-
Lamborghini Revuelto SV – ขั้นสุดแห่งสมรรถนะการขับขี่ ลัมโบร์กินีเปิดตัวทายาทรุ่นล่าสุดแห่งตำนานตระกูล SV สร้างนิยามใหม่แห่งการขับขี่ที่เต็มเปี่ยมทุกอารมณ์ กับขุมพลังไฮบริด V12 1,065 แรงม้า
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี (Automobili Lamborghini) เปิดตัว “Revuelto SV[1]” สุดยอดยนตรกรรม V12 Super Veloce รุ่นล่าสุดของสายพันธุ์แห่งความเร็ว ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 55 ปีก่อนด้วยรุ่นแรกอย่าง Miura SV
รหัส “SV” สำหรับลัมโบร์กินี ย่อมาจาก Super Veloce ซึ่งหมายถึงรถยนต์สมรรถนะขั้นสูงสุด ซึ่งผสานพละกำลังที่เหนือชั้น นวัตกรรมโครงสร้างน้ำหนักเบา ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหมาะสมที่สุด และการประกอบโครงแชสซีที่แม่นยำ เพื่อมอบสุดยอดสมรรถนะ การขับขี่ที่เร้าใจ และความหลงใหลที่ดื่มด่ำยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะสัมผัสได้ใน Lamborghini Revuelto SV รุ่นใหม่นี้
การเปิดตัว Revuelto SV ทำให้ลัมโบร์กินีก้าวสู่บทใหม่แห่งสายพันธุ์ Super Veloce ในตำนาน โดยรถยนต์ซีรีส์นี้จะผลิตจำกัดเพียง 1,963 คัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงปีที่ก่อตั้งออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี และ Revuelto SV สงวนไว้สำหรับลูกค้าและนักสะสมที่หลงใหลและยึดมั่นต่อแบรนด์มากที่สุด พร้อมนำเสนอวิวัฒนาการด้านสมรรถนะยานยนต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยผสานประสิทธิภาพของขุมพลังเครื่องยนต์ไฮบริด V12 เข้ากับดีเอ็นเอด้านความเร็วอันไร้ขีดจำกัด เพื่อมอบประสบการณ์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่เหนือล้ำและแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “Revuelto SV ยกระดับศักยภาพของรถยนต์ตระกูล Revuelto ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ต่อยอดจากรถยนต์ที่เคยสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งด้านสมรรถนะและความแม่นยำในการขับขี่ ทุกองค์ประกอบถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์หลังพวงมาลัยอันเข้มข้น ตรงไปตรงมา และเร้าใจยิ่งกว่าเดิม รวมถึงความมีเอกลักษณ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรม และความสุขอย่างแท้จริงในการขับขี่ ล้วนถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มเปี่ยมในรถยนต์รุ่นนี้ และนี่คือดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีในรูปแบบที่ชัดเจนที่สุด กับซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้น เพื่อก้าวข้ามทุกขีดจำกัดและมอบอารมณ์ความรู้สึกโดยไร้ซึ่งข้อจำกัดใดๆ”
Revuelto SV[2] พัฒนาต่อยอดจากรุ่น Revuelto ซึ่งเป็นซูเปอร์คาร์เครื่องไฮบริด V12 รุ่นแรกของแบรนด์ที่ให้กำลังเครื่องกว่า 1,000 แรงม้า โดยรุ่น SV นี้ได้ปรับแต่งทุกรายละเอียดใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ระบบอากาศพลศาสตร์ไปจนถึงระบบส่งกำลัง จนได้กำลังเครื่องสูงสุดถึง 1,065 แรงม้า (783 กิโลวัตต์) และแรงบิดรวมของระบบที่สูงสุดในคลาสที่ 1,425 นิวตันเมตร พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.4 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.7 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 345 กม./ชม. ทำให้ Revuelto SV เป็นรถลัมโบร์กินีรุ่นผลิตจริงที่ทรงพลังและเร็วที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาของโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส
ตัวเลขสมรรถนะขั้นสุดเหล่านี้ให้กำเนิดสิ่งที่ลัมโบร์กินีนิยามว่า “The Quantum of Driving” (ขั้นสุดแห่งสมรรถนะการขับขี่) ถือเป็นการพลิกโฉมประสบการณ์ขับขี่ เมื่อสมรรถนะไม่ได้ค่อย ๆ ไต่ระดับอย่างต่อเนื่องอีกต่อไป แต่เปลี่ยนรูปไปสู่สิ่งใหม่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคำว่า “Quantum” สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของสถานะแบบฉับพลันนี้ และเป็นวินาทีที่การขับขี่ได้ก้าวเข้าสู่รูปแบบที่บริสุทธิ์ขั้นสูงสุด
รถยนต์สมรรถนะระดับสูงสุดรุ่นนี้ ยังมาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นกว่าเดิม ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ถูกพัฒนาเพื่อเพิ่มแรงกดให้มากขึ้น ช่วงล่างที่พัฒนาขึ้นใหม่พร้อมแดมเปอร์แบบ passive ที่ปรับตั้งได้ซึ่งนำแรงบันดาลใจมาจากสนามแข่ง รวมถึงระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกแบบ CCM-R Plus รุ่นใหม่ และยาง Bridgestone Potenza Race R ที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ
นับเป็นครั้งแรกที่ลัมโบร์กินีนำเสนอโหมดการขับขี่ “Pilota” บน Revuelto SV เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ในสนามแข่งที่เร้าใจและสามารถปรับแต่งได้มากขึ้น และเพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญานี้ ห้องโดยสารจึงถ่ายทอดแนวคิด “Feel Like a Pilot” ของลัมโบร์กินีในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับและตัวรถให้เป็นหนึ่งเดียว
ภารกิจของ Revuelto SV คือการปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งสนามแข่งขันด้วยขุมพลัง V12 ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด เพื่อเปลี่ยนพละกำลังขั้นสุดให้เป็นสภาวะการเชื่อมโยงอันแนบแน่นด้วยสัญชาตญาณระหว่างมนุษย์กับรถยนต์
“ด้วยนวัตกรรมอากาศพลศาสตร์แบบใหม่ ระบบควบคุมพลศาสตร์รถยนต์ที่ล้ำสมัย และเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต ทั้งระบบช่วงล่าง เบรก และยาง ผนวกกับกำลังเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น ทำให้ Revuelto SV มอบความแม่นยำและความเร้าใจในแบบสปอร์ตเหนือกว่ารุ่น Revuelto และส่งให้ Revuelto SV เป็นสุดยอดซูเปอร์สปอร์ตคาร์สำหรับบรรดานักขับ ผู้ให้ความสำคัญกับสมรรถนะอย่างแท้จริง” มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ กล่าวเสริม
ด้วยเวลาต่อรอบเพียง 1:41.6 นาที ที่สร้างสถิติโดยมาร์โก มาเปลลี นักขับจากโรงงานของลัมโบร์กินี ทำให้ Revuelto SV กลายเป็นรถยนต์รุ่นผลิตจริงที่เร็วที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ ณ สนามฮอกเคนไฮม์ (Hockenheimring) โดยเป็นหนึ่งในสนามมาตรฐานสำหรับการทดสอบสมรรถนะที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของโลก สนามแข่งในเยอรมันแห่งนี้จึงเป็นเวทีที่สมบูรณ์แบบในการพิสูจน์ขีดความสามารถด้านพลศาสตร์อันโดดเด่นของ Revuelto SV
ดีไซน์ที่เฉียบคมขึ้น
Revuelto SV สะท้อนปรัชญาอันเป็นแก่นแท้ของลัมโบร์กินี ที่ดีไซน์และสมรรถนะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างอย่างลงตัว รถยนต์รุ่นนี้คือการนำเสนอภาพลักษณ์อันไร้ข้อจำกัดทั้งในด้านสมรรถนะ ดีไซน์ และวิศวกรรมโครงสร้างน้ำหนักเบา โดยผสานระบบอากาศพลศาสตร์อย่างชาญฉลาดเข้ากับสมรรถนะขั้นสูงสุด นับตั้งแต่เส้นสายเพรียวลมด้านข้างสไตล์ “Speedshape” ไปจนถึงดีไซน์ “Omega” แนวตั้งด้านหน้าที่ช่วยขยายความกว้างของตัวรถและมอบความโดดเด่นสะดุดตาได้ในทันที ส่งให้ด้านหน้าดูเปี่ยมพลังแบบไดนามิก เสริมด้วยดิฟฟิวเซอร์ที่ตกแต่งด้วยเส้นสีแดงและปีกหลังที่ทำหน้าที่ในการมอบสมดุลด้านอากาศพลศาสตร์อย่างลงตัว จึงมั่นใจได้ว่ารถยนต์จะมอบแรงกดสูงสุดเสมอ
“Revuelto SV คือวิวัฒนาการขั้นต่อไปตามปรัชญา V12 HPEV ของลัมโบร์กินี เพื่อยกระดับคาแรกเตอร์อันเร้าใจและสมรรถนะขั้นสุดของตระกูล Revuelto ให้สูงขึ้นไปอีก” มร.มิตจา บอร์เกิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “ทุกองค์ประกอบของรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาบนแนวทางที่มุ่งเน้นสมรรถนะอย่างชัดเจน ผสานประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ วัสดุน้ำหนักเบา และคาแรกเตอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต พร้อมกับรักษาความบริสุทธิ์ของงานดีไซน์ในแบบฉบับดั้งเดิม โดยออกแบบส่วนหน้าด้วย ลวดลาย Super Veloce แบบใหม่และใช้คาร์บอนไฟเบอร์เปลือยอย่างครอบคลุม เพื่อเน้นให้เห็นทั้งความกว้างของตัวรถ รูปทรงที่แม่นยำ และความโดดเด่นอันน่าตื่นตา ในขณะที่รายละเอียดอย่างล้อแบบล็อกกลางรุ่นใหม่และลายกราฟิกทรงหกเหลี่ยม ยังสื่อถึงทั้งความล้ำสมัยทางเทคนิคและดีเอ็นเอด้านการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินี ผลลัพธ์ที่ได้คือรถยนต์ Revuelto ที่ให้ความรู้สึกเฉียบคม มุ่งมั่น และเร้าใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้ขับ ทั้งในเชิงภาพลักษณ์และด้านพลศาสตร์”
ในขณะเดียวกัน งานสีแบบพิเศษยังเพิ่มทางเลือกในการปรับแต่งรถยนต์อย่างไร้ขีดจำกัด ผสานทุกมุมมองทั้งด้านหน้าและด้านข้างให้เป็นรูปลักษณ์อันโดดเด่นทั้งในแง่ของงานออกแบบและสมรรถนะรถยนต์ รถรุ่นนี้ผสานทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์ และประสบการณ์ในสนามแข่งขันเข้ากันอย่างกลมกลืน ทั้งการใช้สีดำมาเป็นลูกเล่นในการตกแต่ง ปีกหลังแบบติดถาวรที่มีฟังก์ชันเฉพาะด้าน การเติมสีสันที่สะดุดตา และโลโก้ SV ที่ออกแบบใหม่บริเวณด้านข้างและด้านหลัง ล้วนเน้นย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟของรถยนต์รุ่นนี้ เส้นสายด้านข้างถูกขับเน้นอย่างสมบูรณ์แบบด้วยล้อแบบน็อตล็อกกลางดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง พร้อมโครงสร้างทรงหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์บริเวณด้านใน โดยนอกจากสี Shiny Silver ลูกค้ายังสามารถเลือกแบบตัวอักษร Lamborghini ที่เป็นไอคอนิกบริเวณด้านหลังทั้งในเฉดสี Shiny Black, Matt Black หรือ Matt Bronze ได้
ห้องโดยสารแนวสปอร์ตที่โฉบเฉี่ยวขึ้นตามปรัชญา “Feel-like-pilot”
ห้องโดยสารของ Revuelto SV ใหม่สามารถถ่ายทอดปรัชญา “Feel-like-pilot” ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด ไม่เพียงแต่แผงหน้าปัดที่เพรียวบางและการให้ความสำคัญกับผู้ขับมากที่สุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพวงมาลัยสไตล์ลัมโบร์กินีเจเนอเรชันล่าสุด พร้อมรูปแบบการวางตำแหน่งปุ่มควบคุมที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง
การใช้โครงสร้างห้องโดยสารน้ำหนักเบา แผงประตูคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาพิเศษ และเบาะนั่งแบบเดียวกับรถแข่งที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้ Revuelto SV สะท้อนถึงดีเอ็นเอของสนามแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับชุดตกแต่งแบบมาตรฐาน Revuelto SV จะมาพร้อมเบาะ Sport Seats โครงสร้างเปลือกคาร์บอนที่ผสานภาพลักษณ์เบาะรถแข่งเข้ากับความสะดวกในการใช้งานและความสามารถในการปรับระดับได้มากขึ้น พร้อมออปชันเบาะ Race Seats โครงสร้างโมโนค็อกคาร์บอนไฟเบอร์ ที่มอบประสบการณ์แบบมอเตอร์สปอร์ตอันไร้ขีดจำกัดได้มากกว่าเดิม ซึ่งนอกจากได้น้ำหนักเบาะที่เบาลงแล้ว ยังช่วยโอบรับสรีระด้านข้างได้มากที่สุดในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุของรถรุ่นนี้ยังสร้างมาตรฐานใหม่ในอีกหลายด้าน ด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์มากกว่า Revuelto ทุกรุ่นที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากออปชันวัสดุหนัง Nero Ade ลูกค้ายังสามารถเลือกหนังประเภทอื่น ๆ พร้อมเฉดสีหนังที่สวยงามตัดกันได้มากถึง 12 เฉดสี เพื่อขับเน้นคาแรกเตอร์แนวสปอร์ตของห้องโดยสารให้สวยงามเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยเลือกได้ทั้งในส่วนเบาะนั่ง คอนโซลกลาง พรมปูพื้น และแผงหน้าปัด
ห้องโดยสารสไตล์มินิมอลยังสามารถผสานเข้ากับลายกราฟิกและแอนิเมชันเฉพาะรุ่น Revuelto SV ที่ใช้ในการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งานได้อย่างกลมกลืน โดยทันทีที่ประตูเปิดออก แอนิเมชันสไตล์ Revuelto SV อันเร้าใจบนหน้าจอจะเปิดต้อนรับผู้โดยสารทันที พร้อมตื่นตาไปกับโทนสีและวัสดุพิเศษเฉพาะรุ่น เพื่อเติมเต็มบรรยากาศของห้องโดยสารที่เหนือระดับอย่างสมบูรณ์ Revuelto SV ยังมาพร้อมปุ่มเลือกโหมด Pilota สีแดงแบบใหม่บริเวณด้านขวาของพวงมาลัย ใช้เพื่อเปิดการตั้งค่าระบบควบคุมการยึดเกาะถนนที่แตกต่างกัน ส่วนก้านปรับโหมด ANIMA (Adaptive Network Intelligence Management) สำหรับควบคุมระบบพลศาสตร์การขับขี่ส่วนกลางที่แฟน ๆ ลัมโบร์กินีคุ้นเคย ก็มาในเฉดสีแดงเช่นกัน
เทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์รุ่นพัฒนาใหม่
เหล่าวิศวกรและนักออกแบบของบริษัทฯ ได้ปรับปรุงเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ของ Revuelto SV ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อการสร้างแรงกดที่มากขึ้น การควบคุมที่แม่นยำขึ้น และสมรรถนะด้านเวลาต่อรอบที่ดีขึ้นในการขับขี่บนสนามแข่ง
สปลิตเตอร์ด้านหน้าและใต้ท้องรถผ่านการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อมอบสมรรถนะขั้นสูงสุด ครีบมุมด้านบนกันชนหน้าช่วยปิดผนึกบริเวณซุ้มล้อได้ดีขึ้นและนำกระแสอากาศให้ไหลไปยังชุดระบายความร้อนด้านข้างได้โดยตรง ช่วยเสริมแรงของอากาศที่ไหลเข้าและทำให้การระบายความร้อนมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ทั้งยังเสริมสมรรถนะการขับขี่ให้เหมาะสมแม้ในสภาวะอันดุเดือด การปรับสมดุลอากาศพลศาสตร์ในส่วนหน้ายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมรถบนสนามแข่งและลดเวลาต่อรอบอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่การระบายความร้อนของเบรกซึ่งปรับให้ดีขึ้นถึง 12% ก็ช่วยให้การเบรกมีประสิทธิภาพสูงสุดยู่เสมอ แม้ในการขับขี่ที่ทรหดขั้นสุด
ปีกหลังของ Revuelto SV ผสานเทคโนโลยีและประสิทธิภาพของสนามแข่งเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ดีไซน์ปีกคู่ที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตบริเวณปลายด้านข้าง ช่วยสร้างแรงกดและการระบายความร้อนในระดับสูงสุด ในขณะที่ความลาดต่ำของส่วนกลางช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ และในส่วนท้ายของ Revuelto SV ติดตั้งครีบ Gurney flap ที่ทำให้ระบบอากาศพลศาสตร์และการระบายความร้อนทำงานได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยช่วยเพิ่มแรงกดบนฝากระโปรงหลังและเพิ่มแรงดูดอากาศบริเวณช่องระบายของหม้อน้ำ จึงเพิ่มประสิทธิภาพด้านอุณหภูมิและทำให้เกิดการระบายความร้อนที่ต่อเนื่องแม้ในการแข่งขันที่ดุเดือด ช่องระบายความร้อนใหม่ของเบรกหลัง บวกกับการออกแบบพื้นใต้ท้องรถอันซับซ้อนของ Revuelto SV ก็มีส่วนทำให้จานเบรกสามารถระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย
ผลลัพธ์คือ Revuelto SV สามารถสร้างแรงกดรวมได้มากกว่ารุ่น Revuelto ถึง 80% และมากกว่ารุ่น Aventador SVJ ถึง 10% ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพอัตราส่วนแรงกดต่อแรงต้านอีก 60% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Revuelto การออกแบบนี้การีนตีประสิทธิภาพทั้งการเร่งความเร็วที่ดีขึ้น การยึดเกาะที่เพิ่มขึ้น และเสถียรภาพระดับสูงสุดเมื่อขับด้วยความเร็วสูง ตลอดจนสมดุลอันไร้คู่แข่งทั้งในสนามแข่งและการขับขี่บนถนนทั่วไป
ระบบขับเคลื่อนยานยนต์
สำหรับ Revuelto SV ลัมโบร์กินีได้สร้างสรรค์เครื่องจักรเพื่อการขับขี่ด้วยนิยามอันบริสุทธิ์ที่สุด ระบบขับเคลื่อนผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ให้กำลังจำเพาะสูง ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน V12 ขนาด 6.5 ลิตรแบบไร้ระบบอัดอากาศ ทำงานประสานกับมอเตอร์ Axial Flux ด้านหน้า 2 ตัวซึ่งมอบอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังเครื่องที่ดีเยี่ยม พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Radial Flux ที่ติดตั้งเหนือเกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีดซึ่งวางแบบแนวขวางด้านหลังเครื่องยนต์ V12 ของลัมโบร์กินี
สถาปัตยกรรมรถยนต์รูปแบบนี้ช่วยให้การกระจายแรงบิดเกิดขึ้นได้เร็วมากและเป็นการกระจายแรงบิดด้วยระบบไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ มอบการยึดเกาะที่เหนียวแน่น ความแม่นยำในการเข้าโค้งที่เพิ่มขึ้น และความคล่องตัวที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาวะการขับขี่ ด้วยการกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้าแบบแอกทีฟ ระบบจึงมีการตอบสนองขณะเข้าโค้งที่ดีขึ้น พร้อมเพิ่มการยึดเกาะสูงสุดขณะออกจากโค้ง และทำให้ Revuelto มอบสัมผัสของซูเปอร์สปอร์ตคาร์น้ำหนักเบาและมีความแม่นยำมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการขับบนท้องถนนและในสนามแข่ง
เครื่องยนต์ V12 ให้กำลัง 825 แรงม้าที่ 9,250 รอบ/นาที และทำรอบเครื่องยนต์สูงสุดถึง 9,500 รอบ/นาทีเมื่อทำงานเชิงเทคนิคผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 3 ตัวและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสมรรถนะสูงขนาด 7.3 kWh ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซึ่งให้กำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ ช่วยเพิ่มกำลังรวมสูงสุดสู่ระดับ 1,065 แรงม้าอย่างน่าประทับใจ โดยมากกว่ารุ่น Revuelto ถึง 50 แรงม้า
Revuelto SV มอบอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักอันน่าทึ่งที่ 1.66 กก./แรงม้า ระบบแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นใหม่ยังช่วยรักษาระดับของสมรรถนะให้สม่ำเสมอกว่ารุ่น Revuelto ถึง 4 เท่า โดยให้กำลังเครื่องที่ต่อเนื่องและทำงานได้สม่ำเสมอแม้ขับขี่ในสนามแข่งอันดุเดือด สิ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กันคือแรงบิดรวมของระบบสูงสุดที่ 1,425 นิวตันเมตร ซึ่งสูงสุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการตอบสนองและการเร่งความเร็วอันเหนือชั้นของรถยนต์รุ่นนี้
การผสานเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V12 เข้ากับประสิทธิภาพในการทำรอบเครื่องยนต์ที่สูงมากและระบบไฮบริดอันล้ำสมัย ทำให้ Revuelto SV มีอัตราเร่งอันน่าตื่นเต้นจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.4 วินาที และจาก 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.7 วินาทีเท่านั้น ทั้งยังสามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 345 กม./ชม. โดยไอเสียร้อนจะถูกระบายออกผ่านระบบท่อไอเสียแนวสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ปรับจูนมาโดยเฉพาะให้เหมาะกับกำลังเครื่องของรถยนต์รุ่นนี้ นำเสนอปลายท่อไอเสียคู่ในโทนสีเทาด้าน พร้อมทั้งนำเสนอออปชันการตกแต่งปลายท่อไอเสียทั้งในเฉดสีดำด้านและสีบรอนซ์ด้านอันหรูหราให้เป็นพิเศษ
มร.อเลสซานโดร ฟาร์เมสกี ผู้อำนวยการสายผลิตภัณฑ์ Revuelto แห่งออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “สำหรับ Revuelto SV เป้าหมายของเราคือการมอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับกับรถยนต์อย่างตรงไปตรงมา ให้สัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจจากสนามแข่งขัน และเปี่ยมอารมณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ระบบอากาศพลศาสตร์ที่พัฒนาให้เพิ่มแรงกดและยกระดับเสถียรภาพที่ความเร็วสูง ช่วงล่างที่พัฒนาจากรถแข่ง GT3 ระบบเบรกเจเนอเรชันใหม่ ไปจนถึงยาง Bridgestone Potenza Race R ที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดตามข้อกำหนดของลัมโบร์กินี พร้อมโหมดการขับขี่ Pilota ใหม่ สิ่งเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อย้ำความมั่นใจ ประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอ และความเร้าใจในการขับขี่ระดับสูงสุดในทุกสภาวะ ไม่ว่าจะบนถนนหรือสนามแข่ง ผลลัพธ์คือซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างดีเยี่ยมตามสไตล์การขับขี่และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ในขณะที่ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ในแบบฉบับลัมโบร์กินีที่บริสุทธิ์และเต็มเปี่ยมทุกอารมณ์”
ระบบกันสะเทือนช่วงล่างใหม่ พร้อมแดมเปอร์ปรับได้ด้วยแรงบันดาลใจจากสนามแข่ง
ช่วงล่างของ Revuelto SV จะเปลี่ยนทุกการขับขี่ให้เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ทั้งสำหรับผู้ขับและผู้โดยสาร โดยแดมเปอร์ปรับตั้งด้วยมือที่พัฒนาจากเทคโนโลยีรถแข่ง GT3 มอบสมดุลที่สมบูรณ์แบบ พร้อมประสิทธิภาพสูงสุดและความรู้สึกในการขับขี่อันบริสุทธิ์ทั้งบนถนนและในสนามแข่ง โดยสามารถปรับแต่งได้อย่างแม่นยำตามสไตล์การขับขี่เฉพาะบุคคล
ระบบการซับแรงที่ถูกปรับแต่งอย่างเหมาะสมจะช่วยควบคุมทุกการเคลื่อนไหวของตัวถังรถได้อย่างแม่นยำ ผู้ขับจะสัมผัสได้ถึงทุกโค้งถนนอย่างตรงไปตรงมา ปลอดภัย และไร้ข้อจำกัด ผลลัพธ์คือ Revuelto SV มีความคล่องตัวเพิ่มขึ้น 17% และการยึดเกาะด้านข้างดีขึ้น 10% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Revuelto
การออกแบบจลนศาสตร์ของช่วงล่างยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแดมเปอร์ให้ถึงขีดสุด เพื่อถ่ายทอดไดนามิกส์ของรถยนต์ให้กลายเป็นการตอบสนองที่ฉับไวและแม่นยำ มอบประสบการณ์การขับขี่อันบริสุทธิ์ที่ผู้ขับและเครื่องจักรหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งประโยชน์ที่ลูกค้าสัมผัสได้นี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนาในสนามแข่งอันโชกโชน พร้อมออปชันแนะนำการตั้งค่ามากมาย ไม่ว่าจะในสนามทางเรียบ สนามขรุขระ หรือสนามเปียก
ระบบเบรก CCM-R Plus ใหม่
จานเบรกคาร์บอนเซรามิก CCM-R Plus ใหม่ที่ใช้ใน Revuelto SV ถือเป็นมาตรฐานใหม่ในด้านสมรรถนะของเซกเมนต์ไฮเปอร์คาร์และรถแข่ง ด้วยพัฒนาการด้านประสิทธิภาพการเบรกครั้งสำคัญโดยเฉพาะในสถานการณ์ชะลอความเร็วสูง เช่น 200-0 กม./ชม. ที่ลดระยะการเบรกเหลือเพียง 110 เมตร ระบบเบรกนี้พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับสภาวะการขับขี่ที่ท้าทายขั้นสุด โดยเฉพาะการแข่งรถประลองความอึดและความทนทาน (Endurance racing) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีรถฟอร์มูลาวัน ผ่านการผสานโครงสร้างคาร์บอน 3 มิติอันล้ำสมัย การระบายอากาศที่พัฒนามาจากรถแข่ง และผ้าเบรกที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อสร้างสรรค์ระบบเบรกไฮเทคอย่างแท้จริง
ระบบเบรก CCM-R Plus ใหม่ใน Revuelto SV จึงสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านสมรรถนะและการควบคุม โดยด้านหน้าขนาด 420 x 40 มม. และด้านหลัง 410 x 32 มม. ซึ่งเหนือกว่าจานเบรกสมรรถนะสูงแบบ CCB-Plus ที่มีอยู่เดิม มอบพลังการเบรกและสมรรถนะขั้นสูงสุดสำหรับการใช้งานทั้งบนถนนและในสนามแข่ง และเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Revuelto พบว่ารุ่น SV ให้ประสิทธิภาพการชะลอความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้น 11% การระบายความร้อนเพิ่มขึ้น 23% และอุณหภูมิจานเบรกลดลง 12%
โครงสร้าง 3 มิติผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์เส้นยาวซึ่งฝังอยู่ในเมทริกซ์คาร์บอนและเคลือบด้วยสารเคลือบพิเศษ ช่วยกระจายความร้อนได้อย่างสม่ำเสมอ รับประกันเสถียรภาพระดับสูงสุดและความสบายในการขับขี่ที่โดดเด่น ในขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ดีขึ้น มอบพลังการเบรกที่ฉับไวและมั่นใจได้ โดยไม่ต้องมีช่วงอุ่นเครื่อง อีกทั้งเบลล์เบรกแบบระบายอากาศยังช่วยให้การระบายความร้อนทำงานได้อย่างเหมาะสมที่สุด รวมถึงประสิทธิภาพเชิงอุณหภูมิที่ดีที่สุดและสมรรถนะการเบรกที่สม่ำเสมอแม้เมื่อรับโหลดขั้นสูงสุด
จานเบรกคาร์บอนเซรามิกที่มีการออกแบบระบบระบายอากาศมาเป็นพิเศษ ช่วยควบคุมการระบายความร้อนได้อย่างเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงอุณหภูมิ ในขณะที่จานเบรกแบบลอยตัวพร้อมระบบยึดที่แข็งแกร่งยังทำงานได้อย่างสม่ำเสมอแม้ขณะขับขี่ในสนามแข่งอันดุเดือด ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบเบรกที่ทนทานต่อภาระหนักได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมการตอบสนองที่แม่นยำและทำงานได้ดีสม่ำเสมอ ตอบโจทย์ยานยนต์สมรรถนะสูงที่ไร้ข้อจำกัดในทุกสนามแข่ง ด้วยระบบเบรก CCM-R Plus ผู้ขับจะได้สัมผัสถึงพลังการเบรกขั้นสูงสุด แม่นยำ ทำงานซ้ำได้อย่างคงที่ และไร้จำกัดใด ๆ จึงให้สมรรถนะการเบรกที่ดีเยี่ยมที่สุด โดยนอกจากสีมาตรฐาน Nero Opaco ลูกค้ายังสามารถเลือกสีคาลิเปอร์เบรกได้ถึง 12 สีที่แตกต่างกัน
ระบบควบคุมเบรกรูปแบบใหม่
ระบบ Integrated Brake Control ใหม่ ติดตั้งเซนเซอร์วัดความเฉื่อยเจเนอเรชันใหม่ที่จะคอยตรวจสอบการเคลื่อนที่ของรถยนต์อย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ เมื่อผสานข้อมูลนี้เข้ากับตรรกะการประเมินค่าเสมือนอัจฉริยะรูปแบบใหม่ ระบบจึงสามารถเข้าใจการเคลื่อนที่ของรถยนต์ในทุกสถานการณ์ได้อย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น
สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ขับสามารถเบรกได้อย่างแม่นยำพร้อมการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ช่วยป้องกันล้อล็อก และมอบประสิทธิภาพการเบรกที่ดีเยี่ยม ผลลัพธ์คือระยะการเบรกที่สั้นลง การควบคุมรถยนต์ที่ดีขึ้นเมื่อต้องเบรกและเข้าโค้งพร้อมกัน รวมถึงเสถียรภาพที่ดีขึ้นเมื่อต้องขับผ่านเนินหรือขอบสนาม
หัวใจของระบบควบคุมเบรกแบบบูรณาการของ Revuelto SV คือเซนเซอร์ 6D ที่ทำงานร่วมกับตรรกะการควบคุมพลศาสตร์ยานยนต์อันล้ำสมัย โดยเซนเซอร์ 6D ถูกติดตั้งในตำแหน่งยุทธศาสตร์ใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์ และเชื่อมต่อโดยตรงกับชุดควบคุม IPB (Integrated Power Brake) โดยทำหน้าที่วัดค่าความเร่งทั้งสามแกน (ด้านข้าง แนวยาว และแนวตั้ง) แบบเรียลไทม์ รวมถึงความเร็วเชิงมุมในทั้งสามแกน (pitch, roll และ yaw) ข้อมูลนี้ช่วยสามารถประเมินความเร็วของรถยนต์ มุมลื่นไถลด้านข้าง และค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานในชั่วขณะที่ยางสัมผัสกับพื้นผิวถนนได้อย่างแม่นยำที่สุด
เซนเซอร์ 6D เป็นส่วนหนึ่งของระบบ IVE (Integrated Vehicle Estimator) ซึ่งกระบวนการคำนวณใช้การคัดกรองแบบ Kalman (Kalman filtering) อัลกอริทึมรูปแบบนี้จะให้การคาดการณ์เชิงมิติสำหรับพลศาสตร์ของรถยนต์โดยเฉพาะ จึงช่วยให้ระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์การขับขี่ได้พร้อมกัน โดยระบบเหล่านี้ยังรวมถึง IBC (Integrated Brake Controller) ที่คอยควบคุมการลื่นไถลของล้อขณะเบรก ช่วยลดระยะการเบรกได้สูงสุดถึง 10% การเชื่อมต่อโดยตรงกับ IVE ยังช่วยให้ระบบ IPB เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกในขณะเข้าโค้งและในสถานการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นในสนามแข่ง เช่น การขับผ่านขอบสนาม ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานบนพื้นฐานของการประเมินค่าที่แม่นยำจากระบบ IVE ด้วยเซนเซอร์ 6D นั่นเอง
สัมผัส Pilota โหมดการขับขี่ใหม่
รถยนต์ตระกูล Lamborghini Revuelto สามารถเปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงตามโหมดการขับขี่ที่เลือก ตั้งแต่ซูเปอร์สปอร์ตคาร์สำหรับการขับขี่ใช้งานประจำวัน ไปจนถึงเครื่องจักรอันดุดันในสนามแข่ง โดยในโหมด Strada ทุกการขับขี่จะกลายเป็นประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบาย ด้วยการตอบสนองคันเร่งที่นุ่มนวลและการควบคุมการยึดเกาะที่แม่นยำสำหรับการเดินทางระหว่างวัน ผู้ขับที่ต้องการความเร้าใจมากขึ้น สามารถสลับไปใช้โหมด Sport ที่เน้นการตอบสนองของเครื่องยนต์ V12 และพลศาสตร์ของรถยนต์ให้คมชัดมากขึ้นและเปลี่ยนทุกโค้งให้เป็นความสุขที่ไร้การปรุงแต่ง สำหรับในสนามแข่ง โหมด Corsa ก็พร้อมเสมอ ด้วยการควบคุมการยึดเกาะขั้นต่ำสุดและพละกำลังขั้นสูงสุด เหมาะสำหรับการท้าทายทุกโค้งอย่างดุดันและแม่นยำเหนือใคร
เมื่อเปิดใช้งานผ่านปุ่มหมุนเฉพาะบนพวงมาลัย โหมด Pilota จะปลดล็อกการตั้งค่าการขับขี่ที่ปรับแต่งเฉพาะรายบุคคลให้มากที่สุด รวมถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการยึดเกาะได้ถึง 5 ระดับที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งถ่ายทอดโดยตรงมาจากประสบการณ์การแข่งขันในรุ่น GT3 ของลัมโบร์กินี
ระบบนี้สามารถปรับให้เข้ากับสภาพสนามและการสึกหรอของยางที่แตกต่างกันได้อย่างราบรื่น ในขณะที่ระบบควบคุมเสถียรภาพขั้นสูงจะช่วยเพิ่มความสมดุล ความแม่นยำ และสมรรถนะการขับขี่ โดยเฉพาะเมื่อขับผ่านขอบสนามและในช่วงเวลาของการขับเคี่ยวอันดุดัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือประสบการณ์การขับขี่อย่างแท้จริงในระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
เทคโนโลยีล้อน้ำหนักเบาแบบใหม่ พร้อมระบบล็อกกลาง
ลัมโบร์กินีได้พัฒนาล้อแบบเอ็กซ์คลูซีฟ 3D-Superlight Dromos สำหรับ Revuelto SV โดยเฉพาะ โดยมีให้เลือกขนาด 20 นิ้วสำหรับด้านหน้าและ 21 นิ้วสำหรับด้านหลังในสี Shiny Silver แบบโทนเดี่ยว ดีไซน์ทางเทคนิคอันล้ำลึกยังนำเสนอก้านล้อทรงหกเหลี่ยม ที่สะท้อนถึงดีเอ็นเอการออกแบบของลัมโบร์กินีได้อย่างสวยงาม โดยล้อที่ออกแบบมาอย่างประณีตและปรับปรุงน้ำหนักให้เบาเป็นพิเศษนี้จะช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง (Unsprung mass) ได้มากยิ่งขึ้น จึงมั่นใจได้ถึงการควบคุมที่ดีขึ้น โดยลูกค้าสามารถเลือกดีไซน์ล้อในสีอื่น ๆ ได้ รวมถึงล้อรุ่น Triguero ในสี Matt Titanium และ Shiny Silver ก็ให้ลุคแบบเอ็กซ์คลูซีฟไม่แพ้กัน
ระบบล็อกกลาง Monolocker ก็ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดเช่นกัน โดยเปิดตัวครั้งแรกบน Revuelto SV ถือเป็นลัมโบร์กินีรุ่นผลิตจริงรุ่นแรกที่ติดตั้งระบบนี้
การปรับแต่งที่เหนือระดับพร้อมสัมผัสฟีเจอร์ใหม่
ด้วยบริการปรับแต่งที่แทบไร้ข้อจำกัดของลัมโบร์กินี ทำให้ Revuelto SV สามารถขยายขอบเขตการตกแต่งรถยนต์ของลูกค้าได้มากยิ่งกว่าเดิม ด้วยการนำเสนอองค์ประกอบใหม่ที่ยกระดับทั้งด้านภาพลักษณ์และการแสดงออกถึงสมรรถนะที่โดดเด่น
Revuelto SV เดินตามธรรมเนียมดั้งเดิมของรถยนต์ตระกูล Super Veloce โดยนำเสนอออปชันการวางตำแหน่งโลโก้ SV สุดเอ็กซ์คลูซีฟถึง 4 รูปแบบสำหรับภายนอก เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกสัญลักษณ์ที่สะท้อนคาแรกเตอร์ด้านสมรรถนะขั้นสูงได้ตรงใจที่สุด เสริมด้วยโปรแกรมการทำลวดลายเฉพาะที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Revuelto SV พร้อมดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ 4 แบบที่มีให้เลือกผ่านออปชันเสริมและ Ad Personam
แนวทางการใช้คาร์บอนไฟเบอร์เปลือยบน Revuelto SV ยังก้าวสู่ระดับใหม่ ด้วยออปชันชิ้นส่วนคาร์บอนเปลือยสำหรับการตกแต่งภายนอกที่มีให้เลือกมากถึง 25 ชิ้น ทางเลือกการตกแต่งยังครอบคลุมถึงองค์ประกอบอย่างกันชนหน้าและปีกหลังเพื่อเน้นย้ำถึงปรัชญาด้านเทคนิคและโครงสร้างน้ำหนักเบาของรถยนต์ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังติดตั้งแผงประตูคาร์บอนไฟเบอร์แบบแมตต์รุ่นใหม่ให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานซึ่งช่วยลดน้ำหนักโดยรวม พร้อมยกระดับสุนทรียภาพของห้องโดยสารภายในให้บริสุทธิ์และสะท้อนถึงสมรรถนะของรถยนต์ได้มากขึ้น แผงประตูคาร์บอนไฟเบอร์มาตรฐานใหม่ยังติดตั้งระบบเครื่องเสียงระดับไฮพรีเมียม Sonus faber ซึ่งเป็นออปชันเสริมได้อย่างกลมกลืน ผสานพลัง Natural Sound ที่สมจริงเข้ากับคาแรกเตอร์ยานยนต์น้ำหนักเบาและล้ำสมัยของ Revuelto SV ให้เป็นหนึ่งเดียว
สำหรับล้อ DROMOS แบบหล่อขึ้นรูปขนาด 20-21 นิ้วที่พัฒนาขึ้นใหม่ซึ่งใช้เทคโนโลยีล็อกกลาง (monolock) ซึ่งนำมาจากรถแข่ง มีออปชันให้เลือกถึง 5 เฉดสี และสามารถจับคู่กับตัวล็อกกลาง (centerlock) ที่มีให้เลือกถึง 12 สี ประสานกับคาลิเปอร์เบรก เพื่อสร้างสุนทรียภาพที่กลมกลืนและเสริมปรับแต่งเฉพาะบุคคลในระดับสูง
ภายในห้องโดยสาร Revuelto SV มาพร้อมการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ แบบล้ำสมัย โดยใช้วัสดุ Corsa-Tex by Dinamica เป็นแกนกลาง โดยวันนี้ยังสามารถเลือกเฉดสี Nero Cosmus เพื่อตอกย้ำคาแรกเตอร์ที่มุ่งมั่นและได้แรงบันดาลใจจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต พร้อมนำเสนอเบาะบักเก็ตแบบรถแข่งแนวใหม่ หุ้มด้วยวัสดุ Corsa-Tex และหนัง เพื่อสร้างสัมผัสการขับขี่ที่เร้าใจบนโครงสร้างน้ำหนักเบาและดีไซน์โฉบเฉี่ยวเฉกเช่นในสนามแข่ง
ยางรุ่นใหม่ทั้งสำหรับสนามแข่งและท้องถนน
ในฐานะพันธมิตรทางเทคนิคอย่างเป็นทางการและผู้จัดหายางแต่เพียงผู้เดียวสำหรับซูเปอร์คาร์ลัมโบร์กินีทุกรุ่น Bridgestone ได้พัฒนาไลน์อัปยางระดับพรีเมียมอย่างครบครันสำหรับ Lamborghini Revuelto SV รุ่นใหม่ โดยออกแบบมาเพื่อปลดปล่อยศักยภาพด้านสมรรถนะของซูเปอร์สปอร์ตคาร์เครื่องยนต์ไฮบริด V12 รุ่นล่าสุดของลัมโบร์กินีอย่างเต็มที่ได้ตลอดปีและในทุกสภาวะ สำหรับไลน์อัปยางเฉพาะรุ่นนี้ ประกอบด้วยยางกึ่งสลิค Bridgestone Potenza Race R รุ่นใหม่ล่าสุด ยางสมรรถนะสูงพิเศษ Potenza Sport และยางสำหรับฤดูหนาวโดยเฉพาะ Blizzak LM005
ยาง Potenza Race R พลังยึดเกาะสูงรุ่นใหม่ซึ่งพัฒนาโดย Bridgestone สำหรับรุ่น Revuelto SV โดยเฉพาะ ออกแบบมาเพื่อมอบสมรรถนะอันน่าทึ่งในสนามแข่ง ด้วยการนำประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตอันยาวนานของ Bridgestone มาใช้ในการผลิต ทำให้ยางกึ่งสลิครุ่นนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ Revuelto SV สู่ระดับสูงสุด ผสานการอุ่นยางที่รวดเร็วและเวลาต่อรอบที่สม่ำเสมอตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบสุดท้าย ในขณะที่ยังคงใช้งานบนถนนได้อย่างถูกกฎหมาย โดย Potenza Race R ผลิตขึ้นจากส่วนผสมยางที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตและการออกแบบลายดอกยางที่ดุดันแบบใหม่เพื่อการยึดเกาะและการควบคุมบนพื้นแห้งที่ดีที่สุด
ในขณะที่ Potenza Race R ออกแบบมาสำหรับสนามแข่ง ยาง Bridgestone Potenza Sport ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะจะช่วยปลดปล่อยความเร้าใจขั้นสุดของ Revuelto SV บนท้องถนน ยางสมรรถนะสูงพิเศษรุ่นนี้มอบสุดยอดประสิทธิภาพเมื่อขับด้วยความเร็วสูงพร้อมความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวอันโดดเด่นทั้งบนพื้นแห้งและเปียก ผู้ขับ Revuelto SV ยังสามารถเลือกยางที่พัฒนาเฉพาะนี้พร้อมเทคโนโลยี Run Flat (RFT) ของ Bridgestone ที่ช่วยให้ขับขี่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยแม้ยางรั่ว
นอกจากนี้ ยังเติมเต็มไลน์อัปด้วยยางสำหรับฤดูหนาวอย่าง Blizzak LM005 ที่ Bridgestone พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับการติดตั้งทดแทน มอบสมรรถนะสูงสุดในสภาวะฤดูหนาวที่ท้าทายให้แก่ผู้ขับ Revuelto SV
ยาง Bridgestone ทั้งสี่ขนาดพัฒนาและผลิตขึ้นในอิตาลี มาพร้อมโลโก้ลัมโบร์กินีอันเป็นเอกลักษณ์ ตอกย้ำการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มีให้เลือกทั้งขนาด 20 และ 21 นิ้ว (หน้าและหลัง) ยางเกรดพรีเมียมเหล่านี้ยังพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี Virtual Tyre Development ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Bridgestone เพื่อเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืนของกระบวนการพัฒนายาง เทคโนโลยีนี้ช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลดการใช้วัตถุดิบ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างการพัฒนาได้สูงสุดถึง 60%
รถยนต์รุ่นผลิตจริงที่เร็วที่สุดของสนามฮอกเคนไฮม์
ในการสร้างมาตรฐานการทดสอบสมรรถนะที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ลัมโบร์กินีจึงเลือกสนามฮอกเคนไฮม์ (Hockenheimring) สำหรับการบันทึกเวลาต่อรอบอย่างเป็นทางการของ Revuelto SV โดยสามารถทำเวลาต่อรอบที่ 1:41.6 นาทีโดยมาร์โก มาเปลลี นักขับจากโรงงานของลัมโบร์กินี ซึ่งทำให้ Revuelto SV กลายเป็นรถยนต์รุ่นผลิตจริงที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้บนสนามแข่งสัญชาติเยอรมันแห่งนี้
สนามฮอกเคนไฮม์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะสนามที่เคยจัดการแข่งขันทั้ง Formula 1, DTM และ GT Championship ถือเป็นหนึ่งในสนามอ้างอิงมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในวงการยานยนต์สำหรับการทดสอบสมรรถนะ ด้วยการวางผังสนามอย่างสมดุลและมีความท้าทายในเชิงเทคนิค ซึ่งผสานทั้งช่วงทางตรงความเร็วสูง โซนเบรกหนัก และช่วงโค้งเชิงเทคนิค เปิดโอกาสให้สามารถประเมินขีดความสามารถทางพลศาสตร์ของรถยนต์ได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ ในฐานะหนึ่งในสนามยอดนิยมสำหรับแข่งขัน สนามฮอกเคนไฮม์จึงมีลักษณะที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นเวทีที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสและดื่มด่ำกับศักยภาพด้านสมรรถนะของ Revuelto SV อย่างเต็มที่
ความสำคัญและประวัติศาสตร์ของตระกูล SV
นับเป็นเวลากว่า 50 ปีที่รถตระกูล Super Veloce ของลัมโบร์กินี มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างอัตลักษณ์ของ แบรนด์ผู้ผลิตรถสปอร์ตแห่งเมืองซัง’อกาตา โบโลนเญส รถยนต์เหล่านี้ถือเป็นตัวแทนของยานยนต์อันทรงพลังและดุดันที่สุดเท่าที่เคยมี และยังสะท้อนปรัชญาด้านสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัดของลัมโบร์กินีอย่างชัดเจน โดยเริ่มตั้งแต่รุ่น Miura SV ในปี ค.ศ.1971 ผ่านมายังรุ่น Diablo SV และรุ่น Murciélago LP 670-4 SV ไปจนถึงรุ่น Aventador SV กับรุ่น Lamborghini Revuelto SV ใหม่ กล่าวคือ ลัมโบร์กินีสานต่อธรรมเนียมการพัฒนาในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร เพื่อถ่ายทอดการค้นหาขีดสุดแห่งสมรรถนะอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อมุ่งสู่สุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ข้อมูลด้านเทคนิค
เครื่องยนต์
เครื่องยนต์สันดาปภายใน
V12 NA 6.5 ลิตร
ความจุกระบอกสูบ
6,500 ซีซี
กระบอกสูบ/ช่วงชัก
Ø 95 มม. × 76.4 มม.
อัตราส่วนกำลังอัด
1 : 12.6
กำลังสูงสุด @ รอบ (เครื่องยนต์สันดาป)
825 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที
กำลังสูงสุด (รวมสันดาป + ไฟฟ้า)
1,065 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด @ รอบ (เครื่องยนต์สันดาป)
725 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบ/นาที
มาตรฐานไอเสีย
Euro 6e-bis (EB)
ระบบควบคุมไอเสีย
แคทาไลติกคอนเวอร์เตอร์แบบ 3 ทาง 4 ตัว (NAR และ RoW ไม่มี OPF; EU และจีนมี OPF)
ระบบระบายความร้อน
ระบายความร้อนด้วยของเหลว – วงจรเฉพาะสำหรับชิ้นส่วนแรงดันสูง (HV)
ระบบหล่อลื่น
อ่างเก็บน้ำมันแบบ Dry sump
ระบบส่งกำลัง
ประเภทเกียร์
DCT
ชุดเกียร์
เกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีด พร้อมเฟืองท้าย LSD แบบกลไก
คลัตช์
คลัตช์คู่
ระบบไฮบริด
แบตเตอรี่
แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน เซลล์เดี่ยวทรงกระบอก 2.5 Ah, 7.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง
กำลังไฟฟ้าสูงสุด
220 กิโลวัตต์
แรงบิดของระบบ
1,425 นิวตันเมตร
สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด
345 กม./ชม.
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.
2.4 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.
6.7 วินาที
ตัวถังและแชสซี
โครงสร้าง
โมโนค็อกคาร์บอนไฟเบอร์แบบมัลติเทคโนโลยี โครงสร้างส่วนหน้าเป็น Forged Composites
ตัวถัง
ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ ประตูอะลูมิเนียม กันชนหน้าและหลังเทอร์โมพลาสติก
อากาศพลศาสตร์
อากาศพลศาสตร์ที่ปรับให้เหมาะสม พร้อมสปลิตเตอร์หน้าและพื้นใต้ท้องรถออกแบบใหม่ สมดุลอากาศพลศาสตร์ที่ปรับให้เหมาะสม ปีกหลังใช้งานจริงแบบติดตั้งถาวร Gurney flap และช่องระบายความร้อนเบรกหลังโดยเฉพาะ
ช่วงล่าง
ช่วงล่าง
ปีกนกคู่ (double wishbone) หน้าและหลัง พร้อมแดมเปอร์แบบ passive ปรับได้ด้วยมือ 4 ระดับ
ระบบเบรก
เบรก
ระบบเบรกคาร์บอน-เซรามิก CCM-R Plus พร้อมคาลิเปอร์อะลูมิเนียมโมโนบล็อกแบบตายตัว
เบรกหน้า
จานเบรกขนาด 420 × 40 มม.
เบรกหลัง
จานเบรกขนาด 410 × 32 มม.
BRAKING SYSTEM
ความปลอดภัย
ถุงลมนิรภัย
ถุงลมนิรภัยคนขับ ผู้โดยสาร และด้านข้าง มีถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าเฉพาะในตลาดบางแห่ง
ล้อและระบบควบคุม (WHEELS)
ระบบควบคุมเสถียรภาพอิเล็กทรอนิกส์ (ESC)
ESC ที่ผสาน ABS และ TCS พร้อมคุณลักษณะที่แตกต่างกันตามโหมดการขับขี่ที่เลือก
ระบบบังคับเลี้ยว
EPS – พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า
ยางหน้า
265/35 ZR20 (99Y) XL – Bridgestone Potenza Race R
ยางหลัง
345/30 ZR21 (111Y) XL – Bridgestone Potenza Race R
กระทะล้อหน้า
20 × 9.5J monolock
กระทะล้อหลัง
21 × 12J monolock
มิติตัวถัง (DIMENSIONS)
ระยะฐานล้อ
2,779 มม.
ความยาวรวม
4,944 มม.
ความกว้างรวม (ไม่รวมกระจกมองข้าง)
2,038 มม.
ความกว้างรวม (รวมกระจกมองข้าง)
2,266 มม.
ความสูงรวม
1,161 มม.
ความกว้างล้อคู่หน้า
1,720 มม.
ความกว้างล้อคู่หลัง
1,701 มม.
น้ำหนักแห้ง
1,772 กก.
อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลัง
1.66 กก./แรงม้า
การกระจายน้ำหนัก (หน้า-หลัง)
43/57
[1] Revuelto SV: รถยนต์รุ่นนี้ยังไม่จำหน่าย จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด Directive 1999/94/EC ข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและปริมาณการปล่อยมลพิษอยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติรับรองแบบ (Type Approval)
[2] Revuelto (WLTP): อัตราการใช้พลังงาน (แบบรวมถ่วงน้ำหนัก): 4.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กม. และ 15 ลิตร/100 กม.; อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 (แบบรวมถ่วงน้ำหนัก): 350 กรัม/กม.; ระดับ CO2 (แบบรวมถ่วงน้ำหนัก): G; ระดับ CO2 เมื่อแบตเตอรี่หมดประจุ: G; อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมดประจุ (แบบรวม): 17.9 ลิตร/100 กม.
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดประสบการณ์พิเศษติดขอบสนาม! พาลูกค้าเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ลุยภารกิจคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน ในพิธีเปิดการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ปลุกจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต! จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟพาลูกค้าคนสำคัญร่วมเป็นสักขีพยานความยิ่งใหญ่ ส่งแรงเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน ในพิธีเปิดการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026 (Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026)) อย่างเป็นทางการ ณ Walking Street ใจกลางเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการนำดีเอ็นเอแห่งมอเตอร์สปอร์ตอันทรงพลังมาถ่ายทอดเป็นประสบการณ์ที่เข้าถึงได้จริง และเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับลูกค้าอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
นางสาวริสึโคะ คาเนะโคะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอเตอร์สปอร์ตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการไขว่คว้าชัยชนะในการแข่งขัน แต่คือการแบ่งปันความหลงใหลร่วมกับลูกค้าของเรา กิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟในปีนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการเปิดประตูให้ลูกค้าได้เข้าใกล้กับโลกของมอเตอร์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น และสัมผัสความแข็งแกร่งของรถยนต์มิตซูบิชิ ที่เกิดจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และความไม่ย่อท้อต่อทุกขีดจำกัด พร้อมส่งแรงเชียร์ให้ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2
นอกจากนี้ การแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ ยังเป็นเวทีให้เราได้ทดลองระบบและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำประสบการณ์และความรู้จากสนามแข่งมาต่อยอดสู่การพัฒนารถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง โดยเฉพาะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ที่เตรียมเปิดตัวในไตรมาสที่ 3 นี้ เพราะสมรรถนะ ความทนทาน และความพร้อมในการก้าวข้ามทุกความท้าทาย คือคุณค่าที่เราตั้งใจส่งมอบผ่านทุกผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความเร้าใจ ให้ลูกค้าได้ ‘Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง’”
สำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 15 ครอบครัว 35 ท่าน จะได้รับประสบการณ์ติดขอบสนามอย่างเต็มอิ่ม ตั้งแต่การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนการพบปะกระทบไหล่กับทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต และสัมผัสรถแข่งมิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่คาร์ อย่างใกล้ชิด ภายใต้การดูแลต้อนรับแบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วยที่พักระดับพรีเมียม อาหารเลิศรสและของที่ระลึก เอเอ็กซ์ซีอาร์ ลิมิเต็ดอิดิชัน
นายพณปภัส เชิดชู และ นางสาวขนิษฐา จิตนิยม ลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี กล่าวว่า “การได้มายืนติดขอบสนามเป็นครั้งที่สองกับมิตซูบิชิยังคงรู้สึกประทับใจมากเหมือนเดิม เพราะเป็นแฟนมอเตอร์สปอร์ตอยู่แล้ว การได้มาสัมผัสบรรยากาศเอ็กซ์คลูซีฟแบบนี้ และได้รับการดูแลจากทางแบรนด์เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกว่ามิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับลูกค้า และตั้งใจมอบประสบการณ์ดี ๆ กลับคืนให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง และอยากให้มีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ต่อไป ปีหน้ามาอีกแน่นอน!”
นายฐนานนท์ กฤษสุทธิกุล อีกหนึ่งลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ ปาเจโร อีโวลูชัน กล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ กับทางแบรนด์ และรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่สนุกมาก การได้เห็นความแข็งแกร่งของไทรทัน แรลลี่คาร์ รวมถึงการได้รู้ว่า มิตซูบิชินำความรู้จากสนามแข่งมาใช้ต่อยอดในการพัฒนารถยนต์ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจและไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของมิตซูบิชิมากขึ้นไปอีก ส่วนตัวแล้ว ผมเป็นแฟนคลับและใช้ปาเจโรมานานประสบการณ์ในครั้งนี้จึงยิ่งทำให้ผมตื่นเต้นกับปาเจโรรุ่นที่ 5 ที่กำลังมาถึง และตั้งตารอที่จะได้เป็นเจ้าของในเร็ว ๆ นี้ครับ”
การแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ เป็นการแข่งขันแรลลี่ข้ามประเทศรายการใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-15 สิงหาคม 2569 โดยเริ่มต้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ก่อนมุ่งหน้าขึ้นเหนือผ่านจังหวัดปราจีนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และสิ้นสุดลงที่จังหวัดพิษณุโลก รวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตรทั่วประเทศไทย ซึ่งการแข่งขันในปีนี้มีรถเข้าร่วมทั้งหมด 79 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ 43 คัน และรถจักรยานยนต์ 36 คัน
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขอเชิญชวนแฟน ๆ ร่วมส่งแรงเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ในภารกิจรักษาแชมป์ครั้งนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ
Facebook: https://www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH
YouTube: https://www.youtube.com/@MitsubishiMotorsTh
เว็บไซต์พิเศษของ AXCR 2026: https://www.mitsubishi-motors.co.th/th/axcr2026เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ AXCR 2026: https://asiacrosscountryrally.com/index.html
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
Honda Super-ONE ใหม่ เปิดราคาทางการ 990,000 บาท EV ขับสนุกส่งตรงจากญี่ปุ่น ปักวันรอ! เปิดจองออนไลน์ 17 ส.ค. นี้ วันเดียวเท่านั้น พร้อมบูสต์ทุกการเดินทางให้สนุกได้สุดในแบบของคุณ จำนวนจำกัด 30 คันในปีนี้!
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวและประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda Super-ONE ใหม่ 990,000 บาท รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กขับสนุกจากฮอนด้า ผลิตและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น (CBU) จำนวนจำกัด 30 คันในปีนี้ พร้อมเปิดให้ลูกค้าชาวไทยลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ในการจอง Honda Super-ONE ใหม่ อย่างเป็นทางการพร้อมกัน ในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 17.00 น. วันเดียวเท่านั้น! ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.honda.co.th/e-quotation จัดจำหน่ายด้วยสีภายนอกใหม่! สีเทาลูมินัส (Luminous Gray) พร้อมหลังคาสีดำ (ทูโทน) และ
สีภายในห้องโดยสารสีทรีโทน (ขาว/เทา/ฟ้า) ตกแต่งด้วยด้ายสีฟ้า พร้อมทางเลือกอุปกรณ์ตกแต่ง BULLDOG และ MUGEN ให้เลือกบูสต์ความโดดเด่น สะท้อนตัวตนอย่างมีสไตล์ ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดสรรรถมีจำนวนจำกัด บริษัทฯ จะพิจารณาและติดต่อกลับลูกค้าที่ลงทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิ์และเงื่อนไขการจองตามลำดับการลงทะเบียน* โดยบริษัทฯ พร้อมเริ่มส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไปนายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว Honda Super-ONE ใหม่ ในประเทศไทย ไม่เพียงเติมเต็มไลน์อัปยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ของฮอนด้าให้หลากหลายและครอบคลุมยิ่งขึ้น แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งมอบ ‘ความสนุกในการขับขี่’ (The Fun of Driving) อันเป็น DNA สำคัญที่ฮอนด้ายึดมั่นมาโดยตลอด ซึ่ง Honda Super-ONE คือบทพิสูจน์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถมอบความเร้าใจในการขับขี่ได้อย่างลงตัว ผ่านดีไซน์ทรง Boxy อันเป็นเอกลักษณ์ คาแรกเตอร์ที่โดดเด่น และ BOOST Mode ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะรุ่น ในราคาจำหน่าย 990,000 บาท โดยในปีนี้ Super-ONE จะจำหน่ายในประเทศไทย 30 คันเท่านั้น ฮอนด้า เชื่อว่าการเปิดตัวครั้งนี้จะช่วยสร้างสีสันและมอบทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ที่มองหารถที่โดดเด่นและขับสนุกในแบบฉบับฮอนด้า พร้อมเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเรียนรู้ความต้องการของตลาด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต”
Honda Super-ONE ใหม่ รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กขับสนุกจากฮอนด้า พัฒนาต่อยอดจากรถยนต์ในกลุ่ม N Series สู่สัดส่วนตัวรถในสไตล์ Low & Wide โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงเหลี่ยมสไตล์ Boxy พร้อมโป่งล้ออันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนคาแรกเตอร์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร รองรับการขับขี่ถึง 5 โหมด โดยมาพร้อมไฮไลต์ BOOST Mode ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะรุ่น ช่วยปลุกความสนุกเร้าใจในทุกการขับขี่ ผสานระบบจำลองการเปลี่ยนเกียร์และระบบ Active Sound Control ที่สร้างเสียงเครื่องยนต์เสมือนจริง เพิ่มฟีลลิ่งสปอร์ตทุกครั้งที่กดคันเร่ง ภายในห้องโดยสารกว้างขวางเกินไซซ์ มาพร้อมเบาะนั่งคู่หน้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ตที่โอบกระชับ และเบาะหลังที่แยกพับแบบ 50:50 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย พร้อมฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบาย เทคโนโลยีการขับขี่ และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครันกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครอบคลุม 6 ฟังก์ชันการใช้งาน เติมเต็มทุกประสบการณ์การเดินทางให้มั่นใจยิ่งขึ้น
ตอบสนองทันใจ มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลแต่สนุกในทุกสปีด ให้กำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ เมื่อใช้งาน BOOST Mode และมอบแรงบิดสูงสุด 162 นิวตัน-เมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนความจุ 29.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 253 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ภายใต้การทดสอบมาตรฐาน NEDC) มาพร้อมระบบเกียร์ไฟฟ้าแบบสวิตช์ ที่ควบคุมได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความแตกต่าง
ตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วยบริการหลังการขายจากเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ รองรับการดูแลหลังการขายอย่างทั่วถึง เพื่อมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์คัลเจอร์สนุกเร้าใจสไตล์ญี่ปุ่นสู่มือชาวไทย บนความอุ่นใจและไว้วางใจได้ตลอดอายุการใช้งาน
การนำเข้า Honda Super-ONE สู่ตลาดประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนอีกบทสำคัญของฮอนด้าในการขยายไลน์อัปยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมมอบทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์และความสนุกในการขับขี่เฉพาะตัว ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในการเรียนรู้และทำความเข้าใจความต้องการของตลาด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต
Honda Super-ONE ใหม่… IT’S SO KULT! ทะยานไปได้ทุกที่ สนุกได้สุดในแบบของคุณ สัมผัสอีกนิยามของรถยนต์ไฟฟ้าขับสนุกจากฮอนด้า พร้อมศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/super-one
ข้อเสนอพิเศษ!* สำหรับ Honda Super-ONE ใหม่
เมื่อจองตั้งแต่ 17 ส.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2569
- ดอกเบี้ย เริ่มต้น 1.69%*
- ฟรีประกันภัย ชั้น 1* (1 ปี)
- ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กม. รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
- รับประกันแบตเตอรี่ EV และระบบขับเคลื่อน EV ทั้งระบบ เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 160,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร. 0 2341 7777
อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่
- เว็บไซต์: honda.co.th
- Facebook Official Account: Honda Thailand
- LINE Official Account: @honda-thailand
ไฮไลต์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Honda Super-ONE ใหม่
IT’S SO KULT! ทะยานไปได้ทุกที่ สนุกได้สุดในแบบของคุณ
✧ EXTERIOR THAT BOOSTS EXCITEMENT
ดีไซน์ภายนอกที่ปลุกความเร้าใจ
- ดีไซน์โป่งล้อ (Blister Fenders) อันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยเน้นสัดส่วนตัวรถแบบ Low & Wide ให้ดูมั่นคง ทรงพลัง
- สเกิร์ตข้าง (Side Sill Garnish) ที่เชื่อมต่อกับซุ้มล้อ เสริมเส้นสายด้านข้างให้ต่อเนื่อง เพิ่มความสปอร์ต
- ช่องดักอากาศด้านล่าง (Tech Lower Intake) ที่โดดเด่นด้วยลวดลายรูปทรง Heat Sink พร้อมช่องรับอากาศบริเวณกระจังหน้า (Offset Power Bulge) และปีกหน้าด้านล่าง (Dynamic Aero Wing)
ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศเพื่อระบายความร้อนของตัวรถ - ช่องระบายอากาศด้านหลัง (Rear Breather Duct) ออกแบบให้ช่วยนำอากาศจากด้านหน้าสู่ท้ายรถอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดแรงต้านอากาศและเสริมสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์
- โลโก้ Honda ด้านท้ายแบบตัวอักษรแนวนอน ในโทนสี Platinum ถ่ายทอดความพรีเมียมและทันสมัย พร้อมสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่น
- ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ดีไซน์สไตล์สปอร์ตแบบ 8 ก้าน ถ่ายทอดแนวคิด Light & Tough ที่ผสานความเบาและความแข็งแกร่งเข้าไว้ด้วยกัน
- ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED
- ไฟหน้าแบบ LED ทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ และไฟท้ายแบบ LED
- ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
- กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว พร้อมพับเก็บอัตโนมัติ
- สปอยเลอร์หลัง
✧ SPACE THAT BOOSTS YOUR LIFESTYLE
พื้นที่ที่ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมบูสต์ทุกวันให้สนุกยิ่งขึ้น
- ภายในห้องโดยสารสีทรีโทน ขาว/เทา/ฟ้า ตกแต่งด้วยด้ายสีฟ้า สะท้อนบุคลิกความสนุกอย่างมีสไตล์ เติมฟีลลิ่งความเพลิดเพลินในทุกการเดินทาง
- เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ต
- ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร บริเวณแผงคอนโซล โดยจะเปลี่ยนโทนจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงเมื่อเลือกโหมดการขับขี่ BOOST Mode มอบความรู้สึกมีชีวิตชีวาและฟีลลิ่งการขับขี่ที่เร้าใจ
- พวงมาลัยหุ้มหนังแท้คุณภาพสูง ตกแต่งด้วย Blue Stitching
พร้อมฟังก์ชันการใช้งานเพื่อความสะดวกสบายและเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ให้ทุกวันง่ายขึ้น และทุกการเดินทางสนุกขึ้น
- Google Built-in เติมเต็มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
- ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 8 ตำแหน่ง ถ่ายทอดพลังเสียงรอบทิศทางผ่านการจัดวางลำโพงอย่างพิถีพิถันในตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อมิติเสียงที่สมจริงและเติมเต็มสุนทรียะในทุกการเดินทาง
- ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
- พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน
- ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า Type-C 2 ตำแหน่ง กำลังไฟ 60W
- ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT เจเนอเรชันที่ 4
- เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบทำความร้อน (Heater Front Seats)
- ระบบเกียร์ไฟฟ้าแบบสวิตช์
✧ ELECTRIFIED PERFORMANCE THAT BOOSTS YOUR ADRENALINE
สมรรถนะแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่บูสต์ความสนุกเร้าใจในทุกการขับขี่
- มาพร้อมแพลตฟอร์มน้ำหนักเบาที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรถยนต์ในกลุ่ม N Series มอบสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวและมั่นใจ ผสานกับความกว้างของช่วงล้อและยางหน้ากว้างขนาดใหญ่ ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถขณะเข้าโค้งและเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง
- ตอบสนองทันใจ มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลแต่สนุกในทุกสปีด ให้กำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ เมื่อใช้งาน BOOST Mode มอบสมรรถนะที่แรงเร้าใจด้วยแรงบิดสูงสุด 162 นิวตัน-เมตร
- มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนความจุ 29.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง มอบระยะทางวิ่งสูงสุด 253 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ภายใต้การทดสอบมาตรฐาน NEDC)
- ทำงานกับระบบเกียร์ไฟฟ้าแบบสวิตช์ ที่ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เพียงการกดปุ่มที่แผงเกียร์ที่บริเวณคอนโซลกลาง
- รองรับถึง 5 โหมดการขับขี่ ได้แก่ ECON, CITY, NORMAL, SPORT และ BOOST ที่สามารถเลือกโหมดให้ปรับคาแรกเตอร์การขับขี่ได้ตามต้องการ ตอบโจทย์ทุกสถานการณ์และทุกอารมณ์การขับขี่ โดยเลือกได้อย่างง่ายดายผ่านการดันขึ้น-ดึงลงสวิตช์ฟังก์ชัน Drive Mode บริเวณคอนโซลกลาง ในขณะที่โหมด BOOST จะติดตั้งไว้บนพวงมาลัยช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเรียกใช้งานได้ทันที เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น
พร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ที่ออกแบบเพื่อประสบการณ์เร้าใจในทุกครั้งที่อยู่หลังพวงมาลัย อาทิ
- มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ดีไซน์ที่ผสานทั้งความคลาสสิกและฟังก์ชัน โดยแบ่งพื้นที่ด้านบนในการแสดงตำแหน่งเกียร์เสมือน (Simulated gear level display) และแบ่งพื้นที่การแสดงข้อมูลการขับขี่เป็น 3 มาตรวัด (Triple Meter Design)
- ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake: EPB)
- ระบบ Auto Brake Hold
✧ SAFETY THAT BOOSTS YOUR CONFIDENCE
เทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง
- เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ทำงานผ่านกล้องมุมกว้างด้านหน้าในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงาน 6 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่
- ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
- ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC) พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (with Low-Speed Follow: LSF)
- ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)
พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่น ๆ อาทิ
- เซนเซอร์กะระยะ หน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด
- กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ
- ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
- ถุงลมคู่หน้า
- ถุงลมด้านข้างคู่หน้า
- ม่านถุงลมด้านข้าง
- ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
- ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก (ABS & EBD)
- ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
- ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
✧ BOOST YOUR Super-ONE
อัปสไตล์ที่ใช่ สะท้อนตัวตนในแบบคุณ
บูสต์ความโดดเด่นให้ Honda Super-ONE ใหม่ อีกขั้น ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งที่ช่วยอัปลุคและเติมคาแรกเตอร์ให้ชัดยิ่งขึ้น สะท้อนสไตล์สุดยูนีคของผู้ใช้งาน ผ่านชุดแต่ง 2 สไตล์ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์แต่คงสปิริตความสนุกไว้อย่างครบถ้วน
▸BULLDOG Style
บูสต์ความสนุกและดีไซน์อีกขั้น ด้วยแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณของ Honda City Turbo II สู่การตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย บนแกนของความคิดสร้างสรรค์ กล้าทดลอง และความสนุกสนานในการใช้รถ ภายใต้แนวคิด “REIWA BULLDOG” ถ่ายทอดสู่ลุคที่แข็งแกร่ง โดดเด่น และเปี่ยมด้วยคาแรกเตอร์เฉพาะตัวในแบบของฮอนด้า ในรูปแบบแพ็กเกจรอบคัน BULLDOG Full Package ราคา 110,000 บาท เพื่อความโดดเด่นแบบจัดเต็ม ประกอบด้วย
- สติกเกอร์ลาย BULLDOG บริเวณกันชนหน้า 1 ชิ้น บริเวณประตูรถข้างซ้ายและขวาจุดละ 1 ชิ้น และบริเวณท้ายรถด้านขวา 1 ชิ้น
- สติกเกอร์ลายเส้นคาดกลาง สีเทาต่อเนื่องตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า จนไปถึงหลังคา
- ล้ออัลลอย ขนาด 15 นิ้ว ME-027 4 วง (ไม่รวมยาง)
- สปอยเลอร์หลัง
หรือเลือกไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่ง มิกซ์แอนด์แมตช์ตามสไตล์ที่ใช่ อาทิ
- ชุดสติกเกอร์ BULLDOG ราคา 20,000 บาท ประกอบด้วยสติกเกอร์ลาย BULLDOG บริเวณกันชนหน้า 1 ชิ้น บริเวณประตูรถข้างซ้ายและขวาจุดละ 1 ชิ้น และบริเวณท้ายรถด้านขวา 1 ชิ้น และสติกเกอร์ลายเส้นคาดกลาง สีเทาที่ต่อเนื่องตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า หลังคา ไปจนถึงสปอยเลอร์ท้าย เสริมภาพลักษณ์สปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น
- ชุดล้ออัลลอย ขนาด 15 นิ้ว ME-027 4 วง (ไม่รวมยาง) ราคา 70,000 บาท
- สปอยเลอร์หลัง ราคา 30,000 บาท
▸MUGEN
บูสต์ความสปอร์ตให้ Honda Super-ONE อีกขั้นด้วยชุดแต่ง MUGEN สำนักแต่งระดับตำนานจากญี่ปุ่น ถ่ายทอด DNA แห่งมอเตอร์สปอร์ตสู่รถ EV ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ผสานความดุดัน ความสปอร์ต และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ MUGEN ได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในดีไซน์สไตล์สปอร์ตและความเร้าใจในทุกการขับขี่
ประกอบไปด้วยชุดตกแต่ง MUGEN รอบคัน 2 แพ็กเกจ ให้เลือกตามสไตล์ที่คุณต้องการ ได้แก่
- แพ็กเกจ MUGEN Car for Super-ONE Package ราคา 640,000 บาท ประกอบด้วย
- สเกิร์ตหน้า
- สเกิร์ตข้าง (1 ชุด มี 2 ชิ้น สำหรับด้านซ้ายและขวา)
- สเกิร์ตหลัง
- สปอยเลอร์หลังคาร์บอน
- โป่งซุ้มล้อหน้า (1 ชุด มี 2 ชิ้น สำหรับด้านซ้ายและขวา)
- โป่งซุ้มล้อหลัง (1 ชุด มี 2 ชิ้น สำหรับด้านซ้ายและขวา)
- ฝาครอบกระจกมองข้างลายคาร์บอน (1 ชุด มี 2 ชิ้น สำหรับด้านซ้ายและขวา)
- สติกเกอร์ตกแต่งกระจังหน้า
- ล้อมูเกน FC5 พร้อมยาง 4 วง
- ฟิล์มเปลี่ยนสีรถพร้อมสติกเกอร์ดีไซน์ MUGEN ประกอบด้วย ฟิล์มเปลี่ยนสีรถ PET Glossy Metallic White สติกเกอร์ดีไซน์ MUGEN (บริเวณฝากระโปรง 2 ชิ้น คาดกระจกหน้า 1 ชิ้น ด้านข้างประตูซ้าย-ขวา ข้างละ 1 ชิ้น และกันชนหลัง 1 ชิ้น)
- แพ็กเกจ MUGEN Aero Part Package ราคา 400,000 บาท ประกอบด้วย
- สเกิร์ตหน้า
- สเกิร์ตข้าง (1 ชุด มี 2 ชิ้น สำหรับด้านซ้ายและขวา)
- สเกิร์ตหลัง
- สปอยเลอร์หลังคาร์บอน
- โป่งซุ้มล้อหน้า (1 ชุด มี 2 ชิ้น สำหรับด้านซ้ายและขวา)
- โป่งซุ้มล้อหลัง (1 ชุด มี 2 ชิ้น สำหรับด้านซ้ายและขวา)
- ฝาครอบกระจกมองข้างลายคาร์บอน (1 ชุด มี 2 ชิ้น สำหรับด้านซ้ายและขวา)
- สติกเกอร์ตกแต่งกระจังหน้า
อีกทั้งไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกหลากหลาย คัสตอมได้ตามสไตล์คุณ อาทิ
- ชุดล้อ MUGEN FC5 พร้อมยาง 4 วง ราคา 150,000 บาท ล้ออะลูมิเนียมฟอร์จขนาด 16 นิ้ว
5 4H-100 +35 ดีไซน์ 5 ก้านที่ออกแบบขึ้นใหม่ ถ่ายทอดความแข็งแกร่งและดุดันในทุกมุมมอง
เติมคาแรกเตอร์สปอร์ตให้ Honda Super-ONE โดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมยางสปอร์ตสมรรถนะสูง YOKOHAMA ADVAN Fleva V701 ขนาด 205/45 R16 ให้การยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยมและความมั่นใจในทุกการขับขี่ - ฟิล์มเปลี่ยนสีรถพร้อมสติกเกอร์ดีไซน์ MUGEN ราคา 100,000 บาท ประกอบด้วยฟิล์มเปลี่ยนสีรถ PET Glossy Metallic White และสติกเกอร์ดีไซน์มูเกน บริเวณฝากระโปรง 2 ชิ้น คาดกระจกหน้า 1 ชิ้น ด้านข้างประตูซ้าย-ขวา ข้างละ 1 ชิ้น และกันชนหลัง 1 ชิ้น
- สติกเกอร์ดีไซน์มูเกน ราคา 50,000 บาท ประกอบด้วย บริเวณฝากระโปรง 2 ชิ้น คาดกระจกหน้า 1 ชิ้น ด้านข้างประตูซ้าย-ขวา ข้างละ 1 ชิ้น และกันชนหลัง 1 ชิ้น
หมายเหตุ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
-
ราคาอุปกรณ์ตกแต่ง BULLDOG รวมค่าแรงติดตั้ง ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%
-
ราคาอุปกรณ์ตกแต่ง MUGEN รวมค่าแรงติดตั้ง และค่าพ่นสี ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%
-
อุปกรณ์ตกแต่ง BULLDOG และ MUGEN มาพร้อมการรับประกันอุปกรณ์ตกแต่งรอบคันนาน 3 ปี และอุปกรณ์ตกแต่งประเภทสติกเกอร์ มาพร้อมการรับประกัน 1 ปี
-
อุปกรณ์ตกแต่ง BULLDOG และ MUGEN จัดจำหน่ายผ่านฝ่ายขายกลุ่ม บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
-
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาขาย และรายละเอียดของอุปกรณ์ โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เลกซัสเปิดตัว “The All-New Lexus ES” ยนตรกรรมซีดานหรู Experience Elegant and Electrified Sedan นิยามใหม่แห่งความเหนือระดับ
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เลกซัส กรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงข่าวเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดกับ The All-New Lexus ES เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ สเฟียร์แกลอรี่ 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์
The All-New Lexus ES ตำนานแห่งความสง่างาม สู่อนาคตแห่งยนตรกรรมหรู
เลกซัส ES (Executive Sedan) คือ ยนตรกรรมซีดานหรูขนาดกลาง ซึ่งเลกซัส ES รุ่นแรกถือกำเนิดขึ้นพร้อมเปิดตัวแบรนด์เลกซัสคู่กับเลกซัส LS เมื่อปีพ.ศ. 2532 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นับจากนั้นมา เลกซัส ES ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากความโดดเด่นด้านความนุ่มนวลในการขับขี่และความเงียบภายในห้องโดยสาร และพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง และกลายเป็น DNA สำคัญที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มทำการแนะนำเลกซัส ES เป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2537 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ด้วยการเป็นรถซีดานหรู โดดเด่นด้านความสะดวกสบายเหนือระดับและความประณีตพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้ชื่นชอบและมอบความไว้วางใจให้กับยานยนต์ที่มาพร้อมความหรูหราสง่างาม อีกทั้งนี้รถรุ่นนี้ยังเป็นที่รักในกลุ่มผู้บริหารชาวไทย
The All-New Lexus ES ภายใต้แนวคิด “Experience Elegant and Electrified Sedan”
นายศุภกร รัตนวราหะ แนะนำเลกซัส ES ใหม่ “ The All-New Lexus ES เจเนอเรชันที่ 8 ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งหมด สะท้อนวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนแห่งอนาคตของ Lexus ได้อย่างชัดเจน โดยเป็นทั้งรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นที่ 2 ของ Lexus และรถซีดาน BEV รุ่นแรกของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด“Experience Elegant and Electrified Sedan” นิยามใหม่แห่งความเหนือระดับ ซึ่งผสานความสง่างาม เทคโนโลยีล้ำสมัย และสมรรถนะการขับขี่ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มาพร้อม 5 จุดเด่นสำคัญ ได้แก่
- “การออกแบบที่สะท้อนความสง่างามร่วมสมัย” (Distinctive Elegant Design): The All-New Lexus ES โดดเด่นด้วยงานออกแบบใหม่ที่สะท้อนความสง่างามในแบบร่วมสมัย กับ ดีไซน์ Spindle Body เจเนอเรชันใหม่ ไฟหน้า Twin L Signature Lamp และไฟท้าย Slim Light Bar ขณะที่ห้องโดยสารถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Clean Tech and Elegant มอบบรรยากาศที่หรูหรา โปร่งสบาย และตอบโจทย์ทุกประสาทสัมผัสตามแบบฉบับ Lexus
- “ทางเลือกของระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย” (Choice of Powertrain) : The All-New Lexus ES มาพร้อมทางเลือกทั้งระบบ Hybrid 2.5 ลิตร เจเนอเรชันใหม่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า BEV ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าพร้อมสะท้อนแนวทาง Multi-Pathway Strategy ของ Lexus ในการเดินหน้าสู่ความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ แบตเตอรี่ไฟฟ้าของรถทุกคัน จะมีการกำจัดอย่างถูกต้อง ผ่านบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
- “เทคโนโลยีล้ำสมัยเหนือระดับ” (State-of-the-Art Technology) : ภายในอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น Hidden Switches ระบบ Electro-Shiftmatic ระบบ Multimedia เจเนอเรชันใหม่รวมถึงเครื่องเสียง Mark Levinson™ ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ตลอดการเดินทาง
- “ความปลอดภัยอัจฉริยะ” (Advance Safety) : Lexus Safety System+ 4.0 ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล่าสุดของ Lexus
- “สมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ” (Perfectly Balanced Performance) : The All-New Lexus ES ยังคงรักษาเอกลักษณ์ Lexus Driving Signature ไว้อย่างครบถ้วน ด้วยการตอบสนองที่นุ่มนวล มั่นใจ และสนุกในการขับขี่ พร้อมมอบสมดุลที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้บริหารยุคใหม่
The All-New Lexus ES กับกลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ เชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าทุกมิติ
นายศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ สำหรับการเปิดตัว The All-New Lexus ES ในครั้งนี้ เลกซัสใช้แนวคิดการสื่อสาร “Statement Made” นิยามใหม่แห่งความเหนือระดับ เพราะเราเชื่อว่าความหรูหราที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่เป็นความมั่นใจ และรสนิยมที่สะท้อนออกมาอย่างมีระดับ โดยจะขับเคลื่อนการสื่อสารผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อดิจิทัล พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึง Friends of Lexus เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และคุณค่าของ All NEW LEXUS ES ไปยังกลุ่มลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับลูกค้าที่สนใจ The All-New Lexus ES ขอเชิญทุกท่าน มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ Lexus Electrified Roadshow ณ สเฟียร์แกลอรี่ 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 และขอเชิญร่วมงาน Showroom Roadshow ที่โชว์รูมเลกซัสอย่างเป็นทางการทั้ง 3 แห่ง ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2569 ภายในงานลูกค้าสามารถทดลองขับและสัมผัสความแตกต่างของ The All-New Lexus ES ได้ด้วยตนเอง”
The All-New Lexus ES มาพร้อมทางเลือก 2 ขุมพลัง ระบบ Hybrid 2.5 ลิตร เจเนอเรชันใหม่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า BEV พร้อมตัวเลือกสีภายนอก-ภายใน โดยมีราคาอย่างเป็นทางการดังนี้
The All-New Lexus ES ES 350e Premium – ราคา 3,290,000 บาท
ES 350h Grand Luxury – ราคา 3,890,000 บาท
สีภายนอก : 7 สี NEW! SOU White Nova Glass Flake Sonic Iridium Graphite Black Glass Flake Sonic Titanium Sonic Chrome Sonic Copper สีภายใน : 2 สี Hazel Black พิเศษสำหรับช่วงเปิดตัว
แคมเปญพิเศษ ซื้อรถช่วงเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 13 – 31 สิงหาคม 2569
รับฟรี!! แพ็คเกจซ่อมบำรุง Lexus Exclusive Package (LXP) แบบ Standard (มูลค่า 50,000 บาท)
- ฟรีค่าแรงเช็กระยะเพิ่มเติม จาก 60,000 กิโลเมตร ถึง 100,000 กิโลเมตร หรือ 5 ปี (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
- ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์เป็น 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ตลอด 5 ปี
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเลกซัสได้ผ่านช่องทางออนไลน์
Official Account : Lexus Thailand และบนเว็บไซต์ www.lexus.co.th
รวมถึงช่องทาง LINE Official Account: @lexusthailandเพื่อรับสิทธิพิเศษและข้อมูลข่าวสารจากเลกซัสได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ฉลองการส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ล็อตแรกถึงมือลูกค้าในไทย ขณะที่ยอดการผลิตทั่วโลกสร้างสถิติใหม่ครั้งประวัติศาสตร์
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำพายานยนต์ไฟฟ้าสู่อีกขั้นแห่งยุคสมัย พร้อมเดินหน้าส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ล็อตแรกให้แก่ลูกค้าอย่างเป็นทางการ โดยผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศได้เริ่มส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ที่หลายคนรอคอย ซึ่งนับเป็นรถยนต์รุ่นแรกจากเจเนอเรชัน Neue Klasse ที่พร้อมโลดแล่นบนท้องถนนในประเทศไทย ความสำเร็จระดับประเทศในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ระดับโลก เมื่อโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เมืองเดเบรเซน ประเทศฮังการี ได้เฉลิมฉลองการขยายกำลังการผลิตที่สร้างสถิติใหม่ ด้วยการผลิตรถยนต์คันที่ 50,000 สู่ตลาดโลกได้สำเร็จ เมื่อเร็ว ๆ นี้
คุณคริส จู ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ล็อตแรกถึงมือลูกค้าชาวไทย ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมงานของเราทุกคน บรรยากาศอันน่าประทับใจ ณ โชว์รูมของผู้จำหน่ายทั่วประเทศตอกย้ำให้เห็นถึงกระแสตอบรับที่แข็งแกร่งที่มีต่อรถยนต์เจเนอเรชัน Neue Klasse เราได้ทำตามคำมั่นสัญญาในการส่งมอบยานยนต์แห่งอนาคต และรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นยุคใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยูเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย”
กระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมต่อบีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่นี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงนวัตกรรมอันล้ำสมัยในฐานะรถยนต์รุ่นแรกจากเจเนอเรชัน Neue Klasse ซึ่งเปรียบเสมือนโครงการมุ่งสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป พร้อมการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดทั้งในด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และแนวคิดด้านความยั่งยืนและการหมุนเวียนทรัพยากร
ลูกค้าที่ได้รับมอบรถยนต์กลุ่มแรกในประเทศไทยจะได้สัมผัสประสบการณ์จากระบบ BMW Panoramic iDrive ใหม่ล่าสุดซึ่งจะแสดงข้อมูลการขับขี่ลงบนกระจกหน้าแบบเต็มความกว้าง พร้อมด้วยเทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 6 พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ Neue Klasse โดยระบบขับเคลื่อนล้ำสมัยนี้มาพร้อมระบบชาร์จไวพลังงานสูงระดับ 800 โวลต์ และสามารถเดินทางได้สูงสุดถึง 805 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับยนตรกรรมแห่งอนาคตจากบีเอ็มดับเบิลยู
เพื่อรองรับกระแสความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เมืองเดเบรเซน ได้เร่งเดินหน้าการผลิตอย่างเต็มกำลังจนสามารถตอกย้ำความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการผลิตรถยนต์คันที่ 50,000 ได้ภายในเวลาเพียง 9 เดือน หลังจากเข้าสู่สายการผลิตเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นการขยายกำลังการผลิตของโรงงานแห่งใหม่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News / News Motocycle1 Min Read
CUB House ชวน PUN ถ่ายทอดตัวตนผ่าน Honda Monkey พร้อมร่วมเดินทางสู่โลกแห่งความฝัน ในนิทรรศการ MUSEUM OF SOMNIA CUB House by Honda เดินหน้าสร้างสีสันและประสบการณ์ให้กับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ จับมือกับ ปัน สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม หรือ PUN ศิลปิน
ภายใต้สังกัด Universal Music Thailand ร่วมถ่ายทอดตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ผ่านลายเส้นพิเศษบน Honda Monkey รถจักรยานยนต์ไอคอนิกที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และคาแรกเตอร์เฉพาะตัว พร้อมนำรถคันพิเศษเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “MUSEUM OF SOMNIA – An Embodied Music Experience” นิทรรศการ Immersive Experience ที่ถ่ายทอดบทเพลง โลกแห่งความฝัน ความทรงจำ และความรู้สึกของ PUN ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถก้าวเข้าไปสัมผัสได้ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ถึง 8 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ centralwOrld LIVE ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
หนึ่งในไฮไลต์ของงานครั้งนี้ คือ Honda Monkey คันพิเศษ ที่นำคาแรกเตอร์ความสนุกของรถมาเป็นพื้นที่ให้ PUN ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านลายเส้นเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ลงบนองค์ประกอบต่าง ๆ ของตัวรถ สะท้อนถึงการเดินทางเข้าไปในโลกแห่งความฝันและจินตนาการ พร้อมเติมมุมมองใหม่ให้ Honda Monkey มีคาแรกเตอร์ที่ผสานโลกของรถจักรยานยนต์ ดนตรี และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่มาเข้าชมได้นำไปตกแต่งตามสไตล์ของตนเอง
ภายในงาน CUB House ยังเนรมิตพื้นที่จัดแสดงภายใต้แนวคิด “ออกเดินทาง… เข้าไปในฝัน” เชื่อมโยงการเดินทางบน Honda Monkey เข้ากับโลกแห่งความฝันของ MUSEUM OF SOMNIA ผ่านบรรยากาศของท้องฟ้าและก้อนเมฆ ชวนผู้เข้าร่วมงานออกเดินทางจากโลกแห่งความจริงและก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งจินตนาการ พร้อมสัมผัส Honda Monkey คันพิเศษอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ผ่านการเขียน “เรื่องราวความฝัน ของการเดินทางที่รอคุณอยู่” และนำไปติดไว้ภายในบูธ เพื่อร่วมแบ่งปันความฝันของแต่ละคนไปพร้อมกัน
ไม่เพียงเท่านี้ CUB House ยังชวนแฟน ๆ ของ PUN ถ่ายภาพคู่กับรถจักรยานยนต์ Honda Monkey ภายในงาน พร้อมตอบคำถามว่า “ถ้ามี CUB สักคัน คุณจะขี่กลับไปหา…” ผ่านโพสต์กิจกรรมของ CUB House บนโซเชียลมีเดีย โดย 20 เรื่องราวที่โดนใจที่สุดจะได้รับ Exclusive Poster พร้อมลายเซ็น PUN เป็นของที่ระลึก
สำหรับ “MUSEUM OF SOMNIA – An Embodied Music Experience” เป็นนิทรรศการ Immersive ที่ PUN นำบทเพลงมาตีความให้กลายเป็น “สถานที่” ผ่านแนวคิด Cinematic Topography หรือภูมิทัศน์เชิงภาพยนตร์ ถ่ายทอดอารมณ์ ความทรงจำ และโลกภายในของศิลปินผ่านภาพเคลื่อนไหว แสง เสียง และกลิ่น เพื่อพาผู้ชมเข้าไปสำรวจพื้นที่ระหว่าง “ความจริง” และ “ความฝัน” แต่ละพื้นที่เปรียบเสมือนอีกหนึ่งบทของชีวิตที่เปิดให้ผู้ชมค้นหาและตีความความหมายผ่านประสบการณ์ของตัวเอง ภายใต้แนวคิดที่เชื่อมโยงทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน
ความพิเศษของประสบการณ์ยังอยู่ที่การเข้าชมแต่ละรอบ ซึ่งระบบจะสุ่มให้ผู้ชมพบกับ 1 ใน 3 ฤดูกาล ได้แก่ Summer, Rainy และ Autumn-Winter แต่ละฤดูกาลมาพร้อมภาพ แสง เสียง และบรรยากาศที่แตกต่างกัน ก่อนเดินทางไปถึงช่วงสุดท้ายที่ผู้ชมสามารถเลือกตอนจบของตัวเอง ระหว่าง “Wake” การก้าวกลับสู่โลกแห่งความจริง หรือ “Snooze” การขออยู่กับความทรงจำและความรู้สึกเหล่านั้นต่ออีกสักพัก
การร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ MUSEUM OF SOMNIA ครั้งนี้ สะท้อนแนวคิดของไทยฮอนด้าและ CUB House ในการเชื่อมโยงรถจักรยานยนต์เข้ากับดนตรี ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ผ่าน Honda Monkey ที่ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการถ่ายทอดรสนิยม ความคิดสร้างสรรค์ และตัวตนในแบบของแต่ละคน
สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.thaihonda.co.th/honda/
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand/
อินสตาแกรม: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
YouTube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda
#MUSEUMOFSOMNIA #CUBHouse #HondaMonkey
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส นำนวัตกรรมใหม่ ‘Curation Engine’ ยกระดับประสบการณ์การเดินทางในยนตรกรรมไฟฟ้าเป็นครั้งแรก
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส นำนวัตกรรมใหม่ ‘Curation Engine’ มาติดตั้งใน Bentley Torcal ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าเป็นครั้งแรกเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางด้วยการผสานประสาทสัมผัสเข้ากับการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้โดยสาร นวัตกรรมใหม่จึงสร้างประสบการณ์ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ความสะดวกสบายเท่านั้น แต่เป็นรูปแบบใหม่ของความหรูหราที่เน้นความสมดุล สุขภาวะ และการกำหนดทุกการเดินทางให้เป็นไปตามความรู้สึกที่ผู้โดยสารต้องการ
กว่าหลายทศวรรษที่เบนท์ลีย์ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งโหมดการขับขี่ได้ตามความต้องการ ตั้งแต่การตั้งค่าช่วงล่าง การปรับเบาะโดยสาร 22 รูปแบบ ไปจนถึงเฉดสีของแสงไฟภายในห้องโดยสาร Torcal รุ่นใหม่จึงได้ยกระดับแนวคิดนี้ขึ้นไปอีกขั้นจากการปรับแต่งแต่ละส่วนแยกกันเป็นการปรับเปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบองค์รวมด้วยแสง เสียง อุณหภูมิ คุณภาพอากาศ และข้อมูลดิจิทัลที่ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน 4 แบบ รองรับอารมณ์ ช่วงเวลา และสภาวะจิตใจที่แตกต่างกันของผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมและอารมณ์บนพื้นฐานของประสาทวิทยาที่ทุกองค์ประกอบได้รับการปรับแต่งอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่าเทคโนโลยี ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสงบขึ้น มีสมาธิมากขึ้น มีพลังมากขึ้น และมีส่วนร่วมในการเดินทางมากขึ้นจากรูปแบบสภาพแวดล้อมที่ได้รับการรังสรรค์ผ่าน ‘Curation Engine’ ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณคอลโซลกลางห้องโดยสารด้วยการออกแบบที่ประณีตงดงาม
นวัตกรรม ‘Curation Engine’ จะกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของรถยนต์ โดยประสานการทำงานของระบบกันสะเทือน ระบบส่งกำลัง และคุณลักษณะการขับขี่เข้าด้วยกัน คล้ายกับโหมดต่างๆ แต่เดิมอย่างโหมด Bentley, Sport, และ Comfort โดย Torcal ได้พัฒนาการปรับแต่งเพิ่มเติมที่นอกเหนือไปจากกลไกการขับขี่ ผู้โดยสารจะสามารถดื่มด่ำ แสง เสียง และองค์ประกอบด้านประสาทสัมผัสอื่นๆ ที่ทำงานสอดคล้องกันเพื่ออารมณ์ และบรรยากาศที่ผ่อนคลายไปตลอดการเดินทาง
สำหรับโหมด Bentley ถือเป็นค่าเริ่มต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างแท้จริง กว่าหนึ่งศตวรรษที่เบนท์ลีย์ได้ผสานความหรูหราเข้ากับสมรรถนะ รังสรรค์แกรนด์ทัวเรอร์ที่มีความสปอร์ต Torcal รุ่นใหม่จึงยังคงสืบทอดเอกลักษณ์นี้ด้วยความอบอุ่น มีชีวิตชีวา และความสมดุลที่ผสานความสะดวกสบายและงานฝีมือเข้ากับการมีส่วนร่วมของผู้ขับขี่อย่างแท้จริงเพื่อมอบสภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกสะดวกสบาย แต่ยังคงเน้นประสบการณ์ของผู้ขับขี่เป็นหลัก
โหมด Comfort ออกแบบมาเพื่อลดเสียงรบกวนและมอบความผ่อนคลาย โดยจะปรับแสงให้สว่างน้อยลง บรรยากาศจึงสงบขึ้น ให้จังหวะภายในห้องโดยสารที่ช้าลงอย่างนุ่มนวล ผู้โดยสารยังสามารถเลือกการตั้งค่าแบบดิจิทัลดีท็อกซ์ได้ด้วยการลดการแสดงผลข้อมูลและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจออกจากหน้าจอดิจิทัล ผลลัพธ์ที่ได้ คือ สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ออกแบบมาสำหรับการเดินทางระยะไกลและช่วงเวลาที่ต้องการความเงียบสงบและสมาธิในการขับขี่
ปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัสและยกระดับทุกปฏิสัมพันธ์ด้วยโหมด Sport ที่เสียงประกอบจะสมจริงยิ่งขึ้น พร้อมสัญญาณภาพที่คมชัด และบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เฉพาะเจาะจง ทุกองค์ประกอบได้รับการปรับแต่งเพื่อส่งเสริมความรู้สึกร่วมระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ สร้างบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมสูงสุด โหมด Sport จึงเป็นการตั้งค่าที่ออกแบบมาเพื่อมอบการตอบสนองต่อการควบคุมที่ฉับไว ปฏิกิริยาที่แม่นยำ และให้ทุกการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่เร้าใจกว่าที่เคยสัมผัส
โหมด Refresh ตัวเลือกใหม่ล่าสุดในรุ่น Torcal นำเสนอประสบการณ์การเดินทางในมิติใหม่ด้วยการไหลเวียนของอากาศบริสุทธิ์ภายในห้องโดยสารที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมแสงสว่างที่มากขึ้น และบรรยากาศที่รู้สึกโปร่ง โล่งสบาย สะอาด และสดชื่นยิ่งขึ้น ออกแบบมาเพื่อลดความเหนื่อยล้าและเพิ่มความตื่นตัวในขณะขับขี่ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสดชื่นขึ้นระหว่างการเดินทางไกล โหมด Refresh มอบประสบการณ์การเดินทางที่พิเศษที่ความหรูหราไม่เพียงแค่ส่งผลต่อความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุขภาวะที่ดีอีกด้วย
นวัตกรรม ‘Curation Engine’ แสดงให้เห็นถึงปรัชญาใหม่ของความหรูหราแห่งยนตรกรรมด้วยการรังสรรค์สภาพแวดล้อมด้านประสาทสัมผัสรอบตัวผู้โดยสารอย่างชาญฉลาด Bentley Torcal จึงสร้างประสบการณ์ที่สามารถตอบสนองและปรับเปลี่ยนตามความรู้สึกของผู้โดยสาร สะท้อนวิสัยทัศน์แห่งความหรูหราที่ไม่ใช่เพียงแค่การมองเห็นหรือสัมผัส แต่คือความรู้สึกที่ผู้โดยสารจะได้รับรู้ไปตลอดการเดินทาง
สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษและทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์เบนท์ลีย์ โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Car1 Min Read
ธนบุรีนอยสเติน เปิดตัว GEELY STARRAY EM-R ครั้งแรกของโลก พร้อมปักหมุด GEELY Flagship Showroom แห่งแรกในประเทศไทย
บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัว GEELY STARRAY EM-R เอสยูวีพลังงานทางเลือกใหม่ ด้วยเทคโนโลยี EM-R เป็นครั้งแรกของโลก ที่มอบอิสระในการเลือกใช้พลังงานได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งการชาร์จพลังงานไฟฟ้าและการเติมน้ำมันตามความเหมาะสมของการเดินทาง เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกเส้นทาง พร้อมเปิด GEELY Flagship Showroom แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการนำเสนอรถยนต์ เทคโนโลยี และบริการของแบรนด์ GEELY อย่างครบวงจร ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานระดับสากล และประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ด้วยความแข็งแกร่งและประสบการณ์ยาวนานกว่า 85 ปีของกลุ่มธนบุรี
นายกุลชาติ ชุติเชาวน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า
“การเปิดตัว GEELY STARRAY EM-R ครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของ GEELY ต่อศักยภาพของตลาดไทย ในฐานะตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค เราเข้าใจดีว่า ผู้บริโภคต้องการรถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความคุ้มค่า พร้อมความยืดหยุ่นในการเดินทางที่มากขึ้น GEELY STARRAY EM-R จึงได้รับการพัฒนาอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ผู้ขับขี่พร้อมรับมือกับทุกเส้นทางได้อย่างมั่นใจ นี่ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่คืออีกก้าวสำคัญของเราในการนำเสนอนวัตกรรมที่เข้าใจผู้บริโภคไทย และสร้างทางเลือกแห่งการเดินทางที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น”GEELY STARRAY EM-R รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) พลังงานทางเลือกใหม่ ที่จะทำให้คุณสามารถกำหนดทุกเส้นทางในชีวิตได้ ตามแนวคิด “THE FLOW YOU OWN ทุกเส้นทาง..กำหนดได้” ด้วยเทคโนโลยี EM-R ใหม่ล่าสุดจาก GEELY ผสานการทำงาน 2 ระบบ ไฟฟ้า และน้ำมัน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แบบ Range Extended Electric Vehicle (REEV) ที่ให้ผู้ขับขี่เลือกใช้พลังงานได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งการชาร์จไฟฟ้าหรือเติมน้ำมันตามความเหมาะสม พร้อมมอบระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 104.8 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)
ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเทคโนโลยีเฉพาะของ GEELY แบบ 11-in-1 ที่มีน้ำหนักเบา ประหยัดพลังงาน แต่ยังคงเปี่ยมด้วยสมรรถนะ มอบกำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 262 นิวตัน-เมตร พร้อมโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมดไฟฟ้าล้วน (Pure) โหมดไฮบริด (Hybrid) และโหมดพละกำลัง (Power) ให้การตอบสนองที่ทรงประสิทธิภาพในทุกรูปแบบการเดินทาง ทั้งในเมืองและการเดินทางระยะไกล เสริมความมั่นใจในการขับขี่ด้วยโครงสร้างอันแข็งแกร่งบนแพลตฟอร์มอัจฉริยะ GEA (Global Intelligent New Energy Architecture) พร้อมระบบช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงก์ อัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะรอบคัน ADAS L2 และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน มอบความอุ่นใจในทุกเส้นทาง
โดดเด่นด้วยดีไซน์สะท้อนความแข็งแกร่ง ทรงพลังในแบบเอสยูวี ยกระดับความพรีเมียมที่เข้าถึงได้ ด้วยหลังคากระจกพาโนรามิกแบบเปิด-ปิดได้ พร้อมม่านหลังคาไฟฟ้า ห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน รองรับการใช้งานได้หลากหลาย กว้างขวาง และสะดวกสบาย ด้วยระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และเบาะคู่หน้าพร้อมระบบปรับไฟฟ้าและระบายอากาศ ล้ำสมัยด้วยจอแสดงผล 3 ตำแหน่ง และยังมาพร้อมระบบเชื่อมต่อที่หลากหลาย ทั้ง Apple CarPlay, Android Auto และ GEELY แอปพลิเคชัน ตอกย้ำความอเนกประสงค์ ที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ถึง 2,065 ลิตร
GEELY STARRAY EM-R พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทย 2 รุ่นย่อย ได้แก่
- รุ่น PRO ในราคา 699,900 บาท (ราคาพิเศษสำหรับ 300 คันแรก จากราคาปกติ 729,900 บาท)
- รุ่น MAX ในราคา 799,900 บาท
โดยมีตัวเลือกสีภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงินกลาเซียร์บลู (Glacier Blue) สีขาวอัลไพน์ไวท์ (Alphine White) สีเงินคลาวด์วีล (Cloudveil Silver) และสีเทาโวลคานิค (Volcanic Grey) และสีภายในสีดำ ที่ช่วยสะท้อนบุคลิกของผู้ขับขี่ในแบบที่แตกต่าง ทั้งความเรียบหรู ความทันสมัย และความพรีเมียมในทุกมุมมอง
พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 – 31 สิงหาคม 2569 ได้แก่
- ดอกเบี้ย 98% ดาวน์ 25 % ผ่อน 48 เดือน
- ฟิล์มรถยนต์ Lamina รุ่น Ceramic Onyx Boost (เฉพาะรุ่น MAX)
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี
- รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 6 ปี หรือ 160,000 กม.
- รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง นาน 8 ปี หรือ 180,000 กม.
- Portable Charger
- ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. นาน 1 ปี
- ค่าจดทะเบียน และพรมปูพื้น
**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GEELY อย่างครบวงจร ธนบุรีนอยสเติน ยังได้เปิดตัว GEELY Flagship Showroom แห่งแรกในประเทศไทย บนถนนศรีนครินทร์ โดยเป็นพื้นที่ที่รวบรวมการจัดแสดงรถยนต์ เทคโนโลยี และบริการของ GEELY ไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่การรับชมรถ ทดลองขับ ขอคำปรึกษา ส่งมอบรถ ไปจนถึงบริการหลังการขาย
นอกจากเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองจาก GEELY แล้ว สถานที่แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาทักษะสำหรับที่ปรึกษาการขายและช่างซ่อมบำรุง พร้อมเครื่องมือเฉพาะทางสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญ ยกระดับคุณภาพการบริการ และสนับสนุนความพร้อมของเครือข่ายผู้จำหน่าย GEELY ในประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างมั่นใจในทุกช่วงเวลาสำคัญของการเป็นเจ้าของรถยนต์ GEELY
“การเปิด GEELY Flagship Showroom แห่งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของธนบุรีนอยสเตินในการสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GEELY ที่สะดวกและครบวงจรมากยิ่งขึ้น เรานำจุดแข็งในศักยภาพด้านเทคโนโลยีและคุณภาพการผลิตของ GEELY มาผสานกับความเชี่ยวชาญและความเข้าใจผู้บริโภคไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 85 ปีของกลุ่มธนบุรี ภายใต้แนวคิด ‘แบรนด์จีน หัวใจไทย’ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลกและบริการที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนไทย พร้อมสร้างความมั่นใจและความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว” นายกุลชาติกล่าวเสริม
บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการให้บริการที่เป็นระบบ โปร่งใส และเข้าถึงง่าย ตั้งแต่การนัดหมายเข้ารับบริการ การให้คำปรึกษา การตรวจสอบและบำรุงรักษาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง การบริหารจัดการอะไหล่ ไปจนถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกและความอุ่นใจในทุกการใช้งาน
สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern.com และ เฟซบุ๊ก Geely Thonburi Thailand
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine
-
News Motocycle1 Min Read
“ลมหายใจไร้มลทิน” ปี 2569 ชวนน้องๆ ปฐมวัย-อุดมศึกษา เข้าประกวดชิงทุนกว่า 3 แสนบาท
ชวนน้องๆ ปฐมวัย–อุดมศึกษา เข้าประกวดชิงทุนกว่า 3 แสนบาท
มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน ชวนเด็ก และเยาวชน ส่งผลงานเขียน ร้องเพลง วาดภาพ และ วีดีโอคลิป เพื่อร่วมรณรงค์เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต ชิงทุนการศึกษากว่า 300,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569
มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน โดยบริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” ได้รับการสนับสนุนจาก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดโครงการลมหายใจไร้มลทิน ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยการเชิญชวนเด็ก และเยาวชนระดับปฐมวัย ถึงอุดมศึกษาทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าประกวด ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร และได้รับสิทธิ์ร่วมค่ายเยาวชน “ลมหายใจไร้มลทิน” โดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือก ซึ่งการประกวดแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่
- ประกวดงานเขียนเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
- ประกวดร้องเพลงประกอบดนตรี เพลง “คิดดี ทำดี” เพลง “ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน” และเพลง “คุณค่าความเป็นคน”
- ประกวดวาดภาพศิลปะสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “ความซื่อสัตย์ คือพลังแห่งชีวิต”
- ประกวดวีดีโอคลิป สะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “Unseen me : ความดีที่ไม่มีเสียง”
เด็ก และเยาวชน ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดกิจกรรมพร้อมใบสมัคร ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยผู้ส่งผลงานทุกประเภทจะได้รับเกียรติบัตร (E-Certificate) รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ lomhaijai.org หรือ www.dcy.go.th โทรศัพท์ 0-2055-8444 ต่อ 316, 318
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine -
News Car1 Min Read
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ฉลองการส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ล็อตแรกถึงมือลูกค้าในไทย ขณะที่ยอดการผลิตทั่วโลกสร้างสถิติใหม่ครั้งประวัติศาสตร์
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำพายานยนต์ไฟฟ้าสู่อีกขั้นแห่งยุคสมัย พร้อมเดินหน้าส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ล็อตแรกให้แก่ลูกค้าอย่างเป็นทางการ โดยผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศได้เริ่ม
ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ที่หลายคนรอคอย ซึ่งนับเป็นรถยนต์รุ่นแรกจากเจเนอเรชัน Neue Klasse ที่พร้อมโลดแล่นบนท้องถนนในประเทศไทย ความสำเร็จระดับประเทศในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ระดับโลก เมื่อโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เมืองเดเบรเซน ประเทศฮังการี ได้เฉลิมฉลองการขยายกำลังการผลิตที่สร้างสถิติใหม่ ด้วยการผลิตรถยนต์คันที่ 50,000 สู่ตลาดโลกได้สำเร็จ เมื่อเร็ว ๆ นี้คุณคริส จู ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ล็อตแรกถึงมือลูกค้าชาวไทย ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมงานของเราทุกคน บรรยากาศอันน่าประทับใจ ณ โชว์รูมของผู้จำหน่ายทั่วประเทศตอกย้ำให้เห็นถึงกระแสตอบรับที่แข็งแกร่งที่มีต่อรถยนต์เจเนอเรชัน Neue Klasse เราได้ทำตามคำมั่นสัญญาในการส่งมอบยานยนต์แห่งอนาคต และรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นยุคใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยูเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย”
กระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมต่อบีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่นี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงนวัตกรรมอันล้ำสมัยในฐานะรถยนต์รุ่นแรกจากเจเนอเรชัน Neue Klasse ซึ่งเปรียบเสมือนโครงการมุ่งสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป พร้อมการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดทั้งในด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และแนวคิดด้านความยั่งยืนและการหมุนเวียนทรัพยากร
ลูกค้าที่ได้รับมอบรถยนต์กลุ่มแรกในประเทศไทยจะได้สัมผัสประสบการณ์จากระบบ BMW Panoramic iDrive ใหม่ล่าสุด ซึ่งจะแสดงข้อมูลการขับขี่ลงบนกระจกหน้าแบบเต็มความกว้าง พร้อมด้วยเทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 6 พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ Neue Klasse โดยระบบขับเคลื่อนล้ำสมัยนี้มาพร้อมระบบชาร์จไวพลังงานสูงระดับ 800 โวลต์ และสามารถเดินทางได้สูงสุดถึง 805 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับยนตรกรรมแห่งอนาคตจากบีเอ็มดับเบิลยู
เพื่อรองรับกระแสความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เมืองเดเบรเซน ได้เร่งเดินหน้าการผลิตอย่างเต็มกำลังจนสามารถตอกย้ำความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการผลิตรถยนต์คันที่ 50,000 ได้ภายในเวลาเพียง 9 เดือน หลังจากเข้าสู่สายการผลิตเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นการขยายกำลังการผลิตของโรงงานแห่งใหม่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงรักษาความพร้อมในการขับเคลื่อนโมเมนตัมของตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยศักยภาพการผลิตที่ขยายเพิ่มขึ้น พร้อมการเปิดดำเนินงานกะที่สองอย่างเต็มรูปแบบแล้วที่โรงงานในเมืองเดเบรเซน ในขณะที่การส่งมอบรถยนต์ในประเทศไทยจะยังคงเดินหน้าขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี
ทาง Realtime car magazine ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมกันนะครับ และยังสามารถไปติดตามเราต่อได้ที่นี่เลย
Website : https://www.realtimecarmagazine.com/newsite/
Facebook : https://www.facebook.com/realtimecarmagazinecom/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCeamIIu312yD-jYJUzOd7kQ
instagram : https://www.instagram.com/realtimecar_m
Tiktok : https://www.tiktok.com/@realtimecar
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/al/QdvMMZFrQR
Thread : https://www.threads.net/@realtimecar_magazine








































































































































































