ “ความเชื่อมั่น” กลับคืนสู่ผู้ขับขี่ทุกคน เราจึงตั้งใจเปิดตัวแพ็กเกจ RIDE LIMITLESS+ (ไรด์ ลิมิตเลส พลัส) เป็นครั้งแรกในงาน Motor Show เพื่อยืนยันว่าทุกการเดินทางของลูกค้าจะได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานของ AAS Group อย่างแท้จริง
ภายในงานครั้งนี้ ดูคาติ ประเทศไทย ได้สร้างความโดดเด่นด้วยการ จัดแสดงรถจักรยานยนต์ครบทุก Model Range เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง (Accessories) อย่างครบครัน สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ที่ครอบคลุมทั้งสาย Performance, Adventure และ Lifestyle อย่างแท้จริง
ไฮไลต์สำคัญของบูธปีนี้คือ New Monster+ สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์ระดับไอคอน ที่กลับมาภายใต้แนวคิด “Everything you need, nothing more” ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบที่ตัดทอนสิ่งไม่จำเป็น เหลือไว้เพียง “แก่นแท้ของความสนุกในการขับขี่” มาพร้อมเครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นใหม่ ให้สมรรถนะ 111 แรงม้า 890 ซีซี โครงสร้างน้ำหนักเบาเพียง 175 กิโลกรัม และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ครบครัน ทั้ง Riding Modes, Traction Control, Wheelie Control, Quick Shift 2.0 และครั้งแรกสำหรับ Monster ที่มี Engine Brake control (EBC) พร้อมดีไซน์ใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ Monster อย่างชัดเจน
Monster รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ โดยผสานเทคโนโลยีและดีไซน์ที่โดดเด่นเข้าด้วยกัน ตัวรถมีเส้นสายสปอร์ต แต่ยังคงความดุดัน พร้อมจุดสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของ Monster ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมันทรง Bison-back ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ Naked ของ Ducati ที่ถูกออกแบบใหม่ พร้อมดีไซน์ช่องรับอากาศด้านหน้า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Monster ใน Generation ที่ 2 มาพร้อมไฟหน้าที่ได้รับการดีไซน์ใหม่แบบ Full-LED Double “C” ตัวเบาะนั่งได้รับการออกแบบให้แคบลงและเตี้ยลง โดยมีความสูงรวม 775 มม. เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น
เครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นล่าสุด ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ถูกออกแบบมาให้มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุลมากขึ้น ลดแรงสั่นสะเทือน ซึ่งช่วยให้การขับขี่มีความนุ่มนวลและควบคุมได้ง่าย เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้มีน้ำหนักเบาลง 5.9 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Testastretta รุ่นก่อนหน้า และมาพร้อมระบบวาล์วแปรผัน IVT (Intake Variable Timing) ที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถผสานความนุ่มนวลในรอบต่ำ แรงดึงในรอบกลาง และ พละกำลังในรอบสูง โดยให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที และให้แรงบิด 70% ของแรงบิดสูดสุดตั้งแต่ที่ 3,000 รอบ/นาที และยังคงแรงบิด 80% ของแรงบิดสูงสุดไว้ให้ใช้งานตั้งแต่ 4,000 – 10,000 รอบ/นาที นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ลดความกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษา เพราะเครื่องยนต์ V2 รุ่นล่าสุด สามารถยืดระยะเวลา Maintenance Service ได้นานขึ้น โดยมีระยะการตรวจตั้งวาล์วที่ 45,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็น 1 ในมาตรฐานที่ดีที่สุดในกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับเดียวกัน
โครงสร้างสปอร์ต น้ำหนักเบา และควบคุมง่าย โดยใช้เฟรมแบบ Monocoque พร้อมสวิงอาร์มคู่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Panigale V4 ซี่งโครงสร้างนี้ช่วยให้ Monster ใหม่มีน้ำหนักเบาลงถึง 4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีน้ำหนักรวม 175 กิโลกรัม (ไม่รวมเชื้อเพลิง) Monster รุ่นใหม่มาพร้อมช่วงล่างที่ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าจาก Showa Upside-down ขนาด 43 มม. และ โช้คหลัง Showa monoshock ปรับพรีโหลดได้ พร้อมระบบเบรกจาก Brembo ใช้ดิสก์หน้าคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเปอร์ M4.32 radial และยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 และ 180/55 มอบการยึดเกาะและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการใช้งานบนถนน
เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการขับขี่ที่สนุกและปลอดภัย มาพร้อมโหมดการขับขี่ (Riding mode) ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Sport, Road, Urban และ Wet รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น Cornering ABS, Ducati Traction Control (DTC), Ducati Wheelie Control (DWC), Engine Brake Control (EBC), Ducati Quick Shift (DQS) 2.0 ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการตั้งค่าต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มความคุม 4 ทิศทางดีไซน์ใหม่ และหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับระบบ Ducati Multimedia System และระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn Navigation (เป็น Ducati Accessory สามารถติดตั้งเพิ่มได้) แสดงผลอ่านง่ายในทุกสภาพแสง ด้วย Dual mode มีให้เลือกแบบทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมการแสดงข้อมูลที่มีให้เลือก 2 รูปแบบ ทั้ง Road และ Road Pro ช่วยให้ผู้ขับขี่โฟกัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ โดยปรับการแสดงผลให้เหมาะสมและชัดเจนกับข้อมูลที่สำคัญที่สุดในแต่ละสถานการณ์
โดย Monster ถือเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ของ Ducati ที่เจ้าของนิยมปรับแต่งมากที่สุด Ducati Performance จึงนำเสนออุปกรณ์เสริมหลากหลายรูปแบบ เช่น เบาะแบบสปอร์ต, คาร์บอนไฟเบอร์แฟริ่ง และ Billet Aluminum รวมถึงท่อไอเสีย Termignoni ที่พัฒนาร่วมกันกับทาง Ducati
โดยปัจจุบันในประเทศไทยได้เปิดจำหน่าย Ducati รุ่น Monster+ ที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Ducati Red, Iceberg White และ Sport Livery โดยจะมาพร้อมฝาครอบเรือนไมล์และฝาครอบเบาะท้ายติดตั้งให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มาจากโรงงาน เปิดราคาจำหน่ายที่
- Monster+ สี Ducati Red ราคา 515,000 บาท
- Monster+ สี Iceberg White ราคา 525,000 บาท
- Monster+ สี Sport Livery ราคา 569,000 บาท
อีกหนึ่งไฮไลท์นอกจาก Monster ตัวใหม่ Ducati ยังนำเสนอความพิเศษระดับโลกด้วย Scrambler 10th Anniversary Rizoma Edition รุ่นลิมิเต็ดที่ผลิตเพียง 500 คันทั่วโลก โดยมาจัดแสดงและจำหน่ายในประเทศไทยเพียงคันเดียว สะท้อนความร่วมมือระหว่าง Ducati และ Rizoma ในการถ่ายทอดงานดีไซน์ระดับพรีเมียมที่ผสานศิลปะและวิศวกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
ขณะเดียวกัน ภายในบูธยังรวบรวมรถจักรยานยนต์รุ่นเด่นจากหลากหลายเซกเมนต์ เพื่อสะท้อนศักยภาพของ Ducati ในแต่ละไลน์อย่างครบถ้วน โดยมาพร้อมแพ็กเกจอุปกรณ์ตกแต่ง (Ducati Accessories) ที่ช่วยยกระดับทั้งสมรรถนะและดีไซน์ ได้แก่
Panigale V4 ซูเปอร์ไบค์ที่ถ่ายทอด DNA จากสนามแข่ง MotoGP สู่ถนน มาพร้อมชุด Performance เต็มรูปแบบ อาทิ Racing Exhaust System, Dry Clutch (คลัทช์แห้ง) และ ชุดแต่งคาร์บอน (Carbon Components)
Hypermotard 950 RVE ตัวแทนความสนุกสไตล์ Supermoto โดดเด่นด้วยความคล่องตัวสูง มาพร้อมอุปกรณ์เสริมสายสมรรถนะ เช่น Öhlins Steering Damper และชิ้นส่วน Carbon
Multistrada V4S Sport-Touring ระดับพรีเมียม รองรับทุกเส้นทางการขับขี่ มาพร้อมชุดแต่ง Touring และ Enduro เพิ่มความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ในการเดินทาง
Streetfighter V2S Sport-Naked ที่ผสานความดุดันแบบซูเปอร์ไบค์เข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมชุดแต่ง Carbon และ Performance Parts ช่วยเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มสมรรถนะของตัวรถ
XDiavel V4 Sport-Cruiser โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงพลังและตำแหน่งการขับขี่แบบ Feet-Forward ที่ผสาน Performance และความสบายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
DesertX Adventure สายลุยที่พัฒนามาเพื่อการผจญภัยโดยเฉพาะ มาพร้อมชุดอุปกรณ์เสริมสำหรับการเดินทางระยะไกล ตอกย้ำความพร้อมในทุก ๆ สภาพเส้นทาง
นอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์ในไลน์อัพอื่น ๆ มาจัดแสดงเพิ่มเติม อาทิ Desmo450MX, Monster SP (MY25) และ Scrambler Icon ครบทุก Model Range ครอบคลุมทั้ง Superbike, Naked, Adventure, Cruiser, Motocross และ Scrambler เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง
แพ็คเกจ RIDE LIMITLESS+ และข้อเสนอพิเศษในงาน Motor Show
ดูคาติ ประเทศไทย เปิดตัวแพ็คเกจ RIDE LIMITLESS+ ที่มาพร้อมรถทุกคัน เพื่อยกระดับประสบการณ์และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทุกท่าน โดยครอบคลุมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Warranty) นานถึง 3 ปี พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม Ducati Riding Experience (DRE) Road Academy หลักสูตรขับขี่ปลอดภัยตามมาตรฐาน Ducati โดย Ducati Riding Instructors ที่ผ่านการอบรมจากอิตาลี
พร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะในงาน Motor Show อาทิ เช่น
- ฟรีประกันภัยชั้น 1*
- ฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี*
- ดอกเบี้ย 0%*
- ส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท*
*(รายละเอียดข้อเสนอแตกต่างกันตามรุ่นรถ)
และยังมีกิจกรรมภายในงาน “Which Monster are you?” เพื่อค้นหา Ducati Monster ที่ใช่สำหรับคุณ พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษเฉพาะในงาน
ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสรถ Ducati ครบทุก Model Range พร้อมทดลองนั่งและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงจองรถและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่บูธ ดูคาติ ประเทศไทย ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม Ducati ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์: www.ducati.com/th Facebook: Ducati Thailand LINE Official: @ducatithailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News / News Motocycle1 Min Read
Royal Enfield เปิดตัว Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition ครั้งแรกในไทย ณ งาน Motor Show 2026
โรยัล เอ็นฟิลด์ (Royal Enfield) แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับตำนานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงสายการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้นำในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250–750 ซีซี) เผยโฉม Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (BIMS 2026) ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
หลังจากสร้างความตื่นตาตื่นใจในการเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งาน Motoverse 2025 ณ เมืองโกอา ประเทศอินเดีย วันนี้ ‘Sundowner Orange’ พร้อมแล้วที่จะมาสร้างสีสันและสะกดทุกสายตาในประเทศไทย ด้วยรูปลักษณ์ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเดินทางที่ผ่อนคลาย และความอบอุ่นของแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของชาว Meteor ทั่วโลกที่มีสมาชิกมากกว่าครึ่งล้านคนในปัจจุบัน
คุณ มาโนช กาจาร์ลาวาร์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟิลด์ (Mr. Manoj Gajarlawar, Business Head – Asia Pacific Markets – Royal Enfield) กล่าวว่า “ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดการขับขี่ที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติในแบบฉบับของ Royal Enfield ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักขี่ทั่วโลก ด้วยคาแรกเตอร์การขับขี่แบบครุเซอร์ที่ผ่อนคลาย เครื่องยนต์ที่นุ่มนวล และความง่ายในการควบคุม Meteor 350 จึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยม ทั้งในกลุ่มนักขี่มากประสบการณ์และผู้ขับขี่หน้าใหม่
สำหรับนักขี่ชาวไทย Meteor 350 ไม่ได้เป็นเพียงมอเตอร์ไซค์ แต่ยังสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของการเดินทางอย่างผ่อนคลาย และการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำบนทุกเส้นทาง เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน Sundowner Orange เข้ามาเสริมในไลน์อัพของ Meteor 350 และเชื่อว่าจะช่วยยกระดับประสบการณ์ให้กับคอมมูนิตี้ของเราได้มากยิ่งขึ้น”
ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการขี่ ผ่านเฉดสีแห่งช่วงเวลาทองคำ
นิยามใหม่ของสีสันแห่ง “Golden Hour” Sundowner Orange ไม่ใช่แค่ชื่อสี แต่คือการถ่ายทอด “อารมณ์” ของท้องฟ้ายามเย็นก่อนอาทิตย์ลับขอบฟ้า โทนสีส้มที่เข้มข้นและอบอุ่นนี้ เมื่อผสานเข้ากับเส้นสายที่โค้งมนในสไตล์คลาสสิกครูเซอร์ของ Meteor 350 ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ท่ามกลางป่าคอนกรีตในกรุงเทพฯ หรือการโลดแล่นบนถนนเลียบชายฝั่งทะเล Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ มาพร้อมสัญลักษณ์รุ่นพิเศษเพื่อระบุความเป็น Limited Edition ที่เน้นย้ำถึงความสุขของการเดินทางอย่างไร้จุดหมาย
ครูเซอร์ที่สะท้อนอิสรภาพบนท้องถนน และนิยามของ ‘Pure Motorcycling’
Meteor 350 Sundowner Orange ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อนักขี่ที่หลงใหลการขับขี่แบบ Immersive ที่เน้นดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัว ภายใต้ปรัชญา ‘Pure Motorcycling’ ที่ให้ความสำคัญกับ “ระหว่างทาง” พอๆ กับจุดหมายปลายทาง ท่ามกลางยุคที่ตลาดให้ความสำคัญกับตัวเลขสมรรถนะ Meteor 350 ยังคงยืนหยัดในการมอบประสบการณ์ที่นิยามด้วยความสบาย การเข้าถึงง่าย และการเชื่อมโยงอารมณ์ระหว่างผู้ขับขี่กับบรรยากาศบนท้องถนน
พร้อมออกเดินทางด้วยอุปกรณ์ Touring ครบครันจากโรงงาน
Meteor 350 Sundowner Orange อัดแน่นด้วยชุดแต่งมาตรฐานสไตล์ Touring มาพร้อมกับอุปกรณ์ติดตั้งจากโรงงานเพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล
- เบาะนั่ง Deluxe Touring: ออกแบบมาเพื่อความสบายสูงสุดตลอดวันในการขับขี่
- ชิลด์บังลมหน้า (Flyscreen): ช่วยลดแรงลมปะทะตัวผู้ขับขี่ โดยยังคงรักษาลุคที่โฉบเฉี่ยว
- พนักพิงหลังสำหรับผู้ซ้อน: เปลี่ยนทุกการเดินทางให้มีความหมาย ให้คนซ้อนกลายเป็นคู่หูที่พร้อมออกไปสัมผัสโลกกว้างด้วยกัน
- ระบบนำทาง Tripper Navigation Pod: ระบบนำทางแบบ Turn-by-turn เอกสิทธิ์เฉพาะของโรยัล เอ็นฟิลด์
- ล้อแม็กอะลูมิเนียมพรีเมียมแบบไม่ใช้ยางใน (Tubeless): โดดเด่นสะดุดตา น้ำหนักเบา พร้อมลุยทุกเส้นทาง
- ระบบ Slip-and-Assist Clutch: ช่วยให้การควบคุมคลัตช์นุ่มนวล ลดความเมื่อยล้าจากการใช้งานทั้งในจราจรที่ติดขัดและบนถนนโล่งที่ทำความเร็วได้ต่อเนื่อง
- ก้านเบรกและคลัตช์แบบปรับระดับได้: ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระฝ่ามือของนักขับขี่อันหลากหลาย เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัวและเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ
- ไฟหน้า Full LED: มอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงตลอดคืน
- พอร์ตชาร์จด่วน USB Type-C: ตอบโจทย์ไรเดอร์ยุคใหม่ ให้คุณเชื่อมต่อและชาร์จพลังงานให้อุปกรณ์สื่อสารได้ทุกที่ ทุกเวลา
Meteor 350 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 349cc สูบเดี่ยวที่ผ่านการพิสูจน์สมรรถนะมาแล้วทั่วโลก ให้พละกำลังที่ต่อเนื่อง นุ่มนวล และแรงบิดในรอบต่ำที่ยอดเยี่ยม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายในสไตล์ครูเซอร์อย่างแท้จริง
สะท้อนตัวตนของคอมมูนิตี้นักขี่ทั่วโลก
ด้วยความนิยมของผู้ใช้งาน Meteor 350 ทั่วโลก รุ่นพิเศษ Sundowner Orange จึงเป็นมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์ แต่คือสัญลักษณ์ของคอมมูนิตี้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่แตกต่าง
Meteor 350 ‘Sundowner Orange’ Special Edition พร้อมเปิดจองในประเทศไทยแล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 177,900 บาท
ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสตัวรถได้ที่บูธ Royal Enfield (M8) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 โดยภายในบูธยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสไลน์อัพมอเตอร์ไซค์ครบทุกเซกเมนต์ ทั้งสายครุเซอร์ คลาสสิก และแอดเวนเจอร์ ภายใต้แนวคิด Pure Motorcycling
#Meteor350 #RoyalEnfield #RoyalEnfieldThailand #PureMotorcycling #RidePure
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
มาสด้ามอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า MAZDA6e PREMIERE PACKAGE จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมมอบของขวัญที่บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์
มาสด้าจัดงาน MAZDA6e VIP DAY เชิญลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่สะท้อนจิตวิญญาณของมาสด้า ผ่าน 3 กิจกรรมพิเศษกับ Experience Zone ณ บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์ 2026 โดยเนรมิตพื้นที่จัดให้มีทั้ง “AI PHOTO BOOTH EXPERIENCE: บันทึกภาพที่ระลึกผ่าน Photo Booth AI”, “JAPANESE TEA CEREMONY EXPERIENCE: กิจกรรมชงชาแบบญี่ปุ่น” และ “ORIZURU WORKSHOP: กิจกรรมพับนกโอริซูรุ” สัญลักษณ์แห่งความหวังและสันติภาพ ที่มาสด้าจะส่งต่อไปยังฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทย โดยให้ลูกค้าได้ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและแชร์ประสบการณ์ความสุขความสุขร่วมกัน นอกจากนี้ มาสด้ายังมอบของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Mazda6e Leather Phone Stand สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานในวันนี้อีกด้วย ซึ่งสิทธิพิเศษนี้ เป็นสิ่งที่มาสด้าตั้งใจมอบให้กับลูกค้า เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับทุกช่วงเวลาของชีวิตตามปรัชญาแบรนด์ “Joy Drives Lives” ที่มาสด้ามุ่งมั่นเสมอมา
สำหรับการออกแบบบูธมาสด้าครั้งนี้ ได้ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ “Joy of Driving Creates a Richer Life” เพื่อถ่ายทอดปรัชญาแบรนด์ Joy Drives Lives เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขในการขับขี่รถยนต์” (Joy of Driving) จะนำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” (Joy of Living) และมาสด้าตั้งใจส่งมอบความสุขเหล่านี้ไปยังลูกค้าทุกคน เพื่อให้ทุกวันขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มและการใช้ชีวิตให้มีความหมาย มาสด้าได้เนรมิตพื้นที่ในบูธเป็น Experience Zone เพื่อให้ลูกค้าได้มาร่วมกิจกรรมความสุข นอกจากนี้ภายในบูธยังมีการจัดแสดงพื้นที่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของรถยนต์มาสด้า ที่มุ่งมั่นส่งมอบให้กับลูกค้ามาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน
สำหรับในงาน มอเตอร์ โชว์ 2026 นอกจากมาสด้าจะได้นำยนตรกรรมเอสยูวีแห่งอนาคต The All-New Mazda CX-6e ที่พัฒนาภายใต้กลยุทธ์ Multi-solution มาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในอาเซียน กับ ASEAN Premiere มาสด้ายังได้เปิดตัว The All-Electric Mazda6e ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทย ที่มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Premium ราคาจำหน่าย 1,169,000 ล้านบาท และรุ่น Exclusive ราคาจำหน่าย 1,199,000 ล้านบาท พร้อมมอบข้อเสนอ
- ดอกเบี้ย 1.78%
- ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance
- ฟรี Home Charger จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรี ทั่วประเทศ
- ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี
รวมถึงยังมอบฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย
- รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
- ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรม New Mazda CX-30 Signature Spirit รุ่นตกแต่งพิเศษ ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณความสปอร์ต สะท้อนตัวตนผ่านดีไซน์และสมรรถนะความสปอร์ต มาจัดแสดงภายในงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการแต่งรถ ควบคู่กับการนำรถยนต์ทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-Series และ ปิกอัพ มาจัดแสดง พร้อมมอบแคมเปญพิเศษมากมาย ทั้งส่วนลดสูงสุด 130,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ Mazda Ultimate Service (MUS) นานสูงสุด 7 ปี ฟรีขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษจากมาสด้า และพิเศษสำหรับลูกค้า Mazda Family และครอบครัว มาสด้ายังมอบบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุดอีก 20,000 บาท
มาสด้าขอเชิญลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้า เข้ามาชมยนตรกรรมเหล่านี้ ได้ที่บูธมาสด้า A5 ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ 2026 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือสามารถจองเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นพร้อมรับข้อเสนอเดียวกันได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine



























































































































































































